ปิยบุตร วิจารณ์บทบัญญัติลิดรอนเสรีภาพวิพากษ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒

ปิยบุตร แสงกนกกุล ชี้แจงการขอใช้เวลาอภิปรายไม่เกิน 30 นาทีตามข้อตกลง พร้อมอภิปรายย้ำบทบาทสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบถ่วงดุล แสดงจุดยืนสนับสนุนศาลรัฐธรรมนูญแต่เน้นความจำเป็นของการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างความเป็นธรรมและความชอบธรรมขององค์กรตุลาการ โดยตั้งข้อสังเกตถึงสถิติคดีที่ลดลงหลังปี 2557 ซึ่งสะท้อนคำถามต่อความเป็นอิสระของศาลภายใต้บริบทหลังรัฐประหารและการรับรองจาก คสช. พร้อมวิพากษ์วิจารณ์มาตรา 38 วรรคสาม ที่อาจจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและขัดหลักนิติธรรมหากถูกตีความกว้างเกินไป

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เข้าใจว่าทางวิป (Whip) ฝ่ายค้านและวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลคงส่งรายชื่อให้ท่านประธาน เหมือนกันนะครับ ผู้อภิปรายมีไม่มากนะครับ ของผมขออนุญาตใช้เวลาประมาณไม่เกิน ๓๐ นาทีนะครับ จะใช้เวลาให้อยู่ในประเด็น

ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้เพื่ออภิปราย เกี่ยวกับรายงานศาลรัฐธรรมนูญประจำปี ๒๕๖๐ การอภิปรายของผมก็เพื่อเป็นการยืนยันถึง อำนาจของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบถ่วงดุลกับองค์กรอื่น ๆ ตามหลักการแบ่งแยก อำนาจ แม้กระทั่งวันนี้แล้วอำนาจของพวกเราสภาผู้แทนราษฎรจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ พวกเราแทบจะไม่มีอำนาจหลงเหลือในการตรวจสอบถ่วงดุลกับศาลรัฐธรรมนูญเลย แต่อย่างน้อยที่สุดวันนี้มีโอกาสครับ มีโอกาส ผมจึงขอใช้โอกาสอันน้อยนิดแห่งนี้เพื่อแสดง บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นองค์กรเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และหวังว่าการอภิปรายครั้งนี้ผมเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง ก่อนจะเข้าสู้เนื้อหาการอภิปรายผมต้องขออนุญาตยืนยันต่อ ที่ประชุมแห่งนี้ฝากท่านประธานไปยังท่านเลขาธิการสำนักงานและทีมงานของท่าน วันนี้มา ชุดใหญ่เลยนะครับ เต็มชุด ถือว่าท่านให้เกียรติสภาผู้แทนราษฎรมาก ผมต้องขอยืนยันว่า ผมเองเป็นคนที่สนับสนุนการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ระบบการตรวจสอบ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายมีอยู่ ๒ ระบบใหญ่ ๆ คือระบบกระจายอำนาจ ให้ศาลทุกศาลช่วยกันตรวจสอบ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ กับระบบรวมอำนาจ ให้ศาลรัฐธรรมนูญแต่เพียงผู้เดียวตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งประเทศเยอรมนีและประเทศออสเตรียเป็นต้นแบบ ของประเทศไทยเรานั้นเลือกเดินตาม แบบหลัง เลือกลอกแบบจากประเทศเยอรมนีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมเป็นคนหนึ่ง ซึ่งสนับสนุนให้มีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็อีกเช่นเดียวกันครับท่านประธาน ผมเองไปร่ำไปเรียน กฎหมายมาแล้วก็มาประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สอนอยู่คณะนิติศาสตร์ แล้วก็สอน วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ สอนวิชาศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญมา ด้วยอาชีพของผมในอดีตก่อนที่จะเข้ามาเป็น ส.ส. นี้ จึงจำเป็นอยู่เองที่ต้องวิจารณ์ ศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อย ๆ วิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อย ๆ ตลอด ๑๐ ปีที่ผม ประกอบอาชีพก็วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้งนะครับ แล้วก็ไม่มีปัญหา อะไรเกิดขึ้น วิจารณ์อย่างไรตามก็ไม่มีคดีความอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครไปร้องเรียน แต่จนกระทั่งผมลาออกจากราชการประจำครับ แล้วมาลงสมัคร ส.