รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๑๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพุธที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ ห้องประชุมใหญ่วุฒิสภา อาคารรัฐสภา (เกียกกาย)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ โดยข้อบังคับ ข้อ ๗ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานสภาอนุญาตให้สมาชิก ปรึกษาหารือปัญหาเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนหรือปัญหาอื่นใดได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ประธานสภากำหนด วันนี้มีสมาชิกขอปรึกษาทั้งหมด ๔๐ ท่าน ผมคิดว่า ที่เราดำเนินการมาก็เป็นมาด้วยดี สมาชิกรักษาเวลาด้วยดี เพราะฉะนั้นรักษาจุดเด่นอันนี้ เอาไว้นะครับ ผมขออนุญาตอ่านรายชื่อ ๕ ท่านแรก ทั้ง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ฝ่ายค้าน ๑. นายโกศล ปัทมะ ๒. นางสาวชนก จันทาทอง ๓. นายไกลก้อง ไวทยการ ๔. นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ๕. นายวิรัตน์ วรศสิริน ฝ่ายรัฐบาล ๑. นายยงยุทธ สุวรรณบุตร ๒. นายสมพงษ์ โสภณ ๓. นายศิริพงษ์ รัสมี ๔. นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ๕. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ขอเชิญ นายโกศล ปัทมะ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โกศล ปัทมะ เขต ๕ จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย มีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ
เรื่องแรก เป็นเรื่องพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างรถไฟ ทางคู่ ช่วงตอนจิระ-ขอนแก่น ท่านประธานครับ ทางลอดมีความคับแคบและสถานีสูงชัน คนพิการ คนชรา หรือว่าพี่น้องประชาชนที่มีสัมภาระไม่สามารถใช้บริการได้นะครับ และใช้ด้วยความทุลักทุเลนะครับ ก็ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน และยิ่งสำคัญมากที่สุดก็คือเรื่องรถฉุกเฉิน รถพยาบาล รถดับเพลิง ไม่สามารถที่จะใช้ทางลอดได้ ฝากไปยังกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องอย่างเร่งด่วนนะครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องน้ำประปา พี่น้องในเขตเทศบาลเมืองบัวใหญ่ร้องเรียน มายังผมเป็นจำนวนมาก ได้รับผลกระทบในการใช้น้ำประปาซึ่งขณะนี้ขาดแคลน แล้วก็ ไม่มีคุณภาพ ขอภาพครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานจะเห็นว่าน้ำประปามีกลิ่น แล้วก็มีสีดำ ซึ่งอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย และการประปาส่วนภูมิภาคเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ร่วมกับเทศบาลเมือง บัวใหญ่อย่างเร่งด่วนนะครับ
เรื่องที่ ๓ เรื่องขยายถนนเส้น ๒๐๒ ช่วงอำเภอบัวใหญ่-แก้งสนามนาง แก้งสนามนาง-จังหวัดชัยภูมินะครับ ซึ่งเป็นเขตของท่าน ส.ส. โอชิษฐ์ เพราะว่าเส้นทาง เส้นหลักที่เชื่อมระหว่างอีสานใต้แล้วก็ภาคเหนือ เพราะว่าตอนนี้พี่น้องได้รับผลกระทบ เพราะว่าการจราจรแออัดแล้วก็อุบัติเหตุ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นายยงยุทธ สุวรรณบุตร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มีเรื่องปรึกษาหารือท่าน ๑ เรื่อง เรื่องของถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ ๔๐+๕๑๐ ถึงหลักกิโลเมตรที่ ๔๗+๕๕๐ ท่านประธานครับ ณ ขณะนี้ถนนสุขุมวิทเส้นนี้มีปัญหาชำรุดทรุดโทรมจำนวนมาก แล้วประชาชนใช้หนาแน่น เป็นที่ระบายสินค้าจากจังหวัดสมุทรปราการไปท่าเรือแหลมฉบัง แล้วจากจังหวัดสมุทรปราการไปสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งช่องจราจรนั้นขณะนี้มี ๒ ช่องจราจร หรือ ๔ ช่องจราจร ซึ่งคับแคบมาก ประชาชนชาวจังหวัดสมุทรปราการร้องเรียนอยากให้ ขยายเป็น ๖ ช่องจราจร พร้อมสะพานข้ามทางแยกระหว่างถนนสุขุมวิทตัดกับถนนบางพลี-ตำหรุ เพื่อเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่ง ณ ขณะนี้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีหน่วยงานราชการและ หน่วยงานของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นศาล อัยการ โรงพัก โรงเรียน วัด สถานีตำรวจภูธรบางปู ก็อยู่ที่นั่น ประชาชนได้รับอุบัติเหตุมากมาย จึงขออนุญาตให้ท่านประธานส่งเรื่องนี้ ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงคมนาคมช่วยดำเนินการจัดงบประมาณลงไปให้กับ ถนนสุขุมวิทตามหลักกิโลเมตรที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานทราบ และรีบดำเนินการ เพราะประชาชนเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ขอบคุณท่านประธานมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวชนก จันทาทอง ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันมีข้อหารือเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๒ เรื่องค่ะ
เรื่องแรก ถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อไม่ได้รับการดูแลและแก้ไขมามากกว่า ๑๐ ปีค่ะ เป็นถนนเส้นทางเชื่อมระหว่างบ้านกุดแคน ตำบลหนองหลวง อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย เชื่อมไปยังบ้านหนองควาย ตำบลวังหลวง อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ถนนเส้นนี้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ใช้เดินทางไปมาหาสู่กัน ใช้ไปวัด ไปโรงเรียน ไปตลาด ไปทำมาหากินค่ะ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ยิ่งหน้าฝนลำบากมากค่ะ ดิฉันจึงขอเรียนท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปช่วยดูแลและแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มากกว่า ๑๐ ปีแล้วค่ะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ได้เข้าไปดูแล พี่น้องประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายต่อหลายครั้ง ไม่ได้รับการดูแลและแก้ไขนะคะ
เรื่องที่ ๒ ขอเพิ่มจุดกลับรถค่ะ เป็นถนนหมายเลข ๒๑๒ ช่วงหลักกิโลเมตรที่ ๕๐-๕๓ ลักษณะของถนนเป็นถนน ๔ เลน คั่นกลางด้วยเกาะกลางถนน ช่วงหลักกิโลเมตรที่ ๕๐-๕๓ เกาะกลางถนนมีความยาวประมาณ ๓ กิโลเมตรค่ะ ผ่ากลางระหว่างหมู่บ้าน หลายหมู่บ้าน พี่น้องประชาชนในพื้นที่ใช้ข้ามฝั่งไปมาหาสู่กัน สิ่งที่พี่น้องประชาชนวิตก และกังวลมากคือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ดิฉันจึงกราบเรียนท่านประธานสภา ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเข้าไปดูแลและบรรเทาทุกข์ ดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนจังหวัดหนองคายได้อย่างไรบ้าง ดิฉันกราบ ขอบพระคุณท่านประธานมากค่ะ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายสมพงษ์ โสภณ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสมพงษ์ โสภณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง
เรื่องแรกเป็นเรื่องเดิม คือเรื่องน้ำประปา ผมเคยหารือท่านประธานไปแล้ว ครั้งหนึ่ง และขณะนี้ก็ยังดำอยู่ครับ แล้วก็ยังไหลน้อยอยู่เช่นเดียวกัน ก็ฝากไปรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยช่วยสนับสนุนงบประมาณไปยังการประปาส่วนภูมิภาค
เรื่องที่ ๒ เรื่องปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่ตำบลทับมา ซึ่งถ้าท่านประธาน เคยดูข่าวปัญหาน้ำท่วมที่จังหวัดระยองก็คือพื้นที่นี้ละครับ ตำบลทับมา ผมได้หารือกับ ท่านนายกเทศบาลตำบลทับมาได้ข้อสรุปก็คือ ถ้าสามารถทำพนังกั้นคลองหนองโพรงไปถึง หมู่บ้านริมธารก็จะสามารถระบายน้ำไปได้ในระดับหนึ่ง ก็จะแก้ในเรื่องของปัญหาน้ำท่วม ไปได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนเรื่องที่ ๓ ในส่วนของจังหวัดระยองท่านประธานคงทราบดีว่า นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งมีประชากรมาอยู่ในพื้นที่มากมาย และขณะนี้ก็มีการก่อสร้าง ถนนสุขุมวิทอยู่ แล้วก็เป็นเส้นทางหลักอีก ๒ เส้น ก็ทำให้การจราจรติดขัดเป็นอย่างยิ่ง ถ้าทำสะพานข้ามคลองตะกวนก็จะสามารถเปิดช่องทางได้อีก ๑ ช่องทาง ก็จะระบายรถ และสามารถสนับสนุนในเรื่องของการท่องเที่ยวได้ด้วย ซึ่งทั้ง ๓ เรื่องนี้ฝากท่านประธาน เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ติดขัดเรื่องงบประมาณ เท่านั้นเอง ส่วนงานที่เกี่ยวข้องก็มีโครงการและแผนงานอยู่แล้ว ก็จะประสานไปยัง ส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำหนังสือและโครงการที่ได้ทำไว้แล้ว ส่งถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ก็ฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง ๓ เรื่อง
เรื่องสุดท้ายพอมีเวลาก็เกี่ยวกับเรื่องของท้องถิ่น ฝากผู้ที่ดูแลเรื่องท้องถิ่น วันนี้รถที่จอดทิ้งไว้เยอะแยะไม่มีคนขับเพราะอะไร เพราะว่าเงินเดือนมันน้อย ลูกจ้าง เงินเดือนแค่ ๗,๐๐๐ บาท ไม่มีคนขับครับ ก็ฝากเรื่องสุดท้าย ขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างยิ่งครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป นายไกลก้อง ไวทยการ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่แบบบัญชีรายชื่อ เรื่องที่ผมอยากจะหารือก็คือเรื่องกรณีของเขื่อนสไลด์ (Slide) ตัวที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณวัดเขียนใกล้สะพานพระราม ๕ เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ได้มีเขื่อน บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณวัดเขียนสไลด์ (Slide) ตัวลง แล้วเขื่อนนั้นมีความยาว ประมาณ ๓๐ เมตร ความเดือดร้อนก็คือ ๑. บริเวณเขื่อนนั้นเมื่อทรุดตัวลง ทางกรมชลประทาน จังหวัดนนทบุรี ได้วางเสาเข็มเพื่อกันคลื่นกระทบกับเขื่อน ริมแม่น้ำเจ้าพระยานั้น กรมเจ้าท่าได้มาเคลื่อนย้ายท่าเรือที่เป็นท่าเรือด่วนออกจากบริเวณ ท่าเรือวัดเขียน ซึ่งเป็นท่าเรือที่ประชาชนใช้สัญจร ดังนั้นปัจจุบันมีผลกระทบตรงที่ว่า ๑. ก็คือชาวบ้านที่เคยใช้เรือด่วนสัญจรไปมาในบริเวณท่าน้ำวัดเขียนต้องย้ายท่าเรือไปที่ บริเวณสะพานพระราม ๕ ซึ่งตอนเช้ามีเด็กนักเรียนที่เรียนโรงเรียนสตรีนนทบุรี เรียนโรงเรียนศรีบุณยานนท์ ได้รับผลกระทบที่จะต้องเดินทางไกลมากขึ้น ไปขึ้นเรือที่ พระราม ๕ ๒. การซ่อมแซมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา ๗ เดือน แล้วครับท่านประธานที่ไม่มีความคืบหน้าในการก่อสร้างซ่อมแซม ๓. ก็คือในบริเวณนั้น เป็นลักษณะของศาสนสถานที่มีการก่อสร้าง แล้วก็องค์พระขนาดใหญ่อยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งตลิ่งทรุดพังทำให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างขนาดใหญ่ในริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมเจ้าท่า กรมชลประทาน รวมถึง จังหวัดนนทบุรี ให้ท่านได้เร่งซ่อมแซมเขื่อนกั้นริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดเขียน ขอบคุณครับ
ขอบคุณ คุณไกลก้องนะครับ เรียนที่ประชุมได้ทราบนะครับ บังเอิญท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านมีภารกิจเร่งด่วนก็เลยสับเปลี่ยนให้ผมได้ทำหน้าที่แทนท่านในช่วงนี้ ลำดับต่อไป คุณศิริพงษ์ รัสมี เชิญครับ
ท่านประธาน ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๗ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ขออนุญาตปรึกษาหารือ
เรื่องแรกนะครับ พี่น้องชาวเคหะฉลองกรุง เขตหนองจอก ซึ่งมีพี่น้องอยู่ ๓,๐๐๐ กว่าหลังคาเรือน แล้วก็การเคหะแห่งชาติได้มีการยกที่ให้กับกรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการแล้วก็ดูพื้นที่ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเมื่อยกแล้วไม่อนุญาตให้ก่อสร้าง โดยงบประมาณของกรุงเทพมหานคร ก็เลยติดปัญหาว่ายกที่ดินไปแล้วแล้วไม่มีการก่อสร้าง การเคหะแห่งชาติก็ไม่มีงบมาก่อสร้าง เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือจากท่านประธานไปยัง การเคหะแห่งชาติ หรือว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้จัด เข้าที่ประชุมคณะกรรมการกายภาพเพื่อที่จะจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างลานกีฬา อาคารเอนกประสงค์และที่ออกกำลังกายของพี่น้องชาวเคหะฉลองกรุง โซน ๖ อันนี้ คุณวิเวก เคหะรอด ประธานชุมชนฝากมาถึงท่านประธานด้วย เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ พี่น้องได้รับความเดือดร้อนแล้วก็ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน คลอง ๑๓ จากจังหวัดสระบุรีมาจนถึงหนองจอก แล้วก็คลองแสนแสบช่วงตลาดหนองจอก เขตหนองจอก เนื่องจากเขตหนองจอกมีตลาดหนองจอกเป็นตลาดที่สร้างมาร้อยกว่าปี อยากจะอนุรักษ์ไว้เหมือนเดิม ก็อยากจะให้หยุดชะลอในเรื่องของการก่อสร้างไว้ก่อน เพื่อจะมาพูดคุยกับพี่น้องประชาชนชาวตลาดหนองจอก เพื่อลดข้อพิพาทหรือว่าปัญหา ที่มันจะเกิดขัดแย้งกันขึ้นในขณะนี้ ก็เรียนประธานประสานไปยังกรมชลประทาน แล้วก็ผู้ที่ รับผิดชอบด้วย
เรื่องที่ ๓ ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องมุสลิม ในเรื่องของห้องละหมาดของสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ซึ่งอยู่ติดกับห้องประชุมใหญ่ พี่น้องได้ประกอบศาสนกิจกันวันละ ๕ ครั้งในการละหมาดฟัรดูประจำวัน ซึ่งท่านประธาน ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ ลำดับต่อไปผมขออนุญาตแจ้งชื่อท่านสมาชิกที่ยื่นความจำนงจะขอปรึกษาหารือไว้เป็น รอบ ๆ เผื่อท่านจะได้เตรียมตัว คุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ นายวิรัตน์ วรศสิริน รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ แล้วก็ท่านชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ท่านสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ เผื่อจะได้เตรียมตัวนะครับ ต่อไปเชิญ คุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ถ้าอ่านผิดขออภัยด้วย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ค่ะ เรื่องที่จะขอหารือในวันนี้เป็นเรื่องคลองเจดีย์บูชานะคะ เป็นลำคลอง สายสำคัญทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครปฐม ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างให้น้ำในลำคลอง เน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น แล้วก็มีขยะ มีสวะลอยอยู่ตามภาพประกอบนะคะท่านประธาน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
แล้วก็ริมฝั่งคลองทั้ง ๒ ข้าง ที่เป็นคอนกรีตมีรอยร้าวก็จะมีวัชพืชขึ้น แล้วก็ปล่อยให้วัชพืชขึ้นโตสูงใหญ่ทำให้สูญเสีย ทัศนียภาพที่สวยงาม ทั้ง ๆ ที่คลองเจดีย์บูชาแห่งนี้ผ่าใจกลางเมืองนครปฐม แล้วก็อยู่ห่างจาก องค์พระปฐมเจดีย์ซึ่งเป็นโบราณสถานที่สำคัญเพียงแค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น เป็นที่ไม่งามตา สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนในจังหวัดนครปฐม ที่ว่าลำคลองเจดีย์บูชาแห่งนี้ มีความสำคัญเพราะอะไรคะ เพราะว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ค่ะ ทรงให้ขุดขึ้นเชื่อมแม่น้ำท่าจีน เพื่อเป็นเส้นทางคมนาคม ของพระองค์ท่าน เพื่อเดินทางมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์และปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์ ด้วยทุนทรัพย์ของพระองค์เอง แล้วก็ให้เป็นเส้นทางให้ประชาชนได้ทำมาค้าขายกันด้วยนะคะ เรื่อยมาจนถึงล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ก็ยังใช้เส้นทางนี้ในการเสด็จพระราชดำเนินมายัง จังหวัดนครปฐมค่ะ ลำคลองนี้เป็นที่รองรับน้ำเสียจากตำบลทั้งหมด ๑๒ ตำบล แต่มีเพียง ตำบลเดียวเท่านั้นที่มีระบบกรองน้ำเสียก่อนที่จะทิ้งลงคลอง คือที่ตำบลสามควายเผือกค่ะ ในเขตเทศบาลทราบว่ามีการท่อน้ำเสีย เพื่อที่จะระบายคลองไปบำบัดอยู่หลายจุด แต่ดูเหมือนว่าท่อน้ำเสียเหล่านั้นจะใช้งานไม่ได้ ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ ดูด้วยนะคะ เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ท้องถิ่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพ ของคลองประวัติศาสตร์แห่งนี้นะคะ ทั้ง ๆ ที่มีศักยภาพจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ เดินทางจากกรุงเทพฯ มาเที่ยวจังหวัดนครปฐมได้ แล้วบางจุดก็สามารถจะพัฒนาเป็น ตลาดน้ำที่สวยงามได้ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณครับ รักษาเวลาได้ดีมากเลยนะครับ ต่อไปเชิญคุณฐิติภัสร์ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ วังทองหลาง พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องนำเรียน หารือท่านประธานอยู่ด้วยกัน ๓ เรื่องค่ะ
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องของไฟฟ้าแสงสว่างในที่สาธารณะภายในพื้นที่ เขตบางกะปิ เขตวังทองหลางดับนะคะ โดยได้มีการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนไป นานกว่า ๒-๓ เดือนแล้ว มีจำนวนกว่า ๑๐ จุดด้วยกัน ซึ่งดิฉันได้นำรายละเอียดเป็นเอกสาร เสนอต่อท่านประธานไปแล้วนะคะ เพื่อให้ท่านประธานได้พิจารณาส่งไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานครและการไฟฟ้านครหลวงให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนด้วยค่ะ
ส่วนเรื่องที่ ๒ ทางสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ได้มีการติดตั้ง ป้ายประชาสัมพันธ์แจ้งว่าจะทำการขยายถนนภายในซอยรามคำแหง ๒๔ เป็น ๖ เลนนะคะ โดยป้ายประกาศได้ระบุว่า จะดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้างเลย ดิฉันจึงได้นำเรื่องนี้นำเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลกรุงเทพมหานครว่าจะ มีการดำเนินการก่อสร้างเมื่อไร เพราะว่าพี่น้องประชาชนภายในซอยรามคำแหง ๒๔ มีปัญหาในเรื่องของการจราจรเป็นอย่างยิ่งนะคะ
ส่วนเรื่องที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนร้องเรียนมาว่าในหลายพื้นที่ของ กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในชุมชนและหมู่บ้านที่ไม่มีนิติบุคคลนะคะ ไม่มีการขุดลอก ท่อระบายน้ำและล้างท่อระบายน้ำมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน เมื่อเวลา ฝนตกหนักจะทำให้มีน้ำท่วมขัง มีท่อน้ำอุดตัน มีน้ำรอการระบายนานมาก ดังนั้นดิฉัน จึงนำเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้สั่งการไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและกรมราชทัณฑ์ ได้จัดงบประมาณแล้วก็เข้าไป ดูแลในเรื่องของการขุดลอกท่อระบายน้ำและล้างท่อระบายน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วยค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิรัตน์ครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนยังคงมีความรู้สึก ไม่ดีกับการที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนิ่งเฉยไม่ได้สนใจต่อความรู้สึกของ พี่น้องประชาชน จากการถวายสัตย์ฯ ที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พี่น้องจึงฝากผมมาเรียน หารือท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยนำรัฐมนตรีเข้า ถวายสัตย์ฯ มาแล้วอย่างน้อยก็ ๕ ครั้ง แต่ทุกครั้งไม่เคยผิดเลย เพราะอะไร ก็เพราะว่า คำถวายสัตย์ฯ จะเป็นเล่มและท่านก็ถืออยู่ในมือ แล้วท่านก็อ่านตามนั้น ก็เลยไม่ผิด แต่ในครั้งนี้ท่านหยิบจากกระเป๋า ซึ่งท่านเตรียมมาเองเป็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ในนั้นไม่มี ข้อความเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านตัดคำนี้ออกทั้งประโยค แล้วท่านกลับพูดว่า ครบถ้วนแล้ว ตามพระปฐมบรมราชโองการแล้ว พูดอย่างนี้ประชาชนยังเข้าใจผิดอยู่นะครับท่านประธาน นั่นเป็นการพูดเพื่อเบี่ยงเบน
กราบเรียนท่านประธาน ผมประท้วงครับ
เชิญท่าน ผู้ประท้วงครับ
ผม พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ขอประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ขอให้ท่านประธานควบคุมการหารือ หรือการอภิปรายให้อยู่ตรงประเด็นด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขออนุญาต วินิจฉัยข้อประท้วงของท่านไวพจน์นะครับ ผมเองก็กำลังติดตามการเสนอข้อหารือของ ท่านวิรัตน์อยู่นะครับ ซึ่งผมฟังแล้วก็ยังเป็นประเด็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจ ฉะนั้นผมขอวินิจฉัยว่าท่านวิรัตน์สามารถที่จะนำเสนอเรื่องหารือนี้ได้ เชิญครับ แต่ว่าขอให้ ระมัดระวังในการเสนอคำพูดด้วยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตอีกนิดหนึ่งครับ ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ชัดเจนนะครับ ไม่ควรจะพูดในเรื่องของสถาบัน ในเรื่องของศาสนา วันนี้ถ้าท่านประธานอนุญาตท่านประธานต้องรับผิดชอบนะครับ อันตรายนะครับท่านประธานที่เคารพครับ
ท่านไวพจน์ครับ เมื่อผมวินิจฉัยอย่างไรแล้วผมรับผิดชอบครับ ฉะนั้นถ้าหากเขายังไม่ได้กระทำผิดข้อบังคับ ข้อหารือนี่ไม่ได้พูดในประเด็นใดประเด็นหนึ่งหรือญัตติใดญัตติหนึ่งนะครับ เป็นการนำเอา ปัญหาข้อข้องใจ ข้อสงสัย หรือว่าปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนำเสนอ ต่อที่ประชุมในสภา ผมกำลังดูอยู่ครับ ถ้ามีอะไรที่จะกระทบ ฉะนั้นขอคุณวิรัตน์ว่า ๑. ขอพยายามอย่าไปกระทบบุคคลข้างนอก แล้วก็พยายามจะไม่เอ่ยถึงสถาบันนะครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่พวกเราต้องระมัดระวัง เชิญครับ ต่อเลยนะครับ เชิญท่านไวพจน์นั่งลงครับ
ครบถ้วนแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี พูดอย่างนี้ประชาชนเข้าใจผิดอยู่นะครับ นั่นเป็นการพูดเพื่อเบี่ยงเบนให้ประชาชนโดยรวม เข้าใจเป็นอื่นเพื่อประโยชน์ของตน ใช่หรือไม่ครับท่านประธาน ส่วนการจงใจตัดทอนถ้อยคำ ถวายสัตย์ฯ ก็เป็นการกระทำที่ละเมิด ใช่หรือไม่ครับท่านประธาน พี่น้องเทียบเคียงให้ฟังว่า ศาลฎีกาได้เคยพิพากษาว่ามีคนไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วยังพูดว่า เปิดเพลงอะไรฟังไม่รู้เรื่อง ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำประกอบกับการพูดไม่เคารพต่อ องค์พระมหากษัตริย์ จึงพิพากษาให้ผิดตามมาตรา ๑๑๒ การเทียบเคียงนี้ฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าคนทำผิดต้องกลับมารับโทษก่อน จะขอพระราชทานอภัยโทษก่อนไม่ได้ จึงฝากท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีขอให้ รับผิดชอบต่อการกระทำด้วย ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ตัดเวลาผมไปเยอะเลยนะครับ
ขอบคุณครับ หมดเวลาแล้วนะครับ เชิญนั่งลง
ท่านประธานในยุคปฏิรูปประเทศนี้ เรามีแค่นาฬิกา ๒๕ เรือนเป็นมาตรฐานอภิสิทธิ์พอแล้ว
ท่านวิรัตน์ครับ ได้เนื้อหาสาระ
เป็นการกระทำที่มิบังควร
ขอบคุณ ท่านวิรัตน์ครับ ได้เนื้อหาสาระแล้วนะครับ เชิญนั่งครับ ต่อไปเชิญรองศาสตราจารย์รงค์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช เขต ๑ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง เรื่องแรก เป็น เรื่องประปาของเมืองนคร เรื่องที่ ๒ คือเรื่องประมงของพี่น้องประมงพื้นบ้านในอ่าวปากนคร
ส่วนเรื่องที่ ๒ เรื่องประมงในอ่าวปากนครเป็นประมงพื้นบ้าน พี่น้องที่ปากนคร ไม่ว่าจะตำบลปากนคร ตำบลท่าซัก ตำบลท่าไร่ ตำบาลบางจาก เป็นคนที่หาเช้ากินค่ำ อยู่กับในทะเลปากนคร วันนี้มีกระบวนการของราชการในการจับกุมพี่น้องประมงที่ใช้ เครื่องมือผิดกฎหมาย ซึ่งแน่นอนอันนั้นเราเห็นด้วย แต่กระบวนการใช้อำนาจในการเข้าไป ปราบปรามเรือประมงที่ทำผิดกฎหมายแบบที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือการจับกุม ที่ดูเหมือนประหนึ่งว่าเขาเป็นผู้ร้ายขนาดหนัก ตรงนี้ก็ขอฝากท่านประธานเพื่อที่จะนำเรียน ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อช่วยกำกับดูแลเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณชัยยันต์ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส. เขต ๔ จังหวัดปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ผมมีข้อหารือ ผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานราชการดังนี้นะครับ
มีพี่น้องประชาชนในเทศบาลเมืองคูคต ลำสามแก้ว และนครรังสิต มีปัญหา เรื้อรังเรื่องการจราจรผ่านถนนเสมาฟ้าคราม คลองสอง ซึ่งถนนนี้เป็นถนนสายหลักซึ่งเชื่อม ถนนลำลูกกากับถนนรังสิต-นครนายก แต่ถนนนี้มันคับแคบมาก แล้วบริเวณถนนเสมาฟ้าคราม มีชุมชนหมู่บ้านอยู่เป็นจำนวนมาก จึงอยากจะขอให้กรมทางหลวงชนบทและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องขยายถนนนะครับ
เรื่องที่ ๒ มีปัญหาเกี่ยวกับศูนย์การแพทย์ปฐมภูมิคูคตของจังหวัดปทุมธานี มีญาติของผู้ป่วยที่ได้รับการคัดกรองในการส่งต่อในการรักษาพยาบาลในเขตเทศบาลคูคต มีเหตุการณ์ส่งต่อที่ผิดพลาดของหน่วยการแพทย์ สังกัดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ส่งต่อล่าช้า ทำให้แม่เขาเสียชีวิต ส่วนลูกชายเขาก็ไปร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้รับ การตรวจสอบดูแลนะครับ จึงอยากจะขอให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยดูแลตรวจสอบเรื่องนี้ตาม พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๒๔ ด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องน้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นในคลองรังสิต คลองหนึ่ง ทำให้ ชุมชนคลองหนึ่งและชุมชนร่วมมิตร ชุมชนซอยกำนันสังวาลย์ ซึ่งมีประมาณ ๘๐๐ ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อนมาไม่น้อยกว่า ๑๐-๒๐ ปีแล้ว จึงอยากจะขอให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดูแลด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานผ่านไปยังเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในเขตอำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง แล้วก็อำเภออรัญประเทศ บางส่วนของจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งในพื้นที่ ของกระผมว่า เจ้าหน้าที่ภาครัฐกับประชาชนเกิดความขัดแย้งกันในเรื่องที่ว่า พื้นที่ ของอำเภอตาพระยาทั้งอำเภอ อำเภอโคกสูงทั้งอำเภอ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าสงวน อยู่ในแผนที่เขียนว่า เขตป่าสงวนแห่งชาติเขาฉกรรจ์ฝั่งเหนือ ทำให้ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินตรงนี้ ข้อเท็จจริงประชาชนอยู่กันมา ๖๐-๗๐ ปี ไม่มีกรรมสิทธิ์บนที่ดิน เมื่อมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐไปกวดขัน ก็ไปจับกุมในขณะที่รถไถนาลงไปไถไร่มัน ไถนา มีขบวนการจับกุมแล้วก็ยึดรถส่งฟ้องศาล ตรงนี้ประชาชนเดือดร้อนมาก แล้วก็ยังมีอีก ขบวนการหนึ่ง ถ้าเราเรียกกันภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า มีนักบิน ลงไปดำเนินการรีดไถ เพื่อละเว้นการจับกุมก็มี ตรงนี้ผมกราบเรียนได้เลยว่าประชาชนเดือดร้อนครับ อยากจะเรียน ท่านประธานสภาส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนตอบโต้อย่างไรครับท่าน แจ้งความจับเจ้าหน้าที่นะครับ ใช้ มาตรา ๑๕๗ ถือว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่งฟ้องศาลครับ เจ้าหน้าที่ก็โดนฟ้องข้อหาที่ไม่จับกุมทั้งอำเภอ จับกุมเพียงบางราย ปัจจุบันนี้ ความยุ่งเหยิงตรงนี้ ความเดือดร้อนตรงนี้ แก้ไขกันโดยอยากจะให้ท่านประธานสภาส่งเรื่อง ไปยังเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องที่ดินว่าการสร้างกรรมสิทธิ์ตรงนี้ทำให้เกิด ความถูกต้อง ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ลำดับต่อไปผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อให้ทราบล่วงหน้า ท่านชลน่าน ศรีแก้ว นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน นายมานัส อ่อนอ้าย นางสาวเบญจา แสงจันทร์ นายประสิทธิ์ มะหะหมัด นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ เชิญท่านชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขออนุญาตนำปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมากราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ขออนุญาตใช้ภาพประกอบกับการหารือ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ เป็นถนนเข้าหมู่บ้าน บ้านน้ำเคิม หมู่ ๗ ตำบลปิงหลวง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน สภาพที่เห็นท่านประธานครับ ฝนตกหนักในช่วงนี้ตั้งแต่พายุวิภาเข้ามาพี่น้องประชาชนลำบากมาก ไม่สามารถที่จะสัญจรได้ รถติด ต้องลาก ต้องเข็น ฝากท่านประธานกราบเรียนไปยังกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องคือ อบต. ปิงหลวง ซ่อมแซมถนนสายนี้เป็นการด่วน ขอซ่อมแซมก่อนเป็นการ ด่วนนะครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นเช่นเดียวกันครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยัง กรมป่าไม้ให้อนุญาตสร้างถนนเป็นการถาวร จะเป็นถนนลาดยาง หรือถนนคอนกรีต หรือพาราซอยล์ซีเมนต์ (Para Soil Cement) ก็ได้นะครับ ในบ้านน้ำเคิม แล้วก็มีพื้นที่ ลักษณะเช่นเดียวกันที่บ้านน้ำลีใต้ ตำบลปิงหลวง อำเภอนาหมื่น บ้านห้วยเลา ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย บ้านหัวนา บ้านยาบนาเลิม ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา บ้านแก่งโสภา ตำบลป่าแลวหลวง อำเภอสันติสุข ที่อำเภอเมืองน่าน บ้านห้วยเฮือ บ้านห้วยระพี ตำบลสะเนียน บ้านห้วยม่วง ที่ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา และท่านประธานครับ ทุกจังหวัด ทุกหมู่บ้าน ที่อยู่ในเขตป่า เนื่องจากอยู่ในเขตป่า ติดปัญหาการอนุญาตของป่าไม้ ขอให้ป่าไม้ได้อนุญาต เป็นการด่วนนะครับ หรือเร่งรัดการทำโครงการนโยบายที่ดินแห่งชาติ คทช. มอบพื้นที่จะได้ เข้าไปพัฒนาทำโครงสร้างพื้นฐานได้ ไม่ว่าจะเป็นถนน แหล่งน้ำสามารถทำได้ ฝากท่านประธาน กราบเรียนไปยังกรมป่าไม้ หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรง จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณ คุณหมอครับ ลำดับต่อไปเชิญ นางสาวพิมพ์พร เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการบริโภค อย่างยั่งยืนของจังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นที่โดยรวมของจังหวัดเพชรบูรณ์กว่า ๘,๐๐๐,๐๐๐ ไร่นั้น เป็นพื้นที่ทางการเกษตรไปแล้ว ๕๒ เปอร์เซ็นต์ โดยอาศัยแหล่งน้ำหลักจากลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำป่าสักจึงนับได้ว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่อย่างไรก็ดี โดยลักษณะภูมิประเทศของลุ่มน้ำป่าสักนั้น เป็นพื้นที่ลาดชันสลับกับเป็นเนินเขา จึงทำให้ ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ในฤดูน้ำหลาก และเกิดปัญหาภัยแล้งในฤดูแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำ ที่เกิดขึ้นกว่า ๑,๖๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น เราต้องสูญเสียไปกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุหนึ่งนั้นก็เกิดจากการชำรุดเสียหายของแหล่งเก็บกักน้ำเดิม รวมถึงการจัดหา แหล่งเก็บกักน้ำใหม่ เพื่อให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้น้ำอย่างแท้จริง ดิฉันจึง อยากปรึกษาหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน และกรมเจ้าท่า เพื่อให้ระดมความคิดในการบริหารจัดการและบูรณาการแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ในอนาคต เช่น ๑. ทบทวนการจัดสร้างแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และทำนุบำรุง รักษาแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ ๒. การมีส่วนร่วมที่มากขึ้นของประชาชนในพื้นที่ และ ๓. การหารือ ร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดขั้นตอนที่อาจยุ่งยากและทำให้เกิดการทำงาน ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจากเดิมที่มีประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว จึงอยากนำเรียนท่านประธาน เพื่อที่จะได้นำเสนอรายละเอียดในการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป
ประเด็นปัญหาที่ ๒ คือเรื่องของความเดือดร้อนจากการขาดรถโมบาย เพื่อที่จะไปนำให้ประชาชนในพื้นที่อำนวยความสะดวกในการทำบัตรประชาชนจาก ความเดือดร้อนของพี่น้องตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมาก ลำดับต่อไปเชิญคุณวรรณวรี เชิญครับ
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน วรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา-บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ ขอไฟล์ (File) รูปด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานคะ ท่านประธานคิดว่าผู้หญิงในรูปมีความสูงเท่าไรคะ ผู้หญิงในรูปคือดิฉันเองซึ่งมีความสูงแค่ ๑๕๘ เซนติเมตร ท่านประธานจะเห็นว่าศีรษะของดิฉันแทบจะอยู่ติดสายอากาศที่พาดผ่าน เตี้ย ๆ แบบนี้นะคะ ท่านประธานคะ รูปนี้ดิฉันถ่ายบนถนนสาธุประดิษฐ์ ซึ่งเสาไฟฟ้า ๒ ต้น อยู่ตรงนี้มา ๑๐ กว่าปีแล้ว ประชาชนร้องเรียนไปหลายต่อหลายครั้งแต่ว่าไม่ได้รับการแก้ไข จึงมาขอให้ดิฉันช่วย ดิฉันก็ประสานไปยัง กสทช. ซึ่ง กสทช. ก็กรุณาตอบกลับมาว่ากำลัง อยู่ในระหว่างการดำเนินการแก้ไข ซึ่งจนถึงตอนนี้ ๒ เดือนผ่านไปทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม ขอไฟล์วิดีโอ (File video) ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปวิดีโอ)
ท่านประธานคะ เมื่อสักครู่คือ ๑ ในหลายร้อยพันตัวอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่เกิดขึ้นแบบนี้ทั่วทั้งประเทศไทย ท่านประธานอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หรือไม่ใช่เรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน แต่ท่านประธาน ทราบหรือไม่คะ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่อยู่ข้างนอกทุกคน รวมถึง ส.ส. ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ และรวมถึงตัวดิฉันด้วย ทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับอุบัติเหตุจากความมักง่ายแบบนี้เท่า ๆ กันหมด ดังนั้นต้องฝากท่านประธานผ่านไปยัง กสทช. หรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งทยอย ดำเนินการแก้ไข ไม่ต้องรอให้ประชาชนร้องเรียน เพราะปัญหาที่ท่านเห็นนี้เห็นได้ด้วยตาเปล่า ท่านทำได้เลย ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมานัส อ่อนอ้าย เชิญครับ
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายมานัส อ่อนอ้าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก เขต ๕ อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ ขอนำเรียน ปรึกษาท่านประธานสภาถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ ประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง ในกรณีที่ พี่น้องเกษตรกรเช่าซื้อรถไถสีส้มเพื่อการเกษตร ที่ค้างค่างวด ๑ งวดบ้าง ๒ งวดบ้าง แล้วแต่กรณี ทำให้ตัวแทนของบริษัทไฟแนนซ์ (Finance) ติดตามทำการยึดรถ จึงก่อให้เกิด ปัญหาตามมา บริษัทไฟแนนซ์ (Finance) อ้างรถที่ยึดไปนั้นขายต่ำกว่าราคาที่ค้างค่างวด และมีค่าติดตาม ค่าทนายอื่น ๆ อีกมากมาย ท่านประธานสภาครับ ก่อนที่ทำการยึดรถนั้น แต่ละคันบริษัทไฟแนนซ์ (Finance) จะมองดูว่ารถที่จะยึดต้องมีราคาขายมากกว่าราคา ที่ค้างค่างวด แล้วอ้างรถที่ยึดไปนั้นขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาที่ผู้เช่าซื้อนั้นค้างไว้ ท่านประธานครับก่อให้เกิดปัญหากับผู้เช่าซื้อ ซึ่งเป็นเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติ หลายคดี จึงเรียนมาเพื่อขอความเมตตาจากท่านประธานสภาถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีมาตรการในการแก้ไขช่องว่างระหว่างผู้เช่าซื้อกับไฟแนนซ์ (Finance) ที่ยึดรถมาอ้าง ขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาผู้เช่าซื้อ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งกลุ่มไฟแนนซ์ (Finance) นั้นได้ขายให้กับกลุ่มตัวเองในราคาต่ำ จึงมีคดีเกิดขึ้นมากมาย จึงขอความเมตตา จากท่านประธานสภาสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไขให้พี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญเบญจา แสงจันทร์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ดิฉันมีประเด็นที่จะขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ เรื่องของการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรในจังหวัด ภาคตะวันออก ในจังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี จากการที่ตัวแทนภาคการเกษตร ของจังหวัดภาคตะวันออกได้เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งเป็นประธานพิจารณาและได้มีการพิจารณาเห็นชอบ ผ่านไปแล้วนั้น เรื่องการขอใช้แรงงานตามฤดูกาลตามมาตรา ๖๔ ในเขตพื้นที่ต่อเนื่องจาก จังหวัดจันทบุรีที่เป็นโครงการโป่งน้ำร้อนโมเดล ดิฉันจะขอมอบเอกสารที่ทางประชาชน และตัวแทนภาคการเกษตรได้ยื่นมายังดิฉันเพื่อให้กับท่านประธาน เพื่อให้ท่านได้ประสาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาการใช้โครงการโป่งน้ำร้อนโมเดลไปยังเขตพื้นที่ ต่อเนื่องกับจังหวัดชายแดนด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ดิฉันจะขอหารือเรื่องประเด็นปัญหากรณีพิพาทที่ดินแสมสาร ระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องมายาวนานมากกว่าร้อยปี กับฐานทัพเรือสัตหีบ จากการที่กองทัพเรือมีคำสั่งให้กองกำลังทหารบุกรุกยึดครองพื้นที่ที่ดินที่อยู่ในระหว่าง มีข้อพิพาทของชาวบ้านที่ครอบครองต่อเนื่องมายาวนานมากกว่าร้อยปี โดยอ้างคำสั่งหัวหน้า คณะปฏิวัติ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศให้ที่ดินที่ประชาชนถือครองเป็นที่ดิน ราชพัสดุและผลักดันให้ประชาชนออกจากพื้นที่ มีการลิดรอนสิทธิประชาชนและลิดรอนสิทธิ ขั้นพื้นฐานต่าง ๆ มากมาย ให้ประชาชนเช่าอาศัยอยู่ได้แค่ ๓ ปี ๒๐ ปีและสูงสุดแค่ ๓๐ ปี ในขณะที่ พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ให้ต่างชาติเช่าได้สูงสุด ๕๐+๔๙ นั่นคือ ๙๙ ปี ท่านประธานคะ จากกรณีนี้ดิฉันจะขอหารือผ่านไปยังท่านประธานและผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามาร่วมกันวางกรอบแก้ไขปัญหายุติข้อพิพาทระหว่างประชาชนและฐานทัพเรือสัตหีบ ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประสิทธิ์ มะหะหมัด เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ มะหะหมัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ขออนุญาตหารือท่านประธานต่อจากการหารือครั้งที่แล้วครับ
สืบเนื่องจากการจราจรของกรุงเทพมหานคร เมื่อครั้งที่แล้วมีโอกาสพูดถึง เป็นปัญหาของคนกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาของคนที่มาใช้กรุงเทพมหานคร และเป็น ปัญหาของ ส.ส. อันทรงเกียรติของพวกเราที่มาพำนักพักพิงอยู่ในกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ถนนรามคำแหง ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า มีปัญหาเรื่องการจราจร เพราะเกิดจากการเจริญของกรุงเทพมหานคร มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าและการเชื่อมต่อถนน และขยายผิวการจราจร ท่านประธานครับ หลายคนเห็นแล้วคิดว่าอนาคตคงจะดีขึ้น ปัญหาที่ผมอยากจะหารือท่านประธานก็คือว่าการดูแลเรื่องความปลอดภัยในการก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างทั้งหลายในกรุงเทพมหานคร อยากเรียนท่านประธานว่า เรื่องความปลอดภัย ในเรื่องการป้องกันอุบัติภัยที่เกิดจากการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือการทำถนนหนทาง อยากปรึกษาหารือกับท่านประธานฝากไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการให้เข้มงวด เรื่องความปลอดภัย แล้วสิ่งที่ตามมาจากความเจริญเติบโตก็คือว่าการจราจรบนถนน ทุกเส้นสายที่มีการก่อสร้าง อยากจะเรียนขอบคุณทางตำรวจนครบาลทุก สน. ที่ดูแลอยู่ วันไหนที่มีตำรวจวันนั้นรถไม่ติด วันไหนที่เกิดฝนฟ้าคะนองหรือว่าเกิดปัญหาจราจรรถติด ฝากกำชับกำชาถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ากรุณาดูเรื่องนี้ให้เป็นสำคัญ
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องสำคัญ คือไฟส่องสว่างครับท่านประธานครับ ไฟส่องสว่าง บนถนนเยอะแยะไปหมดเลยนะครับ แต่ไฟส่องสว่างในที่ของชุมชนต่าง ๆ ไม่ว่า ที่ชายคลอง หรือที่ประชาชนใช้สอย ตอนนี้มีไฟแต่ไฟไม่สามารถใช้การได้ ฝากท่านประธานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเชิญ ท่านนิยมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิยม วิวรรธนดิฐกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขอเรียนปรึกษาเรื่อง ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไร่ยาสูบ ซึ่งเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่มี ส.ส. หลายท่านได้หารือไปแล้ว แต่วันนี้ก็คงจะเป็นประเด็นอีกมุมมองหนึ่ง เราก็ต้องแยกว่ายาสูบหรือบุหรี่มีอันตราย ต่อสุขภาพ อันนี้เป็นที่ยอมรับนะครับ ประเด็นที่สำคัญเราต้องแยกออกจากความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนชาวไร่ที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้นะครับ ประเด็นปัญหาเราเอาง่าย ๆ ก็แล้วกันนะครับ ยาสูบหรือบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี มีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นต้องลด ผู้สูบลงใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นการขึ้นภาษีสรรพสามิตในเดือนกันยายน ๒๕๖๐ ทำให้ราคา ของบุหรี่แพงขึ้นเหลือ ๖๐ บาทกับ ๙๐ บาท ซึ่งในราคาของบุหรี่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นภาษีนะครับ เมื่อบุหรี่แพงขึ้นการยาสูบแห่งประเทศไทยก็มีรายได้ที่ลดลง ลดลงถึง ๘๖ เปอร์เซ็นต์ จาก ๙,๐๐๐ ล้านบาท เหลือประมาณ ๘๐๐ ล้านบาทนะครับ ทำให้เกิดการขาดสภาพคล่อง เมื่อเกิดการขาดสภาพคล่องแล้วโควตาของพี่น้องชาวไร่ที่ได้รับก็ถูกลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ละครับที่เป็นปัญหากับชาวไร่ อาชีพที่มีมาถึง ๘๐ ปีกำลังจะล่มสลาย พี่น้องชาวไร่ ไม่สามารถที่จะอยู่ได้ด้วยโควตาเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้นะครับ เดือดร้อน พี่น้องประชาชน หลายแสนคน
ประเด็นที่ผมจะฝากข้อสังเกตก็คือ บุหรี่ไม่ดี บุหรี่แพงขึ้น แต่ปรากฏว่า ผู้สูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูบบุหรี่รายใหม่ในวัยรุ่น รายได้รัฐลดลง รายได้ของ ชาวไร่ลดลง อีกนิดเดียวครับ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือบุหรี่เถื่อนกำลังระบาดมากตอนนี้นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่จะฝากไว้ให้กระทรวงการคลังเข้าไปดูนอกเหนือจากการ ปรับโครงสร้างภาษีก็คือการที่อาจจะมีเจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ร่วม กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ หมดเวลาแล้วครับ ต่อไปเชิญ นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานในเรื่องของฝุ่นละอองที่มาจาก พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) คือวันนี้พวกเราทุกคนอาจจะหายใจสะดวกแล้ว จนพวกเราลืมไปแล้วว่าวิกฤตที่เกิดขึ้น เมื่อต้นปีที่ผ่านมามันร้ายแล้วก็รุนแรงแค่ไหน ดังนั้นวันนี้ดิฉันจึงอยากจะฝากท่านประธาน เกี่ยวกับเรื่องปัญหามลพิษทางอากาศไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ
เรื่องที่ ๑ ดิฉันเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ๑๒ ข้อ ไม่ได้มีเรื่อง พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) หรือปัญหาฝุ่นละอองมลพิษอันนี้บรรจุอยู่ข้างในนะคะ จึงเลยอยากจะ ฝากพิจารณาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำเรื่องนี้บรรจุเป็นวาระเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่งของรัฐบาล
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องกฎหมายอากาศสะอาดหรือว่าคลีน แอร์ แอกต์ (Clean air act) ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศก็มีกฎหมายนี้ ดิฉันอยากจะฝากไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะลองพิจารณาให้มีกฎหมายเรื่องกฎหมายอากาศสะอาดนี้ ซึ่งข้อดีก็คือว่ามันจะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการเรื่องนี้ได้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการกำหนดมาตรการที่จะลดมลพิษด้านอากาศหรือว่ามาตรการที่จะช่วยแก้ปัญหา ต่าง ๆ น่าจะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะคะ
เรื่องที่ ๓ อยากจะให้พิจารณาถึงการตั้งศูนย์บริหารจัดการหมอกควัน ภาคเหนือด้วยนวัตกรรม คือที่พูดว่าภาคเหนือเพราะอะไร เพราะว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราพอจะทราบว่าวิกฤตที่หนักที่สุดเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นละออง ๒.๕ คือจะเป็นโซน (Zone) ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็จังหวัดเชียงรายแถบนั้นนะคะ อันนี้เป็น ปัญหาเร่งด่วนมาก อยากจะเรียนทุก ๆ ท่านว่าไม่อยากให้ทุกคนลืม คือนับถอยหลังจากนี้ ไม่เกิน ๓-๕ เดือนฝุ่นละออง ๒.๕ จะกลับมาใหม่ แล้วมันจะเป็นวิกฤตมาก ๆ ถ้าเราไม่เริ่ม ที่จะทำอะไรตั้งแต่วันนี้นะคะ อันนี้น่าขอฝากไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติค่ะ
แล้วก็สุดท้าย ดิฉันอยากฝากข้อความไว้กับทุก ๆ ท่านว่า อากาศสะอาดเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเราทุกคน แล้วก็เป็นมรดกที่พวกเราทุกคนควรจะต้องรักษา และส่งต่อไปให้คนในรุ่นถัดไป ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ อันดับต่อไป ขออนุญาตแจ้งล่วงหน้า นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล นายมานะ โลหะวณิชย์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ต่อไปนางสาวกิตติ์ธัญญา เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอวารินชำราบ อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๓ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องมาปรึกษาหารือ ท่านประธานทั้งหมด ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก ดิฉันมีความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนภายในจังหวัดอุบลราชธานี ถนนเส้นนี้ในจอท่านประธาน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
เป็นถนนเส้นทางหลวง ๒๔ บ้านมดง่าม ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ เชื่อมกับตำบลนาดี อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี เส้นทางนี้มีความยาวทั้งหมด ๓,๐๗๕ เมตร ความกว้าง ๗ เมตร ท่านประธานคะ เป็นระยะเวลา ๑๐ ปีแล้วที่ถนนเส้นนี้ขาดการดูแลแก้ไขจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย อุบลราชธานี นักเรียน ประชาชน ดิฉันขอให้ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงคมนาคม ได้โปรดเมตตาส่งงบประมาณไปจัดการดูแลถนนเส้นนี้โดยด่วนค่ะ ท่านประธาน ย้ำว่าโดยด่วน
เรื่องที่ ๒ ค่ะท่านประธาน เรื่องของโรงพยาบาลวารินชำราบ โรงพยาบาล วารินชำราบตามรูปภาพที่กำลังจะปรากฏให้ท่านประธานเห็นเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รองจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แต่ไม่มีที่จอดรถ หน้าโรงพยาบาลจะมี คลองระบายน้ำ ท่านประธานดูจากรูปจะเห็นได้ว่าแออัดมาก ประชาชนที่ได้รับ การบริการของโรงพยาบาลจะต้องข้ามถนนเองแบบนี้ อุ้มลูกที่ยังอายุอ่อนข้ามถนนไปมา นอกจากตัวเองจะป่วยแล้ว ยังจะต้องเสี่ยงในการเอาชีวิตรอดจากการข้ามถนน นี่คือรูปของคลองระบายน้ำที่ดิฉันอยากเสนอท่านประธานว่า ขอให้สร้างแผ่นซีเมนต์ทับ คลองระบายน้ำเพื่อจะเป็นที่จอดรถ และขอสะพานลอย อีกอย่างหนึ่งสุดท้ายขอท่าน ประธานสภาผ่านไปยัง
หมดแล้ว
อีกเรื่องเดียวนิดเดียว ท่านประธานขออีกเรื่องเดียวแล้วก็ขอให้ได้ด้วยท่านประธานขอสะพานเกือกม้ากลับรถ หน้าโรงพยาบาลวารินชำราบชาวอำเภอวารินชำราบ ชาวอำเภอนาเยีย ฝากความหวัง กับท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ คุณกรวีร์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้มีเรื่องจะมาหารือกับท่านประธานเป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่ทำนา ในเขตจังหวัดอ่างทอง เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกร ทั้งที่อยู่ในเขตของโครงการชลประทานชันสูตรครับ ไล่ตั้งแต่อำเภอแสวงหา อำเภอโพธิ์ทอง อำเภอสามโคก แล้วก็อำเภอวิเศษชัยชาญถึงปัญหาเรื่องของภัยแล้ง เป็นปัญหาที่ พี่น้องเกษตรกรนั้นจำเป็นครับที่ต้องเอาเครื่องวิดน้ำเข้านา แล้วก็ได้ทราบข่าวจากทาง โครงการชันสูตรว่าโดยปกติแล้วถ้าหากปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ ของโครงการชันสูตรจำเป็นต้องมีน้ำถึงอย่างน้อย ๕๐ หรือ ๕๕ คิวต่อวินาที แต่ในปัจจุบัน เมื่อเช้าผมเช็ก (Check) ไปล่าสุดมีน้ำให้บริหารอยู่เพียงแค่ ๒๐ คิวเท่านั้นเอง ดังนั้นนี่จึงเป็น เหตุผลครับว่าทำไมถึงมีการแย่งน้ำกันในระหว่างของเกษตรกรในหลากหลายอำเภอ ดังนั้นกราบเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือกรมชลประทาน ได้กรุณา หาน้ำต้นทุนเพื่อเพิ่มให้กับที่โครงการชันสูตร เพื่อที่จะลดปัญหาเรื่องของการแย่งน้ำ การทำนากับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดอ่างทอง
แล้วก็เรื่องต่อเนื่องนะครับ หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้ได้ประกาศนโยบาย เรื่องของประกันรายได้พี่น้องเกษตรกรเองก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยนะครับ ซึ่งในปัจจุบัน พี่น้องเกษตรกรที่เริ่มทำนาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน อีกไม่กี่สัปดาห์ครับ ก็จะเริ่มเกี่ยวข้าวแล้ว เอาเฉพาะในที่จังหวัดอ่างทองจะมีปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาดในช่วง เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน แล้วก็เดือนตุลาคม ๓ เดือนจะมีปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาดถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตัน โดยประมาณนะครับ ดังนั้นพี่น้องเกษตรกรรอคอยครับว่าในช่วงรอยต่อ ระหว่างรัฐบาลชุดเก่ากับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีโครงการประกันรายได้จะมีแนวทางในการ ช่วยเหลือและมีแนวทางในการปฏิบัติให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างไร ก็ฝากท่านประธานไปยัง กระทรวงพาณิชย์แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านมานะ โลหะวณิชย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายมานะ โลหะวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ วันนี้ต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธาน ผมมีเรื่องที่จะหารือท่านประธาน ๓ เรื่องนะครับ
เรื่องแรกก็คือในสภาวะฝนแล้ง จังหวัดชัยภูมิตอนนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ประกาศเป็นภัยแล้งทั้งจังหวัดเลย แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เข้ามาดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมฝนหลวง ฝากท่านประธานประสานด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ป่า ป่าภูเขียวซึ่งมี ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำที่จะหล่อเลี้ยงพี่น้องชาวอีสานซึ่งเป็นต้นน้ำ มีตั้งแต่ต้นน้ำชี เจา เจียง สะพุง หลายเส้นนะครับ อยากให้ทางกรมฝนหลวงนั้นได้นำเครื่องบินมาทำฝนเทียม
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องทางหลวงชนบทหมายเลข ๓๐๑๔ ซึ่งอยู่ที่ตำบล หนองโพนงาม ตลอดระยะเส้นทางของทางหลวงชนบทหมายเลข ๓๐๑๔ นั้นเหลืออีก ๒ กิโลเมตรเท่านั้นเองครับ ซึ่งไม่ได้มีการก่อสร้างมาเป็นระยะเวลายาวนานนะครับ
เรื่องที่ ๓ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑๕๙ จากอำเภอเมืองชัยภูมิมาอำเภอ หนองบัวแดง ตอนนี้ปริมาณรถมากเหลือเกิน การสัญจรไปมาลำบาก และเกิดอุบัติเหตุทุกวัน อยากให้ทางกรมทางหลวงได้ขยายไหล่ทางทั้ง ๒ ข้าง เพื่อการสัญจรไปมาได้สะดวก และให้มี การติดสัญญาณไฟส่องสว่างในยามค่ำคืนตั้งแต่ผาเกิ้งลงไปตลอดเส้นทางนะครับ ก็ขอกราบ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสิริพงศ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานครับ เมื่อสัก ๒-๓ วันที่แล้วต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาส่งหนังสือ ตอบข้อหารือที่ผมได้หารือไปเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม เรื่องน้ำประปาไม่ไหลที่จังหวัดศรีสะเกษ ตำบลหนองครกนะครับ ซึ่งผ่านมา ๑ เดือนหลังจากที่หารือไป ก็ต้องเรียนท่านประธานว่า ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ว่าเมื่อสักครู่ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ที่ท่าน ได้กรุณาบอกว่าจะเป็นธุระแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องให้ วันนี้มีเรื่องเพิ่มเติม ๒-๓ เรื่องครับ จากพี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ ก็คือขอให้มีการขยายผิวจราจรในบริเวณจุดกลับรถ ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๒๖ กิโลเมตรที่ ๒๗๑ เนื่องจากผิวจราจรคับแคบและเกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้งในจุดกลับรถจุดนั้น
เรื่องที่ ๒ ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กรุณาออกไปสำรวจ ความต้องการเรื่องไฟฟ้าการเกษตรและทำการเร่งรัดไฟฟ้าเพื่อการเกษตรให้กับประชาชน ในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยคล้า จังหวัดศรีสะเกษ
เรื่องที่ ๓ ฝากถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอให้ท่านได้กรุณาพิจารณาหลักเกณฑ์ แล้วก็ลดหย่อนเงื่อนไขในการตัดไฟของพ่อแม่พี่น้องในเขตพื้นที่ชนบท เนื่องจากว่าในอดีต ที่ผ่านมาการพิจารณาตัดไฟที่พ่อแม่พี่น้องไปชำระเงินล่าช้า เขาจะใช้ระยะเวลาอยู่ประมาณ ๑ เดือน แต่ปัจจุบัน ๕-๗ วันก็ตัดแล้วนะครับ ซึ่งก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพ่อแม่พี่น้อง จำนวนมาก ก็ฝากท่านเพิ่มเติม ๓ เรื่องเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมมีเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนของพี่น้องชาวตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มาหารือกับท่านประธานฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ขอเล่าเบื้องต้นก่อนว่าตำบลแม่ยาวเป็นตำบลขนาดใหญ่และอยู่ในอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ถึง ๑๘ หมู่บ้านนะครับ แล้วก็มีอีก ๓๘ กลุ่มบ้าน บริวาร ห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพียงแค่ ๑๑ กิโลเมตรเท่านั้น โดยที่มีประชากรกว่า ๒๐,๐๐๐ คน และมีบ้านเรือนประชากรอยู่ในพื้นที่ประมาณ ๘,๖๐๐ หลังคาเรือนครับ โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ในชุมชนเป็นพี่น้องชาวชนเผ่านะครับ มีทั้งกะเหรี่ยง ลาหู่ เย้า ม้ง ไทลื้อ อาข่า และชนพื้นเมืองครับ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ การเกษตร ปัญหาที่พี่น้องประชาชนเจอตอนนี้ก็คือในช่วงหน้าฝนครับ ถนนที่ใช้ใน ตัวหมู่บ้านเป็นถนนดิน พอฝนตกหรือน้ำป่าไหลหลากมาจะมีปัญหาในเรื่องการคมนาคม ทีนี้องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ยาวพยายามทำเรื่องเขียนโครงการไปเสนอต่อตัวจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ติดเรื่องข้อกฎหมายครับท่านประธาน เนื่องจากตำบลแม่ยาว ส่วนใหญ่เลยอยู่ในพื้นที่ป่า ทำให้ไม่สามารถที่จะเอางบประมาณลงไปได้ ท่านประธานครับ ถนน ๒ เส้นที่ผมว่านี้ทางตำบลแม่ยาวขอมาคือที่ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๑๓ บ้านพนาสวรรค์ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เชื่อมต่อไปยัง หมู่ที่ ๑๙ บ้านสันติสุข ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ระยะทาง ๘ กิโลเมตรครับท่านประธาน อีก ๑ เส้นคือจากหมู่ที่ ๑๓ บ้านพนาสวรรค์เช่นเดียวกันครับ เชื่อมต่อไปยังหมู่ที่ ๑๒ บ้านผาใต้ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ระยะความยาว ๕.๕ กิโลเมตร ถ้าถนน ๒ เส้นนี้ ได้งบประมาณในการปรับปรุงก่อสร้างให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ได้ จะทำให้ประชาชน สัญจรไปมาได้สะดวกและขนส่งสินค้าการเกษตรได้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร เชิญครับ
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ส.ส. เขต ๓ จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี ผมกราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อจะขอความอนุเคราะห์ในเรื่องแหล่งกักเก็บน้ำ ๓ เรื่องครับ
เรื่องแรกคือ ของหมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๔ และหมู่ที่ ๘ ตำบลย่านรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่มีความต้องการให้ขุดลอกหนองค้อ ที่มีขนาดประมาณ ๒๐๐ ไร่ ที่จะจุน้ำได้ประมาณ ๒.๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้ถึง ๓ หมู่บ้าน ๘๐๐ หลังคาเรือน ช่วยชีวิตได้ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าชีวิตในหมู่บ้านนี้ครับ
เรื่องที่ ๒ ของหมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลย่านรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เช่นกันครับ ซึ่งขอความอนุเคราะห์มาจากผู้นำหมู่บ้านคือท่านผู้ใหญ่นิคม เปลี่ยนเจริญ ในเรื่องของโครงการประปาหมู่บ้านที่ผู้รับเหมาก่อสร้างนั้นได้ละทิ้งงานมากว่า ๔ ปี ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ในการที่จะจัดน้ำบริโภคอย่างสะอาด เพื่อบริการกับประชาชนในหมู่บ้านนี้ จึงกราบเรียนมายังท่านประธานสภาช่วยแจ้งไปยัง หน่วยงานของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ช่วยกรุณาเร่งรัด และจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างต่อไปด้วยครับ
ส่วนเรื่องที่ ๓ เรื่องของหมู่ที่ ๘ ตำบลย่านรี มากกว่า ๑๕๐ หลังคาเรือน ๖๐๐ คน ขุดลอกทำสระน้ำ ซึ่งแจ้งมาจากท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านประมวล เพื่อที่จะขุดลอก สระน้ำประมาณ ๘๐ ไร่ ซึ่งรายการเหล่านี้สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๖ ได้รับสำรวจ และวางแผนผังไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นด้วยความกรุณาครับ เรื่องน้ำเป็นแหล่งที่อุปโภค บริโภคสำหรับชุมชนเล็ก ๆ ในแต่ละหมู่บ้านเพื่อให้เกิดความเจริญ มั่นคง มั่งคั่งต่อไป ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปขออนุญาตแจ้งล่วงหน้า ๘ ท่าน ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ นางอาภรณ์ สาราคำ นายประกอบ รัตนพันธ์ นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ นายชัยชนะ เดชเดโช ต่อไปเชิญ ท่านประเสริฐพงษ์ครับ
เรียนท่านประธานสภา ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ภูมิลำเนาจังหวัดกระบี่ ขอหารือท่านประธานนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดระนอง ฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะของชาวชาติพันธุ์กลุ่มมอแกน ซึ่งต้องข้ามสะพาน ที่ยังสร้างไม่เสร็จบริเวณอ่าวเขาควาย ตำบลเกาะพยาม มีการก่อสร้างสะพาน โดยหน่วยราชการ คือ กรมโยธาธิการและผังเมือง เมื่อปี ๒๕๕๗ แต่มีประเด็นของพื้นที่ ซึ่งหน่วยราชการด้วยกัน อย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีข้อขัดแย้งกัน ในเรื่องของพื้นที่ ทำให้ผู้ว่าจ้างซึ่งคือหน่วยราชการ โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้น ปี ๒๕๕๗ สั่งระงับการก่อสร้างสะพานดังกล่าวซึ่งล่าช้ามา ๕ ปีแล้วนะครับ สัญญาก่อสร้าง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ สิ้นสุดปี ๒๕๕๘ จะเห็นในภาพว่ามีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยชาวมอแกน ด้วยความยากลำบาก รวมทั้งนักเรียนที่จะต้องข้ามคลองข้ามทะเลมาโดยการใช้แพแล้วก็ ใช้เชือกลาก เป็นความยากลำบากของพี่น้องชาวมอแกน ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้นเคยได้รับ พระราชทานนามสกุล ทะเลลึก และสมเด็จย่าของเราเคยเสด็จไปที่นั่นด้วยนะครับ ก็อยากฝากให้หน่วยราชการทั้ง ๒ กระทรวงช่วยกันเร่งรัดเพื่อให้แก้ไขปัญหาการสร้าง สะพานให้เสร็จเรียบร้อยเพื่อการเดินทางของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ
ถัดมาก็คือเรื่องของถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ ช่วงจังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ บางช่วงยังมี ๒ เลนอยู่นะครับ ผมคิดว่าความเจริญไปยังภาคใต้ควรได้รับการแก้ไขเรื่องของถนน ๔ เลน ฝากไปยังกระทรวง คมนาคมด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณมัลลิกา เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่องนะคะ
เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวอำเภอบ้านหมี่ว่าสะพานที่ข้าม ไปยังวัดบางพึ่ง อำเภอบ้านหมี่นั้นชำรุด ก่อสร้างมาเป็นเวลาหลายสิบปี ปัจจุบันนี้คอสะพาน ก็กร่อนไปเยอะแล้ว มีการคุยกันมานานแล้วว่าจะทำให้ แต่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มี งบประมาณที่ลงไปทำให้ ฉะนั้นวันนี้ต้องขอความกรุณาจากท่านประธานได้โปรดฝากถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยจัดสรรงบประมาณลงไปทำให้ใหม่ด้วยนะคะ
เรื่องที่ ๒ ทางท่านนายกเทศบาลตำบลบางงา นายพิบูลย์ โพธิสมภาพวงษ์ แล้วก็พี่น้องชาวอำเภอท่าวุ้ง ได้ขอร้องว่าให้กรมชลประทานนั้นช่วยสร้างประตูน้ำในบริเวณ แม่น้ำลพบุรี เพื่อที่จะเอาไว้กักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง เพราะว่าแม่น้ำลพบุรีนั้นห่างจาก แม่น้ำเจ้าพระยามาถึงตำบลโพตลาดแก้ว มีระยะทางประมาณ ๔๐ กิโลเมตร แล้วก็มี ประชากรเยอะ ประมาณ ๒๕,๖๓๖ คน มีจำนวนครัวเรือน ๘,๓๙๙ ครัวเรือน อยากให้ ท่านประธานนั้นได้ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ แล้วก็มีน้ำใช้ได้ ตลอดทั้งปีนะคะ
เรื่องที่ ๓ จากที่อาทิตย์ที่แล้วเป็นวันผู้ใหญ่บ้านก็ได้ฝากหนังสือถึง ท่านนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ขอขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณประสิทธิ์ วุฒินันชัย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน นั่นหนีไม่พ้นแล้งซ้ำซาก ท่วมซ้ำซากทุกภาคของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอยกเอาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นโมเดล (Model) ในการนำร่อง แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๑. ขอสร้างอ่างเก็บน้ำปางมะขามป้อม ๑ แห่ง ได้ประโยชน์ ๓ อย่างครับท่านประธาน ๑. แก้ไขปัญหาแล้งซ้ำซากท่วมซ้ำซากให้กับประชาชนทั้ง ๓ อำเภอ ฝาง แม่อาย ไชยปราการ ๒. ให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรอย่างพอเพียง ได้ผลผลิต มหาศาล คุณภาพดี ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ ๓. ได้แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ให้กับ ประชาชน ทั้ง ๓ อำเภอ ๑. อำเภอไชยปราการ เขตเลือกตั้งของท่าน ส.ส. จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๒. อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย เขตเลือกตั้งของกระผม นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ผ่านท่านประธานสภาไปยังรัฐบาล หน่วยงานที่รับผิดชอบ ขอให้สร้างอ่างเก็บน้ำ ปางมะขามป้อม ๑ แห่ง ได้ประโยชน์ ๓ อย่าง ให้ได้ในรัฐบาลนี้ครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ เสียงดังฟังชัดขนาดนี้ท่านรัฐมนตรีคงรับทราบแล้วครับ ต่อไปเชิญคุณศรีสมร เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขอหารือท่านประธานผ่านไปถึงกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เนื่องจากดิฉัน ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณอมรชัย ปิ่นเจริญ ว่าถนนเชื่อมระหว่างสายสิงโตทองถึงสะแกโดด อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ถนนประมาณ ๗.๕ กิโลเมตร โดยเฉพาะบริเวณ หน้าโรงเรียนสะแกโดดประชาสรรค์ ถนนชำรุดเสียหายมานานหลายปี ไม่มีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบไปแก้ไข มีฝุ่นจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้สัญจรไปมา ช่วงระหว่าง ที่ผ่านมาทางโรงเรียนเด็กได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะว่าฝุ่นบนถนน สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็สุขภาพเด็กนักเรียน ดิฉันจึงนำเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบทหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปแก้ไขปรับปรุง ถนนเส้นดังกล่าวด้วยนะคะ
เรื่องที่ ๒ ฝากท่านประธานผ่านไปยังการประปาส่วนภูมิภาคบางคล้า ซึ่งดูแล รับผิดชอบพื้นที่อำเภอบางคล้า แล้วก็อำเภอคลองเขื่อน ในขณะนี้น้ำประปายังไม่ทั่วถึง ครอบคลุมทุกพื้นที่ค่ะ ประชาชนต้องใช้น้ำบ่อของตนเอง ซึ่งน้ำเปรี้ยวนะคะ แล้วก็บางส่วน ต้องไปซื้อน้ำประปาใช้คันละ ๘๐๐ บาท ทำให้พี่น้องประชาชนต้องซื้อน้ำในราคา คันละ ๘๐๐ บาท เดือนหนึ่งก็ใช้น้ำประมาณ ๓-๕ คันรถ ทำให้พี่น้องประชาชน ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่จะต้องซื้อน้ำต่อเดือน ฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้อง ขยายเขตประปาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ลำดับต่อไปเชิญคุณอาภรณ์ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอาภรณ์ สาราคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือกลุ่ม โอทอป (OTOP) มีความเดือดร้อนในการทำมาหากิน ขายของยาก มีแต่ผู้ขายไม่มีผู้ซื้อ นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้สร้างกลุ่ม โอทอป (OTOP) ขึ้นจนถึงทุกวันนี้ เรามีกลุ่ม ผู้ประกอบการกว่า ๔๐,๐๐๐ ราย หลายปีที่ผ่านมาก็พอมีรายได้บ้างในการขายผลิตภัณฑ์ ในพื้นที่หรือที่รัฐบาลจัดให้ แต่ท่านประธานคะ ๔-๕ ปีที่ผ่านมาตลาดเงียบมาก รายได้ลดลง กว่าครึ่ง สินค้าที่เคยขายได้ในพื้นที่ก็ขายไม่ได้ หรือที่รัฐจัดให้ ไม่ว่าจะเป็นงานจังหวัด งานเมืองทอง หรืองานศูนย์ราชการ ก็ยังไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ขนาดรัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังไม่คุ้มกับค่าที่พัก ค่าเดินทาง อันนี้ยังไม่รวมถึงกลุ่มที่ไม่มีโอกาสได้พบกับลูกค้า ที่รัฐจัดให้ กลุ่มเหล่านี้แทบไม่มีรายได้เลยค่ะท่านประธาน กลุ่มเหล่านี้หากินซามตายค่ะ ท่านประธาน ดิฉันจึงตั้งข้อสังเกตว่าถ้ารัฐมีแต่มุ่งสร้างปริมาณ รัฐมีแต่มุ่งสร้างกลุ่ม โอทอป (OTOP) ให้เกิดขึ้นมากมาย แต่รัฐไม่ได้ช่วยช่องทางการตลาดอย่างจริงจัง รัฐไม่ได้ ช่วยเหลือการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้วันนี้ถึงแม้ว่ากลุ่ม โอทอป (OTOP) จะมีสินค้า ดี ๆ มากมาย แต่ก็ต้องปิดตัวลง เพราะช่องทางการตลาดมีจำกัด ดิฉันจึงขอร้อง ให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยแก้ปัญหาให้สินค้า โอทอป (OTOP) ไทยเดินหน้าต่อไปได้ มิเช่นนั้น กลุ่ม โอทอป (OTOP) เหล่านี้ก็จะล้มหายตายจากไปทีละราย สิ่งที่ลงทุนลงแรงมา ทั้งหมดก็จะสูญเปล่าค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประกอบครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๔ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตหารือท่านประธานไปยังส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องสัก ๓ เรื่องนะครับ
เรื่องที่ ๑ ขอให้กระทรวงคมนาคมได้ปรับปรุงถนนทางหลวงแผ่นดินสาย ๔๑ ช่วงกิโลเมตรที่ ๒๘๕-๒๘๗ บริเวณบ้านหนองแร้ง เป็นหลุมบ่อมากท่านประธานครับ แล้วเป็น ถนน ๔ ช่องทางจราจร คนขับรถไปมาจะมีปัญหา ก็ขอให้ทางหลวงแผ่นดินได้กรุณาช่วย ซ่อมแซมโดยเร่งด่วนด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องขยายผิวจราจรเป็น ๔ ช่องทางจราจร ถนนทางหลวงเส้น ๔๑๕๑ บริเวณช่วงบ่อล้อ-ลำทับ บริเวณตลาดบางขัน จากสามแยกควนทุ่มไปยังสี่แยกควนหินราว ซึ่งบริเวณนั้นมีส่วนราชการ มีบ้านคนหนาแน่นมากครับ แต่ว่าผิวจราจร ๒ ช่องทางจราจร รองรับการจราจรไม่ได้นะครับ
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขุดลอกสระน้ำ ซึ่งเป็นแหล่ง น้ำดิบทำประปาของหมู่ ๔ ตำบลบางขัน อำเภอบางขัน ขณะนี้มีวัชพืชมาก ตื้นเขิน ใช้น้ำไม่เพียงพอ ก็ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กรุณารีบดำเนินการขุดลอก โดยเร่งด่วนด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณ ท่านประกอบนะครับ ต่อไปท่านพลภูมินะครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาที่ พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้ร้องเรียนผ่านพรรคเพื่อไทยมา ในกรณีเกี่ยวกับขอความเมตตา กับรัฐบาลในการที่จะปรับลดค่าโดยสาร โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เพราะรถไฟฟ้านั้น เป็นการบริการ ขนส่งมวลชนที่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลใช้บริการกันมาก แต่สวนทางกันครับ ค่าโดยสารแพง รายได้ของพี่น้องประชาชนไม่เพียงพอ แล้วก็มาประกอบกับถ้าเราดูประเทศ เพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นประเทศฮ่องกง ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น หรือเลยไปทางสหภาพยุโรป ประเทศอังกฤษ ล้วนแล้วแต่ค่าโดยสารรถไฟถูกกว่าบ้านเรา ก็อยากจะขอให้ทางรัฐบาล อยากจะขอให้ทางกรุงเทพมหานคร แล้วก็กระทรวงคมนาคม ช่วยพิจารณาการปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้ด้วยนะครับ
เรื่องต่อไป เป็นเรื่องหารือเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่เขตบึงกุ่ม ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงของหน้าฝน ก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมรอระบาย หรือว่าน้ำท่วมขัง มีหลายหมู่บ้านที่ถนนหนทางไม่ได้เป็นที่สาธารณะ เป็นถนนเอกชน จึงอยากจะขออนุญาตให้ท่านประธานหารือผ่านไปยังการเคหะแห่งชาติ ให้ดำเนินการแก้ไข ปรับปรุงหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ๒ ซอย ๔ ในพื้นที่เขตบึงกุ่ม ทำท่อระบายน้ำ พร้อมทำถนนใหม่ รวมไปถึงหมู่บ้านพรบดินทร์ ซอยนวมินทร์ ๑๕๗ มีปัญหาเดียวกันก็คือถนนชำรุด ท่อระบายน้ำ เป็นขนาดเล็ก เวลาฝนตกทีไรก็มีปัญหาน้ำท่วมขัง
รายละเอียดต่อไปก็คือขออนุญาตท่านประธานผ่านไปถึงกรมทางหลวง ขอสะพานลอยสี่แยกเส้นถนนรัชดาภิเษก-รามอินทรา บริเวณหมู่บ้านปัญญาเฮ้าส์ กราบขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชัยชนะ เดชเดโช เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เขต ๖ จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมป่าไม้ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องที่ดิน ผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายไพโรจน์ พนังแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลหินตก เรื่องที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนในหมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๗ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนอาศัยมาอยู่ร่วมนับร้อยปี เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับป่าพุดหง จำนวน ๘๐๐ ไร่ และเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน ๑,๔๕๐ ไร่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ประชาชนในพื้นที่ได้ทำหนังสือไปยัง สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเพิกถอนจำหน่ายป่าพุดหง วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ สำนักนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาเพื่อเพิกถอนป่าพุดหง หลังจากนั้นศูนย์ปฏิบัติการที่ดินป่าไม้ จังหวัดนครศรีธรรมราชได้หารือไปกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ปรากฏว่าให้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ทำหนังสือหารือ ความเดือดร้อนมา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ได้ลงพื้นที่สำรวจรังวัดที่ดิน ทั้งหมดว่าที่ดินดังกล่าวสามารถได้ออกโฉนดได้ แต่นับตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ก็เงียบหายไปเลย ฝากท่านประธานได้ประสานไปยังกรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ อยากให้ประธานได้ประสานไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เรื่องขยายถนน ๔ ช่องจราจร ทางหลวงที่ ๔๓๑๙ ช่วงร่อนพิบูลย์-ควนเกย ซึ่งเป็นพื้นที่ ถนนที่มีประชาชนใช้สัญจรเยอะร่วม ๔-๕ อำเภอ รถวันละหลายพันคัน แต่พื้นที่ตอนนี้ เป็นถนน ๒ ช่องจราจร ซึ่งไม่สะดวกในการคมนาคมไปมา ผมฝากท่านประธานได้นำเรียน ไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ อันดับต่อไปขออนุญาตแจ้ง ๖ ท่านสุดท้าย นายฐิตินันท์ แสงนาค นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายปรีดา บุญเพลิง เชิญท่านฐิตินันท์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ เขต ๑ จังหวัดขอนแก่น ตัวแทนคนเมืองครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะเรียนหารือ เรื่องที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม คือเรื่องการส่งเสริมให้เมือง ทั่วประเทศที่เป็นเมืองหลักให้เป็นเมืองอัจฉริยะหรือเมืองทันสมัย ดังเช่น กรุงเทพมหานคร จังหวัดขอนแก่น โคราช จังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น วันนี้ผมจะมาพูดเรื่อง เมืองอัจฉริยะขอนแก่นครับ ขอเชิญชมวิดีโอขอเสียงด้วยนะครับ
ท่านฐิตินันท์ มีเวลา ๒ นาทีนะครับ บริหารให้ได้นะครับ
วิดีโอ (Video) ประมาณ ๑ นาทีครับ ท่านประธาน วิดีโอ (Video) ที่ชมไปนั้นคือวิดีโอ (Video) เมืองขอนแก่นเมืองอัจฉริยะ และที่ ผมจะนำเรียนวันนี้คือเรื่องของโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้ารางเบา หรือ แอลอาร์ที (LRT) สมาร์ต โมบิลิตี (Smart mobility) ฝากผู้รับผิดชอบกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลังรีบดำเนินการครับ เพราะว่าจังหวัดขอนแก่นพร้อมแล้วที่จะเป็นเมือง หลักเป็นขอนแก่น โมเดล (Model) ของประเทศไทย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมโครงการนี้ ล่าช้า ผมในฐานะ ส.ส. จังหวัดขอนแก่น จึงต้องตามเรื่องนี้ไม่ให้จังหวัดขอนแก่นกลับไปเป็น เหมือนเดิมครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ
เรื่องแรก ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านทั้งอำเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอสิรินธร บริเวณสะพานข้ามห้วยกว้างจากบ้านกุดชมภู ตำบลกุดชุมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร ข้ามไปที่บริเวณบ้านซุ้งช้าง ตำบลคันไร่ อำเภอสิรินธร ขณะนี้สะพาน มีอายุเก่ามาก และปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ โดนน้ำกัดเซาะบริเวณคอสะพาน ดิฉันขอแจ้ง ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยซ่อมแซมโดยด่วนนะคะ และขอเสนอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำเขื่อนกั้นตลิ่งพังเพิ่มนะคะ
เรื่องที่ ๒ เป็นการซ่อมแซมผิวจราจรบริเวณทางหลวง ๒๑๗ ในช่วงของตั้งแต่ บริเวณปากทางเข้าบ้านสร้างแก้ว ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร ไปจนถึงบริเวณ หน้าสวนป่าบ้านสนามชัย ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร ซึ่งตรงช่วงนี้เป็นช่วงทางหลวง ที่มีโค้งอันตรายถึง ๒ โค้งด้วยกันนะคะ และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมากก็ขอให้กรมทางหลวง ได้เข้าไปซ่อมจราจร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนะคะ
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องถนนเช่นเดียวกันค่ะ ของทางหลวงชนบท เส้น อบ. ๓๐๙๒ ซึ่งมี ๒ ช่วงที่เป็นปัญหาเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนมาก คือช่วงบริเวณบ้านปากโดม ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร ไปจนถึงบ้านถิ่นสำราญ ตำบลโพธิ์ไทร และอีกช่วงหนึ่ง ก็คือช่วงจากบ้านถิ่นสำราญ ตำบลโพธิ์ไทร ไปถึงบ้านสนามชัย ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร เช่นเดียวกันค่ะ เป็น ๒ ช่วงที่ระยะทางค่อนข้างยาวพอสมควร และมีปัญหาพังอย่างหนัก ยิ่งพอช่วงหน้าฝนช่วงนี้มีรถใหญ่ผ่านมาเป็นประจำ รถเล็กสัญจรลำบากมากค่ะ เพราะว่าทาง ต้องบอกว่าพื้นผิวจราจรไปหมดเกลี้ยงแล้ว เหลือเป็นทางลูกรังเรียบร้อยนะคะ ก็ขอให้ทาง ท่านประธานได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้สำรวจและซ่อมแซมโดยเร็วที่สุดค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวรสิทธิ์ครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๑ พรรคเพื่อไทย กระผมขอปรึกษาหารือท่านประธานจำนวน ๑ เรื่อง เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สืบเนื่องมาจากโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืนหรือโครงการประชารัฐ เมื่อปี ๒๕๖๑ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ หรือสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สนับสนุนเงินเพื่อการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน เพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ฐานรากตามแนวทางประชารัฐ งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อหมู่บ้าน มีการจัดอบรม พี่น้องประชาชนทั้งหมด ๔ ครั้ง อ้างว่าเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ อบรม ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๔ ไม่ได้ว่าอะไรครับ ท่านประธานครับ แต่ครั้งที่ ๓ ทางอำเภอเมือง อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านออกเงินค่าอบรม ค่าอาหารไปก่อน ค่ากรรมการ ๓,๐๐๐ บาท ค่าอาหาร ๔,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาทต่อหมู่บ้าน และบอกว่าถ้างบประมาณส่วนกลางมาแล้วจะคืนให้ นี่เป็นเวลาเกือบปีแล้วครับยังไม่เห็นเลย ท่านประธานครับ อำเภอเมืองอุบลราชธานี มี ๑๑ ตำบล ๑๖๕ หมู่บ้าน ที่น่าสังเกตคือได้รับ เงินไปแล้ว ๓ ตำบลครับ เหลืออีก ๘ ตำบล ๑๒๙ หมู่บ้าน ยังไม่ได้รับเงินคืนครับ เป็นเงิน ทั้งสิ้น ๙๐๓,๐๐๐ บาทถ้วน ฝากท่านประธานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบคำถาม ถ้าไม่ตอบ กระผม นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ จะกระทู้ถามต่อไปครับ ขอบคุณครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่อง ดังนี้ครับ
เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลวังกรด อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร เรื่องของการขยายเขตไฟฟ้าแรงสูงเพื่อใช้ในการเกษตร ตามถนนสายบ้านวังกรด ถนนสายบ้านหนองน้ำใส-บ้านสายห้วย เพื่อใช้ในการเกษตร ซึ่งยังขาดอยู่ไม่มีใช้นะครับ จึงขอผ่านมาทางประธานสภาให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการ
เรื่องที่ ๒ ขอให้มีระเบียบหรือประกาศการปฏิบัติงานและเบิกจ่ายเงิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งไม่มีตอนนี้ หรือขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออก ระเบียบเบิกจ่ายได้เองเหมือนกับ กทม. จะทำให้การทำงานระหว่างท้องถิ่นกับท้องถิ่น และส่วนราชการที่มีภารกิจร่วมกันในการปฏิบัติหน้าที่ได้เกิดความถูกต้องและชัดเจน เป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการกระจายอำนาจจะดำเนินการ
เรื่องที่ ๓ ขอให้การจัดทำงบประมาณของรัฐบาลในปัจจุบันที่กำลังจะทำนี้ ได้ให้ทุกพรรคมีส่วนร่วมนำเสนอนโยบายที่เกิดกับประชาชนได้ครบถ้วน และขอให้พิจารณา สนับสนุนงบประมาณในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดความเพียงพอ และสอดคล้องกับภารกิจที่จะบริการสาธารณะให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ สำนักงบประมาณและคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาต่อไป จึงฝากเรียนท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เกิดประโยชน์กับการทำงานกับพี่น้องประชาชนต่อไปด้วย ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือต่อที่ประชุมแห่งนี้ ๒ เรื่อง ที่จะบอกท่านประธานผ่านไปยังฝ่ายบริหาร
เรื่องแรก ก็คือเรื่องการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ขณะนี้สืบเนื่องจากมีนโยบาย ของสำนักงานเขตการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ ทั่วประเทศประมาณ ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบ ต่อชุมชน แล้วก็พี่น้องประชาชนที่มีโรงเรียนขนาดเล็กเป็นที่ตั้งอยู่ ในเรื่องนี้ผมไม่อยากให้ พิจารณาเฉพาะในเรื่องของจำนวนนักเรียนอย่างเดียว อยากให้คำนึงถึงองค์ประกอบ อย่างอื่น ๆ และขอให้ขั้นพื้นฐานนั้นได้พิจารณาด้วยความรอบคอบ ถ้าไม่จำเป็นแล้วอย่ายุบ โรงเรียนขนาดเล็กเลยครับท่านประธาน ที่สำคัญก็คืออยากให้ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ สอบถามไปยังพี่น้องประชาชนก่อนว่า เหตุและผลในการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนั้นเป็นอย่างไร อย่ามองว่าชาวบ้านนั้นเขาไม่อยากให้ยุบอย่างเดียวนะครับ นั่นเป็นเรื่องที่ ๑ ฝากประธาน ผ่านไปยังกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่องที่ ๒ การขยายเขตการจ่ายน้ำประปาส่วนภูมิภาคในเขตพื้นที่อำเภอสีคิ้ว ผมเองได้รับการร้องเรียนจากราษฎรในเขตบ้านหนองสลักได บ้านใหม่ กม. ๙ ตำบลกุดน้อย อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และบ้านหัน ตำบลบ้านหัน อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ว่าเดือดร้อนไม่มีน้ำใช้ในครัวเรือน อยากจะให้การประปาส่วนภูมิภาคได้ขยายเขตการจ่าย น้ำประปาไปยังหมู่บ้านดังกล่าวนะครับ เนื่องจากทั้ง ๒ หมู่บ้านนั้นเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ และวันนี้น้ำใช้ในครัวเรือนหมดแล้วท่านประธานครับ อยากขอความกรุณาท่านประธาน ได้ประสานงานโดยเร็วไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับพี่น้องประชาชน ขอกราบขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปรีดา บุญเพลิง เชิญครับ ท่านปรีดาอยู่ไหมครับ
(นายปรีดา บุญเพลิง ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ข้อหารือของท่านสมาชิกที่ได้ยื่นความจำนงเอาไว้ก็ถือว่าได้หารือกันครบนะครับ
จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๙ คน
ขณะนี้ มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าร่วมประชุมจำนวน ๔๒๐ ท่านถือว่าครบองค์ประชุม ผมขออนุญาต เปิดประชุมแล้วก็ขอดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปเลยนะครับ มีท่านสมาชิก ขอหารือใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๗ ผมไม่ได้หารือท่านประธาน แต่ผมมีข้อซักถามท่านประธานครับ เนื่องจากว่าเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคมที่ผ่านมา ผมก็มาใช้สิทธิ ที่สภาแห่งนี้นะครับ แล้วก็ลงมติกดทุกครั้งท่านประธานครับ แต่ปรากฏว่าไปเช็ก (Check) ชื่อมาแล้วไม่มีชื่อผมเลยที่มาลงหรือมารายงานอะไรต่าง ๆ เลย ผมก็เลยเกิดความสงสัยว่า มันเกิดขัดข้องจากอะไร แล้วพรรคเพื่อไทยไม่ใช่ผมคนเดียว เกือบ ๓๐ ท่าน คุณนิรมิต สุจารี ก็เหมือนผม ผมอยากให้ประธานลองรีบหาวิธีการแก้ไขโดยด่วน ฝากท่านประธาน นี่ผมฝาก ท่านประธานด้วยความรัก ด้วยความเคารพต้องฝากกันก่อน ยังไม่ตำหนิติติงกันแน่นอน เราต้องฝากกันก่อน อย่างไรเราก็เคยอยู่ด้วยกัน
รับปาก
รับปากนะครับรอบหน้าขอให้พร้อม ให้เรียบร้อยด้วยครับท่านประธานครับ เดี๋ยวผมเสียหาย ทางพรรคเรียกไปสอบสวน หาว่าทำไมไม่มาลงมติ ยุ่งตายเลยครับ
ทราบแล้วครับ ท่านครับ เนื่องจากว่าห้องประชุมแห่งนี้เราก็ทราบกันทุกท่านว่าเราเพิ่งเปิดใช้ใหม่ ๆ ฉะนั้น ข้อบกพร่องมันอาจจะมีอยู่บ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อท่านได้หารืออย่างนี้แล้ว แจ้งให้ทราบอย่างนี้ผมจะมอบหมายสั่งการให้ฝ่ายเลขานุการและสำนักการประชุมได้มีการ ตรวจสอบ แล้วจะแจ้งให้ท่านทราบอีกทีหนึ่งว่ามันมีข้อบกพร่องอย่างไร รับรองครับ ผมรับปากแล้ว เชิญนั่งเลย
กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่าน จิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ขอหารือท่านประธานก่อนจะเข้ากระทู้สดเนื่องจากฝ่ายค้าน คณะกรรมการประสานงาน พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ประชุมหารือกัน ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาท่านประธานครับ เรื่องของการตั้ง กระทู้สด ถามท่านนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของการถวายสัตย์ฯ ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ท่านประธานชวน หลีกภัย ขออภัยที่เอ่ยท่านครับ ท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบอกว่า จริง ๆ แล้วไม่อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีหนีการประชุมสภา แต่ในขณะเดียวกันเมื่อสักครู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอีกเช่นเดียวกันครับว่า เรื่องนั้นอยู่ในขั้นตอน ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ พวกกระผมก็เลยอยากจะมีคำถามหารือ ผ่านท่านประธานนะครับว่า ตกลงจะเอาอย่างไร ขอให้เป็นแนวความคิดที่ชัดเจนครับ เพราะว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีเอ่ยอ้างนั้นอาจจะไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะว่าใน มาตรา ๒๓๑ พูดไว้ว่าถ้าเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ (๒) ท่านประธานที่เคารพครับ บอกว่าจะต้องส่งไปศาลปกครอง ผมเกรงว่ากระบวนการกว่าผู้ตรวจการแผ่นดินท่านจะตั้งองค์คณะพิจารณารับเรื่องนี้ กว่าจะส่งไปที่ศาลปกครองเพื่อพิจารณา ผมเกรงว่าจะไม่ทันกาล เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องประชาชนวันนี้ เรื่องความมั่นคง เรื่องความปลอดภัย เหตุการณ์ระเบิด การท่องเที่ยวก็ตกลง เมื่อวานนี้หอการค้าก็ออกมาบอกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประเทศไทยเรา เดือนกรกฎาคมก็ตกลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ ๑๘ ประชาชนก็ไม่อยากจะทำมาหากินอะไร มีแต่เก็บตังค์ไว้เฉย ๆ จึงอยากเรียนถามท่านประธานผู้ได้นั่งในบัลลังก์ของท่านประธานวันนี้ ได้โปรดวินิจฉัยว่า สรุปแล้วการถามกระทู้สดไป ถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่มาตอบ จะมีระยะเวลาเท่าไร และถ้าเกิดรอผู้ตรวจการแผ่นดินกว่าจะส่งศาลปกครองจะใช้เวลา มากโขอยู่ และถ้าเกิดการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ที่ท่านอาจจะออกมาในช่วงที่มีการประชุม คณะรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไร เดี๋ยวจะต้องไปกลับมติของคณะรัฐมนตรีอีกหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นเรื่องของท่านนายกรัฐมนตรีเพียงท่านเดียว ท่านก็ไปฝากไว้ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน เดี๋ยวก็ต้องต่อเนื่องไปศาลปกครองอีก เนื่องจาก ฝ่ายค้านก็เห็นว่าถ้าเกิดทำอะไรให้เสร็จแล้ว เราจะได้ดำเนินการต่อ จึงขอเรียนท่านประธาน เพื่อโปรดวินิจฉัยครับ
ขออนุญาต เรียนท่านจิรายุและสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบว่า กระทู้ถามสดเป็นกระทู้ที่ยื่น ณ วันนี้ เวลานี้ ฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง บางครั้งบางครา ท่านมีภารกิจที่มีกำหนดงานล่วงหน้าที่มีความจำเป็นเอาไว้แล้ว ท่านก็ไม่สามารถที่จะมา ตอบได้ ผมเองซึ่งเป็นผู้พิจารณาเรื่องกระทู้มาโดยตลอดก็เข้าใจว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็ได้พยายามที่จะยื่นกระทู้สดถามในเรื่องนี้นะครับ แต่เมื่อได้รับคำตอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านติดภารกิจไม่สามารถที่จะมาตอบกระทู้ได้ เราก็แจ้งให้ท่านสมาชิก ได้รับทราบ ผมยังไม่อยากจะให้สรุปว่าท่านนายกรัฐมนตรีหนีการตอบกระทู้หรือไม่ อย่างไร เราก็พยายามเข้าใจว่าท่านก็มีภารกิจมากมาย อันนี้ผมไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน เราก็ทำหน้าที่ ของพวกเราต่อไปนะครับ ขอบคุณท่านจิรายุนะครับ เดี๋ยวอย่างไรในโอกาสต่อไปผมก็เชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะมาตอบหรือไม่ก็จะต้องมอบหมายให้รัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตอบต่อไป เราได้หารืออย่างนี้ผมก็เชื่อว่าท่านก็คงจะได้รับทราบแล้ว
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานที่หาทางออกให้กับรัฐสภาซึ่งมาจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับ จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องประชาชนแล้วละ ท่านก็พูดอยู่เสมอ ว่าท่านมาโดยพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านได้กรุณามองรัฐสภาเป็นที่ แก้ไขปัญหาครับ เราพูดกันในรัฐสภาก็จะแก้ไขปัญหาได้ แต่ประเด็นก็คือว่ากระทู้สด ท่านประธานครับ ผมไม่รู้ว่าวิธีการจะต้องทำอย่างไร เวลาที่เราจะยื่นกระทู้สดก็คือวันนี้ ๐๘.๓๐ นาฬิกา กว่าจะบรรจุ กว่าจะสอบถามไปยังรัฐมนตรี หลายท่านก็มีหมายล่วงหน้า ของท่านกันอยู่แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ท่านประธานครับ ท่านปรับเวลาเป็นก่อนสัก ๑ วัน เช่น เมื่อวานนี้ก่อนสี่โมงเย็น จะได้บอกท่านรัฐมนตรีตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ท่านจะได้เตรียม ภารกิจและบ่ายมาตอบกระทู้ในสภา
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ เราควรมีเงื่อนไขหรือไม่ว่าเรื่องสำคัญ ระดับชาติซึ่งมันเกี่ยวพันทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของท่านนายกรัฐมนตรี และถ้าเกิดศาลปกครองมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นคุณต่อท่าน นายกรัฐมนตรีก็หมายความว่านโยบายต่าง ๆ ที่ท่านจะอนุมัติสามารถผ่านไปได้ ท่านประธานครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาประชุมคณะรัฐมนตรีแทบจะไม่มีวาระสำคัญที่เกี่ยวเนื่อง กับการทำเรื่องของเศรษฐกิจเลยครับ ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็เกร็ง ๆ กลัว ๆ กล้า ๆ จึงขอให้ ท่านประธานได้พิจารณาครับ ๑. ๓ ครั้งถ้าทำจดหมายกระทู้ถามสดแล้วรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีไม่มาตอบ ประธานจะทำอย่างไร ๒. เรายื่นก่อนได้ ๑ วันหรือไม่ ไม่ใช่ว่า ๘ โมงครึ่ง ไปบอกตอน ๑๐ โมง ท่านนายกรัฐมนตรีมีภารกิจ รัฐมนตรีมีภารกิจ ก็ส่งคนที่ เข้าเวรรอแล้วก็มาตอบในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ อย่างนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ครับ เรียนปรึกษาท่านประธานครับ
ขอบคุณ ท่านจิรายุที่ได้เสนอแนะนะครับ แต่ก็อยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกได้ทราบว่ากระทู้สดนั้น เป็นกระทู้ที่จะต้องถามกันในวันที่จะมีการประชุมนะครับ แม้แต่การแจ้งให้ทางฝ่ายรัฐบาล ได้ทราบก็แจ้งเพียงแค่ว่ามีหัวข้อกระทู้ถามเรื่องอะไรเท่านั้นนะครับ ในรายละเอียด ไม่สามารถที่จะไปแจ้งให้ทางฝ่ายบริหารทราบล่วงหน้าได้ ถ้าไปแจ้งล่วงหน้าก็ถือว่าไม่ใช่ กระทู้สดครับ ฉะนั้นทางท่านประธานและตัวกระผมเองเราก็ได้ยึดระเบียบข้อบังคับนะครับ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านจิรายุได้เสนอแนะเป็นเรื่องที่ดีนะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ได้นำไปบรรจุ ในข้อบังคับการประชุมที่กำลังพิจารณากันอยู่ ก็เขียนให้ชัดเจนเลยว่าถ้าหากกระทู้สดยื่นถาม มาแล้ว ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ถ้าทางฝ่ายรัฐบาลไม่มาตอบจะต้องมีผลอย่างไรก็เขียนมาให้ชัดเจน เพราะทางฝ่ายประธานไม่อาจที่จะไปกระทำการใดนอกเหนือข้อบังคับได้นะครับท่าน ขออนุญาตนะครับ ข้อหารือนี้พอสมควรแล้วนะครับ ท่านจิรายุครับ พอที่จะเข้าใจ เชิญท่านปิยบุตรครับ
ท่านประธานนิดเดียวครับ สั้น ๆ นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ
เชิญครับ
สุดท้ายครับ เป็นการฝาก ความเห็นไว้นะครับ คือพวกผมทำงานในคณะทำงานร่วมฝ่ายค้าน วิป (Whip) ฝ่ายค้าน พยายามจะให้บ้านเมืองมันขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ไม่ใช่เป็นฝ่ายค้านแล้วค้านตะบี้ตะบัน บางเรื่องที่มันเป็นเรื่องกฎหมายเราก็ต้องทำให้มันถูกต้องตามกฎหมาย ท่านประธานครับ สัปดาห์หน้าฝ่ายค้านจะถามเรื่องการถวายสัตย์ฯ ของท่านนายกรัฐมนตรี และเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อเหตุระเบิด นี่บอกโจทย์ล่วงหน้าเลยครับ ท่านจะได้เตรียมตัว ตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตบอกไว้ล่วงหน้าเลยครับ ผมจะถามแบบนี้อีก ในสัปดาห์หน้า ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านปิยบุตรครับ เชิญครับ เอาสั้น ๆ นะครับ ท่านปิยบุตร เผื่อเราจะได้เข้าสู่ระเบียบวาระ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ ขอใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้สั้น ๆ ในฐานะที่เป็นสมาชิกที่ตั้งกระทู้สด มีความพยายามจะตั้ง กระทู้สดถามประเด็นนี้ไป ๒ ครั้ง ๒ คราแล้วนะครับ แล้วก็บังเอิญว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ว่างที่จะมาตอบนะครับ ผมขออนุญาตเรื่องนี้ก่อนนะครับ ในข้อบังคับนี่นะครับ ทุกวันนี้ เราใช้ข้อบังคับในปี ๒๕๕๑ อยู่ ในข้อ ๑๔๗ เขียนเอาไว้ว่า นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ ถูกตั้งกระทู้ถามต้องเข้าร่วมประชุมสภาเพื่อตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ทำให้ไม่อาจตอบกระทู้ แต่ต้องแจ้งเหตุจำเป็นนั้น เป็นหนังสือต่อประธานสภาก่อนหรือในวันประชุมสภา และให้กำหนดว่าจะตอบได้เมื่อใด นี่คือข้อ ๑๔๗ และในร่างข้อบังคับซึ่งเดี๋ยวสภาแห่งนี้จะพิจารณากันต่อก็ล้อกันตามมา ตอนนี้ย้ายไปอยู่ข้อ ๑๕๑ ดังนั้นก็จึงหมายความว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะติดภารกิจ จริง ๆ มาตอบไม่ได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นต่อท่านประธาน และอย่างน้อยสมาชิกก็ควรจะได้รับทราบ และที่สำคัญคือท่านจำเป็นจะต้องระบุด้วยว่า ท่านจะมาตอบได้เมื่อใด พวกเราจะได้ทราบว่าต่อไปนี้จะยื่นได้เมื่อไร แน่นอนที่สุดกระทู้สด ที่ผมตั้งไปในท้ายที่สุดผมก็ไม่ได้ยื่นเข้าไป เพราะทราบดีว่าท่านไม่ได้มา ก็เลยเป็นการพูดคุยกัน กับท่านประธานเป็นการส่วนตัวว่า ถ้าอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เสียสิทธิของพรรคฝ่ายค้าน ผมถอนก่อน ผมก็จะตั้งกระทู้ต่อไปจนกว่าท่านจะมาตอบ ผมเรียนตรงนี้นิดเดียวครับ เพื่อให้ที่ประชุมนี้รับทราบร่วมกัน ถ้าท่านจำกันได้ในวันที่แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมเองเป็นคนที่เริ่มตั้งข้อหารือเรื่องนี้ก่อน เพราะเรา เห็นความสำคัญของเรื่องนี้จริง ๆ ว่าในท้ายที่สุดแล้วอยากจะให้คณะรัฐมนตรีได้ปฏิบัติหน้าที่ โดยสมบูรณ์นะครับ ก็เลยเอาประเด็นนี้ตั้งขึ้นมาก่อน เพื่อจะถามท่านนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมวันนั้นว่าตกลงแล้วท่านได้กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ถ้าหากวันนั้นท่านตอบมาว่าท่านไม่ครบ จะได้หาทางแก้กัน เรื่องก็จะไม่ยุ่งอีรุงตุงนัง จนมาถึงตอนนี้ครับ ถ้าวันนั้นท่านยืนยันตอบว่าไม่ครบ โอเค (OK) เราจะได้หยุดการแถลง นโยบายหรือไม่ แล้วไปหาวิถีทางแก้ไข เสร็จแล้วจนสมบูรณ์แบบก็กลับมาแถลงนโยบาย ทีนี้พอเริ่มต้นไปแล้วมันก็เลยเกิดปัญหา ผมเรียนด้วยความปรารถนาดี ถ้าผมคิดไม่ประสงค์ดี ต่อท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่ถามตั้งแต่วันแรกครับ ผมพยายามถามตั้งแต่วันแรกตลอด แล้วพยายามถามทุกครั้ง เพราะเรื่องนี้มันสำคัญในทางรัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้วก็อยากจะ แก้ไขปัญหาด้วยกัน ถ้าหากเราคิดว่าต้องการล้มนายกรัฐมนตรี ป่านนี้เราเปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจไปแล้วครับ นี่ทุกวันนี้ยังใช้ช่องกระทู้ถาม เพราะอยากให้สภาแห่งนี้ร่วมกันทำงาน
ขอบคุณ ท่านปิยบุตรนะครับ พอจะเข้าใจ
ขออนุญาตฝาก ท่านประธานฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีให้คิดคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยนะครับ จะได้แก้ปัญหาให้สภา กับนายกรัฐมนตรีเดินหน้าด้วยกันครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ผมก็เชื่อว่าท่านสมาชิกทุกท่านต่างก็หวังดีกับชาติบ้านเมืองกันทั้งนั้นนะครับ ต่างฝ่ายต่างก็ ทำหน้าที่ ผมก็เชื่อว่าต่อไปเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าจะกระจ่างต่อไปนะครับ ต่อไปเข้าสู่ ระเบียบวาระกระทู้ถามนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม
๑.๑ กระทู้ถามสด วันนี้มี ๓ กระทู้ด้วยกันนะครับ
๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๐๐๔ ส. เรื่อง บทบาทของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในเรื่องข้าราชการกลาโหมกับการเมือง (พลโท พงศกร รอดชมภู เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ด้วยได้รับการประสานงานการเมืองของกระทรวงกลาโหมแจ้งว่า กระทู้ถาม เรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านติดภารกิจ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่าน พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนนะครับ
ขอเรียนเชิญท่าน พลโท พงศกร รอดชมภู เรียนถามกระทู้ถามสด และในขณะเดียวกันก็ขอเรียนเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีผู้ที่ได้รับมอบหมายเตรียมตอบนะครับ เชิญท่านพงศกรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลโท พงศกร รอดชมภู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหม ในเรื่องบทบาทของผู้บัญชาการเหล่าทัพของข้าราชการกลาโหมกับ การเมือง เราได้ทราบอยู่ตลอดเวลานะครับว่ามีการให้ความเห็นทางการเมืองจาก ผู้บัญชาการเหล่าทัพตามระยะเวลานะครับ ถ้าเป็นในช่วงเวลาที่ผ่านมาในรัฐบาลก่อน เราก็ทราบดีว่าเป็นช่วงเวลาที่ผิดปกติ อันนั้น เราเข้าใจได้ แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการให้ความเห็นทางการเมืองอยู่ ก็เลยมีความจำเป็นครับ ที่ผมต้องขออนุญาตตั้งกระทู้ถามเพื่อที่จะได้มีการทบทวนเรื่องนี้กันใหม่ ผมขอทบทวน ใน ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ
ประเด็นแรก ก็คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้ข่าวและบริการ ข่าวสารของทางราชการ พุทธศักราช ๒๕๒๙ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๓ และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยข้าราชการกระทรวงกลาโหมกับการเมืองนะครับ ประเด็นที่อยากจะเรียนถามในประเด็นแรก ก็คือในมาตรา ๑๒ ทวิ แห่งระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ชัดเจนว่า ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งลูกจ้างของ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายในการให้ความเห็น ทางการเมือง แล้วก็สามารถใช้ความเห็นทางการเมืองได้โดยที่ให้ความเห็นเฉพาะเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนเท่านั้นนะครับ ดังนั้นในคำถามข้อที่ ๑ ขออนุญาตเรียน ถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมนะครับว่า การให้ข่าวสารของผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลานี้เป็นการให้ข่าวสารที่อยู่ใน อำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการเหล่าทัพเท่านั้นหรือไม่ครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่าน พลเอก ชัยชาญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับมอบหมาย จากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้มาตอบกระทู้ถาม เรื่องบทบาทของผู้บัญชาการ เหล่าทัพในเรื่องข้าราชการกลาโหมกับการเมือง
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อประเด็นคำถามข้อที่ ๑ ว่าการให้ ข่าวสารของผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นการให้ข่าวสารได้สอดคล้องกับระเบียบที่เกี่ยวข้อง อย่างไร ก่อนที่จะพูดถึงระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเพื่อรับทราบในข้างต้นอย่างนี้นะครับว่า กระทรวงกลาโหม ได้ดำเนินการในบทบาทอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ ซึ่งกำหนดให้กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ ซึ่งข้าราชการกลาโหมทุกนาย จะต้องยึดถือปฏิบัติก็คือ การพิทักษ์รักษาเอกราชความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรจาก ภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในราชอาณาจักร แล้วก็พิทักษ์ผลประโยชน์แห่งชาติและ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากภารกิจที่ได้รับ มอบหมายต่าง ๆ นั้นก็เป็นเรื่องของกองทัพ ผมจะพูดถึงกองทัพ หน้าที่สำคัญของกองทัพ กองทัพก็มีหน้าที่ในการเตรียมกำลังให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบ เพื่อที่จะ สามารถป้องกันมิให้เกิดภัยคุกคามหรือสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคง ผมขออนุญาต เรียนว่า ในประเด็นเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์นั้นมาเป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านประธานคงทราบนะครับว่า บทเรียนในอดีตที่ผ่านมา หากมีสถานการณ์ความขัดแย้งแล้วอยากจะยับยั้งหรือควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น ถ้าไม่สามารถที่จะทำให้ยุติได้โดยเร็วนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติในวงกว้าง นั่นหมายความรวมถึงว่า ถ้าประเทศไม่มีความมั่นคงแล้ว พื้นฐานที่จะพัฒนาอื่น ๆ นั้น ก็จะกระทบไปด้วย ในส่วนอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ก็มีหน้าที่ในการ บังคับบัญชาหน่วยงานในความรับผิดชอบ เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามภาระหน้าที่ที่ผมกล่าวแล้ว ข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายรวมถึงการดำเนินการด้านต่าง ๆ ที่จะให้มีความพร้อม ในการรองรับภัยคุกคาม
