รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๒๕ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพฤหัสบดีที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
ณ ตึกรัฐสภา
กราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ใช่เฉพาะ ของผมคนเดียวครับ
ใครก็ตามครับ ทุกคนที่เป็น สมาชิก
คือการบริการสาธารณะครับ แล้วเรามี สถานที่ตรงนั้นถ้าเป็นไปได้ขอตีช่องให้รถแท็กซี่ซึ่งเป็นรถสาธารณะมาจอดสัก ๕ คัน ๑๐ คัน ถ้าท่านประธานไม่เชื่อผม ท่านลงบัลลังก์ไปตอนที่ท่านปิดประชุม
คืออย่างนี้ครับท่านสถาพร ท่านก็ทราบว่าของเราอยู่ในเขตพระราชฐาน ถนนนี้มันของ กทม.
ท่านประธานครับ ผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ปกติผมไม่ใช่คนรั้นนะครับ แต่ว่าท่านขออนุญาตใช้อํานาจ ประธานประสาน กทม. หน่อยเถอะครับ ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ ก่อนที่เราจะย้ายไป สถานที่ใหม่ ผมว่าตรงนี้เป็นประโยชน์ แล้วก็ไม่ได้เป็นประเด็นอะไรที่รบกวนทาง กทม. ครับ
สถานที่ใหม่อีก ๕ ปี คงยังไม่จบครับ พวกเราหลายคนคงจะไม่ได้นั่งที่สภานี้แล้ว หมายถึงตัวผมครับ
ผมก็ขออนุญาตใช้เวลาสภาหารือในเรื่อง ที่อํานวยความสะดวกให้กับสมาชิกสภาแล้วก็ผู้ที่มาติดต่อ
ผมรับไว้พิจารณานะครับ
ถ้าเห็นดีเห็นงามอย่างไรก็ขออนุญาต ท่านประธานช่วยเมตตาด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ขณะนี้ ก็ถือว่าครบองค์ประชุม ๑ ใน ๕ แล้วนะครับ คุณนิยมเอาเรื่องกระทู้ถามก่อนเถอะครับ คุณมีอะไรคุณไม่ต้องพูดหรอก เอาหนังสือมาผมก็ทําให้คุณทุกที เอาอย่างนั้นดีกว่าครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม
๑.๑ กระทู้ถามทั่วไป
๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๓๐๐ เรื่อง การครองยศของนายทหารระดับ ผู้บังคับกองร้ อย (ร้ อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ เป็ นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เชิญผู้ตั้งกระทู้ถามครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดราชบุรี ผมขออนุญาตขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ซึ่งกล่าวได้ว่าท่านเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่มาตอบกระทู้ถามของผม ซึ่งยื่นไปมากกว่า ๑๕ ฉบับยังไม่เคยได้รับการตอบรับจากรัฐมนตรีท่านใด เพราะฉะนั้น เมื่อท่านมาตอบกระทู้ถามผมในวันนี้ต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ สืบเนื่องจากการมีโอกาสลงพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดราชบุรีของผม ซึ่งมีหน่วยทหารไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของกรมการทหารช่าง จังหวัดทหารบก หน่วยบัญชาการ กองพันทหารพัฒนา และนอกจากนั้นยังมีการสนธิกําลังจากกองพลทหารราบที่ ๙ ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลแนวตะเข็บชายแดน ของจังหวัดราชบุรีในด้านของอําเภอสวนผึ้ง อําเภอบ้านคาที่ติดกับพื้นที่ของประเทศ สหภาพพม่าหรือเมียนมาร์ ผมได้มีโอกาสพบเห็นข้าราชการทหาร ที่มาปฏิบัติหน้าที่ ในท้องที่จังหวัดราชบุรีอยู่เป็นประจําก็ได้เห็นความลักลั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตําแหน่ง ผู้บังคับกองร้อยของทหารนั้นมีชั้นยศเพียงแค่ร้อยเอก ในขณะที่เทียบเคียงกับตํารวจ ตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยของตํารวจตระเวนชายแดนก็เทียบเท่ากับตําแหน่งสารวัตร ของสถานีตํารวจภูธรหรือหน่วยงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติอื่น ๆ ผู้ที่ครองตําแหน่ง สารวัตรก็ดี ผู้ที่ครองตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยของตํารวจตระเวนชายแดนก็ดี จะสามารถ ครองยศตั้งแต่ร้อยตํารวจเอกไปถึงพันตํารวจโท ดังนั้นยามใดก็ตามที่มีการสนธิกําลังกัน ระหว่างข้าราชการตํารวจและข้าราชการทหารในการปฏิบัติภารกิจ การที่นําตําแหน่ง ระดับผู้บังคับกองร้อยไปทํางานร่วมกันทําให้เกิดความลักลั่น ทหารต้องไปอยู่ภายใต้ การสั่งการของตํารวจ ซึ่งผมมีความรู้สึกว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง น่าจะมีการหาทางแก้ไข ให้ตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยสามารถครองยศได้ตั้งแต่ร้อยเอกจนถึงพันโทหรือพันตรี ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อไปนิดหนึ่งว่าในเรื่องของทหารนี้ ผมมีความสนใจเป็นพิเศษ ในระหว่างที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาระหว่างช่วงปี ๒๕๔๓ นั้น ผมได้มีโอกาสไปประชุมร่วมในกรณีจังหวัดจัดการตั้งกองอํานวยการรักษาความปลอดภัย ถวายราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เวลาเสด็จไปพื้นที่ จังหวัดราชบุรีนั้นมีพื้นที่รับผิดชอบไปถึง จังหวัดสมุทรสงคราม ก็ได้เคยไปพบเห็นหัวหน้าส่วนราชการที่ไปประชุม ผู้บังคับการ จังหวัดทหารบกมีชั้นยศพันเอก (พิเศษ) ไปประชุมร่วมกับผู้บังคับการตํารวจ ยกตัวอย่าง จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดเล็ก ๆ มีเพียง ๓ อําเภอคือ อําเภอเมือง อําเภออัมพวา อําเภอบางคนที ผู้บังคับการจังหวัดสมุทรสงครามของฝ่ายตํารวจนี้มีชั้นยศพลตํารวจตรี เอาพันเอกไปนั่งประชุมกับนายพลก็เกิดความลักลั่นอีก ในการแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมนั้นทหารมักจะนั่งนิ่ง แต่เสร็จแล้วเมื่อภารกิจต่าง ๆ ลงตัวก็จะมอบหมาย ให้ทหารเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ผมจึงได้ทําหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสมัยนั้นขอให้ปรับตําแหน่งผู้บังคับการจังหวัดทหารบกทั่วประเทศที่ยังเหลืออยู่ ไม่กี่จังหวัดที่ครองยศพันเอกซึ่งก็ได้ไปส่วนหนึ่งจนกระทั่งมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๐ ผมยังพบเห็นว่ามีบางจังหวัดที่ผู้บังคับการจังหวัดทหารบก ก็ยังคงครองยศพันเอก (พิเศษ) จึงได้ทําหนังสือถึงรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ถึงกระทรวงกลาโหม อีกครั้งหนึ่ง และตรงนี้ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งท่านได้ปรับตําแหน่ง ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกทั่วประเทศที่เหลืออยู่ ในอัตราพันเอก (พิเศษ) นั้นให้เป็นพลตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีหน่วยทหารและมีนายทหารระดับชั้นนายพลจํานวนมาก ก็ได้แก้ไขเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
ในวันนี้ก็มาถึงนายทหารชั้นผู้น้อย ระดับผู้บังคับกองร้อยที่กระผม ได้กราบเรียนไปว่ามีชั้นยศยังลักลั่นกัน ยามที่ต้องสนธิกําลังในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน กับตํารวจนั้นก็เกิดการเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสั่งการ ในการบังคับบัญชาอะไรต่ออะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตเรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ข้อ ๑ กระทรวงกลาโหมทราบปัญหาอย่างนี้ที่กระผมได้กราบเรียนมาแล้ว ในภาวะปกติกระทรวงกลาโหมได้ทราบกรณีเช่นนี้หรือไม่ และถ้าทราบแล้วจะได้มีทาง ที่จะขจัดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานอันเนื่องมาจากกรณีดังกล่าวได้หรือไม่
ข้อ ๒ กระทรวงกลาโหมจะดําเนินการแก้ไขปรับปรุงการครองยศ ของข้าราชการทหารระดับล่างในทุกระดับให้มีความเสมอกันได้หรือไม่ ขอขอบคุณครับ
เชิญ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมตอบ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอเรียนชี้แจงท่านประธานสภาผ่านไปยัง ท่านสมาชิกว่า
ในข้อแรก ผมขอเรียนว่าในปัจจุบันเราคงไม่ได้รับการสอบถามหรือว่า ไม่ได้รับเกี่ยวกับปัญหาในเรื่องชั้นยศของผู้บังคับกองร้อยเลย จากกําลังพลผู้ที่ได้ถือกําลัง ทีนี้ผมจะกราบเรียนให้ทราบเกี่ยวกับในเรื่องของผู้บังคับกองร้อยที่เป็นร้อยเอก ทําไม ถึงไม่ปรับเป็นพันตรีอย่างที่ท่านสมาชิกได้เรียนถามนั้น ผมอยากจะเรียนในชั้นต้นนั้น ก็คือว่าตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยมันเป็นตําแหน่งสากลของทั่วโลกในการใช้กําลังทหาร เขาก็ใช้แค่ร้อยเอกเป็นผู้บังคับกองร้อย ยกเว้นในตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยการช่วยรบ อย่างเช่น ผู้บังคับกองร้อยทหารสารวัตร หรือผู้บังคับกองร้อยทหารช่างที่เกี่ยวกับเรื่องของ ยุทโธปกรณ์มาก ๆ ก็อาจจะปรับเป็นพันตรีบางตําแหน่ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นในเรื่อง การสนับสนุนการรบกับสนับสนุนการช่วยรบถึงจะเป็นพันตรี แต่ผมอยากเรียนให้ทราบว่า กองทัพบกในอดีตที่ผ่านมา เมื่อปี ๒๕๓๒ เราเคยปรับครับ เราเคยปรับผู้บังคับกองร้อย มาเป็นพันตรีอยู่ครั้งหนึ่งแล้วก็ใช้มาประมาณ ๑๐ ปี ซึ่งมันก็ไม่เข้าหลักสากล ไปทํางาน กับต่างประเทศเขา ไปคอมไบน์ (Combine) กับเขาแล้ว เขาใช้เป็ นร้อยเอกทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของหน่วยกําลังรบ ไม่ว่าทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็คือร้อยเอก แล้วก็เป็นหน่วยกําลังรบที่จะไปทํางานร่วมกับต่างประเทศก็ใช้ร้อยเอก ซึ่งเราก็ต้องปรับกลับมาเป็นร้อยเอก อันนี้เราเคยทํามาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี ๒๕๓๒ แล้วก็ แก้กลับมาใช้ อนุมัติหลักการเมื่อปี ๒๕๔๒ แล้วก็มาใช้เมื่อปี ๒๕๔๔ ฉะนั้นก็กราบเรียน ให้ทราบว่าในเรื่องนี้ทางกองทัพบกหรือว่าทางกระทรวงกลาโหมนั้นก็ได้ดําเนินการมาแล้ว ครั้งหนึ่งแต่มันก็ไม่เข้ากับหลักสากล ประกอบกับในการทํางานร่วมกับตํารวจนั้น คือทั้งตํารวจและทหารนั้น ของทหารเรา ของกระทรวงกลาโหมเรา เราใช้ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ อยู่ปัจจุบัน แล้วของตํารวจก็ใช้ พ.ร.บ. ของตํารวจ ฉะนั้นต่างคนต่างก็ใช้ เพราะฉะนั้นภารกิจที่ได้รับมอบก็แตกต่างกันไป ถ้าเป็นภารกิจชายแดน เช่นเดียวกันครับ ถ้าไปอยู่ตามแนวชายแดนแล้วก็อยากเรียนให้ทราบว่ามันก็เป็นภารกิจของทหารในเรื่อง ของการป้ องกันอธิปไตย ก็มีกําลังตํารวจซึ่งไปร่วมทํางานด้วย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการแบ่ง พื้นที่รับผิดชอบ หรือแบ่งงานรับผิดชอบให้ภารกิจไป ซึ่งในเรื่องการลาดตระเวนของ กําลังตํารวจตระเวนชายแดนก็ทําอยู่ในปัจจุบัน แต่ส่วนพื้นที่รับผิดชอบนั้นก็ยังคง ตกเป็นของทหาร ในปัจจุบันก็เป็นเรื่องของกองกําลังที่จะดูแลในพื้นที่ที่ทางกองทัพบก ได้มอบหมายให้ อยากเรียนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องการดูแลกําลังพลของ กระทรวงกลาโหมนั้นเราก็ดูแลทุกระดับในการจัดเกี่ยวกับในเรื่องของยศ ในเรื่องของ ภารกิจที่รับผิดชอบเพื่อให้เกิดความเหมาะสม แต่ที่สําคัญคือเราต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ซึ่งเราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าผมตอบรวม ๆ อย่างนี้ก็คงจะตอบให้กับทางท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ได้ทราบรายละเอียดพอสมควร ขอบคุณครับ
เชิญผู้ถามกระทู้ถามต่อ
ได้ฟังคําชี้แจง ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว กระผมคิดว่ายังอยู่ในวิสัย ที่กระทรวงกลาโหมจะไปปรับตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยให้มีชั้นยศพันตรี อย่างน้อยที่สุด มันก็ใกล้เคียงกับตําแหน่งผู้บังคับกองของตํารวจ ผมเน้นยํ้าเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ ในราชอาณาจักร ซึ่งท่านได้กรุณายกว่าตําแหน่งผู้บังคับกองร้อย ทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ซึ่งเป็นหน่วยรบหลักครองยศนายพันแล้วจะไม่เป็นสากล เพราะว่า ในต่างประเทศหรือในสากลนั้นระดับผู้บังคับกองร้อยก็มียศร้อยเอก ตรงนี้ผมคิดว่า ไม่น่าจะเป็นอุปสรรค ถ้าทางกระทรวงกลาโหมจะไปพิจารณาใหม่ ทั้งนี้เนื่องจาก การปฏิบัติร่วมกับทหารต่างชาตินั้นมีโอกาสไม่มากนัก นาน ๆ จะมีครั้งหนึ่ง อย่างเช่น ในอดีตเราเคยส่งทหารไปตามคําร้องขอของสหประชาชาติ ไปเป็นกองกําลังรักษาความสงบ ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ติมอร์อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่ในตะวันออกกลาง ในทวีปแอฟริกา ปัจจุบันก็ยังเชื่อว่ามีทหารไทยไปช่วยราชการ กรณีอย่างนั้นมีไม่มากเท่าไร แต่กรณี ที่ทํางานร่วมกันภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสนธิกําลังทุกครั้งที่ปฏิบัติงาน ร่วมกันระหว่างทหารและตํารวจนี่มันเกิดความลักลั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านชี้แจงบอกว่า หน่วยทหารช่วยรบนั้นสามารถมีชั้นยศพันตรี ท่านได้กรุณายกตัวอย่าง เช่น ทหารช่าง สารวัตรทหาร ยิ่งเป็นเหตุผลที่ทําให้จําเป็นต้องปรับทุกหน่วยให้มีชั้นยศเท่าเทียมกัน เพราะหาไม่แล้วในกองทัพซึ่งสังกัดกระทรวงกลาโหมเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นผู้กอง ผู้บังคับกองร้อย อยู่ในหน่วยทหารช่างก็ดี อยู่ในหน่วยสารวัตรทหารก็ดี สามารถครองยศนายพันได้ แต่ว่า หน่วยอื่น ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายเหล่า ไม่ว่าจะเป็นสื่อสาร ขนส่ง พลาธิการ หรือแม้กระทั่งเสนารักษ์อะไรก็ตาม ในชั้นยศ ในอัตราตําแหน่งระดับเดียวกัน ระนาบเดียวกัน ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในระดับชั้นยศที่เท่ากัน เว้นแต่เพิ่งแต่งตั้งใหม่ ๆ อย่างพวกร้อยเอก เพิ่งได้รับคําสั่งแต่งตั้งเป็นผู้บังคับกองโอเคก็ครองยศร้อยเอกไป แต่เมื่อถึงเวลาที่บ่มสุกแล้ว ก็เริ่มเป็นพันตรีหรืออะไรทํานองนั้น ให้มันมีความเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นผมก็ขออนุญาต คงจะไม่ได้เป็นคําถาม แต่ขอฝากให้ท่านไปพิจารณาใหม่ คือไม่จําเป็นต้องไปยึดหลักสากล ตามที่ท่านได้อ้างว่าถ้าผู้บังคับกองร้อยเป็นนายพันจะไม่เป็นสากลเพราะที่นี่เป็นประเทศไทย ภารกิจที่สําคัญที่สุดก็คือภารกิจในการปฏิบัติหน้าที่ภายในประเทศซึ่งมีหลากหลาย โดยหน้าที่ของทหารตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มีการทํางานร่วมกันกับพลเรือนก็ดี ตํารวจก็ดี ค่อนข้างจะมีมากมายหลายภารกิจ เพราะฉะนั้นผมก็ยังยืนยันว่าอยากจะให้ กระทรวงกลาโหมไปพิจารณาตรงนี้ เพื่อปรับชั้นยศของตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยให้มียศ เท่าเทียมกัน ผมขออนุญาตฝากให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปลองพิจารณา ที่ท่านอ้างว่าปัจจุบันนี้การจัดส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมเป็นไปตามพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเลยว่า หากพระราชบัญญัตินี้เป็นอุปสรรค ไม่สามารถดําเนินการได้ก็ขอให้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติเสีย ผมเชื่อว่าสภาก็คงให้ การสนับสนุน ขอขอบคุณครับ
เชิญ ฯพณฯ ตอบไหมครับ ไม่ตอบก็ได้ครับ จะต้องให้ท่านตอบไหม แล้วแต่ท่าน เอาสักหน่อยก็ดีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ สําหรับข้อคิดเห็น ของท่านสมาชิกนั้นก็เป็นความคิดอันหนึ่งซึ่งทางกระทรวงกลาโหมก็จะไปดู แต่ว่าที่เราใช้มา ผมเรียนท่านแล้วว่าเราเคยใช้มา ๑๐ ปีแล้วมันไม่เป็นสากล แล้วก็ปัจจุบันนั้นอาเซียน (ASEAN) เราทั้ง ๑๐ ประเทศที่เราได้ร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการทหาร ของกระทรวงกลาโหมนั้น เรามีการฝึกร่วมอยู่เป็นประจําในทุก ๆ ประเทศอยู่ขณะนี้ ก็กราบเรียนให้ทราบว่าเราก็ได้ดําเนินการตามที่ท่านได้กรุณาให้คําแนะนํา แต่ว่าทุกอย่างนั้น มันก็ต้องขึ้นอยู่กับหลักสากล ประเทศมหาอํานาจเองก็ยังใช้ผู้บังคับกองร้อยในระดับร้อยเอก ส่วนในเรื่องของการทํางานประสานงานภายในประเทศระหว่างตํารวจกับทหารนั้น ปัจจุบันไม่มีผลเลยครับ เพราะว่าเราทํางานกันค่อนข้างจะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด แล้วก็มีความร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างดีมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านตามแนวชายแดนหรือว่า ในเขตกรุงเทพมหานครเราก็ได้ทํากันอย่างเรียบร้อย มีการประสานงาน มีการพูดจากัน อย่างดี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านคงไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ แต่ว่าโอเคครับ ในเมื่อ เป็นแนวคิดของท่าน ผมก็จะรับข้อสังเกตของท่านไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ
๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๓๐๗ เรื่อง นโยบายและมาตรการป้ องกันแก้ไข ความรุนแรงในสังคม (นางผุสดี ตามไท เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายถาวร เสนเนียม เป็นผู้ตอบ
เชิญเจ้าของกระทู้ถามครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันตั้งกระทู้ถามนี้ที่จริงหลายเดือนผ่านมาแล้วด้วยความเป็นห่วงกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากการที่สังคมไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่มากขึ้นและมากขึ้น ในสังคม ทั้งที่เป็นความรุนแรงที่อยู่ในหมู่เยาวชน ทั้งที่เป็นความรุนแรงในครอบครัว แล้วก็ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตประจําวัน ซึ่งก็อาจจะมีสาเหตุมาหลายประการด้วยกัน ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทรัพย์สิน และชีวิตของบุคคล แม้กระทั่ง ถึงความปลอดภัยของท่านนายกรัฐมนตรี ตลอดไปจนถึงความแตกร้าวของคนในสังคม การใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ ด้วยความชิงชังซึ่งกันและกัน ท่านประธานคะ โดยเฉพาะ เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาในช่วงเดือนสองเดือนนี้คือเป็นการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และติดตามมาด้วยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อหลากสี และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อไปถึง การเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีความอัปลักษณ์มากขึ้น แล้วก็สั่นคลอนความเชื่อมั่น ของชาวโลกต่อประเทศไทย เป็นความน่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง ดิฉันจึงขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการซึ่งได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้ถามแทน
ข้อแรก รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการทั้งทั่วไปและมาตรการพิเศษ เช่นมาตรการเร่งด่วนอย่างไรบ้างในการที่จะแก้ไขหรือว่าหยุดยั้งความรุนแรงที่กําลังเพิ่ม มากขึ้น ๆ ทุกวัน และในทุกภาคส่วนของประเทศ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีตอบ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายถาวร เสนเนียม ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถาม ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านผุสดี ตามไท ท่านประธานครับ เป็นที่ยอมรับกันว่าขณะนี้ สถานการณ์ไม่เฉพาะในบ้านเมืองของเราเท่านั้น ทั่วทุกมุมโลกมักจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นไม่เว้นแม้กระทั่งในกลุ่มเยาวชน ในครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุด ของสังคมและมีอยู่ทั่วไป ความรุนแรงที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เน้นยกเป็นกรณีตัวอย่าง นั่นคือความรุนแรงอันเกิดจากการชุมนุมที่มีความคิดแตกต่างในทางการเมือง ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ดําเนินการหาวิธีการแก้ไขโดยใช้วิธีการสันติมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ฯพณฯ ได้ออกประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม เวลา ๒๑.๑๕ นาฬิกา โดยมุ่งเน้นให้เกิดความปรองดองของพี่น้องประชาชนในชาติขึ้น ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเอาไว้ว่ากระบวนการปรองดองที่ว่านั้นจะประกอบไปด้วย ๕ องค์ประกอบสําคัญ ซึ่งผมคิดว่าถ้าวันนี้พี่น้องประชาชนได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล จะทําให้บ้านเมืองของเรานั้นสามารถกลับสู่ความสงบสุขได้อย่างแท้จริง ส่วนรายละเอียด ของการปรองดอง ๕ ประการนั้นพี่น้องประชาชนได้ทราบแล้ว ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็ได้ทราบแล้ว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนคลายเครียดและนําไปสู่ความสงบสุข สันติสุขได้ ถ้าหากว่ากลุ่มการเมืองบางกลุ่มได้ให้ความร่วมมือตามแนวความคิด ตามความตั้งใจดี ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ แต่อย่างไรก็ตามผมได้เกริ่นนํากับท่านประธาน เอาไว้ว่าความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นไม่เว้นแม้กระทั่งในหมู่เยาวชนและครอบครัว ดังนั้นรัฐบาล จึงได้ตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาความรุนแรงโดยกําหนดมาตรการในเชิงรุก การดําเนินการ กําหนดมาตรการในเชิงรุกก็คือดําเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทําด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ รัฐบาลทําอย่างไรครับ
ประการแรก ก็คือจัดตั้งและประชุมคณะอนุกรรมการระดับชาติในการป้ องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวขึ้น ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึง ๑๐ หน่วยงาน และได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อที่จะดําเนินการยุติความรุนแรง ในครอบครัวตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคมที่ผ่านมา ท่านประธานครับ โดยพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาเสด็จมาเป็นองค์ประธาน ณ หอประชุม กองทัพเรือ
ประการที่สอง รัฐบาลได้เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนากลไกการปฏิบัติงาน ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน พนักงานสอบสวน พนักงาน อัยการ และผู้ที่ทําหน้าที่ประนีประนอมไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น
