เชาวนะ ชี้แจงคุ้มครองอำนาจศาล-ย้ำความเป็นกลาง-เหตุผลงบประมาณ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒

เชาวนะ ไตรมาศ ชี้แจงประเด็นการคุ้มครองอำนาจศาลและขอบเขตการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล โดยย้ำความสำคัญของการรักษาคุณธรรมในกระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองอำนาจศาลตามรัฐธรรมนูญ และความจำเป็นในการแยกแยะระหว่างการละเมิดอำนาจศาลกับการวิจารณ์อย่างสุจริตที่ได้รับการคุ้มครอง พร้อมยืนยันความเป็นอิสระและเป็นกลางของศาลรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายบทบาทในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รักษ์หลักประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ พร้อมชี้แจงกรณีการเดินทางไปศึกษาต่างประเทศที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ และเน้นย้ำถึงความล่าช้าในการพิจารณาคดีอันเกิดจากกระบวนการไต่สวนที่ต้องรอบด้าน เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม

นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ขอประทาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับโอกาสในการเข้ารับฟังความปรารถนาดี คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จากท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติในหลายประเด็น ซึ่งกระผมจะขออนุญาตตอบในส่วนที่เป็น ข้อสรุป เนื่องจากมีผู้อภิปรายหลายท่านและมีประเด็นจำนวนมาก เพื่อรักษาเวลาของสภา ในส่วนที่เป็นความเห็นทางวิชาการผมจะขออนุญาตละไว้นะครับ สำหรับส่วนที่เป็นข้อสังเกต ข้อแนะนำ หรือความเห็นของท่านสมาชิกนั้น ผมจะขออนุญาตตอบในประเด็นที่เป็นคำถาม หรือเป็นข้อสงสัยของท่านเป็นหลักนะครับ

ในส่วนของท่านแรก ท่านปิยบุตร แสงกนกกุล ท่านได้มีความเห็นใน ๒-๓ ประเด็น ประเด็นแรก คือเรื่องที่ท่านไม่เห็นด้วยกับเรื่องของการคุ้มครองละเมิด อำนาจศาล ขอกราบเรียนเป็นข้อมูลทางวิชาการว่าการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลนั้น มีเจตนารมณ์ของ ๒ ด้านด้วยกันนะครับ ด้านแรก เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยในกระบวนการพิจารณาของศาล ด้านที่ ๒ เพื่อคุ้มครองคุณธรรมของกฎหมายที่ศาลใช้ในการอำนวยความยุติธรรมตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าดูตามองค์ประกอบทั้ง ๒ ประการนี้จะเห็นว่า การคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลนั้น มีขอบข่ายที่ครอบคลุมทั้งในชั้นของกระบวนการพิจารณาที่เกิดขึ้นในชั้นของห้องพิจารณา ของศาล และผลจากการพิจารณาของศาลก็คือคำวินิจฉัยของศาล เพราะฉะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งดูเหมือนจะไม่อยู่ในกระบวนการพิจารณาโดยตรง แต่เป็นผลของกระบวนการพิจารณาตามหลักการคุ้มครองคุณธรรมของกฎหมายที่ศาลใช้ ในการพิจารณาเพื่ออำนวยความยุติธรรมตามกฎหมายนั้น ก็ถือว่าอยู่ในข่ายที่จะต้องควบคุม และคุ้มครองเช่นเดียวกันครับ ก็ถือว่าเป็น ๒ ด้านของเหรียญอันเดียวกันที่พึงได้รับ การคุ้มครอง

ส่วนประเด็นที่ท่านเห็นว่าศาลควรใช้ความอดทนอดกลั้นแทนการใช้ ความคุ้มครอง การละเมิดอำนาจศาลนั้น ผมขอกราบเรียนว่าในประสบการณ์ที่ผ่านมา ๒๐ กว่าปีนั้น ประสบการณ์ทั้งในส่วนที่เป็นภาพในทางร้าย ประสบการณ์ที่เป็นภาพในทางดี ศาลก็ได้นำเข้าไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญตลอดมา และสิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็น ที่เรียนรู้และเป็นที่ของการสร้างพัฒนาการในการสร้างองค์กรในการควบคุมความชอบ รัฐธรรมนูญให้เป็นหลักสำคัญในการดำรงความมั่นคงทางนิติธรรมของชาติบ้านเมือง ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าการได้มาซึ่งการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และกฎหมาย วิธีพิจารณาปี ๒๕๖๑ นั้น น่าจะเป็นเหตุเป็นผลที่รับกันกับประสบการณ์ที่ศาลได้รับในเวลา ที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นไปตามเหตุตามผลของประสบการณ์ของศาล แล้วก็เป็นไป ตามเหตุตามผลของหลักวิชาการที่ศาลทั่วไปจะต้องมีการคุ้มครองเช่นเดียวกันในทุก ๆ ศาล

สำหรับในประเด็นที่ท่านเคยมีการให้ความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับคำวินิจฉัย ของศาล แล้วท่านก็ได้บอกกล่าวว่าไม่เคยถูกดำเนินคดีหรือมีการฟ้องร้องในศาลแต่อย่างใดนั้น ขอกราบเรียนว่าในการวิพากษ์วิจารณ์ศาลนั้นก็มีการคุ้มครองเหมือนกันนะครับ ถ้าเป็น การวิพากษ์วิจารณ์ตามหลักวิชาการเป็นไปโดยความสุจริต ไม่เป็นการส่อแสดงถึงการเสียดสี อาฆาตมาดร้ายหรือใช้คำหยาบคาย ซึ่งตรงนั้นก็ได้รับความคุ้มครอง แต่อย่างไรก็ตามในเรื่อง ของความคุ้มครองนั้นถ้าเป็นส่วนของกระบวนการพิจารณาจะเป็นการคุ้มครอง ในเรื่องของการละเมิดอำนาจศาลตามบทที่กฎหมายให้ความคุ้มครองไว้ใน ๓ ประการ อย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้กรุณายกขึ้นมา เช่น การตักเตือน การไล่ออกจากบริเวณศาล หรือการจำคุกและการปรับนั้นเป็นการคุ้มครองการละเมิดโดยตรง แต่ในส่วนของ การคุ้มครองอีกประการหนึ่งเป็นไปตามกฎหมายอื่นนะครับ ไม่ใช่กฎหมายในการคุ้มครอง การละเมิดอำนาจศาล ก็คือการคุ้มครองเรื่องการหมิ่นศาลนะครับ เพราะฉะนั้นในการ วิพากษ์วิจารณ์ก็จะมีการคุ้มครองอยู่ ๒ ด้านด้วยกันทั้งด้านการละเมิดอำนาจศาล และด้านของการหมิ่นศาล ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายอาญาประกอบกันไปด้วย ตรงนี้ก็เป็น ประสบการณ์และความรู้ใหม่ที่ทางสำนักงานได้เคยทำจดหมายข่าวนำเผยแพร่ออกไปสู่ สาธารณะให้เป็นที่รับทราบและเข้าใจในเรื่องของบทบัญญัติตรงนี้ครับ

