รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ป้ที่ ๒
ครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันพุธที่ ๒๑ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
เริ่มประชุมเวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา
ประเด็นแรก เกิดจากสภาวะน้ําหนุน ซึ่งเกิดทุกป้ในสภาพของปลายป้จะมี สภาวะน้ํามากและน้ําหลากเกินกว่าระดับปกติของแม่น้ําเจ้าพระยา
ส่วนประเด็นที่สอง เกิดจากฝนตกซ้ําซาก มีการตกอย่างต่อเนื่องตลอดวัน และตลอดคืน ๒-๓ วัน ๒-๓ คืนติดต่อกัน จึงทําให้การระบายน้ําไม่เปึนไปได้เท่าที่ควร
และประเด็นสุดท้าย เกิดจากการระบายน้ําจากเขื่อนทางภาคเหนือลงมา
๓ ประเด็นหลัก ๆ ที่ทําให้สภาพของถนนศรีนครินทร์ไม่ต่างไปกว่าเปึนคลอง ในส่วนประเด็นย่อย ๆ อาจจะเกิดจากสภาพของจังหวัดสมุทรปราการเปึนเมืองขยายค่ะ มีหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นมากมายและป่ดทางน้ําไหลลงสู่แม่น้ําลําคลอง อีกทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ ก็เปึนสถานที่ใหญ่ที่ป่ดทางน้ําลงเช่นกัน ก่อนหน้านี้ดิฉันเองเคยได้รับข่าวที่เข้าใจว่า น่าจะเปึนข่าวดีนะคะ ก็คือว่ามีงบประมาณในการพัฒนาถนนศรีนครินทร์ถึง ๘๐๐ ล้านบาท ด้วยกัน แต่เมื่อดิฉันเองไปเช็ก (Check) ข่าว ปรากฏว่างบตรงนี้เปึนงบ กทม. ค่ะ งบ กทม. ก็แปลว่าจะดูแลเฉพาะในเขตของกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งงบประมาณมีมาจริงค่ะ บริเวณ สน. บางนา ตรงบริเวณโรงแรมโนโวเทล บางนา เรื่อยไปจนถึง สน. บึงกุ่ม ระยะทาง ๖.๕ กิโลเมตร เปึนเงินถึง ๘๐๐ ล้านบาทค่ะแต่สภาพความเปึนจริงแล้ว สํานักงานระบายน้ําก็ยอมรับแล้วว่าจุดที่พีค (Peak) ที่สุด หรือต่ําที่สุดและจุดกระทะนั้น อยู่บริเวณถนนศรีนครินทร์ แยกซอยลาซาลและซอยแบริ่ง ซึ่งสามารถวัดปริมาณน้ําฝน ได้ถึง ๒๒๐ มิลลิลิตร ซึ่งจัดว่าสูงที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ ในรอบ ๒๕ ป้ค่ะ เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดิฉันเองก็ไปเซอร์เวย์ (Survey) เส้นทางดูนะคะว่าส่วนไหน สมควรที่จะได้รับการแก้ไขก่อน ปรากฏว่าตลอดเส้นทางตั้งแต่ถนนศรีนครินทร์ตัดมาจาก ถนนรามคําแหง จุดที่มีน้ําท่วมขังยังคงสภาพอยู่แค่บริเวณหน้าห้างซีคอนสแควร์ คือ ๑๕ เซนติเมตรเท่านั้น และถ้าเราไปดูจุดที่ต่ําที่สุดก็คือหน้าบริเวณปากซอยแบริ่ง และลาซาลยังมีน้ําท่วมขังอยู่ ๓๐ เซนติเมตร ซึ่งเปึนวิกฤตการณ์ ดิฉันอยากจะบอกท่านว่า จังหวัดสมุทรปราการของดิฉันเสียภาษีมากเปึนอันดับที่ ๒ หรืออันดับที่ ๓ ของประเทศไทย นํารายได้เข้าประเทศจํานวนมาก แต่การบูรณาการและกระจายความเปึนธรรมลงสู่สังคม ควรจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากฝากท่านไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ ฯพณฯ โสภณ ซารัมย์ อธิบดีกรมทางหลวง ท่านผู้ว่าราชการคนใหม่ล่าสุดค่ะ ท่านสุรชัย ขันอาสา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกัน บูรณาการจัดการนําขยายถนนตั้งแต่วัดศรีเอี่ยมจนถึงสี่แยกเทพารักษ์ ขอขอบคุณค่ะ
ต่อไปคุณเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ต้องขอขอบคุณท่านประธานนะครับที่ให้โอกาสเข้ามาหารือในวันนี้ เรื่องของผมที่จังหวัดอุดรธานีนั้น ลําบากมากคือเรื่องถนนไร้ฝุ์นนะครับ ท่านประธาน ช่วงนี้เปึนช่วงมีงานทอดกฐิน ผมก็ได้มีโอกาสไปงานกฐินหลาย ๆ หมู่บ้าน ไปมองเห็น พี่น้องชาวอําเภอศรีธาตุ โดยเฉพาะบ้านดูนเลานี่นะครับ ชาวบ้านก็ได้มาเล่าให้ผมฟังว่า โครงการถนนไร้ฝุ์นของรัฐบาลที่แล้วที่ได้อนุมัติโครงการไปแล้วได้ไปทําการตอกหมุดแล้ว นะครับ สํารวจออกแบบเรียบร้อยแล้ว แต่เวลาจะไปสร้างไม่มีหน่วยงานใดไปสร้างว่า อย่างนี้นะครับ อันนี้ก็อยากนําเรียนท่านประธานไว้
ประเด็นที่ ๒ ครับ เรื่องความคืบหน้าในการพัฒนาลุ่มหนองหานนะครับ ท่านประธาน ที่ผมได้เคยหารือท่านไปแล้ว ท่านก็ได้ทําหนังสือถึงกระผม บอกว่าได้ส่งให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบไปแล้ว แต่ขณะนี้หนองหาน อําเภอกุมภวาป้ จังหวัดอุดรธานี นะครับ ตรงที่สะพานข้ามแม่น้ําลําปาว ซึ่งเปึนต้นกําเนิดจากหนองหาน กุมภวาป้ไป นะครับ ขณะนี้ผักตบชวานะครับ ท่านประธาน ผักตบชวานี้ได้แพร่กระจายออกมาเต็ม ลําหนองหาน แล้วก็แม่น้ําลําปาวซึ่งต้นกําเนิดจากหนองหาน กุมภวาป้นะครับ ตรงนี้นี่ ถึงฤดูเทศกาลออกพรรษาจะมีการจัดแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทุกป้นะครับ ฉะนั้นอยากจะฝากท่านประธานได้นําเรียน อันนี้ไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ไปทํารื้อ หรือว่า ทําอย่างไรก็ได้ที่ให้ผักตบชวามันออกจากหนองหาน กุมภวาป้นะครับท่านประธาน จึงขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ
ขอบคุณครับ รักษาเวลา ดีมาก ต่อไปคุณพงศ์พันธ์ สุนทรชัย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับแจ้งความเดือดร้อนของประชาชน จังหวัดหนองคายใน ๒-๓ ประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธาน
เรื่องแรก เกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ใช้ถนนเส้นทาง ในตัวเมืองเทศบาลเมืองหนองคาย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่บรรทุกกรวด ทราย แล้วก็บรรทุกผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากโซนทางใต้ แล้วก็ขึ้นมา ทางจะไปอุดรธานีแล้วก็เข้ากรุงเทพมหานคร เนื่องจากว่าจังหวัดหนองคายได้มีโครงการ ผังเมืองสําหรับทําถนนเลี่ยงเมืองแต่ไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล เพราะฉะนั้นวันนี้พี่น้อง ประชาชนชาวหนองคาย จึงให้ตัวแทนของเขาคือกระผมได้มาทวงถามความคืบหน้าของ ถนนเลี่ยงเมืองของจังหวัดหนองคายว่ามีความคืบหน้าอย่างไร เมื่อไรจะได้รับงบประมาณ ในการจะดูแลเรื่องถนนเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับถนนเชื่อมเมือง ได้ทวงถามแล้วก็ได้หารือท่านประธาน อยู่หลายครั้งเกี่ยวกับถนนเชื่อมเมือง ซึ่งมีความต้องการขยายถนนเปึน ๔ ช่องจราจร เนื่องจากว่าเกิดการคับคั่งของการจราจรระหว่างพี่น้องจากสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวที่เดินทางมาจังหวัดหนองคาย แล้วก็พี่น้องนักท่องเที่ยวที่เดินทางไป ประเทศลาวก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในถนนเส้นนี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากท่านประธาน ได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลโดยเฉพาะทางหลวงแผ่นดินนะครับ
เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับถนนเช่นกันแต่เปึนถนนในโรงเรียน โรงเรียนในจังหวัด หนองคายมีทั้งหมดอยู่ประมาณ ๓๐๐ กว่าโรงเรียน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่การศึกษาที่ ๑ และเขตพื้นที่การศึกษาที่ ๒ ก็ได้รับความเดือดร้อน เพราะว่าในโรงเรียนองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่นไม่สามารถจัดงบลงไปได้ นอกจากงบของกระทรวงในการดูแลเรื่องถนน ในโรงเรียน เนื่องจากว่าบางโรงเรียนตั้งมาได้ ๒๐-๓๐ ป้ ถนนในโรงเรียนยังเปึนถนนลูกรัง ลูกหลานนักเรียนได้รับความเดือดร้อน จึงอยากจะฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ
และสุดท้ายอยากทวงถามเรื่องการยกฐานะองค์การบริหารส่วนตําบลเปึน เทศบาล แต่ตอนนี้ไม่มีการเลือกตั้ง อยากทวงถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเมื่อไร ที่จะประกาศให้เขามีการเลือกตั้งเสียที เพราะผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนั้น เสียหายมากครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับวันนี้วันพุธครับ เมื่อวันจันทร์ถอยหลังไป ๒ วัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเวลา ๐๗.๓๐ นาฬิกา ตอนหัวรุ่งนะครับ เกิดเหตุระเบิดที่ตลาดสด กลางเมืองเทศบาลนครยะลา มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบรายครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากเหตุระเบิดมันเกิดขึ้นบ่อยเหลือเกินในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดสดนะครับ อันนี้เคยเกิดเหตุซ้ําหลาย ๆ ครั้ง ในรอบ ๑ ป้ ๒ ป้นี้เกิดเหตุระเบิดขึ้นถึง ๔ ครั้งนะครับ ผมอยากให้ท่านประธานทําหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ์ายปกครอง ฝ์ายความมั่นคง แล้วก็เทศบาลนครยะลานะครับ ในหลายประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือ กล้องวงจรป่ดที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบันมีวิธีตรวจสอบ อย่างไรครับว่ากล้องแต่ละตัวสามารถใช้งานประจําวันได้ตามปกติ แล้วให้ช่วยรายงาน กลับมาที่สภาด้วย