ต่อประเด็นคำถามเรื่องการดำเนินการในเรื่องของระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยข้าราชการการเมือง พ.ศ. ๒๔๙๙ นั้น
ขออนุญาตท่านประธานครับ ยังไม่ได้ถามครับ
ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าท่านผู้ถามกับผู้ตอบต่างก็มีเวลาของตนเองไป ๑๐ นาทีอยู่แล้วครับ ก็สุดแล้วแต่ ท่านรัฐมนตรีท่านนั้นจะตอบ เชิญครับท่านรัฐมนตรีต่อเลยครับ
ท่านจะให้ผมถามก่อน หรือไม่ครับ
เชิญครับ
ในเรื่องที่ ๒ ก็คือ ที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวถึงก็คือ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม พุทธศักราช ๒๔๙๙ ในมาตรา ๗ บอกไว้ว่า จะต้องวางตัวเป็นกลาง แล้วก็จะต้องไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามในมาตรา ๘ (๘) ซึ่งก็พูดเป็น ภาษาที่เข้าใจง่ายก็คือไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมือง ในเรื่องการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือว่าการต่อต้านก็ตามนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจะต้องไม่ให้มีความเห็นผ่านสื่อไปยังประชาชน อันมีข้อความที่เป็นลักษณะทางการเมือง หรือสนับสนุนพรรคการเมืองใด ๆ ดังนั้น การนำเสนอผ่านสื่อและไปถึงประชาชนในลักษณะทางการเมืองนั้นจะเป็นการขัดข้อบังคับ มาตรา ๘ (๘) ตามข้อนี้นะครับ ดังนั้นจึงกราบเรียนถามว่า การให้ข่าวสารหรือการให้ ความเห็นทางการเมืองของผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ผ่านมาในช่วงเวลา ไม่อาจจะถือว่า ในช่วงเวลานี้ก็ได้นะครับ เป็นการให้ความเห็นที่ขัดต่อข้อบังคับกระทรวงกลาโหมฉบับนี้ หรือไม่ครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ประเด็นนี้ที่ผมเรียนข้างต้น แล้วว่าผมกล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของเหล่าทัพ อำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในเรื่อง ของการให้ข่าวสาร ในเรื่องของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยข้าราชการกลาโหม กับการเมืองนั้น ในมาตราที่ท่านกล่าวถึงขออนุญาตเรียนข้างต้นก่อนว่า ในระเบียบ กระทรวงกลาโหมฉบับนี้เป็นแนวทางปฏิบัติของข้าราชการกลาโหม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ ในเรื่องสำคัญ ๒ เรื่องหลัก ๆ ก็คือในเรื่องของการเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองกับการ สนับสนุนในเรื่องของผู้ที่จะสมัครในเรื่องของนักการเมือง ผมได้ดูในระเบียบข้อบังคับ ซึ่งมีทั้งหมด ๘ ข้อ ตามที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้กล่าวถึงนั้น ในปัจจุบันนี้ในการให้ข่าวสารต่าง ๆ ของผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ดี ก็คงเป็นไปตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการให้ข่าว และการบริการข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๓๐ ในข้อ ๕ ซึ่งได้มอบอำนาจให้ ผู้บัญชาการเหล่าทัพนั้นสามารถให้ข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย การปฏิบัติงานประจำ ของกระทรวงกลาโหม นั่นหมายความถึงการให้ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ ของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เพราะฉะนั้น ท่านก็อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ที่ท่านสามารถที่จะให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อห่วงใย ไปสู่พี่น้องประชาชนได้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างไร เพื่อสร้าง ความตระหนักรู้ ความเข้าใจ ให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ทั้งภาคเอกชน บูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการสร้าง ความตระหนักรู้และให้ร่วมมือกันในการที่จะทำให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย มีความมั่นคง กล่าวโดยสรุปแล้วในการดำเนินการนั้นดูใน ๘ ข้อ ของระเบียบ กระทรวงกลาโหมแล้ว ท่านผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ยังดำเนินการอยู่ในกรอบของระเบียบ กระทรวงกลาโหมครับ
ท่าน พลโท พงศกร สามารถถามได้อีก ๑ คำถาม เชิญครับ
ในเรื่องที่ ๓ ก็ขออนุญาต สอบถามในเชิงเสนอแนะนะครับ ในประเทศฝั่งตะวันตกหรือประเทศฝั่งตะวันออกก็ดี ทหารจะไม่มีการให้ความเห็นทางการเมือง อันนี้เป็นที่ทราบดี เป็นเรื่องปกติสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในเครือจักรภพจะให้ความเห็นทางการเมือง หรือแม้แต่ทาง การทหารก็ตามจะต้องพ้นจากหน้าที่ไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ ปี ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทหารเป็นทหารอาชีพ ไม่มีอิทธิพลทางการเมือง เพราะว่าเหล่าทัพหรือกองทัพเป็นผู้ถืออาวุธ เมื่อเป็น ผู้ถืออาวุธนั้นย่อมมีอำนาจเหนือกว่าพรรคการเมือง เหนือกว่าประชาชนทั่วไป ดังนั้น จึงจะต้องมีระเบียบและวิธีการต่าง ๆ ที่จะต้องรัดกุม แล้วก็อยู่ในที่ในทางที่ไม่ส่งผลให้ ประชาชนเกิดความรู้สึกหวาดระแวง หรือมีความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นก็ขอ คำถามในเชิงเสนอแนะว่า ทางกระทรวงกลาโหมมีแนวความคิดที่จะให้มีการปรับแนวทาง แบบนี้เช่นเดียวกับกองทัพในประเทศตะวันตก หรือแม้แต่ทางประเทศรัสเซีย ประเทศจีน ก็ตาม ให้เป็นสากลหรือไม่ อย่างไรครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ขออนุญาต ตอบคำถามประเด็นนี้
คำถามที่ ๑ ในข้อแรกที่จะตอบก็คือว่า ขออนุญาตเรียนว่า ในแต่ละกองทัพ ในแต่ละการดำเนินการของแต่ละกองทัพ แต่ละประเทศนั้นคงมีความแตกต่างกัน ทั้งภารกิจ ที่รับผิดชอบหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายสูงสุดของแต่ละประเทศ สำหรับกองทัพไทยนั้น ก็กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่ากองทัพไทยมีบทบาทหน้าที่อย่างไร ซึ่งจะแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ อย่างกองทัพไทยมีหน้าที่ในการช่วยเหลือในเรื่องของการพัฒนาประเทศด้วย ในส่วนของ ข้อเสนอแนะของท่าน ผมขออนุญาตเรียนว่าในแนวทางที่จะสร้างสรรค์กองทัพให้เป็น มาตรฐานสากลนั้น เราได้กำหนดแนวทางหลัก ๆ ไว้ ๒-๓ ประการ ดังนี้
ประการแรก ก็คือกองทัพจะสนับสนุนรัฐบาลในการทำงานตามหน้าที่ ที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพเป็นเครื่องมือ เป็นกลไก เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการที่จะพัฒนาประเทศ และการที่จะดูแลภัยคุกคามด้านความมั่นคง สนับสนุน การดำเนินการของรัฐบาลในทุกมิติ
ประการที่ ๒ กองทัพจะได้กำหนดระเบียบ ข้อบังคับ ที่ดำเนินการมานั้น ก็ได้มีการปรับระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ นั้น ให้ข้าราชการในกระทรวงกลาโหมได้ยึดถือปฏิบัติ เป็นกรอบการดำเนินการอย่างเคร่งครัด ซึ่งท่านคงทราบดีนะครับว่าในระเบียบ ข้อบังคับ กระทรวงกลาโหมนั้น บางข้อบังคับนั้นก็ใช้ในสถานการณ์ในอดีตที่ผ่านมาค่อนข้างยาวนาน ก็จะมีการปรับระเบียบ ข้อบังคับ ให้สามารถที่จะใช้บังคับในสถานการณ์ในปัจจุบันได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ
ประการที่ ๓ สำคัญนั้นคือว่ากองทัพก็จะปลูกฝังอุดมการณ์ทหารให้ปฏิบัติ หน้าที่เพื่อสถาบันหลักของชาติและประชาชนได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ขออนุญาต ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ก็ต้องขอขอบคุณ ทั้งผู้ถามและผู้ตอบนะครับ การถามกระทู้ของท่าน พลโท พงศกร รอดชมภู ผมถือว่า เป็นแบบอย่างอันดียิ่งในการถามกระทู้ เพราะว่าเกริ่นนำพอเข้าใจ แล้วก็เข้าสู่ประเด็นคำถาม ฉะนั้นก็ช่วยประหยัดเวลาของสภาไปได้มากทีเดียว ต้องขอบคุณท่าน พลโท พงศกรนะครับ และในขณะเดียวกันก็กราบขอบคุณ พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ที่เป็นตัวแทนท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติกับสภาเรามาตอบกระทู้กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ของพวกเรา ขอกราบขอบพระคุณนะครับ ท่านสมาชิกครับ เข้าสู่ระเบียบวาระกระทู้ถามสด ข้อ ๑.๑.๒ นะครับ
๑.๑.๒ กระทู้ถามที่ ๐๐๕ ส. เรื่อง ความโปร่งใสในการอนุมัติผังการใช้ ประโยชน์ที่ดิน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม) ถามท่านนายกรัฐมนตรี
ด้วยได้รับการประสานงานทางการเมืองของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคือ ท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน
ขอเชิญท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ แล้วก็ขอกราบเรียนเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมาย เชิญท่านจิรัฏฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่น ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่สละเวลามาตอบกระทู้ของผมในวันนี้ กระทู้ของผมเป็นเรื่องของโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือว่า อีอีซี (EEC) แต่ก่อน จะเข้าคำถาม ผมขออนุญาตที่จะออกตัวว่าทั้งผมเองและพรรคอนาคตใหม่ทุกท่าน พวกเรา ไม่ได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการพัฒนาความเจริญของประเทศ พวกเราไม่ได้มีเจตนาจะไป ขัดขวางโครงการที่อาจจะนำมาซึ่งประโยชน์ของประชาชน แต่ว่าสาเหตุที่ต้องตั้งกระทู้ ในวันนี้เพราะว่า วันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมาซึ่งได้มีการอนุมัติผังเมืองหรือว่าผังการใช้ประโยชน์ ที่ดินในพื้นที่ อีอีซี (EEC) ที่มีนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน และกรรมการก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ หลาย ๆ กระทรวงนะครับ ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็ยังมีข้อสงสัยเคลือบแคลงมากมายจากประชาชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ซึ่งเป็นที่มาของ คำถามของผมในวันนี้ ท่านประธานครับ
เรื่องแรก เป็นเรื่องของการจัดทำผังเมืองครับ ว่าการจัดทำผังเมืองนี้เป็นไป ตามหลักการจัดทำผังเมืองหรือไม่ ผมขอยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย พื้นที่ที่เป็นพื้นที่เกษตรชั้นดี ซึ่งเป็นข้อมูลจากทาง กรมโยธาธิการและผังเมืองเอง การทำผังเมืองตาม พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ระบุว่าให้เสร็จแล้วภายใน ๑ ปีเท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน วันที่อนุมัติก็น่าจะเกิน ๑ ปีไปแล้ว ผมก็ยังไม่ทราบว่าจะมีบทลงโทษอะไร เพราะว่าไม่ได้ระบุไว้ ใน พ.ร.บ. ปกติแล้วการจัดทำผังเมืองจะต้องจ้างที่ปรึกษามาเป็นที่ปรึกษาที่จะเข้ามาจัดทำ ผังเมือง โดยมีการแบ่งจ่ายเป็น ๕ ระยะ จากแหล่งข่าวที่ผมทราบมาค่อนข้างเชื่อถือได้ว่า มีการเร่งรัดในการอนุมัติระยะที่ ๓ ระยะที่ ๔ และระยะที่ ๕ อยากให้ท่านตอบว่าเป็นจริง หรือไม่ และการจัดทำผังเมืองที่โครงการใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งเป็นผังเมืองที่ในความเป็นจริงแล้ว เท่ากับผังเมืองรวม ๓๐ ผังเมืองรวมกัน มันเป็นไปได้อย่างไรที่จะถูกหลักผังเมือง คำถามแรก ผมจบเท่านี้ท่านประธานครับ
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขออนุญาตเรียนตอบข้อซักถาม กระทู้ดังนี้ ก่อนที่จะไปเรื่องของการดำเนินการเป็นอย่างไร ผมก็อยากเรียนให้ทราบถึงโอกาส ของเราในการทำพื้นที่เศรษฐกิจทางภาคตะวันออก โดยภาพรวมก็คือว่าโครงสร้างเศรษฐกิจ ของประเทศเรานั้น ทุกท่านทราบดีว่าอยู่ในเรื่องของการเกษตร ประชาชนเกือบครึ่งประเทศ เราทำเรื่องของการเกษตรอยู่ อย่างไรก็ตามผลิตผลการเกษตรของเราทุกตัวจะมีปัญหา เรื่องการตลาดทั้งสิ้น สิ่งสำคัญก็คือว่าเราได้มูลค่าเพิ่ม คือประชาชนที่ทำเกษตรสามารถ ทำเงินได้น้อยมาก เรายังมีศักยภาพอื่น ๆ อีกที่เราคิดว่าเราน่าจะใช้โอกาส หรือว่าหาโอกาส ที่เราจะต้องพัฒนา ก็คือประชาชนส่วนหนึ่งของเราน่าจะมีความสามารถในเรื่องการผลิต มีความสามารถในเรื่องอินโนเวชัน (Innovation) หรือนวัตกรรม ขออนุญาตใช้ศัพท์ อินเทรนด์ (Intrend) มันมีเรื่องนวัตกรรมการค้นคว้าวิจัย ซึ่งในบางส่วนก็จะเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการเกษตร เช่นเกษตรอุตสาหกรรม ในบางเรื่องอาจจะเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสของประเทศเราที่จะสร้างเศรษฐกิจได้บ้าง ในส่วนนี้เป็นที่มาในการที่จะมี โครงการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก หรือที่เราเรียกกันว่า อีอีซี (EEC) การดำเนินการดังกล่าวนั้น ก็ไปใช้พื้นที่ที่เรามีศักยภาพอยู่เดิม คือการที่เราเรียก อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เดิม เป็นที่ที่พิจารณาและมีความพร้อมในการที่จะไปทำ ในตอนท้ายผมจะเรียนว่า แล้วผลกระทบที่ไปเกี่ยวข้องกับเกษตรเป็นอย่างไร ในการดำเนินการนั้น คำถามเรื่องของ การทำผังเมืองนั้น ก็เรียนว่าเป็นไปด้วยความโปร่งใส เจ้าหน้าที่ทุกคนนั้นไม่ได้มีส่วน เกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์ ทำไปตามหลักการ โดยการดำเนินการนั้น เราทำผังไปในขณะนี้ ที่ท่านเรียกว่า ผังการใช้ประโยชน์พื้นที่ ได้พิจารณาถึงข้อมูลในภาพรวมทั้งสิ้นของพื้นที่ ที่หน่วยงานต่าง ๆ จะไปดำเนินการวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ทั้งสิ้นว่าจะเป็นอย่างไร การขยายตัวของเมืองหรือพื้นที่ชุมชนเมืองของพี่น้องประชาชนทั้งปัจจุบันและอนาคต ทั้งหมดนั้นเอามาเป็นข้อมูลในการดำเนินการทั้งสิ้น โดยใช้หลักวิชาการผังเมือง และที่สำคัญ อย่างยิ่งก็คือการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ในการดำเนินการนั้น ถ้าดูในภาพรวมแล้ว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมนั้นในเรื่องพื้นที่ป่า พื้นที่ลุ่มน้ำชายทะเล แม่น้ำลำคลองสำคัญ รวมทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ได้รับผลกระทบจากการนำพื้นที่ไปใช้ในการพัฒนา เช่น อุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานทั้งสิ้น อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น ไม่ได้รับผลกระทบในส่วนนี้ หมายถึงว่าเราไม่ได้เอาพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะทำด้านการเกษตรให้พี่น้องประชาชน เรายังคง ประกอบอาชีพอยู่ เราไม่ได้ไปทำ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเรียนในรายละเอียดนะครับ สรุปว่า การดำเนินการนั้นได้ใช้หลักวิชาการดำเนินการ แล้วรับฟังความคิดเห็นพี่น้องประชาชน ตามหลักการทำผังเมือง ทำให้การพัฒนาเมืองและชุมชน และด้านของเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว มีการดำเนินการอย่างสอดคล้องกับพื้นที่ รวมทั้งโครงสร้าง พื้นฐานสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ให้มีการอนุรักษ์พื้นที่ด้วย กระผมขออนุญาตเรียนถึง จำนวนสิ่งที่น่าสนใจของเรื่องการไปพัฒนาพื้นที่โดยเรื่องของผังเมือง เรื่องแรก พื้นที่ทั้งหมด ที่ดำเนินการนั้นไม่ได้ไปใช้พื้นที่อนุรักษ์ เช่นป่า ไม่ได้ใช้นะครับ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ก็จะเป็นในส่วนของเกษตร แต่พื้นที่ดังกล่าวนั้นก็อยากจะเรียนว่าถ้าเราแยกทั้งหมด พื้นที่ เกษตรได้รับผลกระทบประมาณ ๘.๒๙ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดในพื้นที่ ในพื้นที่ ๘.๒๙ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นพื้นที่เมืองที่มีอยู่เดิมและเป็นพื้นที่เมืองที่จะขยายในอนาคต ประมาณ ๓.๓๗ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบ พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ๒.๙๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งหมดประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ คงเป็นพื้นที่ประมาณ ๑.๙๙ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบ กระผมอยากจะ เรียนภาพให้สภาผู้ทรงเกียรติได้ทราบว่า ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเรานั้น เราน่าจะได้ให้โอกาสกับพี่น้องประชาชนคนไทยที่ยังมีศักยภาพที่จะไปพัฒนาในส่วนนี้ ถ้าผมเรียนให้ฟังโดยง่าย ๆ ที่สุดก็คือว่าราษฎรไทยที่เกิดในอนาคตส่วนหนึ่งก็ยังคงทำเกษตร ซึ่งเราจะต้องไปพัฒนาเขา แต่อีกส่วนหนึ่งเราก็น่าจะให้เข้าไปอยู่ในการพัฒนา ด้านอุตสาหกรรม ถ้าเขามีความสามารถ เราจึงขอโอกาสนี้ เราใช้พื้นที่การเกษตร ที่ไม่เหมาะสมที่จะใช้ประมาณ ๑.๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้นเอาไปพัฒนาในเรื่องของ ด้านอุตสาหกรรมนะครับ ในการดำเนินงานนั้นเป็นไปตามที่กระผมได้เรียนให้ทราบแล้ว ก็คือว่าเราทำตามหลักกฎหมายทุกอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตามผังเมืองที่เราออกมานั้น เป็นแผนผังการใช้ประโยชน์พื้นที่ ในการดำเนินการขั้นต่อไปนั้นจะต้องไปทำผังเมืองรวม โดยตามกฎหมายผังเมืองอีกครั้งหนึ่งโดยเร็วที่สุดนะครับ นั่นคือเรื่องที่จะต้องดำเนินการ ต่อไป กระผมอยากขอขอบคุณท่านผู้ถามกรุณาได้เกริ่นว่า ก็ไม่ได้ขัดขวางแต่ขอทราบเหตุผล กระผมก็คงจะเรียนว่าการดำเนินการนั้นเป็นการออกผังการใช้ประโยชน์พื้นที่ โดยคำนึงถึง หลักผังเมือง โดยดูในภาพรวมทั้งสิ้นทั้งหมดแล้วเราไม่ได้ไปกระทบกระเทือนในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม พื้นที่แวดล้อม ไม่กระเทือนและเพิ่มขึ้น เช่น บริเวณริมแม่น้ำลำคลองใหญ่ ๆ เรากันพื้นที่ไม่ให้เข้าไปนะครับ ในพื้นที่ป่าเรากันพื้นที่ไม่ให้เข้าไปใกล้ ๑ กิโลเมตร การพัฒนา อีอีซี (EEC) ไม่ให้ใช้พื้นที่นี้นะครับ มีส่วนกระทบคือพื้นที่เกษตรซึ่งพอจะอธิบาย ให้เห็นชัด เช่น พื้นที่ปลูกมันบ้าง อะไรบ้างนะครับ ซึ่งในพื้นที่ส่วนนี้น่าจะมีศักยภาพที่ไป พัฒนาในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องอุตสาหกรรม หรืออินโนเวชัน (innovation) ได้นะครับ ขอโอกาสใช้พื้นที่ประมาณ ๑.๙๙ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรนั้นเอาไปสร้างอนาคตของ ประเทศชาติตามหลักกฎหมาย แล้วผังทั้งหมดจะต้องไปออกผังใหม่โดยเร็วที่สุด เป็นผังเมือง รวมนะครับจะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายผังเมืองอีกครั้งหนึ่ง ขออนุญาตเรียนตอบ ข้อชี้แจง
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีเหลือเวลาที่จะตอบอยู่อีก ๑ นาที กับ ๔๘ วินาที เชิญท่านจิรัฏฐ์นะครับ ท่านจิรัฏฐ์เหลือเวลาอีกเยอะจะแบ่งให้ท่านรัฐมนตรีหน่อยก็ดีนะครับ เพราะต้องจบภายใน ๒๐ นาที เชิญครับ
ผมอยากต่อคำถามท่านรัฐมนตรีว่า ถ้าผมจบคำถามทั้ง ๓ ข้อแล้ว ผมหวังว่าจะเข้าใจถึงเจตนาที่ผมแจ้งไปว่าไม่ได้ขัดขวาง เพราะว่าคำถามข้อที่ ๒ ของผมก็คือ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าใช้พื้นที่แค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ ๘ เปอร์เซ็นต์ ผมตีเหมาไปเลย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คำถามของผมก็คือ ทำไมอีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ถึงไม่ควรเป็นพื้นที่สีม่วง อีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จุดอื่น สมมุติว่า ชาวบ้านที่มีพื้นที่อยู่ตรงนี้ คำถามของเขาคือ ทำไมตรงของเขาไม่สีม่วงบ้าง ทำไมถึงไปสีม่วง ตรงที่เป็นของนายทุนอยู่แล้ว ท่านประธานครับ การอนุมัติผังครั้งนี้มีที่ดินที่เพิ่มขึ้นจาก สีเขียวเป็นสีม่วง ๑๖๕,๐๐๐ กว่าไร่ ๑๖๕,๐๐๐ กว่าไร่ที่ผมเชื่อท่านก็ทราบดีว่าเป็นพื้นที่ ของใคร แล้วพวกเขาถือครองพื้นที่ตรงนี้มานานแค่ไหน บางรายถือครองมาแค่ไม่ถึง ๖ เดือน บางรายถือครองมา ๕ ปี ๑๐ ปี ครั้งที่แล้วตอนแถลงนโยบายเราพูดถึงกระดุม ๕ เม็ด เราพูดถึงกระดุมเม็ดแรกซึ่งเป็นกระดุมที่สำคัญที่สุด นั่นคือพื้นที่ทำกิน แต่ผมรู้สึกว่านี่ เป็นการติดกระดุมให้กับเจ้าสัวนายทุนเหล่านี้มากกว่า ท่านประธานครับ ถ้าเกิดเราคิดง่าย ๆ ว่า ๑๖๕,๐๐๐ ไร่ ราคามูลค่าของที่ดินจะสูงขึ้นแค่ ๒ เท่า เท่ากับว่านายทุนเจ้าสัวพวกนี้ มีเงินเพิ่มขึ้นเท่าไร ผมว่าเราน่าจะตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ไม่ชัดเจนจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ ในความเป็นจริงซึ่งผมลงไปหาข้อมูลจากนายหน้า จากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ราคามูลค่า ที่ดินตรงนั้นหลังจากเปลี่ยนเป็นสีม่วง หลังจากเปลี่ยนไปเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ราคาเพิ่มขึ้น ๑๓-๑๕ เท่า ทำไมเราไปกำหนดพื้นที่สีม่วงให้ชาวบ้านไม่ได้ ทำไมต้องกำหนดพื้นที่สีม่วง ให้กับเจ้าสัวนายทุนเหล่านี้ ผมเชื่อว่าท่านน่าจะมีเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ท่านประธานครับ คำถามข้อที่ ๒ ของผมก็คือ ท่านมีจุดประสงค์อันใดถึงต้อง อนุมัติผังเมือง ซึ่งเขตที่ท่านอนุมัติมันเป็นเขตที่อยู่ในพื้นที่ของเจ้าสัวนายทุนถือครองอยู่แล้ว แล้วไม่ได้อยู่เป็นโซน (Zone) แต่เป็นการกำหนดพื้นที่แบบกระจัดกระจายทั่ว ๓ จังหวัด ไปหมด จบคำถามข้อที่ ๒ ครับ
ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็น ๓ คำถามแล้วนะครับ ท่านจิรัฏฐ์ยังมีคำถาม
๒ ครับ
ก็ถามคำถามแรก ไปแล้ว ท่านรัฐมนตรีตอบไปแล้ว แล้วก็ขึ้นถามเมื่อสักครู่อีก ๒ คำถาม เป็น ๓ คำถาม
ผมสรุปคำถามให้ตอนท้ายครับ
เนื่องจากว่า ท่านรัฐมนตรีเหลือเวลาน้อย ท่านจิรัฏฐ์จะแบ่งให้ท่านรัฐมนตรีหน่อยดีไหมครับ เพราะว่า เป็นเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ที่ท่านอยากจะให้คำตอบ
ยินดีครับ
ถัวเฉลี่ยกัน เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ในการดำเนินการในเรื่องผังเมือง กระผมขออนุญาต เรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติด้วยความเคารพว่า ไม่มีนโยบายที่จะไปเอื้อ กับผู้ประกอบการใด ๆ ที่ท่านเรียกว่า เจ้าสัว นักธุรกิจใหญ่อะไรก็แล้วแต่ กระผมรับรองว่า ไม่ได้มีการดำเนินการไปเช่นนั้น กระผมเรียนยืนยันว่าเป็นไปตามหลักผังเมือง ผมขออนุญาตว่า ถ้าไปดูในผังจริง ๆ ประการสำคัญที่อยากจะเรียนให้ท่านทราบ ถ้าจะพูดถึงเรื่องการสร้าง โอกาสของที่เราเรียกว่า เจ้าสัว นายทุนอะไรก็แล้วแต่ เขาไม่ซื้อเลือกสีครับท่าน เขาซื้อทุกสี เขตเมืองนั้นเขาก็เอา เขาจะเอาไปทำที่พักอาศัยแพง ๆ ที่เกษตรเขาก็จะซื้อให้ถูก ๆ นะครับ ไม่จำเป็นต้องไปทำด้านอุตสาหกรรม กระผมคิดเอาเองว่าทำอุตสาหกรรมยังเสี่ยงกว่าในการ เก็งกำไรเรื่องของความเจริญของเมืองไปทำหมู่บ้านจัดสรร ในความคิดของผมนะครับ อย่างไรก็ตามกลับไปที่ว่าไม่มีการดำเนินการลักษณะเช่นนั้น กระผมขอรับว่าไม่มี การดำเนินการเช่นนั้น เจ้าหน้าที่ ผมก็สอบถามแล้วสอบถามอีกในกรณีนี้ว่า เราเป็นคนที่ไป ถืออำนาจรัฐในการที่จะทำให้เกิดความเจริญ เราไปทำเงื่อนไขให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง ประเทศชาติมันก็เดินไม่ได้ ทุกคนก็ต้องเป็น อย่างไรก็ตามผมจะรับไปตรวจสอบในขั้นการทำ ผังเมืองขั้นต่อไปว่าเป็นจริงอย่างที่ท่านว่าหรือไม่นะครับ ถ้าดูในผังเมืองรวมแล้ว เขตที่เป็นสี ที่เราเรียกว่าที่อยู่อาศัยก็จะเป็นใกล้เคียงของเดิม เขตที่เป็นอุตสาหกรรมก็ใกล้เคียงของเดิม เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มันใช้ไม่ค่อยคุ้มแล้ว แต่รับของท่านไปนะครับว่าในขั้นทำผังเมือง ผมจะไปตรวจสอบดูไม่ให้มีการเอื้ออะไรอย่างที่ว่า เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศ ได้รับผลประโยชน์ครับ ผมขออนุญาตเรียนเพื่อกรุณาทราบครับ
เชิญ ท่านจิรัฏฐ์ คำถามที่ ๓ เชิญครับ
ไหน ๆ ท่านรัฐมนตรีก็รับปากจะเอา เรื่องนี้ไปทบทวนแล้ว ฉะนั้นผมแจ้งข้อมูล ข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่ง ก็คือพื้นที่บางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตที่ผมรับผิดชอบ ซึ่งคืออำเภอบางปะกง ผังเมืองเพิ่งจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ในบริเวณนั้นประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ เมื่อ ๑ เดือนที่ผ่านมา แต่ในสภาพพื้นที่จริงมีการก่อสร้าง ลงเข็ม ตอนนี้กำลังขึ้นชั้นที่ ๒ แล้ว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นยังเป็นสีเขียวอยู่เป็นพื้นที่เกษตรอยู่ ผมอยากให้ท่านลงไปดูตรงนี้นิดหนึ่ง แล้วก็พื้นที่ตรงนั้นก็เป็นพื้นที่ทำนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นนิคมที่น่าจะเกี่ยวกับแบตเตอรี่ ดูจากที่เขาโฆษณานะครับ เกี่ยวกับแบตเตอรี่ เกี่ยวกับ เทคนิครถยนต์สมัยใหม่ เกี่ยวกับปิโตรเคมี ซึ่งเป็นคลังสินค้า แล้วก็อาจจะมีการกำจัดขยะ อยู่ตรงนั้นด้วย ผมอยากให้ท่านตรวจสอบว่าทำไมมันไปติดแม่น้ำขนาดนั้น มีพื้นที่แม่น้ำ โอบล้อมทั้ง ๒ ข้างทาง ด้านหลังเป็นถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) ซึ่งผมคิดว่ามันไม่สมควร จะไปอยู่ตรงนั้น ท่านประธานครับ ผมอยากจะบอกว่า การรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้นที่ท่าน บอกว่า รับฟังความคิดเห็นแล้ว ๔๐ ครั้ง ในฐานะที่ผมอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวผมเอง ได้รับทราบแค่เพียง ๓ ครั้ง ซึ่งไม่ได้ถูกรับเชิญทั้ง ๓ ครั้งแน่นอน การเข้าไปเวทีรับฟัง ความคิดเห็น ถูกไล่ออกมาทั้งชาวบ้าน ประชาชน แม้กระทั่งนักวิชาการจากที่อื่นมาช่วย ชาวบ้านถึงกับต้องก้มกราบเพื่อขอเข้าไปรับฟังความคิดเห็น การรับฟังความคิดเห็นบางครั้ง ที่ผมไปมีการรับฟังความคิดเห็นแค่เพียง ๑๐ นาที แล้วก็จบประชุม ท่านประธานครับ นี่เป็นข้อเท็จจริงครับที่ท่านจะอ้างว่า ๔๐ ครั้งก็ได้ แต่ว่าผมอยากทราบ อยากได้หลักฐาน อยากได้ข้อมูลบันทึกการประชุม บันทึกการประชุมที่ลงไปรับฟังความคิดเห็นมา ซึ่งผม ขอไปแล้ว แล้วทางสำนักงาน อีอีซี (EEC) ตอบกลับมาว่าไม่ยินยอมที่จะให้ โดยเฉพาะบันทึก การประชุมครั้งล่าสุดที่มีการอนุมัติผังเมืองไป ผมอยากทราบว่ามีข้อโต้แย้งอะไรบ้างหรือไม่ จากกรรมการทั้งหลาย เพราะว่าในเมื่อเราให้สิทธิประโยชน์ขนาดนั้น เราให้ทั้งลดหย่อนภาษี เราให้ทั้งการเช่าที่ดินได้ ๙๙ ปี เราให้แทบจะทุกอย่าง ซึ่งจริง ๆ แล้วเสียประโยชน์ที่จะได้รับมัน ทำไมเราถึงไม่คิดที่จะสร้างนิคมเป็นของตัวเอง ทำไมรัฐไม่ทำนิคมเอง ทำไมต้องให้นายทุน เจ้าสัวที่ผมพูดถึงรับกำไร รับส่วนต่างตรงนั้นไป ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่า ท่านรัฐมนตรีท่านเหลือเวลาตอบแค่ไหน
ท่านรัฐมนตรี หมดเวลาแล้วนะครับ ถ้าท่านจิรัฏฐ์ถามจนหมดเวลาอีกรัฐมนตรีก็ไม่มีเวลาตอบแล้วครับ ถ้าท่านจะเผื่อแบ่งเวลาให้ท่านรัฐมนตรีก็แบ่งไว้หน่อย
ผมเหลือ ๒ นาทีนะครับ ใช่ไหมครับ
ท่านจะแบ่ง เวลาให้ท่านรัฐมนตรีไม่ใช่หรือครับ รับปากแล้ว
ครับ เดี๋ยวผมจะรีบแบ่งเวลาให้นะครับ ท่านประธาน คือผมต้องการถามท่านรัฐมนตรีว่าข้อมูลท่านจะเปิดเผยกับสาธารณชนเมื่อไร ข้อมูลตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น ข้อมูลของการประชุมทั้งหลาย รวมถึงข้อมูลที่ผมถามไป ในคำถามแรก นั่นก็คือระยะทั้ง ๕ ระยะที่จ่ายให้กับที่ปรึกษาของการจัดทำผังเมือง จะรับปากได้ไหมว่าจะเปิดเผยให้สาธารณชนเมื่อไร ผมยินดีจะยกเวลาที่เหลือให้ท่านครับ ขอบคุณครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูง ในเรื่องของบางปะกง ดูขัดกันกับที่กระผม ได้เรียนให้ทราบแล้ว เพราะว่าเราไม่ให้เข้าไปใกล้แม่น้ำ มีเขตที่เราไม่ให้พัฒนา และผมเข้าใจ ว่าเราจะไม่ไปออกผัง ไปรับรองสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ถูกอยู่แล้ว อันนี้ผมขอรับตรงนี้ไปก่อน ในส่วนของที่บอกว่าโรงงานแบตเตอรี่อะไรนะครับ ในส่วนของการรับฟังความคิดเห็น ผมอยากจะเรียนให้ทราบอย่างนี้ครับว่า การรับฟังความคิดเห็นนั้น ไม่ใช่ทำเพียงให้จบไป การรับฟังความคิดเห็นเพียงให้จบไปนั้น แล้วได้ข้อสรุปออกไปนั้น ไม่ใช่คำตอบ ท่านก็คง ทราบดี ขออนุญาตว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา มันต้องได้รับความเข้าใจ แล้วได้รับการรับรู้ หรือยินยอม หรือว่าเข้าใจในสิ่งที่รัฐกำลังทำเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในการรับฟังความคิดเห็นนั้น ผมคิดว่า จะต้องทำให้อยู่ในหลักเกณฑ์นั้น คือฟังเขา อย่างไรก็ตามในเรื่องของข้อมูลนั้นมีการให้ข้อมูล ทั้งข้อเสนอแนะก็มี ความคิดเห็นที่ตรงกันก็มี หรือในเรื่องไม่ตรงกันผมคิดเอาเองว่าอย่างไร ก็ต้องมี ผมขออนุญาตเรียนว่าในการพัฒนาอะไรก็แล้วแต่โดยเฉพาะท่านบอกพื้นที่กว้างใหญ่ นะครับ หรือโครงการใหญ่ ๆ ของรัฐ ถ้าจะไม่มีใครมาค้านเลยผมเชื่อว่าไม่มี และไม่ใช่ใน ประเทศไทยอย่างเดียวในโลกก็คงไม่มี อยู่ที่ว่าเราจะสร้างความเข้าใจอย่างไร เราจะทำให้เขา ยอมรับถึงผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างไร แต่ทั้งหมดจะต้องไม่ไปเอื้อกับคนที่ท่านว่าทั้งสิ้น อันนั้นผมเห็นด้วยที่ต้องไม่ไปเอื้อโดยหลักการทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นข้อสรุปของการรับฟัง ความคิดเห็นนั้นต้องฟังให้กว้างขวางทั้งหมด แล้วนำข้อนั้นมาพิจารณา จะเห็นตามหรือเห็น แย้งก็ต้องรับมาทั้งหมด แต่จะต้องไม่ทำการขับไล่ประชาชนหรือไม่ฟังนะครับ ในการดำเนินการต่อไปนั้นผมจะไปดูแลในเรื่องนี้ว่าจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ท่านว่าอีก แต่ต้องเป็นตามข้อเท็จจริงนะครับ
ในเรื่องของนิคมอุตสาหกรรม การดำเนินการในประเทศไทยทั้งสิ้นมีทั้งรัฐทำ และเอกชนทำ กลับไปถึงทฤษฎีของการบริหารธุรกิจ สิ่งใดที่รัฐทำได้รัฐก็ทำ ถ้าสิ่งใดที่รัฐ ทำแล้วเป็นภาระหรือไม่มีความสามารถจะทำก็ต้องให้เอกชนทำนะครับ เอกชนท่านนั้น จะเป็นใครก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ผมว่านั่นคือหลักที่เราควรยึด ถ้าสมมุติว่าเอกชนคนนั้น เป็นคนที่ไม่เคยมีธุรกิจเขาก็ทำได้ ถ้าเป็นคนเคยทำธุรกิจแล้วบอกเอื้อ มันคงต้องเขียน กฎหมายใหม่นะครับ แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นต้องโปร่งใส จะต้องไม่ไปเอื้อ ผมก็ยืนยันว่าจะต้อง ไม่ไปเอื้อ ถ้าใครทำเช่นนั้นเราทั้งหมดที่มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภาหรือข้าราชการของรัฐ ต้องไม่ทำให้เกิดขึ้น หรือต้องให้เป็นไปตามกฎหมาย ผมก็ต้องรับรองประชาชนอย่างนั้น
ส่วนในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ผมจะไปดำเนินการให้ เว้นแต่ผมไม่ทราบ ทางกฎหมายเขานะครับ แต่ผมไม่เห็นว่าจะเป็นความลับตรงไหนเพราะเขาก็พิมพ์แจกจ่ายอยู่ กระผมรับไปดำเนินการตามหลักกฎหมายที่เขามีอยู่ก็แล้วกันนะครับ อันนี้ผมขออนุญาตเรียน ไม่ทราบว่าเขามีข้อห้ามอะไรหรือเปล่าอย่างไร แต่ใจผมนั้นไม่มีข้อห้ามนะครับ เพราะว่า อย่างไรก็ตามมันต้องทำผังเมืองรวมอีกครั้งหนึ่ง ต้องทำ แล้วต้องรับฟังความคิดเห็น อีกครั้งหนึ่งแน่นอนนะครับ ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมแค่นี้
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณท่านจิรัฏฐ์นะครับ ก็ถือว่าการถามตอบกระทู้สด เรื่อง ความโปร่งใสในการอนุมัติผังการใช้ประโยชน์ที่ดินเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ก็สมบูรณ์แบบนะครับ ท่านผู้ถามก็ได้ถามคำถามที่ชัดเจน ท่านรัฐมนตรีที่มาตอบก็ตอบ ได้เนื้อหาสาระเป็นที่น่าพอใจ ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กรุณาให้เกียรติทางสภาของพวกเราคิดว่าในโอกาสต่อ ๆ ไปก็คงจะได้รับเกียรติจากท่าน มาตอบข้อข้องใจ มาตอบกระทู้กับสภาเราต่อไปอีกนะครับ ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๑.๑.๓ กระทู้ถามสด
๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๐๐๖ ส. เรื่อง การแก้ไขปัญหายาเสพติด (นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี
ด้วยได้รับการประสานงานการเมืองของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ
ฉะนั้นต่อไปนี้ขอเชิญท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ แล้วก็ขอถือโอกาสนี้เชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนะครับ เป็นผู้ได้รับมอบหมาย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลสำนักแต้ว สำนักขาม สะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสภาที่เคารพ เนื่องจากประเด็นที่ผมจะยื่นกระทู้ถามสดท่านรัฐมนตรี หรือว่าตัวแทนของรัฐบาล เป้าหมายจริง ๆ วันนี้อยากจะสอบถามเรื่องสินค้าเกษตร เรื่องยางพารา แต่เนื่องจากท่านรัฐมนตรีติดภารกิจที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญโดยเฉพาะปัญหาเรื่องของยาเสพติด ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลังจากที่เราแถลงนโยบาย วันนี้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะชาวบ้าน ในเขตพื้นที่สอบถามผมว่า รัฐบาลมีมาตรการในการแก้ไข ป้องกันยาเสพติดอย่างไร วันนี้เอง ผมก็เลยจะสอบถามแทนพี่น้องคนไทยทั้งประเทศที่มีลูกหลานติดยาเสพติด จะสอบถาม แทนพี่น้องคนไทยทั้งประเทศที่มีบุตรหลานติดคุก จะสอบถามคนไทยทั้งประเทศว่า รัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้ลูกหลานของเราสามารถรอดพ้นจากยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาอันยิ่งใหญ่
ประเด็นที่ ๑ จะสอบถามรัฐบาลว่า ท่านมีแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างไร ๑.๑ แนวทางการป้องกันยาเสพติด ๑.๒ แนวทางปราบปรามยาเสพติด ขอบคุณมากครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขออนุญาตตอบกระทู้ถามแทนท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมาย ต้องขอบคุณสมาชิก ผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดสงขลาที่ได้สอบถามหรือเป็นห่วงใยพี่น้องประชาชน ในเรื่องของ ปัญหายาเสพติดที่เกี่ยวข้อง ผมต้องกราบเรียนว่า การแก้ปัญหายาเสพติดนั้นหากว่า เราจะพึ่งรัฐบาลเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้อย่างราบรื่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการป้องกันยาเสพติด ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก ผมได้เข้ามา รับหน้าที่ที่กระทรวงยุติธรรมในระยะเวลาสั้น ๆ ได้พยายามติดตาม ซึ่งได้เห็นตัวปัญหา อันยิ่งใหญ่ นั่นก็คือผู้ต้องขังหรือนักโทษส่วนใหญ่ในเรือนจำนั้น ประมาณเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นนักโทษที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งสิ่งตรงนี้ถ้าหากว่าเราไม่ร่วมแรงร่วมใจ โดยเฉพาะภาครัฐและพี่น้องประชาชนแล้วการแก้ปัญหาคงไม่ราบรื่น อย่างไรก็ตามครับ ผมอยากจะเรียนท่านผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานสภาว่า แนวทางสำคัญที่สุดที่ ป.ป.ส. ได้ดำเนินการนั้นคือการบูรณาการกับหน่วยงานราชการหลายกระทรวง ทบวง กรม เพราะการแก้ปัญหายาเสพติดที่ผมมีความรู้สึกชื่นชมยินดีในเรื่องของการป้องกัน ในหน่วยงานสำคัญ ๆ อย่างเช่น กรมพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ระดมสรรพกำลังต่าง ๆ ปลุกระดมให้พี่น้องประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชน ร่วมมือจับมือกัน และแก้ปัญหาด้วยความรักในระบบครอบครัว การให้กำลังใจ ให้รางวัลในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ถ้าหากว่าเราเข้าใจถึงบทบาทของกองทุนแม่ของแผ่นดิน กองทุนแม่ของแผ่นดินของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หรือพระพันปีหลวง ได้ให้กองทุนเหล่านี้ ไปในชุมชนหมู่บ้านด้วยความตั้งใจ กองทุนเริ่มต้นหมู่บ้านละ ๘,๐๐๐ บาทเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับกองทุนในระบบเศรษฐกิจ แตกต่างกับกองทุนหมู่บ้าน แต่อันนี้เป็นกองทุนแม่ และชุมชนในหมู่บ้านนั้นได้รวมตัวกันหาผู้นำชุมชน หาผู้นำธรรมชาติ หาคณะกรรมการ ๑ ต่อ ๔ หรือ ๕ หลังคาเรือนดู และหลังคาไหนที่ปลอดจากการเสพยา หรือปลอดจาก การติดยา ตรงนี้เขาก็จะได้ติดธง การมอบธง หรือการดำเนินการ นี่คือการดำเนินการ โดยใช้เงินทุนของรัฐบาลน้อยมาก ในส่วนของการดำเนินการ เราจะพบได้ว่า ๘๔,๐๐๐ หมู่บ้านชุมชน มีปัญหายาเสพติดจากการสำรวจเบื้องต้นประมาณ ๒๔,๐๐๐ หมู่บ้านชุมชน หรือประมาณร้อยละ ๓๐ ในส่วนตรงนี้ชุมชนหรือกองทุนแม่ ได้เข้าถึง ๑๘,๐๐๐ หมู่บ้านชุมชน หรือประมาณร้อยละ ๗๙ ยังขาดอยู่อีกประมาณ ๖,๐๐๐ หมู่บ้านชุมชนที่เป็นปัญหาเป้าหมายที่เรากำหนดเป็นตัวสีแดงไว้ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ผล เพราะฉะนั้นในการแก้ไขหรือการดำเนินการในลักษณะของการป้องกัน ผมยังให้ นโยบายในส่วนของการบูรณาการตรงนี้กับหน่วยงาน ป.ป.ส. ว่า ให้ไปชักนำหรือดำเนินการ ให้ครบทุกหมู่บ้าน อย่างเช่น ในกรณีที่เราจะสกัดกั้นการขนส่งยาเสพติด สมมุติ เราดำเนินการทุกหมู่บ้านใน ๓ จังหวัด จากตะวันตก คือ จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก อันนี้เป็นการยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเราดำเนินการแล้วเราสกัดกั้น โดยการให้ชุมชนหรือหมู่บ้านเป็นตัวช่วยป้องกัน ผมมั่นใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะดีขึ้น เราคงไม่พูดว่า ยาเสพติดจะหมดไป แต่ถ้าหากว่าในหมู่บ้านชุมชนไม่มีการเสพยา สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นผู้ขายก็ต้องลดลงไปอย่างแน่นอน ในส่วนของการปราบปรามยาเสพติด รัฐบาลได้ ดำเนินการป้องกันยาเสพติดโดยใช้กฎหมายทุกมิติ แล้วส่งผลของการระงับในส่วนของผู้ขาย หรือผู้ค้า ในส่วนตรงนี้ในระยะเวลาสั้น ๆ ลดลงได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราเข้าไปใกล้ชิด กับผู้คนที่ดูแล้วจะมีปัญหาในเรื่องของการค้าโดยการเข้าถึง หลังจากการใช้แนวทางต่าง ๆ ของรัฐบาลในกฎหมายทุกมิตินั้น ทำให้ได้ดำเนินการจับกุมผู้ค้าและผู้ที่มีส่วนอยู่เบื้องหลัง ต่าง ๆ เหล่านั้นได้ถึง ๙,๘๐๐ ราย ในระยะเวลาดำเนินการดังกล่าว หรือในส่วนของ การดำเนินการที่ช่วยในเรื่องของแหล่งผลิต ส่วนใหญ่ในการปราบปรามตรงนี้ต้องพึ่งประเทศ ลุ่มน้ำโขง แหล่งผลิตนอกประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเทศลุ่มน้ำโขงในเรื่องของ การปราบปราม เมียนมา-ไทย สปป. ลาว-ไทย ซึ่งดำเนินการปราบปรามและจับกุม ส่งผล ยึดของกลางยาบ้าได้ ๙๐๐ ล้านเม็ด ไอซ์ไม่น้อยกว่า ๔๐ ล้านตัน เฮโรอีนไม่น้อยกว่า ๑๐ ตัน กัญชากว่า ๕๔ ตัน ยาเคกว่า ๒๐ ตัน และเคมีภัณฑ์กว่า ๑๔,๐๐๐ ตัน ซึ่งจำนวน ดังกล่าวเป็นคาเฟอีน ๖๔ ตัน คาเฟอีน ๖๔ ตันนี้ก็เป็นการลดทอนศักยภาพในการ ผลิตยาบ้าได้ไม่น้อยกว่า ๙๖๐ ล้านเม็ด ซึ่งตรงนี้ต้องใช้ความสัมพันธ์ ความร่วมมือ ระหว่างประเทศ ๖ ประเทศลุ่มน้ำโขงตรงนี้ ก็ดำเนินการและได้ตัวเลขของการปราบปรามดีขึ้น ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมเรียนยืนยันว่าการแก้ปัญหายาเสพติดนั้นต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งในพื้นที่และส่วนภาครัฐบาล ขอบคุณครับ
เชิญ คุณณัฏฐ์ชนนครับ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีในคำถามที่ ๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ว่าครอบครัวไหนถ้าลูกหลานติดยาเสพติดเหมือนตกนรกทั้งเป็น การเดินทางของยาเสพติดจากภาคเหนือมาสู่ภาคใต้ของผม ระยะทางเกือบ ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ผ่านเส้นทางภาคต่าง ๆ ภาคกลางจนไปถึงภาคใต้ กระบวนการในการตรวจสอบ ในการจับกุม ผมคิดว่าวันนี้ทางรัฐบาลเอง ต้องเข้าไป ตรวจสอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ในกรณีที่นำเข้าน้ำมันปาล์ม นำเข้าสินค้าหนีภาษี บุหรี่เถื่อน เหล้าเถื่อน สามารถตรวจสอบได้ แต่วันนี้ยาเสพติดมหาศาล จับได้แต่ละครั้ง เป็นหมื่นเม็ด เป็นล้านเม็ด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองได้สอบถามคนที่เป็นผู้เสพ และผู้ค้ายาเสพติดว่าคุณต้องการอะไรจากสังคม เขาเป็นผู้ต้องหา เป็นผู้ต้องขัง เป็นผู้เสพ สิ่งที่เขาต้องการจากสังคมก็คือโอกาส วันนี้เขาไม่มีโอกาส เขาออกมาจากคุกเป็นคนชั่ว ของสังคม กฎหมายหลายฉบับได้กำหนดว่าบุคคลที่ห้ามดำรงตำแหน่ง คือผู้ติดคุก จะเป็นสมัครท้องถิ่นผู้ใหญ่บ้าน สมัครงานเอกชน รัฐวิสาหกิจ โดนบล็อก โดยเขาเรียกว่า คุณสมบัติ สิ่งที่สำคัญพวกติดยาเสพติด ผู้ค้าทั้งหลาย สังคมจะไม่ให้อภัย ไม่ว่าลูกหลานของใคร เมื่อโดนคดียาเสพติดทุกคนจะส่ายหน้า เขาเรียกร้องบอกว่าวันนี้เขาขอโอกาสจากสังคม เขาไม่ใช่คนเลวร้าย เขาขอโอกาสกลับมากลับเนื้อกลับตัว ผมเคยอภิปรายบอกว่า คนที่ ติดยาเสพติดไม่มีใครติดจนตายจนตลอดชีวิต ถึงจุดหนึ่งถึงวันหนึ่งเขาก็หยุด เพราะเขา มีครอบครัวเขามีลูก ดังนั้นวันนี้ผมจะสอบถามรัฐบาล โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ให้เกียรติมาตอบคำถาม ผมจะสอบถามว่า หน่วยงานบำบัดยาเสพติดที่ท่านดูแลอยู่ หรือควบคุมอยู่ มีมาตรฐานหรือไม่ ยกตัวอย่าง มีแหล่งบำบัดยาเสพติดที่อำเภอเทพา มีพี่น้องชาวปลักหนูพาลูกหลานอำเภอนาทวีไปบำบัด ปรากฏว่าเสียชีวิต วันนี้ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ลูกหลานเขาคนหนึ่ง ไปเข้าศูนย์บำบัด พี่น้องที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องมีเม็ดเงิน ต้องมีเงิน ถึงจะเข้าไปบำบัดได้ อย่างที่ ๒ ครับ เรือนจำมีศักยภาพรองรับผู้ต้องขังได้หรือไม่ ยกตัวอย่าง ที่เรือนจำอำเภอนาทวีที่บ้านผม สามารถรองรับผู้ต้องขังได้ประมาณไม่เกิน ๘๐๐ คน แต่วันนี้ มีผู้ต้องขังเกือบ ๓,๐๐๐ คน เขาอยู่กันอย่างไร ผมมีโอกาสได้เดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ไปเยี่ยมเรือนจำกลางจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่อยู่ในเมือง ปรากฏว่าท่านประธาน ที่เคารพครับ ในชีวิตผมไม่เคยเข้าเรือนจำ แต่สิ่งที่ผมเห็นนักโทษเกือบ ๔,๐๐๐ คน เดินเข้าไป อีกห้องหนึ่งมีเด็กเล็ก ๆ อายุประมาณ ๖ ขวบ มีผ้าอ้อมตาก ผมก็ถามว่าเป็นของใคร เป็นของเด็กที่แม่เป็นผู้ต้องหา สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนความรู้สึก ผมเดินไปอีกโซน (Zone) หนึ่ง จะมีผู้หญิงแก่ ๆ กราบ ไหว้ ถามก็บอกว่าติดคดียาเสพติด นี่ก็คือภาพบรรยากาศในเรือนจำมี ผู้หญิงที่กำลังจะท้อง มีผู้หญิงเพิ่งคลอดลูก และมีผู้ชายที่นั่งเบียดเสียดไม่สามารถที่จะนอนได้ นี่ก็คือบรรยากาศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บำบัดยาเสพติดหรือว่าเรือนจำ ขอถามท่านว่า มีมาตรฐานหรือไม่
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ คำถามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติถามว่า สถานที่บำบัดมีมาตรฐานหรือไม่ ต้องเรียนว่า การบำบัดนั้นได้ดำเนินการ ๓ ระบบ ในระบบที่ ๑ คือสมัครใจ ระบบที่ ๒ คือบังคับบำบัด และระบบที่ ๓ ต้องโทษ ใน ๓ ระบบนี้การวางระบบหรือการวางหลักสูตรในเรื่องของ การบำบัดนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบคือกระทรวงสาธารณสุข เพราะที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้วางแนวทางได้ดีที่สุด จึงเป็นการยอมรับให้กระทรวง สาธารณสุขได้ดำเนินการ และออกมาตรฐานหลักเกณฑ์ต่าง ๆ และตัวชี้วัดทั้งหมด ในระบบที่ ๑ คือโรงพยาบาล สต. สภาตำบล สถานพยาบาลในระบบสมัครใจมีจำนวนทั้งหมด ๑๐,๗๕๑ แห่ง ในระบบที่ ๒ ระบบพื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับ มี ๗๒ แห่ง และ ๗๒ แห่งนี้คือดูแลในส่วนของกรมคุมประพฤติ และในระบบที่ ๓ คือสถานพื้นฟูในสังกัด กรมราชภัณฑ์และกรมพินิจ ซึ่งตรงนี้มี ๑๗๒ แห่ง แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลในเรื่องของ หลักสูตรที่เกี่ยวข้องนั้น เรายอมรับให้ในหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข เพราะงานของ ป.ป.ส. เป็นงานลักษณะของการบูรณาการ และเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จึงขอให้ท่านสมาชิกได้วางใจเกี่ยวกับเรื่องของการวางมาตรฐานตรงนี้ แล้วเราก็ปรับ ออกไปสู่แนวทาง เพราะเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ นั้นได้พัฒนาไปอย่างเรื่อย ๆ มีสถิติอันหนึ่ง ที่ผมจำมาบอกว่า ผู้คนที่เข้าสู่ในระบบของการบำบัดนี้ ถ้าเข้า ๆ ออก ๆ ผ่านไป ๕ ปีจะลืม แล้วจะไม่ค่อยกลับมาอีก แต่ว่าในขณะที่ออกไปแล้วก็มีสถิติการย้อนกลับเข้ามา จากปีแรก ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๒ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ อีก ๗ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๓ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ในลักษณะ ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ว่าถ้าถึงปีที่ ๕ ก็จะไม่มีการรีเทิร์น (Return) กลับมาอีก ขอบคุณครับ
เชิญ ท่านณัฏฐ์ชนน คำถามสุดท้ายนะครับ
ขอบคุณท่านประธานที่เคารพนะครับ ประเด็นสุดท้ายนะครับ ก่อนที่จะสอบถามท่านรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ คดียาเสพติด ไม่ว่าจะเป็น ใบกระท่อม ยาบ้า หรือยาเสพติดประเภทอื่น ๆ ณ วันนี้ ท่านประธานรู้หรือไม่ครับว่า จำนวนคดีต่าง ๆ ในโรงพักเป็นที่ปวดหัวของตำรวจ วันนี้ ชาวบ้านก็โทษตำรวจ ตำรวจก็โทษผู้ค้า ทุกคนเป็นวงจรทั้งหมด ถามว่าวันนี้ขบวนการ ยาเสพติดทั้งหมดที่เกิดขึ้น ใครเป็นคนรับผิดชอบ ใครเป็นคนผิด ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากเยาวชน แล้วก็ท่านนายก อบต. ตำบลเขาแดง อำเภอสะบ้าย้อย หลังจากผมได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ท่านโทรมาบอกว่า ท่านเป็น ส.ส. ผมฝาก ๑ เรื่อง เรื่องยาเสพติด ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมต่อสู้เรื่องยางพารามาหลายเดือน แต่วันนี้ ยางพารากับยาเสพติดเกี่ยวข้องกัน เพราะเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเรื่องของยางพารา วันนี้ท่านรู้ไหมครับ ในพื้นที่ปัญหาการหย่าร้าง ปัญหาการเรียนหนังสือต่อของบุตรหลาน ปัญหายาเสพติด ปัญหาการลักขโมย ขนาดถังแก๊สนะครับท่านประธาน ยังมีการขโมยกันอีก ผมก็เลยบอกว่าวันนี้กระบวนการในการจับกุม กระบวนการในการสอบสวนสืบสวนผู้ต้องหา ยาเสพติดและผู้ค้ายาเสพติด มีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อไม่ให้ดำเนินคดี ท่านทราบหรือไม่ และหลังจากที่ผู้ต้องหาคดียาเสพติดพ้นโทษ ท่านมีมาตรการหรือแนวทางป้องกันในการก่อคดีเพิ่ม หรือว่ากลับเข้าไปในคุกเพิ่มอย่างไร ขอบคุณมากครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรี สมศักดิ์ เทพสุทิน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ คำถามที่ ๓ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของราชการรับเงินในการดูแลนักโทษ หรือบุคคลที่กระทำความผิดตรงนี้ มีสถิติจากปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันนี้ มีเจ้าหน้าที่รัฐถูกจับ ข้อหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำนวน ๕๑๔ คนนะครับ แล้วเราก็ขอให้พี่น้องประชาชน ได้ช่วยแจ้งเบาะแสในการส่งข้อมูลมาให้ทางราชการโดยผ่านสายด่วน ๑๓๘๖ เพื่อแจ้งเบาะแส ต่าง ๆ เหล่านั้น เราจะดำเนินการเต็มที่ ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปของการทำงาน สำหรับในเรื่องของคนที่ กำลังจะพ้นโทษหรือคนที่พ้นโทษมาแล้ว จะไม่กลับเข้าไปอย่างไร เรามีการดำเนินการอะไร อย่างไรบ้าง ต้องเรียนกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานสภาว่า เรามีเครื่องมือ ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กำไลอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนผู้ต้องขังจะพ้นโทษไประยะเวลา ๑ ปี ๒ ปี เราจะให้เขาเข้าสู่ชุมชนหมู่บ้าน และขีดวงหรือขีดเส้นบริเวณต่าง ๆ นี่ที่การดำเนินการไป และเครื่องมือกำไลอิเล็กทรอนิกส์ตัวนี้ผมมั่นใจว่าจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญและแก้ปัญหา นักโทษล้นคุก อย่างที่ท่านได้เรียนท่านประธานว่ามันสามารถอยู่ได้ ๓๐๐ คน แต่จริง ๆ เข้าไป ๘๐๐ คน ๙๐๐ คนแล้ว มันเกินกำลังแล้วตรงนี้ ถ้านักโทษคนไหนที่มีโทษอยู่น้อยลง เราจะใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งกฎหมายสามารถที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์ตรงนี้ และเข้าไปสู่ ในสังคมจากการที่เราได้ฝึกอาชีพต่าง ๆ ในเรือนจำออกไปแล้ว และเขาเข้าสู่ระบบสังคม อิเล็กทรอนิกส์ตรงนี้จะเตือนกลับมาว่าเขาอยู่ที่ไหนอย่างไร การติดตามทวงถามก็จะง่ายขึ้น กับการที่จะทำให้ผู้คนต่าง ๆ โดยกรมคุมประพฤติจะไปดูแลในรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งยังมี รายละเอียดตอนนี้อีกมากมาย ท่านสมาชิกท่านสนใจก็ยินดี ผมจะพาท่านชมในเรื่องของ การดำเนินการต่าง ๆ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ
ท่านประธานครับ ขอเวลานิดหนึ่ง กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สุดท้ายนี้ผมในนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
นิดเดียวนะครับ เพราะถามครบ ๓ คำถามแล้วครับ
ก็จะขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่เสียสละมาตอบคำถามเพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้รู้วิธีการแก้ปัญหายาเสพติดในอนาคต ขอบคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ กระทู้ถามสด เรื่องที่ ๓ ก็เสร็จสิ้นลงไป ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่กรุณาให้เกียรติทางสภาของพวกเราได้มาตอบกระทู้ถามสด ของท่านณัฏฐ์ชนนในครั้งนี้ ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ท่านสมาชิกครับ ลำดับต่อไป เข้าสู่ระเบียบวาระ
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป
๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๐๐๙ เรื่อง ปัญหาที่ทำกินของราษฎรหมู่ที่ ๗ ตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี (นายสมชาติ ประดิษฐพร เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม) ถามนายกรัฐมนตรี
ก็ได้รับแจ้งจากทางสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่เป็นผู้ตอบ กระทู้ถามแทน
