เจริญ ภักดีวานิช เสนอแนะการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างรัฐธรรมนูญที่ยอมรับได้ และการสร้างความหลากหลายในการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การตรวจสอบอ่อนแอลงและการปกครองที่ไม่เป็นธรรมที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความเสียหายอย่างรุนแรง และขอไม่รับรัฐธรรมนูญที่สภาสร้างขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ท่านประธานครับ กระผมจะมีประเด็นที่ต่างที่ไม่เคยมีผู้ได้ตั้งข้อสังเกตจะกราบเรียนท่านประธาน เผื่อว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการ อันนี้เป็นมาตรการสุดท้ายที่เราต้องการที่จะให้ประชาชน ทั้งประเทศยอมรับ สสร. ประชาชนทั้งประเทศได้ยอมรับรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่ กระผม กราบเรียนท่านประธานนะครับ พวกผม ๓-๔ คน ที่ได้แปรญัตติ ซึ่งท่านสุริยาได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้ว ให้มี สสร. ๒๒๒ คน มติสภาก็เอา ๙๙ คน นั่นเราเสียโอกาสทองที่จะ ให้เกิดความหลากหลาย กระผมไม่อภิปรายซ้ํา
อันที่ ๒ พวกกระผมก็แปรญัตติว่าขอให้ผู้ที่สมัคร สสร. นั้นไม่เป็นสมาชิก พรรคการเมือง ๓ ปี ที่ประชุมแห่งนี้ก็เห็นชอบ กระผมไม่เจาะรายละเอียดซ้ําเติม
อันสุดท้ายเมื่อสักครู่ท่านสุริยาก็ได้นําเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาและท่านชรินทร์ ก็จะได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ก็คือว่าเมื่อร่างเสร็จไม่ให้ สสร. ไปสมัคร ส.ส. หรือ ส.ว. ในวาระแรก ท่านประธานครับ กระผมขอย้ําท่านประธานอีกทีหนึ่งว่าครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์ ของประเทศไทย เราจะก้าวเดินไปได้อย่างราบเรียบหรือเราจะขัดแย้งต่อไปนะครับ ซึ่งเพื่อน สมาชิกรัฐสภาก็ได้กราบเรียนท่านประธานไว้แล้ว การที่ สสร. เป็นที่ยอมรับของประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนําไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง การที่ สสร. เป็นที่ยอมรับของประชาชน นําไปสู่การที่มีรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยอมรับ ท่านประธานครับ กระผมขอกราบเรียน สิ่งที่กระผมกราบเรียนให้ท่านประธานเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้รับทราบดังต่อไปนี้นะครับ ขณะนี้ที่เราอภิปรายกันตั้ง ๑๔-๑๕ วัน แล้วก็ทั้งประชาชนมีประเด็นอยู่ ๓-๔ เรื่อง
ประเด็นที่ ๑ ก็คือประชาชนและรัฐสภาแห่งนี้ไม่มั่นใจว่า สสร. เป็นอิสระ อย่างแท้จริง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือที่ประชุมแห่งนี้และประชาชนกลัวว่า สสร. จะถูกครอบงํา ทางการเมือง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือขณะนี้ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเผื่อว่าถ้าสภาแห่งนี้ เราได้มี สสร. ซึ่ง ๙๙ คน จะเกิดปัญหาซึ่งกระผมไม่กล่าวรายละเอียด ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ตอบสภาแห่งนี้ ๒ ครั้ง ที่จะเชื่อมโยงกับสิ่งที่กระผมและคณะได้ แปรญัตติในวันนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ตอบต่อสภาเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ว่าที่จริงเราสามารถแก้ได้เอง ถ้าเราแก้เอง ส.ส. ส.ว. ที่แก้เองนั้นจะมีส่วนได้เสีย และวันนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ตอบต่อสภาแห่งนี้ว่าการที่เราไม่กําหนดสิทธิสมาชิก พรรคการเมืองก็ดีจะเป็นการกําจัดสิทธิของผู้เป็น สสร. และจํากัดสิทธิของผู้ประสงค์จะเลือก นั่นคือเหตุผลที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบต่อสภา กระผมกราบเรียนว่าหลังจาก กระผมและคณะได้ชี้แจงเสร็จท่านประธานคณะกรรมาธิการคิดแล้วต้องตอบแนวนี้อีก อย่างไรก็ตามกระผมขอต่อไปเพื่อเป็นเหตุผลว่าทําไมที่กระผมและคณะแปรญัตติ มาตรา ๖ เพิ่มเติมขึ้นไป ท่านประธานครับ การที่เรากําหนดให้ สสร. นี่พวกกระผมที่ได้แปรนั้นไม่ให้ลง ส.