ประการถัดไป รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้ องกันการกระทํา ความรุนแรงในครอบครัวขึ้นทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนที่กรุงเทพมหานครนั้นเราได้ จัดตั้งขึ้นที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นอกจากนั้นทางรัฐบาลได้เปิดสายด่วน ศูนย์ประชาบดี ๑๓๐๐ ที่เรียกว่าศูนย์ประชาบดี ๑๓๐๐ เปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อรับฟัง และแจ้งเหตุเบาะแสทางสังคมที่อาจจะมีความรุนแรง หรือผู้ที่ได้รับการกระทําที่รุนแรง ให้ทางรัฐบาลรับทราบและเพื่อไปดําเนินการแก้ไข นอกจากนั้นรัฐบาลได้สนับสนุนให้มี การจัดตั้งศูนย์เฝ้ำระวังความรุนแรงในระดับตําบล ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ในปี ๒๕๕๓ ได้ดําเนินการตามวิธีการนี้นําร่องไปที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนั้นการสร้างความตระหนักให้มีความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกันทุกภาคส่วน ด้วยการจัดดําเนินการรณรงค์เผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ (Poster) และนอกจากนั้นก็ได้จัดทําเข็มกลัดริบบิ้นสีขาว สปอต (Spot) และวีดิทัศน์เพื่อรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักที่จะลดความรุนแรง และกําหนดให้ปี ๒๕๕๓ นี้เป็นปีแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในครอบครัว ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้จัดงานเปิดตัวและมีการรณรงค์ขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งเรา มุ่งเน้นให้ตระหนักว่าไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทําความรุนแรง อย่างต่อเนื่องตลอดปี ๒๕๕๓ สําหรับการดําเนินงานโครงการด้านป้ องกันความรุนแรงในเยาวชนนั้น รัฐบาลได้จัดทํา โครงการเสริมสร้างความรู้ ทักษะ ป้ องกันและแก้ไขความรุนแรงให้แก่เยาวชน เราได้ ดําเนินการเสริมสร้างเครือข่ายในการพัฒนาครอบครัวและชุมชนเพื่อป้ องกันการกระทํา ที่รุนแรงในครอบครัว อาทิ โครงการเด็กไทยรู้รักห่วงใยตนเอง โครงการความรัก ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ส่วนการฟื้นฟูนั้นในชุมชนท้องถิ่นเราได้ดําเนินการเพื่อที่จะ นําไปสู่การลดความรุนแรงด้วยการสนับสนุนการจัดสวัสดิการสังคม และนอกจากนั้นได้มี การส่งเสริมให้มีการจัดตั้งการส่งเสริมในเรื่องของสภาชุมชนซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ อย่างยิ่ง ขณะนี้รัฐบาลได้ดําเนินการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนแล้วถึงจํานวน ๓,๐๕๙ ตําบล ผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ มาตรการในเชิงรับ ที่ผมได้พูดถึงนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากในการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตําบลขึ้น ซึ่งจัดตั้งขึ้นแล้ว ๑,๕๘๗ ตําบล จากการที่ได้ลงไปตรวจเยี่ยมและสัมพันธ์กับองค์กรดังกล่าว หลายคนบอกว่านี่คือเป็นการสนับสนุนให้เกิดการสร้างระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ที่แท้จริงครับท่านประธาน มาตรการเชิงรับ เราได้จัดตั้งบ้านพักเด็กและครอบครัวขึ้น ใน ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ โดยการฟื้นฟูเยียวยา บริการให้คําปรึกษาแนะนํา การสงเคราะห์ครอบครัว ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิสวัสดิภาพในลักษณะทีมสหวิชาชีพ ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ อย่างไรก็ตามการใช้แผนรักษาความสงบ กรกฎ/๒๕ ซึ่งทางหน่วยงานของตํารวจซึ่งรับผิดชอบ โดยรัฐบาลนี้ เราก็ไม่เว้นที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา หากเกิดความรุนแรง ดังนั้นรัฐบาลนี้ตระหนักดีถึงการแก้ไขปัญหาความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดขึ้น ในกลุ่มเยาวชน ครอบครัว เด็ก หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วไป ผมขอชี้แจงและตอบคําถาม ผู้ที่ตั้งกระทู้ถามสดนี้พอสังเขปดังที่กราบเรียนท่านครับ
เชิญเจ้าของกระทู้ถาม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการถาวรที่ได้ช่วยกรุณาตอบ อย่างครอบคลุม ดิฉันดีใจที่รัฐบาลนั้นได้มีนโยบายทั้งที่เป็นมาตรการเชิงรุกและเชิงรับ มีหลายเรื่องด้วยกันซึ่งก็เป็นเรื่องใหม่ที่ดิฉันเองขนาดที่เป็นคนติดตามอยู่ก็ยังไม่ทราบ จริง ๆ อยากจะขออนุญาตฝากให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนยิ่งกว่านี้และบ่อยครั้งขึ้น แต่สิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงมากยิ่งขึ้นไปกว่านั้น แม้ว่าจะมีมาตรการดี ๆ เหล่านี้อยู่บ้างแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ท่านประธานคะ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการถาวรได้เอ่ยถึงอยู่ว่า เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกเล่าต่อสาธารณชนเรื่องของกระบวนการ ปรองดอง ทันทีที่ท่านพูดเสร็จนี่พวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยเลยทีเดียว แทบจะเรียกได้ว่าทุกคนได้รับโทรศัพท์ต้องใช้คําว่าก่นด่าเลยค่ะ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีเอง ก็ถูกกระหนํ่าอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่เคยได้ยิน ดิฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยทั้งทางวิทยุด้วย ซึ่งมันสะท้อนจริง ๆ ถึงความไม่เข้าใจของผู้คนในสังคมเลยที่ในยามวิกฤติแล้วจําเป็นต้อง เลือกวิธีการที่มันไม่เป็นความรุนแรงที่จะส่งผลกระทบน้อยที่สุด คือถ้าเป็นความเข้าใจจริง ดิฉันคิดว่าหลายคนน่าจะยอมรับ แม้ดิฉันคิดว่าโพลล์ (Poll) จะบอกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะเป็นบรรดาแฟนคอการเมืองหรือเปล่า หรืออะไรหรือเปล่าอย่างนี้ ซึ่งมันสะท้อนว่า ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นมีสิทธิมากเลยที่จะนําไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง ที่มากขึ้นและมากขึ้น ยิ่งไปกว่าความรุนแรงประเภทอื่น ๆ เพราะฉะนั้นดิฉันขออนุญาต กราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยถาวร อีกสักนิดเถอะค่ะว่าในกรณีอย่างนี้รัฐบาลมีมาตรการอะไรอื่นอีกไหมที่จะพูดคุยกับประชาชน เพื่อจะให้เข้าใจแล้วก็ตระหนักในเรื่องนี้จริง ๆ เพราะนี่ก็คือเรื่องเร่งด่วน เพราะเวลาที่อารมณ์ ของคนเราคุกรุ่นนั้น เดินออกไปนี่จะทําอะไรก็ได้หลายเรื่องโดยไม่ต้องไยดีต่อกฎสังคมเลย ดิฉันจําได้เมื่อหลายปีที่แล้วที่มีเรื่องการปราบปรามยาเสพติด ผู้คนล้มตาย ถูกยิงไป ถูกฆาตกรรมไปนี่กว่า ๒,๕๐๐ ศพ วันนั้นโพลล์ก็สูงเช่นเดียวกันบอกว่าเห็นด้วยนะคะ แต่ว่าในความเป็นจริงดิฉันก็จําได้เช่นเดียวกันว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ออกมาบอกเลยว่าทําไม่ได้ เราจับโจรได้แต่เรายิงโจรไม่ได้กระมังคะ เราเห็นผู้กระทําความผิด ต่อกฎหมายได้ เราต้องจับกุมมาเข้ากระบวนการยุติธรรม ท่านประธานคะ ดิฉันก็ขออนุญาต พร้อม ๆ กับคําถามตรงนี้นะคะว่าทางรัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนอย่างไรถึงจะเร่งทําความเข้าใจ ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศก่อนที่จะลุกลามไปมากกว่านี้ เพราะแท้ที่จริงเหตุการณ์ก็ยังไม่ได้สงบ ขออนุญาตฝากข้อเสนอแนะไปด้วยเลยนะคะท่านประธานว่าดิฉันอยากจะขอให้มี การดําเนินการเพิ่มเติมได้ไหมใน ๓ เรื่อง
ประเด็นที่ ๑ ดิฉันไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่าว่าในกระบวนการยุติธรรม เหตุการณ์รุนแรงอันฉกาจฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นทั้งหลายนี่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธสงคราม เอ็ม ๗๙ (M79) ยิง ไม่ว่าจะเรื่องของใช้ระเบิด ไม่ว่าจะใช้อาวุธอะไรก็แล้วแต่ซึ่งมันส่งผลกระทบ ต่อความเชื่อมั่นและอารมณ์อันคุกรุ่นของประชาชนมากไปยิ่งกว่าความรุนแรงอื่น ๆ นี่เป็นไปได้ไหมคะที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมแบบเร่งด่วนคือสามารถที่จะดําเนินคดีเหล่านี้ ให้เสร็จสิ้นโดยพลันโดยไม่ต้องไปรอเข้าคิวเหมือนกับคดีอื่น ๆ นั่นประเด็นที่ ๑ นะคะ
ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะฝากไว้ก็คือว่าที่จริงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยถาวรได้เอ่ยถึงแล้วว่ามีการสร้างเสริมศักยภาพให้เจ้าหน้าที่ ดิฉันคิดว่า อันนี้เป็นตัวที่สะท้อนให้พวกเราที่เป็นประชาชน ที่เป็นผู้แทนประชาชนมองเห็นชัดเจนเลยว่า เจ้าหน้าที่หรือแม้แต่ประชาชนคนไทยโดยทั่ว ๆ ไปไม่ได้คุ้นเคยเลยต่อการที่จะตอบสนอง ต่อสถานการณ์วิกฤติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่ทราบว่าจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นในส่วนของ เจ้าหน้าที่เองเมื่อมีผู้กระทําความผิดในกรณีต่าง ๆ และโดยเฉพาะการกระทํารุนแรง ที่ฉกาจฉกรรจ์นั้นเจ้าหน้าที่จะต้องทําอย่างไร แล้วก็ทําอย่างไรถึงจะให้เจ้าหน้าที่นั้น ได้ปฏิบัติการอย่างเป็นจริง
ข้อสุดท้าย ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตฝากไว้ด้วยเลย ก็คือว่าการทําความเข้าใจในเรื่องราวของการเลือกใช้วิธีที่ไม่รุนแรงในวิถีชีวิตประจําวัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วยนะคะ ซึ่งดิฉันได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว เมื่อกี้ ท่านกรุณาเร่งคิดและเร่งทํา ดิฉันขออนุญาตฝากไว้
แล้วก็ในคําถามสุดท้ายนะคะ คดีที่ฉกาจฉกรรจ์ทั้งหลายที่เราพบมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยิงเฮลิคอปเตอร์ก็ดี การใช้เอ็ม ๗๙ ยิงก็ดี อะไรทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าฝ่ายใดก็แล้วแต่มีความคืบหน้าไปบ้างไหมคะ ถึงไหนแล้ว ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีตอบ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบกระทู้ถามสดตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก ที่ได้ห่วงใยในกรณีเกิดเหตุรุนแรงอันเกิดจากการชุมนุมทางการเมืองและมีการกระทํา ความผิด อย่างน้อยที่สุดความผิดที่รุนแรงมี ๒ กระทงความผิด ๒ ข้อหา
ข้อหาแรกคือการก่อการร้ายโดยใช้อาวุธสงครามหํ้าหั่นพี่น้องประชาชน และพี่น้องข้าราชการเสียชีวิต ๒๐ กว่าคน บาดเจ็บเยอะแยะมากมาย
ประการที่ ๒ ก็คือการแสดงออกถึงการเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ด้วยการกระทําความผิด ฐานความมั่นคง
ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ ข้อหานี้รัฐบาลได้ใช้มาตรการ ได้มอบหมายให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไปพิจารณา ปรากฏว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติเป็นเอกฉันท์ รับว่าการกระทําความผิดทั้ง ๒ ฐานความผิดนี้เอาไว้ในความรับผิดชอบนั่นคือดําเนินการ สืบสวนสอบสวน และได้ดําเนินการเชิญข้าราชการในส่วนที่เกี่ยวข้องมาทําหน้าที่ในการร่วมกัน สืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทําความผิด มีการดําเนินการสืบสวนสอบสวนก้าวหน้าไป มากพอสมควร อย่างเช่นมีการจับกุมได้ทั้งตัวผู้กระทําความผิดที่มีการรับสารภาพว่า ในคราวที่ใช้อาวุธปืนยิงวัดพระแก้วนั้นเขาได้รับสารภาพปรากฏจากการสืบสวนสอบสวน ขยายผล ไปค้นบ้านของเครือข่ายผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดถึงตกเป็นผู้ต้องหานั้น ได้อาวุธของกลางมากมาย อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากการแก้ไขปัญหาสงบเสร็จสิ้นแล้วหลายคนกลัวว่า ที่รัฐบาลบอกว่าจะใช้หลักนิติรัฐนั้น รัฐบาลจะนิรโทษกรรมให้ผู้กระทําความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นการกระทําความผิดทางอาญา รัฐบาลตอบได้ชัดเจน นายกรัฐมนตรีตอบได้ชัดเจนว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่กระทําความผิดทางอาญาไม่ว่าข้อหาใด หลายคนกลัวว่า รัฐบาลกับผู้ที่กระทําความผิดจะไปจับมือประนีประนอมกันอันเกิดจากมีวาระซ่อนเร้น ที่จะช่วยเหลือข้าราชการ บอกได้เลยว่าข้าราชการทหาร พี่น้องตํารวจ ที่เข้าไปทําหน้าที่ ในการแก้ไขปัญหานับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคมจนถึงวันนี้ ถ้าพี่น้องข้าราชการท่านใด กระทําความผิด เขาเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและจะไม่อ้าง เอาการปฏิบัติหน้าที่เพื่อที่จะให้หลุดพ้นจากการกระทําความผิด ดังนั้นท่านใด ที่ยังระแวงสงสัยทหาร ตํารวจ พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะไม่ใช้การนิรโทษกรรม เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดถ้าความผิดนั้นจะพึงมี แต่พี่น้องทหารและตํารวจเหล่านั้นมั่นใจว่า ตัวเองไม่ได้กระทําความผิด ดังนั้นคนที่กระทําความผิดซึ่งเป็ นผู้ ก่อความไม่สงบ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําความผิดในฐานผู้ก่อการร้ายหรือกระทําความผิดในฐานความผิด ที่ว่าด้วยการทําลายความมั่นคงแห่งชาตินั้น ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะได้ ดําเนินการเอาจริงเอาจังโดยการมอบคดีให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการ ส่วนเหตุการณ์รุนแรงอื่น ๆ ในจํานวนนับหลายสิบครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิด ที่สายส่งไฟฟ้ำแรงสูงก็ดี หรือยิงอาวุธสงครามเข้าไปที่คลังนํ้ามัน หรือพี่น้องประชาชน หรือทหารตายจากชายชุดดําที่อยู่เบื้องหลังของคนกระทําความผิดหลายคน คดีเหล่านี้ จะไม่ยุติและรัฐบาลจะเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเร่งดําเนินการต่อไปเพื่อหาตัว ผู้กระทําความผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมครับ
ยังติดพันหรือครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ นิดเดียวค่ะท่านประธาน เมื่อกี้นี้ดิฉันเกรงว่าจะเป็นการเข้าใจผิด ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนฝากไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการถาวรด้วยว่า ในข้อเสนอที่บอกว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีการเร่งรัดในคดีเหล่านี้ที่เกี่ยวกับเรื่องความคิด ขัดแย้งในเรื่องทางการเมืองซึ่งก่อให้เกิดความรุนแรงนั้น ดิฉันก็อยากจะให้ทํา ทุก ๆ ประเภทเลยนะคะ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ใช้มาตรฐานเดียวกัน คือไม่ว่า จะเป็นกลุ่มใดก็ตาม ขอบพระคุณค่ะ
เชิญตอบครับ
ผู้ที่กระทํา ความผิดไม่ว่าอยู่กลุ่มใด ฐานใด จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนกันหมด จะไม่มีการยกเว้น เพราะฉะนั้นขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้ระแวง อย่าได้กังวล แต่สิ่งที่ พี่น้องประชาชนเฝ้ำรอก็คือการทําความเข้าใจในเรื่องของการชุมนุมทางการเมือง อันเป็ นการเรียกร้องสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย จากมาตรการ ๕ ประการ ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไปเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น เราจะได้ ทําการประชาสัมพันธ์ว่าการเรียกร้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง สงบ และไม่ใช้อาวุธ โดยสันติ นั้นควรจะทําอย่างไร และเมื่อรัฐบาลได้ประกาศแนวทาง ๕ ประการ ไปแล้ว รัฐบาลก็จะใช้ความพยายามในการดําเนินการตามแนวทางนี้ ส่วนถ้าผู้ชุมนุมไม่รับ ไม่ดําเนินการ ไม่สนองตอบ รัฐบาลก็จะได้ใช้มาตรการอื่น และเงื่อนไข ๕ ประการก็จะได้ ยกเลิกไป นี่คือสิ่งที่เราร้องขอว่าวันนี้พี่น้องประชาชนชาวไร่ชาวนาถึงเวลาที่จะต้องกลับไป ทําไร่ทํานาแล้ว อย่าได้ทําให้พี่น้องประชาชนเหล่านั้นติดอยู่ในบ่วงของการเรียกร้อง ให้มีการชุมนุม หรือเชิญชวนให้มาชุมนุม โดยที่เขาเหล่านั้นรับฟังข้อมูลข่าวสาร แต่เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามสื่อทุกสื่อขอได้โปรดทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า การรับฟังข้อมูลข่าวสารขอให้เปิดกว้างจากทุก ๆ ฝ่าย และผมมั่นใจว่าการแก้ไขปัญหา โดยวิธีสันติที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้เสนอเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม นั่นคือวิธีการที่รัฐบาล ตั้งใจให้เกิดสันติสุขจริง ๆ ครับ
จบกระทู้ถาม ๑.๑.๒
๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๓๐๘ เรื่อง ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษา อาชีวเกษตร (นายประกอบ รัตนพันธ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ เป็นผู้ตอบแทน
เชิญผู้ตั้งกระทู้ถามครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาบรรจุ กระทู้ถามของผมในวันนี้ แล้วก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ท่านได้มาตอบกระทู้ถามของผมด้วยตัวท่านเอง เพราะว่าท่านดูแล สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาอยู่ ก็คิดว่ากระทู้ถามวันนี้คงจะมีประโยชน์มาก พอสมควร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านจะเห็นว่าภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยเรานั้น เป็นภาคที่มีความสําคัญหลักภาคหนึ่ง นอกเหนือจากอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว เพราะว่า ๓ ภาคหลักที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานเป็นภาคที่นํารายได้มาสู่ประเทศชาติ อย่างมหาศาล อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตรกรรมนอกจากนํารายได้มาสู่ ประเทศแล้ว พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกร ทั้งเกษตรกรรายย่อย ทั้งเกษตรกรรายใหญ่ อย่างไรก็ตามเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ ยังยากจน แล้วก็เป็นประชาชนที่รัฐต้องเอาใจใส่เป็นกรณีพิเศษ ผมอยากกราบเรียนว่า รัฐบาลได้จัดตั้งวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกร ดูแล คนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่น่าเสียดายครับข้อเท็จจริงแล้ววิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ยังไม่ได้ทําบทบาทที่สําคัญ เพราะว่าขาดนโยบายหลักของรัฐบาลของประเทศชาติ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้บทบาทที่สําคัญของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงนั้นมีบทบาทที่สําคัญ ๒ เรื่องใหญ่ก็คือ
เรื่องแรก ในการผลิตนักศึกษาในหลักสูตรในระบบคือผลิตนักศึกษา ระดับช่างเทคนิค ช่างฝีมือ และช่างเทคโนโลยี แล้วส่วนที่สําคัญที่สุด ท่านประธานครับ รัฐบาลยังมอบหมายวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจัดหลักสูตรพิเศษที่จะสนองตอบ ความต้องการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในลักษณะของหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพ เกษตรระยะสั้น อบรมวิชาชีพเกษตรเคลื่อนที่ และหลักสูตร อศ.กช. ก็คือว่าเป็นเรื่อง ที่เชื่อมโยงต่อพี่น้องเกษตรกร นี่คือนโยบายที่มีความสําคัญ
๖๐ นั่นหมายความว่าเด็กสําเร็จ ม.ศ. ๓ เข้าศึกษาต่ออาชีวศึกษาประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เข้าศึกษาต่อสายสามัญ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือเป้ำหมายที่จะให้ สัดส่วนระหว่างอาชีวศึกษากับสายสามัญนั้น ๕๐ : ๕๐ นี่คือเป้ำหมายหลัก
แล้วก็เป้ำหมายอันที่ ๒ นโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นที่จะดูแลเอาใจใส่ ผู้สําเร็จอาชีวศึกษาทุกประเภทวิชา ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ช่างอุตสาหกรรม แล้วก็ ภาคท่องเที่ยว ภาคคหกรรม ทุกภาคให้มีค่าตอบแทนที่จูงใจเยาวชนเข้ามาศึกษา
นโยบายของรัฐพูดชัดเลยนะครับว่าภาครัฐจะต้องเริ่มต้นในการสร้าง แรงจูงใจให้เยาวชนเข้าศึกษาต่ออาชีวศึกษาให้ได้ มีเงินเดือนที่สูงกว่า โดยใช้ฝี มือ ช่างฝีมือ ความชํานิชํานาญ ทักษะ เป็นตัวชี้วัดในการสร้างแรงจูงใจ ผมคิดว่านโยบาย ของรัฐบาลนี่เป็นนโยบายที่ดีมากนะครับ แต่ผมไม่แน่ใจวันนี้รัฐบาลได้ดําเนินการเรื่องนี้ ไปถึงไหน อย่างไร ผมจึงขออนุญาตตั้งคําถามเป็นคําถามแรกต่อ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการว่าวันนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาอาชีวเกษตรอย่างไร หรือไม่ เป็นคําถามที่ ๑ ครับ
เชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการตอบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ขอตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิก ท่านอาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากที่ท่านได้กล่าวมาในคําถามแรก ดิฉันเองก็ได้ข้อมูล ในคําถามที่ท่านเกริ่นก่อนที่จะถาม ข้อมูลที่ท่านให้มาเป็นนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นนโยบายของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ เรามีนโยบายต่อเนื่อง จากการเรียนฟรี ๑๕ ปี นโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีที่เราได้รับโดยเฉพาะการเรียนการสอน ในสายอาชีพตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ที่รัฐบาลสนับสนุนการเรียน ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ การเรียน สายอาชีพแล้วค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลให้และสนับสนุนให้นักเรียน เยาวชน ที่จบมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จะต้องมีโอกาสในการเรียนโดยเฉพาะสายอาชีพ เราให้ค่าใช้จ่ายในการเรียน ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพในนักเรียนสายอาชีพไม่ว่าในสายอุตสาหกรรม คหกรรม พาณิชยกรรม และรวมไปถึงเกษตรกรรม ค่าเรียนต่อหัวของเด็กสายอาชีพแล้วถ้าเทียบกับเด็กในสายสามัญ ก็คือมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สายอาชีพเราให้เรียนฟรีในระดับ ปวช. ๑ ถึงปวช. ๓ เด็กที่เรียนสายอาชีพเงินค่าอุดหนุนและค่าเล่าเรียนต่อหัวเราให้เฉลี่ยจาก สายอุตสาหกรรมอยู่ที่ ๖,๕๐๐ บาท และยังมีค่าเสื้อผ้าที่เราให้มากกว่า เนื่องจากเรา จะต้องให้ค่าชุดฝึกมากกว่าเรียนสายปกติ เราให้ต่อคนต่อปีที่ ๙๐๐ บาท ค่าอุปกรณ์ การเรียนพื้นฐานทุกคนได้เท่ากันหมด ค่าหนังสือ ซึ่งปัจจุบันนี้สายอาชีพเองรัฐบาล ให้การสนับสนุนเต็มที่ เนื่องจากหนังสือและตําราเรียนถือว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้เรียน ที่จะนําไปประกอบอาชีพได้
ปัจจุบันนโยบายในปี ๒๕๕๓ นี้ ในภาคเรียนที่ ๑ หนังสือที่นักเรียนจะได้ฟรี ทั้งหมดไม่ใช่เป็นหนังสือยืมเรียน รวมถึงค่าพัฒนาบุคลากรการศึกษากิจกรรมต่าง ๆ ได้เท่ากันหมดคือ ๔๐๐ กว่าบาทต่อเทอม ดังนั้นในสายเกษตรเองถ้าเทียบกับ สายอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรมแล้ว นักเรียนที่เรียนสายเกษตรและเทคโนโลยี สามารถที่จะได้ค่าอุดหนุนต่อหัวเฉลี่ยที่ ๙,๕๐๐ บาท ถึง ๑๓,๐๐๐ บาท เนื่องจากการเรียน ในสายเกษตรถือว่าเป็นปัจจัยสําคัญของการพัฒนาประเทศ อย่างที่ท่านอาจารย์ประกอบ ได้บอกแล้วว่าจํานวนประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นเกษตรกรรม และแรงงาน โดยทั่วไปจากตัวเลขของกระทรวงแรงงานแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของแรงงาน ๑๔ ล้านคน เป็นเกษตรกร ดังนั้นนโยบายกระทรวงศึกษาธิการเราต้องการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมถึงพัฒนาบุคลากรที่เป็นรุ่นพ่อแม่ให้มีความรู้ มีการเสริมทักษะ มากขึ้น มีการอบรมมากขึ้น การเรียนเกษตรเราพยายามสนับสนุนให้เด็กเรียนฟรีอย่างแท้จริง คือเรียนที่วิทยาลัย และพักที่วิทยาลัย ดังนั้นค่าเรียนฟรี ๑๕ ปีที่เกิดขึ้นจะได้ต่อหัวสูงมากคืออยู่ที่ ๙,๕๐๐ บาท ถึง ๑๓,๐๐๐ บาทต่อปีซึ่งสูงกว่านักเรียนปกติ และนโยบายนี้เรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ในภาคเรียนที่ ๑ จนปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าตัวเลขของการเรียนในสายอาชีพ จากเดิมในตัวเลขที่เรียนสายสามัญที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และสายอาชีพ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศ ตัวเลขปรากฏออกมาแล้วว่าเด็กในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่มาต่อในชั้นปีที่ ๔ อายุ ๑๕-๑๖ ปี มาเรียนในสายอาชีพมากขึ้น จากเดิม ๔๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๔๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าเป็นสายอาชีพที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการเองคือสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือสายอาชีพที่สังกัดภาคเอกชนทั้งหมด โดยทั่วประเทศแล้วเรามีจํานวนอัตราเติบโตมากขึ้น จากนักเรียนทั้งหมดทั่วประเทศ ๓๐๐,๐๐๐ คน ๔๗ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมดมาเรียน ในสายอาชีพ ดังนั้นจากคําถามว่ากระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะพัฒนาการศึกษาเกษตร หรือไม่ อย่างไร ดิฉันขอตอบคําถามข้อที่ ๑ เลยนะคะว่ากระทรวงศึกษาธิการโดยสํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาขอเรียนว่าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ต่อเนื่องจากฉบับที่ ๑๑ มีวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างการเกษตรไปสู่ การผลิตที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งาน และการใช้ ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเชื่อมโยงกับพื้นฐานของวัฒนธรรมและการสั่งสมความรู้ทางสังคม เทคโนโลยี นวัตกรรม การจัดการอาชีวเกษตรจึงมีความสําคัญมากในการให้องค์ความรู้ แก่ผู้เรียนหรือการฝึกอบรมนําไปสู่การผลิตที่ยั่งยืนในอนาคต จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติรัฐบาลกําหนดนโยบายดังคําแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ในส่วน ของกระทรวงศึกษาธิการได้ดําเนินการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้าง และการบริหารการจัดการในทุกระดับของการศึกษาให้เหมาะสมกับพื้นที่ มุ่งเน้นให้เอกชน เข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา การพัฒนาครู อาจารย์และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนฟรี ๑๕ ปี จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และรวมไปถึงการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรคือ ปวช. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และมีโอกาสในการศึกษาอย่างทั่วถึง ดังนั้นจากการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ระดับอาชีพและอุดมศึกษาให้สู่ความเป็นเลิศ เราได้มีการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษา ตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สําเร็จการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา เรามี ความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาครัฐ และกระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะปรับแรงงาน ของสายอาชีพถ้ามีคุณวุฒิทางการเกษตรหรือคุณวุฒิเกิดขึ้นก็สามารถที่จะปรับค่าแรง ในมาตรฐานที่สูงขึ้น สําหรับนโยบายทางด้านการเกษตรแล้วเราได้เชื่อมโยงกับระบบ การศึกษาให้ดําเนินการพัฒนาการเกษตรให้เข้มแข็งโดยสร้างและพัฒนาคุณภาพ ของเกษตรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการการผลิต และการบริหารองค์ เกษตรกรในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยองค์ความรู้ จากนวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผ่านระบบการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา และเสริมสร้างให้เกิดความมั่นคงทางการเกษตรกรรมและสังคมไทย นี่คือนโยบาย ของกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ขอบคุณค่ะ
