รังสิมันต์ โรม วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณบุคลากรของศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้จ่ายสูงกว่า ส.ส. พร้อมชี้ว่ามีการแต่งตั้งลูกหลานเพื่อรับเงินเดือนโดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จริง รังสิมันต์ โรม หารือประเด็นหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมและกระทบความเป็นกลางของตุลาการ จึงเสนอให้ยกเลิกหรือปรับใช้พื้นที่ออนไลน์แทน
สวัสดีครับ กระผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคอนาคตใหม่ เท่าที่อ่านรายงานนะครับ ก่อนอื่นผมคงต้องขอชมทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทำตัวเล่มดูน่าอ่าน คิดว่าท่าน มาถูกทางแล้วนะครับ มีการใช้แผนภูมิทำให้เห็นถึงการเปรียบเทียบ โดยเฉพาะในเรื่องของ งบประมาณรายจ่ายประจำปีนะครับ ผมคิดว่าแผนภูมิแบบนี้ดูง่าย มีการแจกแจงที่ดีใช้ได้เลย อย่างไรก็ตามเท่าที่ผมดูในส่วนของงบประมาณ โดยเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ผมพบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณทั้งสิ้น ๑๔๙,๙๔๖,๖๐๐ บาทนะครับ คิดเป็น ๖๐.๖๒ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณทั้งหมดที่ได้ใช้จ่ายในปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ในเรื่องของงบประมาณ ค่าใช้จ่ายผมได้ลองไปตรวจสอบดูรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ลงในรายละเอียดของ รายงานฉบับนี้ว่า งบประมาณที่ใช้จ่ายบุคลากรนั้นนอกจากตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่านได้มีการใช้จ่ายในเรื่องอื่น หรือในการสนับสนุนตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่าน อย่างไรบ้าง ผมพบว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญมีเงินเดือนทั้งสิ้น ๘๓,๐๙๐ บาท เงินประจำ ตำแหน่ง ๕๕,๐๐๐ บาท ในขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ประธานได้รับเงินเดือน ทั้งสิ้น ๘๑,๙๒๐ บาท เงินประจำตำแหน่งคนละ ๕๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น ๑๓๑,๙๒๐ บาท ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่มีการเปิดเผยทั่วไป แต่จุดที่น่าสังเกตเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ของประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับมากกว่าเงินเดือนและเงิน ประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไปนะครับ ท่านประธานครับ ผมสืบค้นข้อมูลต่อไป เพิ่มเติมอีกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๑ ท่านสามารถที่จะแต่งตั้งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ประจำตัว เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการ รวมทั้งสิ้น ๗ ท่าน โดยแบ่งเป็นที่ปรึกษา จำนวน ๑ ท่าน มีเงินเดือนทั้งสิ้น ๕๔,๙๑๐ บาท เป็นเงินประจำตำแหน่ง ๑๕,๐๐๐ บาท คิดเป็น ๖๙,๙๑๐ บาทต่อเดือน รวม ๙ ท่าน ๖๒๙,๑๙๐ บาท ถ้าคิดเป็น ๑ ปีก็จะตกอยู่ที่ประมาณ ๗,๕๕๐,๒๘๐ บาท ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวได้คนละ ๓ ท่าน โดยมีค่าตอบแทนรายเดือนทั้งสิ้น ๓๓,๐๐๐ บาท รวม ๑๒ เดือนของทั้ง ๙ ท่าน จะตกอยู่ที่ ๑๐,๖๙๒,๐๐๐ บาท และยังมีเลขานุการ ๑ อัตรา เป็นเงินทั้งสิ้นอยู่ที่ต่อเดือน ๕๑,๘๑๐ บาท ผมไม่ขอมารวมเป็นทั้งปีแล้วกัน เพราะตัวเลขมันเยอะเหลือเกิน นอกจากนี้ เลขานุการยังสามารถมีผู้ช่วยเลขานุการของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อีก ๒ ท่าน คิดเป็น เงินถ้ากรณีจบปริญญาตรีอยู่ที่เงินเดือน ๑๖,๕๐๐ บาท เงินประจำตำแหน่ง ๔,๔๐๐ บาท รวมกัน ๒๐,๙๐๐ บาท ท่านประธานครับ รวมกันทุกตำแหน่งเฉพาะการสนับสนุน การปฏิบัติงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่าน คิดออกมาเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๘,๓๕๒,๑๖๐ บาท เราลองมาเทียบกับของ ส.ส. ดูนะครับ ของ ส.ส. นี่หลายคนมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม เยอะมากนะครับ แต่ถ้าเราคิดตัวเลขเทียบกันเราจะพบว่า ผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส. นะครับ อยู่ที่ ๒๔,๐๐๐ บาท ผู้ชำนาญการตั้งได้ ๒ คน อยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ช่วยดำเนินงาน ตั้งได้ ๕ คน อยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท เราจะพบว่ามันมีความแตกต่างในทางตัวเลขอย่างมี นัยสำคัญ บางท่านก็อาจจะบอกว่าก็มันคนละตำแหน่ง แต่ผมขอเรียนให้ท่านประธาน ได้ทราบว่าในการทำหน้าที่ของ ส.ส. เราจะพบว่ามีลักษณะของการปฏิบัติหน้าที่ในเชิงรุก มีการลงพื้นที่ มีการทำงานที่ติดต่อประสานงานกับพี่น้องประชาชน จึงไม่แปลกครับที่จะมี ตำแหน่งผู้ช่วยต่าง ๆ มากพอสมควร แต่จุดที่น่าสนใจก็คือว่าทำไมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถึงจำเป็นจะต้องมีตำแหน่งในการสนับสนุนมากมายถึงเพียงนี้ และใช้เงินงบประมาณถึงเพียงนี้ หากเราพิจารณาต่อไปนะครับ เราจะพบว่าถ้าเทียบกันกับศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม ทั้งศาลปกครองและศาลยุติธรรมก็ไม่มีผู้สนับสนุนที่เป็นลักษณะของประจำตัวเช่นเดียวกัน บุคคลที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำหน้าที่ของตุลาการศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมก็เป็น บุคคลที่ผ่านการสอบเข้ามา ผ่านการเข้ามาตามระบบ อาจจะเป็นนิติกรบ้าง เป็นอะไรบ้าง แต่ก็เข้ามาตามระบบ ไม่สามารถที่จะไปแต่งตั้งลูกหลานของตัวเองเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เป็นการเฉพาะเจาะจงได้ กรณีที่ผมยกในเรื่องของลูกหลานของตัวเองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มี นัยสำคัญอยู่ครับท่านประธาน เพราะว่าเราเคยมีเหตุการณ์ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการแต่งตั้งบุตรชายของตัวเองเป็นเลขานุการ เลขานุการนี่คิดเงินก็เป็นหลายสตางค์ อยู่ที่ ๕๑,๘๑๐ บาทในเวลาปัจจุบัน บุตรชายของตุลาการท่านนี้ไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ รวมระยะเวลาถึง ๑ ปี ๖ เดือน แต่กลับได้รับเงินเดือน และค่าตอบแทนอยู่ตลอดเวลา โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนี้ได้ส่งให้ลูกชายของตัวเองไปศึกษาต่อด้านกฎหมาย ยังต่างประเทศ ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเราไม่ระมัดระวังองค์กร ที่ประชาชนตั้งคำถามในเรื่องของความยุติธรรม ก็สามารถที่จะใช้โอกาสและจังหวะ ในการแสวงหาผลประโยชน์บางอย่างได้หรือเปล่า อันนี้เป็นคำถาม ดังนั้นผมขอฝากไปยัง สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านทางท่านประธานว่า ถ้าเป็นไปได้เราปรับลดจำนวนตำแหน่ง หรือไม่มีเลยได้ไหมครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราใช้โมเดล (Model) แบบที่ปฏิบัติอยู่ในศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง ผมคิดว่าการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะมีประสิทธิภาพ ไม่ได้แตกต่างกัน
ประเด็นถัดมา คือประเด็นเรื่องของหลักสูตร หลักนิติธรรม เพื่อประชาธิปไตย หลักสูตรนี้ผมเช็ก (Check) ปีล่าสุดมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นอยู่ที่ ๕๒ คน มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก หลากหลาย เป็นทั้งอัยการก็มี เป็นทั้งศาลยุติธรรมก็มี เป็นอดีตสมาชิก สนช. ก็มี เป็นผู้นำ เหล่าทัพก็มี อธิบดีกรมต่าง ๆ ก็มี ผู้บริหารบริษัทเอกชนก็มี นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็มี นี่ยังไม่นับ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กกต. เจ้าของโรงงาน ที่เข้าร่วมอีกจำนวนมาก หลักสูตรนี้เป็น หลักสูตรระยะยาวที่มีการเรียนการสอน โดยวิทยากรจำนวนมากก็เป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ บ้างก็เป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศก็มี ปัญหาที่มัน เกิดขึ้นก็คือว่ามันทำให้พี่น้องประชาชนเขาเกิดความสงสัยครับ เมื่อบุคคลที่ผ่านการเรียนการสอน เหล่านี้เกิดเข้าไปมีส่วนได้เสียในปัญหาที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา เวลาประชาชนเขาจะ ฟ้องร้องเขาจะได้รับความยุติธรรมอย่างไร เราไม่อยากให้หลักสูตรกลายเป็นพื้นที่ของการ วิ่งเต้นแสวงหาคอนเนกชัน (Connection) แล้วแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันใช่หรือไม่ ดังนั้นผมคิดว่าหลักสูตรแบบนี้มีความเป็นไปได้ที่อาจจะขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมที่เป็น ค่านิยมหลักในข้อ ๑๓ คือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมเป็นอิสระเป็นกลาง และปราศจากอคติโดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบด้วย กฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หรือข้อ ๑๙ คือการไม่คบหาสมาคม กับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติ หรือมีชื่อเสียงในทาง เสื่อมเสีย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือและศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติ หน้าที่ นี่ยังไม่นับว่าเราก็มีประมวลจริยธรรมของข้าราชการตุลาการที่กำหนดให้ผู้พิพากษา ต้องวางตัวเป็นกลางและปราศจากอคติ ขอให้ท่านนึกดูครับ เรามีหลักสูตรแบบนี้ ในศาลรัฐธรรมนูญ แล้วหากว่าผู้ที่เข้าร่วมเข้ามาร่วมกัน แล้วหนึ่งในนั้นอาจจะมีปัญหา เช่นว่า ไปรัฐประหารบ้างละ ตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะศาลจะยังคงรักษาความเป็นกลาง ได้หรือไม่ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมและประชาชนก็ตั้งคำถาม ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่าถ้าเรามี การปรับปรุงให้หลักสูตรนี้ไม่กระทบต่อความเป็นกลาง ซึ่งผมยังไม่รู้นะครับว่าจะทำอย่างไร หรือจะยกเลิกหลักสูตรนี้ไปเลยจะเป็นไปได้หรือเปล่า หากท่านอยากจะสอน อยากจะให้ ความรู้แก่สังคมไทย ผมขอเสนอแนะว่าให้ใช้พื้นที่ออนไลน์เป็นประโยชน์กว้างขวาง เปิดเป็น ตลาดวิชาให้ประชาชนชาวไทยเขาได้เรียนรู้ ผมคิดว่าจะเป็นคุณอนันต์ต่อสังคมไทยครับ ขอบคุณมากครับ