รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีสำหรับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อป้องกันการยึดโยงกับการเมือง

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานสมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ซึ่งผมแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติ ในมาตรานี้เพิ่มเติม ความคิดเห็นของกระผมก็เหมือนกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอีกหลายท่าน แต่ท่านอื่น ๆ ท่านก็ได้ไปแปรญัตติไว้ในมาตราอื่น ๆ แต่ใจความเนื้อหาสาระแล้วเหมือนกัน ก็คือว่าผมแปรญัตติว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ นั้นบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ จะเข้ารับตําแหน่งใด ๆ ทางการเมืองมิได้เป็นเวลา ๕ ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๓) ท่านประธานครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าต้องการ สสร. ให้เว้นวรรค ทางการเมือง ๕ ปี เหตุผลนะครับ เพื่อป้องกัน สสร. เขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ แก่ตนเอง พูดง่าย ๆ ก็คือว่าไม่อยากให้ สสร. ชงเอง แล้วกินเอง เพราะว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมต้องหวังจะใช้โอกาสทาง การเมืองจากรัฐธรรมนูญที่ตนเองมีส่วนในการร่างและแก้ไขเพื่อเข้ามามีอํานาจทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการเลือกตั้ง ๗๗ คนจาก ๗๗ จังหวัดนั้น แน่นอนครับ เขาก็ฝ่าฟัน การเลือกตั้งมา ซึ่งก็ไม่ใช่ง่าย เพราะว่าเป็นที่รู้แล้วก็เข้าใจกันดีว่าการเลือกตั้งกว่าจะฝ่าฟัน เข้ามาได้เป็นเรื่องที่ลําบาก แล้วก็เลือดตาแทบกระเด็น ในแต่ละคนที่ผ่านเข้ามาไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งใด ๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเข้ามาเป็น สสร. แล้ว การออกแบบ การยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวด ๑๖ ของมาตรา ๔ ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งมาตราดังกล่าวก็ได้ผ่านมติรัฐสภาไปแล้ว ตรงนี้ เขาก็จะเขียนรัฐธรรมนูญให้เอื้อต่อการที่เขาจะสมัครกลับมาเป็น ส.ส. ส.ว. หรือนักการเมือง ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ยอมแก้ ทั้ง ๆ ที่ว่าก็ได้เสนอแล้วก็แปรญัตติ ในมาตรานี้เข้าไป ก็อยากจะถามกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าเหตุผลของท่านคืออะไรครับ เพราะโดยปกติแล้ว หลังสมาชิกภาพของ สสร. สิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๘ ซึ่งเราได้พิจารณาไปแล้ว แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านยังต้องการให้ สสร. ไม่เว้นวรรคทางการเมือง ท่านยัง ต้องการให้ สสร. สามารถที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกใช่ไหมครับ ด้วยเหตุผลใดผมก็อยาก จะทราบ เพราะว่าโดยหลักการแล้วท่านออกแบบ สสร. มาให้ห่างไกลไม่ยึดโยงกับการเมือง ท่านออกแบบ สสร. มาไม่ได้ผูกพันกับการเมือง ท่านไม่ต้องการให้ สรร. มาจาก ส.ส. ส.ว. หรือนักการเมืองในขณะนั้น แต่น่าเสียดายนะครับท่านประธานเราผ่านมาตรา ๒๙๑/๓ ก็บอกว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา พนักงานหรือลูกจ้างของ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตรงนี้ก็คือ ท่านต้องการให้ ๒๒ คนที่เป็นนักวิชาการ เป็นข้าราชการ หรือว่าเป็นพนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการได้ ตรงนี้เป็นการออกแบบที่จะเอาคนที่เป็นข้าราชการหรือพนักงาน ราชการในปัจจุบันเข้ามาเป็น สสร. ๒๒ คนได้ ทีนี้ สสร. ๒๒ คนนี้มาจากไหน ก็มาจาก ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทั้งสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญ จํานวน ๑๐ คน สสร. สรรหาหรือว่า นักวิชาการทั้ง ๒๒ คนนี้จะเข้ามาทําหน้าที่เป็น สสร. ในจํานวน ๙๙ คน ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า ในกรณีที่เป็น สสร. นักวิชาการเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาภายใต้การออกระเบียบของ ท่านประธานรัฐสภาซึ่งตรงนี้สมาชิกก็ได้อภิปรายไป ๑๓ วันที่ผ่านมาก็ได้อภิปรายไปกัน เรียบร้อยแล้วว่ามันมีลักษณะบล็อกโหวต (Block vote) แล้วปัญหาก็คือว่ามันมีลักษณะ ต่างตอบแทนหวังว่าจะลงเลือกตั้งได้เมื่อ สรร. หมดอายุลงตามมาตรา ๒๙๑/๘ ตรงนี้ ผมต้องการให้เว้นวรรคทางการเมืองสําหรับ สสร. ไป ๕ ปี ผมต้องการทั้ง สสร. สรรหาและ สสร. เลือกตั้ง แน่นอนครับท่านประธานเรามี สสร. ทั้งหมด ๙๙ คน ๗๗ คนมาจาก การเลือกตั้งถึงแม้ว่าจะมีการบล็อก (Block) หรือจะเป็นตัวของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม สสร. ทั้ง ๗๗ คนนั้นก็ผ่านการเลือกตั้งผ่านมติของประชาชนในจังหวัด ๑ จังหวัดเลือกได้ ๑ คน เราอภิปรายไปแล้วแต่ว่า สสร. ทั้ง ๗๗ คนนั้น ผมยอมรับได้แม้ว่าในสัดส่วนที่ได้ สสร. มา เพียง ๗๗ คนก็ได้อภิปรายไปแล้ว ตอกย้ําอีกทีหนึ่งก็คือว่า สสร. ๗๗ คนนั้นผ่านการเลือกตั้ง ของประชาชนในแต่ละจังหวัดมาโดยชอบธรรม แม้ว่าเสียดายว่าจํานวน สสร. ๗๗ คน ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นน้อยเกินไปควรจะเป็น สสร. ที่ผ่านการเลือกตั้งจาก ๒๐๐ คน เพื่อจะได้ทําประชาพิจารณ์นะครับ ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วประเทศได้ ตรงนี้เราก็ได้ผ่าน การพิจาณาไปแล้ว แต่ว่าในประเด็นก็คือว่า สสร. เลือกตั้ง ๗๗ คน แล้วก็สรรหา ๒๒ คนนั้น ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้เขียนกฎหมายว่าให้เว้นวรรคทางการเมืองไม่ว่าจะ ๒ ปี หรือ ๕ ปีก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่าพอไม่มีเว้นวรรคก็เท่ากับตอกย้ําให้ความมั่นใจกับ ตัวผมเองว่าอย่างนั้นแสดงว่าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านรู้เห็นเป็นใจหรือท่านวางคน ของท่านเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งหรือสรรหาก็ตาม ท่านมีคนของอยู่ในใจแล้ว ท่านต้องการ คนเหล่านี้เข้ามาทํางานทางการเมืองให้กับท่าน ท่านต้องการคนเหล่านี้ให้มาทําการยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามความต้องการของท่าน ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่อยากจะให้คําครหานี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงต้องการให้ สสร. ทั้ง ๙๙ คนนี้ เว้นวรรคทางการเมืองจะได้ไม่ผูกยึดกับความเชื่อมั่นว่า สสร. ทั้ง ๙๙ คนนั้นมาจากรัฐบาล ผมต้องการให้คําครหานี้หมดสิ้นไปส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมต้องการให้ สสร. ทั้ง ๙๙ คนนั้น เว้นวรรคทางการเมืองดังกล่าว ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมแปรญัตตินั้นสอดคล้องกับ เนื้อความในบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๙๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ใช้ ในปัจจุบัน ก็คือในวรรคสองที่เขียนว่าเพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือดํารง ตําแหน่งสมาชิกรัฐสภาภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พ้นตําแหน่งตามวรรคหนึ่ง ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญที่เราใช้ในปัจจุบันยังเขียนให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีการเว้นวรรค ๒ ปี แล้วทําไมเหตุผลใดท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงไม่ใส่รายละเอียดตรงนี้ลงไป ผมก็อยากจะรับฟังเหตุผลให้กรรมาธิการเสียงข้างมากนี่ชี้แจงในรัฐสภาแห่งนี้ให้กับ เพื่อนสมาชิกทราบด้วย เพราะว่าเหตุผลที่ท่านชี้แจงให้ผม ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะทําให้ผมจําเป็นที่จะต้องแปรญัตติแล้วสงวนคําแปรญัตติในมาตรานี้ ท่านประธานครับ มีการบัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตามมาตรา ๒๙๔ ในบทเฉพาะกาล ตามที่ผมกล่าวมาแล้วนั้น แต่เนื้อความอาจจะผิดแผกแตกต่างจากที่ผมแปรญัตติไปบ้าง ผมก็สามารถอธิบายเหตุผลให้ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกฟังได้ว่าผมแปรญัตติให้ สสร. ทั้งหมดเว้นวรรค แต่ สสร. มี ๙๙ คน ๗๗ คนมาจากเลือกตั้ง ๗๗ จังหวัด ๒๒ คนมาจาก ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเชื่อว่าแทบทั้งหมดจะถูกกําหนดตัวมาจากรัฐบาล ผมอภิปรายไปแล้วไม่พูดซ้ํานะครับ คนทั้งหมดเหล่านี้จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ แต่ท่านออกแบบ สสร. นักวิชาการ ๒๒ คน ท่านเว้นการเป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นข้าราชการหรือพนักงานสามารถเข้ามาเป็น สสร. ได้ ตรงนี้ดูเหมือนกับว่า ท่านวางตัว สสร. นักวิชาการ ๒๒ คนนั้นเพื่อมาทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะเรียกว่ากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ ดูคล้าย ๆ กับว่าท่านวางตัวคน ๒๒ คนนั้น เอาไว้ แต่ว่าไม่ได้มีมาตราใดมาตราหนึ่งที่เขียนระบุไว้ชัดเจนว่า สสร. นักวิชาการ ๒๒ คนนั้น ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ๖ บวก ๖ บวก ๑๐ ตามที่ผมได้พูดไปแล้วนี่ไม่มีมาตราใด ที่เขียนเอาไว้ว่า สสร. นักวิชาการจะได้มาทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นแต่เพียงความเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่เนื่องจากกฎหมายไมได้เขียนในรายละเอียด เอาไว้ ขึ้นกับ สสร. ทั้ง ๙๙ คนจะมาออกแบบว่าจะออกแบบกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาจากไหนก็ได้ จะมาจาก ๒๒ คนหรือว่าจะเพิ่ม ๒๒ คนเป็น ๒๕ คน เป็น ๓๐ คนก็ได้ แล้วแต่ สสร. จะออกแบบ ท่านประธานครับมีผู้ประท้วง