ส. ก็มีนายทหารคนหนึ่ง ไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปร้องทุกข์กล่าวโทษว่าผมมีความผิดฐานดูหมิ่นศาล เพราะไปวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเข้า ก็ไม่เป็นไรว่ากันตามกระบวนการครับ ตอนเป็นอาจารย์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญไม่โดนคดีอะไรเลยครับ พอมาเป็นนักการเมือง โดนไปแล้ว ๑ ข้อกล่าวหา ไม่เป็นไร เช่นเดียวกันครับ ผมพูดมาถึงตรงนี้เพื่อจะยืนยันว่า ผมเองเป็นคนที่สนับสนุนการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็เป็นคนที่วิจารณ์ ศาลรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้งนะครับ แล้วก็หวังว่าด้วยความปรารถนาดีว่าอยากจะให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์หลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ นิติธรรมให้ได้สมบูรณ์แบบตามที่รัฐธรรมนูญมีเป้าประสงค์ครับ ผมขออนุญาต อย่างนี้ครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญครับท่านประธาน บทบาทสำคัญ คือ รักษา ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเอาไว้ รักษาหลักการประชาธิปไตยเอาไว้ ตรวจสอบ เสียงข้างมาก เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองเสียงข้างน้อย เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญของบุคคลต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพวกเราในสภาแห่งนี้เสียงข้างมากลงมติ ให้ความเห็นชอบกฎหมายไป ๑ ฉบับ อย่างน้อยที่สุดเสียงข้างน้อยก็มีโอกาสร้องไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญ นี่คือกลไกสำคัญในการคุ้มครองเสียงข้างน้อยครับ ดังนั้นจึงเป็นธรรมชาติอยู่เองครับ ที่การใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเผชิญหน้า กับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งอยู่เสมอ ๆ นั่นก็คือสภาแห่งนี้นั่นเองนะครับ สภาแห่งนี้ มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยครับ เพราะพวกเรามาจากการเลือกตั้งของราษฎร เราจึง มีความชอบธรรมว่าเราเป็นผู้แทนของราษฎรในการออกกฎหมาย แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ต้องการมาตรวจสอบพวกเรา ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องแสวงหาความชอบธรรม ทางประชาธิปไตยที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับสภาผู้แทนราษฎรครับ ดังนั้นองค์กรแบบนี้ เมื่อเกิดขึ้นในต่างประเทศ ในโลกตะวันตกที่เขาคิดค้นกันขึ้นมา เขาถึงพยายามออกแบบ ให้ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญไปเชื่อมโยงกับประชาชนโดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลครับ ประเทศเยอรมนีต้นแบบของเราครับ ที่มาของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญมาจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือกครึ่งหนึ่ง วุฒิสภาเลือกอีกครึ่งหนึ่ง แล้วก็เลือกกันมานี่ไม่ได้เลือกกันสะเปะสะปะ แต่เลือกจากรายชื่อลิสต์ (List) ที่กระทรวง การยุติธรรม รัฐบาลแห่งมลรัฐ แล้วก็กลุ่มการเมืองในสภาจัดบัญชีเอาไว้ แล้วสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภาก็ไปหยิบจากชื่อนั้นเลือกมา แล้วก็ใช้เสียง ๒ ใน ๓ ประเทศไทยเรานั้นที่มาของ ศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้เชื่อมโยงไปหาสภาผู้แทนราษฎรเลยครับ พวกเราแทบไม่มี โอกาสได้พูดพบปะเจอกับแคนดิเดต (Candidate) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลยนะครับ วิธีการได้มาคืออะไร ตอนนี้กำลังเลือกใหม่อยู่ ๕ ท่าน คือมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คัดมา ๓ คน ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดคัดมา ๒ คน เสร็จแล้วก็เอามาให้ ส.ว. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ในส่วนผู้เชี่ยวชาญนิติศาสตร์ ๑ ท่าน รัฐศาสตร์ ๑ ท่าน อดีตข้าราชการประจำ ๒ ท่าน ก็มีคณะกรรมการสรรหาเลือกมาแล้วส่งมาให้วุฒิสภารับรอง ซึ่งคณะกรรมการสรรหานั้นพวกเรามีไปเอี่ยวอยู่นิดเดียวเท่านั้นครับ ตรงประธาน สภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านเข้าไปเอี่ยวตรงกรรมการสรรหาเท่านั้นเอง แต่พวกเรา ไม่มีโอกาสเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลย ดังนั้นจึงเป็นปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญไทย ที่อำนาจจะต้องเผชิญหน้ากับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งอย่างพวกเรา ซึ่งมีความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองกลับมีที่มาที่ไม่เชื่อมโยงกับสภาผู้แทนราษฎรเลย นี่คือปัญหาใหญ่ ที่เกิดขึ้นของเรา ทีนี้ผมขออนุญาตกล่าวเข้าไปถึงตัวรายงานฉบับนี้ครับท่านประธาน รายงานฉบับนี้รูปเล่มสวยงาม กระดาษพิมพ์สีอาร์ต (Art) มันสวยงามมาก ผมอ่านแล้ว ก็ชื่นชอบมาก แล้วท่านได้ดีจริง ๆ มีการสรุปตัวเลขจำนวนคดี มีสรุปย่อคำวินิจฉัยที่สำคัญ มีสรุปย่อรายงานการวิจัยที่สำคัญ แล้วก็มีอธิบายถึงเรื่องงบการเงินที่สำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินไปตรวจสอบ รายงานชิ้นนี้ทำได้ดีมาก เมื่อเราเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เคยเอารายงานมาส่งที่สภาผู้แทนราษฎร อันนี้ต้องขอชื่นชมท่าน ทีนี้ประเด็นที่ผมจะพูดถึง รายงานฉบับนี้ มีอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ผมขออนุญาตพูดถึงสถิติคดีในแต่ละปี ในรายงานฉบับนี้ ในหน้า ๔๒ ทางสำนักศาลรัฐธรรมนูญท่านก็รวบรวมมาได้ดีมากเป็นกราฟขึ้นเลย มีสถิติ ย้อนหลัง ระบุสถิติคดี ๑๐ ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๖๐ เราจะทราบได้ว่า จำนวนคำร้องที่เข้ามาในแต่ละปีมีเท่าไร จำนวนคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเสร็จ ในแต่ละปีมีเท่าไร จำนวนคดีคงค้างที่จะต้องยกยอดไปปีหน้ามีเท่าไร ท่านทำออกมา เป็นกราฟได้ดีมาก ทีนี้พอเราลองไปดูในจำนวนสถิติคดีตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ จนถึงปี ๒๕๕๖ เราจะพบว่ามีคำร้องค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๑๒๐-๑๓๐ คำร้อง แล้วก็มีการวินิจฉัยแล้วเสร็จ พิจารณาคดีแล้วเสร็จ ประมาณร้อยละ ๖๐ ถึงร้อยละ ๘๐ แต่พอมาปี ๒๕๕๗ ยอดคำร้อง ลดลงเหลือ ๙๖ แต่ปีนั้นศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยคดีได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม จบ พอมาปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ คำร้องลดลงครับ ยอดคำร้องจากปี ๒๕๕๘ ลดลงเหลือ ๓ ยอดคำร้องของปี ๒๕๕๙ ลดลงเหลือ ๘ ยอดคำร้องของปี ๒๕๖๐ เหลือ ๕๑ ทำไม ยอดจำนวนคำร้องถึงลดลง มันมีนัยสำคัญตรงนี้อยู่ครับท่านประธาน สาเหตุก็คือปี ๒๕๕๗ เกิดอะไรขึ้นครับ ปี ๒๕๕๗ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม มีการรัฐประหารยึดอำนาจโดย คณะรัฐประหารที่ชื่อว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มันมีความสำคัญเกี่ยวกับกรณี จำนวนคำร้องอย่างไร เวลารัฐประหารเกิดขึ้น สิ่งแรก ๆ ที่คณะรัฐประหารเขาต้องทำ คืออะไรครับ ต้องประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในเวลานั้น เพราะถ้าไม่ยกเลิก เขากลายเป็นกบฏแน่นอน เขาต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญก่อน พอยกเลิกเสร็จก็จะปกครอง ประเทศโดยไม่มีรัฐธรรมนูญครับ แล้วก็ใช้อำนาจตัวเองตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ออกประกาศ คำสั่งใช้เป็นกฎหมายทั้งหมด เป็นแบบนี้เรื่อยมาในการรัฐประหารในประเทศไทย ทีนี้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญครับ พอท่านมีหน้าที่พิทักษ์ รัฐธรรมนูญ เวลาเกิดรัฐประหารเกิดขึ้นความคาดหวังก็ต้องอยู่ที่ว่า ถ้ามีคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง มาก่อการยึดอำนาจรัฐประหารแล้ว เราเหลือองค์กรนี้อยู่ที่จะทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คนที่เตรียมจะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ องค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญก็ควรที่จะต้อง แสดงบทบาทสู้ยันกับตัวการรัฐประหาร หลักมันก็ต้องเป็นแบบนั้น ดังนั้นบรรดา คณะรัฐประหารก็เฉลียวฉลาดเพียงพอครับ ในเมื่อเขารู้อยู่แก่ใจถ้ามีศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อไป เป็นไปได้หากเกิดศาลรัฐธรรมนูญมาขวางการรัฐประหาร บอกว่าการรัฐประหารนั้นเป็นการ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เดี๋ยวรัฐประหารจะไม่สำเร็จจะยุ่งกันใหญ่ ดังนั้นพอรัฐประหารเมื่อไรครับ นอกจาก ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำมาด้วยคือ ออกประกาศยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ออกประกาศยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้งเสีย ประเทศไทยเราเคยทำแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งครับ เมื่อรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะ คปค. ที่เรียกกันตัวย่อนะครับ เขาฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทิ้ง พร้อม ๆ กับออกประกาศมา ๑ ฉบับครับ สั่งยุบศาลรัฐธรรมนูญในเวลานั้น ทิ้งทันที แล้วตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาชื่อ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใช้เป็นการชั่วคราว นี่คือสิ่งที่รัฐประหารปี ๒๕๔๙ ทำ แต่ครั้งนี้ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมครับ รัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ เป็นรัฐประหารแปลกประหลาด ทั้งในประเทศไทยและในทางสากลด้วยครับ คือก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญก็แล้ว แต่ปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อครับ ผมก็มานั่งคิด แล้วคณะรัฐประหารไม่กังวลใจหรือว่าศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อจะมีโอกาสไปตรวจสอบนะว่า คณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่น่าสนใจครับ เราก็เลยลองมาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ต่อครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และก็ประกาศคำสั่ง ของ คสช. รับรองให้ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้อยู่ต่อมาเรื่อย ๆ ทีนี้มันก็เลยเกิดการลักลั่นกันว่า คสช. ซึ่งเป็นองค์กรรัฐประหารยึดอำนาจเป็นคนไปรับรองให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อ แล้วแบบนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปตรวจสอบ คสช. องค์กรที่มาจากการยึดอำนาจได้หรือไม่ อย่างไร หรืออย่างน้อยที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะมีโอกาสไหมที่จะบอกว่า คสช. นั่นละมีการกระทำ เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ คสช. เขาก็ไปออกรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ มา มาตราสุดท้าย มาตรา ๔๘ เขาเขียนเอาไว้เพื่อนิรโทษกรรมตนเอง เขียนไว้ยาวเฟื้อย สรุปก็คืออะไรที่ตัวเอง ทำในวันยึดอำนาจนั้นถ้าผิดกฎหมายให้พ้นผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง จากนั้นมาตรา ๔๗ ก็ไปเขียนเอาไว้ว่า บรรดาประกาศคำสั่งของ คสช. ทั้งหลายทั้งปวงให้ถือว่าชอบด้วย รัฐธรรมนูญและกฎหมาย เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นแบบนี้ครับ นั่นหมายความว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ไม่มีวันผิด ประกาศ คสช. ที่ออกมาทั้งหมด ไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ คำสั่งของ คสช. ที่ออกมาทั้งหมดไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ เมื่อสภาพการณ์ทางรัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ จึงไม่ต้องสงสัยไม่ต้องแปลกใจเลยครับ มันเป็นธรรมดาอยู่เองที่จำนวนคำร้องที่ร้องมาศาลรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๗ จึงหยุดอยู่ที่ ตัวเลข ๙๖ คำร้อง ไม่มีไหลต่อเนื่องขึ้นไปเป็นหลักร้อย จึงเป็นธรรมดาอยู่เองครับ ที่จำนวนคำร้องในปี ๒๕๕๘ มีเพียง ๓ คำร้อง จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่คำร้องในปี ๒๕๕๙ มีเพียง ๘ คำร้อง จนกระทั่งเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประกาศใช้นั่นละครับ จำนวนคำร้อง มันถึงสปีด (Speed) เร่งเพิ่มขึ้นมาเป็น ๕๑ คำร้อง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นถึงว่า จำนวนสถิติคดีที่อยู่ในรายงานเล่มนี้จำนวนมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด อย่างมีนัยสำคัญ เพราะมันสัมพันธ์กับการยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ มันสัมพันธ์กับ การปกครองประเทศโดยคณะ คสช. ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมานะครับ จำนวนคำร้อง ของศาลรัฐธรรมนูญจึงลดลง เพราะพี่น้องประชาชน องค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ก็คงทราบดีว่าจะเสนอคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญทำไม เพราะในเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ รับรองเอาไว้ทุกสิ่งทุกอย่างหมดแล้วว่า คสช. ถูกเสมอ คำร้องจึงลดลงไปตามลำดับ ท่านประธานครับ ด้วยรัฐธรรมนูญไทยที่กำหนดแบบนี้ ระบบกฎหมายของประเทศไทย ที่ยึดถือกันเป็นจารีตปฏิบัติต่อเนื่องกันมาว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้สำเร็จ จะกลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถ้ายึดไม่สำเร็จกลายเป็นกบฏเราถือกันมาเป็นแบบนี้ตามแนว คำพิพากษาศาลฎีกา ด้วยสภาพการณ์แบบนี้จึงบีบบังคับโดยปริยายว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีโอกาสพิทักษ์รัฐธรรมนูญในช่วงเวลายึดอำนาจ ด้วยสภาพแบบนี้เองจึงบีบบังคับให้ ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นศาลที่ไม่ได้พิทักษ์รัฐธรรมนูญนะครับ ส่วนจะพิทักษ์รัฐประหาร หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญอยากจะตรวจสอบคณะรัฐประหาร อย่างไรก็ตรวจไม่ได้ครับ เพราะมันติดล็อกของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ เอาไว้ ต่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญอยากจะตรวจสอบอย่างไร เห็นว่าประกาศคำสั่งละเมิดสิทธิอย่างไร ขัดแย้งกับปฏิญญาสากลอย่างไร ขัดแย้งกับมาตรา ๔ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ อย่างไร ขัดแย้งกับสิทธิเสรีภาพอย่างไร ก็ตรวจสอบไม่ได้ครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ มันรับรองเอาไว้หมดว่าให้ชอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐธรรมนูญในลักษณะมาตราสุดท้าย ที่เขียนไว้แบบนี้จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานไม่ได้ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถตรวจสอบใด ๆ ได้เลย อย่างไรก็ตามครับ ผมเข้าใจดีครับท่านประธาน เวลารัฐประหารเสียงปืนมันดังขึ้นครับ กฎหมายก็เงียบลงนี่เป็นสุภาษิตกฎหมายโรมัน เวลาเสียงปืนดังขึ้นกฎหมายก็เงียบลง แต่ ณ วันนี้ครับเราอยู่ในปี ๒๕๖๒ เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประกาศใช้แล้ว เรามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว และเรามีรัฐบาลชุดใหม่เกิดขึ้น เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากว่าการถวายสัตย์สมบูรณ์จริงนะครับ ก็เกิดขึ้นเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาที่ตามมาก็คือ เมื่อยามคณะรัฐประหารยึดอำนาจเสียงปืนดังขึ้น กฎหมาย เงียบลง แต่ ณ วันนี้เสียงปืนสงบลงไปแล้ว จะถึงเวลาที่กฎหมายกลับมาดังขึ้นเหมือนเดิม ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากให้ความเห็นตรงนี้นิดหนึ่งว่า ณ เวลานี้ยังมีประกาศ คำสั่ง คสช. อีกเป็นจำนวนมากซึ่งมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ แล้วมีเนื้อหาหลายอย่าง ที่มันขัดกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เรื่องเหล่านี้เรามีโอกาสไหมครับที่จะเสนอคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่าประกาศคำสั่ง คสช. ขัดกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ท่านประธานครับ คนร่างรัฐธรรมนูญเขามองการณ์ไกลครับ เขาก็เขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไว้ในมาตรา สุดท้าย คือมาตรา ๒๗๙ บอกว่าอะไรที่เคยบอกว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต่อไป นั่นหมายความว่า ณ วันนี้เกิดพวกเราอยากจะ โต้แย้งว่าประกาศ คสช. ขัดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถ้าไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะอ้างได้อีกว่ามาตรา ๒๗๙ นั้นวินิจฉัยรับรองความชอบเอาไว้หมดแล้ว ผมจึงเรียนว่า นี่คือสภาพปัญหา แน่นอนที่สุดครับท่านประธาน ทางพวกผมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราจะ หาทางช่วยศาลรัฐธรรมนูญให้มีโอกาสตรวจสอบประกาศคำสั่ง คสช. เหล่านี้ครับ พวกเราจะ พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ให้ได้ อย่างน้อยที่สุด พวกเราจะได้มีโอกาสตรวจสอบประกาศคำสั่ง คสช. เสียทีว่ามันมีโอกาสขัดหรือแย้ง กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กลับมามีโอกาสพิจารณาคำร้อง มากขึ้น ๆ ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กลายเป็นศาลรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คอยตรวจสอบว่าประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ผมขอพูดถึงผลการดำเนินการในเรื่องงานวิจัยของสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๖๐ นั้น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีโครงการงานวิจัยอยู่ ๒ โครงการใหญ่ ๆ โครงการที่ผมสนใจมากก็คือเรื่องของการละเมิดอำนาจศาล ศึกษา เปรียบเทียบศาลรัฐธรรมนูญไทยกับต่างประเทศ ในรายงานนี้ท่านก็สรุปเอาไว้อย่างสังเขป อ่านแล้วเข้าใจชัดเจนอยู่ในหน้า ๕๑-๕๓ จากรายงานการวิจัยนี้ผมเข้าใจว่าสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญใช้งบประมาณเพื่อจะให้นักวิชาการมาศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ก็เพราะว่ามีความคิด กันจริง ๆ ว่าสุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญควรจะมีกฎหมายเรื่องละเมิดศาลให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ในท้ายที่สุดไม่มากก็น้อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๘ วรรคสาม ก็ได้เขียนเอาไว้แบบนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่าน การวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยคดีที่กระทำโดยสุจริตและมิได้ ใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย ไม่มีความผิดฐานละเมิด อำนาจศาล นั่นหมายความว่ากฎหมายมาตรา ๓๘ วรรคสาม นี้บอกเอาไว้ว่า วิจารณ์ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่การวิจารณ์นั้นต้อง ๑. สุจริต ๒. ไม่ใช้ถ้อยคำ หรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ถ้าวิจารณ์ลักษณะ แบบนี้ไม่ผิดฐานละเมิดอำนาจศาล อ่านมาตรา ๓๘ วรรคสาม แบบนี้เราก็เบาใจว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยมาผมเตรียมวิจารณ์แน่นอนตามอาชีพที่ผมเคยเป็นมา แล้วก็การวิจารณ์ก็ไม่ได้สงวนไว้ให้กับนักวิชาการอย่างเดียว คนเป็น ส.