เทอดพงษ์ ชี้แจงแปรญัตติหมวดกรรมาธิการ ย้ำเพิ่มความสมบูรณ์ข้อบังคับสภา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒

เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ชี้แจงเหตุผลการแปรญัตติแก้ไขข้อบังคับของสภาเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน พร้อมเสนอให้เพิ่มความชัดเจนในการกำหนดบทบาทของคณะกรรมการประสานงานฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยอ้างอิงประสบการณ์การทำงานในอดีตเพื่อสนับสนุนข้อเสนอ.

นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องเรียนว่าผมได้ แปรญัตติในหมวด ๓ ของคณะกรรมการประสานงานเอาไว้ ที่ได้แปรญัตติอย่างนี้ไว้นั้น ต้องเรียนว่าจริง ๆ เพื่อจะเข้าไปชี้แจง เพื่อไปทำความเข้าใจกับคณะกรรมาธิการ แต่วันนั้น คณะกรรมาธิการท่านก็มีภาระยาวเหยียด ผมเลยไม่มีโอกาสเข้าไปเพื่อที่จะไปอธิบาย เพราะผมไม่ได้คิดว่าจะต้องเอามาสงวนเอาไว้เพื่อจะมาพูดมาจาอะไรกัน เพื่อจะทำความ เข้าใจกับท่านในที่ประชุม แต่บังเอิญเมื่อไม่ได้ก็มีการสงวนกันไว้ก็จำเป็นต้องมาพูดจากัน ในสภานี้ ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าผมแปรญัตติเอาไว้ ๓-๔ รายการ ทั้งหมวดของคณะกรรมการ ประสานงาน ตั้งแต่ข้อ ๑๒ ถึงข้อ ๑๗ รวม ๆ ไปเลย ผมจะขออนุญาตอภิปรายรวมกันไปเลย เพราะมันชุดเดียวกันทั้งหมด ส่วนพอถึงในข้ออื่น ๆ ของในคณะกรรมการประสานงานนี้แล้ว ผมก็คงไม่อภิปรายแล้ว เพราะว่าทั้งหมดมันเสร็จไปหมดในนั้นแล้ว ผมถือโอกาสรวมไปเลย ผมเรียนอย่างนี้ว่าจริง ๆ ข้อบังคับของสภานั้นมันจะถูกเขียนกันมาตั้งแต่ต้น หลายรุ่น หลายครั้ง หลายหน มันจะคล้าย ๆ กัน มันจะเพิ่มเติมอะไรไม่มากมายนัก แต่ใน ครั้งนี้มีการเพิ่มเติมที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมาก ๆ ตรงนี้ คือในหมวดที่ ๓ ที่มี คณะกรรมการประสานงาน ซึ่งเพิ่มเอามาใหม่เป็นของใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งจริง ๆ มันควรจะมี ตั้งนาน แต่ว่าบังเอิญเพิ่มมาใหม่ ผมมีประสบการณ์ในเรื่องตรงนี้มาก็เลยมาศึกษาดู แล้วก็ เลยขอมาแปรญัตติเท่าที่ประสบการณ์ที่เราเคยทำมานั้นมีอย่างไร ก็เลยเอามาขอแปรญัตติ แล้วก็เขียนเพื่อจะให้มันเกิดความสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเอง ก่อนอื่นนั้นผมต้องถือว่าผมเห็นด้วย ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย เห็นด้วยว่าคณะกรรมการประสานงานควรจะเอาเข้ามาไว้ในข้อบังคับของสภา เพราะว่าเมื่อก่อนนี้นั้นคณะกรรมการประสานงานมีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี มีกันมาตลอด แล้วก็มี กันมานั้นมันอยู่นอกข้อบังคับ ก็คือไม่ได้อยู่ในข้อบังคับ เรียกว่า นอกแบบกันทั้งนั้นละครับ ก็ถือว่าเท่าที่ตั้งกันมาก็นอกรายการ แต่ว่าครั้งนี้เอาเข้ามารวมกันไว้ให้มันอยู่ในข้อบังคับสภา จะได้รับรู้ได้ตลอดระยะเวลา ผมเรียนว่าผมแปรญัตติเพิ่มเติมในส่วนสำคัญอันหนึ่งก็คือว่า ที่ท่านเขียนกันไว้ ท่านเขียนว่า จะมีคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ความเข้าใจก็อย่างที่ท่านได้อธิบายไว้ว่าจะมีคณะกรรมการประสานงานฝ่ายรัฐบาล ๕ คน คณะกรรมการฝ่ายค้าน ๕ คน โดยมีท่านประธานสภาเป็นประธาน เป็นผู้ดูแลอีกทีหนึ่ง อันนั้นก็คงเห็นด้วยว่าจะได้เอามาเพื่อที่จะทำให้งานสภาได้ดำเนินการกันไปได้ดีขึ้น เพราะว่า เมื่อได้ตกลงเรียบร้อย และได้คุยกับท่านประธานกันเรียบร้อย เวลาอยู่ในสภาก็จะทำให้ ง่ายขึ้น แต่ว่าที่ท่านเขียนมา เขียนไปเสร็จแล้ว ท่านก็เขียนว่า คณะกรรมการประสานงาน หมวด ๑ หมวด ๒ พอหมวด ๒ ท่านเขียนบอกมีเฉพาะกรรมการประสานงานพรรคร่วม ฝ่ายค้าน ผมก็สงสัยว่าแล้วคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลท่านเอาไปไว้ไหน ท่านไม่เขียนเข้ามาด้วย ผมก็สอบถามโดยพื้น ๆ ว่าที่ถามกันเขาก็บอกว่า เพราะว่าผมไม่ได้ ไปชี้แจงกับท่าน ไม่ได้ไปนั่งคุยกับท่านในคณะกรรมาธิการ พอถามกันในคณะกรรมาธิการเอง ก็บอกว่าก็มีอยู่แล้ว ก็ของรัฐบาลนั่นละ เพราะรัฐบาลตั้งก็ของรัฐบาล จริง ๆ มันไม่ใช่ อย่างนั้นนะครับ ผมเรียนว่าผมจะเอาประสบการณ์เล่าตั้งแต่ต้นนะครับ เพราะผมอยู่ใน บรรยากาศนั้นเกือบตลอด คณะกรรมการประสานงานของรัฐบาลมันมีมา แต่ก่อนจริง ๆ เมื่อก่อนไม่มี พรรคฝ่ายค้านไม่มีคณะกรรมการประสานงานไม่มีนะครับ มีแต่พรรคฝ่ายค้าน แต่ละพรรคว่ากันเอง ผมเรียนว่าตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ สมัยท่านประธานชวนท่านเป็นประธานสภา ในยุคนั้นจะไม่เรียกประสานงานอะไรนักหนาหรอกครับ เรียกว่า ผู้ควบคุมเสียง ก็ว่ากันไป พอมาปี ๒๕๑๘ เริ่มมี รัฐบาลเองเป็นพรรคร่วมกัน พอพรรคร่วมกันก็มาตั้งคณะเขาเรียก อะไรครับ คณะกรรมการที่จะคอยดูแลพรรคร่วม ในยุคนั้นให้รองนายกรัฐมนตรี เพราะว่า เป็นของรัฐบาล ให้รองนายกรัฐมนตรีไปเป็นประธาน เป็นประธานเป็นรุ่น ๆ ไปเรื่อย ๆ รุ่นแรก ๆ ถ้าผมจำไม่ผิด รัฐบาลมีอยู่ก็ให้ท่านบุญเท่งเป็นประธาน ยุคต่อมาก็มี ท่าน พลตรี ประมาณ รองนายกรัฐมนตรี พลตรี ประมาณ ท่านเป็นประธาน บังเอิญตอนนั้น ผมยังรุ่น ๆ อยู่นะครับ ประมาณปี ๒๕๒๓ ปี ๒๕๒๔ อะไรประมาณนี้ ผมไปเป็นเลขาอย่างไรผมไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ท่านพินิจก็เป็นด้วย เป็นกรรมการอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นกรรมการประสานงานนั้นเป็นของรัฐบาล ช่วงนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาล ฝ่ายค้านก็ว่ากันไปครับ ปล่อยไปตามที่จะไปว่ากันเอาเอง ก็อยู่กันอย่างนี้ จนกระทั่งต่อมา ท่านพิชัย รัตตกุล เป็นประธาน เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วต่อมาถ้าพูดกันจริง ๆ มาถึงรุ่นท่านชวน ๑ พอท่านชวน ๑ จริง ๆ ก็ต้องรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คนที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่มาเป็นประธานก็คือท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน เพื่อนผมนี่ละครับ รองนายกรัฐมนตรี ท่านปฏิเสธอย่างเดียวเลยครับ ผมเป็นรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านก็โยนมาให้ผม ผมก็ต้องมาเป็นประธานวิป (Whip) เพราะฉะนั้นวิป (Whip) รัฐบาล เมื่อแต่ก่อนเป็นวิป (Whip) รัฐบาลจริง ๆ อยู่ใน ครม. หมดเลย พอทำอะไรก็ต้องไปแถลง ใน ครม. ไปอธิบายกันไป นั่นเป็นวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ แต่พอในช่วงปี ๒๕๓๕ ประมาณนี้ตอนนั้นก็เริ่มมีฝ่ายค้าน ก็มีฝ่ายค้านเป็นกลุ่ม ก็เลยหนุนกันท่านมารุต เป็นประธานสภา รุ่นพวกผมผมเป็นประธานวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาล ท่านบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ท่านเป็นประธาน ท่านไม่ได้เป็นประธานวิป (Whip) แต่เป็นหัวหน้าวิป (Whip) ใหญ่ของฝ่ายค้านเราคุยกันไปคุยกันมา ตอนหลังเราก็เลยบอกว่าขอตั้งเป็นประธาน วิป (Whip) ฝ่ายค้านแล้วกัน ก็คุยกันไปทั้งท่านมารุต ทั้งผม ทั้งท่านบุญเอื้อ เพราะว่า เมื่อก่อนนี้คุ้นเคยกันมากครับ ช่วยกันทำงานด้วยซ้ำไป ก็เลยให้ท่านบุญเอื้อรวบรวมกันแล้วก็ บอกว่า ให้เป็นประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน พอเป็นประธานวิป (Whip) พรรคร่วมฝ่ายค้าน ตอนนั้นมันก็เริ่มมีทั้งพรรคร่วมรัฐบาล แล้วก็มีพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่อมาเราก็เลื่อนมาอย่างนี้ เรื่อยมาต่อมาก็เลื่อน เลื่อน เลื่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตอนหลัง ๆ นี่ความเป็นพรรคร่วม ฝ่ายค้านกับพรรคร่วมรัฐบาลมันอยู่ในพรรคการเมืองหมดนะครับ รัฐบาลก็ไม่ได้เข้ามา เกี่ยวมากมายนักแล้วนะครับ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวมากมายนัก เพราะฉะนั้นพอมารุ่นหลัง ๆ เรา จะเห็นว่าประธานวิป (Whip) รัฐบาลก็มีท่านจุรินทร์ ท่านอะไรอีกหลายคน จนกระทั่งมาถึง ท่านชินวรณ์ ท่านวิทยา ท่านอะไรอีกหลายคนนะครับ ท่านพวกนี้ตอนนี้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แล้วครับ เป็นเพียงประธานวิป (Whip) พรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านก็จะมีประธาน วิป (Whip) ร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งก็เป็นทั้งของพรรคการเมืองนะครับ ไม่ใช่ของรัฐบาล ที่รัฐบาลตั้ง ที่เมื่อสักครู่ผมได้ยินว่านายกรัฐมนตรีตั้ง เพราะคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีคือ หัวหน้าของ พรรคการเมืองใหญ่สุดนะครับ พอดีท่านอาจจะนึกภาพว่าเหมือนในยุคนี้พรรคการเมืองที่ตั้ง เห็นหรือไม่วิป (Whip) รัฐบาลตั้งท่านวิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งท่านไม่ใช่รัฐมนตรีและไม่ได้อยู่ใน ครม. ไม่ได้อะไร รุ่นหลังนี่ไม่ใช่แล้ว แต่คนที่ตั้งคือนายกรัฐมนตรี ถามว่าทำไมเป็น นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็คือหัวหน้าพรรคการเมืองที่ใหญ่สุดโดยพื้นฐานนะครับ คนที่ตั้งเมื่อก่อนนี้ท่านชวน ท่านบรรหาร ท่านอภิสิทธิ์เป็นคนตั้งนะครับ เป็นคนตั้งประธาน วิป (Whip) ครับ เพราะฉะนั้นการตั้งประธานวิป (Whip) ตอนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือ หัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ แต่บังเอิญเราหาใครไม่ได้ก็ต้องท่านเป็นนายกรัฐมนตรีก็มาจาก พรรคการเมืองใหญ่สุด เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่ว่านี่ครับ เพราะฉะนั้นกรรมการ ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลเป็นของพรรคร่วมจริง ๆ พรรคการเมืองจริง ๆ ไม่ใช่ของ รัฐบาลอย่างเมื่อก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นคราวนี้พอมีพรรคร่วมฝ่ายค้าน แล้วพอท่านมาตั้ง อย่างนี้ ท่านก็ลองนึกภาพสิว่าจริง ๆ แล้วก็กลายเป็นว่ามีพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเดียวในสภา พรรคร่วมรัฐบาลนั่นเป็นเรื่องของคนอื่นนอกสภา นอกการประชุมสภา แล้วมันอย่างไรละครับ ผมก็คิดว่าจริง ๆ แล้วทั้งหมดมันต้องเอาเข้ามาร่วมกันอยู่ในสภาทั้งหมดครับ ไม่ใช่ไปอยู่ นอกสภากันอย่างนั้น ครึ่งหนึ่งไปอยู่นอกสภา พออย่างนี้ในอนาคตเกิดการเขย่งกันแล้วครับ พรรคฝ่ายค้านตั้งกันมาบอกว่าขอเท่าไร ๑๔ คน ท่านแปรญัตติเป็น ๒๔ คน อะไรก็ว่าไป ฝ่ายนอกสภาจะต้องนอกแล้วนะครับ เพราะว่าจริง ๆ ก็คือท่านอ้างว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล เขาบอกวันนี้ผมอยากจะตั้ง ๖๑ คน ก็ตั้ง แล้วอย่างไร ทำไมมันไม่เหมือนกันละ ทั้ง ๆ ที่มันก็ เหมือนกันนี่ละครับ คือเป็นพรรคการเมืองประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคร่วมฝ่าย ค้านเหมือนกันนี่ละครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรท่านต้องดึงเอาเข้ามาอยู่ในสภา สภาจะเป็น คนกำหนดได้ทั้งหมดว่าจะเป็นอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไร พรรคฝ่ายค้านจะทำ อย่างไร ท่านจะมีผลตอบแทนอะไร อย่างไร ต้องเหมือนกันหมด ไม่ใช่ใครพิเศษกว่าใคร ไม่ใช่ครับ ส่วนรัฐบาลเข้ามานายกรัฐมนตรีเป็นคนตั้ง นายกรัฐมนตรีเข้ามาอยู่ในสภา ไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีพอมาในสภาแล้วยังจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหญ่สุด ไม่ใช่ครับ ท่านประธานสภาใหญ่สุด พวกเราอยู่ในสภากันทั้งหมดครับ เพราะฉะนั้นเราต้อง ถือว่างานทั้งหมดคืองานของสภา ผมเรียนอย่างนี้ว่าจริง ๆ แล้วโครงสร้างของสภานั้น โครงสร้างของข้อบังคับมันแยกออกไปได้เป็น ๒ ส่วน จริง ๆ มันผสมอยู่ในนี้หมด มันแยกออกได้ เป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นโครงสร้างครับ คำว่า โครงสร้างก็คือมันเป็นองค์ประกอบ เรียกว่า อย่างนั้นก็ได้ครับ เป็นองค์ประกอบของสภา โครงสร้างหรือองค์ประกอบของข้อบังคับของสภา มันควรจะมีอะไรบ้างครับ ผมยกตัวอย่าง ต้องมีสภา ต้องมีสมาชิกสภาที่นั่งกันอยู่ที่นี่ มันถึงจะเป็นองค์ประกอบใช่ไหมครับ นี่คือโครงสร้างหรือองค์ประกอบของสภา มันต้องมีใคร มีท่านประธาน มีรองประธาน ต้องมีเลขานุการ มีคณะกรรมาธิการ นี่ท่านได้เขียนไว้ครับ อันนี้เป็นองค์ประกอบ เดี๋ยวนี้องค์ประกอบของรัฐสภาก็จะเริ่มมีอีกอันหนึ่งแล้วก็คือ จะมีคณะกรรมการประสานงาน นี่ท่านไม่ได้เขียนไป อยู่ในเขาเรียกอะไรครับ คำจำกัดความ อะไร ท่านยังไม่ได้เขียนนะครับ จริง ๆ มีอีกแล้วนะครับ แต่ว่ามันจะขาดไปอันหนึ่งก็คือว่า มันไม่มีของพรรคร่วมรัฐบาล อันนี้เป็นองค์ประกอบนะครับ เพราะฉะนั้นอันที่ ๑ คือองค์ประกอบ อันที่ ๒ ของสภาที่เรามีก็คือพวกระเบียบ พวกอะไรต่าง ๆ วิธีการประชุม อันนั้นเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง จะประชุมอย่างไร จะลงมติกันอย่างไร จะยื่นญัตติอย่างไร อันนั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่โครงสร้างมันมีอยู่ เพราะฉะนั้นโครงสร้างเดี๋ยวนี้มันไม่ครบนะครับ ท่านไปคิดเอาเองว่าคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลเป็นของรัฐบาล รัฐบาลเอา ก็ไปเองแล้วกัน ผมอยากจะถามอันหนึ่งครับ ท่านอุตส่าห์เขียนเข้ามาในนี้บอกว่า อันที่ ๑ ก็คือท่านประธานเป็นประธาน แล้วก็มีพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคร่วมฝ่ายค้านมีผู้นำฝ่ายค้าน เป็นคนเสนอตั้งประธาน อะไรก็สุดแล้วแต่ พอตั้งมาเสร็จแล้วก็ให้มาร่วมกับท่าน อันนี้ฝ่ายค้าน ๕ คน เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการร่วม อีกฝ่ายหนึ่งท่านบอกว่า อีกอันหนึ่งเป็น พรรคร่วมรัฐบาล ผมถามท่านว่าท่านเอาพรรคร่วมรัฐบาลมาจากไหนครับ มันไม่ได้อยู่ใน โครงสร้างสภา ไม่ได้อยู่ในนี้ครับ ท่านก็เขียนมาว่าต้องมี ผมเห็นเขียนไว้บอกว่าต้องมี พรรคร่วมรัฐบาล แล้วพรรคร่วมรัฐบาลท่านเอามาจากไหน มันต้องอยู่ในโครงสร้างด้วยกัน โครงสร้างเดียวกันกับฝ่ายค้าน ในนี้มันต้องมีทั้งโครงสร้างของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วม ฝ่ายค้าน มันต้องมีด้วยกัน แล้วท่านเอามาคนละ ๕ คนก็ถูก แต่ว่าเดี๋ยวนี้ท่านเขียนว่า พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ไม่มีอะไรรองรับเลย ท่านจะไปหยิบตรงไหนมาผมก็ยังไม่รู้เลย