ประเด็นที่ ๒ จุดที่จะติดตั้งกล้องวงจรป่ดให้คลอบคลุมพื้นที่ยังขาดอีก กี่จุดครับ แล้วจะสามารถดําเนินการได้เสร็จสิ้นเมื่อไรนะครับ
ประเด็นที่ ๓ เครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที ๒๐๐ (GT 200) ของทหารนั้น เห็นมีปัญหาบ่อยเหลือเกิน ไปตรวจที่ไหนก็ไม่พบระเบิด หลังจากตรวจไม่ถึง ๕ นาที ไม่ถึง ๑๐ นาทีก็เกิดเหตุระเบิดทุกครั้ง ต้องถามว่ามีวิธีทําการตรวจเช็กเครื่องมือจีที ๒๐๐ ให้ใช้งานได้ตามปกติอย่างไรครับ ต้องตรวจประจําวันครับ ไม่ใช่ว่าเอาแต่เครื่องมือออกไป ทุกวัน เอาไปแล้วก็ตรวจไม่ได้ เอาไปแล้วก็ตรวจไม่พบ หลังจากตรวจก็ระเบิด
ประเด็นที่ ๔ มีวิธีการฝ๊กอบรมเจ้าหน้าที่ในการใช้เครื่องมือจีที ๒๐๐ ให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลได้อย่างไรครับ
ประเด็นถัดมาครับ เนื่องจากพื้นที่ในจังหวัดยะลาเวลาเกิดเหตุระเบิด ทุกครั้งต้องใช้เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากภาคเอกชน เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากภาคเอกชนที่แข็งแรงเลย และใหญ่มีประสิทธิภาพมีอยู่ ๒ หน่วย เจ้าหน้าที่กู้ภัยหน่วยที่ ๑ ของมูลนิธิแม่กอเหนี่ยว จังหวัดยะลา หน่วยที่ ๒ เปึนเจ้าหน้าที่กู้ภัยของมูลนิธิแม่ทับทิม ทั้ง ๒ หน่วยงานนี้เปึน ของภาคเอกชน เงินทุกบาททุกสตางค์ได้จากภาคเอกชน แต่ขาดอุปกรณ์เครื่องมือ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จัดหาเครื่องมือให้เขาใช้หน่อยครับ
ประเด็นสุดท้าย ควรหาพื้นที่สําหรับจอดรถเพื่ออํานวยความสะดวก เพื่อลดปัญหาการระเบิด การบาดเจ็บ ความเสียหายให้กับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนที่ไป จับจ่ายใช้สอยในตลาดเทศบาลนครยะลาครับ ขอบคุณครับ
ครับ ต่อไปคุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ที่จะมาหารือกับท่านประธานคือปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ําประปาค่ะ เนื่องจากในพื้นที่ ของดิฉัน เท่าที่ออกไปเยี่ยมพบปะกับพี่น้องในเขตทั้ง ๗ อําเภอ ไม่ว่าจะเปึนอําเภอบ้านเขว้า อําเภอจัตุรัส อําเภอเนินสง่า อําเภอซับใหญ่ อําเภอเทพสถิต อําเภอหนองบัวระเหว และอําเภอบําเหน็จณรงค์นะคะท่านประธาน ปรากฏว่าพี่น้องในพื้นที่ส่วนใหญ่ตอนนี้ นอกจากจะประสบกับปัญหาน้ําท่วมแล้ว ยังประสบกับปัญหาน้ําประปาไม่ไหลนะคะ หรือบางแห่งมีน้ําเยอะแต่ว่าประปาหมู่บ้านก็มีขนาดเล็ก ไม่เพียงพอต่อความต้องการ บางแห่งมีประปาหมู่บ้านแต่หอถังสูงที่ใช้บรรจุเพื่อทําน้ําประปาก็มีการชํารุดทรุดโทรม มีการพังทลายของฐาน ไม่สามารถใช้ผลิตน้ําประปาได้ บางแห่งน้ําประปาไหลก็ไหล เปึนเวลาค่ะ แล้วคุณภาพของน้ําประปาก็มีสีแดงและมีความขุ่น ไม่ใส มีกลิ่น ชาวบ้าน เขาก็ต้องทนใช้ไป เนื่องจากไม่สามารถจะทําอะไรหรือแก้ปัญหาได้ มีการแจ้งไปหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลแล้วก็เข้าไปจัดการปัญหาที่พี่น้องได้รับด้วยค่ะ
ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเรียนหารือก็เนื่องมาจากดิฉันได้รับการ บอกกล่าวจากพี่น้อง อปพร. เขาน้อยใจค่ะ บอกว่า อสม. ตอนนี้มีค่าตอบแทนของ อสม. แล้ว แล้วเมื่อไร อปพร. ที่ทํางานปัองกันภัยให้กับหมู่บ้าน เปึนเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเหมือนกัน จะได้รับสวัสดิการหรือว่าค่าตอบแทนในการทํางานของ อปพร. บ้าง เขาฝากมาค่ะ ท่านประธาน อยากฝากท่านประธานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยดูแลจัดการในเรื่องดังกล่าวด้วยค่ะ
ปัญหาอีกข้อหนึ่งที่อยากจะเรียนให้ท่านประธานทราบก็คือดิฉันได้รับการ บอกกล่าวจากพี่น้องในเขตตําบลหนองบัวใหญ่ค่ะ เขาได้มีการทําเรื่องขอยกระดับขึ้นเปึน เทศบาลตําบลหนองบัวใหญ่ผ่านมาก็เปึนเวลานานแล้วค่ะ ตําบลอื่น ๆ ที่ขอไปพร้อมกัน เขาก็ได้รับการยกระดับขึ้นเปึนเทศบาลตําบลหมดแล้ว ชาวบ้านเขาก็ฝากถามมาว่า แล้วเมื่อไรที่ตําบลหนองบัวใหญ่จะได้รับการยกฐานะขึ้นเปึนเทศบาลตําบลเสียที
ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากท่านประธาน คือปัจจุบันดิฉันเดินทาง ด้วยรถยนต์เปึนส่วนใหญ่ ก็พบว่ามีการตั้งด่านของตํารวจค่อนข้างมาก บริเวณตั้งแต่ สระบุรีลงไปจนถึงทางแยกที่จะไปชัยภูมิค่ะ บางครั้งการที่จะมาตั้งด่านก็ต้องขอความ อนุเคราะห์จากหน่วยงานด้วยว่าเปึนไปได้ไหม อย่าไปกั้นทั้งหมด เพราะว่าเท่าที่เห็น บางครั้งรถติดยาวเปึนกิโลเมตรเลย ก็ทําให้การสัญจรค่อนข้างจะติดขัด ก็อยากจะฝาก ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกรมทางหลวงให้ช่วยดูแลจัดการแก้ไข ปัญหาดังกล่าวด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปเชิญคุณสําราญ ศรีแปงวงค์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายสําราญ ศรีแปงวงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกําแพงเพชร เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอหารือถึงปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดกําแพงเพชร ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับร้องเรียนจากราษฎร ตําบลโป์งน้ําร้อน อําเภอคลองลาน จังหวัดกําแพงเพชร ถึงปัญหาพื้นที่ทําการเกษตร เมื่อประมาณผ่านมานั้นทาง อบต. มีการออกใบ ภ.บ.ท. ๕ เพื่อจํากัดเขตแดนของพี่น้องทําการเกษตรแต่ละรายไป แต่มา ปัจจุบันนี้ทางองค์การบริหารส่วนตําบลไม่สามารถที่จะออกใบ ภ.บ.ท. ๕ ได้ ก็เปึนปัญหา เกี่ยวกับปัจจุบันนี้การที่จะใช้สิทธิเรื่องประกันราคาหรือว่าจํานําข้าว เพราะว่าทาง ส่วนราชการต้องใช้หลักฐานการมาของที่ดิน เพราะฉะนั้นตําบลโป์งน้ําร้อนเปึนพื้นที่ ที่ไม่มีเขตพื้นที่ ส.ป.ก. เข้าไปถึง จึงฝากท่านประธานถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์หรือว่าส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนบอกว่าจะขอออกใบ สปก. ๔-๐๑ เพื่อสิทธิทํากิน
เรื่องที่ ๒ ได้รับร้องเรียนจากพี่น้องอําเภอปางศิลาทอง จังหวัดกําแพงเพชร โดยเฉพาะตําบลหินดาด มีพื้นที่น้ําคลองขลุงไหลผ่าน ยามน้ําไหลหลาก หรือว่าฤดูฝน คันคลองนี้จะขาดโดยตลอด น้ําก็ไหลบ่าเข้าท่วมไร่นาราษฎร และท่วมหมู่บ้าน เนื่องจาก ลําคลองคลองขลุงนี้ตื้นเขิน เพราะฉะนั้นอีกอย่างหนึ่งฝายเก็บกักน้ําในลําคลองขลุงนี้ พื้นที่ดังกล่าวเปึนที่ลาดชันไม่มีที่เก็บกักน้ําได้ ก็จึงอยากจะฝากท่านประธานถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อจะได้ประสานงานกับกรมชลประทาน เพื่อขอขุดลอกคลองและทําคู คลอง ตลอดแนวคลองขลุงระยะประมาณสัก ๔ กิโลเมตร ถึงจะพ้นเขตที่น้ําไหลบ่าได้ ถ้าขุดเลย ๔ กิโลเมตรไปแล้วน้ําก็จะไหลตามระบบนะครับ แล้วก็ชาวบ้านก็อยากจะได้ฝายเพื่อหน้าแล้งจะเก็บกักน้ําไว้ เพื่อทําการเกษตรสัก ๑ จุด ฝายก็อยู่ที่หมู่ ๔ ตําบลหินดาด อําเภอปางศิลาทอง จังหวัดกําแพงเพชร ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนิยม วรปัญญา
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย เขต ๒ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับการร้องเรียนจาก ราษฎรจํานวนมาก ในช่วงระยะเทศกาลทอดกฐิน เนื่องจากการกีฬาของจังหวัดลพบุรี ยังอ่อนมาก ก็อยากให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาช่วยหาอุปกรณ์ให้เขตการศึกษา พื้นที่ที่ ๑ ที่ ๒ จังหวัดลพบุรี เพื่อจะได้ให้มีการฝ๊กซ้อมกีฬาให้เข้มแข็งขึ้น
๒. ขอให้ชลประทานสํารวจออกแบบเข้าแผนก่อสร้างบูรณะอ่างให้มี หลายอ่าง อ่างเก็บน้ําห้วยยางสาม อ่างเก็บน้ําเขาเตียน อ่างเก็บน้ําวังมโนราห์ อ่างเก็บน้ํา ห้วยสะแก อ่างเก็บน้ําซับตะเคียน อ่างเก็บน้ําคลองซับ อ่างเก็บน้ําเขาน้อย อ่างเก็บน้ํา เขาต้น อ่างเก็บน้ําวังหินหนีบ
๓. ขอให้โรงเรียนเกษตรร่วมกับกรมปศุสัตว์ผลิตพันธุ์พ่อโค แม่โค พันธุ์ดี แล้วก็รวมทั้งแพะ แกะ แล้วก็รวมทั้งสุกรด้วย เพราะว่าที่นั่นนิยมเลี้ยงกันมาก แต่พ่อพันธุ์ โดยมากจะต้องซื้อแพง ขอให้ทางกรมปศุสัตว์แล้วก็ให้โรงเรียนเกษตรพัฒนานิคมร่วมด้วย เพราะว่าโรงเรียนเกษตรพัฒนานิคมเขามีสมาชิกอยู่เยอะ แต่ว่าขาดพวกนี้ครับ และอีกอันหนึ่งก็คือหมูป์า นี่ก็ขอให้หน่วยงานของโรงเรียนและกรมปศุสัตว์ช่วยนะครับ
