สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แถลงปัญหาเกี่ยวกับยศทหารและตํารวจที่ปฏิบัติงานร่วมกัน และขอความช่วยเหลือจากกระทรวงกลาโหมในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเสียเปรียบในยศระหว่างทหารรับใช้ชาติและตำรวจ

ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดราชบุรี ผมขออนุญาตขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ซึ่งกล่าวได้ว่าท่านเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่มาตอบกระทู้ถามของผม ซึ่งยื่นไปมากกว่า ๑๕ ฉบับยังไม่เคยได้รับการตอบรับจากรัฐมนตรีท่านใด เพราะฉะนั้น เมื่อท่านมาตอบกระทู้ถามผมในวันนี้ต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ สืบเนื่องจากการมีโอกาสลงพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดราชบุรีของผม ซึ่งมีหน่วยทหารไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของกรมการทหารช่าง จังหวัดทหารบก หน่วยบัญชาการ กองพันทหารพัฒนา และนอกจากนั้นยังมีการสนธิกําลังจากกองพลทหารราบที่ ๙ ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลแนวตะเข็บชายแดน ของจังหวัดราชบุรีในด้านของอําเภอสวนผึ้ง อําเภอบ้านคาที่ติดกับพื้นที่ของประเทศ สหภาพพม่าหรือเมียนมาร์ ผมได้มีโอกาสพบเห็นข้าราชการทหาร ที่มาปฏิบัติหน้าที่ ในท้องที่จังหวัดราชบุรีอยู่เป็นประจําก็ได้เห็นความลักลั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตําแหน่ง ผู้บังคับกองร้อยของทหารนั้นมีชั้นยศเพียงแค่ร้อยเอก ในขณะที่เทียบเคียงกับตํารวจ ตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยของตํารวจตระเวนชายแดนก็เทียบเท่ากับตําแหน่งสารวัตร ของสถานีตํารวจภูธรหรือหน่วยงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติอื่น ๆ ผู้ที่ครองตําแหน่ง สารวัตรก็ดี ผู้ที่ครองตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยของตํารวจตระเวนชายแดนก็ดี จะสามารถ ครองยศตั้งแต่ร้อยตํารวจเอกไปถึงพันตํารวจโท ดังนั้นยามใดก็ตามที่มีการสนธิกําลังกัน ระหว่างข้าราชการตํารวจและข้าราชการทหารในการปฏิบัติภารกิจ การที่นําตําแหน่ง ระดับผู้บังคับกองร้อยไปทํางานร่วมกันทําให้เกิดความลักลั่น ทหารต้องไปอยู่ภายใต้ การสั่งการของตํารวจ ซึ่งผมมีความรู้สึกว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง น่าจะมีการหาทางแก้ไข ให้ตําแหน่งผู้บังคับกองร้อยสามารถครองยศได้ตั้งแต่ร้อยเอกจนถึงพันโทหรือพันตรี ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อไปนิดหนึ่งว่าในเรื่องของทหารนี้ ผมมีความสนใจเป็นพิเศษ ในระหว่างที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาระหว่างช่วงปี ๒๕๔๓ นั้น ผมได้มีโอกาสไปประชุมร่วมในกรณีจังหวัดจัดการตั้งกองอํานวยการรักษาความปลอดภัย ถวายราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เวลาเสด็จไปพื้นที่ จังหวัดราชบุรีนั้นมีพื้นที่รับผิดชอบไปถึง จังหวัดสมุทรสงคราม ก็ได้เคยไปพบเห็นหัวหน้าส่วนราชการที่ไปประชุม ผู้บังคับการ จังหวัดทหารบกมีชั้นยศพันเอก (พิเศษ) ไปประชุมร่วมกับผู้บังคับการตํารวจ ยกตัวอย่าง จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดเล็ก ๆ มีเพียง ๓ อําเภอคือ อําเภอเมือง อําเภออัมพวา อําเภอบางคนที ผู้บังคับการจังหวัดสมุทรสงครามของฝ่ายตํารวจนี้มีชั้นยศพลตํารวจตรี เอาพันเอกไปนั่งประชุมกับนายพลก็เกิดความลักลั่นอีก ในการแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมนั้นทหารมักจะนั่งนิ่ง แต่เสร็จแล้วเมื่อภารกิจต่าง ๆ ลงตัวก็จะมอบหมาย ให้ทหารเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ผมจึงได้ทําหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสมัยนั้นขอให้ปรับตําแหน่งผู้บังคับการจังหวัดทหารบกทั่วประเทศที่ยังเหลืออยู่ ไม่กี่จังหวัดที่ครองยศพันเอกซึ่งก็ได้ไปส่วนหนึ่งจนกระทั่งมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๐ ผมยังพบเห็นว่ามีบางจังหวัดที่ผู้บังคับการจังหวัดทหารบก ก็ยังคงครองยศพันเอก (พิเศษ) จึงได้ทําหนังสือถึงรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ถึงกระทรวงกลาโหม อีกครั้งหนึ่ง และตรงนี้ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งท่านได้ปรับตําแหน่ง ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกทั่วประเทศที่เหลืออยู่ ในอัตราพันเอก (พิเศษ) นั้นให้เป็นพลตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีหน่วยทหารและมีนายทหารระดับชั้นนายพลจํานวนมาก ก็ได้แก้ไขเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว

ในวันนี้ก็มาถึงนายทหารชั้นผู้น้อย ระดับผู้บังคับกองร้อยที่กระผม ได้กราบเรียนไปว่ามีชั้นยศยังลักลั่นกัน ยามที่ต้องสนธิกําลังในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน กับตํารวจนั้นก็เกิดการเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสั่งการ ในการบังคับบัญชาอะไรต่ออะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตเรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ข้อ ๑ กระทรวงกลาโหมทราบปัญหาอย่างนี้ที่กระผมได้กราบเรียนมาแล้ว ในภาวะปกติกระทรวงกลาโหมได้ทราบกรณีเช่นนี้หรือไม่ และถ้าทราบแล้วจะได้มีทาง ที่จะขจัดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานอันเนื่องมาจากกรณีดังกล่าวได้หรือไม่

ข้อ ๒ กระทรวงกลาโหมจะดําเนินการแก้ไขปรับปรุงการครองยศ ของข้าราชการทหารระดับล่างในทุกระดับให้มีความเสมอกันได้หรือไม่ ขอขอบคุณครับ