ชำนาญ เปิดคลิปบ้านป่าแหว่ง ขอชี้แจงความชอบด้วยกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒

ชำนาญ จันทร์เรือง ในฐานะ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอเปิดคลิปประกอบการอภิปรายกรณีบ้านป่าแหว่ง โครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการบนที่ดินราชพัสดุเชิงดอยสุเทพ ซึ่งเกิดข้อครหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย ความล่าช้า และความไม่สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนชาวเชียงใหม่ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย

นายชำนาญ จันทร์เรือง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชำนาญ จันทร์เรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอภาพด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ผมเชื่อว่าแทบทุกท่านต้องเคย ได้ยินเรื่องราวของบ้านป่าแหว่ง ที่เป็นสิ่งชำรุดของระบบรัฐราชการรวมศูนย์มาแล้วนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กินพื้นที่ข่าวของปี ๒๕๖๑ มานานหลายเดือน รัฐบาลที่แล้วส่งรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปเจรจา แล้วก็มีข่าวออกมาว่าห้ามใช้พื้นที่ จากนั้นก็เงียบหายไป คนจำนวนมากคิดว่าเรื่องยุติไปแล้วแต่ที่จริงไม่ใช่ ชาวเชียงใหม่ยังสับสนงุนงงว่าตกลงเรื่องนี้ จะเอาอย่างไร ผมจะเล่าพอสังเขปนะครับ โครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านป่าแหว่ง ดำเนินการโดยสำนักงานศาลยุติธรรมบนพื้นที่ ประมาณ ๑๔๗ ไร่ อยู่ในเขตอำเภอแม่ริมถัดจากสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ ๗๐๐ ปีไปไม่มากนัก เป็นที่ดินราชพัสดุ เชิงดอยสุเทพ ซึ่งบริเวณแถบนั้นเป็นที่ฝ่ายทหารครอบครองมาอย่างยาวนาน จึงมีสภาพเป็น ป่าสมบูรณ์ ถัดขึ้นไปเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งกลืนเป็นพื้นป่าเดียวกัน สำนักงาน ศาลยุติธรรมหรือเดิมเป็นกระทรวงยุติธรรม ได้ยื่นขอใช้ที่ดินจากทหารมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แต่ไม่ได้รับอนุมัติ ต่อมาก็มายื่นอีกรอบหนึ่งในปี ๒๕๔๕ รอบนี้ได้รับการอนุมัติ อนุญาตให้มี การรังวัดถอนการใช้ที่ดินของทหาร แล้วก็มอบให้สำนักงานศาลยุติธรรมนำไปใช้ประโยชน์ เมื่อปี ๒๕๔๙ ท่านประธานที่เคารพครับ เฉพาะการขอใช้ที่ดินก็น่าสนใจอยู่แล้ว เรื่องนี้ ชาวเชียงใหม่เขาพยายามสืบหาที่มาที่ไป เหตุใดสำนักงานศาลจึงได้ที่ดินแปลงเดียว เป็นแนวตั้งแบบรูปที่ขึ้นไปบนจอเมื่อสักครู่นี้ ลอยอยู่บนภูเขา ดูช่างน่าแปลกประหลาด เสียยิ่งนัก เหมือนผมที่แหว่งเวลาใครไปตัดผมให้ปัตตาเลี่ยนโกน ชาวบ้านเขาไปสืบสวนมา พบว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ เคยมีความพยายามที่จะขอที่ดินราชพัสดุของทหาร บวกกับเขตอุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพรวมกันประมาณ ๑,๒๐๐ ไร่ ไม่ได้เฉพาะสำนักงานศาลยุติธรรมเท่านั้น เป็นป่าสมบูรณ์ทั้งผืนเลย แต่ว่าทีหลังก็ขอถอน แต่ว่าสำนักงานศาลยุติธรรมหรือ กระทรวงยุติธรรมสมัยนั้นไม่ได้ถอน ซึ่งก็แปลกนะครับว่า พอสำนักงานศาลได้รับมอบมาแล้ว โดยหลักแล้ว โดยกฎหมายตามระเบียบแล้ว หน่วยงานใดที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินราชพัสดุ ไปแล้วต้องดำเนินการภายใน ๒ ปี แต่ทว่ากว่าสำนักงานศาลยุติธรรมจะมาให้ที่ดินพื้นนี้ ก็จนปี ๒๕๕๖ แล้วเลยมาหลายปีมาก โดยประกาศเปิดประมูลโครงการก่อสร้างสำนักงาน ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พร้อมกับอาคารชุด ๑๓ หลัง บ้านเดี่ยวอีก ๔๕ หลัง เรื่องมันก็ไม่มี ปัญหาอะไรมาก เพราะเขาก็เริ่มสร้างมา มันอยู่บนดอย บนเขา ซึ่งอยู่ที่ลับตา แต่บังเอิญมี สมาชิกชมรมร่มบินบินไปพบเข้าก็สงสัยก็สอบถามกัน แต่ว่าประชาชนก็เริ่มสอบถาม เริ่มจะ มีการชุมนุม แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ คสช. ยังเรืองอำนาจอยู่ การชุมนุม การทำอะไรต่าง ๆ ก็ทำไม่สะดวก แม้แต่การสัมมนาก็ทำไม่ได้ และช่วงนั้นปี ๒๕๖๐ ก็เป็นที่เราทราบกัน บ้านเมืองเราอยู่ในภาวะที่โศกเศร้า ก็จึงไม่ได้มีการคัดค้านอย่างเสียงดังมากนัก จนกระทั่ง ต้นปี ๒๕๖๑ จึงมีการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ข่วงประตูท่าแพ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๑ มีการรณรงค์กันทั้งจังหวัด โดยรณรงค์ให้ทุบบ้านพักทั้ง ๔๕ หลังนั้นทิ้ง โดยเห็นว่า เป็นบาดแผลที่กรีดลึกกระทบกระเทือนจิตใจของคนเชียงใหม่ เพราะบริเวณที่ก่อสร้าง อยู่เชิงดอยสุเทพ อันเป็นที่เคารพนับถือของคนเชียงใหม่ทั้งปวง ซึ่งศาลท่านก็อ้างว่า ทำถูกต้องตามกฎหมาย ย้ำอยู่ตลอดเวลา ทำถูกต้องตามกฎหมายตลอดเวลา เวลาถามไป แต่ก็สงสัยว่าถูกต้องตามกฎหมายจริงหรือเปล่า เพราะว่าขนาด อบต. ดอนแก้ว ซึ่งเป็น เจ้าของพื้นที่ขอดูแบบตามกฎหมายท่านก็ไม่ยอมส่งให้ ก็แจ้งว่าจะส่ง ๆ จวบจนปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่ได้ส่ง ไม่รู้ว่าปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนฝ่ายบริหาร ก็ชุดนี้ละครับ นายกรัฐมนตรี คนเดียวกัน ก็บอกว่าทุบไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ตามระเบียบกฎหมายมันเป็นอำนาจของคณะกรรมการ วินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พุทธศักราช ๒๕๖๐ แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำ เพราะเห็นว่าอย่าไปมี เรื่องกับศาลเลย ก็เลยไม่ยุ่ง มีการรณรงค์กัน ผูกผ้าริบบิ้นสีเขียวทั้งต้นไม้ ทั้งรถยนต์ พ่อค้า แม่ค้าแม่ขายในตลาดติดป้ายไม่ขายของให้ตุลาการป่าแหว่ง ขณะนั้นนะครับ แต่ก็ไม่มี ใครรู้หรอกใครอยู่ป่าแหว่ง ไม่อยู่ป่าแหว่ง แต่เป็นเชิงสัญลักษณ์ เหตุการณ์ใหญ่โตจนกระทั่ง มีการค้นบ้าน ค้นช่อง การแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อแกนนำ แต่มาแจ้งความที่ กรุงเทพฯ มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยก็อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ อาจจะคิดว่าเห็นในเฟซบุ๊ก ที่กรุงเทพฯ ก็ได้ ท่านประธานครับ รัฐบาลที่แล้วก็ส่งตัวแทนไปเจรจาโดยรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีมติหลายข้อ เอาที่สำคัญ ๆ ก็แล้วกันว่า การส่งคืนบ้านพักเดี่ยว ๔๕ หลัง ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การรื้อถอนหากจำเป็นต้องดำเนินการในอนาคต ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ตามกฎหมาย อาคารที่พักอาศัย ๙ หลัง จริง ๆ มันมี ๑๓ หลัง มีคนเข้าไปอยู่แล้วก็ให้อยู่ ไปก่อนจนกว่าจะหมดความจำเป็น เรื่องนี้คณะรัฐมนตรีรับทราบตามมติคณะกรรมการ ท่านประธานครับ จากเรื่องราวสังเขปที่ผมได้บรรยายสรุปมาแล้วนี้ข้อเท็จจริงยังไม่จบ ผมขอเรียนถามว่า เมื่อวันที่ ๗ ที่ผ่านมานี้เอง อาทิตย์ที่แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มีการประชุม ตามเดิมคณะกรรมการบอกว่าอนุมัติเงินมา ๑๙ ล้านบาท แต่ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่บอกว่าได้เงินมาเพียง ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อไปปลูกต้นไม้ ๒,๗๐๐ ต้น ก็ยังงง ๆ อยู่ว่าปลูกอย่างไรบ้านก็ยังอยู่เป็นหลัง ๆ ตั้ง ๔๕ หลัง ผมขอเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปนะครับ เมื่อท่านประธานอนุญาตให้ถามเพียง ๒ ข้อ ที่จริงตั้งไว้ ๓ ข้อ เดี๋ยวผมจะถามเพียง ๒ ข้อก็แล้วกันนะครับ บริเวณบ้านพักเดี่ยว ๔๕ หลัง ที่อยู่ในส่วนบนสุดซึ่งปัจจุบันไม่มีผู้เข้าพักนะครับ จะให้สำนักงานศาลยุติธรรมส่งมอบคืนแก่ กรมธนารักษ์เมื่อใด หรือว่ายังส่งมอบคืนให้แก่กรมธนารักษ์ไม่ได้ เพราะยังไม่มีการส่งมอบ งานก่อสร้างจากผู้รับเหมา สร้างมาตั้งนานแล้วยังไม่เสร็จเลย ในเมื่อยังไม่ได้ส่งมอบงาน การก่อสร้างมีการปรับหรือไม่ เพราะเหตุใด ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านทางท่านประธานครับ