๔. ขอให้กรมประมงกับโรงเรียนวิทยาลัยเกษตรพัฒนาได้ร่วมกันเพาะกุ้ง หอย ปู ปลา ปลาเนื้ออ่อน ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลาบึก และปู กุ้ง หอย
๕. ขอให้กรมส่งเสริมการเกษตรเพาะกล้ายางพารา เพราะยางพารา ที่จังหวัดลพบุรีปลูกได้ผลดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปาล์มน้ํามันจะช่วยให้มีการลดภาวะ โลกร้อนเรือนกระจกได้นะครับ อันนี้ก็ขอให้กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดให้มีการเพาะ กล้าไม้แจก เพราะจังหวัดลพบุรีได้ผลแน่นอนครับ เพราะปาล์มที่ปลูกนั้นตอนนี้เก็บผลแล้ว แล้วก็ขอพันธุ์ไม้ไผ่
หมดเวลาแล้ว
ถ้าอย่างนั้นผมขอส่งเปึนหนังสือ
ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปท่านวิรัตน์ วิริยะพงษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ
เรื่องแรก คือขอให้แก้ไขปัญหาน้ํากัดเซาะที่ริมตลิ่งของแม่น้ํายมนะครับ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณหมู่ ๑ ตําบลวังทอง อําเภอศรีสําโรง จังหวัดสุโขทัย ระยะทาง ประมาณ ๓๐๐ เมตรครับท่านประธาน น้ําแม่น้ํายมได้กัดเซาะที่ริมตลิ่งลุกล้ําไปจนถึง ถนนซึ่งอยู่เลียบฝัืงแม่น้ํายมกัดเซาะไปเกือบทั้งสายแล้วนะครับ พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ไม่สามารถเดินได้สะดวกครับ อีกพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะที่พื้นที่ตําบลวัดเกาะ หมู่ ๒ หมู่ ๓ ตําบลทับผึ้ง หมู่ ๑ ถึงหมู่ ๙ ของอําเภอศรีสําโรงก็เช่นเดียวกัน จึงกราบเรียนมาทาง ท่านประธานผ่านไปยังกรมเจ้าท่าหรือกรมการขนส่งทางน้ําและพาณิชยนาวีหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดสนับสนุนโครงการสร้างเขื่อนเรียงหินช่วยเหลือพี่น้องด้วย นะครับ
เรื่องที่สอง ด้วยโรงเรียนวงฆ้อง ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ ๘ ตําบลเกาะตาเลี้ยง อําเภอศรีสําโรง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขตที่ ๒ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งโรงเรียน ดังกล่าวนี้ ได้โอนถ่ายไปยังองค์การบริหารส่วนตําบลเกาะตาเลี้ยง ท่านประธานที่เคารพ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่กระจายโรงเรียนไปยังหน่วยงานของ ท้องถิ่น แต่ปรากฏว่าโรงเรียนดังกล่าวนี้ครับท่านประธาน อาคารเรียนทรุดโทรมมากได้รับ การร้องเรียนมาจากทางฝ์ายบริหารขององค์การบริหารส่วนตําบลเกาะตาเลี้ยงไม่สามารถ จัดสรรงบประมาณในการสร้างอาคารให้กับทางโรงเรียนได้ จึงอยากจะขอสนับสนุน ผ่านไปยังท่านประธานครับ ไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดงบประมาณสร้าง อาคารเรียนให้กับทางโรงเรียนด้วย เพราะว่าห้องเรียนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ ป. ๑ และ ป. ๒ นั้นต้องรวมอยู่ในห้องเดียวกัน ขอฝากไว้เพียง ๒ เรื่องท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ
คุณอนุรักษ์ บุญศล เชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของบ สร้างถนนเส้นทางบ้านเหล่าอุดม ตําบลบ้านเหล่าถึงสี่แยกกุดนาขาม ตําบลเจริญสิน อําเภอเจริญสิน จังหวัดสกลนคร ระยะทางทั้งหมด ๑๗ กิโลเมตร เปึนเส้นทางหลักเชื่อม ๓ ตําบล คือตําบลบ้านเหล่า ตําบลทุ่งแก ตําบลเจริญสิน อําเภอเจริญสิน จังหวัดสกลนคร ราษฎรใช้เส้นทางดังกล่าวเข้าสู่อําเภอ และขนถ่ายสินค้าทางเกษตร แล้วก็นักเรียน ไปโรงเรียน ประชาชนใช้เส้นทางนี้เยอะ ท่านประธานคะ
อีกข้อหนึ่ง ก็คือเส้นนี้ชื่อว่าเส้นทางเหล่าอุดม บ้านเหล่าถึงสี่แยกกุดนาขาม กุดนาขามนี้เปึนศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบ้านกุดนาขามในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขามนั้นถนนหนทางนั้นสะดวกสบาย เพราะว่าอยู่ในความดูแล ของกองพันทหารราบที่ ๒๓ แล้วก็ประชาชนก็อยู่ดีมีสุขมากเลยทีเดียวในสถานที่แห่งนี้ แต่ว่ารอบนอกเปึนที่รอบนอกใกล้ ๆ กับศูนย์ศิลปาชีพพิเศษนั้น จึงหารือกับท่านประธาน ของบประมาณเปึนถนนเชื่อมระหว่างตําบลสู่อําเภอ จึงเปึนภารกิจดูแลขององค์การ บริหารส่วนจังหวัด อบจ. จังหวัดสกลนครนะคะ แต่สอบถามแล้วว่าไม่มีงบประมาณ แล้วไม่มีความตั้งใจที่จะพัฒนาหรือแก้ปัญหาเปึนเวลาร่วม ๓๐ ป้ ไม่เคยได้รับ งบประมาณซ่อมแซมใด ๆ เลยก่อสร้างถนนเส้นนี้ค่ะท่านประธานคะ แล้วก็จึงขอ งบประมาณจากส่วนกลางคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรืองบประมาณของ ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยแก้ปัญหาก่อสร้างถนนลาดยางเส้นนี้ แล้วก็พี่น้องประชาชน จะได้รับประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว โดยความสะดวกในการคมนาคม นักเรียน ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จาก เส้นทางนี้ตลอดทั้งป้ จึงกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบผ่านไปถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โปรดบัญชาสั่งการแก้ปัญหาให้อย่างรวดเร็วค่ะ การพัฒนาที่ทั่วถึงและ เปึนธรรม ท่านประธานที่เคารพคะนําความชอบธรรมมาให้รัฐบาล กราบขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปคุณขยัน วิพรหมชัย ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอหารือปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่จังหวัดลําพูนผ่านไปยังท่านประธาน
ในเรื่องที่ ๑ ปัญหาการจัดสรรเงินโบนัสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั่วประเทศ ซึ่งใช้เงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนและใช้เงินสะสมมาจ่ายเปึนเงินโบนัส ซึ่งเปึนการสร้างความไม่เปึนธรรมให้เกิดขึ้นกับข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ขอกระทรวงมหาดไทยได้กําหนดหลักเกณฑ์ใหม่สําหรับเงินจัดสรรโบนัสสําหรับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ใช้เงินเหลือจากการจัดซื้อจัดจ้างหรือใช้วิธีอื่น ไม่ใช่เอาเงิน ภาษีอากรของพี่น้องประชาชนมาจ่ายเปึนโบนัส
เรื่องที่ ๒ ขอให้รัฐบาลช่วยเร่งรัดการอนุมัติเงินชุมชนพอเพียงในพื้นที่ จังหวัดลําพูน ผมไปเยี่ยมพี่น้องชาวบ้าน ชาวบ้านเขาก็ร้องเรียนมาว่าเมื่อไรโครงการ ชุมชนพอเพียงเขาจะได้รับการจัดสรร จึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล
เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวอําเภอลี้ หมู่ ๔ หมู่ ๑๔ และเจ้าอาวาสวัดป์าไผ่ อําเภอลี้ว่าได้รับกลิ่นเหม็นจากโรงงานสุราของชุมชนในเขต อําเภอลี้ ในบ้านวังดิน ซึ่งผมได้ร้องเรียนผ่านท่านประธานสภาไปหลายครั้งแล้วครับ ขณะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข
เรื่องที่ ๔ ขอขุดอ่างแม่กึ๊ด หมู่ ๑๖ ตําบลแม่ตืน อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน
เรื่องที่ ๕ ขอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ขยายวิทยาเขตไปยังพื้นที่จังหวัด ลําพูน ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีพื้นที่อยู่ที่ตําบลศรีบัวบาน อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน อยู่เปึนพันไร่ ชาวลําพูนมีความยินดีและมีความต้องการที่จะให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขยายวิทยาเขตไปยังจังหวัดลําพูน เพื่อจะได้พัฒนาจังหวัดลําพูนเปึนเมืองแฝดของ จังหวัดเชียงใหม่
เรื่องสุดท้าย สภาวัฒนธรรมอําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน ของบประมาณ จากกระทรวงวัฒนธรรม สนับสนุนงานประเพณีแห่แค่หลวง ซึ่งเปึนงานลอยกระทงที่มี แห่งเดียวในประเทศไทย
เรื่องสุดท้าย ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการเข้มงวดกวดขันการเล่นประทัดและ ดอกไม้ไฟในช่วงเทศกาลลอยกระทงที่จะมาถึง เพราะแต่ละป้นั้นได้เกิดอุบัติเหตุ นําความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมาสู่พี่น้องประชาชน จึงฝากท่านประธานผ่านไปยัง เจ้าหน้าที่ตํารวจและกระทรวงมหาดไทยให้เร่งรัด เข้มงวด กวดขันในการเล่นประทัด และดอกไม้ไฟครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนฤมล ธารดํารงค์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางนฤมล ธารดํารงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องอยากจะหารือกับท่านประธานนะคะ เกี่ยวกับเรื่อง ความเดือดร้อนของชาวบ้านในตําบลทรงคนอง เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาส เข้าไปในเขตนี้นะคะ มีชาวบ้านมาร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องของเส้นทางให้รถผ่าน ในช่วงของ ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ซึ่งเขตรับผิดชอบในส่วนนี้เปึนของทางหลวงชนบท ชาวบ้านอยากจะขอร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเป่ดเส้นทางเดินตรงนี้ ซึ่งเปึน เส้นทางลัดจากถนนตองอุ๊ไปจนถึงถนนสุพะ ชาวบ้านบอกมาว่าถ้าได้เป่ดเส้นทางนี้แล้ว จะทําให้การไปมาสัญจรสะดวกขึ้น ประกอบกับเส้นทางนี้จะมีโรงเรียนอาสา มีโรงเรียนวัด อีกหลาย ๆ ที่นะคะ ชาวบ้านในแถบบริเวณนี้จะได้ใช้เส้นทางสัญจร ซึ่งไม่ต้องออกไป ในถนนใหญ่ ซึ่งเปึนถนนทรงธรรมแล้วก็มีรถเทรลเลอร์ (Trailer) มีรถใหญ่วิ่งอยู่แล้ว สะดวกทั้งเวลาแล้วก็ประหยัดทั้งเรื่องของเงินด้วยนะคะ ชาวบ้านก็ฝากร้องเรียนมาให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยนําไปพิจารณาให้ด้วยนะคะ ทําได้หรือไม่ได้อย่างไรก็อยากให้ มีคําชี้แจงเพื่อดิฉันจะได้เอาไปอธิบายแล้วก็ชี้แจงให้ประชาชนที่เดือดร้อนได้รับทราบ นะคะ
ต่อไปเรื่องที่ ๒ นะคะ เรื่องที่ ๒ นี้เปึนเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ในเขต ๖ ตําบลกระเพาะหมู ๖ ตําบลกระเพาะหมูประกอบไปด้วย ตําบลทรงคะนอง ตําบลบางกระสอบ ตําบลบางน้ําผึ้ง ตําบลบางกอบัว ตําบลบางกระเจ้า ซึ่งในเขตนี้ มีประชากรอยู่ด้วยกัน ๔๐,๐๐๐ กว่าคนค่ะท่านประธาน ซึ่งจํานวนฟังดูแล้วก็น่าใจหาย ชาวบ้านร้องเรียนมาว่าได้รับความเดือดร้อนในเรื่องของการเดินทางสัญจรไปรักษา ในโรงพยาบาลที่เปึนของรัฐ เนื่องจากในเขตตรงนี้ใน ๖ ตําบลตรงนี้ไม่มีโรงพยาบาล ของรัฐเลย มีแต่สถานีอนามัยซึ่งใช้รักษาได้ในเบื้องต้น แต่ยามที่เจ็บไข้ได้ป์วยที่รุนแรง หรือว่าต้องรักษาที่ต่อเนื่อง ผู้เฒ่าผู้แก่จะต้องเดินทางอย่างทุลักทุเล เนื่องจากว่าเส้นทาง ที่จะไปอย่างโรงพยาบาลบางจากนี่ต้องเดินทางใช้ระยะเวลาไม่นาน แต่การเดินทางไม่ได้ รับความสะดวก ถ้ามีรถส่วนตัวไปเองก็ยังไม่เท่าไร แต่ถ้าเกิดไม่มีรถเลยจะต้องต่อรถถึง ๓ ต่อหรือบางบ้านจะต้องถึง ๔ ต่อ เพราะว่าไม่มีรถประจําทางผ่านถึง ก็อยากจะฝาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยไปพิจารณาด้วยนะคะ ตั้งเปึนโรงพยาบาลชุมชนให้กับสถานที่ ตรงนี้ก็ยังดีนะคะ ขอบพระคุณท่านประธานมากค่ะ
ต่อไปคุณวัชระ เพชรทอง
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมีทุกวันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องจากเขตหนองแขมได้ร้องเรียนมาว่าบริเวณปากซอยเพชรเกษม ๗๗ ซึ่งเปึนตลาดนัด ขนาดใหญ่ ซึ่งที่ดังกล่าวนั้นเปึนของกระทรวงมหาดไทย แปลงที่ ๑ นั้นโฉนดเลขที่ ๑๐๑๐๓ เลขที่ดินหมายเลข ๔๐๖ ระวาง ๓ ต ๘ ฏ เนื้อที่ ๓ ไร่ แปลงที่ ๒ โฉนดเลขที่ ๑๐๐๙๗ เลขที่ดิน ๔๐๐ ระวาง ๘ ต ๓ ต ๘ ฏ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๓ งาน ๓๐ ตารางวา ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเคยให้เอกชนเช่า ปัจจุบันอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย พี่น้องสงสัยอยากจะถามว่าสัญญาเช่านั้นหมดอายุไปนานแล้ว และปรากฏว่า มีเงินจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่บางคน ต้องการให้ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย คนใหม่ คุณมานิต วัฒนเสน ได้โปรดทําเรื่องนี้ให้โปร่งใส ถ้าจะทําตลาดนัดก็ควรจะ เป่ดประมูลอย่างโปร่งใสหรือ กทม. โดยเขตหนองแขมก็อยากจะทําเปึนสวนสาธารณะ ในบริเวณดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ นอกจากนี้ยังมีถนนที่จะต้อง ปรับปรุงในเขตหนองแขม บางแค ไม่ใช่ว่าถนนไร้ฝุ์นครับ แต่เต็มไปด้วยโคลนตม คือถนนสายบางแวก จากพุทธมณฑลสาย ๒ ไปพุทธมณฑลสาย ๓ ช่วงสี่แยกทศกัณฐ์ บริเวณหน้าตลาดทศกัณฐ์ ปรากฏว่าน้ําท่วมขัง พี่น้องประชาชนในย่านดังกล่าวได้รับ ความเดือดร้อนเปึนอย่างยิ่ง และถนนบางบอน ๔ เขตหนองแขม ปรากฏว่าผู้รับเหมา ทิ้งงาน สร้างไม่ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อยากให้กรุงเทพมหานครไปดําเนินการให้เรียบร้อย และที่ร้ายที่สุดท่านประธานครับ คือถนนร่มไทรในซอยบางบอน ๓ เชื่อมต่อกับ ถนนกาญจนาภิเษก ปรากฏว่าเต็มไปด้วยโคลน เลนและน้ําท่วมขัง ซึ่งอยู่ในระหว่างการ ปรับปรุงก่อสร้าง อยากให้ผู้รับเหมาได้ดูแลพี่น้องประชาชนให้มากกว่านี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นอกจากนี้โครงการรัฐเอื้อราษฎร์ของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งไปสร้างหมู่บ้าน ให้กับกองทัพเรือจํานวนพันกว่าหลังที่บริเวณชายแดน เขตหนองแขม ซอยเพชรเกษม ๑๑๒ ๑๑๐ และเชื่อมต่อไปยังซอยกระทุ่มล้ม ๒๒ ปรากฏว่าพาทหารเรือไปปล่อยอยู่ท่ามกลาง ทุ่งปรือ ซึ่งถนนไม่ได้มาตรฐานและการเคหะแห่งชาติก็จะสร้างถนนเฉพาะบริเวณ หน้าหมู่บ้านจัดสรรเท่านั้น อยากให้การเคหะแห่งชาติและกรุงเทพมหานครได้ปรับปรุง ถนนให้ไปถึงซอยกระทุ่มล้ม ๒๒ ซึ่งอยู่เขตจังหวัดนครปฐม ปรากฏว่าเขตจังหวัดนครปฐม ยังมีถนนที่ดีกว่าเขตกรุงเทพมหานคร และการปรับปรุงถนนในซอยเพชรเกษม ๑๑๐ อยากให้ผู้รับเหมาได้ดูแลความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนในการปรับปรุงถนนในช่วงนี้ ให้มากกว่านี้ ก็ขอขอบคุณท่าน ผอ. พงษ์ศักดิ์ พันธ์สวาสดิ์ ผอ. เขตหนองแขม ที่ได้ดูแล พี่น้องประชาชนในเขตหนองแขมเปึนอย่างดี ขอบคุณครับ
ต่อไปครับ คุณฐิติมา ฉายแสง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้เรื่องหารือถึงความเดือดร้อนของประชาชนนี่นะคะ จะเปึนเรื่องที่ คล้ายคลึงกับที่ดิฉันเคยอภิปรายขอหารือท่านประธานไปนะคะ แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น ดิฉันอภิปรายถึงเรื่องว่าประชาชนนั้นใช้ไฟฟัาแล้วกระแสไฟฟัาตก แต่คราวนี้หนักกว่านั้นค่ะ ท่านประธาน ไม่มีกระแสไฟฟัาจะใช้ ท่านประธานคะประเทศไทยเราได้รับข้อมูลข่าวสาร ลองคิดดูนะคะว่าขณะนี้เขายิงจรวดไปที่ดวงจันทร์เพื่อจะดูว่ามีน้ําหรือไม่ เขาเจริญกัน ขนาดนั้นแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีกระแสไฟฟัาใช้อีก มันเหลือเชื่อจริง ๆ และขณะนี้ เรากําลังใช้งบประมาณจะซื้ออาวุธก็ตาม หมื่นกว่าล้านบาท หรือนํางบประมาณไปร้อง เพลงชาติตอนเย็น ๆ เสียงบประมาณไปมากมาย แต่ในขณะที่พี่น้องประชาชนยังไม่มี ไฟฟัาใช้ที่จะส่องแสงสว่างในการดําเนินชีวิตได้ มันตลกมาก นายณรงค์ พิมเพ็ชร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑๑ ของตําบลหนองไม้แก่น อําเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงได้ ร้องเรียนมาที่ดิฉันบอกว่า ๑๒ หมู่บ้าน ๑,๙๑๘ หลังคาเรือน ประชากร ๗,๑๐๓ คน ในหมู่บ้านพวกนั้นมี ๗๐ หลังคาเรือน ๒๕๐ คนที่ไม่มีกระแสไฟฟัาส่องสว่าง ประชาชน ในหมู่ ๑ หมู่ ๒ หมู่ ๔ หมู่ ๙ หมู่ ๑๐ เช่นเดียวกัน ๘๑๔ หลังคาเรือน ๒,๙๔๕ คน ถึงแม้จะมีไฟฟัาใช้แล้วแต่ก็กระแสไฟฟัาตกอีก จึงขอบอกว่าให้การไฟฟัาส่วนภูมิภาค จังหวัดฉะเชิงเทราช่วยเร่งดําเนินงานไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ด่วน เพื่อให้ความ เปึนธรรมกับประชาชน เพราะประชาชนใช้ไฟฟัาจากการไฟฟัาส่วนภูมิภาคเขาก็ต้อง จ่ายเงิน แต่การไฟฟัาส่วนภูมิภาคนั้นยังไม่สนอกสนใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน ที่จะต้องให้ ส.ส. ซึ่งเปึนตัวแทนพี่น้องประชาชนนั้นมาพูดในสภาอีก และจะเปึนกี่ครั้งคะ ท่านประธาน ที่ ส.ส. นั้นต้องแย่งกันพูดในสภา ขอให้ราชการนั้นทําหน้าที่ของตนเอง จะเปึนสิ่งที่ถูกต้องที่สุด อย่าปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนอีกเลย พี่น้องตําบลหนองไม้แก่น อําเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ยังมีข้อเดือดร้อนอีกมากมาย วันหน้าวันหลังดิฉัน จะนํามาปรึกษาหารือกับท่านประธานอีกค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานครับ เพราะว่าท่านประธานคิดได้ดีมากครับ อย่างน้อยพี่น้องประชาชนจะได้รอฟังผู้แทนราษฎร ของตัวเอง บางทีมาเข้าชื่ออยู่ มีคนกระซิบบอกมาว่าท่านประธานน่าจะเริ่มสักเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาเลยก็ยังได้ แต่เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาก็สวยแล้วครับ เผื่อการเดินทางบ้าง ขอบคุณมากครับท่านประธาน
