เทพไท เสนพง์ ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดทำรายงานของศาลรัฐธรรมนูญที่เน้นรูปลักษณ์สวยงามจนอาจสิ้นเปลืองงบประมาณ โดยเสนอให้จัดทำในรูปแบบที่ประหยัดมากขึ้น เช่น การใช้แผ่นซีดีแทนหนังสือขนาดใหญ่ พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการพิจารณาคดีของศาลที่ลดลงอย่างมากในปี 2558 และวิพากษ์วิจารณ์หลักสูตรอบรมพิเศษขององค์กรตุลาการ โดยเฉพาะหลักสูตร นธป. ที่เปิดโอกาสเฉพาะกลุ่มคนมีอำนาจ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและเรียกร้องให้เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมมากขึ้น
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ แล้วตั้งใจที่จะฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายมากกว่า แต่ว่าเมื่อหลายท่านอภิปรายมา ก็ไม่ตรงกับสิ่งที่ผมติดใจอยู่หรืออยากรู้ ก็เลยขออนุญาตท่านประธานอภิปรายซักถามด้วยตนเอง เรื่องรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าฉบับนี้ทำได้สวยงามมาก เหมาะสำหรับ การเก็บไว้ แต่ถ้าจะใช้ในสภาแห่งนี้ผมก็ต้องเรียนกับท่านเลขาธิการศาลว่าครั้งต่อไปถ้าจะทำ สัก ๒ ชุดก็น่าจะได้ สำหรับชุดที่ดีแบบนี้ก็เอาไว้สำหรับที่หอสมุด ห้องสมุดเก็บไว้ได้นาน แต่ว่าถ้าสำหรับการอภิปรายของพวกเราในสภาผู้แทนราษฎรก็ใช้กระดาษไม่ต้องขนาดนี้ หรอกครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เราก็จะขีดเขียนกันแล้วก็จบกัน แล้วหลายท่านก็ไม่ได้เอาไปไว้ ที่บ้านหรอกครับ เพราะว่ามันจะเป็นเหยื่อของปลวก เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดีที่สุดเก็บไว้นาน ๆ ก็อย่างนี้ดีที่สุดนะครับ แผ่นซีดี (CD) ในยุคนี้ก็ไม่เปลืองที่ แล้วก็ไม่เสื่อมสลายค่อนข้างจะดี เพราะฉะนั้นก็เป็นข้อสังเกตว่าการทำรายงานเล่มนี้ก็ถือว่าสวยงาม แต่ว่าอาจจะสิ้นเปลือง งบประมาณไปนิดหนึ่ง แม้ว่าอาจจะไม่มาก แต่ผมก็คิดว่าถ้าเราประหยัดได้ก็ดี ผมยึด แนวนโยบายการประหยัดของท่านประธาน ชวน หลีกภัย นะครับว่า แม้แต่น้อยถ้าหากว่า เป็นการประหยัดก็ถือว่าเป็นการดี
ในรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ ผมได้เปิดดูในสารบัญทั้งหมด ในส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของโครงสร้างที่มา ประวัติ แต่ว่า ที่ผมจะอภิปรายต่อท่านประธานก็คือในส่วนที่ ๓ เรื่องผลการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญในหมวด ๓ ว่าด้วยสถิติของการพิจารณาของศาล ซึ่งผมเห็นว่าก็ค่อนข้างที่จะชัดเจน แต่ว่าสิ่งที่ผม ติดใจอยู่แล้วก็อยากจะเรียนถามกับผู้ที่มาชี้แจงว่า ในผลการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็สถิติตั้งแต่ปี ๒๕๔๑-๒๕๖๐ ถ้าท่านประธานจะดูว่าคำร้องในช่วงปีแรก ๆ นี้ก็จะเยอะ แล้วก็ได้พิจารณาผลการดำเนินงานรวมก็ถือว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธาน แต่มาติดใจตรงที่ ปี ๒๕๔๘ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามา ๓ เรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญมีผลการดำเนินการได้ ๑ เรื่อง ถ้าดู ร้อยละอัตราส่วนเปอร์เซ็นต์พัฒนาขึ้นจาก ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ มาเรื่อยเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๗ แต่ว่าพอปี ๒๕๕๘ เหลือ ๓๓.๓ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ที่ติดใจอยากจะถามก็คือว่า ใน ๓ คดีนี้ผมไม่แน่ใจว่ามีความยากลำบากหรือสลับซับซ้อน ในการพิจารณาอย่างไรแค่ไหนถึงพิจารณาในปีนี้ได้แค่ ๑ เรื่อง ในขณะที่ปี ๒๕๕๙ มีคำร้อง มา ๙ คำร้องพิจารณาเสร็จหมด ถือว่าได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ครับ ผมคิดว่าถ้าหากว่า เหมือนปีก่อน ๆ ที่มีระดับร้อยกว่าผมก็ไม่ติดใจหรอกครับ เพราะผมคิดว่าระดับร้อยกว่า ก็อาจจะใช้เวลา แต่ว่าเมื่อปี ๒๕๕๘ แค่ ๓ เรื่องเข้ามาพิจารณาได้เรื่องเดียว ซึ่งอันนี้ ผมก็อยากจะขอความชัดเจนนิดหนึ่ง ขอความกระจ่างนิดหนึ่งนะครับ