เชิญผู้ถามกระทู้ถาม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กรุณาได้พูดถึงส่วนที่รัฐบาลดูแลอาชีวศึกษาโดยภาพรวมแล้วก็ลงรายละเอียดในเรื่อง ของอาชีวเกษตร ผมอยากกราบเรียนท่านรัฐมนตรีอย่างนี้ว่าสิ่งที่ท่านตอบมาทั้งหมด มันเป็นข้อเท็จจริงในการสนับสนุนการอาชีวศึกษา แต่ส่วนที่กระผมได้กราบเรียนถามท่านนั้น เป็นเรื่องใหญ่มากก็เป็นเรื่องนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อการจัดอาชีวเกษตร ทําไมที่ผมมาเน้นเรื่องอาชีวเกษตร ที่จริงอาชีวะทุกภาคนะครับ ไม่ว่าภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว ก็ล้วนแต่มีความสําคัญทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมมาเน้นอาชีวเกษตร เนื่องมาจากว่าประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม แล้วก็อาชีวเกษตรไปเกี่ยวเนื่อง ไปเกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นบุคคลที่น่าสงสาร เกษตรกรรายย่อยยังยากจนอยู่ แล้วก็หวังว่านโยบายในการพัฒนาอาชีวเกษตรนั้นต้องไปรองรับในการพัฒนาพี่น้องเกษตรกร ให้ได้ ท่านประธานครับ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์เกษตร พระองค์ท่านทรงให้ความสําคัญพี่น้องเกษตรกรและอาชีพเกษตรกรรมอย่างมหาศาล แม้แต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีก็ทรงเมตตามาเป็นองค์อุปถัมภ์ ขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ซึ่งท่านรัฐมนตรีคงได้ไปสัมผัสองค์กรนี้ แล้วนะครับว่าเป็นอย่างไร ผมกราบเรียนว่าในส่วนที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาตอบคําถาม ของผมนั้นไม่เพียงพอ สิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผมอยากกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าในการพัฒนา อาชีวเกษตรนั้น กระทรวงศึกษาธิการน่าจะมีนโยบายที่ชัดเจนว่าเราควรจะวางทิศทาง อย่างไร และผมกราบเรียนว่าการพัฒนาอาชีวเกษตรนั้นเราใช้ระบบทวิภาคีไม่พอคือ ภาครัฐ เอกชน ผมอยากให้ใช้ไตรภาคีคือนอกจากรัฐ เอกชน ก็มีพี่น้องเกษตรกรซึ่งเขา เข้าถึงความทุกข์ร้อน ปัญหาของเขาถ้าเกิดว่า ๓ ภาคส่วนนี้ได้มาร่วมกันเพื่อที่จะวางทิศทาง วางนโยบายในการพัฒนาอาชีวเกษตร ผมคิดว่าคงจะประสบความสําเร็จอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นขอฝากท่านรัฐมนตรีนะครับว่าท่านควรที่จะกําหนดนโยบายให้ชัดเจน ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้เนื่องมาจากว่าหลายครั้งรัฐบาลหลายชุดได้พัฒนาวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีอย่างผิดที่ผิดทางหรือไม่สอดรับกับเป้ำหมายของประเทศ บางครั้งเราเอา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมาจัดเป็นวิทยาลัยชุมชน จัดวิชาชีพอย่างหลากหลาย ถ้าถามว่าถูกไหม ก็ถูกครับ เพราะต้องการใช้บุคลากรให้มีประสิทธิภาพ แต่นั่นไม่ได้ ตอบสนองภาคเกษตรกรรมอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ผิดวัตถุประสงค์ บางครั้งเราได้ให้ ความสําคัญกับเยาวชนภาคเกษตร ได้จัดนักศึกษามาเรียนเกษตรเรียกว่าเกษตรเพื่อชีวิต เรียนฟรีก่อนที่รัฐบาลจะมีนโยบายนี้อีก เพียงแต่ว่าเมื่อเด็กสําเร็จการศึกษาแล้วเด็กไม่มี ทิศทางครับ ไม่รู้จะไปไหน จบ ปวช. ปวส. เข้าสู่งานราชการก็ไม่ได้ เข้าสู่เอกชนก็ไม่ได้ ประกอบอาชีพอิสระก็ไม่ได้ เพราะว่าคนที่มาเรียนเกษตรนั้นส่วนใหญ่มาจากครอบครัว ที่ยากจน คนยากจนขาดหมดครับ ขาดความรู้ ขาดทุน ขาดวิสัยทัศน์ เพราะฉะนั้นถ้าเกิด รัฐบาลไม่มีนโยบายอย่างชัดเจนผมคิดว่าคงจะมีปัญหา ขณะนี้ประเทศเรามีวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยี ๔๒ แห่ง มีวิทยาลัยประมงซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ๔๑ แห่ง มีนักศึกษาขณะนี้ประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน พื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี บางแห่งมีถึง ๔,๐๐๐ ไร่ บางแห่งเฉียด ๑,๐๐๐ ไร่ แต่เฉลี่ยแล้วก็ประมาณสัก ๒,๐๐๐ ไร่ ต่อสถานศึกษา วันนี้ถ้าเกิดว่ารัฐบาลไม่วางหลักในการสร้างแผนงานโครงการให้วิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีได้มีภารกิจที่ตอบสนองต่อประเทศชาติแล้ว ผมคิดว่าคงจะมีปัญหา ถ้าตราบใดที่รัฐบาลยังปล่อยให้การจัดการศึกษาเกษตรเป็นไปตามยถากรรมโดยรัฐบาล ไม่เข้ามากํากับดูแล และไม่วางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนแล้ว ผมคิดว่ามีปัญหาแน่นอน ผมจึง อยากกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีเป็นคําถามที่ ๒ ว่านโยบายของรัฐบาล หรือของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษานั้นได้มีแผนงานโครงการที่จะพัฒนา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอย่างไร เพราะวันนี้ผมทราบว่าวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เขาขอที่จะเป็นสถาบันเฉพาะทาง เพื่อที่จะได้มีโอกาสช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้ได้ แต่ว่าในที่สุดทางกระทรวงศึกษาธิการไม่ยอม ยอมให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ไปรวมกับกรรมอื่น ๆ เป็นสถาบัน ผมว่าอย่างนี้นี่ผิดครับ เพราะว่าในการจัดการเรียนการสอน อาชีวศึกษานั้นไม่ว่าทางเทคนิค ทางอุตสาหกรรม ทางพาณิชยกรรม การท่องเที่ยว หรือเกษตรกรรมนั้น ส่วนใหญ่เขาต้องพัฒนาเฉพาะทางในทางลึก การที่ท่านเอากรรมต่าง ๆ มารวมและเป็นสถาบัน ผมคิดว่าเป็นการสอนแบบเป็ด และในที่สุดถ้าท่านเปิดปริญญาตรี ก็เป็นปริญญาตรีที่ไม่แตกต่างกับอุดมศึกษาอื่น ๆ แต่วันนี้เราต้องการให้อาชีวศึกษา เป็นปริญญาตรีนักปฏิบัติการเฉพาะทาง ทําไมท่านไม่รวมกลุ่มอาชีพให้เป็นสถาบัน เช่น เอาวิทยาลัยเทคนิคมารวมกันเป็นภาคก็ได้นะครับ เป็นสถาบันทางด้านช่างอุตสาหกรรม สถาบันทางด้านเกษตรกรรม สถาบันทางด้านพาณิชยกรรม สถาบันทางด้านการท่องเที่ยว หรือสถาบันทางด้านคหกรรม ให้ทางลึกอย่างนี้ครับ อาจจะจัดเป็นภาคก็ได้ เพื่ออะไรครับ เพื่อที่เขาจะได้ระดมทรัพยากรตอบสนองความต้องการด้านอาชีวศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ผมไม่เข้าใจว่าวันนี้กระทรวงศึกษาธิการคิดอย่างไรในการรวมสถาบันอย่างสะเปะสะปะ ก็อยากให้ท่านคิดใหม่ถ้าเกิดเรื่องนี้ยังไม่ได้ดําเนินการ ผมขออนุญาตเข้าคําถามที่ ๒ ว่าท่านมีนโยบายในการพัฒนาสถานศึกษาเกษตรอย่างไร หรือไม่ เป็นคําถามที่ ๒ ครับ
เชิญรัฐมนตรีตอบ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จากคําถามของอาจารย์ประกอบ ดิฉันเองต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ประกอบที่เป็ นผู้ที่มีความรู้ทางการเกษตร และการศึกษาทางด้านเกษตรของกระทรวงศึกษาธิการได้ดี จากคําแนะนําของท่านแล้ว ดิฉันเองในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการดูแลกํากับสํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตลอดนโยบายปี ๒๕๕๒ จากการที่ดิฉันเข้ามาเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการ เราได้เดินตามนโยบายของกระทรวงในแง่ของการเรียนสายอาชีพ เมื่อปี ๒๕๕๑ และได้มีพระราชบัญญัติอาชีวศึกษา ปี ๒๕๕๑ ในการจัดเรียนการสอน การอาชีพทั้งหมดไปสู่ระดับปริญญาตรีหรืออุดมศึกษา โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีการฝึก ทักษะฝีมือในแต่ละด้านไม่ว่าอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือเกษตรกรรม เป็นหลัก โดยที่มีทักษะฝีมือแรงงานในการทํางานร่วมกับสถานประกอบการหรือภาครัฐเราเรียกว่า ทวิภาคี แต่นอกเหนือจากกฎหมายที่ออกมาแล้ว ขั้นตอนของการจัดการเรียนการสอน อย่างมีประสิทธิภาพเราก็ได้เขียนงบประมาณและได้วางแผนยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากว่าโดยทั่วไปของประเทศแล้วการส่งออกและรายได้หลัก ของประเทศมีกี่อย่างและกี่ประเภท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เรานําสิ่งเหล่านี้ มาเป็นแผนเพื่อจัดการเรียนการสอน เรามีวิทยาลัยทั่วประเทศอยู่ ๔๑๕ แห่งที่เกิดขึ้น เรามี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอยู่ ๔๘ แห่งและเกษตรไม่ได้มีทุกจังหวัดแต่เรากระจาย ตามภูมิภาค เรามีวิทยาลัยเกษตรทางประมงอยู่ ๔ แห่ง ทั้งประมงนํ้าจืดและประมงนํ้าทะเล ดังนั้นวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ๔๘ แห่งทั่วประเทศ ดิฉันเองพอกลับมาดู แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเกิดขึ้น การที่จะจัดการเรียนการสอน ในสายอาชีพให้มีประสิทธิภาพ แล้วให้กําลังคนที่เรียนสายอาชีพไม่ออกไปมุ่งเน้น เพื่อได้ปริญญาตรีไปอยู่ในสถาบันที่ทําให้จบปริญญาตรีได้แล้วเราขาดฝีมือแรงงาน เราต้องรีบเร่งที่จะออกกฎกระทรวงแล้วสามารถที่จะให้เด็กมีโอกาสเรียนในสายอาชีพ และมีความภูมิใจตัวเองและมีโอกาสที่จะได้รับปริญญาตรีในสายอาชีพนั้น แต่นโยบาย ไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อให้เด็กได้รับปริญญาตรี นโยบายต้องการมุ่งเน้นให้เด็กมีคุณวุฒิวิชาชีพ จนถึงชั้นสูงคือ ปวส. แต่อยู่ในสถานประกอบการและมีงานทําโดยที่ไม่ทิ้งงานนั้น นี่คือ นโยบายหลัก เรากลับมาดูว่าทําไมจะให้เด็กอยู่สถานประกอบการ มีรายได้มั่นคงที่แท้จริง แล้วไม่ออกมาจากสถานประกอบการหรือออกไปสู่วิชาอาชีพที่ตัวเองเรียนแล้วไปมุ่ง ปริญญาตรีอย่างเดียว เราเลยกลับมาดูว่าอาชีพอะไร อุตสาหกรรมอะไรที่ทํารายได้ให้กับ ประเทศแล้วต้องการกําลังคน และมีตัวเลขหลักจากกระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พอเรามาดูปุ๊ บเราแบ่งออกมาเป็น ๑๓ ถึง ๑๕ กลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) ยกตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เราเห็นแล้วว่าการส่งออกของธุรกิจยานยนต์เป็นหลัก แล้วก็มีรายได้ และต้องการกําลังคนจาก ปวช. ปวส. ชัดเจน เราคงไม่ทําด้านแพทย์แน่ เพราะเราไม่ได้มีความชํานาญตรงนั้น อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ (Logistics) ที่ต้องการกําลังคน ที่จะไปทําทั้งภาคปฏิบัติและภาคเอกสาร อุตสาหกรรมในเรื่องของพาณิชยนาวีที่ต้องการ กําลังคนในเด็ก ปวช. และ ปวส. เกิดขึ้น อุตสาหกรรมฮอสพิทอลลิตี้ เซอร์วิส (Hospitality service) คือการโรงแรม รวมมาถึงเกษตร ดิฉันก็เจาะลึกลงมาเกษตรแล้วให้นโยบายไปว่า พื้นที่ประเทศไทย ๔๘ แห่งที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีไปอยู่ เรามีดิน ฟ้ำ อากาศ นํ้า และบุคลากรความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นข้าว เรามีข้าวส่งออกที่ผลิตมากที่สุด ที่ภาคเหนือตอนล่างคือ กลุ่มจังหวัดพิจิตร จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดพิษณุโลก ที่ตรงนั้นคือผลิตข้าวส่งออกเป็นหลัก แล้วบางครั้งเขาผลิต ๔ ครั้งต่อปี หรือ ๓ ครั้งต่อปี เราก็ต้องมาดูกัน หรือข้าวที่บริโภคในประเทศข้าวหอมมะลิส่วนใหญ่แล้ว มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือภาคอีสาน ข้าวที่ผลิตทางใต้ก็เป็นข้าวในเชิงอนุรักษ์ ที่หายากแล้วเป็นคุณลักษณะและสามารถที่จะบริโภคได้ทั่วประเทศคือข้าวสังข์หยด ที่เราคิดกันตรงนั้น ดังนั้นวิธีการจัดการดิฉันก็เลยมองว่าข้าวเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง ของประเทศและเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือจากประเทศไทย เราก็เลยมามองดูว่า เราควรจะตั้งสถาบันเฉพาะทางเพื่อให้ดูว่าดินแต่ละที่ในภูมิภาคมีการปลูกหรือผลิตข้าว ที่แตกต่างกัน พันธุ์ข้าวประเภทไหน โรคพืชต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วการที่จะไปพัฒนา องค์ความรู้กับเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรที่เกิดขึ้นเราควรจะทําอย่างไร ดิฉันมองไปถึง การตั้งสถาบันการเรียนการสอนเรื่องข้าวและเทคโนโลยีของการผลิตข้าว แล้วก็คงต้อง เอาเซนเตอร์ (Center) เป็นหลัก ข้าวอาจจะเกิดขึ้นกับสถาบันที่เกิดทางภาคเหนือตอนล่าง ขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงไปที่ภาคอีสานและภาคใต้ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษา ที่ต้องการเข้ามาเรียนสายอาชีพว่าถ้าเป็นผู้ผลิตข้าว เกษตรกรข้าวถ้าจะเรียนเรื่องข้าว ต้องไปที่จุดใด แล้วเราก็เกิดการลงทุนและพัฒนาการเรียนการสอนบุคลากร การอบรม เข้าไปสู่ท้องถิ่นและเกษตรกร ดังนั้นในทางเกษตรแล้วในสถานศึกษาของเกษตรเอง โดยเฉพาะปัจจุบันนี้เราได้มีการร่วมมือไตรภาคีเกิดขึ้นแล้ว เรามีการร่วมมือทั้งภาครัฐ สถานประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกรเกิดขึ้นเรามีการร่วมมือกัน เช่นถ้านักเรียนและเยาวชนที่ยากจนอยากเรียนในสายอาชีพสามารถที่จะมาเรียนฟรี มีที่พัก มีการเรียนทางด้านพืชและสัตว์ที่สามารถไปประกอบอาชีพตัวเองได้ มีการให้เงินทุน เรามีการให้เงินทุนจากเกษตรกร มีรายได้ระหว่างเรียน นี่คือสิ่งที่เราพยายามสนับสนุน เกษตรกรรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันเกษตรกรในชุมชนท้องถิ่นเอง ในวิทยาลัยเกษตรเองได้ให้ เกษตรกรในชุมชนท้องถิ่นเราจับร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มาอบรม เป็นภาค ๆ ไป แล้วเมื่ออบรมในการที่จะมีรายได้ ได้พื้นที่เกษตร คนที่ผ่านการอบรม ของกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาแล้ว สามารถที่จะมีการรับรองว่าสามารถประกอบอาชีพตัวเองได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะมีที่ที่เป็นที่ของ ส.ป.ก. เกิดขึ้นที่จะให้โควตาต่อคน ๕ ไร่ต่อคนในภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แล้วก็มีที่ทํากิน แล้วถ้าใครสามารถเขียนโครงการเข้ามา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็สามารถให้เงินทุนที่จะไปประกอบธุรกิจ ของตัวเองได้ นี่คือการร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วกระทรวงศึกษาธิการเองที่จะให้ เกษตรกรมีรายได้แล้วก็มีที่ทํากิน ในส่วนที่สถาบันเกษตรไม่ใช่แค่สถาบันข้าว ยกตัวอย่างเช่น ในภาคกลางเองจังหวัดสระบุรีเรามีความเข้มแข็งในเรื่องของโคนม ในเรื่องของโคเนื้อ เราก็จะมีเรื่องของสถาบันสัตว์ในเรื่องของโคนมเกิดขึ้น ในเรื่องของสถาบันประมงเราก็จะ ตั้งขึ้นมาว่าการส่งออกและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการประมง เราก็จะตั้งสถาบัน การเรียนการสอนและพัฒนาเรื่องของการประมงเกิดขึ้น รวมไปถึงเรื่องของยางพาราเอง ที่เรารู้ว่ายางพาราปัจจุบันนี้เป็นรายได้หลักของประเทศเราก็จะตั้งสถาบันเฉพาะทาง ก่อนที่เราจะทําได้เราต้องดูถึงความพร้อมของวิทยาลัย ความพร้อมของพื้นที่ ความพร้อม ของบุคลากรที่เกิดขึ้นและงบประมาณของรัฐ ปัจจุบันนี้แผนพัฒนาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสํานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา และเป็นนโยบายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรามุ่งเน้น การพัฒนาฝี มือแรงงาน การเรียนการสอนไปสู่เฉพาะทาง ไม่ว่าประเทศมีรายได้ และต้องการกําลังคนในด้านไหน เราจะผลิตคนให้ตามกับการผลิตของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักและเกษตรกรรมที่เรามุ่งเน้นไป เฉพาะจุดเพื่อพัฒนาทางด้านกําลังคน การเรียนการสอน และเพิ่มผลผลิตให้กับประชากร และเกษตรกรไทยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
มีติดใจอีก เอาครั้งสุดท้าย
กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขออีกนิดเดียว ท่านประธานครับ เพราะว่าเรื่องการพัฒนาอาชีวเกษตรนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ผมกราบเรียนว่า รัฐบาลก็ยังขาดนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาอาชีวเกษตรไม่รองรับกับการพัฒนา ภาคเกษตรกรรมของประเทศที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงมาทั้งหมดนั้น ผมเข้าใจ เพียงแต่ว่าในเรื่องของแผนงานนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาสถานศึกษาเกษตรนั้น ท่านก็ยังไม่ได้พูดลงในรายลึก สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านที่จริงผมทําอยู่ ๓ เรื่อง
คําถามที่ ๑ นโยบายระดับกระทรวงว่ากระทรวงนี่มีนโยบายที่จะกํากับ ดูแลอาชีวเกษตรอย่างไร
คําถามที่ ๒ นั้นผมมาเน้นในเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เขามีแผนงานโครงการที่จะพัฒนาอาชีวเกษตรอย่างไรในเรื่องของสถานศึกษา
ขณะนี้ผมกราบเรียนว่าในเรื่องการตั้งสถาบันอาชีวศึกษา ผมต่อสู้ แล้วก็ให้ข้อคิด แม้แต่กระทั่งรัฐมนตรีเองผมเคยไปหารือว่าถ้าท่านยังเห็นความสําคัญ ของภาคเกษตร ถ้าท่านยังเห็นว่าพี่น้องเกษตรกรนั้นเป็นบุคคลที่น่าช่วยเหลือ ท่านควรที่จะ แยกสถานศึกษาวิทยาลัยเกษตรนั้นออกมาเป็นสถาบันเฉพาะให้เขาได้ดูแลพี่น้องเกษตรกร ได้อย่างทั่วถึง เช่น สถาบันอาชีวเกษตรภาคเหนือก็ให้นโยบายเขาไปดูแลในเรื่องของพืช หรือสัตว์ที่พี่น้องเกษตรกรในภาคเหนือเขาได้ประกอบอาชีพอยู่ สถาบันอาชีวเกษตรภาคใต้ อาจจะต้องไปเป็นสถานที่สําคัญในการผลิตและการดูแลการแพร่พันธุ์ของยาง ของปาล์ม หรือว่าในด้านการประมง ของภาคเหนือเช่นเดียวกันครับ พืชเมืองหนาว หรือว่าพวกพืชไร่ หอม กระเทียม ซึ่งเป็นอาชีพที่สําคัญของพี่น้องเกษตรกร
ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ถ้าเกิดเรามีสถาบัน อาชีวเกษตรเป็นภาคแล้วก็ดูแลพี่น้องเกษตรกรตามลักษณะของภูมิอากาศ ตามลักษณะ การประกอบอาชีพของแต่ละภาคนั้นจะเกิดผลประโยชน์อย่างมากมาย แต่ขณะนี้ผมทราบว่า ทางกระทรวงให้ความสําคัญกับภาคเกษตรนี่ยังน้อยไปหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณ ของเอสพี ๒ (SP2) โครงการไทยเข้มแข็ง ผมทราบมาตอนหลังนะครับว่าวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีไม่ได้รับการดูแลแม้แต่บาทเดียว ในขณะที่อาชีวศึกษาอื่นได้ ภาคอื่นได้ ตรงนี้ถ้าท่านตอบว่าท่านมีนโยบายที่จะดูแลภาคเกษตรนี่มันสวนกับข้อเท็จจริงที่ท่าน จะไปดูแล
คําถามที่ ๓ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่สําคัญมากที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ นักศึกษาอาชีวเกษตร ผมเรียนถามท่านนะครับว่าในเมื่อเรามีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ในเมื่อเรามีวิทยาลัยประมง แล้วรัฐพยายามที่จะประชาสัมพันธ์ให้ลูกเกษตรกร ให้พี่น้องประชาชน ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในสถานศึกษาเกษตรไม่ว่าวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีหรือวิทยาลัยประมง แต่ขณะนี้ข้อเท็จจริงเมื่อเด็กสําเร็จการศึกษา ระดับ ปวช. ปวส. หรือ ปทส. แล้วไม่มีงานทํา ภาครัฐมีที่นั่งจํากัด ภาคเอกชนรับน้อยมาก ครั้นจะไปประกอบอาชีพอิสระ อาชีพส่วนตัว ผมกราบเรียนท่านนะครับว่าเยาวชนเหล่านี้ มาจากครอบครัวพี่น้องเกษตรกรรายย่อย มาจากครอบครัวที่ยากจน เขาไม่มีวันที่จะ ก่อร่างสร้างตัวได้หรอกครับถ้าเกิดรัฐไม่มีนโยบาย ไม่มีแผนการช่วยเหลืออย่างชัดเจน ผมจําได้ สมัยที่ ฯพณฯ บัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านได้เชื่อมโยงเอาผู้ที่สําเร็จการศึกษาเกษตรไปเป็นเกษตรกร หาที่ดินให้เขา หาทุนให้เขา ถ้าอย่างนี้เป็นการจูงใจให้ภาคเกษตรนี่เข้มแข็ง และให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี มีคนนิยมเข้ามาเรียนมากขึ้น เป็นการวางแผนอย่างมีจุดมุ่งหมายและอย่างมียุทธศาสตร์ อย่างนี้มีความสําคัญ เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีเป็นคําถามที่ ๓ คําถามสุดท้ายนะครับว่าท่านมีนโยบายที่จะให้ผู้สําเร็จการศึกษาอาชีวเกษตรนี่ไปสู่อาชีพอิสระ ได้อย่างไร มีหรือไม่ ถ้ามีนี่ท่านจะทําอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่สําคัญมากและเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ก็ขออนุญาตเป็นคําถามสุดท้าย
เชิญท่านรัฐมนตรีตอบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จากคําถามของอาจารย์ประกอบ ดิฉันเองก็ต้องขอขอบคุณอีกรอบหนึ่งที่พยายามมุ่งเน้นในเรื่องของการเรียนสายอาชีพ โดยเฉพาะการเกษตร ตรงกับที่ใจดิฉันคิดเลย ตลอดปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา กลุ่มอาชีพที่ดิฉัน ไปพบปะมากที่สุดทั้งนักเรียน นักศึกษา และผู้บริหาร ก็คือกลุ่มเกษตร โดยเฉพาะ อกท. ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภูมิภาค ในเรื่องของจังหวัด ดิฉันเองลงไปในจุดรายละเอียด แล้วก็ไปร่วมงานทุกครั้ง และไปให้ข้อคิดไปเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง เป็นคําถามเดียวกับ ที่ท่านอาจารย์ประกอบบอกเลยว่าเกษตรเป็นปัจจัยหลักของประเทศ ทําไมถึงเรียนเกษตร น้อยลงทุกปีทั้งที่เรามีวิทยาลัย ๔๗ แห่งทั่วประเทศ อย่างที่อาจารย์บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้ว พื้นที่ต่อ ๑ วิทยาลัย เรามีถึง ๑,๐๐๐ ไร่ขึ้นไป บางวิทยาลัยที่ดิฉันไปเยี่ยม วิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีเพชรบุรีซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปลูกสับปะรดเป็นหลัก และเราส่งออก สับปะรดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลย แล้วก็มีพื้นที่ถึง ๖,๐๐๐ ไร่ แต่ทําไมวิทยาลัยไม่ให้ ความสนใจ กลับไปมีในเรื่องของกล้วยไม้บ้างเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้เด่น แล้วแต่ละวิทยาลัย ทั่วประเทศ ๔๗ แห่ง ทุกคนมีเรียนเหมือนกันหมดโดยที่ไม่มีความเด่นที่จะให้ผู้เรียนรู้สึกว่า ถ้าต้องการเรียนเกษตรด้านใดควรจะไปวิทยาลัยใดที่มีความเชี่ยวชาญ ดิฉันก็เลยพยายาม ที่จะประชุมกับผู้บริหาร ผู้อํานวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ แล้วพูดคุยกับ ผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร ไม่ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว หรือกระทรวง พาณิชย์ต่างว่าตัวเลขจริง ๆ ของการเกษตรสูงมาก ทั้งส่งออก ทั้งบริโภคในประเทศ ตัวเลขของแรงงานสูงถึง ๑๔ ล้านคน ทําไมการเรียนการสอนขนาดรัฐบาลในปี ๒๕๕๒ ให้ค่าเรียนต่อหัวถึงหัวละ ๙,๕๐๐ บาทถึงเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปีการศึกษาแต่ผู้เรียน กลับไม่ได้ตามเป้ำหมาย แต่อุตสาหกรรมฮอสพิทอลลิตี้ เซอร์วิส หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ กลับแย่งกันเข้ามาเรียนและมีความเด่นพอสมควร และช่างอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เราก็เลย กลับมามองว่าเนื่องจากผู้บริหารแต่ละรุ่นของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาจากสายเทคนิค สายช่าง ไม่เคยมาจากสายเกษตร เคยมีสายเกษตรในสมัยอดีตเลขาธิการ ท่านวีระศักดิ์ และท่านก็ทําโตขึ้นมาแล้วก็ดรอป (Drop) ไปอีก เนื่องจากว่าเราพยายาม ที่จะให้คนเข้ามาเรียนเกษตร แต่การสนับสนุนอาจจะน้อยไป แต่วันนี้รัฐบาลนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เรามีการสนับสนุนการจะเรียนสายอาชีพโดยเฉพาะเกษตร อย่างเห็นเด่นชัด แต่ก็ยังเจอจุดอ่อนว่าในทัศนคติของผู้เรียนแล้วเขาไม่ได้คํานึงว่าเกษตร ถ้าจะมองว่าเกษตรเป็นสิ่งรอบตัว ไม่จําเป็นต้องเรียนรู้ ไม่จําเป็นที่ต้องเสริมทักษะ นี่คือ สิ่งที่เราต้องทําให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเราเด่นขึ้นมาว่าทําอย่างไรให้เกษตรกร หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะร่วมมือกับเราเห็นความสําคัญของการทําเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้แบบยั่งยืนและมั่นคง เพราะเกษตรกรอาจจะเป็นหนี้สินเยอะมาก พอไปยึด อาชีพเกษตรก็ทําให้ลูกหลานไม่มายึดอาชีพ ทําอย่างไรให้ลูกหลานและเกษตรกรรุ่นใหม่ เกิดขึ้น เรามาดูโครงสร้างทั้งหมดอย่างที่ท่านบอกว่าการจัดตั้งสถาบันปีที่แล้วมีการที่ พยายามต่อสู้ ดิฉันเองจะให้ข้อมูลไปสู่สาธารณชนกับนักเรียน นักศึกษาเกษตรมาตลอด ๑ ปี ให้ความหวัง แต่การทํางานร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาหรือบอร์ด อาชีวะอาจจะสวนทางกันนิดหน่อย เราพยายามมุ่งเน้นที่จะตั้งสถาบันเป็นเฉพาะทาง ความเข้าใจเกิดขึ้นว่าต้องการเป็นพื้นที่ เนื่องจากว่าอย่างที่ท่านบอกว่าภาคเหนือ เป็นพื้นที่เกษตรผลไม้หรือเป็นพืชภาคเหนือ ภาคใต้เป็นยางพาราพืชภาคใต้ ดิฉันเคยคิดว่า เราอาจจะแบ่งเป็นแอเรีย (Area) ก็ได้ แต่วันนี้เรามาดูว่าถ้าเป็นยางพาราแล้วผลผลิต ภาคใต้เป็นหลัก ขณะเดียวกันภาคอีสานก็ปลูกมากขึ้น แล้วผลผลิตกําลังออกมาแล้วสูงด้วย ผลเอาออกมาเราเห็นตัวเลขที่สุ่มเก็บมาแล้วนํ้ายางที่ได้จากภาคอีสานสูงพอ ๆ กับภาคใต้ และคุณภาพอาจจะดีกว่า นี่คือสิ่งที่จะต้องวิจัยและดําเนินการมากขึ้น ดังนั้นเราคิดว่า การจํากัดแอเรียอาจจะไม่ใช่เหตุ แต่การตั้งสถาบันการเรียนและพัฒนาเรื่องการปลูกยาง หรือผลิตยาง หรือพัฒนาบุคลากร และให้โอกาสเกษตรกรควรจะเป็นสถาบันเฉพาะทาง เรื่องของยางพารา แต่เรามาดูปริมาณการผลิต แล้วพื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ของเราที่จะทดลองว่าในจังหวัดไหนที่เรามีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมากเราก็ไปตั้ง สถาบันในแอเรียตรงนั้น และพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้กําหนดแล้วว่า การที่จะทําการเรียนการสอนในสายอาชีพต่อไปนี้แล้วต้องเน้นปฏิบัติ เน้นทวิภาคีมากขึ้น เราต้องไปดูด้วยว่าสถานประกอบการ หรือการผลิต หรือแปรรูป หรือการที่จะพัฒนารับซื้อ เกิดขึ้นนั้น และต้องการบุคลากรเราเข้าไปและให้ความสนใจมากขึ้นอยู่ในภูมิภาคไหน เราให้ตรงนั้นเป็นหลักมากกว่า เหมือนกันโลจิสติกส์เอง ภาคเหนือตอนล่างก็สําคัญ ภาคตะวันออกก็สําคัญ มีทั้งทางบก ทางอากาศ ทางนํ้าที่เป็นการส่งออกสูง เราก็ต้องมองว่า โลจิสติกส์ที่แท้จริงควรจะอยู่ภาคไหน แต่เราไม่ได้หมายความว่าพอไปอยู่ภาคตะวันออกแล้ว ภาคอื่นไม่สามารถเป็นโลจิสติกส์ได้ ดังนั้นเราจะไม่กําหนดพื้นที่ เรากําหนดสิ่งที่ศักยภาพ ทั่วประเทศมี เราเอาเซนเตอร์ที่จะทําให้เกิดการร่วมมือการพัฒนา แล้วเราก็จับมือกันทั่วประเทศ จังหวัดไหนเป็นโลจิสติกส์ที่สําคัญเช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ดิฉันมองโดยภาพรวม ดังนั้นดิฉันเอง เพิ่งได้มีการประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมากับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการ และผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ว่าโดยเฉพาะภาคเอกชนเราจะไม่มองในวิสัยทัศน์ของภาครัฐบาล ของเราเอง หรือตัวเลขรัฐบาล เราพยายามมองจากภาคเอกชนด้วยว่าจริง ๆ แล้ววิถีทาง ที่นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ การปฏิรูปการศึกษาเรามาถูกทางไหม เราเน้นการส่งออก การผลิตในประเทศ การมีรายได้ที่แน่นอนและมีการร่วมมือที่แท้จริง เราเน้นเป็นเฉพาะทาง เราสมควรที่จะทําตรงนั้นไหม ถ้าเราเน้นเฉพาะทาง แล้วเราคัฟเวอร์ (Cover) ไปทั่วประเทศ แล้วหาความร่วมมือที่ชัดเจนเราควรจะทําอย่างไร นี่คือสิ่งที่ดิฉันเองและอาชีวศึกษา เราจับมือกัน ในฐานะกระทรวงศึกษาธิการว่าเราจะออกนโยบายวันนี้ ณ เวลานี้เป็นหัวใจ สําคัญในการพัฒนาในสายอาชีพ เนื่องจากภาพพจน์ในการศึกษาอาชีพใน ๕ ปีที่ผ่านมา ตกลงตลอดเวลา โดยเฉพาะเกษตรที่เรามีพื้นที่มากกว่า ๑,๐๐๐ ไร่ต่อ ๑ วิทยาลัย บางวิทยาลัยมีถึง ๖,๐๐๐ ไร่ บางวิทยาลัยมีถึง ๕,๐๐๐ ไร่ แต่เราไม่ได้ใช้ทรัพยากรของเรา ได้คุ้มเลย ในคําถามที่อาจารย์ประกอบได้ถามมาในเรื่องของงบประมาณก็เช่นกัน ในเรื่อง ทัศนคติของผู้บริหารในสายอาชีพแล้วเรามีปัญหางบประมาณที่เกิดขึ้นว่าวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีได้น้อยสุดดิฉันยอมรับ ทําไมทั้งที่ดิฉันให้นโยบาย ตอนเขียนงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ เอสพี ๒ เกิดขึ้น พอมาเห็นปุ๊ บ พอมีปัญหาเรื่องของเกษตรน้อยลงยังมีปัญหา เกษตรไม่ลงตัวกันอีก มีการร้องเรียนมากที่สุดคือกลุ่มเกษตร โดยเฉพาะครุภัณฑ์ที่เกษตร ได้รับ มีการร้องเรียนถึงขนาดมีกลุ่มเข้ามายื่นหนังสือกันเกิดขึ้น มีกลุ่มเข้ามาแอนตี้ (Anti) ไม่รับเกิดขึ้น และทําให้มีการตั้งดิฉันในฐานะรัฐมนตรี มีการร้องเรียนการทุจริต มีการร้องเรียน เรื่องของความไม่ต้องการในสิ่งที่ให้ แล้วก็ไม่กระจายทั่วถึง ดิฉันเองก็ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาสอบสวนตรงนี้ และระยะเวลาในการสอบสวนก็มีการรายงานไปถึง ครม. ถึงสํานัก งบประมาณ นายกรัฐมนตรีและในเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาคือ ท่านเลขาธิการ รวมไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ ทุกคนทราบหมดว่ากระบวนการของการสอบ มาเห็นถึงการทําครุภัณฑ์ และพยายามที่จะให้ปรับเปลี่ยนครุภัณฑ์ของเกษตรให้ตาม วัตถุประสงค์การเรียนการสอนของเกษตรให้มากที่สุดจากที่ร้องเรียนมา ผลสุดท้าย การดําเนินงานก็ไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์ก็ทําให้งบประมาณของเกษตรตกไป แต่ดิฉันเอง ในฐานะรัฐมนตรีดูแลกํากับก็พยายาม เรามีการตั้งคณะกรรมการได้ทํางานของวิชา การเรียนการสอนสายเกษตรอยู่ ในคณะกรรมการนี้เราเพิ่งตั้งเมื่อเดือนมีนาคม จํานวนสมาชิกประมาณ ๑๓ ท่าน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารในสายเกษตรเข้ามาที่จะจับมือกัน เราพยายามที่จะพัฒนาการเรียน การสอนในสายเกษตรให้ตรงวัตถุประสงค์ นี่คือเราพยายามมองว่าปัญหาเกิดตรงไหน แล้วเอาคนและผู้บริหารที่มีองค์ความรู้เกษตรมาจับกลุ่มกันตั้งเป็นคณะกรรมการที่จะ พัฒนาการเรียนการสอนในสายเกษตร แล้วก็มาดูว่าเราต้องการอะไร ทิศทางนโยบายเรา ไปถูกต้องไหม และงบประมาณที่เกิดขึ้น วันนี้เราก็ได้งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ออกมามากขึ้น ในการลงทุน ดิฉันเองก็ให้นโยบายลงไปหนักขึ้นกว่าเดิมในการเขียนนโยบาย ปี ๒๕๕๔ ว่า เกษตรถือว่าเป็นหัวใจสําคัญ ขอให้มองเขาเป็นหลัก นี่คือสิ่งที่ดิฉันให้นโยบายไปกับ สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพียงแต่ว่าการปฏิบัติเองเราก็ต้องลงไปดูอีกทีหนึ่งว่า ปฏิบัติตามนโยบายหรือไม่ ถ้าไม่ได้เราก็ต้องลงไปดูว่าควรจะแก้ไขกันอย่างไร นี่คือหน้าที่ ของรัฐมนตรีที่จะต้องทํา
ในส่วนที่ท่านถามว่าการที่จะหาเด็กมาเรียนเกษตร เยาวชนรุ่นใหม่จะสามารถ มีอาชีพอิสระหรือไม่ อย่างที่ดิฉันเรียนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเด็กเกษตรกรรุ่นใหม่เรามีสถานที่ เรียนเกษตรทั่วประเทศ ๔๘ แห่ง ตามนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี สามารถที่จะไม่เสียค่าเรียน อะไรเลย มีที่พักให้ มีสถานที่ที่จะให้ปฏิบัติการฝีมือตัวเองได้ แล้วก็มีรายได้ระหว่างเรียน ถ้าออกไปแล้วเรามีการจับทวิภาคีกับสถานประกอบการ เรามีการที่จะจับกับในหน่วยงาน ของรัฐบาลและท้องถิ่นที่จะส่งเกษตรกรรุ่นใหม่ออกไปพัฒนาในท้องถิ่นของตัวเอง พร้อมทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ให้ที่ที่เป็นที่เปล่า ๕ ไร่ ที่จะให้ไปจับกลุ่มกันในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละจังหวัด จะไปผลิตทางด้านเกษตร ไม่ว่าจะเป็นส่งออกหรือเลี้ยงชีพตัวเองอย่างพอเพียง ก็ได้ เราไม่จํากัดว่าท่านจะทําอย่างไร แต่พื้นฐานคือต้องเป็นเกษตรพอเพียงที่เลี้ยงชีพ ตัวเองได้ด้วย และทํารายได้ให้ตัวเอง ถ้าตัวเองมีโครงการที่จะทําสินค้าเกษตรเพื่อส่งออก จับกลุ่มกันมา เราเองจับกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อที่จะให้ งบประมาณเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะได้เงินทุนในการที่จะไปประกอบอาชีพอย่างมั่นคงและถาวร เกิดขึ้นและมีที่ทํากิน แล้วสามารถที่จะเอาความรู้ตัวเองไปพัฒนาท้องถิ่น ไปถ่ายทอดถึง รุ่นพ่อแม่ตัวเองที่เป็นเกษตรกรด้วย แล้วตัวเองก็จะกลับมา ส่วนใหญ่นักเรียนเกษตรเอง ไม่ได้ไปไหนค่ะ เขากลับมาให้องค์ความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ของตัวเอง ๔๗ แห่งทั่วประเทศ เด็กนักเรียนเกษตรรุ่นเก่ารุ่นที่ออกไปแล้วมาช่วยกันพัฒนา มาแลกเปลี่ยนความรู้ แล้วก็ยังมีองค์กรที่ท่านบอกก็คือองค์การเกษตรกรในอนาคต แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อกท.) ที่เรามีประชุมและมีการจัดงานที่ประสบความสําเร็จไปแล้ว เรามีการประชุมในส่วนของ พื้นที่ในภูมิภาคแล้วก็ในระดับประเทศอยู่ตลอดเวลา แล้วก็แลกเปลี่ยนความรู้กันตลอดเวลา ซึ่งองค์กรนี้ ดิฉันในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการในการกํากับสํานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาแล้ว เรามีหลายองค์กรเกิดขึ้นในการเรียนสายอาชีพ แต่นี่เป็นองค์กร ที่ดิฉันเห็นเลยว่าเป็นองค์กรที่เข้มแข็งที่สุด และมีการพัฒนามากที่สุดแล้วเขาก็รัก และแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ดี นี่คือสิ่งที่ดิฉันเองก็ให้การสนับสนุนตลอดเวลาอยู่แล้ว ขอบคุณค่ะ
จบกระทู้ถามทั่วไปที่ ๓ นะครับ คือจบกระทู้ถามทั่วไปจบแล้วทั้ง ๓ กระทู้ ต่อไปเป็นวาระกระทู้ถามสด
๑.๒ กระทู้ถามสด
๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๑๑๕ ส. เรื่อง การบริหารราชการผิดพลาด ในการใช้กําลังทหารสลายการชุมนุมจนมีเหตุให้ประชาชนเสียชีวิต (นายวิชาญ มีนชัยนันท์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี
กระทู้ถามสดเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมได้แจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบในคราวประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๒๔ (สมัยสามัญทั่วไป) ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๓ ว่าเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีเหตุฉุกเฉินร้ายแรงเกิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง หากมีกระทู้ถามที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรียังไม่ควรตอบกระทู้ถามในช่วงนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ทราบ โดยให้กราบเรียน สภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบเหตุการณ์ ไม่ขอตอบกระทู้ถามในขณะนี้ และได้มีหนังสือ แจ้งมาอีกครั้งในวันนี้ด้วย ที่ นร ๐๔๐๔/๔๖๐๔ ลงวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จึงแจ้งให้ เจ้าของกระทู้ถามทราบ แล้วกระผมก็ได้เรียนแล้ว แล้วก็เข้าใจกันแล้วครับ ยังติดใจอะไร มันคงไม่ได้ตอบหรอกเรื่องนี้เพราะมันยังไม่เสร็จสิ้น แล้วท่านก็เคยพูดกับนายกรัฐมนตรี แล้วว่าอย่างนั้นครับ เชิญสักนิดหน่อยคือเป็นกระสาย
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ สถานการณ์ที่บอกว่ามันยังคงเหมือนเดิมนั้นคงไม่ใช่นะครับท่านประธาน ที่ผมขออนุญาตว่าได้ตั้งกระทู้ถามนั้นเพราะว่ามีการบริหารที่ผิดพลาดจึงก่อให้เกิด ความสูญเสียแล้วก็มีคนเสียชีวิต จะเป็นฝ่ายใด จะเป็นฝ่ายผู้ปฏิบัติหรือฝ่ายผู้ชุมนุมก็ตาม มันต้องมีคําตอบ แต่ทางรัฐบาลเองบอกว่าเป็นส่วนของมติที่ออกมาจาก ครม. ว่าในช่วงที่ สถานการณ์ยังไม่ลงเอยหรือยังไม่จบนี่ยังไม่ตอบ วันนี้จากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง ต่อสื่อมวลชนว่าได้มีการนําเสนอให้กลับมาดู
อันนั้นมีคนตั้งกระทู้ถาม แล้วครับ
ไม่ใช่ครับท่านประธานครับ ผมกําลังเรียนว่ามันเป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากวันที่ผมตั้งกระทู้ถามนะครับ เพราะฉะนั้นความรุนแรงที่เกิดขึ้นบอกว่าจะไม่มีการเจรจาหรือไม่มีการพูดคุยกันนั้น มันเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมันเปลี่ยนแปลงไปผมเองนั้นก็ต้องให้ท่านประธานได้บันทึกตรงนี้ ไว้ว่าเมื่อสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงมีการพูดคุย มีการสมานฉันท์ เริ่มกันที่จะมี การปรองดอง มีการเสนอข้อเสนอจากทางรัฐบาล ๕ ข้อ ซึ่งทางผู้ชุมนุมก็ขานรับว่า จะพูดคุย อันนี้แหละท่านประธานมันถึงจะเข้าสู่วิธีการที่เรียกว่ามีการพูดคุยกัน ดังนั้น กระทู้ถามดังกล่าวของกระผมมันคนละสาเหตุกันแล้วว่าการบริหารงานที่ผิดพลาด ในขณะนั้นมันควรจะนํากลับมาพูดมาคุยกันว่าสาเหตุที่มีคนตายนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร มันคงไม่ได้รุนแรงถึงกับจะทําให้สถานการณ์ที่มีการคลี่คลายและเปลี่ยนแปลงนั้น กลับไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นมา แต่ผมเองนั้นได้ถูกสอบถามจากญาติพี่น้องที่สูญเสียชีวิต ในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๐ ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน แล้วก็สิ่งที่เขา เรียกร้องนั้นเขาอยากจะให้ผมถามกระทู้ถามไปทางรัฐบาล ไปทางท่านนายกรัฐมนตรี ถึงการบริหารงานภายใต้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการสลาย การชุมนุมนั้นมันชอบและมันใช้วิธีการอย่างไรจึงทําให้เกิดความสูญเสีย นี่ผมไม่ได้ดื้อครับ ท่านประธาน
ก็จะเสียเวลาผู้ถามกระทู้ถาม เดี๋ยวเวลาถ่ายทอดจะหมดอีก ๓ กระทู้ ก็ขอความกรุณาแค่นี้ก็คงพอกระมังครับ
ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ถ่ายทอดครับ ผมเข้าใจครับ
เพราะว่าผมได้แจ้งให้ท่าน ทราบแล้วครับ แล้วเมื่อเช้านี้ผมก็พยายามติดต่อท่าน แล้วผมก็ติดต่อกับนายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้มาประสานในเรื่องกระทู้ถามนี้ แต่ท่านติดภารกิจ ผมก็ไม่รู้จะทําอย่างไร แต่ผม ก็ติดตาม ผมให้ประโยชน์ของสภามากที่สุด ผมพยายามติดต่อกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แล้วก็ให้ทางเจ้าหน้าที่ถามไปยังท่านและถามไปยังท่านสุนัย แต่ท่านสุนัยถอนตั้งแต่ คราวที่แล้วก็หมดไป ก็เหลือแต่ของท่าน ผมก็อยากจะให้ท่านกับนายกรัฐมนตรีได้พูดกันครับ ก็เพราะว่ามันเป็นมติของ ครม. เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓
เข้าใจครับท่านประธาน ผมจึงขอบันทึกไว้
แล้วท่านก็ได้พบกับ นายกรัฐมนตรีแล้วได้พูดกันแล้ว แล้วขณะนี้เสียงของท่านก็ล้นเหลืออยู่แล้วในกรุงเทพฯ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ได้เยอะแยะแล้วครับ
มิได้ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้บันทึกไว้เท่านั้นเองครับว่า ณ วันนี้สถานการณ์ที่มันมีความเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นนั้นกับวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีอ้างว่าอาจจะก่อให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นมานั้น มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็อยากจะให้บันทึกว่าในกระทู้ถามที่ผมจะนําเรียนถามนั้น เป็นกระทู้ถามซึ่งควรจะตอบเนื่องจากว่าผู้เสียชีวิตนั้นญาติพี่น้องเขาต้องการฟัง
ก็ท่านบอกว่าไม่ตอบแล้ว จะให้ผมทําอย่างไร ก็อาศัยเอกสิทธิ์ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ก็แจ้งให้ท่าน ทราบแล้ว กระผมว่าพอนะคุณวิชาญ
เข้าใจครับ ผมกําลังเรียน ท่านประธานว่าไม่ตอบไม่เป็นไร แต่ให้บันทึกไว้เท่านั้นเองครับ
บันทึกแล้วครับ บันทึกแล้ว ผมก็อ่านรายละเอียดให้ท่านทราบแล้ว
มิได้ครับท่านประธาน ขอผมพูดนิดนึ่งครับ ที่ผมนําเรียนท่านประธาน ท่านประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ผมเข้าใจ แต่ผมกําลังชี้แจงว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลง เมื่อมันเปลี่ยนแปลงแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะพิจารณาใหม่ แล้วตรงนี้มันก็จะเป็นข้อที่จะแก้ไขปัญหา ส่วนหนึ่งที่จะนําเสนอถึงวิธีการต่าง ๆ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมก็เอาใจท่าน ที่สุดแล้วละ มากกว่าคนอื่นเสียด้วยซํ้า คนอื่นเขาอิจฉาว่าทําไมผมต้องเกรงใจคุณวิชาญ มากเหลือเกิน กระผมไม่เกรงใจอย่างไรท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเก่า ท่านรู้จักใช้เข็มฉีดยาเราก็ต้องระมัดระวัง ต่อไปเป็นกระทู้ถามที่ทางรัฐบาลจะตอบ ๓ กระทู้นะครับ
๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๑๑๖ ส. เรื่อง การธํารงไว้ซึ่งความเป็นกลางของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เชิญเจ้าของกระทู้ถามครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมตั้งกระทู้ถามสดเพื่อถาม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คือเรื่องความรู้สึกของการธํารงไว้ ซึ่งความเป็นกลางของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต้องยอมรับครับท่านประธานว่าขณะนี้ บ้านเมืองมันยังเกิดความสับสน จริง ๆ วันนี้มันน่าจะเริ่มต้นปรองดองได้อย่างดียิ่ง ก่อนอื่น ก็ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่เสียสละยอมที่จะลงมาคุยกัน ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี คุยแบบนี้ตั้งนานแล้วผมว่ามันก็จบไปนานแล้ว ไม่มีการสูญเสีย แต่วันนี้ผมอยากเรียนว่า กลับมีปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการแพทย์ ท่านประธานจะเห็นตั้งแต่วันที่ ๒๙ กลางคืนเป็นต้นมา มันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น มีปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหานะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมา ไม่ทราบท่านจะตอบเอง อยากเรียนครับว่าการถ่ายทอดทีวี (TV) ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่อง ๑๑ เก่า เอ็นบีที (NBT) ที่เขาบอกหอยม่วงเดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นหอยม่วงหรือว่าหอยอะไร เพราะว่าออกข่าวนี่ผมเห็นถ่ายออกมาถ่ายหน้าคนป่ วยหายใจพะงาบ ๆ ถ่ายเด็ก ใช้เครื่องช่วยหายใจ ถ่ายคนพิการ ถ่ายออกมาดูแล้วมันน่าตกใจนะครับ ผมเป็นแพทย์เก่า ในอดีตผมก็ดูไอซียู (ICU) อยู่ เป็นแพทย์ไปดู เขาไม่ให้ใครไปถ่าย ขนาดในห้องไอซียู เขายังไม่ให้ไปถ่าย แต่ปรากฏภาพข่าวที่ออกมาผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็รู้ เพราะบิดาและมารดาท่านเป็นแพทย์ครับ เรื่องแบบนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้น วันนั้นผมตกใจมาก ทําไมถ่ายออกมาแบบนี้ แล้วที่สําคัญออกมากล่าวหากันว่าจะมีการทําร้ายซึ่งกันและกัน ความจริงก็น่าเห็นใจทั้ง ๒ ฝ่ายแหละครับ ปรากฏคุณหญิงพรทิพย์ท่านก็บอกชัดเจนว่าอาจจะมีลูกกระสุนเอ็ม ๗๙ ยิงมาจาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีการถ่ายเห็นชัด ๆ ว่าทหารอยู่หน้าตึกชาญอิสระ อยู่ในโรงรถ ตึกชาญอิสระ แล้วทหารเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร อยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปอยู่ได้อย่างไร มันทําให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจจะมีทหารอยู่ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นั่นคือข้อสงสัยของ นปช. ถามผมว่า นปช. ผิดไหม ผิดครับ ไปบุกโรงพยาบาลนี่ผิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมกังวลว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี่มันเป็นการวางแผนไหม วางแผนเพื่อประกาศ กฎอัยการศึกหรือไม่ ผมกังวลใจมากนะครับ วันนั้นผมกังวลใจมากเลยว่าทําแบบนี้จะมี คนตายเกิดขึ้นอีกไหมครับท่านประธาน ผมเห็นแล้วผมไม่อยากให้มี ๒๗ ชีวิตนี่พอแล้วครับ ๆ สําหรับการเป็ นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนี้พอแล้ว ผมดีใจครับ ขอบคุณ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจประกาศว่า ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จะให้มีการเลือกตั้ง ถึงวันนี้นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง อยากฝากท่าน ท่านอย่าไปฟังคนรอบข้าง มากเกินไป ผมเชื่อนะครับว่าท่านมีใจที่เป็นธรรมพอสมควร ตอนนี้อยากฝากบอกถึง ท่านนายกรัฐมนตรีหน่อยครับเรื่องแบบนี้ อยากเรียนครับว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในอดีต เป็นโรงพยาบาลที่เป็นกลางทางการเมือง สังกัดสภากาชาดไทย แต่วันนี้ผมมีความรู้สึกในใจ ก็ขอให้เป็นอุบัติเหตุ อย่าให้เกิดความจงใจเกิดขึ้นเลย เพราะว่าในภาวะสงครามนี่ ในภาวะ ที่มีการรบรากันนี่ ไม่มีตํารวจหรือทหารคนไหนจะเข้าไปทําอะไรในโรงพยาบาลได้ เขาเป็น ข้อห้ามชัดเจน ระดับโลกเขาห้ามครับ ทหารนี่ห้ามเข้า แต่ว่าที่เห็นเกิดขึ้นนี่ผมรู้สึกว่า เหนื่อยใจนะครับ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยตอนนี้ได้ทราบข่าวว่ามีคนเสียชีวิต ๒ ท่าน แล้วก็มี การบอกต่อรองว่าจะต้องให้เลื่อนไปขนาดนั้นถึงจะเปิดโรงพยาบาลได้ ผิดเลยครับ ผู้อํานวยการไม่มีสิทธิที่จะบอกว่าเพราะคนนั้นคนนี้จะไม่เปิดโรงพยาบาลนี่ ผมดูแล้ว มันน่าเศร้าใจนะครับ มันจะมีภาวะอะไรก็ช่างครับโรงพยาบาลไม่ควรจะปิด ปิดอ้างว่า จะเกิดเหตุการณ์ทําร้ายบุคลากรทางการแพทย์ ผมยิ่งเศร้าใจเลย ท่านประธานเหตุผลนี่ มันน่าเศร้าใจ อย่างนี้หมอที่ไปโรงพยาบาลทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีใครไปหรอกครับ ผมว่าที่นั่นอันตรายกว่านี้เขายังไป อันนี้ปรากฏว่าไม่มีท่าทีที่กลุ่มชุมนุมจะไปทําร้าย บุคลากรทางการแพทย์ แล้วก็ออกข่าว ผมดูแล้วมันอะไรกันนี่ ดีครับที่ท่านไม่ประกาศ กฎอัยการศึก ผมเห็นท่าน ตอนคุณอริสมันต์บุกสภาผมคิดแล้วประกาศ พ.ร.ก. การบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแน่นอน มันก็จริง ผมพูดตอนกลางคืนที่เดอะ เนชั่น (The Nation) มันก็ชัดเจนครับก็ประกาศออกมา เห็นอริสมันต์มา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ออกข่าวแบบนี้ ผมกลัวจริง ๆ เรื่องการประกาศกฎอัยการศึก เพราะผมไม่อยากให้ชีวิตของคนไทยต้องเสีย อีกต่อไป ท่านประธานครับ วันนี้ผมเลยอยากตั้งคําถาม