ฉะนั้นลำดับต่อไปนี้ ขอเชิญคุณสมชาติ ประดิษฐพร และขอกราบเรียนเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านวราวุธ ศิลปอาชา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สมชาติ ประดิษฐพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เขต ๔ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอตั้งกระทู้ถาม ถามนายกรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ เนื่องจากได้รับ การร้องเรียนจากนายไพโรจน์ พิกุลทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน และประชาชนหมู่ที่ ๗ ตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ ๔๐๐ กว่าครัวเรือน ได้อาศัยและประกอบอาชีพทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมันมาเป็น เวลายาวนาน แต่พบว่าที่ดินดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ เนื่องจากติดปัญหาที่ดินอยู่ในเขต ป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๘๘ และเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่าท่าเคย ป่าคลองไซ ป่ามะลวน และป่าบางงอน พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ กันที่ดินบริเวณ ดังกล่าวออกจากเขตป่า และปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้มีการกำหนดเขตที่ดินป่าดังกล่าวเป็นเขต ปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ทำให้ชาวบ้านขาด ประโยชน์ที่จะได้รับการดูแลจากภาครัฐ เช่น การขอทุนจากการยางแห่งประเทศไทย การช่วยเหลือกรณีมีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับพืชเกษตร การช่วยเหลือกรณีสินค้าเกษตรตกต่ำ การขึ้นทะเบียนเกษตรและอื่น ๆ ที่ควรพึงมี ที่ดินดังกล่าวที่หมู่ที่ ๗ ตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้สุราษฎร์ธานีเข้ามาสำรวจและรังวัด เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๘ จนกระทั่งปัจจุบันกลับยัง ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จึงขอถามว่าข้อมูลสภาพปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ดังกล่าว ขอทราบสาเหตุข้อเท็จจริงของปัญหาโดยละเอียดครับ
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ชี้แจงตอบกระทู้ถาม เรื่องปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรในหมู่ที่ ๗ ตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของท่านสมาชิก ท่านสมชาติ ประดิษฐพร
ขออนุญาตตอบคำถามแรกก่อนนะครับ จริง ๆ แล้วในพื้นที่ของหมู่ที่ ๗ ตำบลบางงอน ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีป่าท่าเคย ป่าคลองไทร ป่ามะลวน และป่าบางงอน ตามประกาศของกระทรวง ฉบับที่ ๘๒๓ พุทธศักราช ๒๕๒๑ ทั้งหมดหมู่ที่ ๗ มีพื้นที่อยู่ประมาณ ๑๔๖,๐๐๐ ไร่ โดยที่จาก ๑๔๖,๐๐๐ ไร่นั้น ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ไร่ ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. จริงตามที่ ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่ แต่ว่ายังเหลืออีกประมาณ ๒๖,๐๐๐ ไร่ ท่านประธานครับ ที่ยังคงเป็นพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติของกรมป่าไม้อยู่ ซึ่งจาก ๒๖,๐๐๐ ไร่นั้นจะมีพื้นที่ ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ที่ทำกินอยู่ประมาณ ๔,๖๐๐ กว่าไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นอยู่นอกเขต ดำเนินการของเขตปฏิรูปที่ดิน คือไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของ ส.ป.ก. เนื่องจากคณะรัฐมนตรี ไม่ได้ประกาศให้ครอบคลุมไปถึงตรงนั้น ดังนั้นในหมู่ที่ ๗ มีส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. และอีกส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ครับ ก็ขออนุญาตชี้แจงเบื้องต้นเพียงเท่านี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ
เจ้าของ กระทู้มีสิทธิถามได้อีก ๑ ครั้งนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖๓ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ข้อที่ ๒ รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหาอย่างไรให้กับประชาชนเพื่อให้ได้รับสิทธิโดยชอบ ด้วยกฎหมาย ขอทราบรายละเอียดครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในประเด็นคำถามข้อที่ ๒ การแก้ปัญหา จากการที่ได้สำรวจมาแล้วมีประชาชนอยู่ประมาณ ๓๑๓ ราย หรือประมาณ ๓๖๒ แปลง ที่ตอนนี้ยังไม่ได้รับสิทธิที่ทำกิน ซึ่งเรื่องนี้เราจะนำเสนอเข้าเป็นพื้นที่เป้าหมายในการ ดำเนินการของโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชน คือ คทช. ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคมนั้น ในหัวข้อ ๑๐.๒ ในการปรับปรุงที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน รัฐบาลจะจัดสรรที่ดิน ทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับราษฎรที่ยากไร้และเกษตรกรตามหลักของคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยรัฐบาลนั้นได้วางหลักการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร โดยต้องดำเนินการให้ได้รับเอกสาร ให้ชุมชนได้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายและอาศัย อยู่ในที่ดินทำกินของรัฐบาล ของรัฐนะครับ ในลักษณะแปลงรวม แต่ว่าไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ ชุมชนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินของรัฐ จะมีที่ดินอยู่ ๖ ประเภท ประเภทแรก จะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน มีที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน มีที่ดิน สาธารณประโยชน์ ที่ราชพัสดุ และที่ดินสงวนเพื่อกิจการของนิคมในนิคมสร้างตนเองนะครับ แล้วก็การจัดที่ดินนั้นจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ แล้วก็เงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติ กำหนดในรูปแบบของสหกรณ์หรือว่าจะเป็นในรูปแบบที่เหมาะสมนะครับ แล้วก็ความเห็นของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาตินั้น เราจะใช้แนวคิดตามหลักของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ คนจะต้องอยู่ร่วมกับป่าได้ ในกรณีนี้เป็นกรณีที่ป่ารุกคน บางครั้งก็มีคนรุกป่า ดังนั้นเอกสาร คทช. ที่พี่น้องเกษตรกรจะได้รับไปในปี ๒๕๖๓ นั้น จะสามารถทำให้พี่น้องเกษตรกรเอาที่ดินที่ตนเองมีไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ไปค้ำประกัน กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. แต่เฉพาะ ธ.ก.ส. นะครับ หรือเอาไปในการขอเรียกร้องรับสิทธิประโยชน์เวลาที่รัฐจะมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ ทางด้านต่าง ๆ แต่ว่าจะไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์หรือขายได้ แต่ว่าจะสามารถถ่ายทอด ตกทอดไปยังลูกหลานได้ แล้วก็ประเด็นสำคัญคือการทำเช่นนี้จะเป็นการป้องกันและแก้ไข ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ป้องกันการซื้อขายที่ดินเปลี่ยนมือไปอยู่กลุ่มนายทุนนะครับ อีกทั้งโดยสำคัญก็คือว่า เมื่อได้รับพื้นที่ คทช. แล้วก็จะมีการสนับสนุนทางด้านการพัฒนา อาชีพการเกษตรกันอย่างเต็มที่ด้วย โดยปัจจุบันนั้นที่ดินทำกินที่ได้จัดให้กับชุมชนทั้งหลาย ทั่วประเทศกว่า ๗๐ จังหวัดมีอยู่ทั้งหมด ๘๖๐ พื้นที่ เนื้อที่ประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็ได้ออกหนังสืออนุญาตไปแล้ว ๑๖๖ พื้นที่ใน ๕๙ จังหวัด ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๖๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ แล้วก็ได้จัดคนลงไปอยู่ในพื้นที่กว่า ๔๐,๐๐๐ ราย ใน ๑๖๕ พื้นที่หรือ ๗๐ จังหวัด และได้มีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพแล้วทั้งหมด ๑๒๗ พื้นที่ใน ๕๘ จังหวัด หรือประมาณเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ ครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป กระทู้ถามทั่วไป เรื่องที่ ๒ นะครับ เป็นกระทู้ถามเรื่อง ปัญหาคัดค้านโครงการบ้านพัก ข้าราชการตุลาการ
ท่านครับมีอีก ๑ คำถามครับ
ครบแล้วครับ ตามข้อบังคับครับ ท่านถามได้ ๒ ครั้ง ครบแล้วครับ
อีก ๑ คำถามครับ คำถามที่ ๓ ครับ
ไม่ได้แล้วครับ เราได้แค่ ๒ คำถาม
ขออนุญาตฝากนิดเดียวครับ รัฐบาลมีมาตรการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในเรื่องที่ดินทำกินให้เกิดความยั่งยืน ในระยะยาวอย่างไรบ้างครับ
ผมจะ อนุโลมให้ครั้งนี้ ธรรมดาปกติกระทู้ถามทั่วไปท่านเสนอครั้งแรกแล้วท่านถามได้ครั้งแรก แล้วก็อีกครั้งหนึ่งนะครับ นอกจากประเด็นมันยังไม่ครบ ผมอนุโลมให้ก็แล้วกัน โอเค (OK) เชิญครับ
ขอขอบคุณมากครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ก็เห็นใจเพื่อนสมาชิกนะครับ เพราะว่าคำถามที่ท่าน ถามมาเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. สมชาติ ประดิษฐพร จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอย่างยิ่งนะครับ รายละเอียดที่ท่านถามมาทั้งหมดมีคำถามหรืออะไรเดี๋ยวผมจะตอบ ทั้งหมดให้นะครับ แล้วผมจะเร่งดำเนินการให้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ต่อไป กระทู้ถามทั่วไปเรื่องที่ ๒ นะครับ
๑.๒.๒ กระทู้ถาม ที่ ๐๑๐ เรื่อง ปัญหาคัดค้านโครงการบ้านพัก ข้าราชการตุลาการที่เชิงดอยสุเทพ (ป่าแหว่ง) จังหวัดเชียงใหม่ (นายชำนาญ จันทร์เรือง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี
ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือท่านเทวัญ ลิปตพัลลภ มาเป็นผู้ตอบในวันนี้
ขอเชิญเจ้าของกระทู้อภิปรายถามเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชำนาญ จันทร์เรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอภาพด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ผมเชื่อว่าแทบทุกท่านต้องเคย ได้ยินเรื่องราวของบ้านป่าแหว่ง ที่เป็นสิ่งชำรุดของระบบรัฐราชการรวมศูนย์มาแล้วนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กินพื้นที่ข่าวของปี ๒๕๖๑ มานานหลายเดือน รัฐบาลที่แล้วส่งรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปเจรจา แล้วก็มีข่าวออกมาว่าห้ามใช้พื้นที่ จากนั้นก็เงียบหายไป คนจำนวนมากคิดว่าเรื่องยุติไปแล้วแต่ที่จริงไม่ใช่ ชาวเชียงใหม่ยังสับสนงุนงงว่าตกลงเรื่องนี้ จะเอาอย่างไร ผมจะเล่าพอสังเขปนะครับ โครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านป่าแหว่ง ดำเนินการโดยสำนักงานศาลยุติธรรมบนพื้นที่ ประมาณ ๑๔๗ ไร่ อยู่ในเขตอำเภอแม่ริมถัดจากสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ ๗๐๐ ปีไปไม่มากนัก เป็นที่ดินราชพัสดุ เชิงดอยสุเทพ ซึ่งบริเวณแถบนั้นเป็นที่ฝ่ายทหารครอบครองมาอย่างยาวนาน จึงมีสภาพเป็น ป่าสมบูรณ์ ถัดขึ้นไปเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งกลืนเป็นพื้นป่าเดียวกัน สำนักงาน ศาลยุติธรรมหรือเดิมเป็นกระทรวงยุติธรรม ได้ยื่นขอใช้ที่ดินจากทหารมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แต่ไม่ได้รับอนุมัติ ต่อมาก็มายื่นอีกรอบหนึ่งในปี ๒๕๔๕ รอบนี้ได้รับการอนุมัติ อนุญาตให้มี การรังวัดถอนการใช้ที่ดินของทหาร แล้วก็มอบให้สำนักงานศาลยุติธรรมนำไปใช้ประโยชน์ เมื่อปี ๒๕๔๙ ท่านประธานที่เคารพครับ เฉพาะการขอใช้ที่ดินก็น่าสนใจอยู่แล้ว เรื่องนี้ ชาวเชียงใหม่เขาพยายามสืบหาที่มาที่ไป เหตุใดสำนักงานศาลจึงได้ที่ดินแปลงเดียว เป็นแนวตั้งแบบรูปที่ขึ้นไปบนจอเมื่อสักครู่นี้ ลอยอยู่บนภูเขา ดูช่างน่าแปลกประหลาด เสียยิ่งนัก เหมือนผมที่แหว่งเวลาใครไปตัดผมให้ปัตตาเลี่ยนโกน ชาวบ้านเขาไปสืบสวนมา พบว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ เคยมีความพยายามที่จะขอที่ดินราชพัสดุของทหาร บวกกับเขตอุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพรวมกันประมาณ ๑,๒๐๐ ไร่ ไม่ได้เฉพาะสำนักงานศาลยุติธรรมเท่านั้น เป็นป่าสมบูรณ์ทั้งผืนเลย แต่ว่าทีหลังก็ขอถอน แต่ว่าสำนักงานศาลยุติธรรมหรือ กระทรวงยุติธรรมสมัยนั้นไม่ได้ถอน ซึ่งก็แปลกนะครับว่า พอสำนักงานศาลได้รับมอบมาแล้ว โดยหลักแล้ว โดยกฎหมายตามระเบียบแล้ว หน่วยงานใดที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินราชพัสดุ ไปแล้วต้องดำเนินการภายใน ๒ ปี แต่ทว่ากว่าสำนักงานศาลยุติธรรมจะมาให้ที่ดินพื้นนี้ ก็จนปี ๒๕๕๖ แล้วเลยมาหลายปีมาก โดยประกาศเปิดประมูลโครงการก่อสร้างสำนักงาน ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พร้อมกับอาคารชุด ๑๓ หลัง บ้านเดี่ยวอีก ๔๕ หลัง เรื่องมันก็ไม่มี ปัญหาอะไรมาก เพราะเขาก็เริ่มสร้างมา มันอยู่บนดอย บนเขา ซึ่งอยู่ที่ลับตา แต่บังเอิญมี สมาชิกชมรมร่มบินบินไปพบเข้าก็สงสัยก็สอบถามกัน แต่ว่าประชาชนก็เริ่มสอบถาม เริ่มจะ มีการชุมนุม แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ คสช. ยังเรืองอำนาจอยู่ การชุมนุม การทำอะไรต่าง ๆ ก็ทำไม่สะดวก แม้แต่การสัมมนาก็ทำไม่ได้ และช่วงนั้นปี ๒๕๖๐ ก็เป็นที่เราทราบกัน บ้านเมืองเราอยู่ในภาวะที่โศกเศร้า ก็จึงไม่ได้มีการคัดค้านอย่างเสียงดังมากนัก จนกระทั่ง ต้นปี ๒๕๖๑ จึงมีการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ข่วงประตูท่าแพ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๑ มีการรณรงค์กันทั้งจังหวัด โดยรณรงค์ให้ทุบบ้านพักทั้ง ๔๕ หลังนั้นทิ้ง โดยเห็นว่า เป็นบาดแผลที่กรีดลึกกระทบกระเทือนจิตใจของคนเชียงใหม่ เพราะบริเวณที่ก่อสร้าง อยู่เชิงดอยสุเทพ อันเป็นที่เคารพนับถือของคนเชียงใหม่ทั้งปวง ซึ่งศาลท่านก็อ้างว่า ทำถูกต้องตามกฎหมาย ย้ำอยู่ตลอดเวลา ทำถูกต้องตามกฎหมายตลอดเวลา เวลาถามไป แต่ก็สงสัยว่าถูกต้องตามกฎหมายจริงหรือเปล่า เพราะว่าขนาด อบต. ดอนแก้ว ซึ่งเป็น เจ้าของพื้นที่ขอดูแบบตามกฎหมายท่านก็ไม่ยอมส่งให้ ก็แจ้งว่าจะส่ง ๆ จวบจนปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่ได้ส่ง ไม่รู้ว่าปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนฝ่ายบริหาร ก็ชุดนี้ละครับ นายกรัฐมนตรี คนเดียวกัน ก็บอกว่าทุบไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ตามระเบียบกฎหมายมันเป็นอำนาจของคณะกรรมการ วินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พุทธศักราช ๒๕๖๐ แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำ เพราะเห็นว่าอย่าไปมี เรื่องกับศาลเลย ก็เลยไม่ยุ่ง มีการรณรงค์กัน ผูกผ้าริบบิ้นสีเขียวทั้งต้นไม้ ทั้งรถยนต์ พ่อค้า แม่ค้าแม่ขายในตลาดติดป้ายไม่ขายของให้ตุลาการป่าแหว่ง ขณะนั้นนะครับ แต่ก็ไม่มี ใครรู้หรอกใครอยู่ป่าแหว่ง ไม่อยู่ป่าแหว่ง แต่เป็นเชิงสัญลักษณ์ เหตุการณ์ใหญ่โตจนกระทั่ง มีการค้นบ้าน ค้นช่อง การแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อแกนนำ แต่มาแจ้งความที่ กรุงเทพฯ มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยก็อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ อาจจะคิดว่าเห็นในเฟซบุ๊ก ที่กรุงเทพฯ ก็ได้ ท่านประธานครับ รัฐบาลที่แล้วก็ส่งตัวแทนไปเจรจาโดยรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีมติหลายข้อ เอาที่สำคัญ ๆ ก็แล้วกันว่า การส่งคืนบ้านพักเดี่ยว ๔๕ หลัง ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การรื้อถอนหากจำเป็นต้องดำเนินการในอนาคต ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ตามกฎหมาย อาคารที่พักอาศัย ๙ หลัง จริง ๆ มันมี ๑๓ หลัง มีคนเข้าไปอยู่แล้วก็ให้อยู่ ไปก่อนจนกว่าจะหมดความจำเป็น เรื่องนี้คณะรัฐมนตรีรับทราบตามมติคณะกรรมการ ท่านประธานครับ จากเรื่องราวสังเขปที่ผมได้บรรยายสรุปมาแล้วนี้ข้อเท็จจริงยังไม่จบ ผมขอเรียนถามว่า เมื่อวันที่ ๗ ที่ผ่านมานี้เอง อาทิตย์ที่แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มีการประชุม ตามเดิมคณะกรรมการบอกว่าอนุมัติเงินมา ๑๙ ล้านบาท แต่ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่บอกว่าได้เงินมาเพียง ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อไปปลูกต้นไม้ ๒,๗๐๐ ต้น ก็ยังงง ๆ อยู่ว่าปลูกอย่างไรบ้านก็ยังอยู่เป็นหลัง ๆ ตั้ง ๔๕ หลัง ผมขอเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปนะครับ เมื่อท่านประธานอนุญาตให้ถามเพียง ๒ ข้อ ที่จริงตั้งไว้ ๓ ข้อ เดี๋ยวผมจะถามเพียง ๒ ข้อก็แล้วกันนะครับ บริเวณบ้านพักเดี่ยว ๔๕ หลัง ที่อยู่ในส่วนบนสุดซึ่งปัจจุบันไม่มีผู้เข้าพักนะครับ จะให้สำนักงานศาลยุติธรรมส่งมอบคืนแก่ กรมธนารักษ์เมื่อใด หรือว่ายังส่งมอบคืนให้แก่กรมธนารักษ์ไม่ได้ เพราะยังไม่มีการส่งมอบ งานก่อสร้างจากผู้รับเหมา สร้างมาตั้งนานแล้วยังไม่เสร็จเลย ในเมื่อยังไม่ได้ส่งมอบงาน การก่อสร้างมีการปรับหรือไม่ เพราะเหตุใด ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านทางท่านประธานครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านเทวัญตอบครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เทวัญ ลิปตพัลลภ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ กระผมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ของท่านชำนาญ จันทร์เรือง ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า เรื่องของบ้านพัก ตุลาการที่กำลังเป็นปัญหาอยู่เมื่อปีที่แล้วนี่นะครับ ในปัจจุบันนี้ ผมขออนุญาตให้ขึ้นภาพ ได้ไหมครับ ยืมใช้ภาพของท่านด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
คือในส่วนของ พื้นที่ตรงนี้ที่ว่า ๑๔๐ กว่าไร่ แบ่งเป็นทั้งหมด ๓ ส่วนง่าย ๆ แล้วกันนะครับ ส่วนที่ ๑ คือ ส่วนที่บนสุด นั่นก็คือบ้านพักทั้งหมด ๔๕ หลังที่ว่าเป็นปัญหา ส่วนกลางเป็นอาคารทั้งหมด ๙ หลัง หลังละ ๓ ชั้น ส่วนล่างสุดเป็นที่ทำการของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ผมเรียนอย่างนี้ว่า ในส่วนที่ท่านถามเรื่องบ้านพัก ๔๕ หลัง เนื่องจากมติของที่ประชุมมีชัดเจนแล้วว่าบ้านพัก ๔๕ หลังที่อยู่ด้านบนสุดไม่มีผู้อยู่อาศัยมาตั้งแต่ต้นแล้ว และในปัจจุบันนี้ก็มีคำสั่งไม่ให้ มีผู้อาศัยอยู่ด้วย และบ้าน ๔๕ หลังนี้ได้งบประมาณไปบางส่วนเพื่อไปพัฒนา เพื่อให้กลับไป เป็นป่าสมบูรณ์ ส่วนเรื่องจะทุบหรือไม่ทุบก็เป็นเรื่องของปัจจุบัน ทางศาลยุติธรรมยังไม่ได้ ส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดให้กับทางกรมธนารักษ์ ตามที่เป็นข้อสรุปในที่ประชุม ส่วนที่ ๒ ส่วนด้านกลางเป็นอาคารบ้านพักอาศัย ๙ หลัง หลังละ ๓ ชั้น ปัจจุบันได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เพราะเนื่องจากมีความลาดชันต่ำคณะกรรมการก็เลยให้อยู่อาศัยได้ ส่วนล่างสุดเป็นที่ทำการ ของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ในปัจจุบัน ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ได้ของบประมาณไปสร้างที่ใหม่ ที่จังหวัดเชียงราย ถนนเด่นห้า-ดงมะดะ ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น ๗๖๕,๒๑๘,๐๐๐ กว่าบาท ก็กำลังดำเนินการก่อสร้าง ถ้าก่อสร้าง แล้วเสร็จที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ที่ผมกล่าวถึงนะครับ ก็จะย้ายไปอยู่ที่จังหวัดเชียงราย และตรงนี้ก็จะเป็นที่ทำการของศาลเยาวชนและศาลครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่นะครับ ก็ขอเรียนท่านตรงนี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ
เชิญคำถามที่ ๒ ครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีครับที่กรุณาตอบคำถามที่ผมยังไม่ได้ถามไป ก็ถือโอกาสขอบคุณด้วย ก็จะได้ถามคำถามข้อ ๓ เป็นข้อ ๒ ไปเลยนะครับ เหตุใดการฟื้นฟูที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ จากรัฐบาล ๑๙ ล้านบาท แต่ได้มาเพียง ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไป มีส่วนร่วม เหตุใดการให้ประชาชนเข้าออกพื้นที่ฟื้นฟูยังไม่สามารถทำได้ แม้กระทั่ง หน่วยราชการที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามโครงการนี้ยังต้องขออนุญาตเข้าพื้นที่เป็นครั้ง ๆ ไป การฟื้นฟูดังกล่าวมีความคืบหน้าหรือไม่ อย่างไร ในที่สุดจะต้องทุบทิ้งหรือไม่ ขอบคุณครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีตอบครับ
ขอบคุณ ท่านสมาชิกเป็นอย่างสูงนะครับ เรียนอย่างนี้นะครับว่า เรื่องที่ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไป มีส่วนร่วม ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า เรามีประกาศคณะกรรมการกำหนดแนวทางดำเนินการ ในส่วนของสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่และฟื้นฟูสภาพป่าจากกรณีก่อสร้างบ้านพักตุลาการ เมื่อปี ๒๕๖๑ ๒๘ พฤศจิกายน ในนั้นก็มีรายละเอียดที่มีภาคประชาชนไปเป็นกรรมการอยู่ด้วย ตอนนั้นก็มีท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม แล้วก็มีชมรม เพื่อดอยสุเทพ มีมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีกลุ่มเมืองเจริญใจ ผู้แทนบ้านดินคีตาทาน ผู้แทนสมาคมคนเหนือ ผู้แทนสภาเมืองสีเขียว นี่ที่มาจากภาคประชาชน นี่คือคณะกรรมการ ชุดแรก แล้วตอนหลังเมื่อได้งบประมาณมาแล้วที่เมื่อสักครู่ท่านเรียนถามว่า งบประมาณ ๑๙ ล้านบาทหรืออย่างไร แต่จริง ๆ ๑๗,๕๕๐,๐๐๐ บาท แต่เนื่องจากรัฐบาลจัดสรร งบประมาณมาช่วงแรกได้มาประมาณ ๙,๔๒๙,๕๐๐ บาท ก็มีคณะกรรมการภาคเอกชน ภาคประชาชนที่จะเข้าไปดูแลเงินในส่วนนี้เหมือนกันที่ท่านเป็นห่วงอยู่ ก็มีนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ นายบัณรส บัวคลี่ ผู้แทน กลุ่มภาคีคนฮักเชียงใหม่ นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้แทนกลุ่มสืบสานล้านนา นายปลายอ้อย ทองสวัสดิ์ ผู้แทนสภาเมืองสีเขียว แล้วก็ผู้อำนวยการสำนักงานธรรมชาติสิ่งแวดล้อม พวกนี้ เป็นภาคประชาชน แล้วก็มีนักวิชาการอีกจากหน่วยวิจัยฟื้นฟูป่าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แล้วก็มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลดอนแก้ว ประธานวิศวกรรม พวกนี้เป็นภาคนักวิชาการและภาคประชาชน ที่จะเข้าไปดูแลเงินที่จะเข้าไปฟื้นฟูเยียวยา ผมขอตอบที่ท่านถามว่าได้ดำเนินการไปแค่ไหน และปัจจุบันงบประมาณได้โอนไปเรียบร้อยแล้วอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ที่เหลือก็เป็นขั้นตอนของคณะกรรมการที่จะไปดำเนินการต่อ ส่วนท่านถามว่าแล้วจะทุบทิ้งหรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า ในปัจจุบันทางศาลยุติธรรม ยังไม่ได้มอบพื้นที่ทั้งหมด ๑๔๐ กว่าไร่ที่ท่านเป็นห่วงอยู่นี้ให้กับกรมธนารักษ์ ต้องคืนให้กับ กรมธนารักษ์ เมื่อกรมธนารักษ์ได้พื้นที่ทั้งหมดนี้แล้ว กรมธนารักษ์ก็จะนำงบประมาณ ไปฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง ส่วนจะทุบหรือไม่ทุบก็จะเป็นขั้นตอนที่ กรมธนารักษ์อาจจะไปโอนต่อให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็จะเป็น การดำเนินการอีกครั้งหนึ่งว่าจะทุบหรือไม่ทุบ แต่ส่วนกลางที่ผมว่าเป็นอาคารทั้งหมด ๙ หลัง หลังละ ๓ ชั้นก็ยังใช้อยู่ แล้วส่วนศาลด้านล่างที่เป็นที่ทำการศาลก็ยังไปดำเนินการ เป็นศาลเยาวชนและครอบครัว ขอขอบคุณครับ
ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เพียงแต่ว่าท่านตอบยังไม่ครบนะครับ ต่อคำถามที่ว่า ทำไมถึงมีการส่งมอบงานล่าช้ามาก จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ส่งมอบงานเลย มีการปรับหรือไม่ เหตุใด หรือมีการพิจารณายกเลิกสัญญาหรือไม่ อย่างไร ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสร้างไปแล้วคนก็ไม่ได้ อยู่ ยังสร้างอยู่หรือไม่ อย่างไร
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
อย่างนี้นะครับ ปัจจุบันบ้านสร้างเสร็จแล้ว แล้วก็ส่งมอบเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างดำเนินการครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมผมจะขออนุญาตนำหลักฐานต่าง ๆ ชี้แจง ผ่านท่านประธานไปถึงท่านสมาชิก เพื่อท่านจะได้ไปดำเนินการต่อ ต้องขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ กระทู้ถามทั่วไปเรื่องที่ ๓ นะครับ
๑.๒.๓. กระทู้ถาม ที่ ๐๑๑ เรื่อง ความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... (นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี
ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน
ขอเชิญเจ้าของกระทู้ ท่านอาดิลันครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดยะลา เขตเลือกตั้งที่ ๑ ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาตอบกระทู้ในวันนี้ ในกระทู้เรื่อง ความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้ บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ท่านประธานครับ หลักการเบื้องต้นของการอำนวยความยุติธรรม ก็คือผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับการคุ้มครอง ตามหลักการทั่วไปที่ให้สันนิษฐานว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนผู้ที่กระทำความผิดนั้นก็ต้องได้รับการลงโทษอย่างเป็นธรรม ผิดก็ต้องว่ากันตามผิด ประเด็นเหตุการณ์การซ้อมทรมานของบุคคล การบังคับคนให้สูญหาย ในสังคมไทยเราได้ยิน ได้เห็นกันมาโดยตลอด มีการบังคับคน มีการซ้อม มีการทรมานที่เราได้ยินมาโดยตลอด กรณีที่ตกเป็นผู้ต้องหา เพื่อบังคับให้รับสารภาพ มีเหตุการณ์ที่ผู้นำองค์กรภาคประชาสังคม ที่สูญหายขณะที่มีการเรียกร้องต่อสู้ให้กับองค์กรตัวเอง เรารู้จักนายทนง โพธิ์อ่าน ประธานสภาลูกจ้าง ที่สูญหายในปี ๒๕๓๔ เรารู้จักนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรม นักกฎหมายมุสลิม ที่สูญหายในปี ๒๕๔๗ เรารู้จักนายพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้สิทธิชุมชน กะเหรี่ยง ที่สูญหายเมื่อปี ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราเป็นภาคีอนุสัญญา ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๑ คืออนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี อีกฉบับหนึ่งก็คืออนุสัญญา ระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนให้พ้นจากการหายสาบสูญที่ถูกบังคับ โดยฉบับแรกนั้นประเทศไทยเราลงนามและให้สัตยาบันแล้วในปี ๒๕๕๐ ฉบับที่ ๒ คือในส่วนของสัญญาคุ้มครองบุคคลให้พ้นจากการสูญหายนั้น ประเทศไทยเราได้ลงนามแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๕ และเมื่อปี ๒๕๖๐ เราได้ให้สัตยาบัน แต่ตอนนี้ประเทศไทยเรายังไม่ได้มอบ สัตยาบันศาลให้กับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ จะอย่างไรก็แล้วแต่ผมต้องขอชื่นชม แล้วก็ขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว ที่เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาในฐานะฝ่ายบริหารให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้พิจารณา เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีที่ภาคประชาสังคมหรือทุกภาคส่วนเรียกร้องให้มีกฎหมายฉบับนี้ ในประเทศไทย มีรัฐบาลหลายรัฐบาล แต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหน หรือสภาเสนอกฎหมายฉบับนี้ จนกระทั่งเมื่อปี ๒๕๖๐ สภานิติบัญญัติแห่งชาติในรัฐบาลชุดที่แล้วได้รับหลักการ และตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาและพิจารณา แต่มีเหตุอันใดไม่ทราบที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ ไม่สามารถที่จะนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติและตราออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่เราก็หวังว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะเป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อให้สภาเป็นผู้พิจารณากฎหมายและตราใช้เป็นกฎหมายต่อไป ท่านประธานครับ การทรมาน การกระทำให้บุคคลสูญหายที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเป็นการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เราไม่อาจยกเว้นให้กระทำได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ๆ ร่างพระราชบัญญัติที่มีการเสนอโดยคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว หากเราพิจารณาฉบับร่าง ก่อนที่จะมีการปรับปรุงโดยคณะกรรมาธิการ เราจะเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ดี และเหมาะสมในการบังคับใช้ มีจุดเด่นในการที่จะช่วยเหลือในการให้ประชาชนได้มีสิทธิ เข้าถึงกฎหมาย เข้าถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพได้อย่างมากกว่าปกติ ไม่ใช่เฉพาะต้องเป็น ผู้เสียหายที่เป็นบิดามารดาหรือครอบครัวเท่านั้น ใครก็ได้ที่รับรู้ รู้เห็นเรื่องของการบังคับ สูญหายหรือการซ้อมทรมานก็สามารถจะดำเนินการได้นะครับ คดีที่เกี่ยวกับการซ้อมทรมาน หรือการบังคับให้สูญหายให้ไปอยู่ในการดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อเป็นคดีขึ้นมา ก็ให้เสนอต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมันไม่ใช่กระบวนการปกติในการใช้ กระบวนการกล่าวหา แต่เป็นกระบวนการไต่สวน ซึ่งกระบวนการไต่สวนเป็นการให้โอกาส กับประชาชนในการที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะประชาชนทั่วไปไม่สามารถจะเข้าถึง พยานหลักฐานได้อย่างเจ้าพนักงาน นอกจากนั้นแล้วในร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวนั้น ยังให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามกฎหมายต้องรับโทษได้ด้วย เช่นกัน เพื่อเป็นการป้องปรามให้ผู้บังคับบัญชาต้องทำหน้าที่กำชับกำกับดูแลการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ของตนเอง นอกจากนั้นแล้วในกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นยังห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ อ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานการณ์สงคราม หรือสถานการณ์ความมั่นคงของรัฐ หรือสถานการณ์พิเศษใด ๆ ก็แล้วแต่ในการยินยอมให้เจ้าหน้าที่กระทำฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ในการซ้อมหรือทรมาน หรือบังคับให้สูญหายได้ กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจน ตัวร่างนะครับ ไม่ใช่ตัวฉบับที่มีกรรมาธิการพิจารณาตัด ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าหากคณะรัฐมนตรีได้เสนอเข้ามา ในสภา ผมเชื่อว่าสภาแห่งนี้มีผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่มีความสามารถ ผู้ที่ให้ความสำคัญกับ การปกป้องสิทธิเสรีภาพ ต้องช่วยกันปกป้อง ต้องช่วยกันตรวจสอบรายละเอียดของกฎหมาย โดยละเอียดนะครับ นอกจากนั้นแล้วจุดเด่นสำคัญที่ผมอยากจะโน้มน้าวให้เพื่อน ๆ สมาชิก ได้ทราบ ถ้าอนาคตหากสภา หากคณะรัฐมนตรีมีการนำเสนอกฎหมายเข้ามา กฎหมายฉบับนี้ ห้ามไม่ให้รับฟังคำให้การใด ๆ ที่ได้มาจากการซ้อมทรมาน คำรับสารภาพของบุคคล ขณะที่ถูกกล่าวหาว่าซ้อมทรมาน ไม่สามารถจะนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้ เพราะปัจจุบันนี้ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีบัญญัติไว้ว่าห้ามไม่ให้รับฟังพยานหลักฐาน ที่ได้มาโดยมิชอบ แต่ก็มีข้อยกเว้นที่อาจจะรับฟังได้ แต่กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ ตัดไม่ให้ รับฟังโดยเด็ดขาด นี่คือสิ่งที่คิดว่าจะเป็นพัฒนาการของประเทศไทยที่เราได้มีกฎหมายที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยมีกฎหมายฉบับนี้แล้ว ปัญหาการร้องเรียน คำถามของผม ที่จะถามถึงท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านรัฐมนตรี ผมถือว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการยืนยัน เจตจำนงของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง จึงขอเรียนถาม ๒ คำถาม และให้ท่านรัฐมนตรีตอบนะครับ รัฐบาลมีนโยบายจะดำเนินการ ให้มีการทบทวนและพิจารณาให้ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... เป็นกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ขอทราบ รายละเอียด
คำถามที่ ๒ ผมขอถามพร้อมกันเลย รัฐบาลมีนโยบายที่จะดำเนินการ เพื่อกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน ในการส่งมอบสัตยาบันศาลให้กับเลขาธิการองค์การ สหประชาชาติตามข้อกำหนดของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคน จากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ
ขอเชิญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านสมศักดิ์ได้ตอบครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดยะลา ท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ได้ให้ความสนใจ ติดตามความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งตรงนี้ต้องเรียนว่าความพยายามของรัฐบาล ที่จะสร้างกฎหมายหรือผลิตกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น ท่านอาดิลันก็ได้แสดงให้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานทราบแล้วว่า รัฐบาลในอดีตได้พยายามดำเนินการเต็มที่ แต่ก็มีขั้นตอนของเวลาที่พิจารณาไม่ถึงวาระที่ ๓ ขาดไปนิดเดียว ซึ่งตรงนี้ต้องเรียนว่า การดำเนินการที่จะแก้กฎหมาย ในลักษณะที่เข้าใจว่าแก้ประมวลกฎหมายอาญาได้ ในเรื่องของทรมานหรืออุ้มหาย แต่เมื่อไปตรวจความชัดเจนและได้ปรึกษาหารือผู้รู้ ที่ปรึกษา ของ ยูเอ็น (UN) ปรากฏว่าประมวลกฎหมายอาญาของเราไม่มีฐานความผิดในเรื่องของ ทรมานและฐานความผิดในเรื่องของอุ้มหายตรงนี้ ก็เลยไม่สามารถที่จะดำเนินการในการแก้ ประมวลกฎหมายอาญาได้ จึงต้องผลิตเป็นกฎหมายใหม่ขึ้นมา ซึ่งในสาระสำคัญ ของกฎหมายนี้ มีทั้งเรื่องของการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทรมานผู้ต้องหา หรือการอุ้มหายเสียชีวิต การร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นได้ผนวกใน ๒ ประเด็นตรงนี้ ซึ่งอยู่ใน ๒ สนธิสัญญาภาคี ต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดยะลาได้กล่าวไว้ตอนนั้นมี ๒ ภาคีสมาชิก ต้องเรียนว่าเมื่อดำเนินการและได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาของ ยูเอ็น (UN) ก็เป็นต้นร่าง กฎหมายที่ท่านทั้งหลายจะได้เห็นในสภาในโอกาสต่อไปเร็ว ๆ นี้
ในคำถามข้อที่ ๑ ของท่านว่า กฎหมายนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล หรือไม่อย่างไร ผมเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ผมได้ยืนยัน ร่างพระราชบัญญัติแก่คณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือเสนอร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมายังประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒ หลังจาก ท่านเสนอกระทู้ถามมาประมาณ ๑ เดือน ต้องขอขอบคุณท่านอย่างมาก ที่ท่านได้ติดตาม และเร่งรัด จึงทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดดังกล่าว
ในคำถามข้อที่ ๒ ว่าเราได้เป็นภาคีอนุสัญญาในเรื่องของอุ้มหายหรือยัง ผมใช้คำพูดง่าย ๆ สั้น ๆ ต้องเรียนท่านสมาชิกผ่านท่านประธานว่า ยังไม่สามารถ ที่จะเป็นภาคีอนุสัญญาได้ แต่ สนช. ได้รับรองการที่เราจะขอเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว แต่ในเมื่อกฎหมายยังไม่ได้รับ การรับรองจากสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ ๓ ในข้อปฏิบัติเป็นเงื่อนไขของกระทรวง การต่างประเทศที่ยังไม่สามารถที่จะนำไปขอการเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว เป็นสมาชิกตรงนี้ ต้องรอให้กฎหมายผ่านวาระที่ ๓ ของสภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกสนใจ และให้ความสนใจอย่างมาก ติดตามมาตรงนี้ก็จะสำเร็จในเมื่อกฎหมายเราผ่านวาระที่ ๓ แล้ว ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านอาดิลัน ถามคำถามที่ ๒ ครับ
คำถามที่ ๒ นี่จริง ๆ ท่านรัฐมนตรี ได้ตอบแล้ว ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ให้คำสัญญา ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เข้ามาสู่สภาแล้ว ก็จะเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นผู้พิจารณาต่อไป เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนประเทศไทยต่อไป ขอบคุณครับ
เป็นการจบ ในวาระกระทู้ถามทั่วไป ต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมที่จะหยิบยกวาระที่ ๒.๒ กับ ๒.๓ ขึ้นมาพิจารณาก่อนที่เราจะพิจารณารับทราบรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะวาระที่ ๒.๒ กับวาระที่ ๒.๓ นั้น เป็นวาระของประกาศของการเลื่อนบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาภิวัฒน์ ไม่มีผู้ใดขัดข้องนะครับ ผมจะดำเนินการต่อ ในระเบียบวาระที่ ๒.๒ ขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นเสร็จแล้วเราก็จะไปพิจารณารับทราบรายงาน ประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
๒.๒ รับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไป ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่ง ที่ว่าง ซึ่งเรื่องนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๑ (๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงประกาศให้ผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน จำนวน ๑ ท่าน คือ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม
แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือรับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎร ทำนองเดียวกัน คือเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตำแหน่งที่ว่างลงของท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาภิวัฒน์ ได้มีหนังสือขอลาออก จากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๒ เป็นเหตุให้ สมาชิกภาพของท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๑ (๓) ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ฉะนั้นอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญจึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคประชาภิวัฒน์ เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน จำนวน ๑ ท่าน คือ ท่านนันทนา สงฆ์ประชา จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
๒.๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๑๕ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก ก่อนเข้ารับหน้าที่ ดังนั้นขอเชิญท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม กับท่านนันทนา สงฆ์ประชา นะครับ ทั้ง ๒ ท่านอยู่ในนี้นะครับ กรุณายืนขึ้นเพื่อกล่าวคำปฏิญาณตน โดยผมจะเป็นผู้นำให้นะครับ
(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ได้ยืนขึ้นและกล่าวคำ ปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำ)
“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติ ตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
ขอบคุณมากครับ เชิญนั่งครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไป
๒.๑ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญ
ด้วยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอรายงานประจำปี ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบตามพระราชบัญญัติสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ ซึ่งรายละเอียดของรายงานประจำปี ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้จัดวางให้ประจำที่นั่งของท่านสมาชิกแล้วนะครับ ท่านประธาน ได้อนุญาตให้ผู้แทนของรัฐธรรมนูญเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ ในกรณีที่หากมี ท่านสมาชิกต้องการอภิปรายซักถาม ขอเชิญเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งมีท่านเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านพรธิภา ไสวสุวรรณวงศ์ รองเลขาธิการ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญด้านคดี พันโท ภาคภูมิ ศิลารัตน์ รองเลขาธิการสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญด้านบริหาร ท่านบุญเสริม นาคสาร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหาร ท่านพรพิมล นิลทจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานประธานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านสุวัชรี เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักคดี และท่านทัศนาพร ลิกขชัย ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริหารทรัพยากรมนุษย์
(ผู้แทนสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเข้าประจำที่)
มีท่านสมาชิกท่านใดต้องการอภิปรายซักถามไหมครับ เชิญได้เลย เชิญท่านปิยบุตรครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เข้าใจว่าทางวิป (Whip) ฝ่ายค้านและวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลคงส่งรายชื่อให้ท่านประธาน เหมือนกันนะครับ ผู้อภิปรายมีไม่มากนะครับ ของผมขออนุญาตใช้เวลาประมาณไม่เกิน ๓๐ นาทีนะครับ จะใช้เวลาให้อยู่ในประเด็น
ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้เพื่ออภิปราย เกี่ยวกับรายงานศาลรัฐธรรมนูญประจำปี ๒๕๖๐ การอภิปรายของผมก็เพื่อเป็นการยืนยันถึง อำนาจของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบถ่วงดุลกับองค์กรอื่น ๆ ตามหลักการแบ่งแยก อำนาจ แม้กระทั่งวันนี้แล้วอำนาจของพวกเราสภาผู้แทนราษฎรจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ พวกเราแทบจะไม่มีอำนาจหลงเหลือในการตรวจสอบถ่วงดุลกับศาลรัฐธรรมนูญเลย แต่อย่างน้อยที่สุดวันนี้มีโอกาสครับ มีโอกาส ผมจึงขอใช้โอกาสอันน้อยนิดแห่งนี้เพื่อแสดง บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นองค์กรเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และหวังว่าการอภิปรายครั้งนี้ผมเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง ก่อนจะเข้าสู้เนื้อหาการอภิปรายผมต้องขออนุญาตยืนยันต่อ ที่ประชุมแห่งนี้ฝากท่านประธานไปยังท่านเลขาธิการสำนักงานและทีมงานของท่าน วันนี้มา ชุดใหญ่เลยนะครับ เต็มชุด ถือว่าท่านให้เกียรติสภาผู้แทนราษฎรมาก ผมต้องขอยืนยันว่า ผมเองเป็นคนที่สนับสนุนการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ระบบการตรวจสอบ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายมีอยู่ ๒ ระบบใหญ่ ๆ คือระบบกระจายอำนาจ ให้ศาลทุกศาลช่วยกันตรวจสอบ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ กับระบบรวมอำนาจ ให้ศาลรัฐธรรมนูญแต่เพียงผู้เดียวตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งประเทศเยอรมนีและประเทศออสเตรียเป็นต้นแบบ ของประเทศไทยเรานั้นเลือกเดินตาม แบบหลัง เลือกลอกแบบจากประเทศเยอรมนีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมเป็นคนหนึ่ง ซึ่งสนับสนุนให้มีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็อีกเช่นเดียวกันครับท่านประธาน ผมเองไปร่ำไปเรียน กฎหมายมาแล้วก็มาประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สอนอยู่คณะนิติศาสตร์ แล้วก็สอน วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ สอนวิชาศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญมา ด้วยอาชีพของผมในอดีตก่อนที่จะเข้ามาเป็น ส.ส. นี้ จึงจำเป็นอยู่เองที่ต้องวิจารณ์ ศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อย ๆ วิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อย ๆ ตลอด ๑๐ ปีที่ผม ประกอบอาชีพก็วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้งนะครับ แล้วก็ไม่มีปัญหา อะไรเกิดขึ้น วิจารณ์อย่างไรตามก็ไม่มีคดีความอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครไปร้องเรียน แต่จนกระทั่งผมลาออกจากราชการประจำครับ แล้วมาลงสมัคร ส.ส. ก็มีนายทหารคนหนึ่ง ไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปร้องทุกข์กล่าวโทษว่าผมมีความผิดฐานดูหมิ่นศาล เพราะไปวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเข้า ก็ไม่เป็นไรว่ากันตามกระบวนการครับ ตอนเป็นอาจารย์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญไม่โดนคดีอะไรเลยครับ พอมาเป็นนักการเมือง โดนไปแล้ว ๑ ข้อกล่าวหา ไม่เป็นไร เช่นเดียวกันครับ ผมพูดมาถึงตรงนี้เพื่อจะยืนยันว่า ผมเองเป็นคนที่สนับสนุนการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็เป็นคนที่วิจารณ์ ศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้งนะครับ แล้วก็หวังว่าด้วยความปรารถนาดีว่าอยากจะให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์หลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ นิติธรรมให้ได้สมบูรณ์แบบตามที่รัฐธรรมนูญมีเป้าประสงค์ครับ ผมขออนุญาต อย่างนี้ครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญครับท่านประธาน บทบาทสำคัญ คือ รักษา ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเอาไว้ รักษาหลักการประชาธิปไตยเอาไว้ ตรวจสอบ เสียงข้างมาก เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองเสียงข้างน้อย เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญของบุคคลต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพวกเราในสภาแห่งนี้เสียงข้างมากลงมติ ให้ความเห็นชอบกฎหมายไป ๑ ฉบับ อย่างน้อยที่สุดเสียงข้างน้อยก็มีโอกาสร้องไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญ นี่คือกลไกสำคัญในการคุ้มครองเสียงข้างน้อยครับ ดังนั้นจึงเป็นธรรมชาติอยู่เองครับ ที่การใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเผชิญหน้า กับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งอยู่เสมอ ๆ นั่นก็คือสภาแห่งนี้นั่นเองนะครับ สภาแห่งนี้ มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยครับ เพราะพวกเรามาจากการเลือกตั้งของราษฎร เราจึง มีความชอบธรรมว่าเราเป็นผู้แทนของราษฎรในการออกกฎหมาย แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ต้องการมาตรวจสอบพวกเรา ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องแสวงหาความชอบธรรม ทางประชาธิปไตยที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับสภาผู้แทนราษฎรครับ ดังนั้นองค์กรแบบนี้ เมื่อเกิดขึ้นในต่างประเทศ ในโลกตะวันตกที่เขาคิดค้นกันขึ้นมา เขาถึงพยายามออกแบบ ให้ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญไปเชื่อมโยงกับประชาชนโดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลครับ ประเทศเยอรมนีต้นแบบของเราครับ ที่มาของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญมาจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือกครึ่งหนึ่ง วุฒิสภาเลือกอีกครึ่งหนึ่ง แล้วก็เลือกกันมานี่ไม่ได้เลือกกันสะเปะสะปะ แต่เลือกจากรายชื่อลิสต์ (List) ที่กระทรวง การยุติธรรม รัฐบาลแห่งมลรัฐ แล้วก็กลุ่มการเมืองในสภาจัดบัญชีเอาไว้ แล้วสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภาก็ไปหยิบจากชื่อนั้นเลือกมา แล้วก็ใช้เสียง ๒ ใน ๓ ประเทศไทยเรานั้นที่มาของ ศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้เชื่อมโยงไปหาสภาผู้แทนราษฎรเลยครับ พวกเราแทบไม่มี โอกาสได้พูดพบปะเจอกับแคนดิเดต (Candidate) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลยนะครับ วิธีการได้มาคืออะไร ตอนนี้กำลังเลือกใหม่อยู่ ๕ ท่าน คือมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คัดมา ๓ คน ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดคัดมา ๒ คน เสร็จแล้วก็เอามาให้ ส.ว. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ในส่วนผู้เชี่ยวชาญนิติศาสตร์ ๑ ท่าน รัฐศาสตร์ ๑ ท่าน อดีตข้าราชการประจำ ๒ ท่าน ก็มีคณะกรรมการสรรหาเลือกมาแล้วส่งมาให้วุฒิสภารับรอง ซึ่งคณะกรรมการสรรหานั้นพวกเรามีไปเอี่ยวอยู่นิดเดียวเท่านั้นครับ ตรงประธาน สภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านเข้าไปเอี่ยวตรงกรรมการสรรหาเท่านั้นเอง แต่พวกเรา ไม่มีโอกาสเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลย ดังนั้นจึงเป็นปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญไทย ที่อำนาจจะต้องเผชิญหน้ากับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งอย่างพวกเรา ซึ่งมีความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองกลับมีที่มาที่ไม่เชื่อมโยงกับสภาผู้แทนราษฎรเลย นี่คือปัญหาใหญ่ ที่เกิดขึ้นของเรา ทีนี้ผมขออนุญาตกล่าวเข้าไปถึงตัวรายงานฉบับนี้ครับท่านประธาน รายงานฉบับนี้รูปเล่มสวยงาม กระดาษพิมพ์สีอาร์ต (Art) มันสวยงามมาก ผมอ่านแล้ว ก็ชื่นชอบมาก แล้วท่านได้ดีจริง ๆ มีการสรุปตัวเลขจำนวนคดี มีสรุปย่อคำวินิจฉัยที่สำคัญ มีสรุปย่อรายงานการวิจัยที่สำคัญ แล้วก็มีอธิบายถึงเรื่องงบการเงินที่สำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินไปตรวจสอบ รายงานชิ้นนี้ทำได้ดีมาก เมื่อเราเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เคยเอารายงานมาส่งที่สภาผู้แทนราษฎร อันนี้ต้องขอชื่นชมท่าน ทีนี้ประเด็นที่ผมจะพูดถึง รายงานฉบับนี้ มีอยู่ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ผมขออนุญาตพูดถึงสถิติคดีในแต่ละปี ในรายงานฉบับนี้ ในหน้า ๔๒ ทางสำนักศาลรัฐธรรมนูญท่านก็รวบรวมมาได้ดีมากเป็นกราฟขึ้นเลย มีสถิติ ย้อนหลัง ระบุสถิติคดี ๑๐ ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๖๐ เราจะทราบได้ว่า จำนวนคำร้องที่เข้ามาในแต่ละปีมีเท่าไร จำนวนคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเสร็จ ในแต่ละปีมีเท่าไร จำนวนคดีคงค้างที่จะต้องยกยอดไปปีหน้ามีเท่าไร ท่านทำออกมา เป็นกราฟได้ดีมาก ทีนี้พอเราลองไปดูในจำนวนสถิติคดีตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ จนถึงปี ๒๕๕๖ เราจะพบว่ามีคำร้องค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๑๒๐-๑๓๐ คำร้อง แล้วก็มีการวินิจฉัยแล้วเสร็จ พิจารณาคดีแล้วเสร็จ ประมาณร้อยละ ๖๐ ถึงร้อยละ ๘๐ แต่พอมาปี ๒๕๕๗ ยอดคำร้อง ลดลงเหลือ ๙๖ แต่ปีนั้นศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยคดีได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม จบ พอมาปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ คำร้องลดลงครับ ยอดคำร้องจากปี ๒๕๕๘ ลดลงเหลือ ๓ ยอดคำร้องของปี ๒๕๕๙ ลดลงเหลือ ๘ ยอดคำร้องของปี ๒๕๖๐ เหลือ ๕๑ ทำไม ยอดจำนวนคำร้องถึงลดลง มันมีนัยสำคัญตรงนี้อยู่ครับท่านประธาน สาเหตุก็คือปี ๒๕๕๗ เกิดอะไรขึ้นครับ ปี ๒๕๕๗ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม มีการรัฐประหารยึดอำนาจโดย คณะรัฐประหารที่ชื่อว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มันมีความสำคัญเกี่ยวกับกรณี จำนวนคำร้องอย่างไร เวลารัฐประหารเกิดขึ้น สิ่งแรก ๆ ที่คณะรัฐประหารเขาต้องทำ คืออะไรครับ ต้องประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในเวลานั้น เพราะถ้าไม่ยกเลิก เขากลายเป็นกบฏแน่นอน เขาต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญก่อน พอยกเลิกเสร็จก็จะปกครอง ประเทศโดยไม่มีรัฐธรรมนูญครับ แล้วก็ใช้อำนาจตัวเองตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ออกประกาศ คำสั่งใช้เป็นกฎหมายทั้งหมด เป็นแบบนี้เรื่อยมาในการรัฐประหารในประเทศไทย ทีนี้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญครับ พอท่านมีหน้าที่พิทักษ์ รัฐธรรมนูญ เวลาเกิดรัฐประหารเกิดขึ้นความคาดหวังก็ต้องอยู่ที่ว่า ถ้ามีคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง มาก่อการยึดอำนาจรัฐประหารแล้ว เราเหลือองค์กรนี้อยู่ที่จะทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คนที่เตรียมจะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ องค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญก็ควรที่จะต้อง แสดงบทบาทสู้ยันกับตัวการรัฐประหาร หลักมันก็ต้องเป็นแบบนั้น ดังนั้นบรรดา คณะรัฐประหารก็เฉลียวฉลาดเพียงพอครับ ในเมื่อเขารู้อยู่แก่ใจถ้ามีศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อไป เป็นไปได้หากเกิดศาลรัฐธรรมนูญมาขวางการรัฐประหาร บอกว่าการรัฐประหารนั้นเป็นการ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เดี๋ยวรัฐประหารจะไม่สำเร็จจะยุ่งกันใหญ่ ดังนั้นพอรัฐประหารเมื่อไรครับ นอกจาก ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำมาด้วยคือ ออกประกาศยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ออกประกาศยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้งเสีย ประเทศไทยเราเคยทำแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งครับ เมื่อรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะ คปค. ที่เรียกกันตัวย่อนะครับ เขาฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทิ้ง พร้อม ๆ กับออกประกาศมา ๑ ฉบับครับ สั่งยุบศาลรัฐธรรมนูญในเวลานั้น ทิ้งทันที แล้วตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาชื่อ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใช้เป็นการชั่วคราว นี่คือสิ่งที่รัฐประหารปี ๒๕๔๙ ทำ แต่ครั้งนี้ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมครับ รัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ เป็นรัฐประหารแปลกประหลาด ทั้งในประเทศไทยและในทางสากลด้วยครับ คือก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญก็แล้ว แต่ปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อครับ ผมก็มานั่งคิด แล้วคณะรัฐประหารไม่กังวลใจหรือว่าศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อจะมีโอกาสไปตรวจสอบนะว่า คณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่น่าสนใจครับ เราก็เลยลองมาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ต่อครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และก็ประกาศคำสั่ง ของ คสช. รับรองให้ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้อยู่ต่อมาเรื่อย ๆ ทีนี้มันก็เลยเกิดการลักลั่นกันว่า คสช. ซึ่งเป็นองค์กรรัฐประหารยึดอำนาจเป็นคนไปรับรองให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อ แล้วแบบนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปตรวจสอบ คสช. องค์กรที่มาจากการยึดอำนาจได้หรือไม่ อย่างไร หรืออย่างน้อยที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะมีโอกาสไหมที่จะบอกว่า คสช. นั่นละมีการกระทำ เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ คสช. เขาก็ไปออกรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ มา มาตราสุดท้าย มาตรา ๔๘ เขาเขียนเอาไว้เพื่อนิรโทษกรรมตนเอง เขียนไว้ยาวเฟื้อย สรุปก็คืออะไรที่ตัวเอง ทำในวันยึดอำนาจนั้นถ้าผิดกฎหมายให้พ้นผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง จากนั้นมาตรา ๔๗ ก็ไปเขียนเอาไว้ว่า บรรดาประกาศคำสั่งของ คสช. ทั้งหลายทั้งปวงให้ถือว่าชอบด้วย รัฐธรรมนูญและกฎหมาย เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นแบบนี้ครับ นั่นหมายความว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ไม่มีวันผิด ประกาศ คสช. ที่ออกมาทั้งหมด ไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ คำสั่งของ คสช. ที่ออกมาทั้งหมดไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ เมื่อสภาพการณ์ทางรัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ จึงไม่ต้องสงสัยไม่ต้องแปลกใจเลยครับ มันเป็นธรรมดาอยู่เองที่จำนวนคำร้องที่ร้องมาศาลรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๗ จึงหยุดอยู่ที่ ตัวเลข ๙๖ คำร้อง ไม่มีไหลต่อเนื่องขึ้นไปเป็นหลักร้อย จึงเป็นธรรมดาอยู่เองครับ ที่จำนวนคำร้องในปี ๒๕๕๘ มีเพียง ๓ คำร้อง จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่คำร้องในปี ๒๕๕๙ มีเพียง ๘ คำร้อง จนกระทั่งเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประกาศใช้นั่นละครับ จำนวนคำร้อง มันถึงสปีด (Speed) เร่งเพิ่มขึ้นมาเป็น ๕๑ คำร้อง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นถึงว่า จำนวนสถิติคดีที่อยู่ในรายงานเล่มนี้จำนวนมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด อย่างมีนัยสำคัญ เพราะมันสัมพันธ์กับการยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ มันสัมพันธ์กับ การปกครองประเทศโดยคณะ คสช. ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมานะครับ จำนวนคำร้อง ของศาลรัฐธรรมนูญจึงลดลง เพราะพี่น้องประชาชน องค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ก็คงทราบดีว่าจะเสนอคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญทำไม เพราะในเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ รับรองเอาไว้ทุกสิ่งทุกอย่างหมดแล้วว่า คสช. ถูกเสมอ คำร้องจึงลดลงไปตามลำดับ ท่านประธานครับ ด้วยรัฐธรรมนูญไทยที่กำหนดแบบนี้ ระบบกฎหมายของประเทศไทย ที่ยึดถือกันเป็นจารีตปฏิบัติต่อเนื่องกันมาว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้สำเร็จ จะกลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถ้ายึดไม่สำเร็จกลายเป็นกบฏเราถือกันมาเป็นแบบนี้ตามแนว คำพิพากษาศาลฎีกา ด้วยสภาพการณ์แบบนี้จึงบีบบังคับโดยปริยายว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีโอกาสพิทักษ์รัฐธรรมนูญในช่วงเวลายึดอำนาจ ด้วยสภาพแบบนี้เองจึงบีบบังคับให้ ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นศาลที่ไม่ได้พิทักษ์รัฐธรรมนูญนะครับ ส่วนจะพิทักษ์รัฐประหาร หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญอยากจะตรวจสอบคณะรัฐประหาร อย่างไรก็ตรวจไม่ได้ครับ เพราะมันติดล็อกของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ เอาไว้ ต่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญอยากจะตรวจสอบอย่างไร เห็นว่าประกาศคำสั่งละเมิดสิทธิอย่างไร ขัดแย้งกับปฏิญญาสากลอย่างไร ขัดแย้งกับมาตรา ๔ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ อย่างไร ขัดแย้งกับสิทธิเสรีภาพอย่างไร ก็ตรวจสอบไม่ได้ครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ มันรับรองเอาไว้หมดว่าให้ชอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐธรรมนูญในลักษณะมาตราสุดท้าย ที่เขียนไว้แบบนี้จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานไม่ได้ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถตรวจสอบใด ๆ ได้เลย อย่างไรก็ตามครับ ผมเข้าใจดีครับท่านประธาน เวลารัฐประหารเสียงปืนมันดังขึ้นครับ กฎหมายก็เงียบลงนี่เป็นสุภาษิตกฎหมายโรมัน เวลาเสียงปืนดังขึ้นกฎหมายก็เงียบลง แต่ ณ วันนี้ครับเราอยู่ในปี ๒๕๖๒ เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประกาศใช้แล้ว เรามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว และเรามีรัฐบาลชุดใหม่เกิดขึ้น เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากว่าการถวายสัตย์สมบูรณ์จริงนะครับ ก็เกิดขึ้นเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาที่ตามมาก็คือ เมื่อยามคณะรัฐประหารยึดอำนาจเสียงปืนดังขึ้น กฎหมาย เงียบลง แต่ ณ วันนี้เสียงปืนสงบลงไปแล้ว จะถึงเวลาที่กฎหมายกลับมาดังขึ้นเหมือนเดิม ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากให้ความเห็นตรงนี้นิดหนึ่งว่า ณ เวลานี้ยังมีประกาศ คำสั่ง คสช. อีกเป็นจำนวนมากซึ่งมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ แล้วมีเนื้อหาหลายอย่าง ที่มันขัดกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เรื่องเหล่านี้เรามีโอกาสไหมครับที่จะเสนอคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่าประกาศคำสั่ง คสช. ขัดกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ท่านประธานครับ คนร่างรัฐธรรมนูญเขามองการณ์ไกลครับ เขาก็เขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไว้ในมาตรา สุดท้าย คือมาตรา ๒๗๙ บอกว่าอะไรที่เคยบอกว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต่อไป นั่นหมายความว่า ณ วันนี้เกิดพวกเราอยากจะ โต้แย้งว่าประกาศ คสช. ขัดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถ้าไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะอ้างได้อีกว่ามาตรา ๒๗๙ นั้นวินิจฉัยรับรองความชอบเอาไว้หมดแล้ว ผมจึงเรียนว่า นี่คือสภาพปัญหา แน่นอนที่สุดครับท่านประธาน ทางพวกผมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราจะ หาทางช่วยศาลรัฐธรรมนูญให้มีโอกาสตรวจสอบประกาศคำสั่ง คสช. เหล่านี้ครับ พวกเราจะ พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ให้ได้ อย่างน้อยที่สุด พวกเราจะได้มีโอกาสตรวจสอบประกาศคำสั่ง คสช. เสียทีว่ามันมีโอกาสขัดหรือแย้ง กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กลับมามีโอกาสพิจารณาคำร้อง มากขึ้น ๆ ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กลายเป็นศาลรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คอยตรวจสอบว่าประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ผมขอพูดถึงผลการดำเนินการในเรื่องงานวิจัยของสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๖๐ นั้น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีโครงการงานวิจัยอยู่ ๒ โครงการใหญ่ ๆ โครงการที่ผมสนใจมากก็คือเรื่องของการละเมิดอำนาจศาล ศึกษา เปรียบเทียบศาลรัฐธรรมนูญไทยกับต่างประเทศ ในรายงานนี้ท่านก็สรุปเอาไว้อย่างสังเขป อ่านแล้วเข้าใจชัดเจนอยู่ในหน้า ๕๑-๕๓ จากรายงานการวิจัยนี้ผมเข้าใจว่าสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญใช้งบประมาณเพื่อจะให้นักวิชาการมาศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ก็เพราะว่ามีความคิด กันจริง ๆ ว่าสุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญควรจะมีกฎหมายเรื่องละเมิดศาลให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ในท้ายที่สุดไม่มากก็น้อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๘ วรรคสาม ก็ได้เขียนเอาไว้แบบนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่าน การวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยคดีที่กระทำโดยสุจริตและมิได้ ใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย ไม่มีความผิดฐานละเมิด อำนาจศาล นั่นหมายความว่ากฎหมายมาตรา ๓๘ วรรคสาม นี้บอกเอาไว้ว่า วิจารณ์ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่การวิจารณ์นั้นต้อง ๑. สุจริต ๒. ไม่ใช้ถ้อยคำ หรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ถ้าวิจารณ์ลักษณะ แบบนี้ไม่ผิดฐานละเมิดอำนาจศาล อ่านมาตรา ๓๘ วรรคสาม แบบนี้เราก็เบาใจว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยมาผมเตรียมวิจารณ์แน่นอนตามอาชีพที่ผมเคยเป็นมา แล้วก็การวิจารณ์ก็ไม่ได้สงวนไว้ให้กับนักวิชาการอย่างเดียว คนเป็น ส.ส. ก็ต้องวิจารณ์ได้ ผมเห็นกฎหมายท่านเขียนข้อนี้ก็รู้สึกดีใจว่าเรามีโอกาสวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่การเขียนแบบนี้ในทางกลับกันนั่นหมายความว่า ถ้าเราอ่านมาตรา ๓๘ วรรคสาม กลับกัน ถ้าหากเราวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เข้าเงื่อนไขว่าสุจริต ไม่เข้าเงื่อนไขว่าไม่ใช้ ถ้อยคำ หรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย แบบนี้เท่ากับละเมิดอำนาจศาล ใช่หรือไม่ แบบนี้เท่ากับละเมิดอำนาจศาลใช่หรือไม่ ท่านสมาชิกในห้องนี้หลายท่าน เรียนนิติศาสตร์ ท่านเลขาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาจากสำนักงานศาลก็คงมีความรู้ เรื่องนิติศาสตร์กันเป็นอย่างดีว่าคำว่า ละเมิดอำนาจศาล จริง ๆ แล้วเขาใช้กันที่ไหน ภาษาฝรั่งเขาเรียก คอนเทมพ์ ออฟ คอร์ต (Contempt of court) คอนเทมพ์ ออฟ คอร์ต (Contempt of court) คืออะไร ละเมิดอำนาจศาลคืออะไร คือมันมีปัญหาเวลาศาลนั่ง บัลลังก์กำลังพิจารณาคดี แล้วมีคนไปขัดขวางการพิจารณา ไปปิดล้อมศาล ไปก่อความไม่สงบ วุ่นวายในศาล ไปขัดคำสั่งศาลไม่ให้ศาลดำเนินการต่าง ๆ อย่างนี้คือละเมิดอำนาจศาล ความผิดฐานนี้อยู่ใน ป.วิ.แพ่ง ป.วิ.แพ่ง ก็บอกให้ศาลที่นั่งบัลลังก์อยู่นั้นสั่งได้เลย เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องละเมิดอำนาจศาล ละเมิดอำนาจศาลจึงไม่เกี่ยวอะไรกับการ วิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้นการวิจารณ์คำพิพากษา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อให้ไม่สุจริต ต่อให้ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ต่อให้ใช้ถ้อยคำเสียดสีมันก็ไม่ผิดละเมิดอำนาจศาลโดยตัวมันเอง อยู่แล้วครับ โดยตัวมันเองมันไม่ผิดละเมิดอำนาจศาลอยู่แล้ว แต่แน่นอนถ้ามันมีเรื่องดูหมิ่น หมิ่นประมาทตุลาการท่านใด ท่านก็ไปดำเนินคดี ไปว่ากันของท่านเอง โดยธรรมชาติของ การวิจารณ์คำวินิจฉัยมันไม่ผิดละเมิดอำนาจศาลอยู่แล้วครับ แต่พอท่านเขียนกฎหมายมาตรา ๓๘ วรรคสามมาแบบนี้ พออ่านแล้วก็หมายความว่า การวิจารณ์อาจจะผิดละเมิดอำนาจศาลได้ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขสุจริต หรือไม่เสียดสี ไม่หยาบคาย ไม่อาฆาตมาดร้าย ผมคิดว่าเรื่องนี้จึงเป็นปัญหา ผมยกตัวอย่างให้เห็นก็ได้บังเอิญว่าพรรคผม โดนหลายคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ สมมุตินะครับ อันนี้ไม่ได้แช่งตัวเองเกิดวันดีคืนดี ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยยุบพรรคของผม แล้วผมวิจารณ์ได้หรือไม่ครับ ถ้าผมวิจารณ์ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ผมสุจริตหรือไม่ หรือพี่น้องประชาชน คนทั่วไปที่ไม่ได้เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยยุบพรรคเขาวิจารณ์ได้หรือไม่ แล้วถ้าวิจารณ์แล้วจะผิด ละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นการเอาตัวเองเข้ามายกตัวอย่างให้เห็น จะได้เห็นภาพกันชัด ๆ ผมเรียนว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่วินิจฉัยความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วผูกพันทุกองค์กรเป็นที่สุด ดังนั้นวิธีการตรวจสอบถ่วงดุล ศาลรัฐธรรมนูญเหลืออยู่ทางเดียวคือการวิพากษ์วิจารณ์ การวิพากษ์วิจารณ์ไม่มีทางไป เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของพวกท่านได้ กลไกการวิพากษ์วิจารณ์นั้นตรงกันข้าม กลับจะช่วย การตรวจสอบในการทำงานของท่านให้ได้มาตรฐานมากขึ้น ผลักดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีการปรับปรุงแก้ไขต่อไป บางทีอาจจะผลักดันให้มีการแก้กฎหมายเป็นประโยชน์ในทาง วิชาการ เป็นระบบการตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าการที่ท่านเขียน มาตรา ๓๘ วรรคสาม โดยใช้คำว่าต้องสุจริต ไม่หยาบคาย ไม่เสียดสี ถ้อยคำมันกว้างจริง ๆ อย่างไหนเรียกว่าสุจริต อย่างไหนเรียกหยาบคาย อย่างไหนเรียกเสียดสี อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ พอกฎหมายกำหนดลักษณะแบบนี้ผลที่ตามมาคืออะไรครับ บุคคลทั้งหลายที่มีเสรีภาพ ในการวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์กรของรัฐจะใช้กฎหมายกับตนเองอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเซนเซอร์ (Sensor) ตัวเองไม่วิจารณ์ดีกว่า มันจะเกิดระบบเซนเซอร์ (Sensor) ตัวเองไม่กล้าใช้เสรีภาพ เพราะกลัวใช้เสรีภาพแล้วจะผิด ผมอยากจะชี้ตรงนี้ให้เห็น เป็นประเด็นครับ ผมเรียนอย่างนี้คืออยากจะให้ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตัว ศาลรัฐธรรมนูญเองพยายามอดทนอดกลั้นต่อการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยต่าง ๆ ไม่มีใครไป เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของพวกท่านได้ พวกเราประชาชนคนธรรมดา นักการเมืองธรรมดา ไม่มีอาวุธที่จะไปยึดอำนาจก่อการรัฐประหารแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง หรือฉีกคำวินิจฉัยที่ พวกท่านออกมา พวกเราไม่มีปัญญาทำแบบนั้น เรามีแต่ความคิด สมอง ปาก ปากกาที่จะ วิพากษ์วิจารณ์กัน การวิพากษ์วิจารณ์จึงไม่ใช่การทำลายศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเกราะ คุ้มกันให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ยืนหยัดเคียงข้างกับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง และตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรสำคัญในการพิทักษ์รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการสร้างหลักนิติรัฐ คุ้มครองสิทธิของบุคคล คุ้มครองเสียงข้างน้อย แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นองค์กรหนึ่งซึ่งอยู่อาศัยสังกัดในระบอบ ประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องเป็นไปเพื่อพัฒนา ประชาธิปไตย สนับสนุนประชาธิปไตย มิใช่ขัดขวางหรือสกัดกั้นประชาธิปไตย ผมอยากเห็น ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยเราทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เป็นเสาหลักให้กับ บ้านเมือง เป็นเสาหลักให้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่น ศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกลไกสำคัญที่จะต้องประคับประคองบ้านเมืองในช่วงยามหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญจริง ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลทั้งหมดที่ผมขออนุญาตใช้เวลาสภาแห่งนี้ เพื่ออภิปราย ผมเข้าใจดีกว่าการอภิปรายของผมไม่รู้ว่าจะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลง ในอนาคตหรือไม่อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดได้บันทึกกันไว้ในที่ประชุมว่าทางผมเอง เนื่องจากประกอบอาชีพทางนี้มา ก็มีความคาดหวังกับศาลรัฐธรรมนูญ อยากให้ศาล รัฐธรรมนูญนั้นดำรงต่อไป อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานให้ได้มีประสิทธิภาพต่อไป แล้วหวังว่าการอภิปรายนี้จะเป็นประโยชน์เพื่อจะให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญนำไปปรับปรุงพัฒนาแก้ไขต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ท่านสาทิตย์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่ผมจะได้ อภิปรายประเด็นในรายงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมถือโอกาสนี้ ได้แสดงความเห็นท้วงติงท่านประธานไว้สักนิดหนึ่งว่า ปกติแล้วในการอภิปรายรายงาน ทั้งหลายของหน่วยงานซึ่งมาถึงสภาผู้แทนราษฎรของเรานั้น เรามีความจำเป็นที่จะต้องมี การอภิปรายพิจารณากันในเนื้อหาของรายงานฉบับนั้น ๆ บังเอิญเมื่อสักครู่นี้ที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปนั้น ก็มีสมาชิกหลายท่านมีความรู้สึกว่าไม่ได้ตรงกันกับเนื้อหาในประเด็นของ รายงานประจำปี แต่เป็นการหยิบยกเนื้อหาบางประการและขยายออกไปนอกเหนือจาก เนื้อหาที่อยู่ในรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือไปเรื่องที่มาก็ดี ไปเรื่องการยึดโยง กับประชาชนก็ดี ซึ่งอันนั้นเสมือนกับเป็นการไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะอยู่ในเนื้อหาของรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ แต่บังเอิญว่าที่ท่าน อภิปรายไปนั้นท่านประธานก็ไม่ได้ท้วงติง เพื่อนสมาชิกก็ให้เกียรติกับสมาชิกด้วยกัน ด้วยการรับฟังท่านอภิปรายไป เพราะถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของท่าน ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรง กับความเห็นส่วนตัวของเพื่อนสมาชิกคนอื่น แต่ที่ผมท้วงติงเอาไว้ เพราะผมคิดว่า การอภิปรายเนื้อหาต่าง ๆ ของรายงานของสภานั้นจำเป็นต้องเดินตามเนื้อหามิฉะนั้นแล้ว จะมีการขยายตัวเนื้อหาออกไปถึงเรื่องอื่นด้วย ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ข้อบังคับการประชุมของเรา ผมคิดว่าท่านประธานคงรู้สึกเหมือนผมเมื่อสักครู่นี้ว่ามีเนื้อหา บางส่วนนั้นอาจจะก้ำกึ่งคาบเกี่ยวกันอยู่ เพราะในตัวรายงานของศาลรัฐธรรมนูญนั้นท่านทำไว้ ละเอียดนะครับ ทำไว้ละเอียดตั้งแต่ท่านอธิบายถึงเรื่องของที่มา รายงาน กฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในบทนำส่วนที่ ๑ ซึ่งอันนี้เป็นความจำเป็น ที่หน่วยงานแต่ละหน่วยงานจะรายงานว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตัวนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ในส่วนของรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกันครับ เพราะท่านอธิบายในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับตัวรัฐธรรมนูญ แล้วถอดออกมาเป็นเนื้อหาที่อ่านง่าย ก็คือตัวองค์ประกอบก็ดี หน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญก็ดี วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็ดี และได้อธิบาย ไปถึงตัวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่ามีอำนาจหน้าที่ พันธกิจ โครงสร้าง แผนยุทธศาสตร์ อัตรากำลัง หรืองบประมาณอย่างไร แต่ตัวเนื้อหาหลัก ๆ ผมคิดว่าอยู่ในส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๓ และส่วนอื่นอีก ๒ ส่วนหลัง นั่นก็คือว่าด้วยเรื่องการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ส่วนที่ ๓ ผลการดำเนินงานของ ศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านคดี ด้านการวิจัย และด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของตัวรายงาน ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมมีความสนใจเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญและรายงานฉบับนี้ มากเป็นพิเศษครับ อาจจะด้วยเหตุที่ว่าเราไม่ได้มีสภามา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา ทำให้สภาผู้แทนราษฎร ไม่มีโอกาสที่จะได้พิจารณาถึงรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเมื่อมีขึ้นมาแล้ว แม้ว่าจะเป็นรายงานที่ย้อนกลับไปถึง ๑ ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ผมให้ความสำคัญ ก็เพราะว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญหนึ่งของกระบวนการที่จะต้อง ทำให้รัฐธรรมนูญนั้นสามารถบังคับใช้ได้ หรืออาจจะพูดภาษาชาวบ้านได้ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ในตัว เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ได้ประกาศบังคับใช้อยู่ในขณะนี้นั้นได้ผ่านการ ประชามติมาแล้ว ความคาดหวังส่วนหนึ่งของพี่น้องประชาชนก็คือเรื่องของการปฏิรูป การเมืองผ่านตัวเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในหมวด ๑๑ ของรัฐธรรมนูญนี้ และบัญญัติเรื่องศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ ในเนื้อหาที่เขียนเอาไว้นั้นส่วนหนึ่ง ที่จะเกี่ยวข้องกับสาระที่ผมจะอภิปรายก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ได้มีการขยายอำนาจของศาล พูดง่าย ๆ ก็คือเพิ่มภาระงานของ ศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งต่อไปนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องทำขึ้นและจะเกี่ยวพัน กับหลาย ๆ องค์กร รวมทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาด้วย เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ สิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนสามารถที่จะไปร้อง ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ไปรองรับ สิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนด้วย ยกตัวอย่างเหล่านี้เป็นต้น ไม่ได้แต่เฉพาะของการ ที่จะต้องดูแลเรื่องความขัดด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ว่ากฎหมายที่รัฐสภาร่างไปหรือออก ใช้บังคับไปก็ดี หรือแม้แต่เรื่องของการที่บัญญัติห้ามเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของงบประมาณ ซึ่งก็เป็นอำนาจส่วนหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญด้วย แต่ในความรับรู้ของพี่น้องประชาชนนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีต่าง ๆ ที่เป็นความเห็นไม่ตรงกันหรือขัดแย้งกันทางการเมือง ตรงนี้ละครับที่ผมคิดว่าเกี่ยวกับสาระ ของตัวรายงานในศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือเรื่องของงานประชาสัมพันธ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมไปพลิกดูรายงานของท่านในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประชาสัมพันธ์ เพราะผมคิดว่า มีความจำเป็นมากที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องทำเรื่องของการประชาสัมพันธ์บทบาท อำนาจหน้าที่ วิธีการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญให้พี่น้องประชาชนได้เกิดความเข้าใจ เนื่องจากว่าถ้าเกิดเราทำประชาสัมพันธ์น้อยไป ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของ กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง พรรคการเมือง ตัวนักการเมือง หรือแม้แต่กระทั่งไปเกี่ยวข้องกับบางส่วนที่เป็นเครือข่ายของบรรดานักการเมืองที่มีอิทธิพล พรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลทั้งหลาย ก็มีโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะถูกกล่าวหา ถูกโจมตี ถูกใส่ร้ายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่และที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เพราะฉะนั้นการทำ ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน การชี้แจง การทำประชาสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องใหญ่ครับ แต่พอ พลิกดูในสาระของรายงานที่เสนอมาแล้ว ผมบอกท่านประธานครับว่าผมเป็นห่วงจริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าท่านเขียนครบหรือเปล่า แต่ว่าถ้าทำเฉพาะที่อยู่ในรายงานนี้มันจะเป็นเรื่อง น่าเป็นห่วงมาก ไปดูที่หน้า ๕๔ นะครับ ท่านทำผลการดำเนินงานด้านเอกสารสิ่งพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เราฟังดูเราก็รับรู้ว่าเราทำประชาสัมพันธ์น้อยมาก เช่น จัดพิมพ์ วารสารศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเผยแพร่ให้แก่หน่วยงานของรัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา สมาชิกวารสารและผู้สนใจทั่วไป ฉบับที่ ๑๘ เดือนพฤษภาคม เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๙ จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม ๑,๐๐๐ เล่มเท่านั้น เดือนกันยายน เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๙ ก็ ๑,๐๐๐ เล่ม เดือนมกราคม เดือนเมษายนก็ ๑,๐๐๐ เล่ม จัดพิมพ์หนังสือรวมบทความทางวิชาการ เพื่อเผยแพร่ จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม จัดพิมพ์หนังสือรายงานการศึกษาวิจัย ๒ เรื่อง เรื่องละ ๑,๐๐๐ เล่ม จัดพิมพ์หนังสือรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้ผมก็เป็นห่วงว่าคนที่อ่านจะมีคนอ่านสักแค่ไหน เพียงใด เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้อธิบายถึงบทบาทหน้าที่หรืองาน หรือวิธีการพิจารณาคดี ของศาลรัฐธรรมนูญให้คนทั่วไปเข้าใจ มี ๖,๐๐๐ เล่ม จัดพิมพ์หนังสือรวมคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ประจำปี ๒๕๖๐ อีก ๑,๐๐๐ เล่ม มีเท่านี้ครับ ที่เผยแพร่ด้วยงานเอกสาร คนไทยมี ๗๐ กว่าล้านคน เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๓๐ กว่าล้านคน ผมคิดว่าการจัดพิมพ์ เอกสารสมัยนี้คนที่อ่านเป็นเอกสารต่าง ๆ ก็มีน้อยอยู่แล้ว พอไปพลิกดูงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ของท่าน เรากลับพูดถึงกระบวนงานภายในของศาลรัฐธรรมนูญเอง เช่น พัฒนาระบบงานคดี ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องของศาลเอง พัฒนาและบำรุงรักษาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบถอดเสียงอัตโนมัติในภาษาไทย อันนี้ก็เป็นเรื่องกระบวนการ ของศาล พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบริหารองค์กรก็เป็นเรื่องของศาล เรื่อง ๔ ๕ ๖ เรื่องนี้ เป็นเรื่องของศาลทั้งสิ้น แต่เรื่องการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน รายงานฉบับนี้ ผมไม่เห็นในรายงานฉบับนี้ถ้ามีกรุณาอธิบายด้วย เช่น ในหน้าที่ ๖๒ เรื่องที่ ๖ เรื่อง ความร่วมมือประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งในรายงานของท่าน กลับเป็นเรื่องของการจัดสัมมนาทางวิชาการ ซึ่งเวลาจัดสัมมนาทางวิชาการคนที่ไปฟังก็มี ความจำกัดอยู่แล้ว แล้วเนื้อหายากที่คนทั่วไปจะทำความเข้าใจได้ แม้แต่กระทั่งมีการสร้าง ความร่วมมือทางวิชาการเซ็น เอ็มโอยู (MOU) กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องของการ เสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายและการปกครองที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่จังหวัดเชียงราย หรือสัมมนาทางวิชาการ เรื่องศาลรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จังหวัดจันทบุรี ที่สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ผมเห็นเท่านี้เข้าใจเป็นตัวอย่าง แต่ที่ผมกำลังบอกก็คือว่า ต้องยอมรับว่า เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญมันมีความพยายามบิดเบือนตัวเนื้อหาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กับวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ต้องยอมรับว่าวิธีพิจารณาคดีที่มาของ ศาลรัฐธรรมนูญมีคนวิพากษ์วิจารณ์ไว้เยอะ สักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็พูดถึง ผมก็กลับไปอ่าน การดีเบต (Debate) ซึ่งเคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งก็มีอาจารย์คนหนึ่งทางกฎหมายมหาชน เช่นเดียวกัน ก็มีหลักคิดทางวิชาการที่แย้งกันกับแนวความคิดที่มีการอภิปรายไปแล้ว เพราะอาจารย์อีกท่านหนึ่งก็พูดถึงเรื่องความสำคัญสูงสุดของตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งต้องมี บทบัญญัติที่ต้องพิทักษ์ตัวเองเอาไว้ เหล่านี้เป็นต้น มีการบิดเบือนคำวินิจฉัยคดีของ ศาลรัฐธรรมนูญในหลายเรื่อง ท่านประธานคงจำได้ย้อนกลับไปปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ มีคดีสำคัญที่เกี่ยวกับบุคคลซึ่งมีตำแหน่งในทางการเมืองสูงสุดของประเทศ ในเวลานั้น ก็มีการหยิบยกเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญมาวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากนั้นมีการชุมนุม ทางด้านการเมืองของคนบางกลุ่ม ก็ถึงขั้นที่มีการข่มขู่ มีการเปิดเผยชื่อของคนในครอบครัว ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เหล่านี้เป็นต้น หนักไปถึงครั้งหนึ่งมีคนซึ่งไปติดสินบนตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญถึงขั้นมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกัน แล้วมีการเผยแพร่เรื่องนี้กันให้ผ่าน สื่อมวลชนด้วย แต่บ่อยครั้งหลังจากนั้นกระบวนการวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ มันแตกต่างอย่างไร เช่น ระบบไต่สวนเป็นอย่างไร วิธีเขียนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เขาทำกันอย่างไร คำวินิจฉัยส่วนตนทุกคนต่างเขียนมา แล้วเอา ๘-๙ คนที่เป็นตุลาการเอามา เปรียบเทียบกัน หรือเอามารวมกัน แล้วก็ดูว่าเสียงข้างมากนั้นว่าอย่างไร มันมีความสำคัญ หรือมีผลต่อคดีอย่างไร หรือเป็นรูปแบบของการพิจารณาคดีในรูปแบบวิธีการที่รัฐธรรมนูญ เลือกใช้อย่างไร ส่วนนี้ต้องอธิบายพี่น้องประชาชนทั้งสิ้นครับ แล้วอธิบายผ่านสื่อเอกสาร อย่างเดียวไม่พอ ท่านพิมพ์ทีละ ๑,๐๐๐ เล่ม ๒,๐๐๐ เล่ม แล้วไปจัดอภิปรายเพียงแค่บางที่ เท่านั้น ก็ไม่พออีกครับ ท่านประธานอย่าลืมว่าผ่านมาไม่นานมีคดีที่ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง แล้วส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล (Social) ค่อนข้างเยอะ ถึงขั้นศาลรัฐธรรมนูญเองได้ออกหนังสือเตือนออกมาที่สื่อมวลชนไปใช้คำว่า เตือนนักเลงคีย์บอร์ด (Keyboard) ในทางหนึ่งมันสะท้อนว่ากระบวนการเหล่านี้มีอยู่จริง เพราะกระบวนการไปสร้างความเข้าใจผิดเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญมันมีลึกกว่านั้น แล้วไม่ได้ กระทำแค่ในประเทศ มีต่างประเทศกระทำด้วย ผมนั่งอ่านบทที่แปลมาจากคนที่ทำงาน ด้านเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ เป็นคนต่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ทรงไว้ ซึ่งความยุติธรรม ผมแปลความได้เช่นนั้น นี่มาจากต่างประเทศ มีบทความบางอย่างซึ่งลึกไป กว่านั้นวิพากษ์วิจารณ์เรื่องศาลรัฐธรรมนูญแล้วไปไกลมาก ผมไม่อยากจะเอ่ยถึงในที่นี้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันส่งผลกระทบต่อการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลต่อความเชื่อถือของตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง ทั้ง ๆ ที่ประชาชนที่ไปลงประชามติ รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ฝากความหวังไว้กับทุกองค์กรในรัฐธรรมนูญทั้งหมด รวมทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่จะมาทำหน้าที่ปฏิรูปการเมืองให้กับประเทศนี้ ดังนั้นการสร้าง ความเข้าใจทั้งหลายมันจะทำให้การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญนั้นพูดง่าย ๆ ในภาษา ชาวบ้านคือมีความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อถือได้ ไม่เกิดความเข้าใจผิดจากพี่น้องประชาชน บางคนครับอ่านสื่อโซเชียล (Social) ทั้งหลายอาจจะไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่ได้อ่านตัวรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าใจที่มาของศาลรัฐธรรมนูญแม้แต่คำว่า ยึดโยงกับประชาชน ก็อาจทำให้เกิด ความเข้าใจผิดได้ ผมเคารพความคิดเพื่อนสมาชิก แต่บางทีต้องไปอธิบายเรื่องหลักการ แบ่งแยกอำนาจหรือเปล่าครับในเนื้อหาเอกสารประชาสัมพันธ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้อง ทำมากกว่าเอกสาร อาจจะต้องมีการย่อยออกมาแล้วก็ผ่านรูปแบบของสื่อโซเชียล (Social) ที่เข้าถึงประชาชนได้ง่าย ถ้าเราคิดแต่เพียงว่าเรามีกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และไปเพิ่มบทละเมิดอำนาจศาล อย่างเดียวไม่พอนะครับ เพราะการสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทั่วไปเป็นเกราะ กำบังความสุจริตของตุลาการรัฐธรรมนูญในการทำหน้าที่ของท่านเอง เราจะปล่อยให้คน บิดเบือนอย่างนี้ไปทุกวัน ฝังหัวไปทุกวัน ล้างความคิดที่ถูกและไปสู่ความคิดที่เขาต้องการ ที่จะให้เป็นทุกวันนี้ มันเป็นผลลบกับการทำงานของตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง อันนี้คือ ความเป็นห่วงของผม แน่นอนที่สุดครับ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นศาลที่มีความสำคัญ ผมใช้คำว่า มีความสำคัญต่อการปฏิรูปการเมืองเกือบจะทั้งระบบในประเทศไทย ที่ผ่านมา ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เคยกล่าวในสภาแห่งนี้ว่า ที่ผ่านมาถ้าไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ มันก็จะเละเทะไปมากกว่านี้ นี่คือสิ่งที่เราเห็นมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีของความขัดแย้ง ทางการเมืองในประเทศไทย ผมเอาใจช่วยและหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้ทำหน้าที่ในการ ที่จะเป็นองค์กรของศาลตามรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการทำ ประชามติของพี่น้องประชาชนต่อไป แต่ท่านต้องสร้างเกราะกำบัง สร้างความเข้าใจ เพราะฉะนั้นผมหวังว่าเมื่อท่านกลับไปดูแล้วทบทวนตัวรายงานฉบับนี้ท่านจะไปปรับวิธีการ ทำงานของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเสีย ผมว่าคนในศาลรัฐธรรมนูญเองก็รู้ครับ ไปอ่าน บทความในเว็บไซต์ (Web site) ทั้งหลายที่วิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นแนว เลยว่าเขาคิดอย่างไร บางส่วนถูกครับ เป็นการท้วงติงที่มีเหตุมีผล ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปรับ การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญได้ต่อไปในอนาคต แต่บางส่วนมันเป็นการนำไปสู่บางเรื่อง ที่ใหญ่กว่านั้น อันนี้คือความน่าเป็นห่วง ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่งซึ่งเราอยากเห็น การปฏิรูปการเมืองและเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับ หรือลงมติรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็หวังจะเห็น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ทำหน้าที่ในการปฏิรูปการเมืองและให้องค์กรทุกองค์กรได้ทำหน้าที่ ของตัวเองอย่างเต็มที่ภายใต้ความเข้าใจที่ถูกต้องของพี่น้องประชาชน ก็หวังว่าตัว ศาลรัฐธรรมนูญเองท่านที่มาชี้แจงในวันนี้ผ่านท่านประธานไปจะได้ไปปรับวิธีการทำ ความเข้าใจ การประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน อาจจะเริ่มตั้งแต่ตัวอำนาจหน้าที่ เริ่มตั้งแต่วิธีการพิจารณาและไปอ่านดูถึงสิ่งที่มันเกิดขึ้นในโลกโซเชียล (Social) แล้ว และต้องมีการอธิบายในแต่ละเรื่อง แล้วต้องทำเชิงรุกอย่างเป็นกระบวนการให้เกิด ความเข้าใจ มิฉะนั้นแล้วผมคิดว่าการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตอาจจะมีปัญหา ความเข้าใจของพี่น้องประชาชนได้ ผมถือโอกาสนี้ได้อภิปรายตัวเนื้อหาในรายงานของ ศาลรัฐธรรมนูญประจำปี ๒๕๖๐ ให้กับท่านประธานครับ แล้วก็ขอบคุณทางเจ้าหน้าที่ ที่ชี้แจงและถ้ามีเนื้อหาส่วนใดที่ผมอภิปรายไป แล้วท่านมีรายละเอียดเพิ่มเติมที่จะชี้แจง ผมก็จะได้รับฟังและได้ช่วยกันเติมเต็มให้การทำงานของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มี ประสิทธิภาพที่ประชาชนจะให้ความเชื่อถือไว้วางใจได้ต่อไปขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกท่านใดจะซักถามไหมครับ เชิญท่านรังสิมันต์ก่อนนะครับ
สวัสดีครับ กระผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคอนาคตใหม่ เท่าที่อ่านรายงานนะครับ ก่อนอื่นผมคงต้องขอชมทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทำตัวเล่มดูน่าอ่าน คิดว่าท่าน มาถูกทางแล้วนะครับ มีการใช้แผนภูมิทำให้เห็นถึงการเปรียบเทียบ โดยเฉพาะในเรื่องของ งบประมาณรายจ่ายประจำปีนะครับ ผมคิดว่าแผนภูมิแบบนี้ดูง่าย มีการแจกแจงที่ดีใช้ได้เลย อย่างไรก็ตามเท่าที่ผมดูในส่วนของงบประมาณ โดยเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ผมพบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณทั้งสิ้น ๑๔๙,๙๔๖,๖๐๐ บาทนะครับ คิดเป็น ๖๐.๖๒ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณทั้งหมดที่ได้ใช้จ่ายในปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ในเรื่องของงบประมาณ ค่าใช้จ่ายผมได้ลองไปตรวจสอบดูรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ลงในรายละเอียดของ รายงานฉบับนี้ว่า งบประมาณที่ใช้จ่ายบุคลากรนั้นนอกจากตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่านได้มีการใช้จ่ายในเรื่องอื่น หรือในการสนับสนุนตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่าน อย่างไรบ้าง ผมพบว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญมีเงินเดือนทั้งสิ้น ๘๓,๐๙๐ บาท เงินประจำ ตำแหน่ง ๕๕,๐๐๐ บาท ในขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ประธานได้รับเงินเดือน ทั้งสิ้น ๘๑,๙๒๐ บาท เงินประจำตำแหน่งคนละ ๕๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น ๑๓๑,๙๒๐ บาท ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่มีการเปิดเผยทั่วไป แต่จุดที่น่าสังเกตเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ของประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับมากกว่าเงินเดือนและเงิน ประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไปนะครับ ท่านประธานครับ ผมสืบค้นข้อมูลต่อไป เพิ่มเติมอีกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๑ ท่านสามารถที่จะแต่งตั้งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ประจำตัว เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการ รวมทั้งสิ้น ๗ ท่าน โดยแบ่งเป็นที่ปรึกษา จำนวน ๑ ท่าน มีเงินเดือนทั้งสิ้น ๕๔,๙๑๐ บาท เป็นเงินประจำตำแหน่ง ๑๕,๐๐๐ บาท คิดเป็น ๖๙,๙๑๐ บาทต่อเดือน รวม ๙ ท่าน ๖๒๙,๑๙๐ บาท ถ้าคิดเป็น ๑ ปีก็จะตกอยู่ที่ประมาณ ๗,๕๕๐,๒๘๐ บาท ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวได้คนละ ๓ ท่าน โดยมีค่าตอบแทนรายเดือนทั้งสิ้น ๓๓,๐๐๐ บาท รวม ๑๒ เดือนของทั้ง ๙ ท่าน จะตกอยู่ที่ ๑๐,๖๙๒,๐๐๐ บาท และยังมีเลขานุการ ๑ อัตรา เป็นเงินทั้งสิ้นอยู่ที่ต่อเดือน ๕๑,๘๑๐ บาท ผมไม่ขอมารวมเป็นทั้งปีแล้วกัน เพราะตัวเลขมันเยอะเหลือเกิน นอกจากนี้ เลขานุการยังสามารถมีผู้ช่วยเลขานุการของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อีก ๒ ท่าน คิดเป็น เงินถ้ากรณีจบปริญญาตรีอยู่ที่เงินเดือน ๑๖,๕๐๐ บาท เงินประจำตำแหน่ง ๔,๔๐๐ บาท รวมกัน ๒๐,๙๐๐ บาท ท่านประธานครับ รวมกันทุกตำแหน่งเฉพาะการสนับสนุน การปฏิบัติงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่าน คิดออกมาเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๘,๓๕๒,๑๖๐ บาท เราลองมาเทียบกับของ ส.ส. ดูนะครับ ของ ส.ส. นี่หลายคนมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม เยอะมากนะครับ แต่ถ้าเราคิดตัวเลขเทียบกันเราจะพบว่า ผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส. นะครับ อยู่ที่ ๒๔,๐๐๐ บาท ผู้ชำนาญการตั้งได้ ๒ คน อยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ช่วยดำเนินงาน ตั้งได้ ๕ คน อยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท เราจะพบว่ามันมีความแตกต่างในทางตัวเลขอย่างมี นัยสำคัญ บางท่านก็อาจจะบอกว่าก็มันคนละตำแหน่ง แต่ผมขอเรียนให้ท่านประธาน ได้ทราบว่าในการทำหน้าที่ของ ส.ส. เราจะพบว่ามีลักษณะของการปฏิบัติหน้าที่ในเชิงรุก มีการลงพื้นที่ มีการทำงานที่ติดต่อประสานงานกับพี่น้องประชาชน จึงไม่แปลกครับที่จะมี ตำแหน่งผู้ช่วยต่าง ๆ มากพอสมควร แต่จุดที่น่าสนใจก็คือว่าทำไมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถึงจำเป็นจะต้องมีตำแหน่งในการสนับสนุนมากมายถึงเพียงนี้ และใช้เงินงบประมาณถึงเพียงนี้ หากเราพิจารณาต่อไปนะครับ เราจะพบว่าถ้าเทียบกันกับศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม ทั้งศาลปกครองและศาลยุติธรรมก็ไม่มีผู้สนับสนุนที่เป็นลักษณะของประจำตัวเช่นเดียวกัน บุคคลที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำหน้าที่ของตุลาการศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมก็เป็น บุคคลที่ผ่านการสอบเข้ามา ผ่านการเข้ามาตามระบบ อาจจะเป็นนิติกรบ้าง เป็นอะไรบ้าง แต่ก็เข้ามาตามระบบ ไม่สามารถที่จะไปแต่งตั้งลูกหลานของตัวเองเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เป็นการเฉพาะเจาะจงได้ กรณีที่ผมยกในเรื่องของลูกหลานของตัวเองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มี นัยสำคัญอยู่ครับท่านประธาน เพราะว่าเราเคยมีเหตุการณ์ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการแต่งตั้งบุตรชายของตัวเองเป็นเลขานุการ เลขานุการนี่คิดเงินก็เป็นหลายสตางค์ อยู่ที่ ๕๑,๘๑๐ บาทในเวลาปัจจุบัน บุตรชายของตุลาการท่านนี้ไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ รวมระยะเวลาถึง ๑ ปี ๖ เดือน แต่กลับได้รับเงินเดือน และค่าตอบแทนอยู่ตลอดเวลา โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนี้ได้ส่งให้ลูกชายของตัวเองไปศึกษาต่อด้านกฎหมาย ยังต่างประเทศ ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเราไม่ระมัดระวังองค์กร ที่ประชาชนตั้งคำถามในเรื่องของความยุติธรรม ก็สามารถที่จะใช้โอกาสและจังหวะ ในการแสวงหาผลประโยชน์บางอย่างได้หรือเปล่า อันนี้เป็นคำถาม ดังนั้นผมขอฝากไปยัง สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านทางท่านประธานว่า ถ้าเป็นไปได้เราปรับลดจำนวนตำแหน่ง หรือไม่มีเลยได้ไหมครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราใช้โมเดล (Model) แบบที่ปฏิบัติอยู่ในศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง ผมคิดว่าการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะมีประสิทธิภาพ ไม่ได้แตกต่างกัน