เชิญจังหวัดชัยภูมิ คุณหมอครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ผมก็เห็นด้วยกับท่านประธาน แต่ผมอยากให้ทบทวนเรื่องกติกาที่ท่านประธานได้บอกไว้ว่าพวกที่เหลือค้างเก่านั้น ตกลงท่านประธานจะโละออกหรือว่าท่านประธานจะให้พูดได้เหมือนเดิม
คืออย่างนี้ครับ อย่างวันนี้ ๔๒ ท่าน เราก็พูด ๑๐ ท่าน ยังเหลือ ๓๒ ท่าน อย่างนี้เปึนต้นครับ
สรุปว่าตกลงเอาเหมือนเดิมใช่ไหมครับ
ก็เอาเหมือนเดิมครับ
ผมเห็นด้วยกับท่านประธานนะครับ ที่จะเลื่อนเปึน ๑๐.๐๐ นาฬิกา
ทางฝ์ายนี้เชิญครับ ยกมือ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานที่เป่ดโอกาสให้หารือตั้งแต่ ๑๐.๐๐ นาฬิกา เพราะว่าปัญหาของพี่น้องราษฎรจากเพื่อน ส.ส. ทุกท่านจะได้ไปถึงรัฐบาลได้เร็วขึ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมว่าฟังเสียงแล้วก็พอ กระมังครับ คุณชลน่านเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ประเด็นข้อหารือท่านประธานในเรื่องเวลา ที่จะเริ่ม ๑๐.๐๐ นาฬิกาในวันพฤหัสบดีผมเองเห็นด้วย ไม่ขัดข้อง แต่มีอีก ๒ เรื่องนะครับ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมนะครับ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องที่ท่านประธานเองได้หารือเมื่อสัปดาห์ก่อนเกี่ยวกับ การยกเลิกข้อหารือที่ได้เขียนไว้ที่คั่งค้างมาเปึนลักษณะของสัปดาห์ข้ามสัปดาห์ ท่านประธานเองได้ตัดสินใจว่า ถ้าข้ามสัปดาห์แล้วก็จะยกเลิกไป แต่ขอให้อยู่ในสัปดาห์ เช่น วันพุธท่านบอก ๔๒ เรื่อง ก็สามารถที่จะเลื่อนไปวันพฤหัสบดีได้ อย่างนี้ผมเห็นด้วย เพราะเปึนเรื่องปัจจุบันครับ และคนที่ต้องการที่จะทํางานไปรับเรื่องรับราวมาจากพี่น้อง ประชาชนต่อในรายสัปดาห์เขาก็จะมีกําลังใจมาเขียนข้อหารือกับท่าน แต่ถ้าเอาเรื่องค้าง มาจากสัปดาห์ที่แล้ว วิธีการเทคนิคมีเยอะท่านประธานครับ ผมอาจจะเขียน ๕ เรื่องก็ได้
คือเอาอย่างที่ท่านพูดนี่ละครับ คือหมายความว่าค้างวันนี้เอาพรุ่งนี้ เสร็จแล้วสัปดาห์ต่อไปตัดออก เอาอย่างนั้นใช่ไหม ครับ
คือให้เลื่อนเฉพาะสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ผมเรียนก่อนนะครับ วันนี้ ค้างอาทิตย์ก่อน ๓ ท่าน
ผมขออนุญาตนําเรียนท่านประธานก่อนก็ได้ ครับ ก่อนที่ท่านจะวินิจฉัย ข้อเสนอสัปดาห์ที่แล้วท่านประธานเองก็มีกติกาชัดแล้วว่า ให้เปึนสัปดาห์ต่อสัปดาห์ วันพฤหัสบดีเลื่อนไปวันพุธหน้าไม่ควรทําครับ นั่นเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานคือการตอบข้อหารือนะครับ ผมกราบขอบคุณท่านประธานกับทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรของเราที่ตอบไปทุกครั้ง ว่ามีการหารือได้นําเรื่องส่งให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ช่วยดําเนินการ ส่วนใหญ่แล้ว จะตอบจบแค่นั้นครับ การดําเนินการของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยตอบกลับมาที่เรา เพราะฉะนั้นการหารือของเราก็แทบจะไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาเน้นไป ตรงนั้นด้วยผมคิดว่าเปึนประโยชน์ หมายความว่าส่วนราชการที่หลังจากได้รับเรื่อง จากสภาผู้แทนราษฎรของเราแล้ว จะดําเนินการอย่างไร ไม่ดําเนินการอย่างไรควรแจ้ง ท่านประธาน แล้วก็แจ้งให้สมาชิกที่หารือได้ทราบด้วยเพื่อจะได้ดําเนินการต่อจะได้ มีประโยชน์อย่างแท้จริง กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เรื่องนี้ พอได้รับจากท่านเสร็จแล้วก็ทางสภาทําเรื่องส่งไปหน่วยงาน หน่วยงานต้องแจ้งให้เรา ทราบภายใน ๓๐ วัน ตามข้อบังคับนะครับ เราก็ดําเนินการ เสร็จแล้วเขาก็จะตอบมาเปึน ราย ๆ ของท่านอาจจะไม่ถึง ๓๐ วันก็อาจจะยังไม่ได้ ก็เรียนให้ท่านทราบ เชิญท่านเชาวริน คนสุดท้ายครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยจากพื้นที่กลุ่มเขต ๗ ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ หยิบยกเรื่องนี้มาหารือที่ประชุม เพื่อจะเลื่อนเวลาประชุมในวันพฤหัสบดีแทนที่จะเปึน ๑๑.๐๐ นาฬิกาให้มาเปึน ๑๐.๐๐ นาฬิกา แต่ท่านประธานครับ กระผมมีความเห็นต่างกับ ท่านประธานนิดเดียวคือเรื่องของวันพฤหัสบดี ผมสนับสนุน ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เนื่องจากว่า พรรคการเมืองทุกพรรคจะมีการนัดประชุมพรรคในวันอังคาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างจังหวัดก็จะต้องเดินทางเข้ามาเพื่อประชุมพรรค ในวันอังคารอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าท่านประธานจะกรุณาให้โอกาสแก่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเอาวันพุธอีก ๑ วัน แล้วก็รู้กันว่าทั้งวันพุธ วันพฤหัสบดีเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา เรามาที่สภา ไม่ต้องไปจําให้มันสับสน ทุกวันพุธ วันพฤหัสบดีทุกสัปดาห์ ๑๐.๐๐ นาฬิกา เรามาเจอกันที่สภา มันก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นอีก ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานลองพิจารณาว่า เพิ่มวันพุธอีกสักวันจะได้ไหมครับ ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจาก
สําหรับผมไม่ขัดข้อง นะครับ แต่ปัญหาท่านสมาชิกที่เปึนกรรมาธิการสามัญท่านต้องประชุมอันนี้ครับ
ท่านประธานครับ พวกกรรมาธิการที่ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในคณะของเขาเขาก็แยกไป เขาก็ไม่ได้มาหารือ ในห้องนี้ ส่วนคนที่ไม่ได้มีประชุมคณะกรรมาธิการ แล้วเขามีเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้าน เขาก็มาหารือกันในห้องนี้ มันก็จะทําให้ได้ประโยชน์ไปพร้อม ๆ กัน ประชาชนได้ประโยชน์ ครับท่านประธาน ลองพิจารณาดูครับ
ผมไม่ขัดข้องครับ วันพุธ จะเอาเวลาเท่าไร เสนอเลยครับ
ผมขอเสนอเปึนเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา แบบเดียวกับที่ท่านประธานเสนอวันพฤหัสบดี เพื่อเราจะได้ไม่ต้องสับสน ว่าทุกวันพุธ วันพฤหัสบดี เรามาเจอกันเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาอย่างนี้ มันก็ง่ายดีครับ
คือหมายความว่าวันพุธ ๑๐.๐๐ นาฬิกา พอจบการหารือกฎหมายก็ต่อไปเลย
ก็เร็วขึ้นอย่างไรครับ
ไม่ขัดข้องนะครับที่ประชุม
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่ขัดข้องถือตามนี้ นะครับ สภาดําเนินการบันทึกให้เรียบร้อย ไม่มีท่านผู้ใดมีความเห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมเอาตามนี้เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา เปึนวันประชุมทั้งวันพุธ วันพฤหัสบดี ขอขอบคุณที่ประชุมครับ เราจะได้ดําเนินการตั้งแต่วันพรุ่งนี้เปึนต้นไปนะครับ ขณะนี้ มีสมาชิกเซ็นชื่อเข้าประชุม ๓๓๙ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว กระผมขอดําเนินการประชุม ตามระเบียบวาระดังนี้ต่อไปนี้นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เปึนเรื่องสําคัญมาก เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม รับทราบการถึงแก่อนิจกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่มีอยู่ในระเบียบวาระ กระผมขอให้ทุกท่านยืนขึ้นไว้อาลัย
ด้วย คุณวินัย เสนเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดสงขลา จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถึงแก่อนิจกรรม เนื่องจากไตวายจากโรคมะเร็งลําไส้ใหญ่ เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ ซึ่งถือว่าเปึนการสูญเสียบุคคลสําคัญของสภาผู้แทนราษฎร จึงขอเชิญสมาชิกทุกท่านโปรดยืนไว้อาลัยเปึนเวลา ๑ นาทีครับ
(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อแสดงความไว้อาลัยเปึนเวลา ๑ นาที)
เชิญนั่งลงครับ ต่อไป
๒.๑ รับทราบเรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎรอนุญาตให้คณะกรรมาธิการ วิสามัญขยายเวลาการพิจารณา
ด้วยผมได้รับหนังสือจากประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไข ปัญหาที่ดินทํากิน กฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิแก่ประชาชน ขอขยายเวลาการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๙๐ วัน ซึ่งผมได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าควรอนุญาตให้คณะกรรมาธิการขยายเวลาพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไป อีก ๓๐ วัน ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๘ วรรคสอง
๒.๒ รับทราบผลการดําเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อําเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ....
