รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการแก้ไขจะไม่ทำให้รัฐธรรมนูญเสียคุณค่าหรือทำให้ประชาธิปไตยเสื่อมถอย วิรัตน์ กัลยาศิริ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีระบบที่ยุติธรรมและประชาธิปไตยที่มีความสมบูรณ์

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเข้าใจว่าผมน่าจะเป็น คนสุดท้ายที่อภิปรายในมาตรา ๕ ผมยังยืนหยัดอยู่ตลอดครับว่า ผมพยายามอยู่ในเนื้อหา เพื่อที่จะไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สบายใจ แต่อย่างไรก็ตามเนื้อหาบางเรื่อง เนื้อหา บางประเด็น หากไปกระทบความรู้สึกของท่านผู้ใดก็ต้องขอโทษ เพราะว่านั่นคือความเชื่อ ทางกฎหมายของผม แล้วสิ่งที่ผมพูดผมก็ทําอย่างนั้น ไม่ใช่นอกเรื่องท่านประธาน แต่อยากจะเรียนว่าในฐานะที่ผมเป็นคนอภิปรายมาตรานี้เป็นคนสุดท้าย ก็อยากจะไล่เลียง สรุปลงมาโดยย่อ โดยสั้นตามสมควรเพื่อให้เห็นว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก ในวันนี้มีสิ่งใดบ้างที่ไม่ถูกต้อง มีสิ่งใดบ้างที่ไม่ชอบมาพากล มีสิ่งใดบ้างที่ควรจะต้องให้ องค์กรอื่นที่มีอํานาจ มีหน้าที่จะต้องตรวจสอบ ผมขออนุญาตเกริ่นว่า

เรื่องแรก ก็คือว่าเรื่องนี้ผมเห็นว่าไม่ควรแก้มาแต่ต้น ไม่ลึก ไม่มาก แล้วก็ ไม่เยิ่นเย้อครับ เพราะเหตุว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าฝ่ายเสียงข้างมากก็ดี เสียงข้างน้อยก็ดี เอามาเป็นหลักนั้นก็อยู่ในมาตรา ๒๙๑ ซึ่งว่าด้วยเป็นหมวดเฉพาะว่าด้วย การแก้ไขเพิ่มเติม เขียนชัดครับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นให้ทําได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ สาระสําคัญไม่มีมากไปกว่านี้ ทําได้ก็คือแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งทําได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วนะครับ เสียงข้างมากปรึกษาฝ่ายกฎหมาย เสียงข้างมากปรึกษาผู้รู้ว่า ไม่มีองค์กรใดตรวจสอบ ทําไปเถอะนะครับ สุดท้ายก็ไม่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีศาลหนึ่ง ไม่มีศาลใดมาตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้นสบายบรื๋อ ก็คิดได้ครับ แต่ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังอยู่ มาตรา ๖ บัญญัติไว้ชัดท่านประธานว่าบทบัญญัติใดขัดหรือแย้ง มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญนี้ครับ บทบัญญัติใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าบังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมาตรา ๒๙๑ อนุญาตให้เพียงแก้ไขเพิ่มเติม แต่เรากลับมาทําฉบับใหม่ขึ้น ดูได้ในร่างของรัฐบาลเองนะครับว่า เป็นการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือจุดแรกที่พวกผมกังวลอย่างยิ่งว่ามันจะไปได้หรือ เอาล่ะเมื่อเสียงข้างมากว่า ต้องดําเนินการ พวกผมก็เสนอต่อครับว่าทําไมไม่ทําประชามติก่อน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชามติ ท่านรสนา ท่าน ส.ว. หลายท่านก็พูดไปก่อนหน้ากระผมไม่กี่คน แค่ถามว่า ให้แก้หรือไม่ให้แก้ ถ้าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่บอกว่าไม่ให้แก้ จบ ไม่ต้องมาเสียเวลาตั้ง สสร. ถ้าว่าให้แก้ถามเลยครับ แก้ประเด็น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ จะได้ง่ายขึ้นสําหรับการดําเนินการ ของ สสร. แต่นี่พอเปิด สสร. ปั๊บเราเปิดให้แก้ตั้งแต่มาตรา ๑ จนถึงมาตรา ๓๐๙ ยกเว้น หมวดเดียวคือหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นการที่จัดทําร่างขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับอันนี้ ผมถือว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เสียงข้างมากเห็นว่าไม่มีองค์กรใดมาตรวจสอบ ท่านก็ว่าไป แต่พวกผมเสียงข้างน้อย เมื่อพวกผมเชื่อโดยสุจริตว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายทํามา ไม่ถูกไม่ต้อง ผมก็ต้องหาช่องทาง ไปช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน จะไปช่องทางศาลรัฐธรรมนูญ ไปช่องทางหนึ่งช่องทางใด แต่อย่างน้อยผมต้องบอกพี่น้องประชาชนเจ้าของอํานาจว่ารัฐบาล หรือเสียงข้างมากกําลังทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

อีกมุมหนึ่งที่พวกผมพยายามตลอดว่าอํานาจและหน้าที่ในเรื่องนี้ถ้าจะแก้ไข ในรัฐธรรมนูญ คือ ๖๕๐ คนพวกเรา ท่านก็ไม่ยอมครับ ท่านไปให้ ๙๙ คน ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ซึ่งบล็อกโหวต (Block vote) แน่นอน เพราะ ๗๗ จังหวัดท่านก็คํานวณได้ครับว่า ๔๕ จังหวัดอย่างน้อยได้เสียงข้างไหน ๒๒ คน แน่นอนรัฐบาลแน่ เราก็พยายามบอกว่า เอาอย่างนี้ได้ไหม ๒๐๐ คน เลือกตั้งตรงแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ไม่ใช่เท่านั้นนะครับ เราชนะ ในกรรมาธิการ เราเป็นเสียงข้างน้อยที่กลายเป็นเสียงข้างมากในเรื่องนี้กรณี ๒๐๐ เสียง แต่ว่าโดยขัดต่อนิติประเพณี ขัดต่อหลัก ขัดต่อวิธีการ กรรมาธิการก็เปลี่ยนใหม่ นี่ละครับ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรื่อง ๒๐๐ คนเป็นความเห็นของพี่น้องประชาชน หลายภาคส่วน เกือบจะเรียกว่าทุกภาคส่วนของประเทศ ท่านอาจารย์โคทม อารียา ผมขอประทานโทษเอ่ยนาม กับคณะประชุมพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มีกลุ่มทุกกลุ่ม ทุกชมรม ทุกอาชีพมาแสดงความคิดเห็น มาชี้แจงต่อสภาด้วยซ้ําท่านประธาน ก็ไม่เอา หรือแม้กระทั่งของคุณธิดาซึ่งตอนนี้อยู่ที่จังหวัดสงขลาภรรยาท่านหมอเหวง ก็บอกว่า ต้องเลือกตั้งทั้งหมดก็เข้าไปชี้แจง กรรมาธิการก็ไม่เอาอีก นี่คือสิ่งทั้งหลายที่กระผมอยากจะ กราบเรียนท่านทั้งหลายว่าเราเดินในทางที่ผิดพลาดทุกขั้นตอนมาโดยลําดับและประโยชน์ อะไรละครับ ผมถึงอยากจะตั้งคําถามและอภิปรายไปแล้วว่าเอาละ สสร. ทําเสร็จแล้ว อย่าเข้ามาที่ประธานรัฐสภาคนเดียว ส.ว. สรรหามาจาก ๗ อรหันต์ พวกท่านถล่มด่ากัน จนเสียผู้เสียคน ไม่เป็นประชาธิปไตย โน่น นี่ นั่น ๗ คนนะครับ ประธานศาลหลายคนมีที่มา บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่อันนี้คนคนเดียว ผมไม่ต้องบอกนะครับว่ามีจุดอ่อนอยู่ตรงไหน อย่างไร เดี๋ยวก็ประท้วงกัน แต่ว่าสังคมรู้ดีว่าการที่เราเอาอํานาจของ ๖๕๐ คน สมาชิกรัฐสภาไปไว้ ที่คนคนเดียวมันไปได้หรือครับ

และสําคัญต่อไป กรณีการทําประชามติซึ่งผมก็เคยอภิปรายไปบ้างนะครับว่า มันมีกฎหมายการออกเสียงประชามติซึ่งเป็นบรรทัดฐาน เป็นกฎหมายขนาดเป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ สถานะก็สูงกว่าพระราชบัญญัติธรรมดามากมาย ท่านประธานคงทราบแล้วกระมังครับ ณ วันนี้ว่าร่างที่เรายกร่างขึ้นซึ่งอย่างไรก็ต้องผ่าน เสียงข้างมากท่านเอาด้วยผ่านแน่ ไปขัด