ประเด็นถัดมา คือประเด็นเรื่องของหลักสูตร หลักนิติธรรม เพื่อประชาธิปไตย หลักสูตรนี้ผมเช็ก (Check) ปีล่าสุดมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นอยู่ที่ ๕๒ คน มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก หลากหลาย เป็นทั้งอัยการก็มี เป็นทั้งศาลยุติธรรมก็มี เป็นอดีตสมาชิก สนช. ก็มี เป็นผู้นำ เหล่าทัพก็มี อธิบดีกรมต่าง ๆ ก็มี ผู้บริหารบริษัทเอกชนก็มี นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็มี นี่ยังไม่นับ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กกต. เจ้าของโรงงาน ที่เข้าร่วมอีกจำนวนมาก หลักสูตรนี้เป็น หลักสูตรระยะยาวที่มีการเรียนการสอน โดยวิทยากรจำนวนมากก็เป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ บ้างก็เป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศก็มี ปัญหาที่มัน เกิดขึ้นก็คือว่ามันทำให้พี่น้องประชาชนเขาเกิดความสงสัยครับ เมื่อบุคคลที่ผ่านการเรียนการสอน เหล่านี้เกิดเข้าไปมีส่วนได้เสียในปัญหาที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา เวลาประชาชนเขาจะ ฟ้องร้องเขาจะได้รับความยุติธรรมอย่างไร เราไม่อยากให้หลักสูตรกลายเป็นพื้นที่ของการ วิ่งเต้นแสวงหาคอนเนกชัน (Connection) แล้วแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันใช่หรือไม่ ดังนั้นผมคิดว่าหลักสูตรแบบนี้มีความเป็นไปได้ที่อาจจะขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมที่เป็น ค่านิยมหลักในข้อ ๑๓ คือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมเป็นอิสระเป็นกลาง และปราศจากอคติโดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบด้วย กฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หรือข้อ ๑๙ คือการไม่คบหาสมาคม กับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติ หรือมีชื่อเสียงในทาง เสื่อมเสีย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือและศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติ หน้าที่ นี่ยังไม่นับว่าเราก็มีประมวลจริยธรรมของข้าราชการตุลาการที่กำหนดให้ผู้พิพากษา ต้องวางตัวเป็นกลางและปราศจากอคติ ขอให้ท่านนึกดูครับ เรามีหลักสูตรแบบนี้ ในศาลรัฐธรรมนูญ แล้วหากว่าผู้ที่เข้าร่วมเข้ามาร่วมกัน แล้วหนึ่งในนั้นอาจจะมีปัญหา เช่นว่า ไปรัฐประหารบ้างละ ตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะศาลจะยังคงรักษาความเป็นกลาง ได้หรือไม่ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมและประชาชนก็ตั้งคำถาม ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่าถ้าเรามี การปรับปรุงให้หลักสูตรนี้ไม่กระทบต่อความเป็นกลาง ซึ่งผมยังไม่รู้นะครับว่าจะทำอย่างไร หรือจะยกเลิกหลักสูตรนี้ไปเลยจะเป็นไปได้หรือเปล่า หากท่านอยากจะสอน อยากจะให้ ความรู้แก่สังคมไทย ผมขอเสนอแนะว่าให้ใช้พื้นที่ออนไลน์เป็นประโยชน์กว้างขวาง เปิดเป็น ตลาดวิชาให้ประชาชนชาวไทยเขาได้เรียนรู้ ผมคิดว่าจะเป็นคุณอนันต์ต่อสังคมไทยครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านสงวนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน วันนี้ขอมาแสดงความคิดเห็นในเอกสารรับทราบของทาง ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนอื่นผมต้องเรียนท่านประธานว่าผมไม่ได้มีความรู้ทางนิติศาสตร์ ไม่ได้มี ปริญญาทางนี้ แต่ผมเป็นคนที่สนใจแล้วก็อยู่ในสภานี้มานาน ก็คงจะไม่พูดถึงเรื่องอื่น ก็จะพูดถึงหนังสือเล่มนี้ ผมอ่านจบครั้งแรกเลยผมไปเปิดหน้าหลังสุด ๑๘ ท่านที่เป็นคนสร้าง เอกสารชิ้นนี้ผมต้องขอพูดว่าดีใจมากที่ท่านเปิดเผยแสดงทัศนะของตัวเอง แล้วก็พูดถึง เทคนิคกฎหมาย พูดถึงกลยุทธ์ และพูดถึงเจตจำนงขององค์กรท่านไว้ในเล่มนี้อย่างครบถ้วน จึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าผมไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องความไม่เป็นกลางอะไร เพราะว่า ผมเองต้องบอกท่านว่าผมรู้เรื่องศาลรัฐธรรมนูญดี เพราะผมเป็นหนึ่งใน ส.ส.ร. ปี ๒๕๔๐ ซึ่งสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญขึ้น แล้วมีข้อโต้แย้งอะไรในครั้งปี ๒๕๔๐ วันนี้มันก็เกิดผล ตามนั้นแล้วนะครับท่านประธาน ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่าชั้นที่เราจะตัดสินว่าควรจะมี องค์กรอะไรบ้างในศาลรัฐธรรมนูญมันเกิดขึ้นว่าจะเป็นตุลาการหรือไม่ จะเป็นศาลหรือไม่ ประเด็นต่าง ๆ นี้พูดอภิปรายกันมาและพูดกันตรงนั้นหลายวันมาก ในที่สุดก็มีการลงคะแนน กันว่าจะเอาแบบไหน ผมเองอยู่ในส่วนครั้งแรกผมไม่ตัดสินใจผมฟังก่อน ในที่สุด ท่านประธานครับ เราไม่เป็นห่วงว่าตอนนั้นที่ไม่มีข้อกฎหมาย หรือข้อบังคับว่าหมิ่นศาล เพราะเราถือว่าเป็นศาลที่พิจารณาเรื่องการเมือง และที่สำคัญนะครับท่าน ผมไม่เป็นกังวลหรอก วันนี้ว่าองค์กรนี้จะไม่เป็นกลาง เพราะท่านต้องบันทึกคำวินิจฉัยส่วนตนเปิดเผย มันเป็น การบอกกล่าวว่าชีวิตของท่านทั้งชีวิต เรื่องนี้ท่านตัดสินอย่างไร ความถูกผิดมันอยู่ที่กาลเวลา ความยั่งยืนของการตัดสิน มันก็อยู่ที่กาลเวลา ๖๐ กว่าปีที่แล้วนะครับ ประเทศหนึ่งไล่ฆ่าคนเผ่าพันธุ์หนึ่ง หนีออกมา คนช่วยผิดนะท่าน ๖๐ กว่าปีต่อมาประเทศนั้นต้องบอกว่าต้องออกกฎหมายคืนความเป็นธรรม ให้กับคนช่วยที่ผิดในวันนั้นว่าไม่ใช่เลย เขาช่วยคนหนีตาย เขาไม่ควรจะมีความผิด เห็นไหมครับ ๖๐ กว่าปีต้องออกกฎหมายคืนความบริสุทธิ์ให้เขา ท่านครับ ในเอกสารฉบับนี้ ผมชอบ ที่ท่านเขียนตั้งแต่บทนำเลยครับ อ่านบทนำมาตอนกลาง ๆ ท่านไปอ่านสิครับ ที่อ้างถึง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ ถึงอำนาจหน้าที่ท่าน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พูดถึงเรื่องนี้ไหม เราพูดว่าเมื่อมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญมากมายใช้ไป ๕ ปี อย่างไรก็ต้องเกิดความขัดแย้ง เรื่องเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ มันเป็นจริงครับ วันนี้หนังสือฉบับนี้ข้อ ๓ เขียนชัด บอกว่าภารกิจอันหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญคือต้องวินิจฉัยอำนาจและหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ผมคงไม่สามารถจะยกสถานการณ์ใดมาอธิบายเรื่องที่ผมจะพูดต่อ ๆ ไปนี้ ก็ต้องเอาตัวเอง นี่ละครับมาอธิบาย ท่านครับ รัฐสภาเป็นอำนาจหนึ่ง ปี ๒๔๗๕ มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ อำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎร ปี ๒๔๙๐ อำนาจอธิปไตยมาจากราษฎรท่าน ปี ๒๕๔๐ เราเขียนกลับไปที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เป็นของ นะครับ ไม่ใช่ มาจาก ใครยึดอำนาจมาจากใคร แล้วเป็นของเขานี่ก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ นั่นหมายความว่าอุดมการณ์ ของรัฐธรรมนูญคืออำนาจมาจากประชาชน หรือเป็นของประชาชน ตอนเป็นมาจาก ประชาชนใครแย่งชิงได้คนนั้นก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถูกต้องครับ แต่วันนี้มันมาจากประชาชน ออกกฎหมายนิรโทษตัวเองก็เฉพาะช่วงที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ มีอำนาจได้เท่านั้นนะครับ ต่อไปจะต้องถูกประณาม คนยึดอำนาจ คนล้มล้างรัฐธรรมนูญ นี่เป็นแนวคิดที่เราสร้าง ศาลรัฐธรรมนูญไว้ แล้วให้ท่านต้องบันทึก เปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนตน ผมย้ำเรื่องนี้อีกที ตรงนี้จะกำกับพวกท่านเอง สื่อสารขณะนี้ไปไกลมาก ท่านครับ อำนาจนิติบัญญัติคือ คนตรากฎหมาย ผู้เสนอกฎหมายคือเจ้าของร่าง เมื่อเสนอเข้าสภาแล้วนะท่านประธาน พอเสนอเสร็จท่านรับหลักการกฎหมายเป็นของสภา ไม่ใช่เป็นของผู้ร่าง ผู้เสนอ ถึงแค่นี้เอง ท่านประธาน จากนี้ไปสภาจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา เมื่อทำงานเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาก็เป็น ของกรรมาธิการวิสามัญนั้น พอตัดสินแล้วเป็นอย่างไร กฎหมายจึงเป็นของรัฐสภา เสียงส่วนใหญ่ ป.ป.ช. เรียกไปสอบอ้างว่ามีอำนาจตรวจสอบกระบวนการตรากฎหมาย ของรัฐสภา ผมก็ถามว่า ผมทำตามอำนาจ ตามข้อบังคับและตามกฎหมาย คุณก็บอกว่า คุณมีอำนาจตามกฎหมาย ป.ป.ช. เขาบอกอย่างนี้ นี่เราความเห็นต่างกัน ต้องส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณมีอำนาจสอบหรือไม่ ผมพูดเรื่องนี้ทำไมครับ เพราะผมเกี่ยวข้องด้วย ผมยื่นกฎหมายไม่ได้สุดซอยนะครับ แต่เอาคำกล่าวหาสุดซอยมาลงโทษผม ตั้งกรรมการสอบผม วันนี้ไม่รู้จะถึงศาลเมื่อไร นี่คืออะไรครับ คือการละเมิดเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ วันนี้ในข้อ ๓ รู้สึกจะเป็นหน้า ๑๐ ครับ ใช่แล้วครับ หน้า ๑๐ ผมยังคิดว่าเป็นไปได้ไหมครับ ในหน้า ๕๐ ท่านก็มีงบประมาณเกี่ยวกับการวิจัย ท่านลองวิจัยหน่อยไหมครับว่า ให้มี การวิจัยค้นคว้าว่าเขตอำนาจขององค์กรรัฐธรรมนูญทั้งหลายมันขัด หรือเกิน หรือแย้งกัน อย่างไร เขตอำนาจที่ขัดกันนี่นะครับ สร้างหายนะให้กับประเทศ ให้กับระบบกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องอื่นนะครับ ถ้าเราไม่ยุติที่เขตอำนาจองค์กรประเทศเราไปยากมาก วันนี้เมื่อท่าน มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ท่านอ้างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๐ นะครับ ผมขอให้ท่านดูว่ารัฐธรรมนูญของประเทศไทยเขียนขึ้นมาแก้ปัญหาเป็นอย่าง ๆ ในปี ๒๕๔๐ ผมไปร่างด้วย มีนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งถูกเสนอไม่ไว้วางใจแล้วไปยุบสภา ก็ไปเขียนกฎหมาย มาตราหนึ่งว่าถ้ายื่นเสนอไม่ไว้วางใจแล้วห้ามยุบสภา เห็นไหมครับ วันนี้นักการเมืองทั้งหมด ถูกข้อหาว่าทุจริต ถูกข้อหาว่าโกง ถูกข้อหาว่าไม่ดี ก็เขียนรัฐธรรมนูญกันทุกอย่าง ผมจะพูด เรื่องนี้เพื่อผมจะพูดในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ในข้อ ๑.๕ ที่ท่านเขียนไว้ เรื่องการจัดทำ งบประมาณ เดี๋ยวผมจะพูด แต่ผมจะพูดให้เห็นภาพว่าการทุจริต ทำไมไม่มีใครพูดถึง คนเขียนราคากลาง เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) หรือโครงการใหญ่ ๆ เราตรวจสอบ ผู้จะเข้ามาร่วมแข่งขันเสนอราคา ตรวจสอบทางเทคนิค ตรวจสอบข้อกฎหมายว่าบริษัทถูกต้อง ไหม ตรวจสอบทุกอย่าง แต่พอได้งานไปแล้วขายงานให้กับคนที่ไม่มีคุณภาพเลย ตรงนี้ไม่มี ใครพูดถึงเลยในแผ่นดินนี้ ผมบอกท่านเรื่องนี้เพราะอะไรครับ เพราะผมอยากให้ ศาลรัฐธรรมนูญมีรายละเอียดของทุกองค์กรที่ทำงาน ท่านครับ ผมขอให้ท่านเปิดไปหน้า ๘ ที่เราพูดถึงเรื่อง ข้อ ๑.๕ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ พูดว่า นักการเมืองไม่ควรจะไปมีส่วน ยุ่งเกี่ยวหรือเกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ ผมเรียนผ่านไปที่ท่านประธานว่า ท่านประธานครับ ขณะที่จะเสนอกฎหมายงบประมาณ ในหนังสือเล่มขาวคาดแดงไม่ได้ทำ โดยคนในสภานี้ ทำตามปฏิทินงบประมาณท่านประธาน แล้วในมาตรา ๓๐ ที่กฎหมายใหม่ ยังบอกว่า ต้องเสนอก่อนจะสิ้นปีงบประมาณ ๓ เดือน มาวันนี้พี่น้องประชาชนครับ บอกผ่านท่านประธานให้พี่น้องประชาชนทราบว่า กฎหมายงบประมาณช้า มันทำให้การทำ งบประมาณปีหน้าคนในนี้ไม่มีสิทธิเกี่ยวข้อง ปฏิทินงบประมาณที่ออกมา ข้อมูลวันที่ ๑๐ เมษายน สุดท้ายของการตัดสินใจงบประมาณปี ๒๕๖๔ สิ้นสุดในเดือนธันวาคม ก็แสดงว่า ขณะที่เรากำลังจะทำปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ จะเสร็จแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะว่ามันทอดเวลา ไปยาว ผมพูดเรื่องนี้ประเด็นอะไรละ ในประเด็นที่บอกว่าท่านพูดถึงเรื่องการจัดทำ งบประมาณของนักการเมือง กรรมาธิการก็ไม่ได้ ถ้าสมมุติว่าผมไปเป็นกรรมาธิการหรือใครไป เป็นกรรมาธิการเกิดพอมีการตัดงบประมาณเราแปรญัตติตัดได้ เพิ่มไม่ได้ แล้วคนจะทำต่อคือ ข้าราชการประจำ เกิดว่าโครงการใดโครงการหนึ่งไปโผล่ที่บ้านผม เป็นการเข้ามาหลังที่ หนังสือเล่มขาวคาดแดงเข้าไปแล้ว หนังสือเล่มขาวคาดแดงเล่มใหม่ออกมานี่ผมผิดหรือเปล่า เพราะในนี้ไม่ให้เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ผมพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ที่เขียนขึ้นมาศัตรูตัวร้ายคือนักการเมือง คือคนทุจริตต้องไม่ให้ยุ่งเกี่ยว แต่คนเขียนไม่เคย เข้าใจกระบวนการงบประมาณ หนักไปกว่านั้นท่านประธานครับ ท่านเห็นหรือไม่ พูดเรื่อง ๑.๕ ที่ผมยกขึ้นมา คือกฎหมายวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ยกเลิกกฎหมายงบประมาณ เก่าหมดเลย ท่านครับ ที่ผมพูดทั้งหมดนี่ผมกำลังพูดถึงรายละเอียดในบางเรื่องที่มันจะส่งไป ถึงศาลรัฐธรรมนูญ สภาจะต้องมีการบอกกล่าวกับองค์กรภายนอกว่ากระบวนการในรัฐสภา เป็นเช่นไร ไม่อย่างนั้นเราปกป้องตัวเองไม่ได้ท่านประธานครับ วันนี้นักการเมือง อย่างพวกผมฝั่งขวาคุก ฝั่งซ้ายเสมอตัว มันลำบากมากครับท่าน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๕ (๑) ห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวในกิจการปกติของการบริหารราชการแผ่นดิน (๒) อนุญาตให้เราทำได้ เฉพาะที่เป็นกิจการของรัฐสภา แล้วศาลรัฐธรรมนูญยังมีบทบาทและอำนาจสำคัญ อีกเรื่องหนึ่ง คือตรวจสอบข้อบังคับของทั้ง ๓ สภา ซึ่งกำลังสร้างอยู่ กำลังเขียนอยู่ ผมมีประเด็นหนึ่ง ในนี้ก็มีที่พูดถึงเรื่องข้อบังคับของสภา ท่านครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสถาปนาอำนาจใหม่ ให้กับรัฐสภา ๕ ปี ใครมาเป็นรัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลหอยใหม่ที่เปลือกแข็งมาก วันนี้รัฐบาลหอยใหม่มีเปลือกอีก ๔ ปีกว่า ๆ นิด ๆ เพราะมันหมดไปนานแล้ว ถ้า ส.ว. ครบ ๕ ปี เปลือกหอยนี้ก็จะหายไป องค์ประกอบของ ส.ว. ใหม่ก็จะเข้ามาอีกแบบหนึ่ง แต่ว่ารัฐธรรมนูญนี้ให้รัฐสภาทำงานเหมือนกับสภาทั่วไป ถ้าสมมุติว่าข้อบังคับของรัฐสภา เหมือนเดิม ถามว่าขัดรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ เพราะมันจะต้องมีกรรมาธิการสามัญร่วมกันด้วย เหมือนกิจการรัฐสภาต้องมีด้วย แต่ในการร่างนี่ผมก็ไปร่างอยู่ก็ยังไม่มีเขียนไว้ ที่ผมพูดเรื่องนี้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะทำให้องคาพยพ ของนิติบัญญัติไปได้ดี ท่านเห็นหรือไม่ครับ เห็นว่าสิ่งที่ผมพูดมันหมายถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ที่เราอ่านทั้งหมดถือว่าพอใจ แต่มันมีคำถามหนึ่งท่านประธานครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ประกาศแล้ว ท่านประธานครับ คำสั่ง คสช. ที่ ๔๔ หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ สถานะ ของกฎหมายคืออะไร คำสั่ง คสช. ที่ผมพูดถึงคือคำสั่งที่ไปแก้กฎหมายพระราชบัญญัติ สั่งไปแก้พระราชบัญญัติโดยไม่ผ่านการตรากฎหมายในระบบรัฐสภา แล้วถ้าขึ้นศาลมันเกิด ความขัดแย้ง มีช่องไหนที่เอากฎหมายฉบับนี้ขึ้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้บ้าง เพราะว่ามันไม่ได้ขัด มาตราหลักของพระราชบัญญัตินั้นที่ร่างมาตั้งแต่ต้นไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ว่าคำสั่ง คสช. ที่ไป แก้โดยไม่ผ่านกระบวนการตรากฎหมายของรัฐธรรมนูญ แล้วทุกคนก็ไปยอมรับมาตราสุดท้าย ว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ แต่ยังไม่เคยมีมาตราไหน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขียนให้คำสั่ง คสช. ไม่ต้องผ่านกระบวนการตราตาม มาตรา ๒ หมวด ๑ ของเราคือหมวดที่กำกับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ กระบวนการตรากฎหมายโดยสภา โดยนิติบัญญัติมันต้องมีครับ คำสั่ง คสช. ท่านประธานครับ มันก็เหมือนกับพระราชกำหนด เป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร เมื่อสั่งเสร็จบางอย่าง ๓ วัน ต้องเข้าสภานิติบัญญัติ ถ้าไม่เห็นด้วย สิ่งที่ทำมาแล้วก็ไม่ผิดไม่เสียไป แต่ถ้าเห็นด้วยก็ขึ้นไปตามมาตรา ๒ พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขของแผ่นดินเราใช่หรือไม่ครับ ไม่มีมาตราไหนที่ยกเลิกพระราชอำนาจนี้เลย แต่ทุกคนก็ไปหลงติดอยู่ที่มาตราสุดท้าย ไม่มีที่ไหนในประเทศแม้แต่ประเทศไทยที่เขียนว่า อำนาจอธิปไตยของเราถูกกำกับโดย คสช. ไม่มีนะครับ ไม่มีเลย แต่อำนาจของเขาให้เขาออก คำสั่งได้ เพื่อให้องคาพยพมันเคลื่อนไหวไปได้ แต่ไม่ได้ออกให้เขาแก้กฎหมาย ท่านประธาน กฎหมายเป็นพระราชบัญญัติลงพระปรมาภิไธยแล้ว ประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว ใช้แล้ว ออกคำสั่งแก้เป็นกฎหมายใหม่ไปเลย เป็นไปได้อย่างไร มันไม่ใช่คำสั่งทั้งฉบับครับ มันเป็น คำสั่งบางส่วน ผมพูดเรื่องนี้ทำไม มันเกี่ยวหรือไม่ เกี่ยวครับ เพราะมันมีความขัดแย้ง ศาลเห็นเอง หรือคู่ความเห็นก็ยกขึ้นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ ท่านรับแล้วศาลก็พิจารณาต่อไป แต่วันตัดสินต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ผมว่าต่อไปนี้ความขัดแย้งเรื่อง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับคำสั่งของ คสช. จะมากขึ้น แล้วมันไม่มีช่องทางตรงนี้เลย สำหรับผมหนักใจ แต่ผมจะจบลงอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ทางศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๑๘ ท่าน ที่เขียนเอกสารชิ้นนี้มีการวิจัยเรื่องเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญสักหน่อยหนึ่ง แล้วส่งเอกสารชิ้นนี้ให้กับทุกมหาวิทยาลัยที่สอนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ให้เอาไว้เป็นตำรา ได้เลยนะครับ แล้วฉบับนี้มันจะเป็นตำราให้พวกผมมาวิพากษ์วิจารณ์คำรายงานของ ศาลรัฐธรรมนูญในปีต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ
ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านประธานครับวันนี้เราพิจารณารายงานประจำปี ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารที่ทางสภาส่งให้เพื่อนสมาชิกแล้ว ผมเชื่อว่า ก็ไม่ค่อยได้แตกต่างจากรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ หรือรายงานอื่น ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า รายงานฉบับนี้ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นรายงานที่มีความครอบคลุมในเรื่องราวเกี่ยวกับ รายงานประจำปี ในปี ๒๕๖๐ อยู่พอสมควร จากรายงานที่มีความครอบคลุมนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีความตั้งใจพยายามที่จะทำให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาได้เห็นความคืบหน้า เห็นความตั้งใจที่จะปฏิบัติ หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในปี ๒๕๖๐ ดูจากสถิติอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้บอกไป บางท่านแล้วว่า สถิติก็มีผู้ร้องเข้ามายังศาลรัฐธรรมนูญมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ในแต่ละปี แต่เฉพาะในปี ๒๕๖๐ นั้นถ้าเราดูสถิติก็ต้องถือได้ว่ามีผู้ร้องเข้ามาไม่ได้มากนัก แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถทำหน้าที่ในการวินิจฉัยจนกระทั่งมีเรื่องค้างอยู่ไม่กี่เรื่อง ผมคิดว่า เรื่องค้างตามศาลต่าง ๆ นั้นผมเชื่อว่าพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือพี่น้องประชาชนทั่วไปต่างตระหนักดีว่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าดูจากสถิติของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีเรื่องค้างในแต่ละปีค่อนข้างน้อย ส่วนมากก็สามารถ วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปในปีนั้น ๆ อันนี้เป็นประการแรกที่ผมอยากจะให้ข้อสังเกต แล้วก็ไม่อยากให้ มีเรื่องใด ๆ ค้างในการพิจารณาแต่ละปี นอกเหนือจากนั้นผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด เราต้องมี ความเข้าใจร่วมกันก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญที่ถือกำเนิดเกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์ในเรื่องที่มาของศาลรัฐธรรมนูญนี้ ผมเชื่อว่าก็เริ่มต้นจากความขัดแย้ง ที่อาจจะเห็นไม่ลงลอยกัน ในช่วงแรก ๆ ของการมีสภาและมีการวินิจฉัยในเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น พัฒนาการก็เริ่มต้นมาจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ เพื่อดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ซึ่งศาลฎีกา ได้มีวินิจฉัยต่อมาว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าศาลฎีกา เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ในขณะที่ ฝ่ายนิติบัญญัติพูดง่าย ๆ คือพวก ส.ส. ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ก็เกิด การโต้แย้งกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการว่า องค์กรใดเป็นองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัย ชี้ขาดปัญหาของความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ดังนั้นเพื่อแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ จึงกำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อเป็นองค์กรทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย และต่อมาก็พัฒนา มาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ผมเริ่มต้นตรงนี้ก็เพื่อที่จะบอกกับท่านประธานว่า จะเห็นได้ว่า ก่อกำเนิดของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็เกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่เห็นไม่ตรงกัน ระหว่างองค์กรที่มีภาระหน้าที่ในการวินิจฉัยกับฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อเรามาดูศาลรัฐธรรมนูญ ในปัจจุบัน เราก็เห็นได้ชัดเจนว่าภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ของศาลรัฐธรรมนูญมีรายละเอียด เพิ่มมากขึ้นหลายประการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่หลัก ๆ อยู่ ๓ ประการ คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ นี่เป็นประการแรก
ประการถัดมา คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และถัดมาคือการรักษา ความสมดุลในระบบการเมืองตามหลักนิติธรรม แต่พอเรามาดูรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ หน้าที่และอำนาจบัญญัติไว้ชัดเจนประมาณ ๓ ประการด้วยกัน คือพิจารณาวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับ หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ และหน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ในรายงานฉบับนี้แล้ว ผมไม่ขอกล่าวถึงนะครับว่ามีอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อเราดูอำนาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรจากจุดเริ่มต้น ของการมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมาถึงศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ถึงแม้ว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยบัญญัติไว้ค่อนข้างเด็ดขาดว่า สิทธิเด็ดขาดตีความ รัฐธรรมนูญเป็นของสภาผู้แทนราษฎร แต่เราคงไม่สามารถที่จะย้อนไปทำอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อมีศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมา เราจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่มาวินิจฉัยความเห็นหรือบทบาทภาระหน้าที่ หรือการกระทำใด ๆ ที่มีความเห็นแตกต่างกันในสังคมนี้มากมายหลายประการอย่างที่ผมได้บอก ไปแล้ว เพราะฉะนั้นแน่นอนเมื่อมีคำวินิจฉัยใด ๆ เกิดขึ้นย่อมมีความเห็นออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนใดก็ตามที่ได้รับประโยชน์จากการวินิจฉัยนั้น ก็จะกล่าวชื่นชมยินดีในการทำหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อใดก็ตาม ใครก็ตามที่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยนั้น ก็จะกล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญในทางที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ แน่นอนที่สุดผู้ที่ได้รับ ผลกระทบอาจจะมีความไม่พึงพอใจ ไม่พอใจในคำวินิจฉัยนั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวถึง คำวินิจฉัยในการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เฉพาะที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เกิดความเสียหายเท่านั้น ผมเชื่อว่าก็จะทำให้องค์กร ซึ่งเป็นองค์กรหลักองค์กรหนึ่งของประเทศ ซึ่งอาจจะทำถูกใจเราบ้าง หรือไม่ถูกใจเราบ้างนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ก่อให้เกิดความเสียหาย และถ้าบ้านเมืองนี้ไม่มีองค์กรใด มาทำหน้าที่ เมื่อไรก็ตามที่องค์กรที่บุคคลในบ้านเมืองนี้เกิดปัญหา เกิดผลกระทบ เกิดความขัดแย้งใด ๆ ขึ้นมา ผมเชื่อว่าตรงนั้นจะเกิดอันตรายมากยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อใด ก็ตามเราให้ความคิดเห็นใด ๆ ที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเราคงจะต้องคำนึงถึง ผลกระทบไม่ใช่เกิดขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญครับ แต่ผมคิดว่าต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิด ขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าการทำหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญแต่ละชุด แต่ละคณะ หรือแต่ละเรื่อง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปนั้น ผมเชื่อว่าคนในสังคมนี้คงไม่มีใครเห็นตรงกันทั้งหมด ทุก ๆ คำวินิจฉัย ย่อมมีความเห็นแตกต่างอย่างที่ผมบอกไปแล้ว แต่เราต้องคำนึงถึงผลรวม ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นต่อคำวินิจฉัยต่าง ๆ นั้นจากการแสดงความคิดเห็นของเรา ไม่ว่าจะเป็นบวก หรือลบก็ตาม
ทีนี้เรามาดูว่าแผนยุทธศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญตามรายงานฉบับนี้ ระบุว่า ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๐-๒๕๖๔ วิสัยทัศน์ผมเชื่อว่าพวกเราทราบชัดเจนดีอยู่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเป็นสถาบันหลักที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ตามหลักนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยมีกลไกสนับสนุนงานที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ผมคิดว่านี่เป็น วิสัยทัศน์ครับ เราจะเขียนวิสัยทัศน์อย่างไรก็เขียนได้ครับ เราจะเขียนวิสัยทัศน์ให้เคลิบเคลิ้ม ให้ดูสวยหรูอย่างไรก็ได้ครับ แต่ผมคิดว่าเราจะดำเนินการตามวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไรนั้นบุคคลที่อยู่ในสังคมนี้จะเป็นคนตัดสิน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าการกระทำของท่านนั้นเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ท่านได้เขียนไว้ หรือไม่ มาดูเป้าประสงค์ก่อนครับ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ ที่ผมพูดถึงเป้าประสงค์ ก่อนเพราะเดี๋ยวผมจะย้อนมาให้เห็นว่าพันธกิจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร เป้าประสงค์มี ๓ ข้อ ยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานการพิจารณาคดีสู่ระดับสากล ผมคิดว่า ตรงนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร ซึ่งผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญคงจะต้องเปิดใจกว้าง ที่จะรับฟังว่าเป้าประสงค์ของเราที่จะเดินไปถึงนั้นทำอย่างไรที่จะเดินไปถึงให้ไวที่สุดให้มาก ที่สุด ประการที่ ๒ เสริมสร้างและพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีความเข้มแข็ง บุคลากรมีความสามารถควบคู่คุณธรรมและจริยธรรม อันนี้ก็เป็นเรื่องภายในของท่าน อันที่ ๓ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเป้าประสงค์ข้อ ๓ นี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากซึ่งไปสอดคล้อง กับพันธกิจในข้อ ๔ ของศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏในรายงานของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พันธกิจในข้อ ๔ บอกไว้ว่า สร้างความเชื่อมั่นต่อภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมผมถึงพูด ถึงเรื่องความเชื่อมั่นมากทั้ง ๆ ที่พันธกิจมีทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกันนะครับ ซึ่งท่านทั้งหลาย สามารถเปิดอ่านได้ในรายงานฉบับนี้ ที่ผมพูดถึงเรื่องความเชื่อมั่นทั้งข้อ ๔ ความเชื่อมั่นต่อ ภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญในพันธกิจและข้อ ๓ ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ของศาลรัฐธรรมนูญ คือเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและความศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็เพราะว่าถ้าเมื่อใดก็ตามศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ให้กับ พี่น้องประชาชนได้ ผมว่าน่าจะเป็นวิกฤติของประเทศอีกวิกฤติหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เราตั้งใจที่จะมี ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งก็เพื่อมาเป็นส่วนสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการปกครองของเรา แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คนในสังคมนี้ได้ ผมเชื่อว่าเราคงไม่สามารถไปปฏิรูปการเมืองหรือทำอย่างอื่นใด ผมถึงอยากตั้งเป้าว่า จะเป็นรายงานปี ๒๕๖๐ ก็ดี หรือปีต่อ ๆ มาที่จะตามมาก็ดี ผมอยากจะเห็นความคืบหน้าและ ในปีต่อ ๆ มาที่จะมีรายงานนั้นอยากจะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญปรากฏในรายงานฉบับต่อ ๆ มา ได้หรือไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นได้หรือไม่อย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในองค์กรนี้ได้แล้ว ใครก็ตามที่จะมาพูด ในแง่ลบ จะมาหาทุกวิถีทางในการที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อพี่น้อง ประชาชนก็น่าจะลดน้อยถอยลง เพราะฉะนั้นผมอยากย้ำกับท่านประธานว่าเราอาจจะ พึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ผมเชื่อว่าเราจะต้องไม่ทำลายศาลรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เราต้องช่วยกันทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นคงอยู่ด้วยการทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนและทำให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้ให้เป็นองค์กรหลักในการวินิจฉัยปัญหาข้อขัดแย้ง หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นปัญหาของ ประเทศมีต่อไปในอนาคตครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านเทพไทครับและตามด้วยท่านประกอบนะครับ ให้ท่านเทพไทก่อนนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ แล้วตั้งใจที่จะฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายมากกว่า แต่ว่าเมื่อหลายท่านอภิปรายมา ก็ไม่ตรงกับสิ่งที่ผมติดใจอยู่หรืออยากรู้ ก็เลยขออนุญาตท่านประธานอภิปรายซักถามด้วยตนเอง เรื่องรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าฉบับนี้ทำได้สวยงามมาก เหมาะสำหรับ การเก็บไว้ แต่ถ้าจะใช้ในสภาแห่งนี้ผมก็ต้องเรียนกับท่านเลขาธิการศาลว่าครั้งต่อไปถ้าจะทำ สัก ๒ ชุดก็น่าจะได้ สำหรับชุดที่ดีแบบนี้ก็เอาไว้สำหรับที่หอสมุด ห้องสมุดเก็บไว้ได้นาน แต่ว่าถ้าสำหรับการอภิปรายของพวกเราในสภาผู้แทนราษฎรก็ใช้กระดาษไม่ต้องขนาดนี้ หรอกครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เราก็จะขีดเขียนกันแล้วก็จบกัน แล้วหลายท่านก็ไม่ได้เอาไปไว้ ที่บ้านหรอกครับ เพราะว่ามันจะเป็นเหยื่อของปลวก เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดีที่สุดเก็บไว้นาน ๆ ก็อย่างนี้ดีที่สุดนะครับ แผ่นซีดี (CD) ในยุคนี้ก็ไม่เปลืองที่ แล้วก็ไม่เสื่อมสลายค่อนข้างจะดี เพราะฉะนั้นก็เป็นข้อสังเกตว่าการทำรายงานเล่มนี้ก็ถือว่าสวยงาม แต่ว่าอาจจะสิ้นเปลือง งบประมาณไปนิดหนึ่ง แม้ว่าอาจจะไม่มาก แต่ผมก็คิดว่าถ้าเราประหยัดได้ก็ดี ผมยึด แนวนโยบายการประหยัดของท่านประธาน ชวน หลีกภัย นะครับว่า แม้แต่น้อยถ้าหากว่า เป็นการประหยัดก็ถือว่าเป็นการดี
ในรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ ผมได้เปิดดูในสารบัญทั้งหมด ในส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของโครงสร้างที่มา ประวัติ แต่ว่า ที่ผมจะอภิปรายต่อท่านประธานก็คือในส่วนที่ ๓ เรื่องผลการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญในหมวด ๓ ว่าด้วยสถิติของการพิจารณาของศาล ซึ่งผมเห็นว่าก็ค่อนข้างที่จะชัดเจน แต่ว่าสิ่งที่ผม ติดใจอยู่แล้วก็อยากจะเรียนถามกับผู้ที่มาชี้แจงว่า ในผลการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็สถิติตั้งแต่ปี ๒๕๔๑-๒๕๖๐ ถ้าท่านประธานจะดูว่าคำร้องในช่วงปีแรก ๆ นี้ก็จะเยอะ แล้วก็ได้พิจารณาผลการดำเนินงานรวมก็ถือว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธาน แต่มาติดใจตรงที่ ปี ๒๕๔๘ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามา ๓ เรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญมีผลการดำเนินการได้ ๑ เรื่อง ถ้าดู ร้อยละอัตราส่วนเปอร์เซ็นต์พัฒนาขึ้นจาก ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ มาเรื่อยเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๗ แต่ว่าพอปี ๒๕๕๘ เหลือ ๓๓.๓ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ที่ติดใจอยากจะถามก็คือว่า ใน ๓ คดีนี้ผมไม่แน่ใจว่ามีความยากลำบากหรือสลับซับซ้อน ในการพิจารณาอย่างไรแค่ไหนถึงพิจารณาในปีนี้ได้แค่ ๑ เรื่อง ในขณะที่ปี ๒๕๕๙ มีคำร้อง มา ๙ คำร้องพิจารณาเสร็จหมด ถือว่าได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ครับ ผมคิดว่าถ้าหากว่า เหมือนปีก่อน ๆ ที่มีระดับร้อยกว่าผมก็ไม่ติดใจหรอกครับ เพราะผมคิดว่าระดับร้อยกว่า ก็อาจจะใช้เวลา แต่ว่าเมื่อปี ๒๕๕๘ แค่ ๓ เรื่องเข้ามาพิจารณาได้เรื่องเดียว ซึ่งอันนี้ ผมก็อยากจะขอความชัดเจนนิดหนึ่ง ขอความกระจ่างนิดหนึ่งนะครับ
ส่วนที่ ๒ ที่อยากจะอภิปรายก็คือเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาอบรมตามประเภท และหลักสูตรภายนอกองค์กรของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมก็สนับสนุนที่จะให้บุคลากรของศาลรัฐธรรมนูญไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ถ้าดูจาก รายงานฉบับนี้จะเห็นได้ว่าบุคลากรของศาลรัฐธรรมนูญได้ไปเข้าสู่การฝึกอบรมเพื่อพัฒนา ตนเอง แล้วก็องค์กรในหลายหลักสูตรนะครับ ซึ่งบางหลักสูตรก็ ๑ คนบ้าง ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ผมก็เข้าใจว่าตามโควตาที่หลักสูตร เขาให้มา แต่ว่าอีกหลักสูตรหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นหลักสูตรที่โด่งดังเลยครับ ก็คือโครงการอบรมหลักสูตร หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย หรือ นธป. ผมอยากจะ เรียนกับท่านประธานว่า หลักสูตรฝึกอบรมพิเศษในช่วงนี้ในยุคนี้ ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ทุกองค์กรพยายามที่จะสร้างหลักสูตร พยายามที่จะเปิดหลักสูตรใหม่ ๆ เพื่อที่จะให้ คนทุกคนเข้ามาศึกษาเข้ามาฝึกอบรมในหลักสูตรนั้น ๆ และถ้าท่านประธานจะไปดูรายชื่อ จะเห็นได้ชัดครับท่านประธานก็มีอยู่ในกลุ่มจำกัด กลุ่มนี้ผมก็คิดว่าประมาณคร่าว ๆ ก็ระดับสัก ๑,๐๐๐ คน ซ้ำแล้วซ้ำอีก พาไปหลักสูตรโน้น แนะนำไปหลักสูตรนี้ ที่ผมอภิปราย ตรงนี้ก็คือว่า ผมไม่เห็นด้วยกับหลักสูตรพิเศษขององค์กรที่เกี่ยวกับความยุติธรรม องค์กรอื่น ๆ ผมไม่ติดใจท่านประธาน องค์กรพลังงาน องค์กรของทางการเมือง ผมก็ไม่ได้ ติดใจอะไร แต่ว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมของศาล ผมไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นเลย ครับท่านประธาน ผมเรียนหลายหลักสูตรเหมือนกัน แต่ว่าในหลักสูตรขององค์กรที่เกี่ยวกับ ความยุติธรรม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญเปิดโครงการอบรมหลักสูตร หลักนิติธรรม เพื่อประชาธิปไตย หรือ นธป. ศาลยุติธรรมเปิดหลักสูตรกระบวนการยุติธรรมระดับสูงหรือ บ.ย.ส. ศาลปกครองเปิดหลักสูตรกฎหมายสำหรับผู้บริหารระดับสูงหรือ กปส. กกต. พัฒนา การเมืองและการเลือกตั้งระดับสูงหรือ พตส. ถ้าท่านประธานจะดูชื่อหลักสูตรส่วนใหญ่ ระดับสูงท่านประธานระดับต่ำเรียนไม่ได้ ชาวบ้านเรียนไม่ได้จริง ๆ ตรงนี้หลักสูตรนี้ ท่านประธานจะทำให้คนชั้นสูงหรือคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่มีโอกาสกว่าคนอื่นเข้าไปเรียนครับ ท่านประธาน และยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในสังคม คนเหล่านี้เข้าไปเรียนแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้จักกันมักคุ้นกัน แล้วก็ช่วยเหลือกัน มีเครือข่าย หรือภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่าคอนเนกชัน (Connection) ท่านประธานลองคิดดูถ้าคนในวงการยุติธรรม ศาลยุติธรรมไปคบกับบุคคลภายนอกที่เป็นพ่อค้า ที่เป็นนักธุรกิจ อะไรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นที่ผมติดใจเรื่องหลักสูตรโครงการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย นธป. ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอภิปรายไปถึงหลักสูตรอื่นของศาลด้วย ตรงนี้เองครับ ท่านประธาน ผมก็คิดว่าอยากจะให้องค์กรเหล่านี้ได้คิดถึงคนที่เป็นคนส่วนน้อยในสังคม ที่ยังไม่มีโอกาสเข้ามาถึงหลักสูตรเหล่านี้ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมคาดหวังกับ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้กำลังใจกับศาลรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด และผมก็เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรสูงสุดในองค์กรศาล เพราะอย่างน้อยที่สุดก็คือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ วรรคสี่ ก็ได้บอกว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพัน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ นั่นแสดงว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีบทบาทสำคัญ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญอาจจะปฏิบัติหน้าที่อาจจะถูกใจคนอื่น อาจจะถูกใจคนบางกลุ่ม หรือไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม คนที่ได้รับประโยชน์ที่สมหวังก็อาจจะ ถูกใจ คนที่ผิดหวังก็อาจจะไม่ถูกใจไม่พอใจ แล้วก็อาจจะตำหนิติฉินนินทาศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมก็อยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง เพราะท่านคือองค์กร ที่สำคัญที่สุดตามรัฐธรรมนูญ ผมก็ขออภิปรายและให้กำลังใจเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ต่อไป ท่านประกอบครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตรบกวนเวลาสภาแห่งนี้เพียงสั้น ๆ นะครับ ไม่นาน ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษารายงานประจำปี ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนะครับ ซึ่งท่านได้แยกออกเป็น ๕ ส่วนครอบคลุมภารกิจของท่านทุกประการนะครับ ก็สมบูรณ์ ตามที่ท่านรายงาน ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงยิ่งที่ทำได้รายละเอียดครอบคลุมทุกอย่าง เพียงแต่ว่าผมเรียนว่าภารกิจที่สำคัญของท่านนั้นก็คืออยู่ส่วนที่ ๓ เหมือนที่เพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายมาเมื่อสักครู่ คือท่านเทพไท เสนพงศ์ ก็คือในส่วนที่ ๓ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก และผมอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตระหนักและใส่ใจ ในเรื่องนี้ให้มากที่สุด เพื่อนำผลการพิจารณาคดีต่าง ๆ ของท่านมาเผยแพร่ตามหมวด ๓ ก็คือผลการดำเนินคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์มาก แต่ว่าในรายงานฉบับนี้ ถ้าพูดสั้น ๆ เราแทบไม่ได้อะไรเลยจากผลการดำเนินงานของท่าน ๑๐ ปีย้อนหลัง ที่ท่านกรุณารายงานมาจะเห็นว่าบางปีนั้นมีเรื่องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นร้อยเรื่อง แต่ว่าเราไม่ทราบเลยในร้อยเรื่องนั้นพี่น้องประชาชนเขาร้องเรียนเรื่องอะไรมา ใครร้อง ผลการวินิจฉัยของท่านเป็นอย่างไร เราจะได้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยที่ได้มีบทบัญญัติไว้อย่างคลุมเครือในบางเรื่อง ก็เรียนท่านด้วยความ เคารพว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก่อเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เพื่อหวังที่ให้ท่านนี่ละครับเป็นองค์กรในการคุ้มครองรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดนั้นให้ท่านได้วางบรรทัดฐานในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ก็ถือว่าสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชนนั้นเป็นสิ่งสูงสุดในการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิ่งที่มีความสำคัญมาก ท่านประธานครับ และกระผมกราบเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ ในหมวด ๓ หมวด ๔ หมวด ๕ หมวด ๓ คือเรื่อง ของสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวดที่ ๔ ในเรื่องของหน้าที่ของปวงชนชาวไทย และหมวด ๕ เรื่องหน้าที่ของรัฐ ทั้ง ๓ หมวดนี้ผมคิดว่าเป็นหัวใจในการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย และในทั้ง ๓ หมวดนี้มีบทบัญญัติแต่ละข้อของกฎหมายนะครับ บางเรื่อง ยังคลุมเครือไม่ชัดเจน ซึ่งมีศาลรัฐธรรมนูญต้องมาวินิจฉัยว่าแต่ละเรื่องนั้นข้อเท็จจริงแล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอย่างไร ท่านเป็นองค์กรสูงสุดในการวินิจฉัย ข้อขัดแย้งความไม่เห็นพ้องของรัฐธรรมนูญ ผมเลยมีความเชื่อมั่นว่าตัวศาลรัฐธรรมนูญเองนั้น ย่อมเป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิมีความเที่ยงธรรมถึงจะคุ้มครองกฎหมายรัฐธรรมนูญได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ก็เลยกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า ในรายงานครั้งต่อไปนั้นสิ่งที่จะให้ พวกผมได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือในส่วนที่ ๓ ผลการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่สุดประกอบด้วย ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ใครร้อง ทำไมต้องบอกใครร้อง เพราะเราจะเห็นว่าบุคคลที่เดือดร้อนมากที่สุดในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นที่มีบทบัญญัติ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นคนพวกใด พี่น้องประชาชนหรือองค์กร หรือใครกันแน่ เนื้อหาที่ร้องเรียนมานั้น ๆ สั้น ๆ สรุปร้องเรียนเรื่องอะไร และผลวินิจฉัยของท่านนั้น เป็นประการใด ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะได้เป็นประโยชน์มากที่สุด ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญที่ท่านกรุณามารายงานในวันนี้ว่า ในส่วนที่ ๓ เป็นส่วนที่มี ประโยชน์มากที่สุด ผมให้ท่านเน้นในส่วนที่ ๓ เป็นพิเศษครับ กราบขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ศาสตราจารย์ กนก วงษ์ตระหง่าน ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานศาลรัฐธรรมนูญ ในรายงานประจำปี ๒๕๖๐ ดังต่อไปนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในรายงานฉบับนี้นั้น เนื้อหาและองค์ประกอบต่าง ๆ ผมคงจะไม่ขออนุญาตพูดในรายละเอียด แต่ลักษณะของ รายงานนี้เป็นลักษณะของการบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่อะไร และทำอะไร แล้วก็ มีผลงานในเชิงปริมาณเป็นอย่างไร แล้วก็สรุปการใช้จ่ายทางการเงินเป็นอย่างไร ผมคิดว่า รายงานฉบับนี้ในด้านหนึ่งก็ดูดี แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่เรายังมีคำถามเกิดขึ้นอีกมากมาย ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าที่ผมต้องลุกขึ้นอภิปรายนั้น เพราะว่ายึดมั่นในหลักของรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการปกครองของประเทศของเราถือว่า รัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายสูงสุด เป็นหลักของการปกครอง เป็นหลักของการอยู่ร่วมกัน ในประเทศชาติของเรา ถ้าจะพูดในเชิงทฤษฎีเราก็ทราบดีอยู่ว่าการเกิดลัทธิรัฐธรรมนูญนั้น เกิดจากที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมเสียสละสิทธิตามธรรมชาติบางอย่างของตนเอง เพื่อที่จะ แลกมาซึ่งความปลอดภัย ความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของการอยู่ร่วมกัน ภายใต้ หลักการดังกล่าวนี้เราจึงมีข้อบัญญัติที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญเพื่อการอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้น ผมจึงเชื่อว่าการอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐธรรมนูญนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และบทบาทของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะทำหน้าที่ในการรักษาข้อบัญญัติเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศของเรา ภายใต้หลักคิดดังกล่าวนี้ครับ ท่านประธานครับ ในหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ก็ได้บอกไว้อยู่ว่ามี ๘ กลุ่มใหญ่ ๆ ผมขออนุญาตไม่อ่านนะครับ อ่านข้อแรกกับข้อสุดท้าย ท่านก็คงจะนึกออกว่าผมพูดถึงอะไร แล้วท่านจะได้ตอบคำถามของผมได้ ในกลุ่มที่ ๑ คือการพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายและกฎหมายต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือว่ากฎหมายหรือ ร่างกฎหมายต่าง ๆ นั้นที่นำเสนอหรือที่ผ่านออกมานั้นสอดคล้องหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ อย่างไรบ้าง และในประเด็นสุดท้าย ข้อ ๘ การพิจารณาวินิจฉัยกรณีอื่นที่กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นประกอบให้อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในหน้าที่ทั้ง ๘ ข้อดังกล่าวที่ผมยกข้อ ๑ กับข้อ ๘ มานั้น ประเด็นที่เป็นคำถามที่สำคัญมากต่อการปฏิบัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเป็น ผู้รักษากฎหมายฉบับนี้ นั่นก็คือความเข้าใจของพี่น้องประชาชนว่ารัฐธรรมนูญที่เรามีอยู่ใน ปัจจุบันนี้ ในปีนี้ ไม่ต้องพูดถึงอดีตนะครับ มีความหมายอย่างไร ผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญ มากวันนี้ผมตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกัน เมื่อผมกลับไปดูที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมตั้ง คำถามกับตัวเองว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คืออะไร ถ้าเราไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อถึงตอนที่เราจะบังคับใช้รัฐธรรมนูญ เราอาจจะใช้รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ ตอบเจตนารมณ์ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญก็ได้ และในกรณีนี้ก็อาจจะทำให้ เกิดการบิดเบือนรัฐธรรมนูญเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมาซึ่งผมไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่าง ตรงนี้ เป็นบทเรียนในราคาแพง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาที่ทำให้เราเห็นว่าการที่เราไม่เข้าใจเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญร่วมกันจึงทำให้เกิดปัญหาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมจึง อยากเห็นสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ในการอธิบายและให้ความเข้าใจ ความกระจ่างกับประชาชนว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คืออะไร เมื่อเรา เข้าใจร่วมกันแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราจะปฏิบัติรัฐธรรมนูญนี้เพื่อบรรลุตามเจตนารมณ์ หรือเป้าหมายสูงสุดดังกล่าว เมื่อเรามีเจตนารมณ์ดังกล่าวที่เราเข้าใจตรงกันซึ่งตรงนี้อยากจะ ขออนุญาตเสนอท่านประธานไปยังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่จะได้ทำการเผยแพร่ และทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้
ประการที่ ๒ เมื่อเราไปดูถึงตัวรัฐธรรมนูญก็จะมีข้อบัญญัติในมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันภาษาที่เขียนนั้นเป็นภาษากฎหมาย คำถามคือเราเข้าใจตรงกัน หรือไม่ ประเด็นที่เรามีปัญหาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ก็คือเราเข้าใจ มาตราเดียวกันไม่เหมือนกัน เราเข้าใจอนุมาตราเดียวกันไม่เหมือนกัน เราเข้าใจวงเล็บที่ หมายเลขกำกับเดียวกันแต่เราเข้าใจไม่ตรงกัน ที่ไม่ตรงกันนั้นไม่ใช่เพราะภาษาไม่ตรงกัน แต่เพราะการเชื่อมโยงของข้อความนั้นไปยังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนี้ไม่เหมือนตรงกัน ตรงนี้เป็นปัญหาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง ซึ่งในส่วนนี้เป็นหัวใจในรายละเอียดที่มี ความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผมคิดว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเผยแพร่ทำความเข้าใจกับ พี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างมาตรา ๑๒๐ เจตนารมณ์ของมาตรานี้กับเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญโดยองค์รวมเป็นอย่างไร เมื่อเข้าใจอย่างนี้การตีความของภาษาก็จะเข้าใจร่วมกัน ได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าเราเปิดเป็นพื้นที่ว่างจะไปตอบโจทย์ต่อเจตนารมณ์หรือเป้าหมายอะไร ก็แล้วแต่ที่ไม่ตรงกัน ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ในรายงานนี้ก็ไม่เคย พูดถึงเลย ซึ่งผมอยากจะขออนุญาตสรุปในตอนสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องของรายงานต่อไป เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ ๒ ของผมคือข้อบัญญัติหรือมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องอธิบายความว่ามีความสัมพันธ์กับเจตนารมณ์สูงสุดอย่างไร และด้วยความสัมพันธ์นั้น ให้ความหมายอะไรต่อมาตรานั้น อย่างนี้เป็นต้น
ในประการที่ ๓ เมื่อเรานำรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้มันมีบริบทที่เกิดขึ้นใน ความเป็นจริง บริบทที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงนี้มันเป็นกรณีที่เกิดขึ้น และเราจะนำ ข้อบัญญัตินั้นไปบังคับใช้ต่อบริบทที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ซึ่งผมจะไม่ขออนุญาตยกตัวอย่างเพราะ อาจจะละเอียดอ่อนและทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประเด็นการอภิปรายของผม ประเด็นที่ ผมต้องการจะบอกก็คือว่า ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นที่มีกรณีที่จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตีความข้อบัญญัติหรือมาตรารัฐธรรมนูญนั้นภายใต้เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ แล้วจึงมาบอกว่าบริบทหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถูกหรือผิดอย่างไร ไม่ใช่นำ เหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา นำข้อบัญญัติหรือรัฐธรรมนูญบางมาตรา แล้วก็ตีความในบางข้อมูล ในบางด้านแล้วก็สรุปว่าอันนี้ถูกหรืออันนี้ผิด ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะมีคนที่เห็นแตกต่างกัน อย่างแน่นอน และในอดีตที่ผ่านมาสิบกว่าปีพวกเราก็เจอปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด และพวก ผมเองเป็นคนพยายามที่จะรักษาหลักของรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด และพยายามที่จะรักษา ศาลรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด เราก็ถูกความเข้าใจผิดว่าเราเอียงข้างศาลรัฐธรรมนูญ เราเอียง ข้างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญพิษ มีปัญหา ความจริงไม่ใช่ สิ่งที่พวกผม พยายามจะรักษาไว้คือหลักของรัฐธรรมนูญ เมื่อเรารักษารัฐธรรมนูญไม่ได้ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นรัฐธรรมนูญแบบไหน มีความหมายอย่างไร เขียนอย่างไรก็ตาม ถ้าจิตวิญญาณของเรา ไม่รักรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญนั้นก็จะไม่มีความหมาย ตรงนี้ผมจึงอยากจะขออนุญาต ทำความเข้าใจต่อท่านประธานไปยังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในที่ประชุมนี้ว่าเวลาเราปกป้อง ศาลรัฐธรรมนูญ เวลาปกป้องรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้ปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือฉบับใด เราไม่ได้ปกป้องศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้หรือชุดใดเป็นการเฉพาะ แต่เราปกป้องหลักการของ รัฐธรรมนูญ เราปกป้องหลักการของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและมี ความจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ เพราะว่าไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่ไม่มีข้อขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับ การตีความของรัฐธรรมนูญ เมื่อมีความเป็นจริงเช่นนี้ก็จำเป็นจะต้องมีการออกแบบกลไก ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนำเรียนกับท่านประธานไปยังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใน ๓ เรื่องคือว่า