สำหรับในประเด็นที่ ๒ ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่ากรณีของความชอบธรรม ขององค์กรศาลที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนในการใช้อำนาจของศาลที่มีผลไปถึงการใช้อำนาจ ขององค์กรทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนนั้น ตรงนี้ขอกราบเรียนว่าในการจัดสร้าง องค์กรที่ใช้เป็นกลไกในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะเปรียบเทียบได้ ใน ๒ ตัวแบบด้วยกันนะครับ ในตัวแบบที่เป็นองค์กรทางการเมือง โดยเฉพาะการถือเอาหลัก ความสูงสุดของรัฐสภานั้น การใช้หลักการควบคุมตรวจสอบ ในรูปแบบของการตรวจสอบถ่วงดุลที่อาศัยกลไกทางการเมือง ตรวจสอบถ่วงดุลด้วยกันเองนั้น ก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ในกรณีของการยึดหลักความสูงสุดของรัฐธรรมนูญนั้นเป็น รูปแบบของการตรวจสอบในรูปแบบที่เรียกว่าการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้ กลไกขององค์กรที่เรียกว่าศาล คือศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้จะมีความแตกต่างจากตัวแบบของ ระบบการควบคุมในรูปแบบขององค์กรการเมือง เพราะฉะนั้นในเมื่อองค์กรควบคุม ตรวจสอบจัดทำขึ้นมาในรูปแบบขององค์กรศาล ก็จำเป็นอยู่ในการที่จะแยกความเป็นอิสระ และความเป็นกลางออกจากการพัวพันกับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง ฉะนั้น เหตุผลที่ว่าทำไมไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรงนั้น ก็เป็นเพราะเหตุผลว่า ศาลต้องดำรง ความเป็นอิสระเป็นกลางตามรูปแบบขององค์กรควบคุมความชอบรัฐธรรมนูญในรูปแบบศาล และใช้หลักความสูงสุดของรัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยหลัก เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้ศาลดำรง สถานะที่มีความเป็นศาล มีความเป็นอิสระและมีความเป็นกลางทางการเมืองนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสร้างขึ้นในระบบศาลรัฐธรรมนูญครับ

สำหรับในอีกประเด็นหนึ่ง ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่าในปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ทำไมคดีเข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีน้อยกว่าปีอื่น ๆ ซึ่งท่านได้ เชื่อมโยงกับเหตุการณ์การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาตินั้น ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ว่าคดีที่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นคดีที่มีลักษณะทางการเมือง ไม่ใช่เป็นคดีทั่วไป ในเวลานั้นเป็นเวลาที่อยู่ในช่วงของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ อยู่ในช่วง ของสถานการณ์ทางการเมืองที่อยู่ในการจัดระเบียบในเหตุการณ์พิเศษ จึงไม่มีปัญหาพิพาท ในทางการเมืองที่จะเป็นคดีเข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และท่านก็ให้ข้อสังเกตว่ามีคำสั่ง คสช. หลายคำสั่งที่มีบทในการคุ้มครองสถานะของตุลาการ ตรงนั้นผมขอกราบเรียนนะครับว่า จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อสงสัยของท่านที่ว่าจะทำให้ศาลขาดความเป็นกลาง หรือศาลจะใช้ ดุลยพินิจในการพิจารณาวินิจฉัยคดีที่เป็นคุณเป็นโทษกับคำสั่งของ คสช. แต่ประการใดครับ ตรงนี้ผมขอกราบเรียนเป็นข้อเท็จจริงว่าโดยประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ภายหลังที่มี การรัฐประหารเกิดขึ้นใหม่ ๆ ก็จะมีจดหมายเวียนไปถึงหัวหน้าส่วนราชการทุกองค์กรว่า ให้ไปประชุมตามที่ คสช. เชิญไป แต่ก่อนที่จะมีการประชุมเกิดขึ้นจริงได้มีหนังสือมาอีก ฉบับหนึ่งแจ้งยกเลิก ไม่ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไปร่วมประชุม ร่วมกับองค์กรอื่น ๆ ผมก็ได้ สอบถามข้อเท็จจริงไปนะครับว่าเพราะเหตุใดถึงมีจดหมายมายกเลิก ก็ได้รับคำตอบว่า คสช. เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นองค์กรทางตุลาการ ท่านจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องในการ แทรกแซงหรือควบคุมในทางใด ๆ แม้แต่ในการบริหารงานของสำนักงาน ตรงนี้ก็เป็นที่ ประจักษ์นะครับว่า คสช. เองก็มีการตระหนักถึงการเคารพในความเป็นองค์กรตุลาการของ ศาลรัฐธรรมนูญ และได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างที่ผมได้กราบเรียนในข้อเท็จจริง ดังกล่าว เพราะฉะนั้นในส่วนของการทำหน้าที่ของศาลตามที่ท่านได้มีข้อกังวลเหล่านั้น ก็ขอกราบเรียนว่าจะไม่มีผลใด ๆ ในการที่จะทำให้ศาลมีการใช้ดุลยพินิจในทางที่ออกไป นอกกรอบ นอกเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญแต่ประการใดครับ

ในอีกประการหนึ่ง ท่านได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่แตกต่าง ระหว่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวกับรัฐธรรมนูญปกติทั่วไป ก็ขอกราบเรียนว่า ในการพิจารณาคดี ของศาลตามขอบเขตอำนาจที่รัฐธรรมนูญจัดสรรมานั้น ไม่ว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือรัฐธรรมนูญปกติ หลักการสำคัญที่เป็นเขตอำนาจตามหลักทั่วไปและหลักสากล ของศาลรัฐธรรมนูญ คือการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การควบคุมหรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การควบคุมหรือการคุ้มครอง หลักประชาธิปไตย การควบคุมหรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้มีการดำรงอยู่ และมีคดีประเภทนี้เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งในเวลาที่ศาลใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวและศาล ใช้รัฐธรรมนูญปกติต่างกันตรงที่จำนวนของคดีเท่านั้นเองนะครับ แต่องค์ประกอบของคดี และเขตอำนาจของศาลไม่ได้แตกต่างกันในสาระสำคัญครับ

ในส่วนของท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๒ ในประเด็นที่ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้กรุณาให้ข้อสังเกตซึ่งมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ของศาลในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ สร้างความเชื่อมั่น การสร้างความรู้ความเข้าใจของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำ ประชาสัมพันธ์เชิงรุกนั้น ขอกราบเรียนว่าการดำเนินงานของศาลนั้นหลักที่เป็นไปตามสภาพ บังคับ ก็คือเงื่อนไขของงบประมาณที่ได้รับมานะครับ งบประมาณที่ได้รับมาในส่วนของ การทำประชาสัมพันธ์นั้นได้รับมาไม่มาก แต่อย่างไรก็ตามศาลเองก็พยายามปรับข้อจำกัด เหล่านั้นให้อำนวยประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุด โดยการทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้มี ความหลากหลาย ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อที่เป็นเว็บไซต์ (Web site) แผ่นพับ การจัดสัมมนา เครือข่ายประชาชนลงไปถึงภูมิภาค ลงไปถึงท้องถิ่นชุมชน การจัดอบรมยุวชนศาลรัฐธรรมนูญ ในภาคการศึกษาเขตต่าง ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ การจัดทำวีดิทัศน์สำหรับนักเรียน นักศึกษาและองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาดูงานในศาลรัฐธรรมนูญ การจัดสัมมนาเผยแพร่ องค์ความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรเครือข่ายอื่น ๆ ที่มีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับ ศาลรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาซึ่งเป็นกลไกในการรับคำร้องทุกข์ ของประชาชนเพื่อพิจารณากลั่นกรองนำคดีที่เป็นคำร้องของประชาชนเข้ามาสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็ได้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดนะครับ นอกจากนั้นก็ใช้สื่อดิจิทัล รวมถึงการจัดทำสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มและกลุ่มเป้าหมายทั่วไปเพื่อให้เกิด ความทั่วถึง นอกจากนั้นยังมีการให้คำปรึกษาคดีแก่ประชาชนในรูปแบบของสายด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานดังกล่าวในมุมมองของท่านสมาชิก ผมเอง ก็เห็นด้วยว่ายังไม่เพียงพอ และยังสามารถที่จะทำให้มากกว่านี้ ทั่วถึงกว่านี้ ดีกว่านี้ แล้วก็มี ประสิทธิภาพกว่านี้ ซึ่งในชั้นนี้ผมก็ขอกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าขอให้ท่านได้ช่วย สนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้ให้กับศาลเพิ่มเติม และผมก็จะได้นำไปดำเนินการตามที่ท่าน ได้กรุณาให้ข้อสังเกตแล้วก็ให้ความหวังกำลังใจแก่ศาลในการที่จะทำภารกิจนี้ต่อไปครับ

ในส่วนของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๓ ท่านรังสิมันต์ โรม ได้กรุณา ยกประเด็นในเรื่องของค่าใช้จ่ายของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากรในสัดส่วน งบประมาณ ๑๔๙ ล้านบาทนั้น จากวงเงินงบประมาณ ๒๔๐ กว่าล้านบาทนั้น ก็ขอกราบเรียน อย่างนี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้ดำเนินภารกิจตามกรอบที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้เท่านั้น ก็คืออำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยคดี ส่วนภารกิจในการลงทุน ภารกิจในการพัฒนา ซึ่งจะเป็นสัดส่วนของงบประมาณจำนวนมากที่จะมาเทียบเคียงกับสัดส่วนของงบบุคลากรนั้น จะไม่มีอยู่เลย เพราะฉะนั้นจะทำให้ท่านสมาชิกเห็นว่าสัดส่วนของงบประมาณด้านบุคลากรนั้น มีสัดส่วนที่สูง อันนี้เป็นไปตามโครงสร้างของระบบงบประมาณของศาลนะครับ ที่จะต้องใช้ ไปในการใช้จ่ายด้านบุคลากร แต่อย่างไรก็ตามนะครับ เมื่อเทียบกับองค์กรรัฐอื่น ๆ บุคลากร ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอยู่ในหลักร้อยเท่านั้นเองนะครับ ไม่ถึง ๒๐๐ ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้บุคลากรที่มีอยู่อันจำกัดนี้ต้องทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่ในการที่จะ อำนวยภารกิจของศาลในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านของการดำรงหลักยุติธรรมของประเทศ ดำรงหลักประชาธิปไตย ของประเทศ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และประชาชนตามภารกิจที่รัฐธรรมนูญได้มอบหมายไว้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งตรงนี้ อย่างท่านสมาชิกบางท่านก็ได้ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่างบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณองค์กรอื่น หรืองบประมาณในบางภารกิจของ องค์กรรัฐทั่ว ๆ ไป

อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการทำหน้าที่ของเลขานุการ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน ที่ว่าตุลาการได้รับเลขานุการเข้ามาทำหน้าที่ แต่ไม่ได้ ทำหน้าที่ แล้วไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น ในข้อเท็จจริงได้มีการสอบสวนกันนะครับ ทั้งในตัว องค์กรศาลเองและองค์กรภายนอก และกระบวนการสอบสวนนั้นได้ถึงที่สุดแล้วได้รับ ข้อเท็จจริงว่าท่านได้มอบหมายภารกิจให้เลขานุการของท่านไปทำหน้าที่ในขอบเขตที่เป็น ภารกิจที่กว้างขวางออกไปในเครือข่ายของต่างประเทศ เพื่อหวังให้นำองค์ความรู้ประสบการณ์ ที่ใช้ในเชิงศึกษาเปรียบเทียบมาเป็นประโยชน์กับตัวตุลาการและองค์กรศาลโดยรวม และขณะเดียวกันในทางปฏิบัติค่าใช้จ่ายของเลขานุการท่านในช่วงที่ไปศึกษาต่างประเทศ และทำภารกิจในต่างประเทศให้กับตุลาการท่านนั้น ก็ได้ชดใช้คืนไปเป็นเงินแผ่นดินเป็นที่ เรียบร้อย ก็ถือว่าส่วนของค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นในความเป็นจริงนะครับ เพราะว่า ท่านได้คืนให้จนหมดสิ้นนะครับ

ในข้ออภิปรายของท่านที่ ๔ ท่านสงวน พงษ์มณี ท่านได้มอบภารกิจหลาย ๆ อย่าง ที่เกี่ยวกับการจัดทำคำอธิบายหรือในเรื่องของการเปรียบเทียบอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ขอกราบเรียนนะครับว่าในชั้นต้นแม้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจในการพิจารณาปัญหาขององค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นก็ตาม แต่ว่าในส่วนของการให้ข้อเท็จจริง ให้ความรู้ต่าง ๆ นั้นจะให้ความสำคัญกับภารกิจที่อยู่ ในเขตอำนาจของศาลเป็นหลักก่อน ส่วนขององค์กรอื่น ๆ นั้นคิดว่างบประมาณที่หน่วยงาน ต่าง ๆ เหล่านั้นได้รับไปก็คงจะใช้ในการให้ความรู้กับประชาชนได้โดยตรง และเป็นความรู้ ที่มาจากองค์กรที่เป็นเจ้าของอำนาจโดยตรง ซึ่งจะเป็นผลดีกับประชาชนมากกว่าการที่ศาล จะเข้าไปทำหน้าที่นี้แทนองค์กรอื่น ซึ่งอย่างไรก็ตามเมื่อท่านได้ให้ข้อสังเกตตรงนี้สำนักงาน ก็จะไปพิจารณานะครับว่าส่วนไหนที่จะทำเพิ่มเติมและเป็นประโยชน์ในการให้ความรู้กับ ประชาชนเพิ่มขึ้นก็จะรับไปดำเนินการตามเจตนารมณ์ของท่านและคำแนะนำของท่านต่อไป ส่วนประเด็นที่ท่านพูดถึงคำสั่งของ คสช. ว่าเป็นกฎหมายหรือไม่ เกี่ยวข้องกับการควบคุม ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ในเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็มีคำร้องเข้ามาอยู่เสมอ เกี่ยวกับคำสั่งของ คสช. ฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ปิดกั้นการยื่นคำร้อง ที่เกี่ยวกับคำสั่งของ คสช. แต่ประการใด

ในคำอภิปรายของท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๕ ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ท่านได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของคดีค้าง ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าในการจัดทำคดีของ ศาลรัฐธรรมนูญในช่วงหลัง ๆ นะครับ โดยเฉพาะมีการใช้รัฐธรรมนูญที่ขยายเขตอำนาจของ ศาลเพิ่มเติมไปจากกรอบที่เคยดำเนินการอยู่ในรัฐธรรมนูญเดิมนั้น ก็จะมีลักษณะของคดี แตกต่างไปจากคดีเดิม เพราะฉะนั้นเมื่อคดีเข้ามาสู่ศาลจำนวนมาก ศาลก็จะมีระบบ ในการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของคดีในการพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดบางเรื่องในเรื่องของรูปคดี คดีบางคดีเข้ามาเมื่อปลายปีงบประมาณ หรือปลายปีปฏิทิน คดีบางคดีมีลักษณะที่มีคู่ความ จำเป็นต้องดำเนินกระบวนการไต่สวน จำเป็นต้องแสวงหาข้อเท็จจริง จำเป็นต้องให้โอกาสแก่คู่กรณีในการนำข้อเท็จจริงต่าง ๆ เข้ามาสู่การพิจารณาของศาล เพื่อให้เกิดความเพียงพอในการพิจารณาและเกิดความ เป็นธรรมในการพิจารณาตัดสินของศาล ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นลักษณะของรูปคดีที่โดยสภาพ จะต้องใช้เวลาโดยตัวของมันเองครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านได้พูดถึงคดีอาชญากรสงคราม ซึ่งตรงนี้ท่านได้พูดถึง คดีนี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ขอกราบเรียนว่าในคดีนี้ก็มีการศึกษากัน ในเชิงประวัติศาสตร์นะครับ ซึ่งถือว่าเป็นคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อบ้านเมืองที่เกิดจาก คำพิพากษาของศาลฎีกาในครั้งนั้นนะครับ ได้วางหลักที่สำคัญในเรื่องของกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้เกิดตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องมีการควบคุมกฎหมายไม่ให้ ขัดรัฐธรรมนูญขึ้น แล้วก็ถือว่าเป็นภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญโดยทั่วไปในศาลสากลนะครับ ซึ่งครั้งนั้นก็ถือว่าศาลฎีกาได้สร้างคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างระบบการควบคุมความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของกฎหมายขึ้น แล้วก็ถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญทั้งในระดับชาติ และระดับสากลนะครับ เนื่องจากคดีอาชญากรสงครามนั้นเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ชนะสงคราม ซึ่งครั้งนั้นศาลฎีกาได้มีคุณูปการที่สำคัญ ในการทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกบังคับคดีอาชญากรสงครามแก่ผู้นำประเทศ รวมถึงการถูกบังคับในเรื่องของอธิปไตยในทางศาลของไทยเองด้วย ซึ่งตรงนี้ผู้ที่ศึกษา ประวัติศาสตร์ในคดีนี้ก็ล้วนมีความนิยมยกย่องในบทบาทและคุณูปการอันสำคัญของ ศาลฎีกาในครั้งนั้นตลอดมา

สำหรับในส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญปัจจุบันท่านได้พูดถึง เขตอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไปในประการสำคัญคือการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ท่านก็ ได้กรุณาชี้ให้เห็นว่าภารกิจตรงนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ของศาลรัฐธรรมนูญทั้งในด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ดำรงอยู่และดำเนินไป เช่นเดียวกับที่เคยผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์นั้นสำหรับในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ก็อย่างที่กราบเรียนว่ามีกฎหมาย ทั้งในการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลและการหมิ่นศาลควบคู่กันไปด้วย ตรงนี้ ทางสำนักงานเองก็ได้พยายามสร้างความรู้ความเข้าใจโดยการออกจดหมายข่าวเวียนออกไป ให้เป็นที่รับรู้รับทราบในหมู่สาธารณชนโดยทั่วไป สำหรับในการวิจารณ์ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ศาลก็มีทั้งในส่วนที่รับฟังแล้วก็นำไปใช้ประโยชน์ และมีในส่วนที่ศาลเองจะต้องให้กำลังใจกับ ทั้งศาลและบุคลากรของศาล ในส่วนที่เป็นคำวิจารณ์ที่เป็นอคติ ในส่วนของคำวิจารณ์ที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตามศาลเองก็พยายามที่จะดำเนินกระบวนการในการคุ้มครองความเป็นองค์กรศาล ให้เป็นไปตามกฎหมายในเรื่องของการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลให้มีประสิทธิภาพต่อไป ในอนาคต ทั้งนี้ก็เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นองค์กรศาลอย่างที่ได้กราบเรียนไว้ว่ามีหลักปฏิบัติ ที่สำคัญคือ การคุ้มครองคุณธรรมของกฎหมายที่ศาลใช้ในการพิจารณาคดีและอำนวย ความยุติธรรมทางกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ศาลเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเหนือกว่าความรู้สึกของศาล ที่จะไปรู้สึกว่าถูกกระทบกระทั่ง ซึ่งตรงนี้ถือว่าศาลได้แยกความรู้สึกส่วนตัวออกจาก ความเป็นองค์กรศาล ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่การบังคับใช้กฎหมายละเมิด อำนาจศาล หรือการบังคับใช้ในเรื่องของการหมิ่นศาล ซึ่งเป็นอำนาจของศาลยุติธรรมนั้น ศาลอาจจะจำเป็นในวันหนึ่งวันใดที่จะต้องยกขึ้นมาใช้ ทั้งนี้ก็เพื่ออย่างที่ผมกราบเรียน เพื่อรักษาคุณธรรมของกฎหมายที่ศาลใช้ในการพิจารณาคดี เพื่ออำนวยความยุติธรรมตาม กฎหมาย ซึ่งตรงนี้ขอกราบเรียนว่าความอดทนอดกลั้นที่ท่านสมาชิกได้กรุณาแนะนำศาล ไปนั้น ก็ขอกราบเรียนว่าในเขตหรือวงที่ศาลใช้เตือนสติ เตือนความรู้สึกของศาลนั้น ศาลจะ ใช้หลักอย่างที่ผมกราบเรียนว่า ความเป็นส่วนตัวกับความเป็นองค์กรออกจากกันนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็คิดว่าจะได้นำข้อพิจารณา ข้ออภิปราย แล้วก็ความปรารถนาดีของท่านสมาชิก ไปนำเรียนกับศาลต่อไปนะครับ

ส่วนเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ที่ท่านองอาจได้กรุณาแนะนำในเรื่องของ วิสัยทัศน์ควรจัดทำให้เป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของการยกระดับคำวินิจฉัยของศาลสู่สากล เพื่อลดปัญหาในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์และการนำความรู้ไปสู่ประชาชนนั้น ตรงนี้ถือว่า อยู่ในลำดับความสำคัญที่ศาลได้ดำเนินการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยเวลา และอาศัยการพัฒนาที่จะทำอย่างไรให้ตัวคำวินิจฉัยของศาลนั้นเป็นไปตามเป้าหมาย ของวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ และขณะเดียวกันการปรับทัศนคติที่มีต่อผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ศาลนั้นถ้าตั้งอยู่ในความสุจริต ตั้งอยู่ในเหตุผลทางวิชาการนั้น ศาลก็น้อมรับ แล้วก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับสาธารณชนโดยส่วนรวม ศาลก็จะไม่เข้าไปบังคับกฎหมาย แต่อย่างใด แต่การใดที่มีผลในทางที่ขัดกับกฎหมาย ตรงนี้ศาลก็อาจจะดำเนินการในอนาคต เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ก็อย่างที่กราบเรียนว่าในเรื่องของแผนยุทธศาสตร์นั้น ในลำดับต่อไป ศาลจะต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ชาติประกอบกันไปด้วย แผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ประกอบกันไปด้วย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีเป้าหมายไปที่ประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกันกับการกำหนดความสำคัญเร่งด่วนที่ทาง ท่านองอาจได้กรุณาให้คำแนะนำครับ

ในส่วนของท่านผู้ทรงเกียรติ ท่านที่ ๖ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านได้กรุณา ให้ข้อคิดในเรื่องของการจัดทำเอกสารรายงานประจำปีในรูปแบบที่ประหยัดตามนโยบายของ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้ผมเห็นด้วยและน้อมรับที่จะนำไปดำเนินการ ในชั้นต่อไปนะครับ

