องอาจ ชี้บทบาทศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองรัฐธรรมนูญ-สร้างความเชื่อมั่น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒

องอาจ คล้ามไพบูลย์ หารือเกี่ยวกับรายงานประจำปี 2560 ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยชี้ถึงความครอบคลุมของเนื้อหาและสถิติการร้องเรียนที่ไม่สูงแต่สามารถวินิจฉัยได้ทันที พร้อมย้ำบทบาทสำคัญของศาลในฐานะองค์กรอิสระที่เกิดจากความขัดแย้งในอดีตและมีหน้าที่คุ้มครองรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุด รวมถึงเน้นย้ำความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผ่านการดำเนินงานที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นสถาบันหลักที่เข้มแข็งและได้รับความศรัทธาในระยะยาว

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านประธานครับวันนี้เราพิจารณารายงานประจำปี ๒๕๖๐ ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารที่ทางสภาส่งให้เพื่อนสมาชิกแล้ว ผมเชื่อว่า ก็ไม่ค่อยได้แตกต่างจากรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ หรือรายงานอื่น ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า รายงานฉบับนี้ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นรายงานที่มีความครอบคลุมในเรื่องราวเกี่ยวกับ รายงานประจำปี ในปี ๒๕๖๐ อยู่พอสมควร จากรายงานที่มีความครอบคลุมนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีความตั้งใจพยายามที่จะทำให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาได้เห็นความคืบหน้า เห็นความตั้งใจที่จะปฏิบัติ หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในปี ๒๕๖๐ ดูจากสถิติอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้บอกไป บางท่านแล้วว่า สถิติก็มีผู้ร้องเข้ามายังศาลรัฐธรรมนูญมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ในแต่ละปี แต่เฉพาะในปี ๒๕๖๐ นั้นถ้าเราดูสถิติก็ต้องถือได้ว่ามีผู้ร้องเข้ามาไม่ได้มากนัก แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถทำหน้าที่ในการวินิจฉัยจนกระทั่งมีเรื่องค้างอยู่ไม่กี่เรื่อง ผมคิดว่า เรื่องค้างตามศาลต่าง ๆ นั้นผมเชื่อว่าพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือพี่น้องประชาชนทั่วไปต่างตระหนักดีว่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าดูจากสถิติของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีเรื่องค้างในแต่ละปีค่อนข้างน้อย ส่วนมากก็สามารถ วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปในปีนั้น ๆ อันนี้เป็นประการแรกที่ผมอยากจะให้ข้อสังเกต แล้วก็ไม่อยากให้ มีเรื่องใด ๆ ค้างในการพิจารณาแต่ละปี นอกเหนือจากนั้นผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด เราต้องมี ความเข้าใจร่วมกันก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญที่ถือกำเนิดเกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์ในเรื่องที่มาของศาลรัฐธรรมนูญนี้ ผมเชื่อว่าก็เริ่มต้นจากความขัดแย้ง ที่อาจจะเห็นไม่ลงลอยกัน ในช่วงแรก ๆ ของการมีสภาและมีการวินิจฉัยในเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น พัฒนาการก็เริ่มต้นมาจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ เพื่อดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ซึ่งศาลฎีกา ได้มีวินิจฉัยต่อมาว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าศาลฎีกา เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ในขณะที่ ฝ่ายนิติบัญญัติพูดง่าย ๆ คือพวก ส.ส. ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ก็เกิด การโต้แย้งกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการว่า องค์กรใดเป็นองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัย ชี้ขาดปัญหาของความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ดังนั้นเพื่อแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ จึงกำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อเป็นองค์กรทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย และต่อมาก็พัฒนา มาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ผมเริ่มต้นตรงนี้ก็เพื่อที่จะบอกกับท่านประธานว่า จะเห็นได้ว่า ก่อกำเนิดของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็เกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่เห็นไม่ตรงกัน ระหว่างองค์กรที่มีภาระหน้าที่ในการวินิจฉัยกับฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อเรามาดูศาลรัฐธรรมนูญ ในปัจจุบัน เราก็เห็นได้ชัดเจนว่าภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ของศาลรัฐธรรมนูญมีรายละเอียด เพิ่มมากขึ้นหลายประการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่หลัก ๆ อยู่ ๓ ประการ คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ นี่เป็นประการแรก

