สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงความจริงเกี่ยวกับกรณีของวัดพระแก้ว และขอให้ตรวจสอบความจริงให้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการฝ่าวงล้อมวิกฤตการณ์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน และตั้งเป้าหมายให้สำเร็จภายในเดือนกันยายน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ คงจะต้องชี้แจงทั้งหมด ๔ ประเด็น

ประเด็นแรก สั้น ๆ นิดเดียวเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ที่จริงกรณีเรื่อง ของวัดพระแก้วก็เป็นเรื่องซึ่งเป็นผลมาจากการตรวจสอบหลายทาง แล้วก็อยากจะเรียน ผ่านเพื่อนสมาชิกไป ความจริงครั้งแรกผมก็เลี่ยงที่จะตอบแต่ว่าครั้งนี้ท่านถามอีก บุคคล แรก ๆ เลยที่ระบุว่าการกระทําในวันนั้นมุ่งประสงค์ต่อวัดพระแก้วคือหนึ่งในแกนนําผู้ชุมนุม พูดบนเวทีครับ พูดหลังจากที่เกิดเหตุประมาณ ๑-๒ วัน เพราะฉะนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดี ๆ ฝ่ายเจ้าหน้าที่คิดขึ้นมาเองด้วยนะครับ อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้องแล้วก็ตรวจสอบได้

ประเด็นที่สอง ที่ท่านเป็นห่วง ท่านใช้คําว่าโรดแมพซ้อนโรดแมพ แล้วก็ ไม่ชัดเจนและจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครสร้างสถานการณ์ ต้องมาลงสัตยาบันกันหรือไม่ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมมีความตั้งใจว่าเราต้องฝ่าวงล้อมของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ให้ได้ แบบเบ็ดเสร็จ มันสะสมมานานแล้วครับ ท่านบอกว่ามันเริ่มตั้งแต่ ๑๙ กันยายน หลายฝ่ายเขาก็บอกว่ามันเริ่มก่อนหน้านั้น เสร็จแล้วบาดแผลในสังคมมันก็เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ๕ ประเด็นที่ผมหยิบวางตรงนี้ผมคิดว่ามันครอบคลุมสิ่งที่เป็นบาดแผล ไม่ง่าย หรอกครับ ถ้ามันง่ายนี่เราคงไม่สะสมมันมาเป็นระยะเวลา ๔ ปี ๕ ปีแล้ว แต่ว่ามันจะสําเร็จ หรือไม่นี่ แน่นอนครับมันก็อยู่ที่ว่าได้รับความร่วมมืออย่างแท้จริงหรือไม่ ทีนี้ถ้าหากกลัวว่า จะมีการสร้างสถานการณ์ซ้อนแผนนี่ ผมถึงได้เรียนครับว่า ๕ เรื่องนี่กลไกที่จะต้องคิด แล้วก็มาทํากันต่อไปนี่เราคงไม่สามารถปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ เอากัน ให้ชัดนะครับ ผมยกตัวอย่างประเด็นที่บอกว่าต้องเกิดความสงบทางการเมือง มันไม่พอ หรอกครับที่จะบอกว่าถ้าพวกผมไป สมมุติว่าไปภาคอีสานแล้วเกิดเหตุรุนแรงขึ้น แล้วท่าน ก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย แดงเทียม หรือท่านไปภาคใต้แล้วเกิดปัญหาขึ้นและผม ก็บอกว่าพวกผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ครับ ประเด็นก็คือว่าถ้าเราจะทํางานตามข้อเสนอ ของผมนี่เราทํางานด้วยกันเลยครับ สมมุติผมไปภาคอีสาน ท่านจะไปภาคใต้ ประสานงานกัน ล่วงหน้าเลยครับ เอาคนของแต่ละฝ่ายนี่มาช่วยกันพูดกับประชาชนในพื้นที่เลยครับว่า ต่อไปนี้เราจะปล่อยให้รัฐบาล สภา พรรคการเมือง ทําหน้าที่กันได้ตามปกติแล้วช่วยกัน จริง ๆ ผมเชื่อว่าเราทําได้ เพราะฉะนั้นอันนี้จะไม่มีการปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปทํากันเอง แล้วเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาและมาหยิบยกเป็นข้ออ้างในเรื่องของการสร้างสถานการณ์ ผมก็ยํ้าอีกครั้งครับว่าถ้าเป็นไปตามนี้เป้ำหมายก็ยังเป็นการเลือกตั้งวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ซึ่งถามว่าจะยุบสภาวันไหนนี่ ผมคิดว่ามันก็ต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยในห้วงเดือนกันยายนด้วย ตรงนี้ไม่ได้แปลกอะไรครับ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องซึ่งจะมายิ่งใหญ่ไปกว่าการที่บอกว่าเราจะ ตกลงหรือไม่ตกลงที่จะหาความสงบสุขให้กับบ้านเมือง อันนี้ก็จะได้มีความชัดเจน