ส่วนผลการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้น อย่างที่ท่านได้ยกกรณีของสถิติปี ๒๕๔๑-๒๕๖๑ ว่ามีคดีเข้ามาสู่ศาลต่อเนื่องโดยลำดับ แล้วก็มีปริมาณคดีเข้ามาก็มีปริมาณอยู่ในจำนวนที่ไม่แตกต่างกันมาก ท่านให้ข้อสังเกตว่า ปี ๒๕๕๘ มีเพียง ๓ เรื่อง แต่ทำไมศาลพิจารณาได้เพียง ๑ เรื่อง และยกเป็นคดีค้างไปถึงปีต่อไปนั้น ขอกราบเรียนว่าทั้ง ๓ คดี มาในช่วงปลายปี แล้วรูปคดีเป็นคดีที่มีคู่กรณี ซึ่งจำเป็นต้องใช้กระบวนการพิจารณาในระบบไต่สวน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ขั้นตอนกระบวนการและเวลาตามหลักปฏิบัติที่ต้องดำเนินการ ให้เป็นไปตามวิธีพิจารณาของศาล

ส่วนหลักสูตรอบรมนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย ท่านได้แสดงความเห็นว่า ท่านไม่เห็นด้วย แล้วก็มีความกังวลต่อผลกระทบจากการจัดหลักสูตรดังกล่าวในองค์กร ทางยุติธรรม ตรงนี้ก็ขอกราบเรียนว่าในการจัดทำหลักสูตรดังกล่าวมีหลายวัตถุประสงค์ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจที่เกี่ยวกับการดำรงหลักนิติธรรมของศาล การดำรงหลักประชาธิปไตย การดำรงหลักนิติธรรมของบ้านเมือง การดำรงหลักประชาธิปไตยของบ้านเมือง รวมถึง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ซึ่งศาลได้เห็นว่าในการดำเนินภารกิจต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น มีความสำคัญต่อบ้านเมืองและประชาชน ฉะนั้นการที่จัดให้มีหลักสูตรดังกล่าวเพื่อให้ความรู้ แล้วก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับองค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย ก็จะนำไปสู่ การพัฒนาการทำภารกิจของศาลนั้นให้ยกระดับสูงขึ้น และขณะเดียวกันได้มีการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ในเชิงเปรียบเทียบกับองค์กรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ศาลมองเห็นถึงประโยชน์ และความจำเป็น เห็นว่ามีความคุ้มค่าที่จะจัดให้มีหลักสูตรดังกล่าว อย่างไรก็ตามในเรื่องของ ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดผลอันไม่พึงประสงค์ อย่างที่ท่านมีความกังวลเรื่องการสร้าง คอนเนกชัน (Connection) ต่าง ๆ เหล่านั้น ในส่วนของผู้มาอบรมอาจจะมีการสร้างสังคม ในกลุ่มที่เรียกว่า คอนเนกชัน (Connection) แต่ว่าจะไม่เข้าไปก้าวล่วงในการทำหน้าที่ของศาล ไม่ว่าในส่วนของการพิจารณาวินิจฉัยหรือในส่วนของการดำเนินการในทางธุรการของศาล แต่ประการใด ซึ่งตรงนี้ขอกราบเรียนเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและลดความกังวล ของท่านว่า หลักนี้ศาลได้พิจารณามาเป็นเวลานานก่อนที่จะทำให้มีหลักสูตรนี้เกิดขึ้น หลังจากศาลดำเนินภารกิจมาแล้วเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปีศาลถึงเริ่มมีการจัดทำหลักสูตรนี้ โดยที่ศาลได้มีการวางมาตรการต่าง ๆ จนเป็นที่เชื่อมั่นในหมู่ตุลาการและในหมู่ของ ผู้ปฏิบัติงานว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นอันพึงไม่ประสงค์ต่าง ๆ เหล่านั้นได้มีการควบคุมจำกัด จนเป็นที่มั่นใจแล้วถึงจัดให้มีหลักสูตรนี้เกิดขึ้น

ในส่วนของท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๗ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านได้กรุณา แนะนำเรื่องการเผยแพร่ผลงานของศาลให้มากขึ้น คือท่านได้กรุณายกประเด็นเรื่อง การนำเสนอผลงานในรูปแบบที่ย่อแล้วก็คัดเฉพาะบางส่วนมานั้น อาจจะไม่ทำให้เกิดภาพ ในรายละเอียด ซึ่งตรงนี้ก็ขอกราบเรียนว่าในการดำเนินการให้มีรายละเอียดจะนำไปสู่ การจัดทำรายงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วมีความหนามากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่เป็นข้อจำกัด แต่ข้อคิดของท่านเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งสำนักงานจะรับไปดำเนินการในรูปแบบของเอกสารอื่นให้ เป็นไปตามข้อแนะนำของท่าน นอกเหนือจากที่จะไปปรับปรุงในส่วนของรายงานประจำปี โดยตรง โดยเฉพาะการทำรายละเอียดในเรื่องขององค์ประกอบของคดีว่าเป็นคดีเรื่องอะไร ใครเป็นผู้ร้อง มีผลการพิจารณาเป็นประการใด ซึ่งตรงนี้ก็จะได้รับไปดำเนินการในรูปแบบ ของเอกสารอย่างอื่น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างทั่วถึง ต่อไปครับ