เรื่องที่ ๑ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องให้ความเข้าใจในเรื่องเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ และเมื่อเข้าใจแล้วจะต้องเชื่อมโยงข้อบัญญัติและมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ว่าสัมพันธ์กับเจตนารมณ์นั้นอย่างไร และความหมายของมาตรานี้มีความหมายในกรอบนี้ เท่านั้น เพราะเป็นความหมายที่สัมพันธ์กับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีความหมาย ในรูปแบบอื่น เพราะถ้าตีความโดยภาษาโดยหลักของภาษาเว้นวรรคตัดตอนที่ไม่เหมือนกัน เราก็อาจจะมีความหมายของมาตรานั้นเป็นอีกแบบหนึ่งได้ เมื่อเป็นเช่นนี้พอไปถึงการใช้กับ บริบท หรือกรณีที่เกิดขึ้นปัญหาจะน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เปลี่ยนแปลงทุกวัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องเดียวกันต่อรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเมื่อ ๑๐ ปี ที่แล้วกับวันนี้ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน และเมื่อเป็นอย่างนี้เราจะมาอ้างในตอนสุดท้ายว่า ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วตัดสินแบบนี้ แล้วทำไมศาลรัฐธรรมนูญปีนี้จึงตัดสินอีก แบบหนึ่ง แล้วก็จะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีมาตรฐานที่ไม่ตรงกัน ผมคิดว่าตรงนี้ เป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อน เพราะความเป็นจริงนั้นบริบทของเรื่องกรณีข้อเท็จจริงของคดี ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะต้อง ให้ความเข้าใจกับประชาชนก่อนล่วงหน้านาน ๆ ไม่ใช่เกิดเรื่องแล้วจึงอธิบาย เพราะเกิดเรื่อง แล้วจึงอธิบายศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นคู่กรณีของเรื่อง เมื่อเป็นคู่กรณีของเรื่องก็มีฝ่ายถูก และฝ่ายผิด ใครก็ตามที่ยืนอยู่ข้างไหนก็จะถูกผลักให้เป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด หรือฝ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่ายหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตรงนั้นเป็นปัญหาของบ้านเมืองของเราในการ ใช้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมจึงอยาก ขออนุญาตเสนอกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่ารายงานของท่านแบบนี้เป็นรายงานของการ บริหารสำนักงานไม่ใช่รายงานของรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญ รายงานของรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญนั้น ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น ท่านควรที่จะต้องมีรายงานว่า มีกรณี ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินและมีความเห็น ๑ ๒ ๓ ที่เหมือนกัน ๔ ๕ ๖ ที่ไม่เหมือนกัน และที่ศาลตัดสิน ๑ ๒ ๓ ด้วยเหตุผลเป็นเช่นนี้ และไม่ตัดสิน ๔ ๕ ๖ ด้วยเหตุผลเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนี้ก็จะเป็นการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชนของเรา แล้วก็นักวิชาการ หรือใครทั้งหมด ที่ใช้รัฐธรรมนูญร่วมกันในฐานะที่เป็นคนไทยร่วมกัน ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้เราก็จะปรับความคิด แล้วก็ปรับพฤติกรรมของเราให้เข้าสู่การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่เชื่อว่ามีคนไทย อยากจะคัดค้านรัฐธรรมนูญในทุก ๆ กรณีเป็นไปไม่ได้ แต่ที่เขาเห็นต่างในบางเรื่องเพราะเขา เข้าใจอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นในฐานะที่ท่านเป็นสำนักงาน ของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความจำเป็นที่ท่านจะต้องให้ฐานของความเข้าใจตรงนี้ให้กับพี่น้อง ประชาชนของเรา และผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ได้รายงานของท่านในปีหน้าที่จะบอกว่ากรณี ที่เกิดขึ้นในศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีประเด็นของการตีความเจตนารมณ์ ๑ ๒ ๓ ที่นำไปสู่ การตีความหมายของ มาตรา ๑๒๐ ยกตัวอย่างเช่น ๑ ๒ ๓ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้แล้วความเข้าใจ ต่อรัฐธรรมนูญจะดีขึ้น และเมื่อประชาชนเข้าใจรัฐธรรมนูญดีขึ้น การยอมรับและการปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญก็จะมีมากขึ้น และตรงนั้นล่ะครับท่านประธานจะทำให้รัฐธรรมนูญ ในความหมายของลัทธิรัฐธรรมนูญมีความเข้มแข็งในบ้านเมืองของเรา และเมื่อรัฐธรรมนูญ ของเราเข้มแข็งแล้ว การแทรกแซงรัฐธรรมนูญ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการเข้ามาสู่อำนาจรัฐ ที่ไม่ผ่านกระบวนการรัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดขึ้น ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดอ่อนที่เราใช้ รัฐธรรมนูญอย่างไม่ถูกวิธี ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อนำเสนอให้กับสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญได้กรุณานำไปพิจารณา แล้วก็ทำบทบาทหน้าที่ในการช่วยเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ท่านนิยม เวชกามา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานประจำปี ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญ ความจริงในเรื่องนี้ผมต้องกราบเรียนถึงท่านทางศาลรัฐธรรมนูญ ทางคณะผู้มาชี้แจงด้วยว่า ผมได้อ่านดูพอสมควรในหลายหน้า ก็มีความข้องใจสงสัยในรายงานฉบับนี้ ความจริงตั้งแต่ เปิดสภามานี้มีรายงานเข้ามา ๔-๕ องค์กร ผมคิดว่าองค์กรที่ทำเอกสารดีที่สุดคือ ศาลรัฐธรรมนูญครับ สวย มีกราฟอะไรเรียบร้อย รูปเล่ม โดยเฉพาะกระดาษนี่สวยและดี ผมจะเก็บไว้เป็นข้อมูลที่จะเป็นหลักในการจะปฏิบัติด้วยซ้ำไป ในเรื่องอำนาจหน้าที่ของท่าน ที่เขียนไว้ เพียงแต่ว่าเมื่อผมอ่านแล้ว ก็ต้องขออนุญาตทักท้วงในหลายประเด็น ผมไม่ติดใจ ในเรื่องงบประมาณ ของท่านได้รับงบประมาณ ๒๔๗,๓๕๐,๙๐๐ บาท งบประมาณไม่มากมาย นิดเดียวด้วยซ้ำไป แล้วท่านก็ใช้ไป ๑๐๐ กว่าล้านบาท ในด้านบุคลากรก็ใช้ไป ๑๔๙ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นเรื่องการบริหารจัดการองค์กร แต่ที่ผมต้องถามท่านในหลายเรื่อง ที่ท่านเขียนมานี้ ในหลายเรื่องเลย ไม่ว่าด้านสิทธิมนุษยชนของท่าน ในข้อ ๔ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ผมเองต้องไปเปิดดูในหน้าผลงานของท่าน ที่ทำมาเป็นกราฟเป็นสถิติ อย่างสวยงาม ผมก็เกิดความข้องใจเหมือนกัน ข้อ ๓ ว่าผลการดำเนินงานของ ศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผลการดำเนินงานทางคดีของท่าน ในปี ๒๕๖๐ ความจริงผมน่าจะกราบเรียนท่านด้วยว่าน่าจะทำถึงปี ๒๕๖๒ ด้วยซ้ำไป จึงจะเห็นรูปธรรม หลังจากท่านย้อนกลับไปถึงปี ๒๕๕๗ อะไรนี้ ก็ถอยหลังไป แต่ว่า ในรายงานของท่านบอกผลการดำเนินคดี ผมจึงเกิดการข้องใจว่าจากทั้งหมดท่านบอกว่า มีคนร้องเรียนท่านรวม ๑๑ เรื่องในรายงานนี้ คำร้องที่ประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ๔๖ เรื่อง จาก ๕๑ นะครับ คำร้องทั่วไป ๕ เรื่อง ซึ่งท่านกราบเรียนและท่านต้องตอบผมให้ ผมเข้าใจ เพราะผมอ่านแล้วผมไม่เข้าใจ ท่านบอกว่าท่านรับพิจารณาเพียงเรื่องเดียว ใน ๕๑ เรื่องนี้ ผมอ่านตามผมเข้าใจนะครับที่ถามนี้ ท่านบอกว่าใน ๕๑ เรื่อง แต่ท่านรับ คำร้องยื่นโดยตรง อันนี้เป็นเงื่อนไขที่ผมอ่านดูแล้วก็ไม่ค่อยมั่นใจ ๔๖ เรื่อง คำร้องทั่วไป ๕ เรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่องเดียว หรือผมต้องถามว่าแล้วคำสั่ง ๔๔ บอกว่าค้างแล้วยกไป เป็นปี ๒๕๖๑ จำนวน ๖ เรื่อง อันนี้คือผมอาจจะอ่านไม่เข้าใจจึงต้องสอบถาม เพราะว่า ทำไมต้องยกไปในปี ๒๕๖๑ องค์กรของท่านก็ต้องมาดูท่านทำไว้นี้ จริง ๆ ไม่น่าจะต้องยกข้าม ไปด้วยซ้ำไป ผมจึงกราบเรียนว่าในเรื่องการที่ท่านต้องมีความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดของ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในหลายเรื่องที่ผ่านมา บางครั้งคำวินิจฉัยของท่านออกมาแล้ว ประชาชนเอง ก็คลางแคลงใจ ในหลายเรื่องที่ท่านมีความเห็นวินิจฉัยออกมาแล้ว คนฟังโดยทั่วไปมันขัด ขัดในความรู้สึก ซึ่งในบางข้อเท็จจริง สมมติเรื่องที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญยกการวินิจฉัย นอกประเด็นออกไปข้างนอก ซึ่งผมคิดว่ามันเกินหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ การไปวินิจฉัยในเรื่องถนน บอกว่าถ้าจะทำรถไฟฟ้าให้ไปทำลาดยางตามบ้านนอกให้เสร็จ เสียก่อนเดี๋ยวค่อยมาทำ เป็นประเด็นมันถึงเกี่ยวเนื่องเท่ากับว่างานที่มันค้างมาตั้ง ๔๐ กว่าเรื่อง มันไปเกี่ยวเนื่องจากที่นั่นมาหรือเปล่าหรืออย่างไร เพราะในการวินิจฉัยในหลายเรื่องที่ท่านมีคำตอบออกมาให้สังคมแล้วมันเป็นเรื่องคาใจ ของพี่น้องประชาชน ในเรื่องงานวิจัยเหมือนกัน ผมต้องกราบเรียน ผมก็อ่านงานวิจัย ของท่าน ๒ เรื่อง ครั้งแรกอ่านแล้วก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นงานวิจัยที่ท่านบอกเรื่องอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องเขต เรื่องการวิจัย ผลดี ผลเสีย แต่ผมพยายามอ่าน แล้วในงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่อง ผลงานส่วนหนึ่งคือพัฒนาศาล แต่ว่าความยึดโยงกับประชาชน มีน้อยมากในงานวิจัยนี้ ทำไมไม่ทำออกไป เสร็จแล้วก็งานวิจัยของท่าน ๓-๔ ด้าน ผมพยายามอ่านแล้วขีด ต้องขอว่ากระดาษอย่างดีผมก็ต้องขีดเพื่อให้เป็นที่เข้าใจตัวเอง ข้อ ๑ ผมขีดเป็นว่า ศึกษาแนวคิดประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อ ๒ ศึกษาเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลไทยที่เกี่ยวกับ การนำประเพณีรัฐธรรมนูญ ข้อ ๓ ศึกษาตัวอย่างประเพณีรัฐธรรมนูญ ผมพยายามอ่านว่า ศาลรัฐธรรมนูญเรามันเกี่ยวโยงให้ความรู้ประชาชนอย่างไร ผมอ่านอันนี้แล้วประชาชนไม่ได้ รับประโยชน์ในส่วนนี้เลย ได้ประโยชน์แต่ศาลอย่างเดียว ผมอยากจะเห็นว่าการที่ท่านจะมี อำนาจละเมิดเขา ประชาชนเขาได้รับโทษจากการละเมิดของเขา เขาควรจะแก้ปัญหา อย่างไรไม่ให้เขาละเมิดอีก ผมอยากเห็นการยึดโยงกับประชาชน ผมไม่อยากเห็นจะได้ ประโยชน์จากศาลอย่างเดียว เพราะงบประมาณทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงเป็นเงินภาษีราษฎร ทำไมจึงมาคิดถึงประโยชน์ว่าประชาชนควรได้อะไรจากงานวิจัยชิ้นนี้ มันมี ๒ เรื่อง แต่ทั้ง ๒ เรื่องก็เป็นประโยชน์ล้วน ๆ จากศาลรัฐธรรมนูญทั้งนั้น ประชาชนได้อะไรผมก็ตั้งคำถาม เหมือนกัน ประชาชนได้อะไรจากงานวิจัย ๒ ชิ้นนี้ ผมมีงานวิจัยตัวนี้ใช้เงินหมด หลายแสนบาท ผมคิดว่าอย่างนั้นเท่าที่ผมทำวิจัยมา ผมก็ต้องฝากกราบเรียนทางคณะ ศาลรัฐธรรมนูญว่าต่อไปถ้าจะมีทำงานวิจัยอีก ผมอยากจะเห็นว่าประชาชนเขาได้อะไร จากงานวิจัยของท่าน ผมฝากว่าสิทธิประโยชน์ของประชาชนแทบจะหายไป ท่านไม่ได้ช่วย ให้ประโยชน์อะไร คุ้มครองเขาน้อยมาก อย่างที่ผมยกตัวอย่างแม้บางเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ควรจะไปเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาก็ไปเกี่ยวข้อง แต่ผมก็เป็นความหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญมาใหม่ หลายท่านมาจากหลายองค์กร ผมเห็นรายชื่อแล้วก็ดีใจอยู่ รู้จักรายชื่อเป็นคนดีมีฝีมือ ตั้งอยู่ ในกระบวนการยุติธรรมจริง ๆ ผมเห็นรายชื่อมาแล้ว แต่ไม่รู้ยังไม่ผ่านทาง ส.ว. แต่วันนี้เท่าที่ ออกมาเป็นคนดี ก็เป็นความหวังอยู่ว่าต่อไปนี้ในเมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะออกมา เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่าที่ผ่านมา ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ถือว่าใครมีกรรมอย่างไร ก็ว่ากันไปแค่นั้น แต่ต่อไปนี้ก็ฝากเป็นความหวังเพราะที่ท่านว่ามานี่ผมต้องฝากข้อเสนอแนะ ว่ารัฐธรรมนูญของเราตีความเจ็บปวดอยู่แล้ว ในบางเรื่องตีความแล้วเข้าป่าเข้าดง เพราะฉะนั้นก็ฝากเป็นความหวังว่าต่อไปนี้จากที่มีตุลาการใหม่เข้ามา ๖-๗ ท่านที่จะมา ก็ให้มันอยู่ในกระบวนการความคิดเห็น ก็ขอเป็นอนาคตต่อไป เป็นความหวังของผมว่าท่านจะ ทำอย่างไรต่อไป เพราะผมว่าหลายเรื่องที่ท่านทำผมยังรับไม่ได้ ในหลายเรื่องที่ท่านทำมา ควรแก้ไข ก็ฝากด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายนิโรธ สุนทรเลขา ครับ
ขอบคุณท่านประธานสภา เป็นอย่างสูงครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อรายงานประจำปี ๒๕๖๐ ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตามหน้าที่ ๕๓ ข้อ ค สำหรับโทษการละเมิดอำนาจศาล ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาการละเมิดอำนาจศาลนั้นตามกฎหมายมาตรา ๓๙ ซึ่งมีอยู่ ๓ ข้อ
ข้อแรกคือ ตักเตือน ผมว่าดีมากนะครับ เพราะว่าเป็นการพิจารณา ที่ละมุนละม่อมต่อพี่น้องประชาชน เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือกำเนิดเกิดมา เพื่อพิจารณาความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องของกฎหมายสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นในข้อบทลงโทษละเมิดอำนาจศาล ข้อ ๑ ผมว่า เป็นการลงโทษที่ละมุนมาก ผมขอชื่นชม
ส่วนข้อ ๒ ไล่ออกจากบริเวณของศาล ผมว่าก็เป็นการดีเพื่อที่จะเป็นละมุน เหมือนกัน เป็นการที่จะไม่รบกวนการพิจารณาของอำนาจศาลนะครับ
ส่วนข้อ ๓ ลงโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือนนี่สิครับ ส่วนโทษปรับผมไม่ว่าอะไร ผมไม่มีความเห็นแย้ง แต่การลงโทษจำคุกพี่น้องประชาชนที่แสดงความคิดเห็นขัดแย้ง เห็นต่างในเรื่องข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญสูงสุดนั้น และตัวศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็มีอำนาจ ที่จะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าจำคุกพี่น้องประชาชน ๑ เดือน ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ผมถือว่า เป็นเรื่องอันตรายมาก ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นศาลอาญา พี่น้องประชาชนที่มีความเห็นต่าง ในข้อกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้นไม่ได้เป็นอาชญากร ดังนั้นผมมีความเห็นนะครับ ถ้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญในโอกาสต่อไปทำการวิจัยศึกษา ผมอยาก ฝากข้อคิดเรื่องการศึกษา เรื่องการลงโทษ การละเมิดอำนาจศาลในข้อจำคุก จำกัดสิทธิ และเสรีภาพนี้ ขอกราบเรียนท่านนะครับ ส่วนเรื่องอื่นผมว่าท่านสุดยอด กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ รายชื่อ ที่ส่งมาครบหมดนะครับ ต่อไปนี้ก็เป็นท่านเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ขอเชิญเลยครับ
ขอประทาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับโอกาสในการเข้ารับฟังความปรารถนาดี คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จากท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติในหลายประเด็น ซึ่งกระผมจะขออนุญาตตอบในส่วนที่เป็น ข้อสรุป เนื่องจากมีผู้อภิปรายหลายท่านและมีประเด็นจำนวนมาก เพื่อรักษาเวลาของสภา ในส่วนที่เป็นความเห็นทางวิชาการผมจะขออนุญาตละไว้นะครับ สำหรับส่วนที่เป็นข้อสังเกต ข้อแนะนำ หรือความเห็นของท่านสมาชิกนั้น ผมจะขออนุญาตตอบในประเด็นที่เป็นคำถาม หรือเป็นข้อสงสัยของท่านเป็นหลักนะครับ
ในส่วนของท่านแรก ท่านปิยบุตร แสงกนกกุล ท่านได้มีความเห็นใน ๒-๓ ประเด็น ประเด็นแรก คือเรื่องที่ท่านไม่เห็นด้วยกับเรื่องของการคุ้มครองละเมิด อำนาจศาล ขอกราบเรียนเป็นข้อมูลทางวิชาการว่าการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลนั้น มีเจตนารมณ์ของ ๒ ด้านด้วยกันนะครับ ด้านแรก เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยในกระบวนการพิจารณาของศาล ด้านที่ ๒ เพื่อคุ้มครองคุณธรรมของกฎหมายที่ศาลใช้ในการอำนวยความยุติธรรมตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าดูตามองค์ประกอบทั้ง ๒ ประการนี้จะเห็นว่า การคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลนั้น มีขอบข่ายที่ครอบคลุมทั้งในชั้นของกระบวนการพิจารณาที่เกิดขึ้นในชั้นของห้องพิจารณา ของศาล และผลจากการพิจารณาของศาลก็คือคำวินิจฉัยของศาล เพราะฉะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งดูเหมือนจะไม่อยู่ในกระบวนการพิจารณาโดยตรง แต่เป็นผลของกระบวนการพิจารณาตามหลักการคุ้มครองคุณธรรมของกฎหมายที่ศาลใช้ ในการพิจารณาเพื่ออำนวยความยุติธรรมตามกฎหมายนั้น ก็ถือว่าอยู่ในข่ายที่จะต้องควบคุม และคุ้มครองเช่นเดียวกันครับ ก็ถือว่าเป็น ๒ ด้านของเหรียญอันเดียวกันที่พึงได้รับ การคุ้มครอง
ส่วนประเด็นที่ท่านเห็นว่าศาลควรใช้ความอดทนอดกลั้นแทนการใช้ ความคุ้มครอง การละเมิดอำนาจศาลนั้น ผมขอกราบเรียนว่าในประสบการณ์ที่ผ่านมา ๒๐ กว่าปีนั้น ประสบการณ์ทั้งในส่วนที่เป็นภาพในทางร้าย ประสบการณ์ที่เป็นภาพในทางดี ศาลก็ได้นำเข้าไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญตลอดมา และสิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็น ที่เรียนรู้และเป็นที่ของการสร้างพัฒนาการในการสร้างองค์กรในการควบคุมความชอบ รัฐธรรมนูญให้เป็นหลักสำคัญในการดำรงความมั่นคงทางนิติธรรมของชาติบ้านเมือง ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าการได้มาซึ่งการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และกฎหมาย วิธีพิจารณาปี ๒๕๖๑ นั้น น่าจะเป็นเหตุเป็นผลที่รับกันกับประสบการณ์ที่ศาลได้รับในเวลา ที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นไปตามเหตุตามผลของประสบการณ์ของศาล แล้วก็เป็นไป ตามเหตุตามผลของหลักวิชาการที่ศาลทั่วไปจะต้องมีการคุ้มครองเช่นเดียวกันในทุก ๆ ศาล
สำหรับในประเด็นที่ท่านเคยมีการให้ความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับคำวินิจฉัย ของศาล แล้วท่านก็ได้บอกกล่าวว่าไม่เคยถูกดำเนินคดีหรือมีการฟ้องร้องในศาลแต่อย่างใดนั้น ขอกราบเรียนว่าในการวิพากษ์วิจารณ์ศาลนั้นก็มีการคุ้มครองเหมือนกันนะครับ ถ้าเป็น การวิพากษ์วิจารณ์ตามหลักวิชาการเป็นไปโดยความสุจริต ไม่เป็นการส่อแสดงถึงการเสียดสี อาฆาตมาดร้ายหรือใช้คำหยาบคาย ซึ่งตรงนั้นก็ได้รับความคุ้มครอง แต่อย่างไรก็ตามในเรื่อง ของความคุ้มครองนั้นถ้าเป็นส่วนของกระบวนการพิจารณาจะเป็นการคุ้มครอง ในเรื่องของการละเมิดอำนาจศาลตามบทที่กฎหมายให้ความคุ้มครองไว้ใน ๓ ประการ อย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้กรุณายกขึ้นมา เช่น การตักเตือน การไล่ออกจากบริเวณศาล หรือการจำคุกและการปรับนั้นเป็นการคุ้มครองการละเมิดโดยตรง แต่ในส่วนของ การคุ้มครองอีกประการหนึ่งเป็นไปตามกฎหมายอื่นนะครับ ไม่ใช่กฎหมายในการคุ้มครอง การละเมิดอำนาจศาล ก็คือการคุ้มครองเรื่องการหมิ่นศาลนะครับ เพราะฉะนั้นในการ วิพากษ์วิจารณ์ก็จะมีการคุ้มครองอยู่ ๒ ด้านด้วยกันทั้งด้านการละเมิดอำนาจศาล และด้านของการหมิ่นศาล ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายอาญาประกอบกันไปด้วย ตรงนี้ก็เป็น ประสบการณ์และความรู้ใหม่ที่ทางสำนักงานได้เคยทำจดหมายข่าวนำเผยแพร่ออกไปสู่ สาธารณะให้เป็นที่รับทราบและเข้าใจในเรื่องของบทบัญญัติตรงนี้ครับ
สำหรับในประเด็นที่ ๒ ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่ากรณีของความชอบธรรม ขององค์กรศาลที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนในการใช้อำนาจของศาลที่มีผลไปถึงการใช้อำนาจ ขององค์กรทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนนั้น ตรงนี้ขอกราบเรียนว่าในการจัดสร้าง องค์กรที่ใช้เป็นกลไกในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะเปรียบเทียบได้ ใน ๒ ตัวแบบด้วยกันนะครับ ในตัวแบบที่เป็นองค์กรทางการเมือง โดยเฉพาะการถือเอาหลัก ความสูงสุดของรัฐสภานั้น การใช้หลักการควบคุมตรวจสอบ ในรูปแบบของการตรวจสอบถ่วงดุลที่อาศัยกลไกทางการเมือง ตรวจสอบถ่วงดุลด้วยกันเองนั้น ก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ในกรณีของการยึดหลักความสูงสุดของรัฐธรรมนูญนั้นเป็น รูปแบบของการตรวจสอบในรูปแบบที่เรียกว่าการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้ กลไกขององค์กรที่เรียกว่าศาล คือศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้จะมีความแตกต่างจากตัวแบบของ ระบบการควบคุมในรูปแบบขององค์กรการเมือง เพราะฉะนั้นในเมื่อองค์กรควบคุม ตรวจสอบจัดทำขึ้นมาในรูปแบบขององค์กรศาล ก็จำเป็นอยู่ในการที่จะแยกความเป็นอิสระ และความเป็นกลางออกจากการพัวพันกับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง ฉะนั้น เหตุผลที่ว่าทำไมไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรงนั้น ก็เป็นเพราะเหตุผลว่า ศาลต้องดำรง ความเป็นอิสระเป็นกลางตามรูปแบบขององค์กรควบคุมความชอบรัฐธรรมนูญในรูปแบบศาล และใช้หลักความสูงสุดของรัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยหลัก เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้ศาลดำรง สถานะที่มีความเป็นศาล มีความเป็นอิสระและมีความเป็นกลางทางการเมืองนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสร้างขึ้นในระบบศาลรัฐธรรมนูญครับ
สำหรับในอีกประเด็นหนึ่ง ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่าในปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ทำไมคดีเข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีน้อยกว่าปีอื่น ๆ ซึ่งท่านได้ เชื่อมโยงกับเหตุการณ์การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาตินั้น ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ว่าคดีที่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นคดีที่มีลักษณะทางการเมือง ไม่ใช่เป็นคดีทั่วไป ในเวลานั้นเป็นเวลาที่อยู่ในช่วงของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ อยู่ในช่วง ของสถานการณ์ทางการเมืองที่อยู่ในการจัดระเบียบในเหตุการณ์พิเศษ จึงไม่มีปัญหาพิพาท ในทางการเมืองที่จะเป็นคดีเข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และท่านก็ให้ข้อสังเกตว่ามีคำสั่ง คสช. หลายคำสั่งที่มีบทในการคุ้มครองสถานะของตุลาการ ตรงนั้นผมขอกราบเรียนนะครับว่า จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อสงสัยของท่านที่ว่าจะทำให้ศาลขาดความเป็นกลาง หรือศาลจะใช้ ดุลยพินิจในการพิจารณาวินิจฉัยคดีที่เป็นคุณเป็นโทษกับคำสั่งของ คสช. แต่ประการใดครับ ตรงนี้ผมขอกราบเรียนเป็นข้อเท็จจริงว่าโดยประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ภายหลังที่มี การรัฐประหารเกิดขึ้นใหม่ ๆ ก็จะมีจดหมายเวียนไปถึงหัวหน้าส่วนราชการทุกองค์กรว่า ให้ไปประชุมตามที่ คสช. เชิญไป แต่ก่อนที่จะมีการประชุมเกิดขึ้นจริงได้มีหนังสือมาอีก ฉบับหนึ่งแจ้งยกเลิก ไม่ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไปร่วมประชุม ร่วมกับองค์กรอื่น ๆ ผมก็ได้ สอบถามข้อเท็จจริงไปนะครับว่าเพราะเหตุใดถึงมีจดหมายมายกเลิก ก็ได้รับคำตอบว่า คสช. เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นองค์กรทางตุลาการ ท่านจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องในการ แทรกแซงหรือควบคุมในทางใด ๆ แม้แต่ในการบริหารงานของสำนักงาน ตรงนี้ก็เป็นที่ ประจักษ์นะครับว่า คสช. เองก็มีการตระหนักถึงการเคารพในความเป็นองค์กรตุลาการของ ศาลรัฐธรรมนูญ และได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างที่ผมได้กราบเรียนในข้อเท็จจริง ดังกล่าว เพราะฉะนั้นในส่วนของการทำหน้าที่ของศาลตามที่ท่านได้มีข้อกังวลเหล่านั้น ก็ขอกราบเรียนว่าจะไม่มีผลใด ๆ ในการที่จะทำให้ศาลมีการใช้ดุลยพินิจในทางที่ออกไป นอกกรอบ นอกเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญแต่ประการใดครับ
ในอีกประการหนึ่ง ท่านได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่แตกต่าง ระหว่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวกับรัฐธรรมนูญปกติทั่วไป ก็ขอกราบเรียนว่า ในการพิจารณาคดี ของศาลตามขอบเขตอำนาจที่รัฐธรรมนูญจัดสรรมานั้น ไม่ว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือรัฐธรรมนูญปกติ หลักการสำคัญที่เป็นเขตอำนาจตามหลักทั่วไปและหลักสากล ของศาลรัฐธรรมนูญ คือการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การควบคุมหรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การควบคุมหรือการคุ้มครอง หลักประชาธิปไตย การควบคุมหรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้มีการดำรงอยู่ และมีคดีประเภทนี้เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งในเวลาที่ศาลใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวและศาล ใช้รัฐธรรมนูญปกติต่างกันตรงที่จำนวนของคดีเท่านั้นเองนะครับ แต่องค์ประกอบของคดี และเขตอำนาจของศาลไม่ได้แตกต่างกันในสาระสำคัญครับ
ในส่วนของท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๒ ในประเด็นที่ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้กรุณาให้ข้อสังเกตซึ่งมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ของศาลในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ สร้างความเชื่อมั่น การสร้างความรู้ความเข้าใจของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำ ประชาสัมพันธ์เชิงรุกนั้น ขอกราบเรียนว่าการดำเนินงานของศาลนั้นหลักที่เป็นไปตามสภาพ บังคับ ก็คือเงื่อนไขของงบประมาณที่ได้รับมานะครับ งบประมาณที่ได้รับมาในส่วนของ การทำประชาสัมพันธ์นั้นได้รับมาไม่มาก แต่อย่างไรก็ตามศาลเองก็พยายามปรับข้อจำกัด เหล่านั้นให้อำนวยประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุด โดยการทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้มี ความหลากหลาย ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อที่เป็นเว็บไซต์ (Web site) แผ่นพับ การจัดสัมมนา เครือข่ายประชาชนลงไปถึงภูมิภาค ลงไปถึงท้องถิ่นชุมชน การจัดอบรมยุวชนศาลรัฐธรรมนูญ ในภาคการศึกษาเขตต่าง ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ การจัดทำวีดิทัศน์สำหรับนักเรียน นักศึกษาและองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาดูงานในศาลรัฐธรรมนูญ การจัดสัมมนาเผยแพร่ องค์ความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรเครือข่ายอื่น ๆ ที่มีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับ ศาลรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาซึ่งเป็นกลไกในการรับคำร้องทุกข์ ของประชาชนเพื่อพิจารณากลั่นกรองนำคดีที่เป็นคำร้องของประชาชนเข้ามาสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็ได้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดนะครับ นอกจากนั้นก็ใช้สื่อดิจิทัล รวมถึงการจัดทำสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มและกลุ่มเป้าหมายทั่วไปเพื่อให้เกิด ความทั่วถึง นอกจากนั้นยังมีการให้คำปรึกษาคดีแก่ประชาชนในรูปแบบของสายด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานดังกล่าวในมุมมองของท่านสมาชิก ผมเอง ก็เห็นด้วยว่ายังไม่เพียงพอ และยังสามารถที่จะทำให้มากกว่านี้ ทั่วถึงกว่านี้ ดีกว่านี้ แล้วก็มี ประสิทธิภาพกว่านี้ ซึ่งในชั้นนี้ผมก็ขอกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าขอให้ท่านได้ช่วย สนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้ให้กับศาลเพิ่มเติม และผมก็จะได้นำไปดำเนินการตามที่ท่าน ได้กรุณาให้ข้อสังเกตแล้วก็ให้ความหวังกำลังใจแก่ศาลในการที่จะทำภารกิจนี้ต่อไปครับ
ในส่วนของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๓ ท่านรังสิมันต์ โรม ได้กรุณา ยกประเด็นในเรื่องของค่าใช้จ่ายของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากรในสัดส่วน งบประมาณ ๑๔๙ ล้านบาทนั้น จากวงเงินงบประมาณ ๒๔๐ กว่าล้านบาทนั้น ก็ขอกราบเรียน อย่างนี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้ดำเนินภารกิจตามกรอบที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้เท่านั้น ก็คืออำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยคดี ส่วนภารกิจในการลงทุน ภารกิจในการพัฒนา ซึ่งจะเป็นสัดส่วนของงบประมาณจำนวนมากที่จะมาเทียบเคียงกับสัดส่วนของงบบุคลากรนั้น จะไม่มีอยู่เลย เพราะฉะนั้นจะทำให้ท่านสมาชิกเห็นว่าสัดส่วนของงบประมาณด้านบุคลากรนั้น มีสัดส่วนที่สูง อันนี้เป็นไปตามโครงสร้างของระบบงบประมาณของศาลนะครับ ที่จะต้องใช้ ไปในการใช้จ่ายด้านบุคลากร แต่อย่างไรก็ตามนะครับ เมื่อเทียบกับองค์กรรัฐอื่น ๆ บุคลากร ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอยู่ในหลักร้อยเท่านั้นเองนะครับ ไม่ถึง ๒๐๐ ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้บุคลากรที่มีอยู่อันจำกัดนี้ต้องทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่ในการที่จะ อำนวยภารกิจของศาลในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านของการดำรงหลักยุติธรรมของประเทศ ดำรงหลักประชาธิปไตย ของประเทศ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และประชาชนตามภารกิจที่รัฐธรรมนูญได้มอบหมายไว้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งตรงนี้ อย่างท่านสมาชิกบางท่านก็ได้ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่างบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณองค์กรอื่น หรืองบประมาณในบางภารกิจของ องค์กรรัฐทั่ว ๆ ไป
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการทำหน้าที่ของเลขานุการ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน ที่ว่าตุลาการได้รับเลขานุการเข้ามาทำหน้าที่ แต่ไม่ได้ ทำหน้าที่ แล้วไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น ในข้อเท็จจริงได้มีการสอบสวนกันนะครับ ทั้งในตัว องค์กรศาลเองและองค์กรภายนอก และกระบวนการสอบสวนนั้นได้ถึงที่สุดแล้วได้รับ ข้อเท็จจริงว่าท่านได้มอบหมายภารกิจให้เลขานุการของท่านไปทำหน้าที่ในขอบเขตที่เป็น ภารกิจที่กว้างขวางออกไปในเครือข่ายของต่างประเทศ เพื่อหวังให้นำองค์ความรู้ประสบการณ์ ที่ใช้ในเชิงศึกษาเปรียบเทียบมาเป็นประโยชน์กับตัวตุลาการและองค์กรศาลโดยรวม และขณะเดียวกันในทางปฏิบัติค่าใช้จ่ายของเลขานุการท่านในช่วงที่ไปศึกษาต่างประเทศ และทำภารกิจในต่างประเทศให้กับตุลาการท่านนั้น ก็ได้ชดใช้คืนไปเป็นเงินแผ่นดินเป็นที่ เรียบร้อย ก็ถือว่าส่วนของค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นในความเป็นจริงนะครับ เพราะว่า ท่านได้คืนให้จนหมดสิ้นนะครับ
ในข้ออภิปรายของท่านที่ ๔ ท่านสงวน พงษ์มณี ท่านได้มอบภารกิจหลาย ๆ อย่าง ที่เกี่ยวกับการจัดทำคำอธิบายหรือในเรื่องของการเปรียบเทียบอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ขอกราบเรียนนะครับว่าในชั้นต้นแม้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจในการพิจารณาปัญหาขององค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นก็ตาม แต่ว่าในส่วนของการให้ข้อเท็จจริง ให้ความรู้ต่าง ๆ นั้นจะให้ความสำคัญกับภารกิจที่อยู่ ในเขตอำนาจของศาลเป็นหลักก่อน ส่วนขององค์กรอื่น ๆ นั้นคิดว่างบประมาณที่หน่วยงาน ต่าง ๆ เหล่านั้นได้รับไปก็คงจะใช้ในการให้ความรู้กับประชาชนได้โดยตรง และเป็นความรู้ ที่มาจากองค์กรที่เป็นเจ้าของอำนาจโดยตรง ซึ่งจะเป็นผลดีกับประชาชนมากกว่าการที่ศาล จะเข้าไปทำหน้าที่นี้แทนองค์กรอื่น ซึ่งอย่างไรก็ตามเมื่อท่านได้ให้ข้อสังเกตตรงนี้สำนักงาน ก็จะไปพิจารณานะครับว่าส่วนไหนที่จะทำเพิ่มเติมและเป็นประโยชน์ในการให้ความรู้กับ ประชาชนเพิ่มขึ้นก็จะรับไปดำเนินการตามเจตนารมณ์ของท่านและคำแนะนำของท่านต่อไป ส่วนประเด็นที่ท่านพูดถึงคำสั่งของ คสช. ว่าเป็นกฎหมายหรือไม่ เกี่ยวข้องกับการควบคุม ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ในเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็มีคำร้องเข้ามาอยู่เสมอ เกี่ยวกับคำสั่งของ คสช. ฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ปิดกั้นการยื่นคำร้อง ที่เกี่ยวกับคำสั่งของ คสช. แต่ประการใด
ในคำอภิปรายของท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๕ ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ท่านได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของคดีค้าง ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าในการจัดทำคดีของ ศาลรัฐธรรมนูญในช่วงหลัง ๆ นะครับ โดยเฉพาะมีการใช้รัฐธรรมนูญที่ขยายเขตอำนาจของ ศาลเพิ่มเติมไปจากกรอบที่เคยดำเนินการอยู่ในรัฐธรรมนูญเดิมนั้น ก็จะมีลักษณะของคดี แตกต่างไปจากคดีเดิม เพราะฉะนั้นเมื่อคดีเข้ามาสู่ศาลจำนวนมาก ศาลก็จะมีระบบ ในการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของคดีในการพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดบางเรื่องในเรื่องของรูปคดี คดีบางคดีเข้ามาเมื่อปลายปีงบประมาณ หรือปลายปีปฏิทิน คดีบางคดีมีลักษณะที่มีคู่ความ จำเป็นต้องดำเนินกระบวนการไต่สวน จำเป็นต้องแสวงหาข้อเท็จจริง จำเป็นต้องให้โอกาสแก่คู่กรณีในการนำข้อเท็จจริงต่าง ๆ เข้ามาสู่การพิจารณาของศาล เพื่อให้เกิดความเพียงพอในการพิจารณาและเกิดความ เป็นธรรมในการพิจารณาตัดสินของศาล ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นลักษณะของรูปคดีที่โดยสภาพ จะต้องใช้เวลาโดยตัวของมันเองครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านได้พูดถึงคดีอาชญากรสงคราม ซึ่งตรงนี้ท่านได้พูดถึง คดีนี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ขอกราบเรียนว่าในคดีนี้ก็มีการศึกษากัน ในเชิงประวัติศาสตร์นะครับ ซึ่งถือว่าเป็นคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อบ้านเมืองที่เกิดจาก คำพิพากษาของศาลฎีกาในครั้งนั้นนะครับ ได้วางหลักที่สำคัญในเรื่องของกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้เกิดตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องมีการควบคุมกฎหมายไม่ให้ ขัดรัฐธรรมนูญขึ้น แล้วก็ถือว่าเป็นภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญโดยทั่วไปในศาลสากลนะครับ ซึ่งครั้งนั้นก็ถือว่าศาลฎีกาได้สร้างคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างระบบการควบคุมความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของกฎหมายขึ้น แล้วก็ถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญทั้งในระดับชาติ และระดับสากลนะครับ เนื่องจากคดีอาชญากรสงครามนั้นเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ชนะสงคราม ซึ่งครั้งนั้นศาลฎีกาได้มีคุณูปการที่สำคัญ ในการทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกบังคับคดีอาชญากรสงครามแก่ผู้นำประเทศ รวมถึงการถูกบังคับในเรื่องของอธิปไตยในทางศาลของไทยเองด้วย ซึ่งตรงนี้ผู้ที่ศึกษา ประวัติศาสตร์ในคดีนี้ก็ล้วนมีความนิยมยกย่องในบทบาทและคุณูปการอันสำคัญของ ศาลฎีกาในครั้งนั้นตลอดมา
สำหรับในส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญปัจจุบันท่านได้พูดถึง เขตอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไปในประการสำคัญคือการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ท่านก็ ได้กรุณาชี้ให้เห็นว่าภารกิจตรงนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ของศาลรัฐธรรมนูญทั้งในด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ดำรงอยู่และดำเนินไป เช่นเดียวกับที่เคยผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์นั้นสำหรับในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ก็อย่างที่กราบเรียนว่ามีกฎหมาย ทั้งในการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลและการหมิ่นศาลควบคู่กันไปด้วย ตรงนี้ ทางสำนักงานเองก็ได้พยายามสร้างความรู้ความเข้าใจโดยการออกจดหมายข่าวเวียนออกไป ให้เป็นที่รับรู้รับทราบในหมู่สาธารณชนโดยทั่วไป สำหรับในการวิจารณ์ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ศาลก็มีทั้งในส่วนที่รับฟังแล้วก็นำไปใช้ประโยชน์ และมีในส่วนที่ศาลเองจะต้องให้กำลังใจกับ ทั้งศาลและบุคลากรของศาล ในส่วนที่เป็นคำวิจารณ์ที่เป็นอคติ ในส่วนของคำวิจารณ์ที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตามศาลเองก็พยายามที่จะดำเนินกระบวนการในการคุ้มครองความเป็นองค์กรศาล ให้เป็นไปตามกฎหมายในเรื่องของการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลให้มีประสิทธิภาพต่อไป ในอนาคต ทั้งนี้ก็เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นองค์กรศาลอย่างที่ได้กราบเรียนไว้ว่ามีหลักปฏิบัติ ที่สำคัญคือ การคุ้มครองคุณธรรมของกฎหมายที่ศาลใช้ในการพิจารณาคดีและอำนวย ความยุติธรรมทางกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ศาลเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเหนือกว่าความรู้สึกของศาล ที่จะไปรู้สึกว่าถูกกระทบกระทั่ง ซึ่งตรงนี้ถือว่าศาลได้แยกความรู้สึกส่วนตัวออกจาก ความเป็นองค์กรศาล ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่การบังคับใช้กฎหมายละเมิด อำนาจศาล หรือการบังคับใช้ในเรื่องของการหมิ่นศาล ซึ่งเป็นอำนาจของศาลยุติธรรมนั้น ศาลอาจจะจำเป็นในวันหนึ่งวันใดที่จะต้องยกขึ้นมาใช้ ทั้งนี้ก็เพื่ออย่างที่ผมกราบเรียน เพื่อรักษาคุณธรรมของกฎหมายที่ศาลใช้ในการพิจารณาคดี เพื่ออำนวยความยุติธรรมตาม กฎหมาย ซึ่งตรงนี้ขอกราบเรียนว่าความอดทนอดกลั้นที่ท่านสมาชิกได้กรุณาแนะนำศาล ไปนั้น ก็ขอกราบเรียนว่าในเขตหรือวงที่ศาลใช้เตือนสติ เตือนความรู้สึกของศาลนั้น ศาลจะ ใช้หลักอย่างที่ผมกราบเรียนว่า ความเป็นส่วนตัวกับความเป็นองค์กรออกจากกันนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็คิดว่าจะได้นำข้อพิจารณา ข้ออภิปราย แล้วก็ความปรารถนาดีของท่านสมาชิก ไปนำเรียนกับศาลต่อไปนะครับ
ส่วนเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ที่ท่านองอาจได้กรุณาแนะนำในเรื่องของ วิสัยทัศน์ควรจัดทำให้เป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของการยกระดับคำวินิจฉัยของศาลสู่สากล เพื่อลดปัญหาในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์และการนำความรู้ไปสู่ประชาชนนั้น ตรงนี้ถือว่า อยู่ในลำดับความสำคัญที่ศาลได้ดำเนินการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยเวลา และอาศัยการพัฒนาที่จะทำอย่างไรให้ตัวคำวินิจฉัยของศาลนั้นเป็นไปตามเป้าหมาย ของวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ และขณะเดียวกันการปรับทัศนคติที่มีต่อผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ศาลนั้นถ้าตั้งอยู่ในความสุจริต ตั้งอยู่ในเหตุผลทางวิชาการนั้น ศาลก็น้อมรับ แล้วก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับสาธารณชนโดยส่วนรวม ศาลก็จะไม่เข้าไปบังคับกฎหมาย แต่อย่างใด แต่การใดที่มีผลในทางที่ขัดกับกฎหมาย ตรงนี้ศาลก็อาจจะดำเนินการในอนาคต เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ก็อย่างที่กราบเรียนว่าในเรื่องของแผนยุทธศาสตร์นั้น ในลำดับต่อไป ศาลจะต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ชาติประกอบกันไปด้วย แผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ประกอบกันไปด้วย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีเป้าหมายไปที่ประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกันกับการกำหนดความสำคัญเร่งด่วนที่ทาง ท่านองอาจได้กรุณาให้คำแนะนำครับ
ในส่วนของท่านผู้ทรงเกียรติ ท่านที่ ๖ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านได้กรุณา ให้ข้อคิดในเรื่องของการจัดทำเอกสารรายงานประจำปีในรูปแบบที่ประหยัดตามนโยบายของ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้ผมเห็นด้วยและน้อมรับที่จะนำไปดำเนินการ ในชั้นต่อไปนะครับ
ส่วนผลการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้น อย่างที่ท่านได้ยกกรณีของสถิติปี ๒๕๔๑-๒๕๖๑ ว่ามีคดีเข้ามาสู่ศาลต่อเนื่องโดยลำดับ แล้วก็มีปริมาณคดีเข้ามาก็มีปริมาณอยู่ในจำนวนที่ไม่แตกต่างกันมาก ท่านให้ข้อสังเกตว่า ปี ๒๕๕๘ มีเพียง ๓ เรื่อง แต่ทำไมศาลพิจารณาได้เพียง ๑ เรื่อง และยกเป็นคดีค้างไปถึงปีต่อไปนั้น ขอกราบเรียนว่าทั้ง ๓ คดี มาในช่วงปลายปี แล้วรูปคดีเป็นคดีที่มีคู่กรณี ซึ่งจำเป็นต้องใช้กระบวนการพิจารณาในระบบไต่สวน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ขั้นตอนกระบวนการและเวลาตามหลักปฏิบัติที่ต้องดำเนินการ ให้เป็นไปตามวิธีพิจารณาของศาล
ส่วนหลักสูตรอบรมนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย ท่านได้แสดงความเห็นว่า ท่านไม่เห็นด้วย แล้วก็มีความกังวลต่อผลกระทบจากการจัดหลักสูตรดังกล่าวในองค์กร ทางยุติธรรม ตรงนี้ก็ขอกราบเรียนว่าในการจัดทำหลักสูตรดังกล่าวมีหลายวัตถุประสงค์ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจที่เกี่ยวกับการดำรงหลักนิติธรรมของศาล การดำรงหลักประชาธิปไตย การดำรงหลักนิติธรรมของบ้านเมือง การดำรงหลักประชาธิปไตยของบ้านเมือง รวมถึง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ซึ่งศาลได้เห็นว่าในการดำเนินภารกิจต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น มีความสำคัญต่อบ้านเมืองและประชาชน ฉะนั้นการที่จัดให้มีหลักสูตรดังกล่าวเพื่อให้ความรู้ แล้วก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับองค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย ก็จะนำไปสู่ การพัฒนาการทำภารกิจของศาลนั้นให้ยกระดับสูงขึ้น และขณะเดียวกันได้มีการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ในเชิงเปรียบเทียบกับองค์กรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ศาลมองเห็นถึงประโยชน์ และความจำเป็น เห็นว่ามีความคุ้มค่าที่จะจัดให้มีหลักสูตรดังกล่าว อย่างไรก็ตามในเรื่องของ ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดผลอันไม่พึงประสงค์ อย่างที่ท่านมีความกังวลเรื่องการสร้าง คอนเนกชัน (Connection) ต่าง ๆ เหล่านั้น ในส่วนของผู้มาอบรมอาจจะมีการสร้างสังคม ในกลุ่มที่เรียกว่า คอนเนกชัน (Connection) แต่ว่าจะไม่เข้าไปก้าวล่วงในการทำหน้าที่ของศาล ไม่ว่าในส่วนของการพิจารณาวินิจฉัยหรือในส่วนของการดำเนินการในทางธุรการของศาล แต่ประการใด ซึ่งตรงนี้ขอกราบเรียนเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและลดความกังวล ของท่านว่า หลักนี้ศาลได้พิจารณามาเป็นเวลานานก่อนที่จะทำให้มีหลักสูตรนี้เกิดขึ้น หลังจากศาลดำเนินภารกิจมาแล้วเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปีศาลถึงเริ่มมีการจัดทำหลักสูตรนี้ โดยที่ศาลได้มีการวางมาตรการต่าง ๆ จนเป็นที่เชื่อมั่นในหมู่ตุลาการและในหมู่ของ ผู้ปฏิบัติงานว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นอันพึงไม่ประสงค์ต่าง ๆ เหล่านั้นได้มีการควบคุมจำกัด จนเป็นที่มั่นใจแล้วถึงจัดให้มีหลักสูตรนี้เกิดขึ้น
ในส่วนของท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๗ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านได้กรุณา แนะนำเรื่องการเผยแพร่ผลงานของศาลให้มากขึ้น คือท่านได้กรุณายกประเด็นเรื่อง การนำเสนอผลงานในรูปแบบที่ย่อแล้วก็คัดเฉพาะบางส่วนมานั้น อาจจะไม่ทำให้เกิดภาพ ในรายละเอียด ซึ่งตรงนี้ก็ขอกราบเรียนว่าในการดำเนินการให้มีรายละเอียดจะนำไปสู่ การจัดทำรายงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วมีความหนามากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่เป็นข้อจำกัด แต่ข้อคิดของท่านเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งสำนักงานจะรับไปดำเนินการในรูปแบบของเอกสารอื่นให้ เป็นไปตามข้อแนะนำของท่าน นอกเหนือจากที่จะไปปรับปรุงในส่วนของรายงานประจำปี โดยตรง โดยเฉพาะการทำรายละเอียดในเรื่องขององค์ประกอบของคดีว่าเป็นคดีเรื่องอะไร ใครเป็นผู้ร้อง มีผลการพิจารณาเป็นประการใด ซึ่งตรงนี้ก็จะได้รับไปดำเนินการในรูปแบบ ของเอกสารอย่างอื่น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างทั่วถึง ต่อไปครับ
ท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๘ ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ท่านได้กรุณายกหลักการ ทางวิชาการในเรื่องของลัทธิรัฐธรรมนูญ แล้วยกประเด็นในเรื่องของลัทธิรัฐธรรมนูญ แล้วก็ ยกประเด็นในเรื่องของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ การทำความเข้าใจถึงบทเชื่อมโยง ของบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตราต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ขอกราบเรียนว่าการดำเนินงาน ในส่วนนี้ ในส่วนของสำนักงานได้ดำเนินการอยู่ในหลาย ๆ รูปแบบ แต่ในส่วนของศาลเอง นั้นสามารถดำเนินการได้ในกรอบที่จำกัดเฉพาะคดีที่เป็นคดีพิพาทเข้ามาสู่ศาล แล้วในส่วน ของศาลเองจะแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายที่ไม่ใช่คดีศาลไม่สามารถกระทำได้ ตรงนี้ก็เป็นข้อจำกัดในองค์กรของศาล แต่ในการใช้ดุลพินิจทางกฎหมายของศาล ในกระบวนการพิจารณาคดีในข้อกฎหมายต่าง ๆ ศาลก็มีการดำเนินการในชั้นของ การพิจารณาและวินิจฉัยคดี และปรากฏอยู่ในบรรทัดฐานของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในทุกคำวินิจฉัย ซึ่งองค์ประกอบของคำวินิจฉัยศาลได้วางหลักไว้ว่าต้องมีองค์ประกอบ อย่างน้อยมีพฤติการณ์ที่เป็นวัตถุแห่งคดี ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เหตุผลในการพิจารณา ผลของการพิจารณาหรือคำตัดสิน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่อยู่ใน คำแนะนำของท่านโดยสมบูรณ์ เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติศาลทำได้ในกรอบที่มีคดีพิพาท แล้วเท่านั้น แต่ถ้าเป็นตัวบทโดยที่คดียังไม่พิพาท ตรงนั้นสำนักงานสามารถดำเนินการได้ ในรูปแบบของการศึกษาวิจัย การทำบทความทางวิชาการที่เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายมหาชน หรือกฎหมายทั่วไป ซึ่งตรงนี้ก็มีการดำเนินการอยู่
ในส่วนของการจัดทำรายงานของศาล ท่านแนะนำว่าควรเป็นรายงาน ของศาลมากกว่ารายงานของสำนักงาน อันนี้ก็เป็นข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขบังคับในการทำรายงานนั้นถูกบังคับด้วย ๒ เงื่อนไข เงื่อนไขของการใช้จ่าย งบประมาณ ใช้ในการใดก็ต้องรายงานในการนั้น เงื่อนไขที่ ๒ คือเงื่อนไขขององค์กร ที่ควบคุมการจัดทำรายงานประจำปี ซึ่งท่านได้วางแบบ วางองค์ประกอบไว้ว่าต้องทำ เป็นไปตามแบบนั้น แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นของท่านสำนักงานเองก็เล็งเห็นว่า การให้น้ำหนักไปในภารกิจของศาลน่าจะเป็นประโยชน์และสำคัญกว่าสำนักงาน ตรงนี้ ขอน้อมรับ แล้วก็ขอไปปรับให้มีรูปแบบที่เป็นไปตามข้อแนะนำของท่านให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้
ท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๙ ท่านนิยม เวชกามา ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ท่านมีความข้องใจว่าการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นจะมีการคุ้มครองได้อย่างไร ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้กรุณา สร้างบทบัญญัติและเจตนารมณ์ขึ้นมาใหม่ในการคุ้มครองถึงการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ที่ประชาชนถูกกระทบ การคุ้มครองไปถึงประชาชนที่ควรได้รับประโยชน์และเสียหาย จากการทำหน้าที่รัฐ รวมถึงการคุ้มครองไปถึงในเรื่องของการที่กฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายที่มีส่วนในการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นภารกิจใหม่ ที่ศาลได้ถือว่าเป็นลำดับความสำคัญเร่งด่วนที่ศาลจะต้องดำเนินการ ซึ่งตรงนี้อย่างที่ กราบเรียนว่าคดีที่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ที่เป็นการคุ้มครอง ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น ได้เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เฉพาะในรอบ ๙ เดือน ตามปีงบประมาณ ๒๕๖๐ เข้ามา ๕๑ เรื่อง เป็นเรื่องตามมาตรา ๒๑๓ ถึง ๔๖ เรื่องนะครับ หรือในรอบ ๑๒ เดือนของปีปฏิทินของปี ๒๕๖๐ เข้ามาประมาณ ๗๖ เรื่อง เป็นเรื่องตามมาตรา ๒๑๓ ที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนถึง ๖๗ เรื่อง หรือถ้ารวมตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ถึงปัจจุบัน ๒๐๓ เรื่องนั้น เป็นคำร้องที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๑๓ ถึง ๑๕๒ เรื่อง ซึ่งตรงนี้ก็จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องรองรับภารกิจในการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างสำคัญยิ่ง ซึ่งตรงนี้ที่ท่านมีความห่วงใย ในสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น ก็ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความคุ้มครองเป็นอย่างดี ตามภารกิจที่รัฐธรรมนูญมอบหมายไว้ จุดหนึ่งที่ท่านพูดถึงประเด็นว่าในปี ๒๕๖๐ มีคดีเข้ามา ๕๑ เรื่อง ทำไมมีการพิจารณาเพียง ๑ เรื่องนะครับ ตรงนี้ขอกราบเรียนว่า คำว่า พิจารณา ตรงนี้จะสัมพันธ์กับถ้อยคำของกระบวนการดำเนินงานของศาล การพิจารณานั้น ผลผลิตจะออกมาเป็นคำวินิจฉัย แต่การที่ไม่รับพิจารณานั้นผลผลิตของศาลก็คือออกมาเป็น คำสั่ง ก็ถือว่าทุกเรื่องที่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการให้กับผู้ร้อง ครบถ้วนทุกคดีนะครับ ทุกคำร้องศาลดำเนินการให้หมดนะครับ คดีที่ศาลไม่รับวินิจฉัย และได้ดำเนินการในรูปคำสั่งนั้น ส่วนใหญ่เป็นคำร้องที่ไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายวิธีพิจารณา แต่ศาลก็ได้ให้คำอธิบายไปว่า เหตุใดศาลถึงไม่รับ คำร้องดังกล่าว ก็ถือว่าในข้อสงสัยของท่านตรงนี้ ก็ถือว่าศาลไม่ได้ละเลย หรือละเว้นคำร้อง ทั้งหลายที่เข้ามาสู่ศาลนะครับ ศาลดำเนินการให้หมด
อีกเรื่องหนึ่งสำคัญมากนะครับ ท่านได้ยกกรณีว่า ท่านมีความเคลือบแคลงใจ และสงสัยเป็นอย่างมากว่า ทำไมศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยนอกอำนาจ ไปวินิจฉัยนอกเรื่อง ท่านได้ยกกรณีของร่างกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในการทำโครงการ รถความเร็วสูงนะครับ แล้วท่านก็ตั้งเป็นคำถามว่าทำไมศาลได้ไปแทรกแซง หรือก้าวล่วง อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารในการทำนโยบายเรื่องการคมนาคมทางรถไฟ ทำไมศาลไม่ไป พิจารณาในเรื่องกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ กราบเรียนว่าเรื่องดังกล่าวสถานะของเรื่องเป็นเรื่อง ร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อหาของเรื่องเป็นเรื่องที่ให้อำนาจกระทรวงการคลัง ในการกู้เงินมาทำโครงการ โดยมีเงื่อนไขของเนื้อหาที่มีบทขัดกับรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญ ที่ผู้ร้องร้องมาว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญในเรื่องของร่างกฎหมายดังกล่าวได้วางเงื่อนไขที่ยกเว้น ให้งบประมาณที่กู้มานั้น เงินที่กู้มานั้นถือเป็นเงินนอกงบประมาณ ฉะนั้นเมื่อเป็นเงินนอก งบประมาณการใช้จ่ายก็ไม่อยู่ในการควบคุมของกฎหมายงบประมาณ ไม่อยู่ในการบังคับ ควบคุมของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง แต่อย่างไรก็ตามเงินไม่ว่ามาจากเงินกู้ หรือเงินงบประมาณปกติ ถือว่าเป็นเงินแผ่นดิน ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในกรอบบังคับของกฎหมาย งบประมาณ อยู่ในกรอบบังคับของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง รวมถึงการอยู่ในกรอบ ของการกำหนดสัดส่วนเพดานของหนี้สาธารณะที่จะต้องกำหนดไว้ในกรอบงบประมาณ ของแต่ละปี ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นบทพิจารณาและวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างกฎหมายนั้น ขัดรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ไปก้าวล่วงถึงการดำเนินนโยบาย ของฝ่ายบริหารแต่ประการใด ซึ่งข้อเท็จจริงตรงนี้ยังถือว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้ที่รับรู้รับทราบคำวินิจฉัย ดังกล่าว ซึ่งถ้าได้มีการศึกษาในรายละเอียดแล้วจะเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นไม่ได้เป็นไป ตามคำวิจารณ์ในประเด็นเรื่องการพิจารณานอกกฎหมายหรือนอกอำนาจแต่ประการใดครับ
