สงวน พงษ์มณี หารือเกี่ยวกับเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญ โดยชื่นชมความโปร่งใสในการเปิดเผยทัศนะและกระบวนการตัดสิน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของอิสระภาพและความเป็นกลางขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะในการวินิจฉัยเขตอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้มีการวิจัยเพื่อชี้ชัดขอบเขตอำนาจเพื่อป้องกันการละเมิดกันในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน วันนี้ขอมาแสดงความคิดเห็นในเอกสารรับทราบของทาง ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนอื่นผมต้องเรียนท่านประธานว่าผมไม่ได้มีความรู้ทางนิติศาสตร์ ไม่ได้มี ปริญญาทางนี้ แต่ผมเป็นคนที่สนใจแล้วก็อยู่ในสภานี้มานาน ก็คงจะไม่พูดถึงเรื่องอื่น ก็จะพูดถึงหนังสือเล่มนี้ ผมอ่านจบครั้งแรกเลยผมไปเปิดหน้าหลังสุด ๑๘ ท่านที่เป็นคนสร้าง เอกสารชิ้นนี้ผมต้องขอพูดว่าดีใจมากที่ท่านเปิดเผยแสดงทัศนะของตัวเอง แล้วก็พูดถึง เทคนิคกฎหมาย พูดถึงกลยุทธ์ และพูดถึงเจตจำนงขององค์กรท่านไว้ในเล่มนี้อย่างครบถ้วน จึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าผมไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องความไม่เป็นกลางอะไร เพราะว่า ผมเองต้องบอกท่านว่าผมรู้เรื่องศาลรัฐธรรมนูญดี เพราะผมเป็นหนึ่งใน ส.ส.ร. ปี ๒๕๔๐ ซึ่งสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญขึ้น แล้วมีข้อโต้แย้งอะไรในครั้งปี ๒๕๔๐ วันนี้มันก็เกิดผล ตามนั้นแล้วนะครับท่านประธาน ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่าชั้นที่เราจะตัดสินว่าควรจะมี องค์กรอะไรบ้างในศาลรัฐธรรมนูญมันเกิดขึ้นว่าจะเป็นตุลาการหรือไม่ จะเป็นศาลหรือไม่ ประเด็นต่าง ๆ นี้พูดอภิปรายกันมาและพูดกันตรงนั้นหลายวันมาก ในที่สุดก็มีการลงคะแนน กันว่าจะเอาแบบไหน ผมเองอยู่ในส่วนครั้งแรกผมไม่ตัดสินใจผมฟังก่อน ในที่สุด ท่านประธานครับ เราไม่เป็นห่วงว่าตอนนั้นที่ไม่มีข้อกฎหมาย หรือข้อบังคับว่าหมิ่นศาล เพราะเราถือว่าเป็นศาลที่พิจารณาเรื่องการเมือง และที่สำคัญนะครับท่าน ผมไม่เป็นกังวลหรอก วันนี้ว่าองค์กรนี้จะไม่เป็นกลาง เพราะท่านต้องบันทึกคำวินิจฉัยส่วนตนเปิดเผย มันเป็น การบอกกล่าวว่าชีวิตของท่านทั้งชีวิต เรื่องนี้ท่านตัดสินอย่างไร ความถูกผิดมันอยู่ที่กาลเวลา ความยั่งยืนของการตัดสิน มันก็อยู่ที่กาลเวลา ๖๐ กว่าปีที่แล้วนะครับ ประเทศหนึ่งไล่ฆ่าคนเผ่าพันธุ์หนึ่ง หนีออกมา คนช่วยผิดนะท่าน ๖๐ กว่าปีต่อมาประเทศนั้นต้องบอกว่าต้องออกกฎหมายคืนความเป็นธรรม ให้กับคนช่วยที่ผิดในวันนั้นว่าไม่ใช่เลย เขาช่วยคนหนีตาย เขาไม่ควรจะมีความผิด เห็นไหมครับ ๖๐ กว่าปีต้องออกกฎหมายคืนความบริสุทธิ์ให้เขา ท่านครับ ในเอกสารฉบับนี้ ผมชอบ ที่ท่านเขียนตั้งแต่บทนำเลยครับ อ่านบทนำมาตอนกลาง ๆ ท่านไปอ่านสิครับ ที่อ้างถึง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ ถึงอำนาจหน้าที่ท่าน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พูดถึงเรื่องนี้ไหม เราพูดว่าเมื่อมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญมากมายใช้ไป ๕ ปี อย่างไรก็ต้องเกิดความขัดแย้ง เรื่องเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ มันเป็นจริงครับ วันนี้หนังสือฉบับนี้ข้อ ๓ เขียนชัด บอกว่าภารกิจอันหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญคือต้องวินิจฉัยอำนาจและหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ผมคงไม่สามารถจะยกสถานการณ์ใดมาอธิบายเรื่องที่ผมจะพูดต่อ ๆ ไปนี้ ก็ต้องเอาตัวเอง นี่ละครับมาอธิบาย ท่านครับ รัฐสภาเป็นอำนาจหนึ่ง ปี ๒๔๗๕ มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ อำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎร ปี ๒๔๙๐ อำนาจอธิปไตยมาจากราษฎรท่าน ปี ๒๕๔๐ เราเขียนกลับไปที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เป็นของ นะครับ ไม่ใช่ มาจาก ใครยึดอำนาจมาจากใคร แล้วเป็นของเขานี่ก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ นั่นหมายความว่าอุดมการณ์ ของรัฐธรรมนูญคืออำนาจมาจากประชาชน หรือเป็นของประชาชน ตอนเป็นมาจาก ประชาชนใครแย่งชิงได้คนนั้นก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถูกต้องครับ แต่วันนี้มันมาจากประชาชน ออกกฎหมายนิรโทษตัวเองก็เฉพาะช่วงที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ มีอำนาจได้เท่านั้นนะครับ ต่อไปจะต้องถูกประณาม คนยึดอำนาจ คนล้มล้างรัฐธรรมนูญ นี่เป็นแนวคิดที่เราสร้าง ศาลรัฐธรรมนูญไว้ แล้วให้ท่านต้องบันทึก เปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนตน ผมย้ำเรื่องนี้อีกที ตรงนี้จะกำกับพวกท่านเอง สื่อสารขณะนี้ไปไกลมาก ท่านครับ อำนาจนิติบัญญัติคือ คนตรากฎหมาย ผู้เสนอกฎหมายคือเจ้าของร่าง เมื่อเสนอเข้าสภาแล้วนะท่านประธาน พอเสนอเสร็จท่านรับหลักการกฎหมายเป็นของสภา ไม่ใช่เป็นของผู้ร่าง ผู้เสนอ ถึงแค่นี้เอง ท่านประธาน จากนี้ไปสภาจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา เมื่อทำงานเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาก็เป็น ของกรรมาธิการวิสามัญนั้น พอตัดสินแล้วเป็นอย่างไร กฎหมายจึงเป็นของรัฐสภา เสียงส่วนใหญ่ ป.ป.ช. เรียกไปสอบอ้างว่ามีอำนาจตรวจสอบกระบวนการตรากฎหมาย ของรัฐสภา ผมก็ถามว่า ผมทำตามอำนาจ ตามข้อบังคับและตามกฎหมาย คุณก็บอกว่า คุณมีอำนาจตามกฎหมาย ป.ป.ช. เขาบอกอย่างนี้ นี่เราความเห็นต่างกัน ต้องส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณมีอำนาจสอบหรือไม่ ผมพูดเรื่องนี้ทำไมครับ เพราะผมเกี่ยวข้องด้วย ผมยื่นกฎหมายไม่ได้สุดซอยนะครับ แต่เอาคำกล่าวหาสุดซอยมาลงโทษผม ตั้งกรรมการสอบผม วันนี้ไม่รู้จะถึงศาลเมื่อไร นี่คืออะไรครับ คือการละเมิดเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ วันนี้ในข้อ ๓ รู้สึกจะเป็นหน้า ๑๐ ครับ ใช่แล้วครับ หน้า ๑๐ ผมยังคิดว่าเป็นไปได้ไหมครับ ในหน้า ๕๐ ท่านก็มีงบประมาณเกี่ยวกับการวิจัย ท่านลองวิจัยหน่อยไหมครับว่า ให้มี การวิจัยค้นคว้าว่าเขตอำนาจขององค์กรรัฐธรรมนูญทั้งหลายมันขัด หรือเกิน หรือแย้งกัน อย่างไร เขตอำนาจที่ขัดกันนี่นะครับ สร้างหายนะให้กับประเทศ ให้กับระบบกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องอื่นนะครับ ถ้าเราไม่ยุติที่เขตอำนาจองค์กรประเทศเราไปยากมาก วันนี้เมื่อท่าน มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ท่านอ้างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๐ นะครับ ผมขอให้ท่านดูว่ารัฐธรรมนูญของประเทศไทยเขียนขึ้นมาแก้ปัญหาเป็นอย่าง ๆ ในปี ๒๕๔๐ ผมไปร่างด้วย มีนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งถูกเสนอไม่ไว้วางใจแล้วไปยุบสภา ก็ไปเขียนกฎหมาย มาตราหนึ่งว่าถ้ายื่นเสนอไม่ไว้วางใจแล้วห้ามยุบสภา เห็นไหมครับ วันนี้นักการเมืองทั้งหมด ถูกข้อหาว่าทุจริต ถูกข้อหาว่าโกง ถูกข้อหาว่าไม่ดี ก็เขียนรัฐธรรมนูญกันทุกอย่าง ผมจะพูด เรื่องนี้เพื่อผมจะพูดในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ในข้อ ๑.๕ ที่ท่านเขียนไว้ เรื่องการจัดทำ งบประมาณ เดี๋ยวผมจะพูด แต่ผมจะพูดให้เห็นภาพว่าการทุจริต ทำไมไม่มีใครพูดถึง คนเขียนราคากลาง เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) หรือโครงการใหญ่ ๆ เราตรวจสอบ ผู้จะเข้ามาร่วมแข่งขันเสนอราคา ตรวจสอบทางเทคนิค ตรวจสอบข้อกฎหมายว่าบริษัทถูกต้อง ไหม ตรวจสอบทุกอย่าง แต่พอได้งานไปแล้วขายงานให้กับคนที่ไม่มีคุณภาพเลย ตรงนี้ไม่มี ใครพูดถึงเลยในแผ่นดินนี้ ผมบอกท่านเรื่องนี้เพราะอะไรครับ เพราะผมอยากให้ ศาลรัฐธรรมนูญมีรายละเอียดของทุกองค์กรที่ทำงาน ท่านครับ ผมขอให้ท่านเปิดไปหน้า ๘ ที่เราพูดถึงเรื่อง ข้อ ๑.๕ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ พูดว่า นักการเมืองไม่ควรจะไปมีส่วน ยุ่งเกี่ยวหรือเกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ ผมเรียนผ่านไปที่ท่านประธานว่า ท่านประธานครับ ขณะที่จะเสนอกฎหมายงบประมาณ ในหนังสือเล่มขาวคาดแดงไม่ได้ทำ โดยคนในสภานี้ ทำตามปฏิทินงบประมาณท่านประธาน แล้วในมาตรา ๓๐ ที่กฎหมายใหม่ ยังบอกว่า ต้องเสนอก่อนจะสิ้นปีงบประมาณ ๓ เดือน มาวันนี้พี่น้องประชาชนครับ บอกผ่านท่านประธานให้พี่น้องประชาชนทราบว่า กฎหมายงบประมาณช้า มันทำให้การทำ งบประมาณปีหน้าคนในนี้ไม่มีสิทธิเกี่ยวข้อง ปฏิทินงบประมาณที่ออกมา ข้อมูลวันที่ ๑๐ เมษายน สุดท้ายของการตัดสินใจงบประมาณปี ๒๕๖๔ สิ้นสุดในเดือนธันวาคม ก็แสดงว่า ขณะที่เรากำลังจะทำปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ จะเสร็จแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะว่ามันทอดเวลา ไปยาว ผมพูดเรื่องนี้ประเด็นอะไรละ ในประเด็นที่บอกว่าท่านพูดถึงเรื่องการจัดทำ งบประมาณของนักการเมือง กรรมาธิการก็ไม่ได้ ถ้าสมมุติว่าผมไปเป็นกรรมาธิการหรือใครไป เป็นกรรมาธิการเกิดพอมีการตัดงบประมาณเราแปรญัตติตัดได้ เพิ่มไม่ได้ แล้วคนจะทำต่อคือ ข้าราชการประจำ เกิดว่าโครงการใดโครงการหนึ่งไปโผล่ที่บ้านผม เป็นการเข้ามาหลังที่ หนังสือเล่มขาวคาดแดงเข้าไปแล้ว หนังสือเล่มขาวคาดแดงเล่มใหม่ออกมานี่ผมผิดหรือเปล่า เพราะในนี้ไม่ให้เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ผมพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ที่เขียนขึ้นมาศัตรูตัวร้ายคือนักการเมือง คือคนทุจริตต้องไม่ให้ยุ่งเกี่ยว แต่คนเขียนไม่เคย เข้าใจกระบวนการงบประมาณ หนักไปกว่านั้นท่านประธานครับ ท่านเห็นหรือไม่ พูดเรื่อง ๑.๕ ที่ผมยกขึ้นมา คือกฎหมายวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ยกเลิกกฎหมายงบประมาณ เก่าหมดเลย ท่านครับ ที่ผมพูดทั้งหมดนี่ผมกำลังพูดถึงรายละเอียดในบางเรื่องที่มันจะส่งไป ถึงศาลรัฐธรรมนูญ สภาจะต้องมีการบอกกล่าวกับองค์กรภายนอกว่ากระบวนการในรัฐสภา เป็นเช่นไร ไม่อย่างนั้นเราปกป้องตัวเองไม่ได้ท่านประธานครับ วันนี้นักการเมือง อย่างพวกผมฝั่งขวาคุก ฝั่งซ้ายเสมอตัว มันลำบากมากครับท่าน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๕ (๑) ห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวในกิจการปกติของการบริหารราชการแผ่นดิน (๒) อนุญาตให้เราทำได้ เฉพาะที่เป็นกิจการของรัฐสภา แล้วศาลรัฐธรรมนูญยังมีบทบาทและอำนาจสำคัญ อีกเรื่องหนึ่ง คือตรวจสอบข้อบังคับของทั้ง ๓ สภา ซึ่งกำลังสร้างอยู่ กำลังเขียนอยู่ ผมมีประเด็นหนึ่ง ในนี้ก็มีที่พูดถึงเรื่องข้อบังคับของสภา ท่านครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสถาปนาอำนาจใหม่ ให้กับรัฐสภา ๕ ปี ใครมาเป็นรัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลหอยใหม่ที่เปลือกแข็งมาก วันนี้รัฐบาลหอยใหม่มีเปลือกอีก ๔ ปีกว่า ๆ นิด ๆ เพราะมันหมดไปนานแล้ว ถ้า ส.ว. ครบ ๕ ปี เปลือกหอยนี้ก็จะหายไป องค์ประกอบของ ส.ว. ใหม่ก็จะเข้ามาอีกแบบหนึ่ง แต่ว่ารัฐธรรมนูญนี้ให้รัฐสภาทำงานเหมือนกับสภาทั่วไป ถ้าสมมุติว่าข้อบังคับของรัฐสภา เหมือนเดิม ถามว่าขัดรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ เพราะมันจะต้องมีกรรมาธิการสามัญร่วมกันด้วย เหมือนกิจการรัฐสภาต้องมีด้วย แต่ในการร่างนี่ผมก็ไปร่างอยู่ก็ยังไม่มีเขียนไว้ ที่ผมพูดเรื่องนี้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะทำให้องคาพยพ ของนิติบัญญัติไปได้ดี ท่านเห็นหรือไม่ครับ เห็นว่าสิ่งที่ผมพูดมันหมายถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ที่เราอ่านทั้งหมดถือว่าพอใจ แต่มันมีคำถามหนึ่งท่านประธานครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ประกาศแล้ว ท่านประธานครับ คำสั่ง คสช. ที่ ๔๔ หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ สถานะ ของกฎหมายคืออะไร คำสั่ง คสช. ที่ผมพูดถึงคือคำสั่งที่ไปแก้กฎหมายพระราชบัญญัติ สั่งไปแก้พระราชบัญญัติโดยไม่ผ่านการตรากฎหมายในระบบรัฐสภา แล้วถ้าขึ้นศาลมันเกิด ความขัดแย้ง มีช่องไหนที่เอากฎหมายฉบับนี้ขึ้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้บ้าง เพราะว่ามันไม่ได้ขัด มาตราหลักของพระราชบัญญัตินั้นที่ร่างมาตั้งแต่ต้นไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ว่าคำสั่ง คสช. ที่ไป แก้โดยไม่ผ่านกระบวนการตรากฎหมายของรัฐธรรมนูญ แล้วทุกคนก็ไปยอมรับมาตราสุดท้าย ว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ แต่ยังไม่เคยมีมาตราไหน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขียนให้คำสั่ง คสช. ไม่ต้องผ่านกระบวนการตราตาม มาตรา ๒ หมวด ๑ ของเราคือหมวดที่กำกับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ กระบวนการตรากฎหมายโดยสภา โดยนิติบัญญัติมันต้องมีครับ คำสั่ง คสช. ท่านประธานครับ มันก็เหมือนกับพระราชกำหนด เป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร เมื่อสั่งเสร็จบางอย่าง ๓ วัน ต้องเข้าสภานิติบัญญัติ ถ้าไม่เห็นด้วย สิ่งที่ทำมาแล้วก็ไม่ผิดไม่เสียไป แต่ถ้าเห็นด้วยก็ขึ้นไปตามมาตรา ๒ พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขของแผ่นดินเราใช่หรือไม่ครับ ไม่มีมาตราไหนที่ยกเลิกพระราชอำนาจนี้เลย แต่ทุกคนก็ไปหลงติดอยู่ที่มาตราสุดท้าย ไม่มีที่ไหนในประเทศแม้แต่ประเทศไทยที่เขียนว่า อำนาจอธิปไตยของเราถูกกำกับโดย คสช. ไม่มีนะครับ ไม่มีเลย แต่อำนาจของเขาให้เขาออก คำสั่งได้ เพื่อให้องคาพยพมันเคลื่อนไหวไปได้ แต่ไม่ได้ออกให้เขาแก้กฎหมาย ท่านประธาน กฎหมายเป็นพระราชบัญญัติลงพระปรมาภิไธยแล้ว ประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว ใช้แล้ว ออกคำสั่งแก้เป็นกฎหมายใหม่ไปเลย เป็นไปได้อย่างไร มันไม่ใช่คำสั่งทั้งฉบับครับ มันเป็น คำสั่งบางส่วน ผมพูดเรื่องนี้ทำไม มันเกี่ยวหรือไม่ เกี่ยวครับ เพราะมันมีความขัดแย้ง ศาลเห็นเอง หรือคู่ความเห็นก็ยกขึ้นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ ท่านรับแล้วศาลก็พิจารณาต่อไป แต่วันตัดสินต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ผมว่าต่อไปนี้ความขัดแย้งเรื่อง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับคำสั่งของ คสช. จะมากขึ้น แล้วมันไม่มีช่องทางตรงนี้เลย สำหรับผมหนักใจ แต่ผมจะจบลงอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ทางศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๑๘ ท่าน ที่เขียนเอกสารชิ้นนี้มีการวิจัยเรื่องเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญสักหน่อยหนึ่ง แล้วส่งเอกสารชิ้นนี้ให้กับทุกมหาวิทยาลัยที่สอนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ให้เอาไว้เป็นตำรา ได้เลยนะครับ แล้วฉบับนี้มันจะเป็นตำราให้พวกผมมาวิพากษ์วิจารณ์คำรายงานของ ศาลรัฐธรรมนูญในปีต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