ท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๘ ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ท่านได้กรุณายกหลักการ ทางวิชาการในเรื่องของลัทธิรัฐธรรมนูญ แล้วยกประเด็นในเรื่องของลัทธิรัฐธรรมนูญ แล้วก็ ยกประเด็นในเรื่องของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ การทำความเข้าใจถึงบทเชื่อมโยง ของบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตราต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ขอกราบเรียนว่าการดำเนินงาน ในส่วนนี้ ในส่วนของสำนักงานได้ดำเนินการอยู่ในหลาย ๆ รูปแบบ แต่ในส่วนของศาลเอง นั้นสามารถดำเนินการได้ในกรอบที่จำกัดเฉพาะคดีที่เป็นคดีพิพาทเข้ามาสู่ศาล แล้วในส่วน ของศาลเองจะแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายที่ไม่ใช่คดีศาลไม่สามารถกระทำได้ ตรงนี้ก็เป็นข้อจำกัดในองค์กรของศาล แต่ในการใช้ดุลพินิจทางกฎหมายของศาล ในกระบวนการพิจารณาคดีในข้อกฎหมายต่าง ๆ ศาลก็มีการดำเนินการในชั้นของ การพิจารณาและวินิจฉัยคดี และปรากฏอยู่ในบรรทัดฐานของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในทุกคำวินิจฉัย ซึ่งองค์ประกอบของคำวินิจฉัยศาลได้วางหลักไว้ว่าต้องมีองค์ประกอบ อย่างน้อยมีพฤติการณ์ที่เป็นวัตถุแห่งคดี ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เหตุผลในการพิจารณา ผลของการพิจารณาหรือคำตัดสิน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่อยู่ใน คำแนะนำของท่านโดยสมบูรณ์ เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติศาลทำได้ในกรอบที่มีคดีพิพาท แล้วเท่านั้น แต่ถ้าเป็นตัวบทโดยที่คดียังไม่พิพาท ตรงนั้นสำนักงานสามารถดำเนินการได้ ในรูปแบบของการศึกษาวิจัย การทำบทความทางวิชาการที่เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายมหาชน หรือกฎหมายทั่วไป ซึ่งตรงนี้ก็มีการดำเนินการอยู่

ในส่วนของการจัดทำรายงานของศาล ท่านแนะนำว่าควรเป็นรายงาน ของศาลมากกว่ารายงานของสำนักงาน อันนี้ก็เป็นข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขบังคับในการทำรายงานนั้นถูกบังคับด้วย ๒ เงื่อนไข เงื่อนไขของการใช้จ่าย งบประมาณ ใช้ในการใดก็ต้องรายงานในการนั้น เงื่อนไขที่ ๒ คือเงื่อนไขขององค์กร ที่ควบคุมการจัดทำรายงานประจำปี ซึ่งท่านได้วางแบบ วางองค์ประกอบไว้ว่าต้องทำ เป็นไปตามแบบนั้น แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นของท่านสำนักงานเองก็เล็งเห็นว่า การให้น้ำหนักไปในภารกิจของศาลน่าจะเป็นประโยชน์และสำคัญกว่าสำนักงาน ตรงนี้ ขอน้อมรับ แล้วก็ขอไปปรับให้มีรูปแบบที่เป็นไปตามข้อแนะนำของท่านให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

ท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๙ ท่านนิยม เวชกามา ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ท่านมีความข้องใจว่าการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นจะมีการคุ้มครองได้อย่างไร ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้กรุณา สร้างบทบัญญัติและเจตนารมณ์ขึ้นมาใหม่ในการคุ้มครองถึงการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ที่ประชาชนถูกกระทบ การคุ้มครองไปถึงประชาชนที่ควรได้รับประโยชน์และเสียหาย จากการทำหน้าที่รัฐ รวมถึงการคุ้มครองไปถึงในเรื่องของการที่กฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายที่มีส่วนในการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นภารกิจใหม่ ที่ศาลได้ถือว่าเป็นลำดับความสำคัญเร่งด่วนที่ศาลจะต้องดำเนินการ ซึ่งตรงนี้อย่างที่ กราบเรียนว่าคดีที่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ที่เป็นการคุ้มครอง ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น ได้เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เฉพาะในรอบ ๙ เดือน ตามปีงบประมาณ ๒๕๖๐ เข้ามา ๕๑ เรื่อง เป็นเรื่องตามมาตรา ๒๑๓ ถึง ๔๖ เรื่องนะครับ หรือในรอบ ๑๒ เดือนของปีปฏิทินของปี ๒๕๖๐ เข้ามาประมาณ ๗๖ เรื่อง เป็นเรื่องตามมาตรา ๒๑๓ ที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนถึง ๖๗ เรื่อง หรือถ้ารวมตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ถึงปัจจุบัน ๒๐๓ เรื่องนั้น เป็นคำร้องที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๑๓ ถึง ๑๕๒ เรื่อง ซึ่งตรงนี้ก็จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องรองรับภารกิจในการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างสำคัญยิ่ง ซึ่งตรงนี้ที่ท่านมีความห่วงใย ในสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น ก็ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความคุ้มครองเป็นอย่างดี ตามภารกิจที่รัฐธรรมนูญมอบหมายไว้ จุดหนึ่งที่ท่านพูดถึงประเด็นว่าในปี ๒๕๖๐ มีคดีเข้ามา ๕๑ เรื่อง ทำไมมีการพิจารณาเพียง ๑ เรื่องนะครับ ตรงนี้ขอกราบเรียนว่า คำว่า พิจารณา ตรงนี้จะสัมพันธ์กับถ้อยคำของกระบวนการดำเนินงานของศาล การพิจารณานั้น ผลผลิตจะออกมาเป็นคำวินิจฉัย แต่การที่ไม่รับพิจารณานั้นผลผลิตของศาลก็คือออกมาเป็น คำสั่ง ก็ถือว่าทุกเรื่องที่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการให้กับผู้ร้อง ครบถ้วนทุกคดีนะครับ ทุกคำร้องศาลดำเนินการให้หมดนะครับ คดีที่ศาลไม่รับวินิจฉัย และได้ดำเนินการในรูปคำสั่งนั้น ส่วนใหญ่เป็นคำร้องที่ไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายวิธีพิจารณา แต่ศาลก็ได้ให้คำอธิบายไปว่า เหตุใดศาลถึงไม่รับ คำร้องดังกล่าว ก็ถือว่าในข้อสงสัยของท่านตรงนี้ ก็ถือว่าศาลไม่ได้ละเลย หรือละเว้นคำร้อง ทั้งหลายที่เข้ามาสู่ศาลนะครับ ศาลดำเนินการให้หมด