ในประเด็นคำอภิปรายของท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๑๐ นะครับ ท่านนิโรธ สุนทรเลขา ท่านได้กรุณาหยิบยกรายงานในหน้า ๕๓ ข้อ ค เกี่ยวกับบทละเมิดอำนาจศาล ซึ่งท่านก็ได้เห็นดีเห็นชอบกับการปรับใช้ในเรื่องของการตักเตือน การไล่ออกนอกบริเวณศาล แต่ท่านมีข้อทักท้วงโต้แย้งว่า ไม่ควรที่จะมีบทลงโทษในชั้นของการจำคุกหรือการปรับ ตรงนี้ขอกราบเรียนว่า ในการปรับใช้กฎหมายเรื่องละเมิดอำนาจศาลนั้น เจตนารมณ์ของ กฎหมายนี้ได้กำหนดเงื่อนไขในการใช้ด้วยความเคร่งครัดเป็นพิเศษนะครับ แล้วก็ในการที่จะ ดำเนินการให้เป็นไปตามบทลงโทษในส่วนของการจำคุกและการปรับนั้นต้องมีมติถึง ๒ ใน ๓ ขององค์คณะที่พิจารณาอยู่ในศาลนะครับ ซึ่งตรงนี้ในทางปฏิบัติยังไม่เคยมีกรณีนี้เกิดขึ้น ในศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่กราบเรียนว่าการละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นการคุ้มครองกระบวนการพิจารณา เป็นการคุ้มครองคุณธรรมของกฎหมาย ไม่ได้คุ้มครอง ตุลาการ ไม่ได้คุ้มครองเจ้าหน้าที่ของศาลแต่ประการใด ซึ่งตรงนี้ก็จะเห็นว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ ใช้เพื่อประโยชน์ของตัวตุลาการ และไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ของศาลแต่ประการใด ใช้เพื่อประโยชน์ของการคุ้มครองความเป็นองค์กรทางตุลาการของศาล คุ้มครองคุณธรรม ของกฎหมาย คุ้มครองกระบวนการพิจารณาเพื่อความสงบเรียบร้อยในกระบวนการพิจารณา ของศาลให้ดำเนินไปตามระเบียบกฎหมาย เพื่อไม่ให้กระบวนการนั้นนำไปสู่ปัญหาที่ทำให้ศาล ต้องกระทบในการใช้ความเป็นอิสระ หรือในการรักษาความเป็นกลาง หรือการรักษา ความไม่มีอคติของศาล อันเกิดจากผลกระทบจากกระบวนการพิจารณาที่เกิดจากปัญหา การละเมิดแต่ประการใด ซึ่งตรงนี้ก็ขอกราบเรียนโดยสรุปนะครับ แล้วก็ขอน้อมรับในคำแนะ คำสอนที่เป็นประโยชน์หลายประการ แล้วก็ทุกท่านที่ได้กรุณาอภิปรายมาล้วนให้ความมั่นใจ กับศาลว่าทุกท่านมีการสนับสนุนที่จะให้มีศาลรัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่ในการดำรงหลักนิติธรรม ของประเทศให้มีความมั่นคง หลักประชาธิปไตยของประเทศให้มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ ให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น เป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยเจตนาดีทั่วกัน ก็ขอกราบขอบพระคุณ แล้วก็ถือโอกาสนำเรียนโดยสรุปไว้เท่านี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ก็ได้มีการอภิปราย แล้วก็มีการตอบสำหรับในเรื่องรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญแล้วนะครับ ก็ขอจบวาระนี้เพียงเท่านี้ ผมเรียนว่าเราค้างวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ก็ขอดำเนินการต่อ แต่เรียนที่ประชุมให้รับทราบว่าเวลา ๒๐.๐๐ นาฬิกา สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาจะตัดการถ่ายทอดสดการประชุมสภา เพื่อเข้ารายการข่าวพระราชสำนัก ขอเชิญกรรมาธิการครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ คือเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. .... ซึ่งเราได้พิจารณามาครั้งที่แล้ว โดยได้พิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ เรียงตามลำดับข้อ จนถึงข้อ ๑๑ ก็ปิดประชุมนะครับ วันนี้เราก็จะดำเนินการต่อ เมื่อกรรมาธิการพร้อมท่านเลขาธิการกรุณาเตรียมตัวนะครับ กรรมาธิการพร้อมนะครับ ขอเชิญเลขาธิการอ่านข้อ ๑๑ อีกครั้งหนึ่งครับ
ข้อ ๑๑ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
กรรมาธิการขจิตร ชัยนิคม สงวนความเห็น ขอเชิญนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม ในฐานะกรรมาธิการ ได้พิจารณา ข้อ ๑๑ ซึ่งเขียนว่า เลขาธิการมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ แล้วใน (๓) เขียนไว้เดิมว่า ช่วยประธานในการดำเนินการประชุม ผมขอแปรญัตติเพิ่มข้อความเข้าไป เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แล้วก็สามารถช่วยเหลือประธานในเรื่องหลัก ๆ ได้ ก็เลยขอเพิ่ม คำว่า เพิ่มแล้วจะเป็นดังนี้ครับ (๓) ช่วยประธานในการประชุมให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และข้อบังคับนี้โดยเคร่งครัด ท่านประธานครับ ผมอยู่ในสภานี้มานานผ่านประธาน หลายประธานมากมาดำเนินการประชุม เห็นท่านเลขาธิการก็ช่วยประธานแข็งขันทุกท่าน แต่ว่าในฐานะที่ผมเป็นสมาชิก ผมได้รับบทเรียนตั้งแต่การปฏิบัติหน้าที่ในการ เป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี ๒๕๓๕ จนกระทั่งครั้งสุดท้ายก็ได้การปฏิบัติงานของ ท่านประธาน ตอนนั้นท่านประธานชวนก็เป็นประธานเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ในบางเรื่องต้องยอมรับว่าท่านประธานก็ต้องอาศัยกฎหมายทางฝ่ายเลขาธิการสภาชี้แจง ขึ้นไป ตัวอย่างที่ทำมาคือการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราทำไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ถูกยกเว้นโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เขียนไว้ชัดเจนว่า ในวาระแรกในการที่เลือกนายกรัฐมนตรี ที่กระทำในรัฐสภานั้นให้กระทำโดยการยกเว้นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ไม่ได้ยกเว้นวรรคสอง ท่านประธานครับ ที่ผมยืนยันอย่างนี้เพราะว่าหลังจากประชามติแล้ว ในการทำรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ คณะร่างรัฐธรรมนูญโดยท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ต้องร่าง รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขใหม่ตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ลงประชามติรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะลงโดยเหตุใดก็ตามแต่ผลออกมาก็คือว่ายอมรับว่าในวาระแรกให้ ส.ว. มาเลือก นายกรัฐมนตรีด้วย ท่านประธานครับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องร่างใหม่ เสร็จแล้ว ทำหนังสือไปถึงศาลรัฐธรรมนูญครับ ถามว่าที่ร่างนี่ตรงตามเจตนาหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญตอบมาครับ ตอบประเด็นนี้ประเด็น เลือกนายกรัฐมนตรีตอบชัดเจนครับ เพื่อรักษาเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกมา การเสนอนายกรัฐมนตรีให้เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อกัน นี่แสดงว่าการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีต้องทำในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วันนี้ถ้าผมจะถามว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่เลือกเสนอนายกรัฐมนตรีมีใครบ้าง ย้อนคืนไปก็จะตอบไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้เข้าชื่อกัน ผมจึงมีความเห็นว่ากรณีอย่างนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เป็นเรื่องสำคัญที่ผมต้องการให้เขียน ใส่ลงไป โดยให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานมีความผิดพลาดน้อยมาก ไม่ว่าจะทำหน้าที่มา หรือไม่ว่าท่านจะเป็นผู้แทนมากี่ปี ข้อนั้นก็สำคัญในการสั่งสมประสบการณ์ แต่มันไม่ได้ หมายความว่าจำนวนปีที่ท่านทำงานมามากจะทำอะไรไม่ผิด มันจะต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ไป เพราะแต่ละเรื่องนั้นมีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น ผมจึงได้เสนอ แล้วเสนอ กรรมาธิการ แต่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ผมจึงนำมาปรึกษาท่านสมาชิก ผู้แทนราษฎร ณ ที่ประชุมแห่งนี้ว่าถ้าเพิ่มเข้าไปอย่างนี้มันจะทำให้เน้นแล้วก็ให้ ความรับผิดชอบของเลขาธิการสภามากขึ้น แล้วทำให้สภานี้ดำเนินการโดยถูกต้องตามข้อบังคับ และกฎหมายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสภานี้ด้วยความเคารพครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วิเชียร ชวลิต ประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาต กราบเรียนตามที่มีท่านผู้ทรงเกียรติได้แปรญัตติในข้อ ๑๑ ซึ่งข้อ ๑๑ ตามที่รับหลักการ ของสภาแห่งนี้ได้ระบุว่าเลขาธิการมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ ประการแรกคือนัดประชุมสภา และคณะกรรมาธิการครั้งแรกและข้ออื่น ๆ ข้อที่มีการแปรญัตติคือ ข้อ ๓ ซึ่งเดิมในวาระ รับหลักการได้ระบุว่าช่วยประธานในการประชุม ซึ่งก็ขอเรียนว่ากรรมาธิการก็ได้พิจารณา โดยละเอียด เพราะเดิมทีเดียวในข้อบังคับ ปี ๒๕๕๑ ข้อบังคับเขียนเอาไว้แคบกว่านี้เยอะ เขียนไว้เพียงว่าช่วยประธานในการควบคุมการนับคะแนนเสียงเท่านั้นเอง ซึ่งกรรมาธิการ ก็มีความเห็นว่าการเขียนไว้เพียงนับคะแนนเสียงเป็นขอบข่ายที่แคบ เพราะฉะนั้นควรจะ ระบุว่า เลขาธิการมีหน้าที่ช่วยประธานในการประชุม คำว่า ช่วย ก็คือเป็นหน้าที่ของประธาน ในการประชุม แต่ว่าเลขาธิการมีหน้าที่เป็นคนช่วยนะครับ เพราะฉะนั้นเรากรรมาธิการ เสียงข้างมากจึงยืนตามที่รับหลักการไว้แล้วก็มีความเห็นว่า เรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย คงเป็นหน้าที่ของท่านประธานและข้อบังคับ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของเลขาธิการ จึงยืน แล้วใช้คำเดิมว่า ช่วยประธานในการประชุม ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ
ท่านสมาชิกมีผู้แสดง ความเห็นหรือไม่ครับ อันนี้ร่างเดิมกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขนะครับ ข้อ ๑๑ คือเลขาธิการ มีหน้าที่ดังต่อไปนี้ แล้วก็ (๑) ถึง (๑๐) ผู้แปรญัตติแปรญัตติใน (๓) เพิ่มคำว่า ช่วยประธาน ในการประชุมให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและข้อบังคับนี้โดยเคร่งครัด แต่ว่าตัวอย่าง ที่ยกนั่นมันเหมือนอภิปรายประธานอีกนะครับ ก็เลยเรียนว่าถ้าประธานทำผิดมันมีกฎหมาย อยู่แล้วครับ ไม่มีข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นเหตุผลในการแปรญัตตินั้นผมคิดว่าให้ตรงก็คือว่า ต้องการที่จะเพิ่มข้อความนี้ลงไป แต่ว่าหยิบยกตัวอย่าง ซึ่งเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมก็เรียนไปแล้วว่าอันนี้ถ้าประธานทำผิด ประธานก็ต้องรับผิดชอบครับ ขอถาม ที่ประชุมนะครับ ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ขอถามที่ประชุมว่าจะคงไว้ตามที่กรรมาธิการ ร่างไว้โดยไม่มีการแก้ไข หรือควรที่จะเป็นไปตามที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ ถ้ากรรมาธิการ ยังติดใจอยู่ก็ขออนุญาตลงมตินะครับ ต้องแสดงตนแล้วครับ
(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
อยู่ในช่วงแสดงตนนะครับ
เรียนท่านประธาน ผม วิรัตน์ วรศสิริน แสดงตนครับ
อยู่ในช่วงแสดงตนนะครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกกรณีที่สมาชิกมีปัญหาเรื่องบัตรนะครับ ขอเชิญสมาชิกที่อยู่ ภายนอกเข้ามานะครับ สมาชิกที่มีปัญหาเรื่องบัตรกรุณาประกาศด้วยครับ สมาชิกพร้อม หรือไม่ครับ ขอปิดการแสดงตนครับ มีจำนวนผู้เข้าประชุม ๔๕๐ ท่าน
ต่อไปนี้ผมขออนุญาตถามมตินะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ ที่ไม่มีการแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดที่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย คือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เข้าใจนะครับ ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงก็กดปุ่ม งดออกเสียง ขอย้ำอีกครั้งนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการคือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงก็กดปุ่ม งดออกเสียง ขอลงมติครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๖๑ ท่านนะครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๔๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มี ผ่านข้อนี้ไปนะครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
หมวด ๓ คณะกรรมการประสานงาน ไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ ๑ คณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มีผู้แปรญัตติ ขอเชิญ ผู้แปรญัตติ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมาธิการขอสงวนความเห็น
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการครับ ขอสงวน ความเห็นในข้อ ๑๒ เนื่องด้วยคณะกรรมการประสานงาน เดิมเรามีเพียงแต่วิป (Whip) รัฐบาลหรือคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล แต่ว่าในกรรมาธิการยกร่างชุดนี้ ได้มีเรื่องใหม่เข้ามา มีการแต่งตั้งให้มีคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยครับ เพราะว่าเดิมทีที่ผ่านมาวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ก็ไม่ได้มีสถานะใด ๆ รองรับในการทำงานก็เพียงการตั้งวิป (Whip) ฝ่ายค้านขึ้นมาทำงาน ปัจจุบันนี้ถ้าเรามีข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ก็จะทำให้เรามีวิป (Whip) ฝ่ายค้านซึ่งมีสถานะรับรอง แล้วก็มีหลักเกณฑ์วิธีการในการแต่งตั้งและมีสิทธิประโยชน์ซึ่งจะเป็นไปตามระเบียบ ที่ประธานสภากำหนด ทีนี้กลับมาในข้อ ๑๒ ท่านประธานครับ จะมีการตั้งคณะกรรมการ ประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงนี้เป็นการคัดเลือกมาจากวิป (Whip) รัฐบาล ๕ คน ซึ่งปัจจุบันนี้วิป (Whip) รัฐบาลเดิมทีที่ผ่านมามีการตั้งโดยท่านนายกรัฐมนตรี จากสำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะมา ๕ คน ส่วนคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมือง ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็คัดเลือกมา ๕ คน ตรงนี้ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ ๑๒ ผมในฐานะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นขอให้ตัดในเรื่องของ หลักเกณฑ์วิธีการในการ แต่งตั้งและสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ออกไป เพราะว่าหลักเกณฑ์นั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วในรายละเอียดในข้อ ๑๒ นี่คือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เรื่องของสิทธิประโยชน์ที่เสนอให้ตัดเพราะว่าวิป (Whip) ฝ่ายค้านที่ระบุในข้อ ๑๕ ก็ได้มีการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้แล้ว ส่วนวิป (Whip) รัฐบาลนั้น ก็มีการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้แล้วเช่นกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นการที่มากำหนด สิทธิประโยชน์อีกครั้งหนึ่งในข้อ ๑๒ ก็จะเป็นการซ้ำซ้อนเนื่องจากคณะกรรมการ ประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎรมาจากวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาล ๕ คน ซึ่งก็เกิดจากการที่ คัดเลือกมาจากวิป (Whip) รัฐบาล แล้วก็คณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ก็เลือกมาจากวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ฉะนั้นการที่กำหนดสิทธิประโยชน์นั้นจึงเป็นการซ้ำซ้อน ผมจึงอยากให้สังคมมองสมาชิกแห่งสภานี้มุ่งหมายในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนไม่ได้ มุ่งหมายการทำงานเพื่อสิทธิประโยชน์ จึงได้ขอสงวนความเห็นให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณา ตัดหลักเกณฑ์แล้วก็วิธีการแต่งตั้งและสิทธิประโยชน์ให้กับคณะกรรมการประสานงาน ร่วมสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอบคุณครับ
กรรมาธิการครับ
ขออนุญาตท่านประธาน ผม วิเชียร ชวลิต ประธานคณะกรรมาธิการขออนุญาตมอบให้ท่านนิกร จำนง เป็นผู้ชี้แจงครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิกร จำนง ในฐานะกรรมาธิการ อยากจะเรียนว่าข้อนี้เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับ สภาผู้แทนราษฎร ทีนี้ที่มามีการพิจารณาว่าจะเป็นเรื่องดี ซึ่งในร่างแรกท่านก็ได้เห็นไปแล้ว แล้วก็มีการเขียนขึ้น เป็นหลักการใหม่ เดิมผมเรียนว่าทางฝ่ายค้านจะขอตั้งกรรมการร่วมขึ้น ในสภา เพราะเห็นว่ารัฐบาลมีกรรมการประสานงานอยู่แล้ว ซึ่งกรรมการประสานงานของ รัฐบาลแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี มีมาตั้งนานแล้ว ของฝ่ายค้านก็ไปรวม ๆ กันแล้วก็ขอห้อง และมีการดำเนินการกันไปมานะครับ ไม่เป็นทางการ ทีนี้ในกรรมาธิการก็มีความเห็นว่าถ้าจะ ตั้งขึ้นมาฝ่ายเดียวคงจะไม่ได้ ก็คืออยากขอตั้งฝ่ายค้าน ก็คิดว่าควรจะตั้งรัฐบาลมาเสียด้วย เพราะไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลล้วนแต่อยู่ในใต้ร่มเงาของรัฐสภาทั้งสิ้น สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีประมุขก็คือท่านประธานรัฐสภาอยู่แล้ว ดังนั้นก็เลยคิดว่าจะมีการร่วมกันเสียเลย ก็เลยตั้งเป็นคณะกรรมการประสานงานร่วม ใช้คำว่า ร่วมสภาผู้แทนราษฎร ตอนที่เขียนไป คราวแรก ทางกรรมาธิการมีการปรับแก้ว่า ชื่อเดิมของกรรมการประสานงานสภา ผู้แทนราษฎรเป็นชื่อที่รัฐบาลตั้งนะครับ ทีนี้พอเขียนแบบนี้แล้วในอีกด้านหนึ่งที่เราเขียนไว้ เดิมก็จะเป็นกรรมการประสานงานพรรคการเมืองร่วมฝ่ายค้านมันก็ขัดกัน ดังนั้นก็เลยมีการ ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกัน ก็เป็นกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล นี่มีการแก้ไขเพิ่มเข้าไปแล้วก็ตัดคำว่า ร่วมฝ่ายค้าน ออก เราไม่มี การเขียนร่วม เพราะว่าในอนาคตอาจจะมีรัฐบาลเพียงพรรคเดียวก็ได้ หรือฝ่ายค้าน พรรคเดียวก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นข้อบังคับนี้จะใช้ไม่ได้ ในส่วนนั้นก็เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็ กรรมการจำนวน ๕ คน ตามมติกรรมการประสานงานแต่ละฝ่าย อันนี้เป็นเรื่องที่แก้ไข เพราะว่า ๕ คนที่มาให้เป็นมติ ในความเห็นของกรรมาธิการมีความเห็นว่า ผู้ที่มาก็ควรจะ เลือกมาฝ่ายละ ๕ คน เพราะว่าวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลตอนนี้ เมื่อวานรัฐบาลเพิ่งตั้งไป ๖๑ คน ฝ่ายค้านจะตั้งกี่คนก็เลือกมา ๕ คน จะได้เป็นกรรมการอย่างชอบธรรม ในส่วนหลักเกณฑ์ ที่มีการเขียนที่กรรมการได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ หลักเกณฑ์วิธีการในการแต่งตั้ง และสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการประสานงานร่วม สภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นไปตาม ระเบียบที่ประธานสภากำหนด เรื่องนี้มอบท่านประธานสภาเป็นคนกำหนดเลย ทีนี้สิทธิประโยชน์ถามว่ามีอะไรบ้าง มีก็คือเบี้ยประชุมเท่านั้นเอง เหมือนกับเราประชุม กรรมาธิการไม่มีอย่างอื่น จะมีอยู่บ้างก็คือที่มีการมองเลยไป ก็คือว่าการขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหมือนกับวิป (Whip) รัฐบาล ซึ่งตรงนี้ก็ให้ค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่า การไปเปลี่ยนแปลงตรงนี้มันก็จะเป็นว่างบประมาณของสภาก็มีอยู่จำกัด เรื่องนี้เพียงแต่ว่า เรามีกรรมการชุดนี้ก่อนแล้วค่อยให้เป็นไปตามที่ประธานสภากำหนดก็น่าจะชอบอยู่แล้ว ส่วนการรับผลประโยชน์ซึ่งหมายถึงก็แค่เบี้ยประชุมซ้อนกันคงจะไม่มี เพราะเวลารัฐบาล ประชุมเบี้ยประชุมฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้มีการตกลงกันเมื่อวานนี้ว่าวิป (Whip) รัฐบาลจะ ประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลวิป (Whip) ฝ่ายค้านก็อาจจะประชุมที่นี่ สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งทางกรรมาธิการมีการแก้ไขไปแล้ว ก็คือว่าเสนอเป็นข้อสังเกตไปยังประธานว่า เช่น เจ้าหน้าที่ คือฝ่ายค้านเองทางวิป (Whip) ของฝ่ายค้านอาจจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของสภาไป ช่วยรวบรวมข้อมูลอย่างโน้นอย่างนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติงานเท่านั้นเอง หรืออาจจะเป็นห้องประชุมที่ชัดเจนว่าจะได้ประชุมกันที่ไหน อย่างไร ไม่มีสิทธิประโยชน์อื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้ทางกรรมาธิการก็เลยมีความเห็นว่าหลักเกณฑ์และวิธีการในการแต่งตั้งยืน ตามอันเดิม ก็คือว่าหลักเกณฑ์วิธีการในการแต่งตั้งและสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการ ประสานงานร่วม สภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภากำหนด ก็เลยขอยืน ตามนี้ครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการแปรญัตติ ยังยืนยันหรือไม่ครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ฟังท่านกรรมาธิการ ท่านนิกร จำนง ขออนุญาตเอ่ยนามชี้แจง กลัวท่านสมาชิกจะเข้าใจผิด คือจริง ๆ แล้วในส่วนของ วิป (Whip) ฝ่ายค้านที่ตั้งขึ้นมาในส่วนของสิทธิประโยชน์ แล้วก็เรื่องของการแต่งตั้งอันนี้ ผมเห็นด้วยในการที่จะกำหนดให้มี เพราะว่าทางวิป (Whip) ฝ่ายค้านนั้นก็ต้องทำหน้าที่ คล้าย ๆ กับวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลที่ตั้งโดยทางนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ว่าที่เสนอตัด เป็นเพราะว่าในส่วนของคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก ฝ่ายรัฐบาล ๕ ท่าน แล้วก็มาจากวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ๕ ท่าน แล้วมีการกำหนดในส่วนของ สิทธิประโยชน์ตรงนี้อีกผมมองว่าเป็นการซ้ำซ้อน เพราะว่าวิป (Whip) รัฐบาลก็ได้ในส่วน ของฝั่งรัฐบาลแล้ว ในส่วนของวิป (Whip) ฝ่ายค้านก็มีการกำหนดในข้อ ๑๕ อยู่แล้ว ฉะนั้นการมากำหนดในข้อ ๑๒ อีก ผมมองว่าเป็นการซ้ำซ้อน ฉะนั้นจึงอธิบายเพิ่มเติมจากที่ ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ เฉพาะประเด็นนี้คือตรงนี้ถ้าจะเป็นการประชุม ๕ คน ต่อ ๕ คน จะเป็นการประชุม คณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร คนละอย่างกันเลยก็คือ ๕ คน ๕ คนนี้ อย่างในกรณีที่ผ่านมาแล้วอย่างเช่นที่ท่านประธานได้กรุณาก่อนจะเริ่มตอนสภาเปิด ท่านประธานก็ไปนั่งประชุมระหว่าง ๒ ฝ่าย หมายถึงท่านประธานไปเอง แล้วก็มาคุยกัน เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถมาเกี่ยวข้องได้ เพราะเป็นการประชุมคนละครั้งกัน ครั้งนี้ก็มีข้างละ ๕ คนแล้วถ้ามาประชุมทางสภา ผู้แทนราษฎรเป็นการเรียกประชุม ดังนั้นเบี้ยประชุมก็จากสภานี้ทั้ง ๒ ฝ่ายเท่านั้นเอง ไม่มีซ้ำซ้อนครับ เพราะเป็นการประชุมคนละหน คนละครั้งกัน เพราะครั้งนี้จะไม่เกี่ยวกับ ฝ่ายรัฐบาล หรือไม่เกี่ยวกับฝ่ายค้านโดยแท้ครับ นำเรียนด้วยความเคารพครับ
ถ้ายังยืนยันต้องขอ ลงมติครับ มีกรรมาธิการจะชี้แจงอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ครับ ข้อ ๑๒ มีผู้แปรญัตติ ท่านณัฐวุฒิ ท่านวิรัช พอใจ มีท่านเทอดพงษ์ ขอเชิญเลยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องเรียนว่าผมได้ แปรญัตติในหมวด ๓ ของคณะกรรมการประสานงานเอาไว้ ที่ได้แปรญัตติอย่างนี้ไว้นั้น ต้องเรียนว่าจริง ๆ เพื่อจะเข้าไปชี้แจง เพื่อไปทำความเข้าใจกับคณะกรรมาธิการ แต่วันนั้น คณะกรรมาธิการท่านก็มีภาระยาวเหยียด ผมเลยไม่มีโอกาสเข้าไปเพื่อที่จะไปอธิบาย เพราะผมไม่ได้คิดว่าจะต้องเอามาสงวนเอาไว้เพื่อจะมาพูดมาจาอะไรกัน เพื่อจะทำความ เข้าใจกับท่านในที่ประชุม แต่บังเอิญเมื่อไม่ได้ก็มีการสงวนกันไว้ก็จำเป็นต้องมาพูดจากัน ในสภานี้ ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าผมแปรญัตติเอาไว้ ๓-๔ รายการ ทั้งหมวดของคณะกรรมการ ประสานงาน ตั้งแต่ข้อ ๑๒ ถึงข้อ ๑๗ รวม ๆ ไปเลย ผมจะขออนุญาตอภิปรายรวมกันไปเลย เพราะมันชุดเดียวกันทั้งหมด ส่วนพอถึงในข้ออื่น ๆ ของในคณะกรรมการประสานงานนี้แล้ว ผมก็คงไม่อภิปรายแล้ว เพราะว่าทั้งหมดมันเสร็จไปหมดในนั้นแล้ว ผมถือโอกาสรวมไปเลย ผมเรียนอย่างนี้ว่าจริง ๆ ข้อบังคับของสภานั้นมันจะถูกเขียนกันมาตั้งแต่ต้น หลายรุ่น หลายครั้ง หลายหน มันจะคล้าย ๆ กัน มันจะเพิ่มเติมอะไรไม่มากมายนัก แต่ใน ครั้งนี้มีการเพิ่มเติมที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมาก ๆ ตรงนี้ คือในหมวดที่ ๓ ที่มี คณะกรรมการประสานงาน ซึ่งเพิ่มเอามาใหม่เป็นของใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งจริง ๆ มันควรจะมี ตั้งนาน แต่ว่าบังเอิญเพิ่มมาใหม่ ผมมีประสบการณ์ในเรื่องตรงนี้มาก็เลยมาศึกษาดู แล้วก็ เลยขอมาแปรญัตติเท่าที่ประสบการณ์ที่เราเคยทำมานั้นมีอย่างไร ก็เลยเอามาขอแปรญัตติ แล้วก็เขียนเพื่อจะให้มันเกิดความสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเอง ก่อนอื่นนั้นผมต้องถือว่าผมเห็นด้วย ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย เห็นด้วยว่าคณะกรรมการประสานงานควรจะเอาเข้ามาไว้ในข้อบังคับของสภา เพราะว่าเมื่อก่อนนี้นั้นคณะกรรมการประสานงานมีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี มีกันมาตลอด แล้วก็มี กันมานั้นมันอยู่นอกข้อบังคับ ก็คือไม่ได้อยู่ในข้อบังคับ เรียกว่า นอกแบบกันทั้งนั้นละครับ ก็ถือว่าเท่าที่ตั้งกันมาก็นอกรายการ แต่ว่าครั้งนี้เอาเข้ามารวมกันไว้ให้มันอยู่ในข้อบังคับสภา จะได้รับรู้ได้ตลอดระยะเวลา ผมเรียนว่าผมแปรญัตติเพิ่มเติมในส่วนสำคัญอันหนึ่งก็คือว่า ที่ท่านเขียนกันไว้ ท่านเขียนว่า จะมีคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ความเข้าใจก็อย่างที่ท่านได้อธิบายไว้ว่าจะมีคณะกรรมการประสานงานฝ่ายรัฐบาล ๕ คน คณะกรรมการฝ่ายค้าน ๕ คน โดยมีท่านประธานสภาเป็นประธาน เป็นผู้ดูแลอีกทีหนึ่ง อันนั้นก็คงเห็นด้วยว่าจะได้เอามาเพื่อที่จะทำให้งานสภาได้ดำเนินการกันไปได้ดีขึ้น เพราะว่า เมื่อได้ตกลงเรียบร้อย และได้คุยกับท่านประธานกันเรียบร้อย เวลาอยู่ในสภาก็จะทำให้ ง่ายขึ้น แต่ว่าที่ท่านเขียนมา เขียนไปเสร็จแล้ว ท่านก็เขียนว่า คณะกรรมการประสานงาน หมวด ๑ หมวด ๒ พอหมวด ๒ ท่านเขียนบอกมีเฉพาะกรรมการประสานงานพรรคร่วม ฝ่ายค้าน ผมก็สงสัยว่าแล้วคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลท่านเอาไปไว้ไหน ท่านไม่เขียนเข้ามาด้วย ผมก็สอบถามโดยพื้น ๆ ว่าที่ถามกันเขาก็บอกว่า เพราะว่าผมไม่ได้ ไปชี้แจงกับท่าน ไม่ได้ไปนั่งคุยกับท่านในคณะกรรมาธิการ พอถามกันในคณะกรรมาธิการเอง ก็บอกว่าก็มีอยู่แล้ว ก็ของรัฐบาลนั่นละ เพราะรัฐบาลตั้งก็ของรัฐบาล จริง ๆ มันไม่ใช่ อย่างนั้นนะครับ ผมเรียนว่าผมจะเอาประสบการณ์เล่าตั้งแต่ต้นนะครับ เพราะผมอยู่ใน บรรยากาศนั้นเกือบตลอด คณะกรรมการประสานงานของรัฐบาลมันมีมา แต่ก่อนจริง ๆ เมื่อก่อนไม่มี พรรคฝ่ายค้านไม่มีคณะกรรมการประสานงานไม่มีนะครับ มีแต่พรรคฝ่ายค้าน แต่ละพรรคว่ากันเอง ผมเรียนว่าตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ สมัยท่านประธานชวนท่านเป็นประธานสภา ในยุคนั้นจะไม่เรียกประสานงานอะไรนักหนาหรอกครับ เรียกว่า ผู้ควบคุมเสียง ก็ว่ากันไป พอมาปี ๒๕๑๘ เริ่มมี รัฐบาลเองเป็นพรรคร่วมกัน พอพรรคร่วมกันก็มาตั้งคณะเขาเรียก อะไรครับ คณะกรรมการที่จะคอยดูแลพรรคร่วม ในยุคนั้นให้รองนายกรัฐมนตรี เพราะว่า เป็นของรัฐบาล ให้รองนายกรัฐมนตรีไปเป็นประธาน เป็นประธานเป็นรุ่น ๆ ไปเรื่อย ๆ รุ่นแรก ๆ ถ้าผมจำไม่ผิด รัฐบาลมีอยู่ก็ให้ท่านบุญเท่งเป็นประธาน ยุคต่อมาก็มี ท่าน พลตรี ประมาณ รองนายกรัฐมนตรี พลตรี ประมาณ ท่านเป็นประธาน บังเอิญตอนนั้น ผมยังรุ่น ๆ อยู่นะครับ ประมาณปี ๒๕๒๓ ปี ๒๕๒๔ อะไรประมาณนี้ ผมไปเป็นเลขาอย่างไรผมไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ท่านพินิจก็เป็นด้วย เป็นกรรมการอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นกรรมการประสานงานนั้นเป็นของรัฐบาล ช่วงนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาล ฝ่ายค้านก็ว่ากันไปครับ ปล่อยไปตามที่จะไปว่ากันเอาเอง ก็อยู่กันอย่างนี้ จนกระทั่งต่อมา ท่านพิชัย รัตตกุล เป็นประธาน เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วต่อมาถ้าพูดกันจริง ๆ มาถึงรุ่นท่านชวน ๑ พอท่านชวน ๑ จริง ๆ ก็ต้องรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คนที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่มาเป็นประธานก็คือท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน เพื่อนผมนี่ละครับ รองนายกรัฐมนตรี ท่านปฏิเสธอย่างเดียวเลยครับ ผมเป็นรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านก็โยนมาให้ผม ผมก็ต้องมาเป็นประธานวิป (Whip) เพราะฉะนั้นวิป (Whip) รัฐบาล เมื่อแต่ก่อนเป็นวิป (Whip) รัฐบาลจริง ๆ อยู่ใน ครม. หมดเลย พอทำอะไรก็ต้องไปแถลง ใน ครม. ไปอธิบายกันไป นั่นเป็นวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ แต่พอในช่วงปี ๒๕๓๕ ประมาณนี้ตอนนั้นก็เริ่มมีฝ่ายค้าน ก็มีฝ่ายค้านเป็นกลุ่ม ก็เลยหนุนกันท่านมารุต เป็นประธานสภา รุ่นพวกผมผมเป็นประธานวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาล ท่านบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ท่านเป็นประธาน ท่านไม่ได้เป็นประธานวิป (Whip) แต่เป็นหัวหน้าวิป (Whip) ใหญ่ของฝ่ายค้านเราคุยกันไปคุยกันมา ตอนหลังเราก็เลยบอกว่าขอตั้งเป็นประธาน วิป (Whip) ฝ่ายค้านแล้วกัน ก็คุยกันไปทั้งท่านมารุต ทั้งผม ทั้งท่านบุญเอื้อ เพราะว่า เมื่อก่อนนี้คุ้นเคยกันมากครับ ช่วยกันทำงานด้วยซ้ำไป ก็เลยให้ท่านบุญเอื้อรวบรวมกันแล้วก็ บอกว่า ให้เป็นประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน พอเป็นประธานวิป (Whip) พรรคร่วมฝ่ายค้าน ตอนนั้นมันก็เริ่มมีทั้งพรรคร่วมรัฐบาล แล้วก็มีพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่อมาเราก็เลื่อนมาอย่างนี้ เรื่อยมาต่อมาก็เลื่อน เลื่อน เลื่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตอนหลัง ๆ นี่ความเป็นพรรคร่วม ฝ่ายค้านกับพรรคร่วมรัฐบาลมันอยู่ในพรรคการเมืองหมดนะครับ รัฐบาลก็ไม่ได้เข้ามา เกี่ยวมากมายนักแล้วนะครับ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวมากมายนัก เพราะฉะนั้นพอมารุ่นหลัง ๆ เรา จะเห็นว่าประธานวิป (Whip) รัฐบาลก็มีท่านจุรินทร์ ท่านอะไรอีกหลายคน จนกระทั่งมาถึง ท่านชินวรณ์ ท่านวิทยา ท่านอะไรอีกหลายคนนะครับ ท่านพวกนี้ตอนนี้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แล้วครับ เป็นเพียงประธานวิป (Whip) พรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านก็จะมีประธาน วิป (Whip) ร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งก็เป็นทั้งของพรรคการเมืองนะครับ ไม่ใช่ของรัฐบาล ที่รัฐบาลตั้ง ที่เมื่อสักครู่ผมได้ยินว่านายกรัฐมนตรีตั้ง เพราะคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีคือ หัวหน้าของ พรรคการเมืองใหญ่สุดนะครับ พอดีท่านอาจจะนึกภาพว่าเหมือนในยุคนี้พรรคการเมืองที่ตั้ง เห็นหรือไม่วิป (Whip) รัฐบาลตั้งท่านวิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งท่านไม่ใช่รัฐมนตรีและไม่ได้อยู่ใน ครม. ไม่ได้อะไร รุ่นหลังนี่ไม่ใช่แล้ว แต่คนที่ตั้งคือนายกรัฐมนตรี ถามว่าทำไมเป็น นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็คือหัวหน้าพรรคการเมืองที่ใหญ่สุดโดยพื้นฐานนะครับ คนที่ตั้งเมื่อก่อนนี้ท่านชวน ท่านบรรหาร ท่านอภิสิทธิ์เป็นคนตั้งนะครับ เป็นคนตั้งประธาน วิป (Whip) ครับ เพราะฉะนั้นการตั้งประธานวิป (Whip) ตอนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือ หัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ แต่บังเอิญเราหาใครไม่ได้ก็ต้องท่านเป็นนายกรัฐมนตรีก็มาจาก พรรคการเมืองใหญ่สุด เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่ว่านี่ครับ เพราะฉะนั้นกรรมการ ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลเป็นของพรรคร่วมจริง ๆ พรรคการเมืองจริง ๆ ไม่ใช่ของ รัฐบาลอย่างเมื่อก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นคราวนี้พอมีพรรคร่วมฝ่ายค้าน แล้วพอท่านมาตั้ง อย่างนี้ ท่านก็ลองนึกภาพสิว่าจริง ๆ แล้วก็กลายเป็นว่ามีพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเดียวในสภา พรรคร่วมรัฐบาลนั่นเป็นเรื่องของคนอื่นนอกสภา นอกการประชุมสภา แล้วมันอย่างไรละครับ ผมก็คิดว่าจริง ๆ แล้วทั้งหมดมันต้องเอาเข้ามาร่วมกันอยู่ในสภาทั้งหมดครับ ไม่ใช่ไปอยู่ นอกสภากันอย่างนั้น ครึ่งหนึ่งไปอยู่นอกสภา พออย่างนี้ในอนาคตเกิดการเขย่งกันแล้วครับ พรรคฝ่ายค้านตั้งกันมาบอกว่าขอเท่าไร ๑๔ คน ท่านแปรญัตติเป็น ๒๔ คน อะไรก็ว่าไป ฝ่ายนอกสภาจะต้องนอกแล้วนะครับ เพราะว่าจริง ๆ ก็คือท่านอ้างว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล เขาบอกวันนี้ผมอยากจะตั้ง ๖๑ คน ก็ตั้ง แล้วอย่างไร ทำไมมันไม่เหมือนกันละ ทั้ง ๆ ที่มันก็ เหมือนกันนี่ละครับ คือเป็นพรรคการเมืองประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคร่วมฝ่าย ค้านเหมือนกันนี่ละครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรท่านต้องดึงเอาเข้ามาอยู่ในสภา สภาจะเป็น คนกำหนดได้ทั้งหมดว่าจะเป็นอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไร พรรคฝ่ายค้านจะทำ อย่างไร ท่านจะมีผลตอบแทนอะไร อย่างไร ต้องเหมือนกันหมด ไม่ใช่ใครพิเศษกว่าใคร ไม่ใช่ครับ ส่วนรัฐบาลเข้ามานายกรัฐมนตรีเป็นคนตั้ง นายกรัฐมนตรีเข้ามาอยู่ในสภา ไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีพอมาในสภาแล้วยังจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหญ่สุด ไม่ใช่ครับ ท่านประธานสภาใหญ่สุด พวกเราอยู่ในสภากันทั้งหมดครับ เพราะฉะนั้นเราต้อง ถือว่างานทั้งหมดคืองานของสภา ผมเรียนอย่างนี้ว่าจริง ๆ แล้วโครงสร้างของสภานั้น โครงสร้างของข้อบังคับมันแยกออกไปได้เป็น ๒ ส่วน จริง ๆ มันผสมอยู่ในนี้หมด มันแยกออกได้ เป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นโครงสร้างครับ คำว่า โครงสร้างก็คือมันเป็นองค์ประกอบ เรียกว่า อย่างนั้นก็ได้ครับ เป็นองค์ประกอบของสภา โครงสร้างหรือองค์ประกอบของข้อบังคับของสภา มันควรจะมีอะไรบ้างครับ ผมยกตัวอย่าง ต้องมีสภา ต้องมีสมาชิกสภาที่นั่งกันอยู่ที่นี่ มันถึงจะเป็นองค์ประกอบใช่ไหมครับ นี่คือโครงสร้างหรือองค์ประกอบของสภา มันต้องมีใคร มีท่านประธาน มีรองประธาน ต้องมีเลขานุการ มีคณะกรรมาธิการ นี่ท่านได้เขียนไว้ครับ อันนี้เป็นองค์ประกอบ เดี๋ยวนี้องค์ประกอบของรัฐสภาก็จะเริ่มมีอีกอันหนึ่งแล้วก็คือ จะมีคณะกรรมการประสานงาน นี่ท่านไม่ได้เขียนไป อยู่ในเขาเรียกอะไรครับ คำจำกัดความ อะไร ท่านยังไม่ได้เขียนนะครับ จริง ๆ มีอีกแล้วนะครับ แต่ว่ามันจะขาดไปอันหนึ่งก็คือว่า มันไม่มีของพรรคร่วมรัฐบาล อันนี้เป็นองค์ประกอบนะครับ เพราะฉะนั้นอันที่ ๑ คือองค์ประกอบ อันที่ ๒ ของสภาที่เรามีก็คือพวกระเบียบ พวกอะไรต่าง ๆ วิธีการประชุม อันนั้นเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง จะประชุมอย่างไร จะลงมติกันอย่างไร จะยื่นญัตติอย่างไร อันนั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่โครงสร้างมันมีอยู่ เพราะฉะนั้นโครงสร้างเดี๋ยวนี้มันไม่ครบนะครับ ท่านไปคิดเอาเองว่าคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลเป็นของรัฐบาล รัฐบาลเอา ก็ไปเองแล้วกัน ผมอยากจะถามอันหนึ่งครับ ท่านอุตส่าห์เขียนเข้ามาในนี้บอกว่า อันที่ ๑ ก็คือท่านประธานเป็นประธาน แล้วก็มีพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคร่วมฝ่ายค้านมีผู้นำฝ่ายค้าน เป็นคนเสนอตั้งประธาน อะไรก็สุดแล้วแต่ พอตั้งมาเสร็จแล้วก็ให้มาร่วมกับท่าน อันนี้ฝ่ายค้าน ๕ คน เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการร่วม อีกฝ่ายหนึ่งท่านบอกว่า อีกอันหนึ่งเป็น พรรคร่วมรัฐบาล ผมถามท่านว่าท่านเอาพรรคร่วมรัฐบาลมาจากไหนครับ มันไม่ได้อยู่ใน โครงสร้างสภา ไม่ได้อยู่ในนี้ครับ ท่านก็เขียนมาว่าต้องมี ผมเห็นเขียนไว้บอกว่าต้องมี พรรคร่วมรัฐบาล แล้วพรรคร่วมรัฐบาลท่านเอามาจากไหน มันต้องอยู่ในโครงสร้างด้วยกัน โครงสร้างเดียวกันกับฝ่ายค้าน ในนี้มันต้องมีทั้งโครงสร้างของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วม ฝ่ายค้าน มันต้องมีด้วยกัน แล้วท่านเอามาคนละ ๕ คนก็ถูก แต่ว่าเดี๋ยวนี้ท่านเขียนว่า พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ไม่มีอะไรรองรับเลย ท่านจะไปหยิบตรงไหนมาผมก็ยังไม่รู้เลย
ท่านเทอดพงษ์ยืนยัน ใช่ไหมครับ
ครับ เพราะฉะนั้นที่ผมเล่า ให้ฟังอย่างนี้เพราะว่าทั้งหมดที่ออกมาอย่างนี้ มันไม่ครบ มันไม่สมบูรณ์ครับ เพราะฉะนั้น เมื่อมันไม่สมบูรณ์แล้วผมต้องเรียนว่ามันยังขาดองค์ประกอบ เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่าที่ผม แปรญัตติไว้คือต้องมีคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่ แล้วก็มีรายละเอียด อยู่ในนั้น ส่วนท่านจะว่าอย่างไรก็คงเป็นอีกส่วนหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมด ทั้งหลายนี้ ผมก็ถือว่าผมได้แปรญัตติส่วนนี้เพิ่มเติมเข้าไว้ ก็ให้สภาพิจารณาอย่างนี้ละครับ
ครับ ท่านกรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะกรรมาธิการ ที่จริงแล้วที่ท่านสมาชิกที่ขอแปรญัตติท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็มีเหตุผลนะครับ ผมจะเรียนว่าเดิมพูดกันตรงไปตรงมาเลยว่า มีการจะขอ คือของรัฐบาลมีอยู่แล้ว ทุกปีตลอดมาผมก็เป็นอยู่หลายครั้งมีมาตลอด ของฝ่ายค้านเป็นเจ้า ไม่มีศาล ก็คือไปตั้งกันเอง ผมก็เคยเป็น ตอนหลังในที่ประชุมนี้ก็มีความเห็นว่าอนุสนธิที่มา จากการไปประชุมร่วมกันมันมีประโยชน์มากสำหรับสภา คือคุยกันได้แล้วก็ลงตัวมาก ก็เลยจะตั้ง ทางกรรมาธิการหรือทางฝ่ายค้านขอตั้ง ที่จริงผมเป็นคนแย้งว่าเราจะขอตั้ง เฉพาะฝ่ายค้าน คือรัฐบาลมีอยู่แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีเขาตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลเป็นวิป (Whip) ดูแลเรื่องกฎหมาย เรื่องอะไร ซึ่งเราก็ทราบกันอยู่หมด ทีนี้ก็เลยขอตั้งของฝ่ายค้านขึ้นมา ดังนั้นพอตั้งชื่อ ที่ท่านเทอดพงษ์ขอแปรญัตติในข้อ ๑๒ ก็คือว่าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เดิมเป็นคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงนี้มันเป็นชื่อเก่า แล้วเป็นชื่อที่ รัฐบาลตั้ง ท่านไหน ๆ ก็ตั้งชื่อแบบนี้ ตรงนี้เป็นเทคนิคอล เทอม (Technical terms) ถ้าเราไปตั้งเป็นกรรมการร่วม มีการพิจารณาในกรรมาธิการร่วมรัฐบาลมันมีบางยุคที่รัฐบาล มีพรรคเดียว หรือถ้าเราเขียนแบบนี้แสดงว่าฝ่ายรัฐบาลต้องมีอยู่หลายพรรคตลอดไป หรืออย่างไร ดังนั้นเราก็เลยเขียนปรับไปเป็นว่าเป็นพรรคการเมืองกรรมการประสาน สภาผู้แทนราษฎร ตามชื่อเดิม ตรงนี้เป็นเทคนิคอล เทอม (Technical terms) ตามคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีมายาวนานแล้ว ก็เติมคำว่า พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล คือจะมี ๒ พรรค ๑ พรรค ๓ พรรค ก็เป็นฝ่ายรัฐบาลหมด แล้วของฝ่ายค้าน พรรคการเมือง ร่วมฝ่ายค้าน พอร่วมฝ่ายค้าน ก็คือหมายความว่าจะมีฝ่ายค้านหลายพรรคตลอดไป หรืออย่างไร คำนี้มันก็เลยครอบไม่หมด เราก็เลยแก้มาให้สอดคล้องกันเป็น พรรคการเมือง ฝ่ายค้าน อันแรกเติมกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ตรงนี้กรรมการเติมเพื่อให้ครบนะครับ แล้วก็พรรคการเมืองร่วมฝ่ายค้าน ตัดคำว่า ร่วมฝ่ายค้าน ออก ทีนี้ที่ท่านได้กรุณาพูดเลยไปถึงอีกข้อหนึ่งก็คือว่า กรรมการประสานงานพรรคการเมือง ร่วมฝ่ายค้าน เราตัดออกแล้วครับ อยู่ในข้อหลัง ก็คือเท่ากับว่ามี ๒ ฝ่าย ดังนั้นในข้อ ๑๒ อยากจะเรียนท่านประธานว่าได้พิจารณาแล้ว แล้วก็มีการปรับปรุงตรงนี้ ก็คือได้แก้ เฉพาะตรงนี้ แล้วก็แก้เป็น พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ตามที่เรียนแล้ว จะได้สอดคล้องกัน ผมเลยขอยืนยันครับ
ขอบคุณมากครับ ก็ถ้ายัง ติดใจเมื่อกรรมาธิการยืนยัน แล้วก็ท่านเทอดพงษ์แปรญัตติยืนยัน ผมก็ต้องขออนุญาต ที่ประชุม ขอถามมตินะครับ พวกเราต้องแสดงตน
(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
อยู่ในช่วงแสดงตนนะครับ เป็นช่วงที่จะต้องลงมติต่อเนื่อง สมาชิกกรุณาอยู่ใกล้ ๆ ห้องประชุมครับ แสดงตนนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ถ้าพร้อมผมขอปิด การแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๕๒ ท่านนะครับ
ต่อไปนี้ก็จะถามมติเนื่องจากมีผู้แปรญัตติ ๒ ท่าน ท่านหนึ่งเป็นกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตถามว่า จะเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ หรือจะเห็นด้วยกับ การแก้ไขของกรรมาธิการคุณอัครเดช ผมถาม ๒ ตอนนะครับ เพราะ ๒ ท่าน ขออนุญาตถาม ๒ ตอนเลยครับ ท่านแรก คือจะเห็นด้วยกับของกรรมาธิการ หรือเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติคือ คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการกรุณาลงมติลงคะแนน เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรุณาลงมติ ไม่เห็นด้วย เข้าใจนะครับ คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยกับคุณอัครเดช ความหมาย กรุณาแสดงตน แล้วก็ลงคะแนนครับ เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานในคำถามของท่านประธานครับ กรณีถ้ามีการสงวนความเห็นของกรรมาธิการแล้วก็มีเพื่อนสมาชิกแปรญัตตินะครับ เดิมท่านประธานเองจะถามว่าจะเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการ หรือเห็นชอบ กับผู้แปรญัตติหรือผู้สงวนความเห็นเป็นคำถามแรก ท่านถามอย่างนั้นนะครับ พอท่านถาม อย่างนี้ปุ๊บถ้ากรรมาธิการเป็นฝ่ายชนะก็จบไปไม่ต้องถามต่อ ถ้าเห็นกับผู้แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็นก็จะไปถามคำถามที่ ๒ เมื่อสักครู่ท่านประธานตกผู้แปรญัตติไปครับ อย่างนั้นต้องมาถามต่ออีกครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ก็ขอบคุณมากครับ เนื่องจากว่าข้อนี้เป็นข้อที่กรรมาธิการได้แก้ไขมานะครับ แล้วก็มีผู้แปรญัตติคือกรรมาธิการ ท่านอัครเดชซึ่งสงวนความเห็นไว้กับท่านเทอดพงษ์ ผมก็เลยถามท่านว่าท่านจะเห็นด้วยกับ ที่กรรมาธิการแก้ไขมานะครับ ขออภัยด้วยถ้าตกหล่น หรือจะเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ ถ้าเห็นด้วยกับของกรรมาธิการก็กรุณาลงมติ เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการก็ลงมติ ไม่เห็นด้วย แล้วก็หลังจากนี้ก็จะขออนุญาตถามคำถามที่ ๒ ต่อไปของท่านเทอดพงษ์ครับ ขอท่านกรุณาลงมตินะครับ อยู่ในช่วงลงมติครับ กรุณาอยู่ในช่วงลงมตินะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๕๖ ท่าน เห็นด้วยกับของกรรมาธิการ ๔๔๘ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการ คือเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ ๗ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ขอรายงานผลนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว ในฐานะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ การที่ท่านประธานตั้งคำถามเพื่อให้ สมาชิกลงมติลักษณะคำถามที่ท่านประธานได้กรุณา กระผมเองได้ดูแล้ววิธีการถามของ ท่านประธานกับการลงมติในวันที่ผ่านมา นั่นหมายถึงสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ท่านประธาน จะกรุณาว่าถ้ามีการแก้ไขของกรรมาธิการและมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น แล้วมีผู้แปรญัตติ ท่านประธานจะถามว่าจะเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือจะเห็นชอบกับผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ เป็นคำถามแรกเลย ถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากชนะ การลงมติครั้งนี้จบเลยครับ ไม่ต้องถามต่อ
ผมทำอย่างนั้นนะครับ
แต่ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านประธาน จะกรุณาว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยโหวตแรกไป มติแรกจบ ไปแล้ว แล้วท่านประธานจะกรุณามาถามว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากกับผู้แปรญัตติอีก ซึ่งถ้าสมมุตินะครับท่านประธานครับ ถ้ามีผู้แปรญัตติ ๑๐ คน มันจะชนกันไป ๑๐ คู่ ถ้าเกิด คู่ใดคู่หนึ่งกรรมาธิการเกิดแพ้ขึ้นมา ความหมายสภาจะเป็นอย่างไรครับ
คุณหมอครับ
ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมว่าถาม จังหวะเดียว ถ้ากรรมาธิการชนะในการโหวตครั้งแรกนี่คำถามที่ ๒ ไม่จำเป็นครับ เว้นแต่ กรรมาธิการเสียงข้างมากแพ้ ก็ไปถามเรื่องผู้แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็นว่าจะเอากับผู้ใด ขอบพระคุณครับ
เดิมผมก็ใช้วิธีนี้ครับ แต่ว่า กรณีนี้ทางสภาแนะนำว่า เนื่องจากผู้แปรญัตติ ๒ ราย แล้วก็เพื่อไม่ให้สับสน ก็ถามทั้ง ๒ รายเลย แต่ว่าถ้าเราหลายรายที่ผมเคยถาม ผมจำได้นะครับ ๕ ราย แปรญัตติ ก็ถามว่า เห็นด้วยกับของกรรมาธิการร่างเดิม หรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ก็ออกมาว่าเห็นด้วยกับ กรรมาธิการ เพราะฉะนั้นทั้ง ๕ ท่านก็ไม่ต้องถามใหม่ อันนี้ผมรับว่าเคยทำมา อย่างนั้นนะครับ แต่ว่าหารือกันเมื่อวานนี้ครับแล้วก็วันนี้ ในที่สุดก็บอกเพื่อไม่ให้มีการ คัดค้านหรือประท้วง ก็ขอให้ผมถามกรณี ๒ ราย เป็น ๒ กรณีเลย ผมก็เลยปฏิบัติตามที่ ฝ่ายสภาแนะนำมาว่า ถ้าอย่างนั้นก็เพื่อไม่ให้สับสน เนื่องจากผู้แปรญัตติเป็นกรรมาธิการ ท่านหนึ่ง และอีกท่านหนึ่งก็เป็นท่านเทอดพงษ์ ซึ่งเป็นสมาชิกไม่ได้เป็นกรรมาธิการ เมื่อสักครู่นี้ให้ลงมติแล้วนะครับ กรุณารายงาน ปิดการลงมตินะครับ รายงานผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๓๖ ท่าน เห็นด้วย ๔๑๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน ก็ยืนยันตามร่างที่กรรมาธิการแก้ไขมา ขอบคุณมากครับ
เลขาธิการเชิญต่อไปครับ
ข้อ ๑๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มีกรรมาธิการสงวน ความเห็นและมีผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติด้วย ฉะนั้นขอเชิญกรรมาธิการผู้สงวน คำแปรญัตติไว้ เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อดิศร เพียงเกษ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในข้อ ๑๓ ว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของ กรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร กระผมขอแปรญัตติสงวนความเห็นใน (๑) ปกติเขียนไว้ว่า สิ้นอายุ สภาถูกยุบ หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด ผมขอตัดคำว่า ไม่มีสภา เพราะเหตุอื่นใด ออก จะแปลอย่างอื่นไม่ได้ครับ ไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด ๑๙ ครั้งแล้วครับ ที่ถูกยึดอำนาจ ผมเห็นอย่างนั้นนะครับ ไม่ใช่ว่าดินถล่มฟ้าทลาย โดยเฉพาะองค์กรอื่น ขออนุญาตเอ่ย เช่น องค์กรของศาลก็ไปรับรองคำพิพากษาศาลฎีกา ปี ๒๕๐๕ บอกว่าถ้าปฏิวัติสำเร็จก็เป็น รัฏฐาธิปัตย์ ต่อมาก็ยืนหยัดรับรองกันมาในการวินิจฉัย ในการปฏิวัติรัฐประหาร เราเป็น สภาผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยครับ จะโดยเจตนาทางตรงทางอ้อมผมไม่ทราบ เรากลับไปรับรองการรัฐประหาร ยุบสภาของเรา มาไว้ในข้อบังคับด้วย ผมด้วยความเคารพ ว่าสมาชิกทุกท่าน ๕๐๐ ท่าน คงไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ถ้าไม่เห็นด้วยดังที่ผมขอ ตัดออกก็ขอความกรุณาเถอะครับ เราเป็นองค์กรประชาธิปไตย ยิ่งสภาตั้งตรงนี้อันตราย รถถัง ๑ คันข้างหน้า ข้างหลังเรือสักลำหนึ่งก็ไปไหนไม่ได้แล้วครับ ไม่อยากให้มีคำว่า ไม่มี สภาเพราะเหตุอื่นใด ออก มันเจ็บกระดองใจ จึงขออนุญาตตัดคำนี้ครับ แล้วขอเพื่อนสมาชิก ได้โปรดลงคะแนนโดยอิสระนะครับ เห็นด้วยกับผมตัดอันนี้ออกไปเสียเพื่อศักดิ์ศรีของ ระบอบประชาธิปไตยครับ ขอบคุณครับ
ผู้แปรญัตติต่อไป เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ โดยเหตุผลที่ท่านอดิศรแถลงไปแล้ว ผมมาดูรัฐธรรมนูญ การสิ้นสุดของสภา หรืออายุของสภามันถูกกำหนดไว้ในมาตรา ๙๙ ในมาตรา ๑๐๑ เขาพูดถึงการออกตามวาระ แล้วก็มีการยุบสภาตามมาตรา ๑๐๓ ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดกำหนดให้สภาสิ้นสุดด้วยเหตุ อื่นใดเลย เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนไปยังท่านสมาชิกสภาทั้ง ๕๐๐ ท่านนะครับ ผมแปรญัตติแบบนี้หลายมาตรา ท่านคิดให้ดีนะครับ ถ้าท่านไม่โหวตเอาตามผม มาตรานี้ แปลว่าท่านรับรองวิธีการซึ่งไม่มาตามรัฐธรรมนูญ เกียรติยศศักดิ์ศรีท่านอยู่ไหนครับ ท่านต้องกล้าลงตามที่ผมเสนอไว้ มีหลายมาตราทุกมาตราที่มีนี่ผมตัดหมด แต่ว่าท่านโหวต ครั้งนี้ผมไม่พูดอีกแล้วนะ ถือว่าท่านโหวตแล้ว มีครั้งเดียวเท่านั้นที่ท่านจะลงมติในเรื่องนี้ครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ในข้อ ๑๓ คณะกรรมการประสานงานร่วม สภาผู้แทนราษฎรพ้นจากตำแหน่งนี้ มี (๑) (๒) (๓) (๔) ตามลำดับ เรายกร่างไว้ตามข้อบังคับ ที่เราใช้อยู่ทั่วไป ก็คือในกรณีต่าง ๆ แล้วก็การเขียนถ้อยคำมิได้มีเจตนาที่จะไปสร้างภาพ หรือว่าให้เห็นว่าสภานั้นมีเหตุด้วยเหตุใด ๆ แต่เราเขียนเพื่อให้ครบ แล้วก็ปิดช่องว่าง ของกฎหมายว่า เมื่อสภาสิ้นอายุ สภาถูกยุบ หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด จากข้อเท็จจริง ที่ปรากฏนะครับ อันนี้ไม่ได้มีเจตนาว่าจะไปสนับสนุนหรือไปทำอะไรที่เป็นการก้าวล่วง รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอันนี้ขอเรียนว่ากรรมาธิการเขียนโดยมีเจตนาว่าให้ครบสมบูรณ์ แล้วก็ปิดช่องว่างของกฎหมาย ก็ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพครับ
ก็มีผู้แปรญัตติแล้วก็สงวน คำแปรญัตติ ยืนยันก็ต้องขอมติที่ประชุมนะครับ สมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ
ขอปิดการแสดงตนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๕๑ ท่าน สมาชิกครับ ข้อนี้กรรมาธิการแก้ไขนะครับ มีการเพิ่มเติมข้อความไปอย่างที่มีผู้แปรญัตติ ไม่เห็นด้วยให้ตัดข้อความ ทีนี้ผมก็จะขอตั้งคำถามในการลงมติว่าจะเห็นด้วยกับที่ กรรมาธิการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับร่างเดิมที่มีกรรมาธิการแปรญัตติ คือกรรมาธิการ ๒ ท่าน ไม่รับการเพิ่มข้อความนี้ ดังนั้นถ้าท่านเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขลงมติ เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นว่าเป็นไปตามที่มีผู้แปรญัตติ ๒ ท่าน คือตัดข้อความที่กรรมาธิการเพิ่มนั้นออกไป ก็ลงมติไม่เห็นด้วย เข้าใจนะครับ ร่างเดิมมีการแก้ไขโดยกรรมาธิการ กรรมาธิการ ๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย สงวนคำแปรญัตติไว้ ดังนั้นลงมติว่าจะเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือเห็นด้วย กับที่ผู้แปรญัตติขอตัดข้อความ กรุณาลงมติครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ อย่างนี้นะครับ กรรมาธิการแก้ไข ข้อความที่กรรมาธิการแก้ไขผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าหลังจากแก้ไขแล้วผมขอแปรญัตติตัด (๑) ท้ายนี้ออก ความหมายไม่เหมือนกันนะครับ
เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการ ได้แก้ไขหรือเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ ๒ ท่าน เอาอย่างนั้นก็แล้วกันนะครับ ถ้าเห็นด้วย ที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไขแล้วก็ลงมติเห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๒ ท่าน ที่สงวนคำแปรญัตติก็ลงมติ ไม่เห็นด้วย ลงคะแนนได้ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
อยู่ในช่วงลงมตินะครับ อยู่ในช่วงมีสิทธิลงมตินะครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๖๐ ท่าน เห็นด้วย กับที่กรรมาธิการแก้ไข ๒๒๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๓๔ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน