สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ เสนอแนวทางเพิ่มความสำคัญของเกษตร โดยให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถเรียนเกษตรได้ฟรี 15 ปี พร้อมที่พักฝึกปฏิบัติและรายได้ระหว่างเรียน และจัดงานแลกเปลี่ยนความรู้กับองค์กรเกษตรกรในอนาคต แห่งประเทศไทย

นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จากคําถามของอาจารย์ประกอบ ดิฉันเองก็ต้องขอขอบคุณอีกรอบหนึ่งที่พยายามมุ่งเน้นในเรื่องของการเรียนสายอาชีพ โดยเฉพาะการเกษตร ตรงกับที่ใจดิฉันคิดเลย ตลอดปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา กลุ่มอาชีพที่ดิฉัน ไปพบปะมากที่สุดทั้งนักเรียน นักศึกษา และผู้บริหาร ก็คือกลุ่มเกษตร โดยเฉพาะ อกท. ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภูมิภาค ในเรื่องของจังหวัด ดิฉันเองลงไปในจุดรายละเอียด แล้วก็ไปร่วมงานทุกครั้ง และไปให้ข้อคิดไปเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง เป็นคําถามเดียวกับ ที่ท่านอาจารย์ประกอบบอกเลยว่าเกษตรเป็นปัจจัยหลักของประเทศ ทําไมถึงเรียนเกษตร น้อยลงทุกปีทั้งที่เรามีวิทยาลัย ๔๗ แห่งทั่วประเทศ อย่างที่อาจารย์บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้ว พื้นที่ต่อ ๑ วิทยาลัย เรามีถึง ๑,๐๐๐ ไร่ขึ้นไป บางวิทยาลัยที่ดิฉันไปเยี่ยม วิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีเพชรบุรีซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปลูกสับปะรดเป็นหลัก และเราส่งออก สับปะรดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลย แล้วก็มีพื้นที่ถึง ๖,๐๐๐ ไร่ แต่ทําไมวิทยาลัยไม่ให้ ความสนใจ กลับไปมีในเรื่องของกล้วยไม้บ้างเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้เด่น แล้วแต่ละวิทยาลัย ทั่วประเทศ ๔๗ แห่ง ทุกคนมีเรียนเหมือนกันหมดโดยที่ไม่มีความเด่นที่จะให้ผู้เรียนรู้สึกว่า ถ้าต้องการเรียนเกษตรด้านใดควรจะไปวิทยาลัยใดที่มีความเชี่ยวชาญ ดิฉันก็เลยพยายาม ที่จะประชุมกับผู้บริหาร ผู้อํานวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ แล้วพูดคุยกับ ผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร ไม่ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว หรือกระทรวง พาณิชย์ต่างว่าตัวเลขจริง ๆ ของการเกษตรสูงมาก ทั้งส่งออก ทั้งบริโภคในประเทศ ตัวเลขของแรงงานสูงถึง ๑๔ ล้านคน ทําไมการเรียนการสอนขนาดรัฐบาลในปี ๒๕๕๒ ให้ค่าเรียนต่อหัวถึงหัวละ ๙,๕๐๐ บาทถึงเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปีการศึกษาแต่ผู้เรียน กลับไม่ได้ตามเป้ำหมาย แต่อุตสาหกรรมฮอสพิทอลลิตี้ เซอร์วิส หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ กลับแย่งกันเข้ามาเรียนและมีความเด่นพอสมควร และช่างอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เราก็เลย กลับมามองว่าเนื่องจากผู้บริหารแต่ละรุ่นของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาจากสายเทคนิค สายช่าง ไม่เคยมาจากสายเกษตร เคยมีสายเกษตรในสมัยอดีตเลขาธิการ ท่านวีระศักดิ์ และท่านก็ทําโตขึ้นมาแล้วก็ดรอป (Drop) ไปอีก เนื่องจากว่าเราพยายาม ที่จะให้คนเข้ามาเรียนเกษตร แต่การสนับสนุนอาจจะน้อยไป แต่วันนี้รัฐบาลนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เรามีการสนับสนุนการจะเรียนสายอาชีพโดยเฉพาะเกษตร อย่างเห็นเด่นชัด แต่ก็ยังเจอจุดอ่อนว่าในทัศนคติของผู้เรียนแล้วเขาไม่ได้คํานึงว่าเกษตร ถ้าจะมองว่าเกษตรเป็นสิ่งรอบตัว ไม่จําเป็นต้องเรียนรู้ ไม่จําเป็นที่ต้องเสริมทักษะ นี่คือ สิ่งที่เราต้องทําให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเราเด่นขึ้นมาว่าทําอย่างไรให้เกษตรกร หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะร่วมมือกับเราเห็นความสําคัญของการทําเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้แบบยั่งยืนและมั่นคง เพราะเกษตรกรอาจจะเป็นหนี้สินเยอะมาก พอไปยึด อาชีพเกษตรก็ทําให้ลูกหลานไม่มายึดอาชีพ ทําอย่างไรให้ลูกหลานและเกษตรกรรุ่นใหม่ เกิดขึ้น เรามาดูโครงสร้างทั้งหมดอย่างที่ท่านบอกว่าการจัดตั้งสถาบันปีที่แล้วมีการที่ พยายามต่อสู้ ดิฉันเองจะให้ข้อมูลไปสู่สาธารณชนกับนักเรียน นักศึกษาเกษตรมาตลอด ๑ ปี ให้ความหวัง แต่การทํางานร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาหรือบอร์ด อาชีวะอาจจะสวนทางกันนิดหน่อย เราพยายามมุ่งเน้นที่จะตั้งสถาบันเป็นเฉพาะทาง ความเข้าใจเกิดขึ้นว่าต้องการเป็นพื้นที่ เนื่องจากว่าอย่างที่ท่านบอกว่าภาคเหนือ เป็นพื้นที่เกษตรผลไม้หรือเป็นพืชภาคเหนือ ภาคใต้เป็นยางพาราพืชภาคใต้ ดิฉันเคยคิดว่า เราอาจจะแบ่งเป็นแอเรีย (Area) ก็ได้ แต่วันนี้เรามาดูว่าถ้าเป็นยางพาราแล้วผลผลิต ภาคใต้เป็นหลัก ขณะเดียวกันภาคอีสานก็ปลูกมากขึ้น แล้วผลผลิตกําลังออกมาแล้วสูงด้วย ผลเอาออกมาเราเห็นตัวเลขที่สุ่มเก็บมาแล้วนํ้ายางที่ได้จากภาคอีสานสูงพอ ๆ กับภาคใต้ และคุณภาพอาจจะดีกว่า นี่คือสิ่งที่จะต้องวิจัยและดําเนินการมากขึ้น ดังนั้นเราคิดว่า การจํากัดแอเรียอาจจะไม่ใช่เหตุ แต่การตั้งสถาบันการเรียนและพัฒนาเรื่องการปลูกยาง หรือผลิตยาง หรือพัฒนาบุคลากร และให้โอกาสเกษตรกรควรจะเป็นสถาบันเฉพาะทาง เรื่องของยางพารา แต่เรามาดูปริมาณการผลิต แล้วพื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ของเราที่จะทดลองว่าในจังหวัดไหนที่เรามีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมากเราก็ไปตั้ง สถาบันในแอเรียตรงนั้น และพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้กําหนดแล้วว่า การที่จะทําการเรียนการสอนในสายอาชีพต่อไปนี้แล้วต้องเน้นปฏิบัติ เน้นทวิภาคีมากขึ้น เราต้องไปดูด้วยว่าสถานประกอบการ หรือการผลิต หรือแปรรูป หรือการที่จะพัฒนารับซื้อ เกิดขึ้นนั้น และต้องการบุคลากรเราเข้าไปและให้ความสนใจมากขึ้นอยู่ในภูมิภาคไหน เราให้ตรงนั้นเป็นหลักมากกว่า เหมือนกันโลจิสติกส์เอง ภาคเหนือตอนล่างก็สําคัญ ภาคตะวันออกก็สําคัญ มีทั้งทางบก ทางอากาศ ทางนํ้าที่เป็นการส่งออกสูง เราก็ต้องมองว่า โลจิสติกส์ที่แท้จริงควรจะอยู่ภาคไหน แต่เราไม่ได้หมายความว่าพอไปอยู่ภาคตะวันออกแล้ว ภาคอื่นไม่สามารถเป็นโลจิสติกส์ได้ ดังนั้นเราจะไม่กําหนดพื้นที่ เรากําหนดสิ่งที่ศักยภาพ ทั่วประเทศมี เราเอาเซนเตอร์ที่จะทําให้เกิดการร่วมมือการพัฒนา แล้วเราก็จับมือกันทั่วประเทศ จังหวัดไหนเป็นโลจิสติกส์ที่สําคัญเช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ดิฉันมองโดยภาพรวม ดังนั้นดิฉันเอง เพิ่งได้มีการประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมากับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการ และผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ว่าโดยเฉพาะภาคเอกชนเราจะไม่มองในวิสัยทัศน์ของภาครัฐบาล ของเราเอง หรือตัวเลขรัฐบาล เราพยายามมองจากภาคเอกชนด้วยว่าจริง ๆ แล้ววิถีทาง ที่นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ การปฏิรูปการศึกษาเรามาถูกทางไหม เราเน้นการส่งออก การผลิตในประเทศ การมีรายได้ที่แน่นอนและมีการร่วมมือที่แท้จริง เราเน้นเป็นเฉพาะทาง เราสมควรที่จะทําตรงนั้นไหม ถ้าเราเน้นเฉพาะทาง แล้วเราคัฟเวอร์ (Cover) ไปทั่วประเทศ แล้วหาความร่วมมือที่ชัดเจนเราควรจะทําอย่างไร นี่คือสิ่งที่ดิฉันเองและอาชีวศึกษา เราจับมือกัน ในฐานะกระทรวงศึกษาธิการว่าเราจะออกนโยบายวันนี้ ณ เวลานี้เป็นหัวใจ สําคัญในการพัฒนาในสายอาชีพ เนื่องจากภาพพจน์ในการศึกษาอาชีพใน ๕ ปีที่ผ่านมา ตกลงตลอดเวลา โดยเฉพาะเกษตรที่เรามีพื้นที่มากกว่า ๑,๐๐๐ ไร่ต่อ ๑ วิทยาลัย บางวิทยาลัยมีถึง ๖,๐๐๐ ไร่ บางวิทยาลัยมีถึง ๕,๐๐๐ ไร่ แต่เราไม่ได้ใช้ทรัพยากรของเรา ได้คุ้มเลย ในคําถามที่อาจารย์ประกอบได้ถามมาในเรื่องของงบประมาณก็เช่นกัน ในเรื่อง ทัศนคติของผู้บริหารในสายอาชีพแล้วเรามีปัญหางบประมาณที่เกิดขึ้นว่าวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีได้น้อยสุดดิฉันยอมรับ ทําไมทั้งที่ดิฉันให้นโยบาย ตอนเขียนงบประมาณ ปี ๒๕๕๒ เอสพี ๒ เกิดขึ้น พอมาเห็นปุ๊ บ พอมีปัญหาเรื่องของเกษตรน้อยลงยังมีปัญหา เกษตรไม่ลงตัวกันอีก มีการร้องเรียนมากที่สุดคือกลุ่มเกษตร โดยเฉพาะครุภัณฑ์ที่เกษตร ได้รับ มีการร้องเรียนถึงขนาดมีกลุ่มเข้ามายื่นหนังสือกันเกิดขึ้น มีกลุ่มเข้ามาแอนตี้ (Anti) ไม่รับเกิดขึ้น และทําให้มีการตั้งดิฉันในฐานะรัฐมนตรี มีการร้องเรียนการทุจริต มีการร้องเรียน เรื่องของความไม่ต้องการในสิ่งที่ให้ แล้วก็ไม่กระจายทั่วถึง ดิฉันเองก็ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาสอบสวนตรงนี้ และระยะเวลาในการสอบสวนก็มีการรายงานไปถึง ครม. ถึงสํานัก งบประมาณ นายกรัฐมนตรีและในเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาคือ ท่านเลขาธิการ รวมไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ ทุกคนทราบหมดว่ากระบวนการของการสอบ มาเห็นถึงการทําครุภัณฑ์ และพยายามที่จะให้ปรับเปลี่ยนครุภัณฑ์ของเกษตรให้ตาม วัตถุประสงค์การเรียนการสอนของเกษตรให้มากที่สุดจากที่ร้องเรียนมา ผลสุดท้าย การดําเนินงานก็ไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์ก็ทําให้งบประมาณของเกษตรตกไป แต่ดิฉันเอง ในฐานะรัฐมนตรีดูแลกํากับก็พยายาม เรามีการตั้งคณะกรรมการได้ทํางานของวิชา การเรียนการสอนสายเกษตรอยู่ ในคณะกรรมการนี้เราเพิ่งตั้งเมื่อเดือนมีนาคม จํานวนสมาชิกประมาณ ๑๓ ท่าน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารในสายเกษตรเข้ามาที่จะจับมือกัน เราพยายามที่จะพัฒนาการเรียน การสอนในสายเกษตรให้ตรงวัตถุประสงค์ นี่คือเราพยายามมองว่าปัญหาเกิดตรงไหน แล้วเอาคนและผู้บริหารที่มีองค์ความรู้เกษตรมาจับกลุ่มกันตั้งเป็นคณะกรรมการที่จะ พัฒนาการเรียนการสอนในสายเกษตร แล้วก็มาดูว่าเราต้องการอะไร ทิศทางนโยบายเรา ไปถูกต้องไหม และงบประมาณที่เกิดขึ้น วันนี้เราก็ได้งบประมาณ ปี ๒๕๕๔ ออกมามากขึ้น ในการลงทุน ดิฉันเองก็ให้นโยบายลงไปหนักขึ้นกว่าเดิมในการเขียนนโยบาย ปี ๒๕๕๔ ว่า เกษตรถือว่าเป็นหัวใจสําคัญ ขอให้มองเขาเป็นหลัก นี่คือสิ่งที่ดิฉันให้นโยบายไปกับ สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพียงแต่ว่าการปฏิบัติเองเราก็ต้องลงไปดูอีกทีหนึ่งว่า ปฏิบัติตามนโยบายหรือไม่ ถ้าไม่ได้เราก็ต้องลงไปดูว่าควรจะแก้ไขกันอย่างไร นี่คือหน้าที่ ของรัฐมนตรีที่จะต้องทํา

ในส่วนที่ท่านถามว่าการที่จะหาเด็กมาเรียนเกษตร เยาวชนรุ่นใหม่จะสามารถ มีอาชีพอิสระหรือไม่ อย่างที่ดิฉันเรียนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเด็กเกษตรกรรุ่นใหม่เรามีสถานที่ เรียนเกษตรทั่วประเทศ ๔๘ แห่ง ตามนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี สามารถที่จะไม่เสียค่าเรียน อะไรเลย มีที่พักให้ มีสถานที่ที่จะให้ปฏิบัติการฝีมือตัวเองได้ แล้วก็มีรายได้ระหว่างเรียน ถ้าออกไปแล้วเรามีการจับทวิภาคีกับสถานประกอบการ เรามีการที่จะจับกับในหน่วยงาน ของรัฐบาลและท้องถิ่นที่จะส่งเกษตรกรรุ่นใหม่ออกไปพัฒนาในท้องถิ่นของตัวเอง พร้อมทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ให้ที่ที่เป็นที่เปล่า ๕ ไร่ ที่จะให้ไปจับกลุ่มกันในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละจังหวัด จะไปผลิตทางด้านเกษตร ไม่ว่าจะเป็นส่งออกหรือเลี้ยงชีพตัวเองอย่างพอเพียง ก็ได้ เราไม่จํากัดว่าท่านจะทําอย่างไร แต่พื้นฐานคือต้องเป็นเกษตรพอเพียงที่เลี้ยงชีพ ตัวเองได้ด้วย และทํารายได้ให้ตัวเอง ถ้าตัวเองมีโครงการที่จะทําสินค้าเกษตรเพื่อส่งออก จับกลุ่มกันมา เราเองจับกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อที่จะให้ งบประมาณเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะได้เงินทุนในการที่จะไปประกอบอาชีพอย่างมั่นคงและถาวร เกิดขึ้นและมีที่ทํากิน แล้วสามารถที่จะเอาความรู้ตัวเองไปพัฒนาท้องถิ่น ไปถ่ายทอดถึง รุ่นพ่อแม่ตัวเองที่เป็นเกษตรกรด้วย แล้วตัวเองก็จะกลับมา ส่วนใหญ่นักเรียนเกษตรเอง ไม่ได้ไปไหนค่ะ เขากลับมาให้องค์ความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ของตัวเอง ๔๗ แห่งทั่วประเทศ เด็กนักเรียนเกษตรรุ่นเก่ารุ่นที่ออกไปแล้วมาช่วยกันพัฒนา มาแลกเปลี่ยนความรู้ แล้วก็ยังมีองค์กรที่ท่านบอกก็คือองค์การเกษตรกรในอนาคต แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อกท.) ที่เรามีประชุมและมีการจัดงานที่ประสบความสําเร็จไปแล้ว เรามีการประชุมในส่วนของ พื้นที่ในภูมิภาคแล้วก็ในระดับประเทศอยู่ตลอดเวลา แล้วก็แลกเปลี่ยนความรู้กันตลอดเวลา ซึ่งองค์กรนี้ ดิฉันในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการในการกํากับสํานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาแล้ว เรามีหลายองค์กรเกิดขึ้นในการเรียนสายอาชีพ แต่นี่เป็นองค์กร ที่ดิฉันเห็นเลยว่าเป็นองค์กรที่เข้มแข็งที่สุด และมีการพัฒนามากที่สุดแล้วเขาก็รัก และแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ดี นี่คือสิ่งที่ดิฉันเองก็ให้การสนับสนุนตลอดเวลาอยู่แล้ว ขอบคุณค่ะ