ประการถัดมา คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และถัดมาคือการรักษา ความสมดุลในระบบการเมืองตามหลักนิติธรรม แต่พอเรามาดูรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ หน้าที่และอำนาจบัญญัติไว้ชัดเจนประมาณ ๓ ประการด้วยกัน คือพิจารณาวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับ หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ และหน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ในรายงานฉบับนี้แล้ว ผมไม่ขอกล่าวถึงนะครับว่ามีอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อเราดูอำนาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรจากจุดเริ่มต้น ของการมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมาถึงศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ถึงแม้ว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยบัญญัติไว้ค่อนข้างเด็ดขาดว่า สิทธิเด็ดขาดตีความ รัฐธรรมนูญเป็นของสภาผู้แทนราษฎร แต่เราคงไม่สามารถที่จะย้อนไปทำอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อมีศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมา เราจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่มาวินิจฉัยความเห็นหรือบทบาทภาระหน้าที่ หรือการกระทำใด ๆ ที่มีความเห็นแตกต่างกันในสังคมนี้มากมายหลายประการอย่างที่ผมได้บอก ไปแล้ว เพราะฉะนั้นแน่นอนเมื่อมีคำวินิจฉัยใด ๆ เกิดขึ้นย่อมมีความเห็นออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนใดก็ตามที่ได้รับประโยชน์จากการวินิจฉัยนั้น ก็จะกล่าวชื่นชมยินดีในการทำหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อใดก็ตาม ใครก็ตามที่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยนั้น ก็จะกล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญในทางที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ แน่นอนที่สุดผู้ที่ได้รับ ผลกระทบอาจจะมีความไม่พึงพอใจ ไม่พอใจในคำวินิจฉัยนั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวถึง คำวินิจฉัยในการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เฉพาะที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เกิดความเสียหายเท่านั้น ผมเชื่อว่าก็จะทำให้องค์กร ซึ่งเป็นองค์กรหลักองค์กรหนึ่งของประเทศ ซึ่งอาจจะทำถูกใจเราบ้าง หรือไม่ถูกใจเราบ้างนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ก่อให้เกิดความเสียหาย และถ้าบ้านเมืองนี้ไม่มีองค์กรใด มาทำหน้าที่ เมื่อไรก็ตามที่องค์กรที่บุคคลในบ้านเมืองนี้เกิดปัญหา เกิดผลกระทบ เกิดความขัดแย้งใด ๆ ขึ้นมา ผมเชื่อว่าตรงนั้นจะเกิดอันตรายมากยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อใด ก็ตามเราให้ความคิดเห็นใด ๆ ที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเราคงจะต้องคำนึงถึง ผลกระทบไม่ใช่เกิดขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญครับ แต่ผมคิดว่าต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิด ขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าการทำหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญแต่ละชุด แต่ละคณะ หรือแต่ละเรื่อง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปนั้น ผมเชื่อว่าคนในสังคมนี้คงไม่มีใครเห็นตรงกันทั้งหมด ทุก ๆ คำวินิจฉัย ย่อมมีความเห็นแตกต่างอย่างที่ผมบอกไปแล้ว แต่เราต้องคำนึงถึงผลรวม ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นต่อคำวินิจฉัยต่าง ๆ นั้นจากการแสดงความคิดเห็นของเรา ไม่ว่าจะเป็นบวก หรือลบก็ตาม