ประเด็นที่สาม เรื่องการสอบสวนเหตุการณ์ ก็กราบเรียนว่าถ้าการชุมนุมยุติ ก็คงจะเอาคณะกรรมการขึ้นมาซึ่งจะหารือกับทุกฝ่าย ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลเองจะทําเพียงแค่ คณะกรรมการที่เราเรียกว่าประมวลเหตุการณ์ เก็บข้อเท็จจริงต่าง ๆ เอาไว้ สําหรับ คณะกรรมการอิสระที่จะเข้ามาตรวจสอบ ถ้ายอมรับกันได้ปล่อยให้คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติทํางานไปรัฐบาลก็ยอมรับได้ อันนี้ก็จะได้เรียนให้ทราบ

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ท่านถามนี่ครับ จะเรื่อง ผบ.ทบ. หรือจะตําแหน่งใด ก็ตามเกี่ยวกับเหตุการณ์ ๑๐ เมษายน คุณสุนัยเองก็ศึกษาเรื่องของการเมือง ประวัติศาสตร์ ทางการเมืองมายาวนาน สิ่งหนึ่งซึ่งเราเคยเห็นในอดีตครับ อย่างเช่นในเหตุการณ์พฤษภาคม ผมว่าหลายคนในที่ประชุมนี้จําได้ พอเกิดเหตุการณ์ปั๊บสูตรสําเร็จคือการออกพระราชกําหนด นิรโทษกรรม เขาจะนิรโทษหมดเลยครับ เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง แล้วบางทีก็เขียนกว้างไป จนถึงว่าทุกเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม ผมกราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้ กองทัพเขามีจุดยืน มีบทบาทที่ชัดเจน พลเอก อนุพงษ์กับบุคลากรในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น ท่านรอง ผบ.ทบ. หรือท่านอื่นนี่มีความเป็นเอกภาพ และท่านพูดชัดต่อสาธารณะว่า ท่านจะปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและคําสั่งทุกคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หลังเหตุการณ์ วันที่ ๑๐ เราพูดกันชัดครับ ไม่มีความจําเป็นใด ๆ ที่ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะกองทัพมั่นใจว่าทําตามกฎหมายทุกประการ และไม่ต้องการให้เกิดการออก พ.ร.ก. นิรโทษกรรม เพราะไม่ต้องการนิรโทษกรรมผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในเหตุการณ์ เพราะฉะนั้น ทุกกรณีที่เกิดขึ้นกับวันที่ ๑๐ ใครทําผิดต้องรับผิดครับไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะฉะนั้น ในกระบวนการนี้ก็จะเป็นกระบวนการที่เราให้ความมั่นใจได้ถึงความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้น

ส่วนการโยกย้าย แต่งตั้ง นั้นปัจจุบันที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงผ่านกระทู้ถามของท่านไปเมื่อเดือนมีนาคมก็คือว่าเขามีระบบตามกฎหมาย ค่อนข้างจะเป็นการเฉพาะ เป็นการพิจารณาของสภากลาโหมโดยคณะบุคคลครับ