คําถามที่ ๑ ท่านประธานครับ ผมได้ข้อมูลมาว่ามีการโยกย้ายผู้ป่วยแล้ว ๒ วันก่อนที่จะมีเหตุการณ์คุณพายัพบุกโรงพยาบาล อันนี้จริงหรือไม่ อยากเรียนถาม ท่านนายกรัฐมนตรี
คําถามที่ ๒ เหตุผลที่ออกมาทางทีวีขนย้ายผู้ป่วยซํ้าแล้วซํ้าเล่านี่ อยากถาม ย้อนหลัง ท่านคิดจะประกาศกฎอัยการศึกใช่หรือไม่ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขเชิญตอบครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เบื้องต้นขออนุญาตทําความเข้าใจกับท่านประธานสั้น ๆ ก่อนเล็กน้อยครับ เพื่อประกอบ ความเข้าใจว่า
ในประการที่ ๑ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไม่ได้อยู่ภายใต้การกํากับ ของกระทรวงสาธารณสุข แต่อยู่ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัย แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เข้าไปเกี่ยวข้องก็ในฐานะที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขนั้นเป็นประธานคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ซึ่งมี โรงพยาบาลในทุกสังกัด ซึ่งรวมทั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เข้าร่วมในการปฏิบัติการ การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติด้วย ในกรณีที่มีผู้ป่วยและผู้ได้รับบาดเจ็บในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งกรณีเหตุการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้นก็เข้าข่ายกรณีฉุกเฉินอย่างที่ว่า ตามพระราชบัญญัติ การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ได้มีการทํางานประสานงาน กันมาโดยลําดับ
อย่างไรก็ตามประเด็นที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่เป็นห่วงในเรื่องความเป็นกลาง ในทางการเมืองของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งท่านก็พูดชัดเจนว่าสังกัดสภากาชาดไทยนั้น ผมก็ได้รับคํายืนยันจากทางโรงพยาบาลว่าได้ดําเนินการโดยยึดหลักของกาชาดมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักกาชาดนั้นระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องถือหลัก
ประการที่ ๑ ก็คือถือหลักมนุษยธรรม โดยไม่เลือกเชื้อชาติ วรรณะ ลัทธิ ศาสนา และการช่วยเหลือทั้งในประเทศและนอกประเทศ
ประการที่ ๒ ก็คือถือหลักความไม่ลําเอียง
ประการที่ ๓ ก็คือถือหลักความเป็นกลาง
ประการที่ ๔ ก็คือถือหลักความเป็นอิสระ
ประการที่ ๕ ก็คือถือหลักการให้บริการอาสาสมัคร
ประการที่ ๖ ก็คือถือหลักความเป็นเอกภาพ และ
ประการที่ ๗ ก็คือถือหลักความเป็นสากล
อันนี้ก็คือหลักกาชาดที่ได้มีการดําเนินการและยึดมั่น ซึ่งก็รวมทั้ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย
ประการที่ ๒ กรณีที่ท่านมีความเห็นว่าโรงพยาบาลไม่ควรที่จะปิดการให้บริการ ผมได้รับการประสานงานชี้แจงว่าในข้อเท็จจริงโรงพยาบาลไม่ได้ปิดการให้บริการทั้งหมด แต่การดําเนินการในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นกรณีของการส่งต่อและย้ายผู้ป่วย เนื่องจากเกิด กรณีไม่มั่นใจในความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และบุคลากร สาธารณสุข ที่ให้บริการอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากว่ามีการบุกเข้าตรวจค้น โดยกลุ่มคนนับร้อยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดังที่ปรากฏทราบเหตุที่เกิดขึ้นมาแล้ว อย่างไรก็ตามการงดให้บริการบางส่วนนั้นเป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริง แต่ว่าวันนี้ก็ได้มีการเปิด ให้บริการผู้ป่วยนอกแล้วตั้งแต่เช้า แล้วก็มีการรับผู้ป่วยในบางส่วน ยกเว้นการผ่าตัดที่จําเป็น แต่ว่าก็จะมีการดําเนินการในการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบต่อไปเป็นลําดับ
อย่างไรก็ตามกรณีที่ได้มีการส่งต่อและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยนั้น ผมขออนุญาต ทําความเข้าใจ เพื่อให้ท่านสมาชิกที่สอบถามเมื่อสักครู่คือท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ได้ทราบว่าการดําเนินการของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้นดําเนินการไป ด้วยความเหมาะสมแล้วก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติที่สามารถให้ดําเนินการได้ นั่นก็คือ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล ปี ๒๕๕๑ โดยเฉพาะในมาตรา ๓๖ ที่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้รับอนุญาตและผู้ดําเนินการของสถานพยาบาล ซึ่งก็รวมทั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย ต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่ วยซึ่งอยู่ในสภาพอันตราย และจําเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่ วยพ้นจากอันตราย ตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาลนั้น ๆ
เมื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้ามีความจําเป็น กรณีนี้ต้องส่งต่อ หรือผู้ป่วยมีความประสงค์ที่จะไปรับการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลอื่น ผู้รับอนุญาตและผู้ดําเนินการซึ่งหมายถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ต้องจัดให้มีการจัดส่งต่อ ไปยังสถานพยาบาลอื่นตามความเหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับคําชี้แจงจาก ทางโรงพยาบาลว่าได้มีการสอบถามผู้ป่วยว่ามีความประสงค์ที่จะต้องเคลื่อนย้ายหรือไม่ แล้วก็ได้รับความเห็นชอบจากผู้ป่วยแล้วในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายส่งต่อผู้ป่วยไป
อย่างไรก็ตามในเรื่องของการส่งต่อผู้ป่ วยไปนั้น ก็มีกรณีที่ผมคิดว่า หลายฝ่ายก็เห็นว่าเป็นการดําเนินการที่มีความเหมาะสม ถูกต้องแล้วก็สอดคล้องกับ สถานการณ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่ วย แล้วขณะเดียวกันเพื่อความปลอดภัย ของบุคลากรซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่าสภาวิชาชีพทางด้านการแพทย์สาธารณสุข ซึ่งประกอบทั้งแพทยสภา แล้วก็สภาเภสัชกรรม แล้วก็รวมทั้งทันตแพทยสภา แล้วก็สภา การพยาบาล แล้วก็สภาอื่น ๆ รวมทั้งหมด ๕ สภาวิชาชีพก็ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า การกระทําดังกล่าวนั้นเป็นการกระทําที่มีความจําเป็นแล้วก็มีความเหมาะสม แล้วก็ ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นฝ่ำยใดที่จะเข้าไปดําเนินการ ในการสกัดกั้นไม่ให้การรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลและการปฏิบัติงาน ของรถพยาบาล รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ได้รับอุปสรรคในการดําเนินการ ซึ่งอันนี้ก็เป็นคํายืนยันว่าการดําเนินการที่ผ่านมาของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้นเป็นไป ด้วยความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ และขณะนี้เมื่อมีความพร้อมที่จะเปิด ให้บริการในบางแผนกต่อไป โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ก็ได้ดําเนินการแล้วนะครับ
ส่วนกรณีการย้ายผู้ป่ วย ๒ วันก่อนล่วงหน้าที่จะมีการบุกค้น ผมจะ สอบถามแล้วก็จะตอบให้ท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ได้รับทราบต่อไปครับ
เชิญถาม ผู้ตั้งกระทู้ถาม
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ความจริงคําถามนี้ เป็นคําถามเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านรัฐมนตรีคงตอบไม่ได้นะครับว่า อันที่ผมถามนั่นคือว่าเพื่อที่จะประกาศกฎอัยการศึกนี่ท่านรัฐมนตรีคงตอบไม่ได้ ผมอยากเรียนนะครับในฐานะที่ผมเป็นนายแพทย์ แพทย์จะต้องมีจริยธรรม การจะพูดอะไร ต้องไม่ให้คนเกลียดชังกัน แต่เท่าที่ผมดูออกทีวี ผมขอร้องท่านนายกรัฐมนตรีครับ ศอฉ. หยุดสักทีครับ ศอฉ. ผมตั้งว่าเป็นศูนย์อับเฉา ตั้งแต่สร้างศูนย์นี้มาบ้านเมืองมีแต่ความอัปยศ มีแต่การล้มตาย ผมต้องขอบคุณท่าน ผบ.ทบ. ท่านมีมาตรฐานเดียวครับ ถ้ามีคําสั่งจาก รัฐบาลให้ปราบประชาชนท่านจะไม่ทํา เป็นมาตรฐานเดียวตั้งแต่สมัยไหนแล้ว ผมต้อง ขอบคุณท่านครับ และผมอยากฝากประเด็นเรื่องนี้นะครับ หมอนี่ควรหลีกเลี่ยง เลี่ยงเถอะครับ เลี่ยงเข้ามาก้าวก่ายทางการเมือง ถ้าอยากลงการเมืองแบบผม แบบหมอวรงค์ ท่านเล่นการเมืองเลยครับ ลงมาสมัครเลย อย่าไปเอาการเมืองโดยที่ทําให้เกิดปัญหา บ้านเมืองถึงวันนี้ อยากเรียนนะครับว่าถึงวันนี้คําถามที่ผมถามท่านไปก็ตอบไม่เต็มที่ แต่ผมอยากถามอีกคําถาม
คําถามที่ ๒ อยากถามท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่ามีทหารเข้าไปอยู่ ในโรงพยาบาลไหม ไม่ใช่เป็นกองทหาร มีทหารกี่คนที่เข้าไปอยู่ในนั้น เพราะคุณหญิงพรทิพย์ ท่านบอกว่ามีการยิงเอ็ม ๗๙ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผมก็เลยสงสัยว่ามีไหม แล้วภาพข่าวที่ออกมาบอกทหารอยู่ที่ตึกชาญอิสระ แล้วไปทําอะไรอยู่แถวนั้น ไปทําอะไร อยู่แถวนั้นแล้วใส่รองเท้าแตะไปอยู่หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีคนเห็นว่าทหาร วิ่งออกไปจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ๓-๔ คน มันทําให้เกิดความสงสัยของผู้ชุมนุมได้ เพราะท่านประกาศตลอด ศูนย์ ศอฉ. นี่ประกาศตลอดจะสลายการชุมนุม จะสูญเสีย เท่าไรก็ไม่เป็นไร สูญเสียบ้าง ผมว่าพูดไปทําไมครับ มันยิ่งอับเฉาเข้าไปทุกวันศูนย์นี้ เลิกเสียเถอะท่านนายกรัฐมนตรีครับ ตอนนี้มันปรองดองแล้ว ประกาศยกเลิกเถอะครับ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผมถึงอยากถามคําถามอีกอันหนึ่ง ถามว่าท่านทราบไหมว่ามีทหารบางส่วนเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านทราบไหม ขอบคุณครับ
เชิญตอบครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อํานวยการศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าต้องเรียงลําดับความกันสักหน่อยครับ เรื่องมันเนื่องมาจากว่ากลุ่ม นปช. ประกาศจะเข้าไปยึดพื้นที่สีลมเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายนเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เป็นหน้าที่ ของศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องพยายามปกป้ องพี่น้องประชาชนผู้สุจริต ที่ทํามาหากินอยู่ที่บริเวณสีลมไม่ให้เกิดเหตุอย่างเดียวกับที่สี่แยกราชประสงค์ เพราะฉะนั้น ศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินจึงได้ส่งกําลังเข้าไปคุ้มครองพี่น้องประชาชน ที่อยู่บริเวณสีลมในวันที่ ๑๘ เมษายน แล้วพอถึงวันที่ ๒๒ เมษายน ได้มีกลุ่มคนติดอาวุธ ใช้ปืนเอ็ม ๗๙ ยิงเข้าไปใส่สถานีรถไฟฟ้ำบีทีเอส (BTS) ที่ศาลาแดง ยิงชุดแรก ๓ ลูกครับ แล้วทิศทางของกระสุนนั้นยิงไปจากบริเวณหลังพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้ชุมนุมได้ตั้งค่ายอยู่ หลังจากนั้นก็ได้ยิงไป ที่บริเวณสี่แยกศาลาแดงอีก ๒ ลูก ทําให้มีผู้เสียชีวิต ๑ คน แล้วก็บาดเจ็บ ๗๙ คน ทางศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจ ช่วยเหลือ นําผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล แล้วก็ส่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปบินตรวจการเพื่อป้ องปรามไม่ให้ มีการยิงเอ็ม ๗๙ โดยกองกําลังติดอาวุธพวกนั้นอีกในคืนนั้น เหตุการณ์จึงได้สงบลง ศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินก็มีความกังวลใจอยู่แล้วครับว่าโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์อาจจะมีปัญหา อาจจะไม่ปลอดภัย ทางศูนย์ก็ได้พยายามประสานกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อขออนุญาตจัดกําลังเจ้าหน้าที่เข้าไปรักษาความปลอดภัย ให้กับโรงพยาบาล แต่ทางโรงพยาบาลก็ได้ปฏิเสธครับ โดยโรงพยาบาลพยายามที่จะ ยึดหลักการว่าต้องการรักษาความเป็นกลางไม่ต้องการให้ฝ่ำยใดได้เข้าไปในเขต ของโรงพยาบาล ศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินก็เคารพในการตัดสินใจ ของทางฝ่ายโรงพยาบาลครับ ไม่ส่งกําลังเข้าไปในโรงพยาบาลเลย เพราะฉะนั้นที่ท่าน ถามว่ามีทหารเข้าไปในโรงพยาบาลไหม ตอบได้เลยชัดเจนว่าไม่มีครับ เรามีเพียง เจ้าหน้าที่ตํารวจจาก สน. ท้องที่ไปอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลเพื่อพยายามที่จะประสานงาน ดูแลความปลอดภัยจํานวนหนึ่งเท่านั้นเอง ทีนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ท่านสมาชิกลุกขึ้นมาถาม เมื่อสักครู่มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน เมื่อนายพายัพ ปั้นเกตุ แกนนําของ นปช. ได้นํากําลังบุกรุกเข้าไปในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยอ้างว่าจะไปขอตรวจค้นว่า มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจ อยู่ภายในหรือไม่ ไม่ใช่บุกรุกเข้าไปธรรมดานะครับ ไปข่มขู่ทั้งแพทย์ ทั้งพยาบาล สร้างความหวาดกลัวให้กับแพทย์ ให้กับพยาบาล และนั่นแหละครับคือเหตุผล ที่ทําให้ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เขาต้องตัดสินใจว่าเขาไม่ปลอดภัยแล้ว คนไข้ถูกรบกวน แล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปทําการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ไม่ใช่ ความผิดของรัฐบาล ไม่ใช่ความผิดของโรงพยาบาลครับ แต่เขารู้สึกว่าเขาไม่ปลอดภัย การดูแลรักษาคนไข้ต่อไปนี่ลําบากแล้ว เพราะว่ามีคนของ นปช. เดินเข้าเดินออกแล้วก็ไป ข่มขู่อยู่ตลอดเวลา ทีนี้เมื่อเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้นเขาก็ต้องตัดสินใจที่จะหยุดให้บริการทางการแพทย์ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นี่เป็นการตัดสินใจโดยอิสระของโรงพยาบาลไม่ได้เกี่ยวกับ ศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินแต่ประการใดเลย โรงพยาบาลเขาบอกว่า ถ้ากลุ่ม นปช. ยังคุกคามเขาอยู่อย่างนี้คนที่จะเดินทางเข้าออกประตูโรงพยาบาล เขาไม่ปลอดภัยแล้ว คนไข้ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว เพราะฉะนั้นเขาต้องหยุดที่จะให้บริการ ทางศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินนี่ก็ได้มอบหมายให้ กองบัญชาการ ตํารวจนครบาลจัดเจ้าหน้าที่ไปเจรจากับแกนนําเพื่อขอเปิดพื้นที่โรงพยาบาลให้แพทย์ ให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยเดินทางเข้าออกได้แต่เขาก็ไม่ยอมครับ โรงพยาบาล ขอร้องว่าให้ นปช. ถอยไปอยู่ที่ซอยสารสิน เจรจากันเป็นวันเขาก็ไม่ยอม เขาถอยให้แค่ ๑๕๐ เมตร โรงพยาบาลก็เห็นว่ายังปลอดภัยไม่พอ นั่นคือข้อเท็จจริงครับ
ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อกี้ท่านพูดถึงผู้ก่อการร้าย ผมอยากจะ เรียนว่าขนาดผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ยังไม่เคยบุกรุกโรงพยาบาลมาก่อนเลย คราวนี้ มันหนักกว่าครับ กรณีที่ท่านพูดถึงคุณหญิงพรทิพย์ อันนั้นเป็นเรื่องของการทํางาน โดยหน้าที่ของท่านในเรื่องที่เกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์ ท่านพยายามตรวจว่าแนวกระสุน ที่ยิงมา เอ็ม ๗๙ มาจากไหน ยิงมาจากจุดไหน แน่นอนครับ ๓ ลูกแรกนั่นชัดเจนว่า มาจากหลังอนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖ แต่ว่า ๒ ลูกหลังนี่เขาก็พยายามที่จะไปหา ผมยังไม่ได้รับ รายงานเป็นทางการจากแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ แต่ได้ทราบตามสื่อว่าท่านได้ไป ตรวจพบสารไนเตรท (Nitrate) ในห้องนํ้าบนชั้นบนของโรงพยาบาล ซึ่งก็ต้องพิสูจน์กัน ต่อไปว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ความจริงก็มีแค่นี้ท่านประธาน
เชิญครับ เวลาก็หมด เกินไปเกือบ ๔ นาทีแล้ว
กราบเรียนท่านประธาน ความจริง ผมก็ไม่อยากจะพูดมาก พอดีท่านผู้อํานวยการ ศอฉ. พูดผมก็เลยต้องพูดบ้าง ท่านประธานผมพูดนิดเดียวเท่านั้น ผมไม่ได้ใช้เวลาถึง ๑๐ นาทีเลย แต่ว่าท่าน ผอ. ศอฉ. ท่านสุเทพท่านใช้เวลาเยอะ ผมอยากเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ผมขอบคุณที่ท่านตัดสินใจ ด้วยตัวเอง เพราะว่าถ้าท่านไม่ตัดสินใจด้วยตัวเองมันจะมีคนเสียชีวิตขึ้นอีกเยอะ ตอนนี้ รัฐบาล
๑. ต้องไม่ใส่ร้าย นี่สําคัญมากอย่าไปใส่ร้ายป้ำยสีและให้ร้ายนี่สําคัญครับ ที่ท่านพูดมาถ้าพูดแบบนี้เดี๋ยวทะเลาะกันอีก ท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ถูกข้อหา ล้มเจ้านี่ผมฟังแล้ว
เอาโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ครับ
แต่ท่านพูดก่อนเราก็ต้องพูดบ้าง คิดได้อย่างไร แล้วบอกว่าตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายครับท่านประธาน ประเทศไทย ตอนนี้มีแต่ผู้ก่อการร้ายหมด รัฐบาลก็เป็นผู้ก่อการร้าย ถ้าก่อการดีจะมีคนตายไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ก่อการร้ายอีกคนหนึ่งแน่นอน ทุกคนทําให้เกิดการสูญเสียชีวิตนี่ ผมถือว่าเป็นก่อการร้ายของประเทศไทย
๒. ต้องทําให้ ๒ มาตรฐานนี่มันหมดไปเสียที แต่นี่ก็เหมือนกันครับ ประท้วงนี่อีกฝ่ายหนึ่งเอาเลย ๆ ไม่เป็นไร เชียร์ปุ๊ ปเอาเลยนี่ ๒ มาตรฐานกันชัดเจน จับเลยครับคนที่ยิงทําลายจับให้ได้ ๗๐ ครั้งทําไมยังจับไม่ได้ ฝ่ายความมั่นคงอย่างนี้ ต้องพิจารณาตัวเองนะครับ ๗๐ กว่าครั้งไม่รู้ยิงอะไรต่ออะไร ท่านไปจับใครก็ไม่รู้ ไปจับ กระสุนเอ็ม ๗๙ เอามา ๖๕ ลูกแบกใส่ถุง แหม ทําให้แนบเนียนหน่อยครับ ดูแล้ว มันไม่ค่อยแนบเนียนเลย
๓. ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ ฝากท่านนายกรัฐมนตรีหน่อย อะไรก็บอกต้อง นิติศาสตร์ ประเทศไหนปกครองโดยนิติศาสตร์อย่างเดียวเจ๊ง ไม่อย่างนั้นเขาไม่มี หลักรัฐศาสตร์ อะไรที่ต้องทําตามกฎหมาย ๆ คนตายก็ช่างอย่างนี้หรือ ไม่ใช่ ประเทศ ที่เจริญแล้วเขาใช้หลักรัฐศาสตร์นะท่านประธาน แล้วอีกอันหนึ่งครับ ต้องพูดความจริงครับ ท่านจะสลายท่านก็บอกว่าสลายไปสิ ท่านบอกขอคืนพื้นที่นี่มันไม่ใช่ความจริง แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้ฝากท่านนายกรัฐมนตรีหน่อยครับ ให้หน่อย ตอนนี้ท่านให้แล้วนะ ตอนนี้อีก ๓ อัน ที่อยากให้ท่าน ให้อภัยหน่อย ให้โอกาสเขาหน่อย แล้วที่สําคัญให้ความรักหน่อยครับ ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องให้ความรักกับประชาชนไม่ว่าเขาจะมีความคิดอย่างไร ฝากความเห็นตรงนี้
คําถามที่ ๓ ที่ผมอยากถาม ผมอยากถามว่ารัฐบาลนี้จะช่วยเหลือคนป่วย ที่ย้ายแล้วเสียชีวิต ๒ คนอย่างไร ผมดูไม่มีใครอยากย้ายเลย ไม่มีใครอยากย้ายจาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง รัฐบาลรองรับแบบนี้ ได้อย่างไรครับ ที่ย้ายไปนี่ย้ายกลับมาดูแลเขาดี ๆ หน่อย คนที่เสียชีวิต ๒ คน รัฐบาลจะมี มาตรการอย่างไร ขอบคุณครับ
เชิญตอบครับ ท่านรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อสักครู่คําถามที่ค้างอยู่ ที่ท่านถามว่ามีการย้ายผู้ป่วยก่อนที่จะมีการบุกค้นจริงหรือไม่ อันนี้ผมได้รับรายงานจากคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานว่า มีการย้ายจริงคือในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ ก่อนที่จะมีการบุกค้น ๑ วัน ที่ย้ายก็เพราะว่า วันที่ ๒๘ เมษายน มีเสียงดังคล้ายระเบิดใกล้ตึก ภปร. จึงต้องย้ายผู้ป่วยประมาณ ๑๐ คน
และประการที่ ๒ คณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ประสานงานกับ นปช. ที่ดูแลพื้นที่ใกล้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดย นปช. แนะนําให้ย้ายผู้ป่วยและไม่รับประกัน ความปลอดภัย อันนี้เอกสารที่ส่งถึงผมนะครับ ถ้าเป็นอย่างไรก็ขอรายงานตามเอกสาร ที่ได้รับ
ประการที่ ๒ ก็คือกรณีที่ท่านสอบถามเรื่องการดูแลผู้ป่วยที่มีการย้าย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไปยังโรงพยาบาลสังกัดต่าง ๆ ว่าจะรับผิดชอบดูแลอย่างไร ในส่วนของการรักษาพยาบาล ผมเรียนเลยครับว่ามีการย้ายผู้ป่ วยทั้งหมด จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ๑๙๖ รายครับ ซึ่งกระจายไปตามโรงพยาบาลทั้งหมด ๔๙ โรงพยาบาล ในจํานวนนั้นเป็นโรงพยาบาลเอกชน ๑๓ โรงพยาบาล แล้วก็มีผู้เสียชีวิต จํานวนหนึ่งที่ได้รับรายงานขณะนี้มีผู้เสียชีวิต ๔ รายครับ ๔ รายที่ว่าก็คือ ที่โรงพยาบาล บํารุงราษฎร์ เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รายที่ ๒ ที่โรงพยาบาลหัวเฉียว เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เช่นเดียวกัน รายที่ ๓ ที่โรงพยาบาลกลาง เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายทั้ง ๓ ราย และรายที่ ๔ ที่โรงพยาบาลจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผู้เสียชีวิตนั้นเป็นทั้งเบาหวาน โรคหัวใจ แล้วก็มี โรคไตแทรกซ้อน
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมขอเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบก็คือว่าสําหรับ ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดนั้น ความจริงกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศไปตั้งแต่ ก่อนหน้านี้แล้ว ผมก็ได้แถลงข่าวไปหลายรอบว่าเรายินดีที่จะรับดูแลในเรื่องค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะเบื้องต้นก็คือให้ทุกคนคงสิทธิที่มีอยู่ในการรักษาพยาบาลก่อน เช่น ถ้าเป็นข้าราชการก็ได้สิทธิสวัสดิการในระบบรักษาพยาบาลของระบบข้าราชการ ถ้าเป็นประกันสังคมก็ใช้สิทธิประกันสังคม และถ้าอยู่ในระบบรักษาฟรีคือหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าก็ใช้สิทธิในระบบรักษาฟรี แต่ถ้าสมมุติว่าส่วนใดที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิน และนอกเหนือไปจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขซึ่งก็หมายถึงรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ก็กําชับผมว่ายินดีที่จะดูแลทั้งหมดในส่วนค่ารักษาพยาบาล ซึ่งก็รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนด้วย ที่มีการย้ายผู้ป่วยไปทั้งหมดที่โรงพยาบาลเอกชน ๑๓ โรงพยาบาล จํานวน ๓๐ ราย ส่วนกรณีผู้เสียชีวิต อันนั้นก็จะมีคณะกรรมการเยียวยาที่จะช่วยรับผิดชอบดูแลตามสิทธิ ที่ได้รับซึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโดยตรง ขอบคุณครับท่านประธาน
จบกระทู้ถามที่ ๑ เกินไป เกือบ ๑๒ นาทีแล้ว ให้เวลาคนอื่น พอแล้วครับ ต่อไปเป็นกระทู้ถามสดที่ ๓
๑.๒.๓ กระทู้ถาม เรื่อง การแก้ไขวิกฤติการเมืองตามข้อเสนอ ๕ ข้อ ของนายกรัฐมนตรี (นายสุนัย จุลพงศธร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี
เชิญผู้ตั้งกระทู้ถาม
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ ของพรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณด้วยความจริงใจไปถึงคุณอภิสิทธิ์ แม้ว่า จะเกิดเหตุข้อผิดพลาดในการปราบปรามประชาชนจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน แต่การที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาเสนอโรดแมพ (Roadmap) ๕ ข้อ ในวันที่ ๓ เวลา ประมาณ ๓ ทุ่มนั้นได้ทําให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นมาก ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมเองก็อยากให้สังคมมันเข้าสู่ภาวะปกติ ฝ่ายค้านไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น แต่ด้วยเหตุการณ์ที่มีการสังหารประชาชนเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน แล้วก็ปิดยาวมา มาเปิด สภาครั้งแรกวันที่ ๒๑ ท่านประธานครับ เราเป็นผู้แทนราษฎรมันจะนิ่งเฉยไม่ได้หรอกครับ ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน พวกเราในฐานะฝ่ายค้านจึงได้พยายามจะเสนอตั้งญัตติ ขึ้นไป แต่ก็น่าเสียดายฝ่ายรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากก็ปิดญัตติเรา เราพยายามทําหน้าที่ครับ วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ เมษายน เป็นสิทธิตั้งกระทู้ถาม ผมก็ตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ไม่มาตอบ สัปดาห์ต่อมาวันที่ ๒๘ ก็ตั้งญัตติอีกก็ถูกล้มโดยรัฐบาลอีก วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ผมก็ตั้งกระทู้ถามอีก ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่มาตอบอีก ผมเห็นใจ ท่านนายกรัฐมนตรีในประเด็นของเรื่องเหตุการณ์ภาวะวิกฤติที่ท่านประกาศภาวะฉุกเฉิน ผมก็กราบเรียนกับท่านประธานสภาตรง ๆ ณ วันนี้ผมก็เลยยกเลิกกระทู้ถามที่เกี่ยวกับ ภาวะฉุกเฉินไปแล้ว เพื่อให้ท่านได้สบายใจว่าฝ่ายค้านยินดีให้ความร่วมมือเพื่อจะ หาทางกลับมาสู่ภาวะที่เป็ นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้นที่ต่างประเทศก็เฝ้ำมอง แต่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ โรดแมพของท่าน ๕ ข้อนี้ ผมก็พยายามจะค้นหาว่าสรุปจริง ๆ มันคืออะไรบ้าง โรดแมพว่าจริง ๆ แล้วก็คือแผนที่เดินทางจะไปสู่เป้ำหมายที่เราวาดฝันว่า มันจะดี แต่กราบเรียนด้วยความเคารพ ผมก็พยายามจะค้นหาจากเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) ของไทย กัฟเวิร์นเมนท์ (Thai Government) มันก็ยาวจับความไม่ได้แน่นอน เลยว่าจะไปอย่างไร มีแต่หนังสือพิมพ์ไปสรุป ๕ ข้อ ซึ่งผมว่าอันนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ออกเป็นทางการ จากรัฐบาล ก็เลยอยากกราบเรียนเป็นเบื้องต้นก่อนว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับ ๕ ข้อนี้ เมื่อท่านมีเจตนาดีแล้วนี่ท่านทําเสียเลย ๑. จะทําอย่างไรให้มันชัดเจนไป เพราะว่าอันนี้ มันเป็นเวิร์ดดิ้ง (Wording) ที่ท่านกล่าว ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ท่านต้องเข้าใจก่อนว่าสถานการณ์มันรุนแรงมากจริง ๆ การใส่ร้ายป้ำยสีรุนแรงมาก วันที่ ๓ ตอน ๒ ทุ่มกว่า ช่อง ๑๑ ของท่าน ผู้ต้องหาแกนนําในการยึดสนามบิน ยึดทําเนียบรัฐบาล ยังออกทีวีโจมตีใส่ร้ายป้ำยสีประชาชนอย่างหนักหน่วงมาก ก่อนที่ ท่านจะออกมานี่ตัววิ่งนี่บอกเลยแสดงความรุนแรงเลยว่าปราบแน่นอน ข่าวพี่น้องประชาชน รายงานเข้ามาว่าทหารที่สี่แยกราชเทวีนี่เต็มเพียบแล้ว รถหุ้มเกราะเข้าที่ประตูนํ้าแล้ว สถานการณ์อย่างนี้ไม่ใช่ว่าเราจะตกใจ ไม่ใช่ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีจะมาบอกว่า เป็นการเตรียมพร้อมอะไรต่อมิอะไร แต่ว่าจริง ๆ มันเป็นสถานการณ์สืบเนื่องมาตลอดว่า ตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน กระแสที่ออกมาจากรัฐบาลนั้นมันไม่เพลาลงเลย แล้วท่านจะให้ เราทําอย่างไร เราเป็นผู้แทนราษฎรเราไม่อยากเห็นการฆ่ากัน และปรากฏข้อเท็จจริงว่า ตัวแทนของรัฐบาล นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งเป็นอธิบดี ท่านไปดูเถอะครับ ผมว่าคนนี้ไม่เหมาะ ที่จะเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ (DSI) แล้ว ใส่ร้ายป้ำยสีบอกว่ามีผู้กระทํา การจะยิงวัดพระแก้ว จากเหตุการณ์เดียวกันนี้เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ผู้ต้องหาคนนี้ ถูกกล่าวหาว่าจะยิงกระทรวงกลาโหม อยู่ฟากข้างหลังกระทรวงถ้าจะยิงไปวัดพระแก้ว มันต้องยิงข้ามกระทรวงกลาโหม และข้อเท็จจริงจากการฝากขังผู้ต้องหานั้น ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ปรากฏว่าในสํานวนสอบสวนของตํารวจนั้นไม่มีเรื่องการยิง วัดพระแก้วเลย การใส่ร้ายป้ำยสีเรื่องการล้มเจ้า ผมก็บอกว่าคําว่าล้มเจ้า ทางรัฐบาล ขอเถอะครับ วาทกรรมอันนี้อย่าเอาขึ้นมาในนามรัฐบาลท่านเลย เพราะคําพูดว่าล้มเจ้านั้น ไม่เป็นมงคลต่อแผ่นดินเลย เราควรจะจบคํานี้เสีย รัฐบาลทหารที่เผด็จการที่สุดสมัย จอมพล ถนอม จอมพล ประภาส ยังไม่ใช้คํานี้เลยครับ ใช้แค่คอมมิวนิสต์เท่านั้น ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนมานี้ไม่ใช่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ อยากจะเดินหน้าแล้ว แต่ว่า ขอเท้าความให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทราบสักนิดเถอะครับว่าความรุนแรงมันยังดํารงอยู่ อย่างน้อยที่สุดคนที่นั่งข้าง ๆ ท่านเพิ่งเดินไปเมื่อสักครู่ ผมเข้าใจว่ายังไม่ได้รับประทาน ยาปรองดองของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีจ่ายยาให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพสักหน่อยสิครับ ปรองดอง ปรองดองกินเข้าไปในปากจะได้ไม่ต้องมาพูดจา วันนั้น พูดถึงขนาดบอกว่าไม่ต้องห่วง ล้มเจ้านั้นมีแน่นอน รวมทั้งเพื่อนคุณสุนัยด้วย ผมตกใจ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ พอแล้ว ผมกราบขอบพระคุณท่านจริง ๆ ดังนั้นสถานการณ์วันนี้ ผมอยากให้ท่านทําโรดแมพให้ชัดเจนว่าท่านจะทําอย่างไร เดี๋ยวท่านใช้เวลานี้เลยผมให้เวลา ท่านประกาศต่อประชาชนว่าโรดแมพของท่านทําอย่างไร มีข้อสงสัยนิดหนึ่งว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน เราอยู่ในสภานี่ ถ้ามีเลือกตั้งอย่างนั้นในระบอบประชาธิปไตยมันก็ต้องยุบสภาสิครับ แต่ท่านกลับไม่ยอม บอกว่าผมจะยุบสภาภายในวันที่เท่าไรก็ว่าไป ท่านก็ไม่ตอบ เขาถามท่านหลายครั้ง ท่านก็ไม่ตอบ ท่านตอบเสียตรงนี้เพื่อให้ทุกคนคลายใจ หรือว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ๑๔ พฤศจิกายนโดยยุบสภาไม่มี มีวิธีใหม่หรือ สังคมไทยเป็นโครงสร้างการเมือง มีโครงสร้างการเมืองที่ซับซ้อน อะไรก็ยากลําบากครับท่านประธาน ก่อนที่ผมจะถาม คําถามที่ ๑ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศจะเลือกตั้ง ๑๔ พฤศจิกายน จําความได้ไหม ในปี ๒๕๔๙ อันนั้นมีพระราชกฤษฎีกาแล้วครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยเป็นกฎหมายแล้วครับว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๕ ตุลาคม สุดท้ายยังไม่มีเลยครับ ยึดอํานาจก่อนครับ ดังนั้นกระบวนการตรงนี้ผมอยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อจริงใจแล้วท่านแสดงความจริงใจให้ชัดเจนเลยว่า ๕ ข้อทําอะไร และจะยุบสภาเมื่อไร พรรคของท่านเห็นด้วยแล้วหรือยัง ครม. เห็นด้วยแล้ว ประกาศ เป็นทางการเลยครับจะได้ไม่มีผู้ฉวยโอกาสมาบิดเบือนเจตนาของท่าน ท่านจะทํา ด้วยเจตนาอะไรก็แล้วแต่เถอะครับ แต่ผลมันออกมานั้นผมกราบขอบพระคุณท่าน ใน ๕ ข้อผมลองยกตัวอย่างให้ท่านดูนะครับ
๑๑ นาทีแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ทราบ
คือ ๑๑ นาทีเรามีเวลา ๒๐ นาที แต่เมื่อกี้ก็ต่อไปตั้ง ๑๐ นาที ก็ให้ท่านรักษาเวลาด้วย
ในเบื้องต้นท่านครับผมก็ถาม ด้วยความเคารพที่สุด นุ่มนวลที่สุด จนกระทั่งเพื่อนฝูงฝ่ายค้านเขาบอกว่าเดี๋ยวนี้สุนัย กินยาผิดหรืออย่างไร เป็นฝ่ายค้านกินยาไม่ได้เขย่าขวดหรือ ผมพยายามปรองดองที่สุด เอาละครับ ข้อ ๑ ผมคงไล่รายละเอียดไม่ได้ แต่ว่าในข้อที่ ๓ ข้อที่ ๔ มีเรื่องกรรมการอิสระ ในเรื่องการปรองดอง เอาเถอะครับผมว่าท่านทําให้ชัดดีกว่า ๕ ข้อ ผมไม่อินเทอร์เฟียร์ (Interfere) ท่านแล้ว เพื่อประหยัดเวลาให้ท่านประกาศให้ชัดสักนิดเถอะ ๕ ข้อ ๑. คืออะไร ๒. คืออะไร ๓. คืออะไรในเบื้องต้น เพื่อให้สังคมเกิดความสบายอกสบายใจกันทุกฝ่าย ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านก็คือว่าจนถึงขณะนี้ นั่งรถมาสภา ๐๙.๐๐-๐๙.๓๐ นาฬิกา วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ยังเอาผู้ต้องหายึดสนามบิน ยึดทําเนียบรัฐบาล ออกอากาศอยู่เลยครับ แล้วมันจะเกิดสันติภาพอย่างไร พันเอก สรรเสริญ แก้วกําเนิด นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ตัวแทน ของฝ่ายรัฐตั้งแต่ ๑๐ เมษายน จนกระทั่งถึงนาทีสุดท้ายก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะออก ยังแสดงความรุนแรงจะปราบอยู่ ผมถึงกระทบกระเทียบเปรียบเปรยไปสักนิดว่าท่านจ่ายยา ให้กับท่านสุเทพหรือยัง คราวที่แล้วผมก็ขอให้ท่านเจริญสติ เจริญเมตตาหน่อยเถอะครับ อย่ามองเห็นการปราบปรามเป็นเรื่องที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้ววันนั้นที่ผมหารือท่านประธาน ในวันที่ ๒๙ ผมก็เสนอแบบเดียวกันนี่ละครับว่าท่านกําหนดมาเลยสิครับ ท่านอยากจะ ยุบสภาเมื่อไรกําหนดมาเลย ไม่ต้องไปฟัง นปช. ทุกอย่างมันจะคลี่คลาย แต่วันนั้น ก็ปฏิเสธหมด ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพขึ้นมาตอบแทนท่านปฏิเสธหมดทุกอย่าง แต่เมื่อท่านออกมานี่ ผมก็เลยเบาใจว่าคลี่คลายแล้ว ในเบื้องต้นคําถามแรกขอให้ท่านช่วย ยืนยันได้ไหมครับว่าจะหยุดการโจมตีในโทรทัศน์ต่าง ๆ ในกรมประชาสัมพันธ์เพื่อเข้าสู่ โรดแมพของท่านที่ชัดเจน ๕ ข้อคืออะไรครับ กราบขอบพระคุณ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คําถามที่ท่านสมาชิกได้สอบถามนอกเหนือจาก เรื่องของการใช้สื่อ จะถามไปถึงเรื่องของตัวข้อเสนอการปรองดองหรือกระบวนการ การปรองดอง ที่จริงแล้วก็คงจะต้องใช้เวลาในการที่จะให้รายละเอียดกัน ซึ่งก็คงจะ ไม่สามารถทําได้ทั้งหมดในเวทีนี้ แต่หลัก ๆ อยากจะเรียนยํ้าอีกครั้งนะครับว่าสิ่งที่เป็น ข้อเสนอ ๕ ข้อนี้คือความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาถึงรากฐานของความขัดแย้งที่มีอยู่ ในปัจจุบัน
ประเด็นแรก นั้นผมคิดว่าสืบเนื่องแล้วก็เกี่ยวเนื่องกับคําถามของ ท่านสมาชิกด้วยว่าพูดถึงเรื่องกรณีของสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ขอเรียนนะครับว่า ที่จริงแล้วต้องอยู่บนความเป็นจริงและความพอดี ความเป็นจริงและความพอดีก็คือว่า ปัจจุบันนั้นก็มีกลุ่มบุคคลซึ่งได้กระทําผิดกฎหมายกระทบต่อความมั่นคง และมุ่งไป ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ส่วนหนึ่งซึ่งก็ได้มีการดําเนินคดีกันอยู่ เช่นกรณีของบุคคลซึ่งใช้ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็ดําเนินการ และจะมีความเชื่อมโยงไปถึงใคร อย่างไรก็ต้องว่าไปตามคดี แต่สิ่งที่ผมเสนอในแผนของการปรองดองนั้นก็คือว่าถึงวันนี้คงไม่พอแล้วละครับ ที่ใครคนใดคนหนึ่งหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะบอกเพียงแค่ว่าจงรักภักดี ไม่เกี่ยวข้องกับ ผู้ที่ทําผิดกฎหมายในเรื่องนี้ ทุกคนต้องมาช่วยกันครับ ทําความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ สถาบันอันเป็นที่รักเคารพเทิดทูนยิ่งของพวกเราทุกคนให้ทราบว่าระบบเป็นอย่างไร ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจะแก้ไขกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นทั้งในและต่างประเทศ และที่สําคัญที่สุดกรณีที่มีการกระทําผิดกฎหมายอย่างชัดเจนโจ่งแจ้งผ่านสื่อต่าง ๆ ใครมีความเชื่อมโยง ใครรู้จักกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ถ้าไม่เห็นด้วยกับการกระทําเช่นนี้ต้องมาช่วย ฝ่ายเจ้าหน้าที่เขาแก้ไขปัญหา มิใช่เพียงแค่ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง อันนั้นคือประเด็นแรก
ประเด็นที่สอง นั้นก็เป็นปัญหาเรื่องของความเหลื่อมลํ้า ความไม่เป็นธรรม ในสังคม ซึ่งก็จะเป็นจุดที่การเคลื่อนไหวชุมนุมไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือไม่ก็ตาม จะหยิบยกขึ้นมาเสมอ ตรงนี้ก็มีความคืบหน้าครับ ขณะนี้ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน หลายองค์กรเขาจับมือกัน ไม่ได้มีเรื่องของสีทางการเมือง แล้วก็มาจากหลากหลายภูมิหลัง ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจบ้าง ภาคองค์กรพัฒนาสังคมบ้าง แม้กระทั่งข้าราชการบางส่วน เขาก็กําลังไปดําเนินการในการที่จะดูปัญหาที่เป็นพื้นฐานของความไม่เป็นธรรมในสังคม วันที่ ๑๒-๑๓ นี้รัฐบาลก็เปิดเวทีให้เขาผ่านกลไกของคณะกรรมการที่แก้ไขพัฒนาชุมชน แล้วก็จะเปิดโอกาสให้เขาได้มีการจัดเวทีของเขาเอง คาดว่าจะสามารถนําข้อเสนอในเรื่องนี้ มาให้ผมได้ไม่น่าจะเกินวันที่ ๒๐ พฤษภาคม
ประเด็นที่สาม ก็เป็นปัญหาที่ท่านถามผมโดยตรงเลยก็คือเรื่องสื่อซึ่งปัจจุบัน ผมก็ยอมรับว่าความคิดเห็นต่าง ๆ ที่มีการแสดงกันนั้นก็ยังรุนแรงมาก ผมเข้าใจว่าเมื่อเช้า ท่านพูดว่ามีกรมประชาสัมพันธ์ที่ยังมีการพูดในลักษณะที่อาจจะทําให้เกิดความรุนแรง ที่จริงผมก็ได้รับทราบว่ามีโจมตีผมพอสมควร ก็เป็นเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง แต่ว่า ผมคิดว่าสิ่งที่กําลังทําอยู่ก็คืออยากจะเชิญชวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับองค์การสื่อสารมวลชน ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมไปไกลกว่าฟรี ทีวี (Free TV) ที่เราเรียกกัน หรือโทรทัศน์ทั่วไป คือไปถึงโทรทัศน์บอกรับสมาชิก โทรทัศน์เคเบิล โทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุชุมชน โทรทัศน์ ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเอง เชิญ กทช. ซึ่งผมเห็นว่า เป็นองค์กรอิสระเข้ามา แล้วก็ต้องมากําหนดกติกากันละครับซึ่งต้องใช้กับทุกฝ่ำย ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด วันนั้นที่ผมออกโทรทัศน์ ผมก็ได้ยืนยันว่ารวมถึงสถานีโทรทัศน์ ของรัฐด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องมีการดําเนินการ กําลังหากรอบในส่วนนี้อยู่
ประเด็นที่สี่ เป็นเรื่องการสะสางในเรื่องของการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม จะเป็น ๑๐ เมษายน ๒๒ เมษายน ๒๘ เมษายน ซึ่งก็จะต้อง มีการตกลงกันที่จะมีคณะกรรมการที่เป็นอิสระ ความจริงแล้วองค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง ก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้บอกว่าจะตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบ เหตุการณ์ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าได้มีการแต่งตั้งหรือไม่ อย่างไร ถ้าคณะอนุกรรมการนั้น เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ผมคิดว่าเราก็จะสามารถใช้กลไกนั้นได้ ถ้าเห็นว่ายังมีปัญหา ก็สามารถเสนอแนะหรือจะปรับปรุงอะไรก็สามารถมาดําเนินการได้ต่อไป
ประเด็นที่ห้า ประเด็นสุดท้ายนั้นก็คือการแก้ปัญหาที่เป็นความขัดแย้ง เกี่ยวข้องกับการเมือง เรื่องที่ติดใจกันอยู่ จะเป็นเรื่องเหตุการณ์ในอดีต รัฐธรรมนูญ หรือเรื่องอื่น ๆ ก็จําเป็นที่จะต้องมาพูดกันอย่างชัดเจนว่าจะมีทางออกอย่างไร
ทั้งหมดนี้เพื่อจะนําไปสู่เงื่อนไขว่าเราสามารถทําให้บ้านเมืองสงบได้สัก ๖ เดือนไหม ถ้าเราทําได้ ผมก็บอกว่ารัฐบาลก็มีเป้ำหมายที่จะให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ซึ่งขณะนี้ก็รอการตอบรับจากฝ่ำยต่าง ๆ อยู่ ถ้าทุกฝ่ำยเข้ามาสู่ กระบวนการนี้ เราเดินไปข้างหน้า ๖ เดือนนี้ เป็นไปตามแผนนี้จริงก็จัดการเลือกตั้งได้ ขณะเดียวกันผมก็พูดชัดเจนว่าถ้าแผนนี้ไม่ได้รับการตอบสนองบ้านเมืองยังคงมี ความสับสนวุ่นวายกันต่อเนื่องต่อไป ผมก็บอกว่าผมก็จะพยายามทํา ๕ เรื่องนี้ แต่ผม ไม่สามารถระบุได้ว่าจะมีการเลือกตั้งได้เมื่อไร
เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือสิ่งที่ผมได้พูดไปในคืนวันนั้น ขณะนี้ผมคิดว่า โดยภาพรวมแผนนี้ได้รับการตอบสนองโดยรวมครับ ผู้ชุมนุมก็ตอบในเบื้องต้นว่าจะเข้า กระบวนการ แต่ก็ยังมีเงื่อนไขบางประการที่บอกว่ายังไม่ยุติการชุมนุม ซึ่งผมคิดว่าก็ต้องมี การทําความเข้าใจผ่านสื่อสารมวลชนถึงกระบวนการต่าง ๆ แล้วก็รอดูว่าผู้ชุมนุมนั้น จะตอบรับหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มเสื้อหลากสี ซึ่งก็ไม่ยอมรับ หรือคัดค้านเช่นเดียวกัน ผมก็จะได้ดําเนินการในการเชิญตัวแทนของกลุ่มเสื้อหลากสีนี่ มาพูดคุยกัน เบื้องต้นก็นัดหมายกันในวันพรุ่งนี้ นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มพันธมิตรที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งก็กําลังมีการพยายามทําความเข้าใจว่าแผนตรงนี้คืออะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้คือ ความชัดเจนที่ผมได้เรียนว่าถ้าพวกเราทุกฝ่ายทุกคน ข้อเสนอการปรองดองนี้ไม่ใช่ เป็ นข้อเสนอการปรองดองระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แต่เป็ นข้อเสนอ เพื่อความปรองดองของคนทั้งประเทศ ถ้าเราทําด้วยกันได้ เป้ำหมายการเลือกตั้งก็จะอยู่ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ถามว่าในทางปฏิบัติยุบสภาเป็นอย่างไร ท่านก็ทราบบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว นั่นก็คือว่าการเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นหลังการยุบสภาไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ไม่เกิน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นถ้ามีเป้ำหมายในการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน การยุบสภาก็จะเกิดขึ้นในครึ่งเดือนหลังของเดือนกันยายน แล้วเราก็จะแจ้งความเห็น ไปยัง กกต. ซึ่งจะเป็นผู้กําหนดวันเลือกตั้งในที่สุดนะครับ
ผมกราบเรียนครับว่าท่านถามมาก็ดีแล้วว่าเมื่อปี ๒๕๔๙ นี่มีการเลือกตั้ง แล้วไม่ได้เลือกตั้ง ผมถึงกราบเรียนอย่างไรครับว่าการกําหนดวันเลือกตั้งและการจะ กําหนดวันยุบสภานี้เราต้องทํางานกันอีกหนัก เพื่อให้เรามีความมั่นใจว่าการเลือกตั้ง เกิดขึ้นได้ภายใต้ความสงบ เป็นการเลือกตั้งที่มีความเป็นธรรม เป็นการเลือกตั้งที่เสรี อย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นคําตอบเบื้องต้นที่อยากจะให้กับท่านสมาชิก ขอนิดเดียวนะครับว่ากรณีการทําหน้าที่ของหลาย ๆ ฝ่ายนี่ครับ ผมก็รับที่จะไปดูว่าจะช่วย ลดบรรยากาศการตึงเครียดลงได้อย่างไร
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องขอเรียนว่าหลายท่านที่ท่านพาดพิงถึง ไม่ว่าจะเป็น โฆษก ไม่ว่าจะเป็นท่านอธิบดี เท่าที่ผมติดตามนี่ท่านก็แถลงตามข้อเท็จจริงที่ท่านได้มา ส่วนการทําหน้าที่ตรงนี้จะกระทบหรือไม่นี่ผมได้เรียนแล้วนะครับว่าข้อเสนอ ๕ ข้อทั้งหมดนี่ ในส่วนของคดีความ คดีอาญานั้นไม่มีตรงไหนที่รัฐบาลจะไม่เดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย ก็อยากทําความเข้าใจในเบื้องต้นเท่านี้ครับ
มันหมดเวลาพอดี เดี๋ยวผมจะต่อให้สักนิดหน่อยครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ คือสูงสุดของสิ่งที่เราเป็นผู้แทนราษฎรคือการรักษาระบบรัฐสภาไว้ ท่านประธานครับ สิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบมานั้นมันเป็นปัญหา อย่างที่ท่านบอกว่าถ้าทําได้ก็จะมีการเลือกตั้ง ผมเป็นนักการเมืองมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เริ่มต้นจากเป็นประธานสภาเทศบาล กทม. ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะไล่หลังกันกับผมไม่นาน ผมก็ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมา เยอะแยะ แต่ขอยืนยันว่าการเมืองไทยมันมีความซับซ้อนมากที่จะเกิดตัวแปร การสร้าง สถานการณ์เกิดขึ้นได้ง่ายมาก กรณีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยกตัวอย่างรูปธรรม ไม่ลงรายละเอียด เห็นชัดเจนว่ากรณีโรงพยาบาลตํารวจอยู่ใกล้ศูนย์การชุมนุม นปช. ตรงเวทีเลยครับ ไม่มีปัญหาเรื่องขนคนไข้ออก ง่าย ๆ นะครับ เลยไปถึงเรื่องการจะยิง วัดพระแก้ว การสร้างกระแสอย่างนี้เป็นไปได้ ดังนั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับเมื่อท่านตั้งใจ แล้วนี่ เราเป็นคนรุ่นใหม่เราต้องรักษาระบบไว้ ผมขอให้ท่านมั่นคงเถอะครับ ประกาศ ๕ ข้อของท่านนั้นเรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาเจรจาแล้วทําเป็นสัญญาประชาคมเลยครับ เพื่อให้สังคมยึดถือแล้วเราร่วมเดินกันไป ท่านประธานครับ การเมืองไทยนั้นมันซับซ้อนมาก มันมองยาวไป ๗ เดือนไม่ไหวหรอกครับ แค่อาทิตย์ต่ออาทิตย์ก็ผันแปรไม่ใช่น้อย ดังนั้น วันนี้ผมจึงวิตกกังวลจากข้อเท็จจริงทางการเมืองว่ามันมีโรดแมพอีกฉบับหนึ่งซ้อนอยู่ ในโรดแมพของท่าน ถ้าท่านไม่ประกาศชัดเจน จับอีกโรดแมพที่ซ้อนอยู่ข้างหลังขึ้นมาเมื่อไร เดินหลงทางทันทีครับ เพราะมีผู้มองได้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเขาขอซื้อเวลาของท่านเพื่อจะตั้งนายทหารคนหนึ่งขึ้นเป็น ผู้บัญชาการทหารบก เพราะวันนี้ชัดเจนแล้วว่าความแตกแยกทางความคิดเห็นของฝ่ายทหาร ที่ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมปราบ อีกฝ่ายหนึ่งจะปราบมันชัดเจน โดยเฉพาะท่านอนุพงษ์ผมต้อง กราบขอบคุณท่าน พลเอก อนุพงษ์ด้วย ในเหตุการณ์ที่คลี่คลายมาได้ขณะนี้ แต่ท่านครับ อีกคนหนึ่งที่กลายเป็นปัญหาที่มีข้อเท็จจริง ผมตั้งกระทู้ถามว่าปัญหาวิกฤติวันนี้มันแยก ไม่ออกจากวิกฤติผู้บัญชาการทหารบก ผมได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ตําแหน่งตรงนั้นล็อกไว้กับบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อท่าน แต่เขาบอก พลเอก ป กราบเรียนชื่อตรง ๆ ได้ไหมครับท่านประธานครับ ประยุทธ จันทร์โอชา
ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ เพราะว่ากล่าวคนอื่นเสียหาย ผมว่าไม่พูดดีกว่า
ถ้าอย่างนั้นก็แล้วกันไปนะครับ แต่ข้อเท็จจริงคนที่จะขึ้น ผบ.ทบ. คนใหม่นี้กลายเป็นเงื่อนปมอันหนึ่ง ซึ่งทําไม่ได้ เพราะผิดแผน ทีแรกคิดว่าวันที่ ๑๒ เมษายนใช้กําลังทหารออกมาควบคุม ผมก็พูด ในวันที่ ๑๘ ว่าทําไมเอาทหารออกมาตั้งแต่ต้น การควบคุมฝูงชนในต่างประเทศนั้น เขาไม่ได้เริ่มต้นที่ทหาร เขาเริ่มต้นที่ตํารวจ แล้วเสร็จแล้วทหารก็หน่วยสังกัด รถราต่าง ๆ ปิดทะเบียน ปิดหน่วยสังกัดหมด ทหารที่มาที่คอมีสังกัดก็ปิดหมด ผมยังบอกมันเป็นที่มา ผมจึงเกรงว่าสถานการณ์มันจะผลักดันให้ความปรารถนาดีของท่านนายกรัฐมนตรี บิดเบือนไป แล้วเราทั้งหมดจะกลายเป็นรอยจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเรารักษาระบบไว้ ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมถามในข้อ ๒ ว่าในโอกาสที่ประชาชนตายเมื่อวันที่ ๑๐ นั้น ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านจะตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบ นายทหาร นายตํารวจ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่มีความมัวหมองเกี่ยวพันกับเหตุการณ์นั้นจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ยืนยันได้ไหมครับว่าจะไม่ตั้งบุคคลเหล่านั้นขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อมิให้มีอิทธิพลต่อการสอบสวนอิสระ ที่ทําให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าคนที่กระทําผิดจริงในวันนั้นจะต้องถูกลงโทษ อันนี้ขออนุญาต ท่านรับได้ไหมครับ เมื่อกี้ท่านยังไม่ได้ตอบนะครับว่าท่านประกาศเสียให้ชัดเจนว่าจะยุบสภา ในวันไหน แต่ถ้าไม่ประกาศ ผมก็ไม่ว่าหรอกครับ แต่ทั้งหมดนี้การที่ยังปล่อยให้บุคคลต่าง ๆ คนระดับอธิบดียังออกมาใส่ร้ายผู้คน นายทหารออกมาอย่างนี้ ท่านไม่ห้ามก็ไม่เป็นไร แต่มันเป็นบาปของท่าน ไหน ๆ จะเคลียร์ (Clear) เรื่องแล้วนี่เราเริ่มเสียตรงนี้ได้ไหมครับ ช่วยตอบนิดเถอะครับท่านนายกรัฐมนตรี ขออย่าได้ตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ ประชาชนเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ตราบเท่าที่ยังไม่ชัดเจนในผลการสอบสวน กราบขอบพระคุณครับ
จบคําถามแล้วนะครับ เชิญนายกรัฐมนตรี
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ คงจะต้องชี้แจงทั้งหมด ๔ ประเด็น
ประเด็นแรก สั้น ๆ นิดเดียวเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ที่จริงกรณีเรื่อง ของวัดพระแก้วก็เป็นเรื่องซึ่งเป็นผลมาจากการตรวจสอบหลายทาง แล้วก็อยากจะเรียน ผ่านเพื่อนสมาชิกไป ความจริงครั้งแรกผมก็เลี่ยงที่จะตอบแต่ว่าครั้งนี้ท่านถามอีก บุคคล แรก ๆ เลยที่ระบุว่าการกระทําในวันนั้นมุ่งประสงค์ต่อวัดพระแก้วคือหนึ่งในแกนนําผู้ชุมนุม พูดบนเวทีครับ พูดหลังจากที่เกิดเหตุประมาณ ๑-๒ วัน เพราะฉะนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดี ๆ ฝ่ายเจ้าหน้าที่คิดขึ้นมาเองด้วยนะครับ อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้องแล้วก็ตรวจสอบได้
ประเด็นที่สอง ที่ท่านเป็นห่วง ท่านใช้คําว่าโรดแมพซ้อนโรดแมพ แล้วก็ ไม่ชัดเจนและจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครสร้างสถานการณ์ ต้องมาลงสัตยาบันกันหรือไม่ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมมีความตั้งใจว่าเราต้องฝ่าวงล้อมของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ให้ได้ แบบเบ็ดเสร็จ มันสะสมมานานแล้วครับ ท่านบอกว่ามันเริ่มตั้งแต่ ๑๙ กันยายน หลายฝ่ายเขาก็บอกว่ามันเริ่มก่อนหน้านั้น เสร็จแล้วบาดแผลในสังคมมันก็เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ๕ ประเด็นที่ผมหยิบวางตรงนี้ผมคิดว่ามันครอบคลุมสิ่งที่เป็นบาดแผล ไม่ง่าย หรอกครับ ถ้ามันง่ายนี่เราคงไม่สะสมมันมาเป็นระยะเวลา ๔ ปี ๕ ปีแล้ว แต่ว่ามันจะสําเร็จ หรือไม่นี่ แน่นอนครับมันก็อยู่ที่ว่าได้รับความร่วมมืออย่างแท้จริงหรือไม่ ทีนี้ถ้าหากกลัวว่า จะมีการสร้างสถานการณ์ซ้อนแผนนี่ ผมถึงได้เรียนครับว่า ๕ เรื่องนี่กลไกที่จะต้องคิด แล้วก็มาทํากันต่อไปนี่เราคงไม่สามารถปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ เอากัน ให้ชัดนะครับ ผมยกตัวอย่างประเด็นที่บอกว่าต้องเกิดความสงบทางการเมือง มันไม่พอ หรอกครับที่จะบอกว่าถ้าพวกผมไป สมมุติว่าไปภาคอีสานแล้วเกิดเหตุรุนแรงขึ้น แล้วท่าน ก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย แดงเทียม หรือท่านไปภาคใต้แล้วเกิดปัญหาขึ้นและผม ก็บอกว่าพวกผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ครับ ประเด็นก็คือว่าถ้าเราจะทํางานตามข้อเสนอ ของผมนี่เราทํางานด้วยกันเลยครับ สมมุติผมไปภาคอีสาน ท่านจะไปภาคใต้ ประสานงานกัน ล่วงหน้าเลยครับ เอาคนของแต่ละฝ่ายนี่มาช่วยกันพูดกับประชาชนในพื้นที่เลยครับว่า ต่อไปนี้เราจะปล่อยให้รัฐบาล สภา พรรคการเมือง ทําหน้าที่กันได้ตามปกติแล้วช่วยกัน จริง ๆ ผมเชื่อว่าเราทําได้ เพราะฉะนั้นอันนี้จะไม่มีการปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปทํากันเอง แล้วเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาและมาหยิบยกเป็นข้ออ้างในเรื่องของการสร้างสถานการณ์ ผมก็ยํ้าอีกครั้งครับว่าถ้าเป็นไปตามนี้เป้ำหมายก็ยังเป็นการเลือกตั้งวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ซึ่งถามว่าจะยุบสภาวันไหนนี่ ผมคิดว่ามันก็ต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยในห้วงเดือนกันยายนด้วย ตรงนี้ไม่ได้แปลกอะไรครับ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องซึ่งจะมายิ่งใหญ่ไปกว่าการที่บอกว่าเราจะ ตกลงหรือไม่ตกลงที่จะหาความสงบสุขให้กับบ้านเมือง อันนี้ก็จะได้มีความชัดเจน
ประเด็นที่สาม เรื่องการสอบสวนเหตุการณ์ ก็กราบเรียนว่าถ้าการชุมนุมยุติ ก็คงจะเอาคณะกรรมการขึ้นมาซึ่งจะหารือกับทุกฝ่าย ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลเองจะทําเพียงแค่ คณะกรรมการที่เราเรียกว่าประมวลเหตุการณ์ เก็บข้อเท็จจริงต่าง ๆ เอาไว้ สําหรับ คณะกรรมการอิสระที่จะเข้ามาตรวจสอบ ถ้ายอมรับกันได้ปล่อยให้คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติทํางานไปรัฐบาลก็ยอมรับได้ อันนี้ก็จะได้เรียนให้ทราบ
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ท่านถามนี่ครับ จะเรื่อง ผบ.ทบ. หรือจะตําแหน่งใด ก็ตามเกี่ยวกับเหตุการณ์ ๑๐ เมษายน คุณสุนัยเองก็ศึกษาเรื่องของการเมือง ประวัติศาสตร์ ทางการเมืองมายาวนาน สิ่งหนึ่งซึ่งเราเคยเห็นในอดีตครับ อย่างเช่นในเหตุการณ์พฤษภาคม ผมว่าหลายคนในที่ประชุมนี้จําได้ พอเกิดเหตุการณ์ปั๊บสูตรสําเร็จคือการออกพระราชกําหนด นิรโทษกรรม เขาจะนิรโทษหมดเลยครับ เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง แล้วบางทีก็เขียนกว้างไป จนถึงว่าทุกเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม ผมกราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้ กองทัพเขามีจุดยืน มีบทบาทที่ชัดเจน พลเอก อนุพงษ์กับบุคลากรในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น ท่านรอง ผบ.ทบ. หรือท่านอื่นนี่มีความเป็นเอกภาพ และท่านพูดชัดต่อสาธารณะว่า ท่านจะปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและคําสั่งทุกคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หลังเหตุการณ์ วันที่ ๑๐ เราพูดกันชัดครับ ไม่มีความจําเป็นใด ๆ ที่ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะกองทัพมั่นใจว่าทําตามกฎหมายทุกประการ และไม่ต้องการให้เกิดการออก พ.ร.ก. นิรโทษกรรม เพราะไม่ต้องการนิรโทษกรรมผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในเหตุการณ์ เพราะฉะนั้น ทุกกรณีที่เกิดขึ้นกับวันที่ ๑๐ ใครทําผิดต้องรับผิดครับไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะฉะนั้น ในกระบวนการนี้ก็จะเป็นกระบวนการที่เราให้ความมั่นใจได้ถึงความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้น
ส่วนการโยกย้าย แต่งตั้ง นั้นปัจจุบันที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงผ่านกระทู้ถามของท่านไปเมื่อเดือนมีนาคมก็คือว่าเขามีระบบตามกฎหมาย ค่อนข้างจะเป็นการเฉพาะ เป็นการพิจารณาของสภากลาโหมโดยคณะบุคคลครับ
ก็จบกระทู้ถามสดที่ ๒ จบแล้วครับ เกินมา ๑๒ นาทีแล้ว ก็จะมากกว่าคุณนั่นแล้ว ต่อไปก็เป็นกระทู้ถามสดที่ ๓
ท่านประธานครับ
ไม่ละครับ พอแล้วครับ ท่านสุนัย
คําถามสั้น ๆ อีกคําถามหนึ่งซึ่งเป็น สิทธิของผู้ถาม มี ๓ คําถามครับ นี่เพิ่งไป ๒ คําถามเองครับ
เวลาเขาให้ ๒๐ นาที ต่อกระทู้ถามหนึ่ง
แต่ผมได้ให้เวลากับท่านนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงกับประชาชน
ท่านเป็นคนออกข้อบังคับเอง ออกระเบียบเองนะครับ ผมปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ
มิได้ครับท่านประธาน
นี่เราอะลุ้มอล่วยกันจนถึง ๑๒ นาที
ท่านประธานครับ อีกนิดเดียว เท่านั้นแหละครับ
เกินของคุณประสิทธิ์ไปอีก ๒ นาทีเสียด้วยซํ้าครับ
ท่านประธานครับ
เห็นใจผมเถอะครับ คุณสุนัย
ท่านประธานครับ เห็นใจท่าน มากกว่าเห็นใจประเทศชาติไม่ได้หรอกครับ ผมจึงขอความกรุณาท่านประธานให้ผมได้ ถามท่านนายกรัฐมนตรี
พอแล้วครับ
เพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง ต่อประชาชนเสียเพราะท่านก็ได้พูดชัดเจนดี อีกประเด็นเดียวเท่านั้นละครับท่าน
เอาอย่างนี้ครับ เดี๋ยวท่านสุนัย พบกับนายกรัฐมนตรี
ไม่ใช่ครับ ๆ มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ท่านประธานก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่คนเขาเคารพกัน ในภาวะวิกฤติอย่างนี้
ผมก็พยายามปฏิบัติตาม ระเบียบ ข้อบังคับนะครับ
ไม่ใช่ครับ ผมเองก็ปฏิบัติตาม คําขอร้องของท่านประธานถอนกระทู้ถามเก่าออกไปแล้ว ไม่ไปพูดเรื่องภาวะฉุกเฉินแล้ว ท่านก็เมตตาต่อบ้านต่อเมืองสักหน่อยไม่ได้หรือ
ก็ให้เกียรติท่านแหละครับ ๒ วันนั้นนะให้ท่านมากกว่าคนอื่นนะครับ
ผมไม่ถามถึงคุณเนวินหรอกครับ
ท่านพูดเอง
ผมไม่ถามถึงลูกชายท่านหรอก เชื่อเถอะ ให้ผมถามสักนิดหนึ่งอีกคําถามเดียว
ดูนะครับ ท่านเห็นไหม มันจะยาวไปอีกแล้วนะครับ
ก็ท่านเปิดช่องทางอย่างไรละครับ ท่านครับ ผมเคารพท่าน แต่เคารพไม่มากกว่าประเทศชาติ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ เดี๋ยวให้ผู้ประท้วงประท้วงก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส. จังหวัดจันทบุรี ขอให้ท่านประธานควบคุม ผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่หรืออภิปรายจบเรียบร้อยแล้วตามข้อ ๘ (๒) อย่างเคร่งครัดที่สุด
ผมก็วินิจฉัย ผมก็กําลัง บอกเจ้าของกระทู้ถามสดอยู่แล้ว
ท่านประธานครับ ผมยังไม่ถาม คําถามที่ ๓ และผมก็ถามด้วยความปรองดองที่สุด ท่านประธานครับ
คือ ๑ ๒ ๓ อะไรนี่ มันอีกเรื่องหนึ่งครับ ผมไม่ได้ว่า
มันไม่ใช่เรื่องหนึ่งครับ เป็นข้อบังคับ
ข้อบังคับ ข้อ ๑๖๓ เขาเขียนไว้ชัดนะครับ ไม่ได้เขียนเอง
เขาไม่ได้เขียนเวลาครับ
พอ พอ พอแล้วครับ กระทู้ถามสดที่ ๔ ต่อไปเชิญผู้ถามกระทู้ถามสดนะครับ
ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณ ที่ท่านได้ให้ผมถามต่อนะครับ
เอาไว้เท่านั้นนะครับ
สั้น ๆ เท่านั้นเองครับ
ต่อไปกระทู้ถามสดที่ ๔
๑.๒.๔ กระทู้ถาม ที่ ๑๑๘ ส. เรื่อง การจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ (นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี
ท่านประธานครับ
รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นคนตอบครับ ไม่เป็นไรหรอกครับคุณหมอ คุณหมอไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือสาหาความหรอกครับ ไม่เป็นไร ผมขอความกรุณาพอแล้วครับ ก็ท่านพูดเอง อะไรเอง ผมไม่อนุญาตแล้ว มันเกินมากแล้วครับ คนอื่นเขาไม่มีโอกาสออกทีวีอย่างท่าน ท่านออกพอแล้วครับ เจ้าของกระทู้ถามสดที่ ๔ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดหนองคายของพรรคกิจสังคม ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานครับที่พยายามรักษาเวลาของผู้ถามกระทู้ถามให้อยู่ใน ระเบียบวาระ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบเรียนว่าการถามกระทู้ถามสดในวันนี้จริง ๆ แล้ว พรรคกิจสังคมก็มีสิ่งที่จะสอบถามไปยังรัฐบาลมากมายหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นที่ทางรัฐบาลได้เสนอโรดแมพโดยท่านนายกรัฐมนตรีทั้ง ๕ ข้อ หรือแม้กระทั่ง ปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรนํ้าให้กับพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งถือว่า เป็นปัญหาหลัก แต่ตัวกระผมที่ได้เลือกที่จะสอบถามกระทู้ถามสดเกี่ยวกับจังหวัดหนองคาย และเกี่ยวกับการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬในวันนี้ก็มีเหตุผลหลายประการ เพราะว่าจังหวัดหนองคายถือว่าเป็นจังหวัดที่เก่าแก่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่ ตั้งเป็นเมืองบ้านไผ่เป็นจุดเล็ก ๆ เป็นบ้านเมืองเล็ก ๆ ในตั้งแต่ ๒๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ยาวนานตั้งแต่เป็นการปราบฮ่อตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งส่งกําลังทหารไปปราบกบฏฮ่อที่กรุงเวียงจันทน์ประเทศลาว ก็มีการตั้งอนุสาวรีย์ ของวีรชนในจังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองคายนั้นยกฐานะเป็นจังหวัดในปี ๒๔๕๘ นับวันนี้ก็ ๙๕ ปี ไปแล้ว มีพื้นที่ทางทิศเหนือของจังหวัดหนองคายติดกับแม่นํ้าโขง และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทางทิศตะวันตกติดกับจังหวัดเลย ทางทิศใต้ ติดกับจังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร ทางทิศตะวันออกติดกับจังหวัดนครพนม มีพื้นที่ ทั้งหมด ๗๓๓,๒๒๘ ตารางกิโลเมตร เป็นลําดับที่ ๒๗ ของประเทศไทย มีประชากร ๙๐๗,๒๕๐ คน เป็นลําดับที่ ๒๕ ของประเทศ และมีความหนาแน่นของประชากร ๑๒๓ คนต่อตารางกิโลเมตร เป็ นลําดับที่ ๓๗ ของประเทศไทย แต่สิ่งที่พิเศษ ของจังหวัดหนองคาย ตามสภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดหนองคายนั้นเป็นจังหวัด ที่มีความยาวไปตลอดริมแม่นํ้าโขงมีระยะความยาวประมาณ ๓๓๐ กิโลเมตร ซึ่งติดกับ แม่นํ้าโขงและประเทศเพื่อนบ้านของเราก็คือประเทศ สปป. ลาว ความกว้างมีเพียงนิดเดียว มีประมาณระหว่าง ๕๐ กิโลเมตรแต่ก็ไม่เกิน ๑๐๐ กิโลเมตร จะสังเกตครับว่าถ้าเราดู ตามแผนที่ประเทศไทย แผนที่ประเทศไทยนี้จะเห็นว่าแค่ภาคอีสานตอนบนทั้งหมด ส่วนปลายของภาคอีสานตอนบนถ้าเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านบนแทบจะเป็นจังหวัดหนองคาย ทั้งหมด ก็มีการปกครองแบ่งออกเป็น ๑๗ อําเภอ ๑๑๕ ตําบล ๑,๐๙๙ หมู่บ้าน ก็ไล่ยาว มาตั้งแต่ติดจังหวัดเลยโน่นแหละครับ อําเภอสังคม อําเภอศรีเชียงใหม่ อําเภอโพธิ์ตาก อําเภอท่าบ่อ อําเภอสระใคร มาอําเภอเมือง ต่อด้วยอําเภอโพนพิสัย อําเภอรัตนวาปี อําเภอปากคาด อําเภอเฝ้ำไร่ อําเภอโซ่พิสัย อําเภอบึงกาฬ อําเภอบุ่งคล้า อําเภอศรีวิไล อําเภอพรเจริญ อําเภอเซกา และสุดท้ายก็คืออําเภอบึงโขงหลง ซึ่งถือว่าเป็นอําเภอที่มี ระยะห่างจากตัวจังหวัดมากที่สุดถึง ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร สภาพปัญหาของจังหวัดหนองคาย มีมากมายเหลือเกิน ก็ไล่ตั้งแต่ปัญหาเรื่องความมั่นคง ความมั่นคงก็คือเนื่องจากว่าพื้นที่ ติดกับ สปป. ลาว ปัญหาลําดับต้น ๆ ก็คือการลักลอบเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวเพราะว่า ในจังหวัดหนองคายนั้นมีด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ถือว่าเป็นด่านถาวรอยู่เพียง ๒ จุด ก็คือที่อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และอําเภอบึงกาฬ ส่วนอีกหลาย ๆ จุดระยะตลอด ริมฝั่งแนวแม่นํ้าโขง ๓๓๐ กิโลเมตรก็ไม่มีเลย มีแต่ด่านชั่วคราวซึ่งเปิดให้พี่น้องประชาชน ทํามาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาต่อมาก็คือปัญหาเรื่องยาเสพติด มีการลักลอบ ผ่านยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสู่ประเทศไทยทางแม่นํ้าโขง โดยเฉพาะช่วงนี้ ช่วงหน้าแล้งของเราปริมาณระดับนํ้าในแม่นํ้าโขงในจังหวัดหนองคายนี้ลดลงตํ่ามาก แทบจะเดินข้ามกันได้เลยนะครับ ไม่ต้องใช้พาหนะไม่ต้องใช้เรือเลย สามารถเดินข้ามไปมา ระหว่าง ๒ ประเทศได้ก็ทําให้มีการลักลอบถ่าย โดยเฉพาะยาเสพติดตามลําแม่นํ้าโขงนี้ แทบจะตลอดแนว นอกจากยาเสพติดแล้วยังมีสินค้าหนีภาษีหรือสิ่งของที่เป็ น ด้านทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าหรือพืชป่าก็จะอาศัยช่วงระยะเวลาหน้าแล้ง หรือหน้าไม่แล้งนี่แหละครับ เพราะว่าชายแดนมันยาวเหลือเกินในการที่จะลักลอบขนสินค้าผ่านมาสู่ประเทศไทย และที่สําคัญครับ การอํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน เนื่องด้วยระยะทางไกล อย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปสู่ท่านรัฐมนตรีนะครับว่าระยะทางไกลมาก การอํานวยความสะดวก การติดต่อราชการกับพี่น้องประชาชนทําให้เกิดความยากลําบาก พี่น้องประชาชนจะมาติดต่อราชการกับทางจังหวัด โดยเฉพาะอําเภอไกล ๆ ไม่ว่าจะเป็น อําเภอสังคมที่อยู่ทางด้านเหนือสุด หรืออําเภอบึงโขงหลงที่อยู่ทางด้านใต้สุด ก็ต้องใช้ ระยะเวลาเดินทางอย่างยาวนาน ด้วยรถยนต์ก็ร่วม ๆ จะ ๒-๓ ชั่วโมงในการเดินทาง เข้าสู่ตัวจังหวัด การจะติดต่อราชการต่าง ๆ ถ้าไม่ตื่นตั้งแต่ตีสาม ตีสี่ วันนั้นก็ไม่ต้อง ทําอะไรกันเลย เพราะว่าเดินทางมาถึงเวลาราชการก็แทบจะหมดเวลาแล้ว ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะการลักลอบดูดทรายตามลําแม่นํ้าโขง ดูดทราย ดูดหิน ทําให้เกิดตลิ่งพังในช่วงตลิ่งของแม่นํ้าโขงในตลอดระยะแนวของแม่นํ้าโขง นี่คือปัญหาต่าง ๆ ของจังหวัดหนองคายที่ผมนํากราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีที่มาตอบกระทู้ถามในวันนี้นะครับ ทําให้พี่น้องประชาชนที่ได้เฝ้ำตั้งตารอ เพราะว่าในปัจจุบันนี้หน่วยงานราชการในจังหวัดหนองคายแทบทุกหน่วยงานราชการ ได้ขึ้นป้ำยที่หน้าหน่วยงานของตัวเองว่าสนับสนุนการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬกันทั้งนั้น ซึ่งจังหวัดบึงกาฬก็ถือว่าเป็นอําเภอหนึ่งที่มีความห่างไกลและมีความพร้อมในการที่จะ เป็นจังหวัด มีการจัดตั้งศาลจังหวัดบึงกาฬ มีการจัดตั้งอัยการจังหวัดบึงกาฬ หน่วยงาน ราชการสาขาต่าง ๆ ก็ไปอยู่ที่อําเภอบึงกาฬแล้ว นี่คือความพร้อมของอําเภอบึงกาฬ ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ฝากถามไปยังท่านรัฐมนตรีที่มาตอบกระทู้ถาม วันนี้ในข้อแรกนะครับว่ารัฐบาลมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการจัดตั้งจังหวัดขึ้นมาใหม่ และมีวิธีปฏิบัติอย่างไร นี่เป็นคําถามในข้อที่ ๑ ครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้มาตอบกระทู้ถามของ ท่านสมาชิกจากจังหวัดหนองคาย เกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬขึ้นมาใหม่ ท่านประธานที่เคารพ จังหวัดหนองคายนั้นเป็นจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็มีลักษณะที่มีความพิเศษกว่าจังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวของจังหวัดนั้น จะเป็นแนวยาวเลียบกับแม่นํ้าโขง เป็นความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๓๓๐ กิโลเมตร จังหวัดหนองคายนั้นที่ผมบอกมีลักษณะพิเศษและมีความยาวอย่างนี้ มีพื้นที่ ๑๗ อําเภอ อําเภอจากทิศตะวันตกคืออําเภอสังคมไปจนถึงทิศตะวันออกคืออําเภอบึงโขงหลง มีระยะทางยาวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้จังหวัดหนองคายตัวศาลากลางอยู่ที่ อําเภอเมือง อําเภอต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ทั้ง ๑๖ อําเภอ ถ้าจะเดินทางมายังตัวอําเภอซึ่งเป็น จุดตั้งศาลากลาง มีระยะทางตั้งแต่ ๙๐ กว่ากิโลเมตรเป็นต้นไป จนเกือบ ๓๐๐ กิโลเมตร นี่คือลักษณะพิเศษของจังหวัดหนองคาย
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาหนึ่ง อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวก็คือ เรื่องความไม่สะดวกของประชาชน เรื่องของการที่เป็นจังหวัดติดชายแดน การอพยพ ของแรงงานต่างด้าว เรื่องของยาเสพติด
- ๓๘/
๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นจังหวัดที่ถือว่าติดชายแดนแล้วนําเข้ายาเสพติด และเรื่องของ ความมั่นคงอีกหลาย ๆ เรื่อง ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดหนองคาย เขาเห็นปัญหาว่ามันเป็นอย่างนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ก็ได้มีการร้องขอเพื่อที่จะมีการจัดตั้ง จังหวัดขึ้นใหม่ โดยใช้ชื่อว่าจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬนั้นก็เป็นจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ แล้วก็จัดตั้งอยู่ที่อําเภอบึงกาฬ แล้วก็มีพื้นที่จํานวนหนึ่ง โดยที่จะเอาพื้นที่ต่าง ๆ ของอําเภออื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงนั้นมาทําการจัดตั้งจังหวัด มีด้วยกันอยู่ทั้งหมดของจังหวัด ที่จะแยกนะครับ ๘ อําเภอครับ ประกอบไปด้วยอําเภอบึงกาฬ อําเภอเซกา อําเภอโซ่พิสัย อําเภอพรเจริญ อําเภอปากคาด อําเภอบึงโขงหลง อําเภอศรีวิไล แล้วก็อําเภอบุ่งคล้า นี่คือ ๘ อําเภอที่ประสงค์ที่จะแยกเป็นจังหวัดและตัวจังหวัดไปตั้งอยู่ที่อําเภอบึงกาฬ แต่กระบวนการแยกจังหวัดนั้นไม่ใช่ว่าเพียงแค่ประชาชนร้องขอ และหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยจะอนุญาตให้จัดตั้งจังหวัดขึ้นมาใหม่หมด มีหลักเกณฑ์ครับท่านประธานที่เคารพครับ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้นเป็นไปตาม มติ ครม. ๘ ธันวาคม ๒๕๒๔ มีหลายข้อหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณี การจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬนั้นได้เข้าหลักเกณฑ์เป็นส่วนใหญ่ เช่นจํานวนอําเภอในการจัดตั้ง ขึ้นใหม่ ตามหลักเกณฑ์นั้นจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ต้องมีอําเภอไม่น้อยกว่า ๖ อําเภอ วันนี้ อําเภอบึงกาฬนั้นมี ๘ อําเภอ และอีก ๙ อําเภอนั้นก็เป็นจังหวัดหนองคายเดิม นี่คือ หลักเกณฑ์ที่สามารถเข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องของอําเภอ ส่วนจํานวนประชากรนั้น ตามหลักเกณฑ์ต้องมีประชากรไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน จาก ๘ อําเภอที่จะจัดตั้ง เป็ นจังหวัดบึงกาฬนั้นมีประชากรประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ คนซึ่งก็เกินหลักเกณฑ์ ส่วนประเด็นของหน่วยงานราชการที่มีอยู่ในพื้นที่ที่จะจัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่ ตรงนี้ก็สําคัญ เพราะการจัดตั้งจังหวัดขึ้นมาใหม่นี้ไม่ใช่ว่าอําเภอครบแล้ว ประชากรครบแล้ว จะเพียงพอ สําคัญคือหน่วยงานราชการที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้นมีความพร้อมหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดบึงกาฬที่จะมีการขอจัดตั้งจังหวัดใหม่นั้นบริเวณอําเภอบึงกาฬนั้นถือได้ว่า เป็นอําเภอที่มีขนาดใหญ่ครับ มีพื้นที่ ๗๙๑ ตารางกิโลเมตร ประชากรเกือบ ๗๐,๐๐๐ คน ๘๐,๐๐๐ กว่าคนมีพื้นที่ ๑๒ ตําบล ๑๓๑ หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๓ แห่ง สําคัญอย่างยิ่งอําเภอบึงกาฬที่จะเป็นจุดตั้งจังหวัดนี่เขามีความพร้อมมาก ศาลจังหวัดมีครับ อัยการจังหวัด ไฟฟ้ำ ประปา โทรศัพท์ โรงพยาบาล แขวงการทาง เรือนจํา และยังมี คลังอําเภออีกด้วย สําคัญอย่างยิ่งถ้าจัดตั้งแล้วนี่จะมีปัญหาต่องบประมาณแผ่นดินหรือไม่ รัฐบาลกลางต้องสนับสนุนงบประมาณเพียงใด ประเด็นสําคัญอยู่ที่ว่าที่ตั้ง ของจังหวัดบึงกาฬนั้นมีที่ดินอยู่ประมาณเกือบ ๙๐๐ ไร่เป็นที่ดินสาธารณะที่สามารถ ตั้งศาลากลางไม่ต้องหาเงินไปซื้อที่ดินเปลืองงบประมาณแผ่นดินอีกมากมาย ฉะนั้น ด้วยความพร้อมส่วนราชการนั้นมีความพร้อม แต่สําคัญที่สุดท่านประธานที่เคารพ ประชาชนเอาด้วยไหม แม้จะมีประชาชนร้องขอจํานวนหนึ่งมิได้หมายความว่าจะต้องผ่าน หรือได้จัดตั้งเป็นจังหวัด ประชาชนส่วนใหญ่เห็นอย่างไร วันนี้ได้มีการทําการสํารวจ ความคิดของประชาชนทั้งจังหวัด ไม่ได้สํารวจเฉพาะ ๘ อําเภอที่ตั้งเป็นจังหวัดบึงกาฬ สํารวจทั้ง ๑๗ อําเภอว่าพี่น้องประชาชนเห็นอย่างไร จากการสํารวจพี่น้องประชาชนนั้น เห็นด้วย ๙๘.๘๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือประชาชนครับ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีอยู่ในพื้นที่ ๑๒๖ แห่ง ประกอบไปด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบลนั้นทั้งหมดนี้ เห็นด้วย ๙๖ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของราชการโดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการระดับอําเภอ ที่มีอยู่ทุกอําเภอในพื้นที่ได้มีการสอบถามความคิดเห็นว่าถ้ามีการจัดตั้งจังหวัดขึ้นใหม่ เป็นจังหวัดบึงกาฬเห็นอย่างไร วันนี้หัวหน้าส่วนระดับอําเภอเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนหัวหน้าส่วนระดับจังหวัดก็เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ผมเรียน ข้างต้นว่าวันนี้การจัดตั้งจังหวัดนั้นต้องเป็นไปตามมติ ครม. และหลักเกณฑ์สําคัญ ๆ นั้น ได้ผ่านเกณฑ์หมดแล้ว สําคัญครับท่านประธาน ผมต้องเรียนว่าวันนี้การจัดตั้งจังหวัดนั้น ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดบึงกาฬ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่เขาขอจัดตั้งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็ น จังหวัดแม่สอดของจังหวัดตาก จังหวัดพระนารายณ์ของจังหวัดลพบุรี จังหวัดฝาง ของจังหวัดเชียงใหม่ เหล่านี้ไม่เข้าเกณฑ์ครับ ไม่เข้าเกณฑ์ตามมติ ครม. ก็ตกไป ส่วนของ อําเภอบึงกาฬเมื่อเข้าหลักเกณฑ์เสร็จก็ผ่านกระบวนการ และวันนี้ทั้งหมดขอเรียน ท่านประธานที่เคารพว่าได้นําเข้า ครม. ขณะนี้ก็ได้มีการสอบถามหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสํานักงบประมาณ ก.พ.ร. หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เขาให้ความเห็นมา จากนั้นให้ความเห็นมาแล้วก็นําสู่คณะรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรีให้มีความเห็นชอบด้วย ก็เป็นกระบวนการของการที่จะเสนอเป็นกฎหมาย พ.ร.บ. จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬต่อไป ณ เวลานี้ได้ดําเนินการผ่านกระทรวงมหาดไทยไปแล้วครับ
เชิญท่านผู้ตั้งกระทู้ คําถามที่ ๒ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เทวฤทธิ์ นิกรเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดหนองคาย พรรคกิจสังคม จากการที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ยิ่งทําให้เห็นชัดว่าอําเภอบึงกาฬนั้นมีความพร้อม ที่จะเป็นจังหวัด ถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ทุกอย่างตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งกฎเกณฑ์ไว้ แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าการผ่านหลักเกณฑ์ การประชามติต่าง ๆ นี้มันผ่านมา เป็นเวลานานมากแล้ว จะเรียกว่าหลายปีแล้ว ผ่านมาหลายรัฐบาลแล้วด้วย ไม่ใช่เฉพาะ เพิ่งรัฐบาลนี้ แต่จังหวัดบึงกาฬก็ไม่สามารถจะจัดตั้งได้สักที ปัญหาต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไว้ ในช่วงแรกก็ยิ่งหมักหมมและทวีคูณมากขึ้น จึงอยากจะถามไปยังรัฐบาลว่าจะสามารถจัดตั้ง จังหวัดบึงกาฬได้ภายในระยะเวลาปีงบประมาณที่จะถึงนี้หรือไม่ ขอคําตอบชัด ๆ จากทาง รัฐบาลครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดหนองคายทั้งจังหวัด โดยเฉพาะทาง ๘ อําเภอที่จะรวมกันเป็นจังหวัดบึงกาฬนั้นมีความสนใจมากเหลือเกินที่อยากจะฟัง คําตอบที่ชัดเจนจากทางรัฐบาล จึงกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านไปยังท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรนี้ว่าเมื่อไรที่จะสามารถจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬได้ เป็นคําถามที่ ๒ ครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องเรียนว่าการจัดตั้งจังหวัดนั้นไม่ใช่เฉพาะจังหวัดบึงกาฬ หรือจังหวัดใด ๆ ก็ตาม กระบวนการต้องมีกฎหมายรองรับ ต้องเป็นไปตามระเบียบ ตามกติกา ซึ่งในขณะนี้ของจังหวัดบึงกาฬได้มีการร้องขอ ได้มีการดําเนินการตามวิธีการ ตามมติ ครม. และกระทรวงมหาดไทยก็สนับสนุนเห็นด้วยที่จะให้มีการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ขณะนี้ในส่วน ของกระทรวงมหาดไทยนั้นได้ส่งเรื่องทั้งหมดไปยัง ครม. เพื่อที่จะขอความเห็นชอบใน ครม. กระบวนการขณะนี้ก็ต้องมีการสอบถามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดตั้งจังหวัดนั้นมันก็จะมีผลเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณ เกี่ยวกับเรื่องของบุคลากร ที่จะเกี่ยวข้องต่าง ๆ ผมต้องเรียนว่าหลังจากมีการผ่านกระบวนการของ ครม. แล้วก็จะนําสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเป็นการออกกฎหมายคือพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลจังหวัดบึงกาฬ วันนี้กระบวนการทั้งหมดนั้นจะต้องเดินเป็นขั้นเป็นตอน หลังจากเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นคนจังหวัดหนองคาย ท่านก็สามารถที่จะเข้าสู่กระบวนการเป็นกรรมาธิการที่จะผลักดันให้กฎหมายการจัดตั้ง จังหวัดนี้ประสบความสําเร็จได้ ในส่วนของรัฐบาลนั้นขณะนี้ดําเนินการตามกระบวนการ ตามขั้นตอนแล้วก็จะผลักดันให้เป็นไปตามระเบียบวิธีการของกฎหมายเร็วที่สุดครับ
เชิญคําถามสุดท้ายครับ
ท่านประธานครับ ผม เทวฤทธิ์ นิกรเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดหนองคาย พรรคกิจสังคม สืบเนื่องจากคําตอบของท่านรัฐมนตรีในคําถามที่ ๒ ของตัวกระผมนั้นว่าขณะนี้กําลัง เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อที่จะของบประมาณในการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ก็อยากจะ กราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่างบประมาณในการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬนั้น แต่ละจังหวัดนั้น ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดบึงกาฬนะครับ แต่ละจังหวัดนั้นจะมีมากน้อยเพียงใดที่จะใช้ ในการจัดตั้งจังหวัดแต่ละจังหวัดเพื่อที่จะเป็นจังหวัดหนึ่ง ผมคิดว่างบประมาณจํานวนคง ไม่มากนัก เพราะว่าความพร้อมของจังหวัดบึงกาฬนั้น อําเภอบึงกาฬนั้นมีความพร้อม เหลือเกิน โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบมาว่าไม่ว่าจะ หน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ไปจัดตั้ง ไปเตรียมความพร้อมอยู่ที่อําเภอบึงกาฬกันหมดแล้ว ซึ่งผมก็เลยคาดว่างบประมาณในส่วนที่เพิ่มเติมนั้นคงจะมีไม่มากเท่าไร ถ้าจะเป็นของขวัญ ให้กับพี่น้องชาวจังหวัดหนองคาย หรือโดยเฉพาะพี่น้อง ๘ อําเภอที่จะจัดตั้ง เป็นจังหวัดบึงกาฬนั้น ก็อยากจะให้รัฐบาลสนับสนุนให้มีการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬขึ้นโดยเร็ว เพราะคาดว่างบประมาณที่จะใช้จ่ายในการจัดตั้งในครั้งนี้คงไม่มากเท่าไร ก็ขอถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับว่าเป็นจํานวนเม็ดเงินเท่าไร เพราะผมคิดว่า เม็ดเงินที่รัฐบาลนํามาใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านรถไฟฟ้ำหรือเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ใหญ่ ๆ ถ้าเปรียบเทียบแล้วกับเม็ดเงินจํานวนน้อยนิดที่จะมาอํานวย ความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่รอบ ๆ อําเภอบึงกาฬ จํานวน ๔๐๐,๐๐๐ คนนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นจํานวนเงินที่ไม่มากนัก ทางรัฐบาลคงจะจัดสรรงบประมาณตรงนี้ให้กับ พี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะเพื่อความมั่นคงและการอํานวยความสะดวกให้กับ พี่น้องประชาชนนี่เป็นสิ่งที่สําคัญ ก็เป็นคําถามสุดท้ายให้ทางท่านรัฐมนตรีได้ตอบให้ชัด ๆ อีกครั้งหนึ่งครับว่าใช้งบเท่าไรและสามารถที่จะทันภายในปี งบประมาณนี้หรือไม่ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคายครับ เรื่องนี้ทราบว่าพี่น้องประชาชนนั้นได้รอคอยมานาน อยากจะมี จังหวัดบึงกาฬเกิดขึ้นตั้งนานแล้ว แล้วก็มีความเห็นในการสอบถามประชาชนมาบ่อยครั้ง แต่ผมต้องเรียนนะครับว่าครั้งล่าสุดนี่ได้มีการสอบถามพี่น้องประชาชนและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพิ่งจะมีการสอบถามใหม่ล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๒ นะครับ แล้วก็การสอบถาม ทั้งหมดนั้นก็ได้ความเห็นเป็นเอกฉันท์เสียส่วนใหญ่ ทั้งประชาชน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมจึงเรียนว่าในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ของรัฐบาลนั้นสนับสนุนแนวทางที่มีความพร้อมในการที่จะให้พี่น้องประชาชนนั้น มีความสะดวกและในการแก้ปัญหาระดับพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ปัญหา ความมั่นคง หากมีจังหวัดเกิดขึ้นที่จังหวัดบึงกาฬนั้น ประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้นั้น มีแน่นอน และปัญหาการแก้ความมั่นคงต่าง ๆ มันก็จะเกิดขึ้น ผมต้องเรียนว่า เรื่องงบประมาณนั้นคงไม่ใช่เยอะหรอกครับ วันนี้ที่อําเภอบึงกาฬนั้นมีความพร้อม มีที่ว่าการอําเภอขนาดใหญ่ มีศาล มีอัยการ มีคลังอําเภอ มีสาธารณูปโภคที่มีความพร้อม ทุกอย่าง ฉะนั้นวันนี้กระบวนการสําคัญที่สุดคือเมื่อผ่านคณะรัฐมนตรีแล้วจะต้องเข้าสู่ การพิจารณาของสภาเพราะต้องออกเป็นกฎหมายครับ กระบวนการตรงนั้นเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ผมมั่นใจว่ารัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะ สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างศาลากลาง ซึ่งศาลากลางและส่วนราชการอื่น ๆ ผมเชื่อว่าไม่เกิน ๔๐๐ ล้านบาท ก็น่าจะทําให้จังหวัดบึงกาฬนั้นมีศาลากลางที่มีความพร้อม สง่างามไว้บริการพี่น้องประชาชนได้ กระบวนการทั้งหมดมันจะต้องเดินต่อตามกติกาก็คือ เมื่อผ่าน ครม. แล้วก็ต้องสู่สภาครับ จากนั้นสภาก็ต้องว่ากันอีกว่าเป็นอย่างไร กระบวนการ เรื่องงบประมาณผมเชื่อว่ารัฐบาลสามารถสนับสนุนดูแลได้ ถ้าอะไรทําแล้วเป็นประโยชน์ เป็นความสุขของประชาชนครับ
ก็จบนะครับ ท่านมีอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ผม เทวฤทธิ์ นิกรเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดหนองคาย พรรคกิจสังคม ก็ต้อง ถือว่าใช้งบประมาณไม่เยอะจริง ๆ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าจะสามารถกระทําได้โดยเร็ว ก็ต้อง ขอขอบพระคุณทางรัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยที่มีความจริงใจในการที่จะจัดตั้ง จังหวัดบึงกาฬ ผมมั่นใจว่าถ้าผ่านขั้นตอนของคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติแล้ว ถ้านําเข้ามาสู่ สภาผู้แทนราษฎรเมื่อไร ผมคิดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ก็คงจะไม่มีใคร คัดค้าน คงจะมีแต่คนสนับสนุน เพราะว่าการแยกจังหวัดบึงกาฬนั้น จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬนั้น ไม่ใช่เป็นการแยกอํานาจอะไร แต่เป็นการที่เป็นเมืองคู่ขนานกับจังหวัดหนองคาย เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจทําให้เศรษฐกิจทั้งจังหวัดหนองคายและจังหวัดบึงกาฬนั้น ยิ่งดีขึ้นไป ตรงนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด ขอให้ผ่าน ครม. มาไว ๆ ก็แล้วกันครับท่านประธาน รับรองว่าสภาแห่งนี้พร้อมที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬอย่างแน่นอน ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ จบการพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถามแล้ว ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุม จํานวน ๓๖๒ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุม ต่อไป ก่อนเข้าระเบียบวาระการประชุมก็ขอต้อนรับยุวชนประชาธิปัตย์ จํานวน ๔๐ ท่าน ที่ได้เข้าเยี่ยมชมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ สภาผู้แทนราษฎรก็พิจารณา ระเบียบวาระกระทู้ถามจบไป ต่อจากนี้ก็จะเข้าระเบียบวาระการประชุมปกติ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
๒.๑ รับทราบเรื่องวุฒิสภาได้ลงมติให้ขยายเวลาการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติออกไปเป็ นกรณีพิเศษ ตามมาตรา ๑๔๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย
ด้วยประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๓ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ ในวันอังคารที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมได้ลงมติ ให้ขยายเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ จํานวน ๒ ฉบับ ดังนี้
๑. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษ สายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ในท้องที่เขตบางเขน เขตสายไหม และเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ....
๒. ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ....
จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
๒.๒ รับทราบเรื่องการเปลี่ยนแปลงชื่อ ชื่อย่อ ภาพเครื่องหมาย นโยบาย และข้อบังคับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
ด้วยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีหนังสือแจ้งว่า พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงชื่อ ชื่อย่อ ภาพเครื่องหมาย นโยบาย และข้อบังคับพรรคเพื่อให้ นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐
นายทะเบียนพรรคการเมืองด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ การเลือกตั้งได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๔๓/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ ได้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเปลี่ยนชื่อเป็นพรรครวมชาติพัฒนา มีชื่อย่อ ภาษาไทยว่า รช. และส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา ๔๑ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พุทธศักราช ๒๕๕๐ แล้ว ขอแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๓ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ซึ่งได้วางให้ท่านสมาชิกได้ตรวจแล้ว ก่อนที่จะเสนอให้สภารับรอง มีท่านสมาชิกท่านใดติดใจที่จะแก้ไขเพิ่มเติมไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือขอแก้ไขก็ถือว่าที่ประชุมได้รับรองรายงานการประชุม ครั้งดังกล่าวแล้วนะครับ
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๑ รายงานผลการศึกษาปัญหาบังคับใช้เพื่อการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเสร็จแล้ว
โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมคราวที่แล้ว จากการประชุม คราวที่แล้วประธานในที่ประชุมได้ดําเนินการประชุมโดยเสนอให้ที่ประชุมเพื่อลงมติว่า จะเห็นชอบด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยก่อนจะมีการลงมติในญัตติ ดังกล่าวประธานได้ขอตรวจสอบองค์ประชุม ปรากฏว่าไม่ครบองค์ประชุม ดังนั้นในวันนี้ ผมขอดําเนินการต่อเพื่อจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ ก็ต้องขอถามมติที่ประชุม ก่อนถามมติที่ประชุมก็จะขอตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะ ลงมติว่าท่านจะเห็นชอบกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาปัญหา การบังคับใช้รัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมติครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตน
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านที่อยู่นอกห้องประชุมเชิญเข้าห้องประชุมครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ เนื่องจากรายงานผลการศึกษาปัญหาการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญเพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเสร็จแล้ว คณะกรรมาธิการได้มีข้อสังเกต ฉะนั้นตามข้อบังคับการประชุม จําเป็นต้องลงมติว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นชอบตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ ฉะนั้นเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณากดปุ่มแสดงตนครับ ก็ให้เวลาเพื่อนสมาชิกนะครับ หลายท่านประชุมอยู่ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ตึกวุฒิสภา คงต้องใช้เวลา เดินทางหน่อย ประธานก็ได้ส่งสัญญาณแจ้งไปแล้วว่าจะมีการลงมติ สมาชิกหลายท่าน ก็กําลังขอรับบัตร ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณาแสดงตนนะครับ เรื่องนี้ก็ค้างมานานนะครับ การประชุมหลายครั้งจะลงมติข้อสังเกตเรื่องนี้รู้สึกก็มีปัญหา วันนี้ไม่น่าจะมีปัญหานะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมแสดงตนก่อนลงมติครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบแสดงตนนะครับ เชิญครับ ก็อยาก ขอความกรุณาท่านสมาชิกนะครับ ท่านลงมติเรื่องนี้แล้วถ้าไม่จําเป็นก็อย่าเพิ่งกลับไป ประชุม เดี๋ยวจะต้องวิ่งกลับไปกลับมาอีก อาจจะต้องมีเรื่องต้องลงมติกันอีกนะครับ ท่านสุทัศน์มีอะไรครับ
ท่านประธาน บัตรผมมีปัญหา ผมอยู่ในห้องประชุมครับ
แสดงตนครบทุกท่านหรือยังครับ ท่านสมาชิกแสดงตนครบแล้วนะครับ ก็กรุณานะครับ คือประธานก็พยายามกดออดไปที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการแล้วนะครับ ขอเชิญ ท่านเข้าห้องประชุมเพื่อแสดงตนก่อนลงมติครับ เชิญท่านที่เพิ่งเข้ามา เชิญครับ คือท่านสมาชิกครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณารายงานผลการศึกษาปัญหา การบังคับใช้และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้นําเสนอรายงานในการประชุมเมื่อครั้งก่อนแล้วนะครับ และที่ประชุมก็ได้อภิปรายกัน จนกระทั่งการอภิปรายได้ยุติลง เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีข้อสังเกต ในรายงานดังกล่าว ตามข้อบังคับเราก็จําเป็นจะต้องลงมติ ฉะนั้นก่อนลงมติเราก็จะมี การตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ พร้อมแล้วนะครับ ท่านที่เพิ่งเข้ามากรุณาแสดงตน ตรวจสอบองค์ประชุมครับ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่น่าจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการ ในวันประชุมสภา เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็ติดพันอยู่ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ขณะนี้ได้แสดงผลจํานวนผู้เข้าประชุม ๒๓๖ ท่าน ท่านสุทัศน์มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้ แจ้งว่าผมอยู่ในห้องประชุม บัตรมีปัญหา ไม่ทราบท่านนับผมหรือยังครับ
ถ้าบัตรท่านมีปัญหา ขณะนี้มี ๒๓๖ ท่าน ก็เป็น ๒๓๗ ท่าน
ผม วัชรพงศ์ เลขที่ ๒๘๗ ครับ บัตรเพิ่งมีครับ
ก็เป็ น ๒๓๘ ท่าน ครบองค์ประชุมพอดีนะครับ เจ้าหน้าที่ครับ กรณีบัตรมีปัญหา ช่วยตรวจสอบหน่อยครับ ไม่อยากให้มันเป็นปัญหาแบบนี้บ่อย ๆ นะครับ ก็ถือว่า ครบองค์ประชุม
ต่อไปนี้ผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใด งดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติ ครบทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการลงมติ ขอทราบผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๗๖ ท่าน เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ๒๕๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๒ ท่าน ก็เป็นอันว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ เสียงข้างมากเห็นชอบกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาผลการศึกษา ปัญหาการบังคับใช้เพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เราจะได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาต่อไปครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเลื่อนระเบียบวาระการประชุมครับ เรื่องอื่น ๆ นะครับ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องอื่น ๆ ที่ ๗ เรื่องคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาวิกฤตการณ์ระดับนํ้าในแม่นํ้าโขงลดตํ่าลง โดยมีการขอขยายระยะเวลา ในการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไป ๖๐ วัน นับแต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องด่วนที่ ๑ ขึ้นมาพิจารณา ก็คือพิจารณา ให้ความเห็นชอบรายชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ขอผู้รับรองด้วยครับ
ก็มีท่านสมาชิกขอเสนอเลื่อนระเบียบวาระการประชุมนะครับ ก็ขอเลื่อนระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาวิกฤตการณ์ระดับนํ้าในแม่นํ้าโขง ลดตํ่าลง ขอขยายเวลาในการพิจารณาศึกษา และได้ขอเลื่อนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องด่วนที่ ๑ เป็นเรื่องให้ความเห็นชอบผู้ทรงคุณวุฒิใน ปปง. ขึ้นมาพิจารณาต่อจากเรื่อง ในระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ท่านสมาชิกท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมเห็นสมควรให้เลื่อนตามที่มีผู้เสนอนะครับ ผมก็ขอดําเนินการ ต่อนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ
คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาวิกฤตการณ์ระดับนํ้า ในแม่นํ้าโขงลดตํ่าลง ขอขยายเวลาในการพิจารณาศึกษา
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาวิกฤตการณ์ ระดับนํ้าในแม่นํ้าโขงลดตํ่าลง ได้มีหนังสือขอขยายเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๖๐ วัน นับแต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เนื่องจากข้อมูลที่จะต้องพิจารณาศึกษา ในเรื่องดังกล่าวยังมีจํานวนมากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในการแก้ปัญหาดังกล่าว ท่านสมาชิกท่านใดจะ อภิปรายแสดงความคิดเห็นอะไรไหมครับ หรือท่านประธานคณะกรรมาธิการจะมีอะไรให้ เหตุผลประกอบไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา วิกฤตการณ์ระดับนํ้าในแม่นํ้าโขงลดตํ่าลงที่ขอขยายระยะเวลาการศึกษามาอีก ๖๐ วัน ก็ขยายได้ตามที่ขอ ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ สผ ๒๕/๒๕๕๓ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๔๕/๑ (ลับ)
ต่อไปเป็นเรื่องที่ขอเลื่อนขึ้นมาพิจารณา คือเรื่องพิจารณาให้ความเห็นชอบ รายชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ป้ องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระ เรื่องด่วน เรื่องที่ ๑
ด้วยสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรี ได้ปรึกษาเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ลงมติให้เสนอรายชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับ การแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้ องกันและปรามปราม การฟอกเงิน และได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติป้ องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๑ จํานวน ๙ คน ดังนี้ ๑. รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ๒. นายถาวร พานิชพันธ์ ๓. ศาสตราจารย์ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ๔. นายบัญชา เสือวรรณศรี ๕. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ๖. พลตํารวจเอก สมชาย ประภัสภักดี ๗. รองศาสตราจารย์จารุพร ไวยนันท์ ๘. นายวินัย ดํารงค์มงคลกุล และ ๙. นายมนัส สุขสวัสดิ์ สผ ๒๕/๒๕๕๓ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๔๕/๓ (ลับ)
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีได้แถลงเหตุผลครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ก่อนที่จะได้ ดําเนินการเรื่องนี้ผมขออนุญาตท่านประธานให้ทางท่านรักษาการเลขาธิการ ปปง. เข้ามาช่วยร่วมประชุมนะครับ เพราะว่าในรายละเอียดขั้นตอนทางตัวผมเองไม่ได้เข้าไป ยุ่งเกี่ยว เผื่อมีประเด็นคําถามที่ท่านสมาชิกถามแล้วอาจจะต้องตอบในบางประการ ขออนุญาตที่จะให้ท่านรักษาการ
ประธานอนุญาตครับ เชิญท่านรองเลขาธิการ ปปง. ครับ
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานที่เคารพ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่ได้ อยู่ในนี้ ซึ่งอาจจะต้องมีการอภิปราย ผมขออนุญาตประชุมเป็นการลับครับ
เป็นเอกสิทธิ์นะครับ ท่านรัฐมนตรีขอประชุมลับ
ต่อไปนี้จะเป็ นการประชุมลับ เชิญเจ้าหน้าที่และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ออกนอกห้องประชุมนะครับ