ทีนี้เรามาดูว่าแผนยุทธศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญตามรายงานฉบับนี้ ระบุว่า ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๐-๒๕๖๔ วิสัยทัศน์ผมเชื่อว่าพวกเราทราบชัดเจนดีอยู่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเป็นสถาบันหลักที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ตามหลักนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยมีกลไกสนับสนุนงานที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ผมคิดว่านี่เป็น วิสัยทัศน์ครับ เราจะเขียนวิสัยทัศน์อย่างไรก็เขียนได้ครับ เราจะเขียนวิสัยทัศน์ให้เคลิบเคลิ้ม ให้ดูสวยหรูอย่างไรก็ได้ครับ แต่ผมคิดว่าเราจะดำเนินการตามวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไรนั้นบุคคลที่อยู่ในสังคมนี้จะเป็นคนตัดสิน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าการกระทำของท่านนั้นเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ท่านได้เขียนไว้ หรือไม่ มาดูเป้าประสงค์ก่อนครับ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ ที่ผมพูดถึงเป้าประสงค์ ก่อนเพราะเดี๋ยวผมจะย้อนมาให้เห็นว่าพันธกิจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร เป้าประสงค์มี ๓ ข้อ ยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานการพิจารณาคดีสู่ระดับสากล ผมคิดว่า ตรงนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร ซึ่งผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญคงจะต้องเปิดใจกว้าง ที่จะรับฟังว่าเป้าประสงค์ของเราที่จะเดินไปถึงนั้นทำอย่างไรที่จะเดินไปถึงให้ไวที่สุดให้มาก ที่สุด ประการที่ ๒ เสริมสร้างและพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีความเข้มแข็ง บุคลากรมีความสามารถควบคู่คุณธรรมและจริยธรรม อันนี้ก็เป็นเรื่องภายในของท่าน อันที่ ๓ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเป้าประสงค์ข้อ ๓ นี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากซึ่งไปสอดคล้อง กับพันธกิจในข้อ ๔ ของศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏในรายงานของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พันธกิจในข้อ ๔ บอกไว้ว่า สร้างความเชื่อมั่นต่อภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมผมถึงพูด ถึงเรื่องความเชื่อมั่นมากทั้ง ๆ ที่พันธกิจมีทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกันนะครับ ซึ่งท่านทั้งหลาย สามารถเปิดอ่านได้ในรายงานฉบับนี้ ที่ผมพูดถึงเรื่องความเชื่อมั่นทั้งข้อ ๔ ความเชื่อมั่นต่อ ภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญในพันธกิจและข้อ ๓ ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ของศาลรัฐธรรมนูญ คือเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและความศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็เพราะว่าถ้าเมื่อใดก็ตามศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ให้กับ พี่น้องประชาชนได้ ผมว่าน่าจะเป็นวิกฤติของประเทศอีกวิกฤติหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เราตั้งใจที่จะมี ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งก็เพื่อมาเป็นส่วนสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการปกครองของเรา แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คนในสังคมนี้ได้ ผมเชื่อว่าเราคงไม่สามารถไปปฏิรูปการเมืองหรือทำอย่างอื่นใด ผมถึงอยากตั้งเป้าว่า จะเป็นรายงานปี ๒๕๖๐ ก็ดี หรือปีต่อ ๆ มาที่จะตามมาก็ดี ผมอยากจะเห็นความคืบหน้าและ ในปีต่อ ๆ มาที่จะมีรายงานนั้นอยากจะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญปรากฏในรายงานฉบับต่อ ๆ มา ได้หรือไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นได้หรือไม่อย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในองค์กรนี้ได้แล้ว ใครก็ตามที่จะมาพูด ในแง่ลบ จะมาหาทุกวิถีทางในการที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อพี่น้อง ประชาชนก็น่าจะลดน้อยถอยลง เพราะฉะนั้นผมอยากย้ำกับท่านประธานว่าเราอาจจะ พึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ผมเชื่อว่าเราจะต้องไม่ทำลายศาลรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เราต้องช่วยกันทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นคงอยู่ด้วยการทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนและทำให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้ให้เป็นองค์กรหลักในการวินิจฉัยปัญหาข้อขัดแย้ง หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นปัญหาของ ประเทศมีต่อไปในอนาคตครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