รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อภิชาต การิกาญจน์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้ององค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับการควบคุมและการตรวจสอบนักการเมือง เพื่อให้แน่ใจว่านักการเมืองที่ดีและมีความรู้เข้าสู่สภา และเรียกร้องการปฏิบัติตนในฐานะนักการเมืองให้ดีขึ้น

นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช สมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติเพิ่มเป็น มาตรา ๒๙๑/๑๘ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีผลกระทบต่อ องค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญที่สังคมเฝ้ามอง รอการวิพากษ์วิจารณ์ ผมเชื่อว่าสังคมนี่อยากให้คณะกรรมาธิการได้บรรจุเรื่องนี้ไว้ในแนวเดียวกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่กําหนดเรื่องหลัก ๆ ๓ เรื่อง คือเรื่องการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เรื่องการไม่กระทบกับโครงสร้างการปกครองของประเทศ เรื่องเกี่ยวกับสถาบัน เหตุผลเพราะว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี ๒๕๔๐ การไม่กําหนดไว้ในกรอบนี่อาจจะเป็นข้อวิพากษ์ว่า คณะกรรมาธิการมีเจตนาที่จะยกเรื่องนี้ออกไป หรือเลิกเรื่องขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นนวัตกรรมการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ คือ การเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองของนักการเมือง

เรื่องที่ ๒ คือ การควบคุมและการตรวจสอบนักการเมือง ทําไมถึงต้องมีการ ควบคุมและตรวจสอบนักการเมือง เพราะปรากฏการณ์ที่เราได้เห็นในทางการเมือง ๓-๔ เรื่อง ที่ผมจะให้เหตุผลในการสนับสนุนประเด็นนี้ ก็คือ ๑. ที่มาอันหลากหลายของนักการเมือง แต่ละคน นักการเมืองที่มาเป็นผู้แทนราษฎรในประเทศนี้ ในสภาแห่งนี้เรามีที่มาที่แตกต่างกัน ออกไป บางคนมาจากเป็นข้าราชการเกษียณอายุและตัดสินใจมาทําการเมือง บางคนมาจาก การเมืองท้องถิ่นแล้วกระเถิบขึ้นมาทําการเมืองระดับชาติ บางคนมาจากประสบความสําเร็จ ในการประกอบการ ในการทําธุรกิจ แล้วมาทําการเมือง บางคนมาจากการมีการศึกษาดี จบการศึกษาจากต่างประเทศหรือในประเทศในระดับที่พอจะทําการเมือง ความคาดหวัง ของสังคมในการที่อยากเห็นนักการเมืองในสภา ผมเชื่อว่าเราต้องการนักการเมืองดี มีความรู้ มีความสามารถทํางานการเมืองได้ ในขณะเดียวกันเราไม่สามารถสกัดคนชั่ว ไม่ให้เข้าสู่ การเมืองได้ เพราะถ้าเขาบอกว่าเขามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะลงรับสมัคร มีคนเลือกด้วย เสียงข้างมากกว่าคนอื่นในการลงสมัครคราวนั้นเขาก็มีสิทธิเป็นผู้แทนได้ เพราะฉะนั้น ความคาดหวังของสังคมที่บอกว่าคนในสภานั้นเป็นคนดี เป็นผู้ทรงเกียรติจึงน่าจะไม่ใช่ เป็นความปนเปกันไปทั้งดีและร้าย แต่เราก็ภูมิใจกันทุกคนว่าที่มาที่เรามีโอกาสได้เป็น ผู้แทนราษฎรนั้น จะดีจะชั่วอย่างไรคนเลือกเรามาเป็นหมื่นคน เป็นแสนคน เพราะฉะนั้น เป็นที่มาหลากหลายแบบนี้นะครับจึงทําให้จําเป็นต้องมีการควบคุมนักการเมือง

ประเด็นที่ ๒ นอกเหนือจากความหลากหลายแห่งที่มาบนความแตกต่าง ภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตาของสังคมและในสายตาของพี่น้อง ประชาชนกับบทบาทหน้าที่และการปฏิบัติตนในฐานะนักการเมือง ผมคิดว่าขัดแย้งกัน โดยสิ้นเชิง บนความคาดหวังของพี่น้องประชาชน บนความคาดหวังของสังคม เราเชื่อว่า นักการเมืองเป็นคนดี แต่สิ่งที่คนได้เห็นแนวทางในการปฏิบัติที่นํามาสู่ความเสียหาย ขาดความเชื่อถือต่อสังคมต่อพี่น้องประชาชน เป็นความขัดแย้งในบทบาทของคนที่เป็น ผู้แทนราษฎร นั่นหมายความว่าเป็นคนที่พร้อมจะทําหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติยังมีเรื่อง ที่เป็นข้อบกพร่องในการทําหน้าที่ในทางการเมือง นั่นหมายความว่าวันเวลาที่ผ่านมาจาก การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผ่านมาเกือบจะ ๘๐ ปี ถ้ามองในลักษณะของการพัฒนาของ ความก้าวหน้า เรามีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เป็นคนมีความรู้ดี ประสบความสําเร็จในการทํางาน ในการประกอบการตัดสินใจมาทําหน้าที่ในทางการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทํา สิ่งที่ควรจะ เป็นผลในทางการเมืองควรจะเป็นทางบวกตามไปด้วย ควรจะทําให้การเมืองในบ้านเมืองนี้ ดีขึ้นด้วย ควรจะทําให้สภานี้น่าเชื่อถือไว้วางใจมากขึ้นด้วย แต่ความขัดแย้งในเรื่องเหล่านี้ ที่ทําให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงต้องกําหนดว่าเมื่อนักการเมืองเข้าสู่การเมืองแล้วจําเป็น จะต้องมีการควบคุมและการตรวจสอบในทางการเมือง

ประเด็นที่ ๓ เรื่องนักการเมืองของประเทศไทยกับปัญหาเรื่องการโกงกิน การคอร์รัปชัน (Corruption) เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด การเมืองผ่านไปก้าวมา สู่ยุคใหม่ มีคนรุ่นใหม่ที่ดูดี ดูน่าเชื่อถือ ดูน่าไว้วางใจ แต่เมื่อเข้าสู่การเมืองแล้วกลับทําการเมือง ที่เลวร้ายโกงกิน หาประโยชน์คอร์รัปชัน และการคอร์รัปชันจะพัฒนาไปตามความก้าวหน้า ตามช่วงเวลาของการเมืองนะครับ นั่นหมายความแต่เดิมกินจอบ กินเสียม มาถึงยุคหลัง เป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ซึ่งเลวร้ายที่สุด นักการเมืองยุคใหม่กล้าที่จะเสนอกฎหมาย ในการที่จะใช้สภาเป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์ในทางธุรกิจของตน ตัวอย่างพวกเรา อยู่ในสภานี้นะครับ วันที่สภาเสนอกฎหมายในเรื่องเกี่ยวกับการแปลงสัญญาสัมปทาน มาเป็นการเสียภาษีสรรพสามิต เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดครับ เราใช้สภาในการเสนอ กฎหมายที่จะแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมมาเป็นการจ่ายภาษีให้กับรัฐโดยจ่ายเป็น ภาษีสรรพสามิต ทําให้รัฐขาดรายได้ ผู้ประกอบการได้ประโยชน์