ส. ส.ว.สมัยแรกเป็นการจํากัดคนที่วางแผนจะเป็น ส.ส. ส.ว. ไม่ต้องสมัคร สสร. เพราะฉะนั้นคําตอบก็คือสิ่งที่กระผมได้ตั้งข้อสังเกตอันแรกว่าประชาชนทั้งประเทศ เคลือบแคลง รัฐสภาแห่งนี้เคลือบแคลงว่าการที่ สสร. ถูกครอบงํา การที่พรรคการเมือง ลงสมัครนั้นเขาไม่มั่นใจ แต่ถ้าเรากําหนดคุณสมบัติหรือเราเขียนมาตรา ๖ นี้ไว้ คนที่จะ สมัคร ส.ส. ส.ว. จะได้ตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้นว่าถ้าสมัครเป็น สสร. แล้วตัวเองจะเสียสิทธิ ส.ส. ส.ว. ก็เป็นการลดผู้ที่จะเป็น สสร. ไม่ถูกครอบงําทางการเมือง
ประเด็นที่ ๒ บทเรียน สสร. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ร่างเสร็จหลายคนก็ไปเป็น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งกระผมไม่เจาะรายละเอียด ซึ่งมีตัวอย่างถ้าท่านประธาน ไปอ่านเจตนารมณ์ในการร่าง กรรมาธิการยกร่างบางคนใช้คําพูดที่รังเกียจนักการเมือง นักเลือกตั้งอย่างรุนแรง ขณะนี้เป็นองค์อิสระ
ประการที่ ๓ ในการร่างนั้น สสร. บางคนก็มาเป็น ส.ว. อันนี้ก็เห็นชัดครับว่า การที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนนําไปสู่การกําหนดคุณสมบัติที่ท่านสุริยาได้กราบเรียนต่อ ที่ประชุมแห่งนี้แล้ว
ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนเพิ่มเติมจากท่านสุริยาก็คือเรื่องคุณสมบัติ ท่านประธานครับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เราแก้อย่างนี้ว่า สสร. สามารถ ยกรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาเป็นต้นร่างก็ได้ที่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นกระผมเข้าใจว่า สสร. น่าจะ น่าจะนะท่านประธาน อาจจะเอาปี ๒๕๔๐ หรือเอาปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีการกําหนด เมื่อสักครู่ท่านสุริยาพูดถึง ส.ว. และ ส.ส. คุณสมบัติ แต่ที่น่าสนใจต่อไปนี้ท่านประธานครับ ซึ่งจะเกิดผลต่อความวิกฤติอย่างรุนแรง ก็คือมาตรา ๑๐๒ กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นต้นร่างบุคคลผู้มีคุณสมบัติ ต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. นะ ข้อ ๕ กับ ข้อ ท่านประธานครับ เคยต้องคําพิพากษาให้จําคุกโดยพ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิด อันกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ณ วันนี้มีบางคนที่ถูกต้องโทษไม่ถึง ๕ ปี สมาชิกรัฐสภาก็ตั้งข้อสังเกตว่า สสร. อาจจะร่างและนําไปสู่การที่ให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้มีโอกาสหรือ (๗) ท่านประธานครับ เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่ง ของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ท่านประธานครับ นี่ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ เพราะฉะนั้น สสร. ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองซึ่งเราผ่านมาแล้ว สสร. ซึ่งเป็นตัวแทนซึ่งอาจจะถูกครอบงํา อาจจะแก้เรื่องพวกนี้ซึ่งเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ท่านประธานครับ กระผมขอข้ามไปนะครับ จะไปถึงคุณสมบัติของความเป็นรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๗๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กระผมกราบเรียนครับ สสร. อาจจะไม่เอาฉบับนี้ มาเป็นต้นร่างก็ได้ ในปี ๒๕๕๐ นั้นรัฐมนตรีมีคุณสมบัติต่อไปนี้ กระผมไม่เอาสัญชาติไทย ไม่กราบเรียนท่านประธานนะครับ จะเอา (๕) ท่านประธานครับ ไม่เคยต้องคําพิพากษา ให้จําคุกโดยพ้นโทษมาไม่ถึง ๕ ปี เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตามขาดคุณสมบัติถูกจําคุกไม่ถึง ๕ ปี สสร. ซึ่งเราให้ผ่านไป ๙๙ คน โอกาสที่พรรคการเมืองส่งคนตัวเองไป โอกาสที่จะไปร่าง เรื่องพวกนี้ นําไปสู่อะไรครับท่านประธานครับ ถ้า สสร. เกิดไปร่างตามที่กระผมกราบเรียน ท่านประธาน นําไปสู่ความขัดแย้งแน่นอน นําไปสู่การไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญแน่นอน กระผมกราบเรียนในประเด็นสุดท้ายในเวลาที่จํากัด นี่เป็นโอกาสของประชาชนครับ ท่านประธาน สภาแห่งนี้มอบอํานาจให้ประชาชนในการเลือก สสร. เราเชื่อใจประชาชน ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ แต่สิ่งที่มันเกิดความบอบช้ํามา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา เป็นความเจ็บปวดของประเทศนี้นะครับ ท่านประธานครับไม่มียุคไหน ครั้งไหนที่เกิดเรื่องที่ กระผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ถ้า สสร. ร่างแล้วไม่เกิดการยอมรับ ๕-๖ ปีที่ผ่านมา คือเป็นความโชคร้ายของประเทศชาติของเรามีความขัดแย้งของคนในชาติอย่างไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อน
ประการที่ ๒ เพื่อนร่วมชาติของเราต้องเจ็บ ๔,๐๐๐ กว่าคน ล้มตายไป ๒๐๐-๓๐๐ คน เลือดนองแผ่นดิน ไม่เคยมียุคไหน สมัยไหน ที่คนขัดแย้งกันรุนแรง ทั้งประเทศ เราไม่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีถูกล้อมเกือบเอาชีวิตไม่รอด นายกรัฐมนตรี ของเราไม่สามารถไปนั่งทํางานที่ทําเนียบได้ นี่คือผลจากการที่เราร่างรัฐธรรมนูญหรือว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้นนั่นเองครับ กระผมเป็นห่วงในเรื่องพวกนี้
ประเด็นสุดท้ายที่กราบเรียนท่านประธาน ประชาชน ณ วันนี้ ๑๔-๑๕ วันที่ประชาชนที่รับฟังนั้นเป็นสิทธิความชอบธรรมในการเลือก สสร. ก็ขอกราบเรียน ฝากท่านประธานครับ สสร. ที่เป็นตัวแทนพรรคการเมือง สสร. ที่เป็นอดีตผู้สอบตก ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ผ่านมาเขามีฐานเสียงส่วนหนึ่ง ถ้าประชาชนช่วยคัดกรอง เราเชื่อว่าคนเหล่านี้ เป็นคนดีเหมือนกัน แต่การที่เขามีฐานเสียงเดิมอยู่นั้นเป็นการเอาเปรียบคนอื่น ไม่ใช่ คนเหล่านี้ไม่มีความรู้ประชาธิปไตยครับ แต่การที่เขาเป็นตัวแทนพรรคการเมืองนั้นนํามาสู่ การร่างที่เอื้อประโยชน์กลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง ท่านประธานครับ รอยเลือดคราบน้ําตา ของคนที่เกิดขึ้นนั้น ผมคิดว่า สสร. ที่จะร่างขึ้นนั้น ประชาชนตอนที่ลงมติ ตอนลงมติเป็น โอกาสสุดท้ายที่เราจะได้ดูว่า สสร. ที่ร่างนั้นรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นหรือไม่ ผมเข้าใจประชาชนที่ติดตาม ๑๔ วัน คงจะได้รู้และได้รับทราบ เพราะถ้าร่างแล้วไม่เป็น ประชาธิปไตยยิ่งขึ้น นี่คือผิดหวังและความล้มเหลวของประเทศไทยเรา
ประการที่ ๒ ถ้าเผื่อ สสร. ร่างมาแล้วการตรวจสอบอ่อนแอลง ประชาชน ก็อยากลงมติเพื่ออยากให้รัฐธรรมนูญที่เขาร่างขึ้นมาประกาศใช้
ประเด็นที่ ๓ บ้านเมืองของเราที่เกิดความแตกแยก เกิดวิกฤติขึ้นมานั้น นอกจากรัฐประหาร การปกครองที่ไม่เป็นธรรมจะนําไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีที่จบ กระผม ไม่ค่อยเจาะว่าองค์กรอิสระหรือองค์กรตุลาการ ในบางครั้งที่ขาดความน่าเชื่อถือ ในบางครั้ง การปกครองที่ไม่เป็นธรรมนั้นนําไปสู่ความเสียหายอย่างรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ประเด็นสุดท้าย เราช่วยกันติดตาม เราช่วยกันติดตามว่าถ้า สสร. เป็นไปตามที่ สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายแห่งนี้ แล้วก็ร่างแล้วไม่สามารถเป็นไปตามที่กระผมกราบเรียน อย่าให้ประเทศของเราบอบช้ําอีกต่อไป ก็ไม่รับรัฐธรรมนูญที่ สสร. ร่างกราบขอบคุณมาก ท่านประธานครับ