อีกเรื่องหนึ่งสำคัญมากนะครับ ท่านได้ยกกรณีว่า ท่านมีความเคลือบแคลงใจ และสงสัยเป็นอย่างมากว่า ทำไมศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยนอกอำนาจ ไปวินิจฉัยนอกเรื่อง ท่านได้ยกกรณีของร่างกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในการทำโครงการ รถความเร็วสูงนะครับ แล้วท่านก็ตั้งเป็นคำถามว่าทำไมศาลได้ไปแทรกแซง หรือก้าวล่วง อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารในการทำนโยบายเรื่องการคมนาคมทางรถไฟ ทำไมศาลไม่ไป พิจารณาในเรื่องกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ กราบเรียนว่าเรื่องดังกล่าวสถานะของเรื่องเป็นเรื่อง ร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อหาของเรื่องเป็นเรื่องที่ให้อำนาจกระทรวงการคลัง ในการกู้เงินมาทำโครงการ โดยมีเงื่อนไขของเนื้อหาที่มีบทขัดกับรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญ ที่ผู้ร้องร้องมาว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญในเรื่องของร่างกฎหมายดังกล่าวได้วางเงื่อนไขที่ยกเว้น ให้งบประมาณที่กู้มานั้น เงินที่กู้มานั้นถือเป็นเงินนอกงบประมาณ ฉะนั้นเมื่อเป็นเงินนอก งบประมาณการใช้จ่ายก็ไม่อยู่ในการควบคุมของกฎหมายงบประมาณ ไม่อยู่ในการบังคับ ควบคุมของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง แต่อย่างไรก็ตามเงินไม่ว่ามาจากเงินกู้ หรือเงินงบประมาณปกติ ถือว่าเป็นเงินแผ่นดิน ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในกรอบบังคับของกฎหมาย งบประมาณ อยู่ในกรอบบังคับของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง รวมถึงการอยู่ในกรอบ ของการกำหนดสัดส่วนเพดานของหนี้สาธารณะที่จะต้องกำหนดไว้ในกรอบงบประมาณ ของแต่ละปี ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นบทพิจารณาและวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างกฎหมายนั้น ขัดรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ไปก้าวล่วงถึงการดำเนินนโยบาย ของฝ่ายบริหารแต่ประการใด ซึ่งข้อเท็จจริงตรงนี้ยังถือว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้ที่รับรู้รับทราบคำวินิจฉัย ดังกล่าว ซึ่งถ้าได้มีการศึกษาในรายละเอียดแล้วจะเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นไม่ได้เป็นไป ตามคำวิจารณ์ในประเด็นเรื่องการพิจารณานอกกฎหมายหรือนอกอำนาจแต่ประการใดครับ

ในประเด็นคำอภิปรายของท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๑๐ นะครับ ท่านนิโรธ สุนทรเลขา ท่านได้กรุณาหยิบยกรายงานในหน้า ๕๓ ข้อ ค เกี่ยวกับบทละเมิดอำนาจศาล ซึ่งท่านก็ได้เห็นดีเห็นชอบกับการปรับใช้ในเรื่องของการตักเตือน การไล่ออกนอกบริเวณศาล แต่ท่านมีข้อทักท้วงโต้แย้งว่า ไม่ควรที่จะมีบทลงโทษในชั้นของการจำคุกหรือการปรับ ตรงนี้ขอกราบเรียนว่า ในการปรับใช้กฎหมายเรื่องละเมิดอำนาจศาลนั้น เจตนารมณ์ของ กฎหมายนี้ได้กำหนดเงื่อนไขในการใช้ด้วยความเคร่งครัดเป็นพิเศษนะครับ แล้วก็ในการที่จะ ดำเนินการให้เป็นไปตามบทลงโทษในส่วนของการจำคุกและการปรับนั้นต้องมีมติถึง ๒ ใน ๓ ขององค์คณะที่พิจารณาอยู่ในศาลนะครับ ซึ่งตรงนี้ในทางปฏิบัติยังไม่เคยมีกรณีนี้เกิดขึ้น ในศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่กราบเรียนว่าการละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นการคุ้มครองกระบวนการพิจารณา เป็นการคุ้มครองคุณธรรมของกฎหมาย ไม่ได้คุ้มครอง ตุลาการ ไม่ได้คุ้มครองเจ้าหน้าที่ของศาลแต่ประการใด ซึ่งตรงนี้ก็จะเห็นว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ ใช้เพื่อประโยชน์ของตัวตุลาการ และไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ของศาลแต่ประการใด ใช้เพื่อประโยชน์ของการคุ้มครองความเป็นองค์กรทางตุลาการของศาล คุ้มครองคุณธรรม ของกฎหมาย คุ้มครองกระบวนการพิจารณาเพื่อความสงบเรียบร้อยในกระบวนการพิจารณา ของศาลให้ดำเนินไปตามระเบียบกฎหมาย เพื่อไม่ให้กระบวนการนั้นนำไปสู่ปัญหาที่ทำให้ศาล ต้องกระทบในการใช้ความเป็นอิสระ หรือในการรักษาความเป็นกลาง หรือการรักษา ความไม่มีอคติของศาล อันเกิดจากผลกระทบจากกระบวนการพิจารณาที่เกิดจากปัญหา การละเมิดแต่ประการใด ซึ่งตรงนี้ก็ขอกราบเรียนโดยสรุปนะครับ แล้วก็ขอน้อมรับในคำแนะ คำสอนที่เป็นประโยชน์หลายประการ แล้วก็ทุกท่านที่ได้กรุณาอภิปรายมาล้วนให้ความมั่นใจ กับศาลว่าทุกท่านมีการสนับสนุนที่จะให้มีศาลรัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่ในการดำรงหลักนิติธรรม ของประเทศให้มีความมั่นคง หลักประชาธิปไตยของประเทศให้มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ ให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น เป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยเจตนาดีทั่วกัน ก็ขอกราบขอบพระคุณ แล้วก็ถือโอกาสนำเรียนโดยสรุปไว้เท่านี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณครับ