สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ กล่าวถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปีของกระทรวงศึกษาธิการ และเสนอแนะนโยบายการศึกษาเกษตร เพื่อพัฒนาการเกษตรให้เข้มแข็ง โดยสร้างและพัฒนาคุณภาพของเกษตรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการการผลิต และการบริหารองค์เกษตรกร

นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ขอตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิก ท่านอาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากที่ท่านได้กล่าวมาในคําถามแรก ดิฉันเองก็ได้ข้อมูล ในคําถามที่ท่านเกริ่นก่อนที่จะถาม ข้อมูลที่ท่านให้มาเป็นนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นนโยบายของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ เรามีนโยบายต่อเนื่อง จากการเรียนฟรี ๑๕ ปี นโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีที่เราได้รับโดยเฉพาะการเรียนการสอน ในสายอาชีพตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ที่รัฐบาลสนับสนุนการเรียน ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ การเรียน สายอาชีพแล้วค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลให้และสนับสนุนให้นักเรียน เยาวชน ที่จบมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จะต้องมีโอกาสในการเรียนโดยเฉพาะสายอาชีพ เราให้ค่าใช้จ่ายในการเรียน ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพในนักเรียนสายอาชีพไม่ว่าในสายอุตสาหกรรม คหกรรม พาณิชยกรรม และรวมไปถึงเกษตรกรรม ค่าเรียนต่อหัวของเด็กสายอาชีพแล้วถ้าเทียบกับเด็กในสายสามัญ ก็คือมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สายอาชีพเราให้เรียนฟรีในระดับ ปวช. ๑ ถึงปวช. ๓ เด็กที่เรียนสายอาชีพเงินค่าอุดหนุนและค่าเล่าเรียนต่อหัวเราให้เฉลี่ยจาก สายอุตสาหกรรมอยู่ที่ ๖,๕๐๐ บาท และยังมีค่าเสื้อผ้าที่เราให้มากกว่า เนื่องจากเรา จะต้องให้ค่าชุดฝึกมากกว่าเรียนสายปกติ เราให้ต่อคนต่อปีที่ ๙๐๐ บาท ค่าอุปกรณ์ การเรียนพื้นฐานทุกคนได้เท่ากันหมด ค่าหนังสือ ซึ่งปัจจุบันนี้สายอาชีพเองรัฐบาล ให้การสนับสนุนเต็มที่ เนื่องจากหนังสือและตําราเรียนถือว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้เรียน ที่จะนําไปประกอบอาชีพได้

ปัจจุบันนโยบายในปี ๒๕๕๓ นี้ ในภาคเรียนที่ ๑ หนังสือที่นักเรียนจะได้ฟรี ทั้งหมดไม่ใช่เป็นหนังสือยืมเรียน รวมถึงค่าพัฒนาบุคลากรการศึกษากิจกรรมต่าง ๆ ได้เท่ากันหมดคือ ๔๐๐ กว่าบาทต่อเทอม ดังนั้นในสายเกษตรเองถ้าเทียบกับ สายอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรมแล้ว นักเรียนที่เรียนสายเกษตรและเทคโนโลยี สามารถที่จะได้ค่าอุดหนุนต่อหัวเฉลี่ยที่ ๙,๕๐๐ บาท ถึง ๑๓,๐๐๐ บาท เนื่องจากการเรียน ในสายเกษตรถือว่าเป็นปัจจัยสําคัญของการพัฒนาประเทศ อย่างที่ท่านอาจารย์ประกอบ ได้บอกแล้วว่าจํานวนประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นเกษตรกรรม และแรงงาน โดยทั่วไปจากตัวเลขของกระทรวงแรงงานแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของแรงงาน ๑๔ ล้านคน เป็นเกษตรกร ดังนั้นนโยบายกระทรวงศึกษาธิการเราต้องการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมถึงพัฒนาบุคลากรที่เป็นรุ่นพ่อแม่ให้มีความรู้ มีการเสริมทักษะ มากขึ้น มีการอบรมมากขึ้น การเรียนเกษตรเราพยายามสนับสนุนให้เด็กเรียนฟรีอย่างแท้จริง คือเรียนที่วิทยาลัย และพักที่วิทยาลัย ดังนั้นค่าเรียนฟรี ๑๕ ปีที่เกิดขึ้นจะได้ต่อหัวสูงมากคืออยู่ที่ ๙,๕๐๐ บาท ถึง ๑๓,๐๐๐ บาทต่อปีซึ่งสูงกว่านักเรียนปกติ และนโยบายนี้เรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ในภาคเรียนที่ ๑ จนปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าตัวเลขของการเรียนในสายอาชีพ จากเดิมในตัวเลขที่เรียนสายสามัญที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และสายอาชีพ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศ ตัวเลขปรากฏออกมาแล้วว่าเด็กในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่มาต่อในชั้นปีที่ ๔ อายุ ๑๕-๑๖ ปี มาเรียนในสายอาชีพมากขึ้น จากเดิม ๔๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๔๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าเป็นสายอาชีพที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการเองคือสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือสายอาชีพที่สังกัดภาคเอกชนทั้งหมด โดยทั่วประเทศแล้วเรามีจํานวนอัตราเติบโตมากขึ้น จากนักเรียนทั้งหมดทั่วประเทศ ๓๐๐,๐๐๐ คน ๔๗ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมดมาเรียน ในสายอาชีพ ดังนั้นจากคําถามว่ากระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะพัฒนาการศึกษาเกษตร หรือไม่ อย่างไร ดิฉันขอตอบคําถามข้อที่ ๑ เลยนะคะว่ากระทรวงศึกษาธิการโดยสํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาขอเรียนว่าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ต่อเนื่องจากฉบับที่ ๑๑ มีวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างการเกษตรไปสู่ การผลิตที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งาน และการใช้ ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเชื่อมโยงกับพื้นฐานของวัฒนธรรมและการสั่งสมความรู้ทางสังคม เทคโนโลยี นวัตกรรม การจัดการอาชีวเกษตรจึงมีความสําคัญมากในการให้องค์ความรู้ แก่ผู้เรียนหรือการฝึกอบรมนําไปสู่การผลิตที่ยั่งยืนในอนาคต จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติรัฐบาลกําหนดนโยบายดังคําแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ในส่วน ของกระทรวงศึกษาธิการได้ดําเนินการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้าง และการบริหารการจัดการในทุกระดับของการศึกษาให้เหมาะสมกับพื้นที่ มุ่งเน้นให้เอกชน เข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา การพัฒนาครู อาจารย์และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนฟรี ๑๕ ปี จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และรวมไปถึงการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรคือ ปวช. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และมีโอกาสในการศึกษาอย่างทั่วถึง ดังนั้นจากการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ระดับอาชีพและอุดมศึกษาให้สู่ความเป็นเลิศ เราได้มีการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษา ตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สําเร็จการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา เรามี ความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาครัฐ และกระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะปรับแรงงาน ของสายอาชีพถ้ามีคุณวุฒิทางการเกษตรหรือคุณวุฒิเกิดขึ้นก็สามารถที่จะปรับค่าแรง ในมาตรฐานที่สูงขึ้น สําหรับนโยบายทางด้านการเกษตรแล้วเราได้เชื่อมโยงกับระบบ การศึกษาให้ดําเนินการพัฒนาการเกษตรให้เข้มแข็งโดยสร้างและพัฒนาคุณภาพ ของเกษตรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการการผลิต และการบริหารองค์ เกษตรกรในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยองค์ความรู้ จากนวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผ่านระบบการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา และเสริมสร้างให้เกิดความมั่นคงทางการเกษตรกรรมและสังคมไทย นี่คือนโยบาย ของกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ขอบคุณค่ะ