ส่วนที่ ๒ ที่อยากจะอภิปรายก็คือเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาอบรมตามประเภท และหลักสูตรภายนอกองค์กรของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมก็สนับสนุนที่จะให้บุคลากรของศาลรัฐธรรมนูญไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ถ้าดูจาก รายงานฉบับนี้จะเห็นได้ว่าบุคลากรของศาลรัฐธรรมนูญได้ไปเข้าสู่การฝึกอบรมเพื่อพัฒนา ตนเอง แล้วก็องค์กรในหลายหลักสูตรนะครับ ซึ่งบางหลักสูตรก็ ๑ คนบ้าง ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ผมก็เข้าใจว่าตามโควตาที่หลักสูตร เขาให้มา แต่ว่าอีกหลักสูตรหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นหลักสูตรที่โด่งดังเลยครับ ก็คือโครงการอบรมหลักสูตร หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย หรือ นธป. ผมอยากจะ เรียนกับท่านประธานว่า หลักสูตรฝึกอบรมพิเศษในช่วงนี้ในยุคนี้ ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ทุกองค์กรพยายามที่จะสร้างหลักสูตร พยายามที่จะเปิดหลักสูตรใหม่ ๆ เพื่อที่จะให้ คนทุกคนเข้ามาศึกษาเข้ามาฝึกอบรมในหลักสูตรนั้น ๆ และถ้าท่านประธานจะไปดูรายชื่อ จะเห็นได้ชัดครับท่านประธานก็มีอยู่ในกลุ่มจำกัด กลุ่มนี้ผมก็คิดว่าประมาณคร่าว ๆ ก็ระดับสัก ๑,๐๐๐ คน ซ้ำแล้วซ้ำอีก พาไปหลักสูตรโน้น แนะนำไปหลักสูตรนี้ ที่ผมอภิปราย ตรงนี้ก็คือว่า ผมไม่เห็นด้วยกับหลักสูตรพิเศษขององค์กรที่เกี่ยวกับความยุติธรรม องค์กรอื่น ๆ ผมไม่ติดใจท่านประธาน องค์กรพลังงาน องค์กรของทางการเมือง ผมก็ไม่ได้ ติดใจอะไร แต่ว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมของศาล ผมไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นเลย ครับท่านประธาน ผมเรียนหลายหลักสูตรเหมือนกัน แต่ว่าในหลักสูตรขององค์กรที่เกี่ยวกับ ความยุติธรรม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญเปิดโครงการอบรมหลักสูตร หลักนิติธรรม เพื่อประชาธิปไตย หรือ นธป. ศาลยุติธรรมเปิดหลักสูตรกระบวนการยุติธรรมระดับสูงหรือ บ.ย.ส. ศาลปกครองเปิดหลักสูตรกฎหมายสำหรับผู้บริหารระดับสูงหรือ กปส. กกต. พัฒนา การเมืองและการเลือกตั้งระดับสูงหรือ พตส. ถ้าท่านประธานจะดูชื่อหลักสูตรส่วนใหญ่ ระดับสูงท่านประธานระดับต่ำเรียนไม่ได้ ชาวบ้านเรียนไม่ได้จริง ๆ ตรงนี้หลักสูตรนี้ ท่านประธานจะทำให้คนชั้นสูงหรือคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่มีโอกาสกว่าคนอื่นเข้าไปเรียนครับ ท่านประธาน และยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในสังคม คนเหล่านี้เข้าไปเรียนแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้จักกันมักคุ้นกัน แล้วก็ช่วยเหลือกัน มีเครือข่าย หรือภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่าคอนเนกชัน (Connection) ท่านประธานลองคิดดูถ้าคนในวงการยุติธรรม ศาลยุติธรรมไปคบกับบุคคลภายนอกที่เป็นพ่อค้า ที่เป็นนักธุรกิจ อะไรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นที่ผมติดใจเรื่องหลักสูตรโครงการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย นธป. ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอภิปรายไปถึงหลักสูตรอื่นของศาลด้วย ตรงนี้เองครับ ท่านประธาน ผมก็คิดว่าอยากจะให้องค์กรเหล่านี้ได้คิดถึงคนที่เป็นคนส่วนน้อยในสังคม ที่ยังไม่มีโอกาสเข้ามาถึงหลักสูตรเหล่านี้ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมคาดหวังกับ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้กำลังใจกับศาลรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด และผมก็เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรสูงสุดในองค์กรศาล เพราะอย่างน้อยที่สุดก็คือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ วรรคสี่ ก็ได้บอกว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพัน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ นั่นแสดงว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีบทบาทสำคัญ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญอาจจะปฏิบัติหน้าที่อาจจะถูกใจคนอื่น อาจจะถูกใจคนบางกลุ่ม หรือไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม คนที่ได้รับประโยชน์ที่สมหวังก็อาจจะ ถูกใจ คนที่ผิดหวังก็อาจจะไม่ถูกใจไม่พอใจ แล้วก็อาจจะตำหนิติฉินนินทาศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมก็อยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง เพราะท่านคือองค์กร ที่สำคัญที่สุดตามรัฐธรรมนูญ ผมก็ขออภิปรายและให้กำลังใจเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