ส. ก็ต้องวิจารณ์ได้ ผมเห็นกฎหมายท่านเขียนข้อนี้ก็รู้สึกดีใจว่าเรามีโอกาสวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่การเขียนแบบนี้ในทางกลับกันนั่นหมายความว่า ถ้าเราอ่านมาตรา ๓๘ วรรคสาม กลับกัน ถ้าหากเราวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เข้าเงื่อนไขว่าสุจริต ไม่เข้าเงื่อนไขว่าไม่ใช้ ถ้อยคำ หรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย แบบนี้เท่ากับละเมิดอำนาจศาล ใช่หรือไม่ แบบนี้เท่ากับละเมิดอำนาจศาลใช่หรือไม่ ท่านสมาชิกในห้องนี้หลายท่าน เรียนนิติศาสตร์ ท่านเลขาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาจากสำนักงานศาลก็คงมีความรู้ เรื่องนิติศาสตร์กันเป็นอย่างดีว่าคำว่า ละเมิดอำนาจศาล จริง ๆ แล้วเขาใช้กันที่ไหน ภาษาฝรั่งเขาเรียก คอนเทมพ์ ออฟ คอร์ต (Contempt of court) คอนเทมพ์ ออฟ คอร์ต (Contempt of court) คืออะไร ละเมิดอำนาจศาลคืออะไร คือมันมีปัญหาเวลาศาลนั่ง บัลลังก์กำลังพิจารณาคดี แล้วมีคนไปขัดขวางการพิจารณา ไปปิดล้อมศาล ไปก่อความไม่สงบ วุ่นวายในศาล ไปขัดคำสั่งศาลไม่ให้ศาลดำเนินการต่าง ๆ อย่างนี้คือละเมิดอำนาจศาล ความผิดฐานนี้อยู่ใน ป.วิ.แพ่ง ป.วิ.แพ่ง ก็บอกให้ศาลที่นั่งบัลลังก์อยู่นั้นสั่งได้เลย เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องละเมิดอำนาจศาล ละเมิดอำนาจศาลจึงไม่เกี่ยวอะไรกับการ วิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้นการวิจารณ์คำพิพากษา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อให้ไม่สุจริต ต่อให้ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ต่อให้ใช้ถ้อยคำเสียดสีมันก็ไม่ผิดละเมิดอำนาจศาลโดยตัวมันเอง อยู่แล้วครับ โดยตัวมันเองมันไม่ผิดละเมิดอำนาจศาลอยู่แล้ว แต่แน่นอนถ้ามันมีเรื่องดูหมิ่น หมิ่นประมาทตุลาการท่านใด ท่านก็ไปดำเนินคดี ไปว่ากันของท่านเอง โดยธรรมชาติของ การวิจารณ์คำวินิจฉัยมันไม่ผิดละเมิดอำนาจศาลอยู่แล้วครับ แต่พอท่านเขียนกฎหมายมาตรา ๓๘ วรรคสามมาแบบนี้ พออ่านแล้วก็หมายความว่า การวิจารณ์อาจจะผิดละเมิดอำนาจศาลได้ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขสุจริต หรือไม่เสียดสี ไม่หยาบคาย ไม่อาฆาตมาดร้าย ผมคิดว่าเรื่องนี้จึงเป็นปัญหา ผมยกตัวอย่างให้เห็นก็ได้บังเอิญว่าพรรคผม โดนหลายคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ สมมุตินะครับ อันนี้ไม่ได้แช่งตัวเองเกิดวันดีคืนดี ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยยุบพรรคของผม แล้วผมวิจารณ์ได้หรือไม่ครับ ถ้าผมวิจารณ์ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ผมสุจริตหรือไม่ หรือพี่น้องประชาชน คนทั่วไปที่ไม่ได้เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยยุบพรรคเขาวิจารณ์ได้หรือไม่ แล้วถ้าวิจารณ์แล้วจะผิด ละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นการเอาตัวเองเข้ามายกตัวอย่างให้เห็น จะได้เห็นภาพกันชัด ๆ ผมเรียนว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่วินิจฉัยความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วผูกพันทุกองค์กรเป็นที่สุด ดังนั้นวิธีการตรวจสอบถ่วงดุล ศาลรัฐธรรมนูญเหลืออยู่ทางเดียวคือการวิพากษ์วิจารณ์ การวิพากษ์วิจารณ์ไม่มีทางไป เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของพวกท่านได้ กลไกการวิพากษ์วิจารณ์นั้นตรงกันข้าม กลับจะช่วย การตรวจสอบในการทำงานของท่านให้ได้มาตรฐานมากขึ้น ผลักดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีการปรับปรุงแก้ไขต่อไป บางทีอาจจะผลักดันให้มีการแก้กฎหมายเป็นประโยชน์ในทาง วิชาการ เป็นระบบการตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าการที่ท่านเขียน มาตรา ๓๘ วรรคสาม โดยใช้คำว่าต้องสุจริต ไม่หยาบคาย ไม่เสียดสี ถ้อยคำมันกว้างจริง ๆ อย่างไหนเรียกว่าสุจริต อย่างไหนเรียกหยาบคาย อย่างไหนเรียกเสียดสี อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ พอกฎหมายกำหนดลักษณะแบบนี้ผลที่ตามมาคืออะไรครับ บุคคลทั้งหลายที่มีเสรีภาพ ในการวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์กรของรัฐจะใช้กฎหมายกับตนเองอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเซนเซอร์ (Sensor) ตัวเองไม่วิจารณ์ดีกว่า มันจะเกิดระบบเซนเซอร์ (Sensor) ตัวเองไม่กล้าใช้เสรีภาพ เพราะกลัวใช้เสรีภาพแล้วจะผิด ผมอยากจะชี้ตรงนี้ให้เห็น เป็นประเด็นครับ ผมเรียนอย่างนี้คืออยากจะให้ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตัว ศาลรัฐธรรมนูญเองพยายามอดทนอดกลั้นต่อการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยต่าง ๆ ไม่มีใครไป เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของพวกท่านได้ พวกเราประชาชนคนธรรมดา นักการเมืองธรรมดา ไม่มีอาวุธที่จะไปยึดอำนาจก่อการรัฐประหารแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง หรือฉีกคำวินิจฉัยที่ พวกท่านออกมา พวกเราไม่มีปัญญาทำแบบนั้น เรามีแต่ความคิด สมอง ปาก ปากกาที่จะ วิพากษ์วิจารณ์กัน การวิพากษ์วิจารณ์จึงไม่ใช่การทำลายศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเกราะ คุ้มกันให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ยืนหยัดเคียงข้างกับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง และตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรสำคัญในการพิทักษ์รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการสร้างหลักนิติรัฐ คุ้มครองสิทธิของบุคคล คุ้มครองเสียงข้างน้อย แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นองค์กรหนึ่งซึ่งอยู่อาศัยสังกัดในระบอบ ประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องเป็นไปเพื่อพัฒนา ประชาธิปไตย สนับสนุนประชาธิปไตย มิใช่ขัดขวางหรือสกัดกั้นประชาธิปไตย ผมอยากเห็น ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยเราทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เป็นเสาหลักให้กับ บ้านเมือง เป็นเสาหลักให้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่น ศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกลไกสำคัญที่จะต้องประคับประคองบ้านเมืองในช่วงยามหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญจริง ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลทั้งหมดที่ผมขออนุญาตใช้เวลาสภาแห่งนี้ เพื่ออภิปราย ผมเข้าใจดีกว่าการอภิปรายของผมไม่รู้ว่าจะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลง ในอนาคตหรือไม่อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดได้บันทึกกันไว้ในที่ประชุมว่าทางผมเอง เนื่องจากประกอบอาชีพทางนี้มา ก็มีความคาดหวังกับศาลรัฐธรรมนูญ อยากให้ศาล รัฐธรรมนูญนั้นดำรงต่อไป อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานให้ได้มีประสิทธิภาพต่อไป แล้วหวังว่าการอภิปรายนี้จะเป็นประโยชน์เพื่อจะให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญนำไปปรับปรุงพัฒนาแก้ไขต่อไปครับ ขอบคุณครับ