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้ส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อําเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. .... เพื่อให้คณะรัฐมนตรีและศาลยุติธรรมพิจารณาดําเนินการนั้น
บัดนี้ สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและสํานักงานศาลยุติธรรมได้มี หนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อสังเกตดังกล่าวและให้นําเหตุผลของ ร่างพระราชบัญญัติ ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และสํานักงานศาลยุติธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ
๒.๓ รับทราบเรื่องวุฒิสมาชิกได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (จัดตั้งกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์) ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว
ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (จัดตั้งกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเปึนการพิจารณา ต่อจากการประชุมครั้งที่แล้ว ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ เรียนเชิญครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เรียนเชิญครับ การประชุม ครั้งที่แล้ว มีการอภิปรายกันทั้งหมด ๑๓ ท่านนะครับ กินเวลาไป ๒ ชั่วโมงเศษนะครับ วันนี้ก็ขอความกรุณานะครับ เห็นแปรญัตติกันเยอะเหลือเกิน ก็อยากจะขอความกรุณาครับ เพราะว่าเราค้างพระราชบัญญัติไว้เยอะเหลือเกิน จนสื่อเขาเขียนว่าสภานี้เอาเรื่องมากัก โดยผมนี้ถึง ๘๘ เรื่อง มันไม่ใช่ผมนะครับ พวกท่านทั้งหลายต่างหากครับ ถ้าท่านจะผ่าน ๆ ผมก็เอาด้วยทุกอย่าง ก็เรียนให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ เนื่องจากการพิจารณาครั้งที่แล้ว ถึงมาตรา ๓ มีการอภิปรายครับ มีท่านผู้ใดจะต่อครับ ท่านอรรถวิชช์อภิปรายแล้ว ให้คนอื่น เขาบ้างได้ไหม เชิญครับ กรุณาส่งรายชื่อให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ทั้ง ๒ ฝ์ายนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ คราวที่แล้วนั้นผมได้มีการอภิปรายไปแล้วนะครับ ในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าท่านคณะกรรมาธิการ ในขณะนั้นที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั่งไม่ครบครับ เพราะว่าเปึนปัญหาเรื่องของข้อกฎหมาย แล้วก็คณะกรรมการกฤษฎีกาวันนั้นรวมไปถึงทางด้านศาลเองก็ไม่ได้นั่งนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตถามถึงประเด็นนั้นอีกครั้งหนึ่งนะครับ เรื่องมาตรา ๓ นี้นะครับ
จะเอาถึงเกินกึ่งใช่ไหมครับ คณะกรรมาธิการ อันนี้ยังไม่ถึงกึ่ง ท่านที่อยู่ข้างล่างช่วยกรุณาขึ้นมาด้วยนะครับ เดี๋ยวจะ มีการทักท้วงกันอีกครับ
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ท่านประธานที่เคารพ ผมเองมีประเด็นในเรื่องมาตรา ๓ ที่จะเปลี่ยนจากคําว่า คดี นี้นะครับ เปึนคําว่า เรื่องพิจารณา เมื่อไปดูว่าชื่อสําคัญไฉน ทําไมจะต้องเปลี่ยนคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา คําตอบผมไปเจออย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๓๐๐ เขาบอกว่า สรุปว่า เรื่องที่ค้างพิจารณาอยู่ในชั้นตุลาการรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญคืออะไรครับ ก็คือคณะตุลาการที่ตั้งขึ้นในสมัยหลังจากการปฏิรูปนี้นะครับ เขาบอกว่าเรื่องที่ค้าง พิจารณาทั้งหมดนั้น รวมถึงคดีนะครับ ในนั้นใช้คําว่า คดี มาตรา ๓๐๐ ถ้าท่านลองดู ตามรัฐธรรมนูญประกอบนะครับ เขียนอย่างนี้ครับ บรรดาคดีหรือการใดที่อยู่ในระหว่าง ดําเนินการของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ ดําเนินการต่อไป คําถามผม วันนี้ท่านอยู่กันครบองค์แล้วข้างบน ก็ต้องถามละครับว่า มันจะส่งผลกระทบไหมครับ ถ้าท่านตัดคําว่า คดี ออก เปลี่ยนเปึนคําว่า เรื่องพิจารณา นี้ คดีในที่นี้ยังโอนไปอยู่หรือเปล่า เพราะไม่อย่างนั้นผมคิดว่าการแก้ไขของท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากนั้นมีนัยสําคัญและมีนัยแฝงด้วยครับ
ประการต่อมาครับ บทบัญญัติทั่วไปในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๐ เรื่องของศาล ในเรื่องของอํานาจ มาตรา ๑๙๗ เขาบอกว่าอย่างนี้ครับ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ย้ําอีกครั้งนะครับ อรรถคดี เปึนอํานาจของศาลซึ่งต้องดําเนินการให้เปึนไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ คําถามก็ถาม เหมือนเดิมครับว่า ถ้าเปลี่ยนจากคําว่า คดี เปึนคําว่า เรื่องพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ยังจะเปึนศาลอยู่ไหมครับ ยังจะเปึนศาลที่ทําในนามพระปรมาภิไธยอยู่ไหมครับ เพราะว่า มาตรา ๑๙๗ นี้เปึนการครอบคลุมเรื่องขององค์กรศาลทั้งหมดครับ นี่คือ ๒ ประเด็นที่ติดใจ แล้วผมคิดว่าเปึนประเด็นสาระสําคัญ ชื่อนั้นสําคัญไฉน ก็ตรงนี้ละครับท่านประธาน มาตรา ๑๙๗ ที่ได้เรียนไปแล้วว่าตกลงว่าถ้าแก้นั้นจะทําในนามพระปรมาภิไธยต่อไป หรือไม่ครับ มาตรา ๓๐๐ คดีที่ค้างอยู่ในระหว่างการพิจารณาของตุลาการรัฐธรรมนูญ ในคราวปฏิวัติเรื่องของทุจริตมากมายนี้มันจะตกไปไหมครับ ถ้าท่านตัดคํานี้ออกไป เปึนคําถามของผมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญคุณชลน่าน ศรีแก้ว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรรมาธิการได้ไปแก้ไข ผมเองมีข้อซักถามที่จะกราบเรียน ถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการในประเด็นที่ ท่านได้แก้ไข ข้อคําถามผมเองอาจจะซ้ํากับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไป
ในประเด็นที่ ๑ เรื่องของการแก้ไขคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา ผมเอง ต้องการคําตอบครับว่าท่านมีเหตุผลใด หรือมีวัตถุประสงค์ใดที่จะต้องแก้อย่างนั้น เพราะว่าผมเองได้ไปตรวจสอบในรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเปึนมาตรา ๑๙๗ มาตรา ๒๑๑ หรือมาตรา ๓๐๐ วรรคสี่ นี่นะครับ เหมือนที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปนี่ ก็มีถ้อยคํา เหล่านี้ใช้อยู่ แล้วก็มีความยึดโยงกับลักษณะการทําหน้าที่ แต่ด้วยเหตุผลของกรรมาธิการ ถ้าผมฟังแล้วนี่ กรรมาธิการมีเหตุผลที่ดี ผมเองก็อยากจะยอมรับในเรื่องนี้ นั่นกรณีที่ ๑ ในมาตรา ๓ ครับ
อีกกรณีหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓ คณะกรรมาธิการได้ แก้ไขเรื่องของคํานิยามของกระบวนการการพิจารณา ท้ายประโยคนะครับ กระบวนการ การพิจารณาไล่เรียงมา คณะกรรมาธิการไปแก้ไขในท้ายประโยค ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านนะครับ ตั้งแต่คําว่า และ นะครับ และลงมติตลอดจนการปฏิบัติ ตามอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ร่างเดิมคือ กฎหมาย ท่านไปแก้ไขตัด คําว่า กฎหมาย ออกไป แล้วเติมคําว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เข้ามา ก็ต้องเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการ ที่เคารพว่าท่านมีเหตุผลใด มีวัตถุประสงค์ใด ถ้าแก้อย่างนี้จะเปึนคุณหรือเปึนประโยชน์ กับการพิจารณาหรือไม่ หรือท่านมีข้อจํากัดใด หรือท่านเห็นตัวอย่างใดที่จําเปึนต้องเขียนไว้ อย่างนี้ ผมมาดูเอกสารที่ท่านพยายามทําประกอบให้กับสมาชิกครับ ในเอกสารแผ่นขวาง ท่านให้เหตุผลทํานองว่า ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้วิธีการพิจารณาเรื่องหรือคดี หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ถูกร้องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญนี้ให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญเท่านั้น ท่านให้เหตุผลไว้อย่างนั้น จริง ๆ เปึนอย่างนั้น หรือไม่ แล้วมีความจําเปึนหรือเปล่าครับว่าจะต้องเขียนล็อกไว้อย่างนั้น ผมใช้ลักษณะของ กฎหมายที่จะดูแลพี่น้องประชาชน กฎหมายมหาชนเปึนหลัก จริงอยู่ครับ ครั้งหนึ่ง เราอาจจะมีข้อสงสัยว่าแม้แต่พจนานุกรมนี่ก็เป่ดขึ้นมาแล้วก็เอามาใช้ในการวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญได้ ท่านอาจจะให้เหตุผลผมอย่างนั้นนะครับ แต่ว่าท่านก็ต้องมีคําอธิบาย ที่ดีกว่านี้ ผมมี ๒ ประเด็นครับท่านประธาน ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาต ลืมไปครับ เนื่องจากว่าทางศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งผู้ที่จะมาช่วยชี้แจงหลายท่านนะครับ ก็ขอให้ ทางศาลรัฐธรรมนูญที่มาแล้ว เชิญเข้ามาในห้องได้ เชิญครับ มีท่านพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ เชิญครับ
สภายินดีต้อนรับคณะกํานัน ผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดรอบปริมณฑลของ กรุงเทพมหานคร สมาคมกํานัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย จํานวน ๘๐๐ ท่าน ด้วยความยินดีครับ ก็มาสองขยักกระมัง ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรนะ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มาก็ปกติดี ขอบคุณครับ เชิญท่านบรรพต ต้นธีรวงศ์ ก็สั้น ๆ หน่อย เอาประเด็น ๆ นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ ครับ ท่านประธานขาน นามสกุลผมผิด ผมขออภิปรายไม่ยาวครับ คือเท่าที่ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายตั้งแต่ วันพุธที่แล้วเกี่ยวกับเรื่องของพระราชบัญญัติประกอบการดําเนินการของศาลรัฐธรรมนูญ นี่นะครับ ผมต้องเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับว่ารู้สึกว่า ท่านมีความขยันขันแข็งจริง ๆ เลยนะครับ แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่มีพื้นฐานทางด้าน กฎหมายก็ได้อภิปรายซักถามต่าง ๆ อย่างมากมาย ผมในฐานะที่ว่าไม่ค่อยมีพื้นฐาน ทางด้านกฎหมาย ผมก็อยากจะแสดงความรู้สึกและตั้งประเด็นเหมือนกันนะครับ ว่ากรรมาธิการวิสามัญชุดนี้มีความขยันขันแข็งอย่างน่าชื่นชมมาก แต่ว่าก็ต้องกราบเรียน ท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมาธิการทุกท่านด้วยนะครับว่า ทําไมท่านแก้มาก เหลือเกิน ทั้งหมดมี ๕๔ มาตรา ท่านแก้เสีย ๕๐ มาตรา ถ้าคิดถึงเปอร์เซ็นต์แล้วก็ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังไม่พอท่านยังเพิ่มเติมอีกตั้งหลายมาตรา ทีนี้ผมก็คิด ในลักษณะของพื้นฐานธรรมดาสามัญทั่วไปที่ไม่ใช่นักกฎหมายนะครับ ถ้าพูดถึงว่า ถ้าผมเปึนคณะกรรมาธิการชุดนี้นี่นะครับ ผมย่อมมีเปัาหมายที่จะให้สมาชิกสภาแห่งนี้ ให้การรับรองคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ทําอย่างนี้ผมคิดว่ามันมีความเสี่ยงครับ เพราะว่าจะมีคําถามใหญ่ ๆ ว่าทําไมแก้มากมายถึงขนาดนี้ ๕๔ มาตรา แก้เสีย ๕๐ มาตรา แล้วก็ยังมีการเพิ่มเติมเข้าไปอีก บางอย่างการเพิ่มเติมนั้นมันก็ไปซ้ําซ้อนที่มาตราที่แก้ไปแล้ว อย่างเช่น ผมยกตัวอย่างนะครับ เช่น ในมาตรา ๔ นะครับ ท่านเพิ่มข้อกําหนดไปนะครับ ว่าจะต้องมีข้อกําหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไปออกข้อกําหนด และข้อกําหนดนั้น เปึนข้อกําหนดในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องเอาข้อกําหนดนั้นมา ขอความเห็นชอบจากสภา ซึ่งอันนี้ท่านให้เหตุผลว่าเพื่อจะยึดโยงกับประชาชน ประเด็นนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับในมาตรา ๔ ที่ท่านขอแก้ไขนะครับ แต่ในขณะเดียวกัน อันนี้ก็ไปค้านกับสิ่งที่ท่านเพิ่มเติมเข้ามาในมาตรา ๑๐/๑ นะครับ ว่าตุลาการอาจถูกคัดค้าน ไม่ให้ร่วมเปึนองค์คณะอีกตั้ง ๖ เรื่อง ๖ วงเล็บด้วยกัน ซึ่งอันนี้นะครับ มันก็อาจจะเอาไป กําหนดไว้เปึนข้อกําหนดในมาตรา ๔ ได้ เพราะต้องมาขอความเห็นชอบจากสภาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าประเด็นนี้มันก็ซ้ําซ้อนกันครับ ไม่น่าจะต้องไปแก้ไขเพิ่มเติม คือประเด็นในส่วนที่เพิ่มเติมเปึนมาตรา ๑๐/๑ แต่ประการใด เพราะฉะนั้นผมก็มีความรู้สึก ต่อไปว่าคณะกรรมาธิการที่ชี้แจงในคราวที่แล้วนั้นบอกว่าเพราะมันมีกรณีของท่าน อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่ถูกต้อง แล้วก็มีผลทําให้ท่านต้องถูกออกจากตําแหน่งตรงนี้ไปครับ เรื่องของการทําอาหาร ทําครัว ในขณะที่มีศาลตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญบางท่านไปรับหน้าที่เปึนวิทยากรกลับไม่ถูก วินิจฉัยว่าอย่างนั้น ท่านก็เลยเกิดความวิตกกังวลว่าต่อไปนี้ต้องมีกฎเกณฑ์ ขอบเขต ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทําหน้าที่ให้ละเอียดรอบคอบขึ้นเสียแล้ว ตรงนี้ผมคิดว่า เหตุผลอันนี้ก็ดีอยู่นะครับ แต่ท่านต้องอย่าลืมว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมันไม่ได้อยู่ ยั้งยืนยงหรอกนะครับ เดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนชุดไปแล้วครับ เดี๋ยวสภาโดยวุฒิสภาก็ต้อง เสนอตั้งขึ้นใหม่เพื่อจะแนะนําให้ทรงพระกรุณามีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง เพราะฉะนั้น การที่จะออกพระราชบัญญัติเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญไปทํางาน ผมคิดว่าเราต้องยึดโยงอยู่ ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ยึดโยงกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใดชุดหนึ่ง เพราะเขาไม่ได้ อยู่ยั้งยืนยง สถาบันเท่านั้นที่จะอยู่ยั้งยืนยง แต่บุคคลที่อยู่ในสถาบันไม่ได้อยู่ยั้งยืนยงครับ เพราะฉะนั้นเปัาหมายนี้ต้องพุ่งตรงไปที่การทํางานของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภาแห่งนี้ จะต้องอํานวยความสะดวกให้กับท่านในการที่จะทํางานได้อย่างสะดวกคล่องแคล่ว แต่อย่างไรก็ขอให้มีหลักประกันว่าจะทําให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม
ประการสุดท้ายท่านประธานครับ อยากจะฝากเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้นะครับว่าถ้าจะพูดถึงความเสี่ยง หรือจะพูดถึงว่า ถ้าสมาชิกสภาแห่งนี้จะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะแก้ไขมากมายนี้ นะครับ ๕๔ มาตรา
เอามาตรา ๓ ก่อนครับ
ผมกําลังจะสรุปนะครับ แล้วยังมี เพิ่มเติมอีกนะครับ ผมคิดด้วยสามัญสํานึกธรรมดาทั่วไปว่าผมอยากจะเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ แต่ผมมีความคลางแคลงใจว่าทําไมจะต้องแก้ไข มากมายขนาดนั้น เครดิตของผู้เสนอคือศาลรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีเลยหรือในการที่จะ เห็นชอบกับร่างของเขา ถ้ามีการแก้ไขเพียงบางมาตราก็ยังมีเหตุมีผลอยู่ที่ผมจะให้ ความเห็นชอบด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นผมก็กริ่งเกรงใจตรงนี้ ก็ขอเรียนฝากท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้เพื่อขอคําตอบ ในเรื่องนี้ด้วยนะครับว่าท่านอยากให้สภาแห่งนี้เห็นชอบตามท่านหรือว่าท่านจะแก้ไข จนกระทั่งไม่รู้ว่าร่างเดิมเปึนอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ร่างเดิมเขาก็ตัดคําว่า คดี ออกเท่านั้นเองครับ ตัวเดียวครับ คุณสุชาติ ลายน้ําเงิน ครับ เชิญเอาตรงเนื้อหาที่ถูกตัดไป อะไรสั้น ๆ นะครับ เอาแต่เนื้อครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ท่านประธานบอกว่าให้ผม ตรงประเด็นผมตรงแน่ท่านประธานครับ ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะอะไรท่านประธาน เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้วันนี้เราเปึนผู้แทนราษฎร เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้พูดแล้ว อย่างไรว่ามันต้องละเอียดรอบคอบ เพราะกฎหมายฉบับนี้พวกเราไม่ได้ใช้หรอกครับ คนอื่นเอามาใช้ แต่ท่านต้องคิดนะครับว่าวันนี้ศาลเปึนคนออกแล้วก็มาให้ผู้แทนราษฎรใช้ ผมถามว่าศาลรัฐธรรมนูญต่อไปวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้จะอยู่กันอย่างไร วันนี้ที่ต้องแก้ไข ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่คําว่า คดี กับ เรื่อง นี่นะครับ วันนี้ท่านประธาน ลองดูที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ท่านประธานครับ มาตรา ๓ เหมือนกันนี่ละ ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องร้อง กกต. ใช้คําว่า รับเรื่อง ด้วยซ้ําไปท่านประธาน กรณี ๑๓ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ถือหุ้น นี่ศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันใช้อยู่ วันนี้ถ้าเราไปใช้คําว่า คดี ท่านประธานครับ มันจะเหมือนศาลทั่วไป วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญเปึนศาลพิเศษ ต้องพูดกัน อย่างนี้นะครับ มีผู้แทนราษฎรก็มีศาลรัฐธรรมนูญ แต่การออกกฎหมายผมไม่อยากจะให้ เวลามันบีบท่านประธานครับ ให้เวลามาก ๆ ไปเลย เพราะกฎหมายฉบับนี้ แต่ละคน แต่ละท้องที่ไม่ใช่พวกเราใช้อย่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่หรอกครับ แล้วก็ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ ชุดนี้ใช้ จะเปึนคนรุ่นหลังใช้ จะต้องเขียนแล้วเอามาใช้กับคน ผมถึงบอกว่ากรณีคําว่า คดี กับคําว่า เรื่อง นี่นะครับ ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็เห็นอยู่ บางท่านเห็นด้วยด้วยซ้ําไปว่าเปึนเรื่องพิจารณานั้นดีที่สุด อยู่แล้ว มันเหมือนกับจะเปึนตราบาปท่านประธานครับ ท่านประธานเคยเห็นคนที่อยู่ ต่างจังหวัดคําว่า ต้องคดี ไหมครับ ต้องคดีศาลชั้นต้น ต้องคดีศาลอุทธรณ์ ต้องคดีศาลฎีกา คําว่า โดนคดี ถือว่าเจ็บปวดรวดร้าวไปในหัวใจแล้วครับ วันนี้คุณเปึนผู้แทนราษฎรที่ให้ ประชาชนเลือกมา บางคนได้คะแนนแสนกว่าคะแนน ถือว่ามีเกียรติ แต่วันหนึ่งคุณอาจจะ พลาดไปนิดเดียว แล้วศาลรัฐธรรมนูญใช้คําว่า คดี กับคุณ คุณจะคิดอย่างไร นี่คือ หลักความเปึนจริงอยู่ตรงนั้น คณะกรรมาธิการเขาก็เลยไปคิดตั้งหลายคน ผมว่าไม่ใช่ มี ส.ส. พรรคเพื่อไทยอย่างเดียวครับ มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ มีทุก ส.ส. มีกระทั่ง ศาลรัฐธรรมนูญ มีกระทั่งผู้เชี่ยวชาญในศาลนะครับ ที่ท่านบอกว่าเปึนความคิด ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากคิดดีแล้ว คิดไม่ใช้คําว่า คดี คิดใช้คําว่า เรื่อง นะครับ มันเปึนเหตุอย่างที่ผมเล่าให้ท่านประธานฟังนะครับ มาตรานี้ผมถึงเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็อยากจะให้ใช้เวลานาน ๆ ในการพิจารณากฎหมาย ฉบับนี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ
ครับ เชิญคุณนิยม เวชกามา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย กระผมได้ศึกษาในเงื่อนไขข้อกฎหมายหลายมาตรา ผมจึงมีความคิดเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
เอามาตรา ๓ นี้ก่อนครับ
มาตรา ๓ เอา คดี เปึน เรื่องพิจารณา เนื่องจากในมาตราอื่นก็ประกอบกัน มันมีส่วนเกี่ยวพันกันครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าต้องไปคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลยุติธรรมปกติ เปึนศาลรัฐธรรมนูญ เปึนศาลเดียว เพราะฉะนั้นเพียงการแก้จากคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา ผมเห็นว่าไม่ใช่ เรื่องยากเย็นอะไร เพราะคณะกรรมาธิการชุดนี้ คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ก็มาจาก ประชาชนซึ่งเขาต้องการอย่างนั้น ประชาชนให้คําแนะนํามาแล้ว ทําไมหลายท่าน ต้องมาคัดค้านด้วย เพราะว่าในข้อกฎหมายมันก็ไม่มีอะไรผิด เพราะศาลรัฐธรรมนูญ เปึนศาลเดียว ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์ ยังมีศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่อง ยังไม่เปึนคดี เปึนเรื่องพิจารณาก็น่าจะเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีของศาล ในประเด็นประเด็นนี้มันเปึนเรื่องศาลเฉพาะ เปึนศาลกฎหมายมหาชนในการพิจารณา เปึนส่วนใหญ่ ในศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายเอกชน เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการว่าน่าจะเปึนเรื่องพิจารณาไม่น่าจะเปึนคดีครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญ คุณประเกียรติ นาสิมมา ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขณะนี้เรากําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... ผมเองได้พิจารณาแล้วก็ศึกษารัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ค่อนข้างละเอียดพอสมควร แล้วรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เปึนรัฐธรรมนูญที่พยายาม ที่จะแบ่งอํานาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ของการใช้อํานาจให้ได้ และนอกจากนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ องค์กรตามรัฐธรรมนูญใช้อํานาจก้าวก่ายซึ่งกันและกัน เมื่อพิจารณาถึงอํานาจของศาล ที่มีหลายศาลในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ศาลสําคัญ ๆ ที่พอจะยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ก็ได้แก่ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งศาลทหารด้วยนะครับ ส่วนศาลเชี่ยวชาญ อื่น ๆ นั้นก็คงจะอยู่ในกรอบของอํานาจตุลาการ ทีนี้ในเรื่องของศาลในเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญเปึนศาลที่จะต้องใช้อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยข้อโต้แย้ง ข้อขัดแย้งขององค์กร รวมทั้งการที่จะวินิจฉัยด้วยว่ากฎหมายใดขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งมีอํานาจหน้าที่อยู่เท่านั้นที่กระผมได้พยายามที่จะตรวจสอบอํานาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ และนอกจากนี้ผมยังได้พยายามที่จะดูว่า การใช้คําในกรอบของอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญนี้มีอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องกรณีที่บัญญัติไว้ ในร่างพระราชบัญญัตินี่นะครับ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเรื่องที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไข ในมาตรา ๓ คําว่า คดี คือคําว่า คดี ไม่มีในกรอบของศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะมีอยู่ในเรื่อง ของศาลแพ่ง ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง กระผมมองเห็นว่าที่ไปใช้คําว่า คดี ในศาลยุติธรรม และศาลปกครองนั้นก็เกิดจากการใช้คําที่ให้สอดคล้องกับภารกิจหรืออํานาจหน้าที่ของ ศาลนั้น ๆ เพราะจะต้องพิจารณาข้อพิพาทของคู่ความ การพิจารณาข้อพิพาทของคู่ความ ตรงข้อพิพาทต้องใช้คําว่า คดี จึงจะสอดคล้อง อันนี้เปึนทางปฏิบัติมาโดยตลอด แต่พอมา ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่กําลังพิจารณาอยู่นี้มีคําว่า คดี นะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตัดคําว่า คดี ออก แล้วใช้คําอื่นที่บอก เรื่องพิจารณา ผมก็เห็นว่า สอดคล้องกับมาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๕ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนนะครับ แต่ผมก็สงสัยอยากจะถามเหมือนกัน ถามคณะกรรมาธิการผ่านไปยังท่านประธานว่า ในเมื่อท่านตัดข้อความบางข้อความแล้วเปลี่ยนใช้ข้อความใหม่ที่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ เช่น ตัดคําว่า คดี ออก ผมเห็นสอดคล้อง ผมเห็นด้วย เพราะว่าจะแยกอํานาจ มองเห็นภารกิจของศาลแต่ละศาลแตกต่างกันออกไปได้ชัดเจน แต่พอมาวรรคสุดท้าย ที่เติมเข้ามาของมาตรา ๓ ที่เขียนว่า ข้อพิพาท จริง ๆ แล้วคําว่า ข้อพิพาท มันเกี่ยวกับคดี ผมก็ไม่ทราบว่าเติมเข้ามาทําไม แล้วก็ด้วยเหตุผลอะไร ผมอยากจะทราบ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ที่เติมเข้ามามันก็สอดคล้อง แต่ว่าคําว่า ข้อพิพาท ผมไม่เห็นด้วยที่จะเติมเข้ามา แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็อยากจะฟังการชี้แจงของท่านคณะกรรมาธิการด้วยเหมือนกัน
และอีกประการหนึ่งที่ผมเห็นสอดคล้องด้วยที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขมา ในเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ คือศาลรัฐธรรมนูญนี่ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปพิจารณากฎหรือกฎหมายอื่น นอกจาก พิจารณาว่าอะไรขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้นเอง ที่ตัดคําว่า กฎ หรือ กฎหมาย ออก แล้วใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งครับ เพราะว่าเปึนความรอบคอบของคณะกรรมาธิการที่พยายามที่จะกลั่นกรองให้กฎหมายนี้ เปึนกฎหมายที่ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ต่อไป แต่อย่างไรก็ตามผมขอกราบเรียนถาม ตรงวรรคสุดท้ายเติมมาแล้วท่านมีเจตนาอย่างไร หรือท่านมีความเห็นอย่างไรถึงเติมเข้ามา ว่ามีข้อพิพาท ถ้าท่านตัดคําว่า คดี ออก คําว่า ข้อพิพาท ก็ย่อมจะไม่มี เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขอฟังคําชี้แจงและขอสงวนไว้ ซึ่งจะได้โต้ตอบอภิปรายอีกต่อไป
ไม่ต้องโต้ตอบหรอกครับ อภิปราย
ผมแก้คําแล้ว ผมขอใช้คําว่า อภิปราย แล้วครับท่านประธาน
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไข เพิ่มเติมนะครับ เพราะผมคิดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นค่อนข้างที่จะชัดเจน สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๑๔ มาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๑๖ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านเล็กน้อยนะครับ มาตรา ๒๑๔ ในกรณีที่มีความขัดแย้ง เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาล ตั้งแต่ ๒ องค์กรขึ้นไป ให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรนั้นเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย มันชัดเจนอยู่แล้วครับ อย่างคํานิยามที่ได้กําหนดไว้โดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไข มันไม่มีคําว่า คดี มันเปึนคําวินิจฉัย และโดยเฉพาะคํา ข้อพิพาท ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มขึ้นมานี่ ผมคิดว่ามันมีความชัดเจนในตัวมันว่าถ้ามีข้อขัดแย้ง ข้อโต้แย้ง หรือข้อเรียกร้องเกี่ยวกับ สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และหมายความรวมถึงข้อขัดแย้งอันเปึนปฏิปักษ์ต่อกัน ทางการเมือง มันก็ยิ่งชัดเจนให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์ขึ้น ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านได้ขยายความกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้คนที่อ่านไม่เข้าใจได้เข้าใจ แล้วก็เขียนได้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลยครับท่านประธาน ผมให้การสนับสนุนคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านไม่ต้องไปแก้หรอกครับ เอาตามนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ความจริงคุณพีรพันธุ์ พาลุสุข ได้พูดเมื่อวันที่ ๑๕ แล้ว แล้วก็ได้ชี้แจงแล้วครับ ให้คนอื่นเขาพูดก่อนเถอะครับ คุณสงวน พงษ์มณี เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ผมคิดว่ามาตรานี้สําคัญมาก แล้วก็ตัดสินใจง่ายครับ ท่านประธานว่าเราจะตัดสินใจอย่างไร เพราะว่าถ้าใครไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ก็แสดงว่าท่านเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ต่างจากศาลอื่น วันนี้ถ้าเราเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญต่างจากศาลอื่น มีกระบวนการต่างกัน และมีที่มาต่างกัน การเปลี่ยนคําว่า คดี ออกจากมาตรา ๓ ได้ ตัดคําว่า คดี ออกไปได้นี่ ผมว่าเปึนเรื่องถูกต้อง เพราะถือว่า มันแตกต่างกับศาลอื่น ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญก็จะกลายเปึนศาลอื่น ซึ่งวันนี้ผมคิดว่าในมาตรา ๓ มันเปึนคํานิยามของกระบวนการของกฎหมายฉบับนี้ ทั้งหมด ถ้าหากว่าทางสภาแห่งนี้จะต้องลงมติในมาตรานี้ ไม่เห็นด้วย หรือ เห็นด้วย กับคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะต้องยอมรับว่า ตัดสินใจง่ายมากท่านครับ โดยเริ่มต้นจากการคิดว่าถ้าเราคิดว่าศาลนี้เหมือนศาลอื่น ก็ต้องใช้คําว่า คดี แต่ถ้าศาลนี้ต่างจากศาลอื่น ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญส่วนใหญ่เห็นอย่างนี้ มาตรานี้ผมพูดเท่านี้ละครับ และผมคิดว่าเห็นด้วยกับ การเปลี่ยนแปลงครับ
ถ้าเห็นด้วยดีมากครับ คุณเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมต้องขออนุญาตบรรดาสมาชิกที่ได้อภิปรายในมาตรา ๓ ไปแล้ว ซึ่งผมเองมีความสงสัย ที่จะต้องถามบรรดากรรมาธิการทั้งหลายได้โปรดชี้แจงให้ผมกระจ่างด้วย ในกรณี ที่คณะกรรมาธิการไปแก้คําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา ก็มีท่านสมาชิกทั้งที่เห็นด้วย และบางท่านก็แสดงความคิดเห็นแย้ง ในส่วนของผมไม่ใช่ว่า ไม่เห็นด้วย แล้วก็ไม่ใช่ว่า เห็นด้วยแต่ผมยังสงสัย ก็อยากจะสอบถามนิดหนึ่งว่า การที่ท่านไปแก้คําว่า คดี มาเปึน เรื่องพิจารณา นั้น มีสมาชิกท่านหนึ่งอภิปรายว่า ถ้าหากใช้คําว่า คดี ดูมันจะเปึนเรื่องที่หนักเกินไป พอมาใช้คําว่า เรื่องพิจารณา ดูมันจะเบา แต่จริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในมาตรา ๓๐๐ วรรคสี่ ก็มีคําว่า คดี ซึ่งก็ใช้กับบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างแจ้งชัดครับ แต่พอไปแก้คําว่า เรื่องพิจารณา มาถึงวรรครองสุดท้ายในร่างพระราชบัญญัติเดิมนั้น การพิจารณาคดี คณะกรรมาธิการก็ต้องไปตัดคําว่า คดี ออก แล้วพอจะไปใส่ว่า การพิจารณาเรื่องพิจารณา มันก็จะซ้ําคํา คณะกรรมาธิการก็เลยมาเพิ่มคําว่า การนั่ง พิจารณา ผมก็เกิดความสงสัยแล้วทําไมไม่ใส่คําว่า การนอนพิจารณา กับ การยืนพิจารณา ไปด้วย มันจะได้ครบทั้ง ๓ อิริยาบถ เห็นไหมว่าท่านไปแก้คําว่า คดี มาเปึน เรื่องพิจารณา มันก็เลยไปติดปัญหาวรรครองสุดท้ายนี้ ต้องไปเพิ่มว่า นั่งพิจารณา ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อ แน่ว่าคนที่มาอ่านกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งหากว่าผ่านจากสภาของเราไปวุฒิสภาจะต้องเจอ การทักท้วงในการที่ไปใส่คําว่า การนั่งพิจารณา ปกติกฎหมายทุกฉบับในวิธีพิจารณา ความอาญาหรือวิธีพิจารณาความแพ่งอะไรต่ออะไรนะครับ เขาก็ใช้คําว่า การพิจาณา การพิจารณา ไม่จําเปึนต้องมาใส่ว่า การนั่งพิจารณา ไม่มีหรอกครับ ผมสงสัยว่าเหตุ ที่ท่านต้องไปเพิ่ม คําว่า นั่ง เปึนเพราะท่านแก้ คําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา แล้วทําให้ คําว่า พิจารณา มันซ้อนคํากันอยู่ในวรรคนี้ ท่านก็เลยต้องมาใส่คําว่า นั่ง ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการน่าจะทบทวนใหม่นะครับ เพราะนี่มันเกิดปัญหาแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือท่านไปแก้คําจนทําให้ต้องมานั่งใส่คําว่า การนั่งพิจารณา แล้วเด็กก็จะถามว่า ทําไมไม่เขียนว่า นอนพิจารณา ยืนพิจารณา ใช่ไหมครับ ลองตอบคําถามผมหน่อยเถอะ ว่าทําไมต้องมาใส่คําว่า นั่ง ขอบคุณครับ
คุณพีรพันธุ์ จะชี้แจง ในฐานะกรรมาธิการหรือเปล่า
ท่านประธานที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธรจากพรรคเพื่อไทยครับ ผมเปึนกรรมาธิการอยู่ด้วย อยู่เสียงข้างมาก แต่เข้าใจว่าหลายท่านคงจะตอบ แต่ว่าในส่วนที่ผมได้เรียนไปครั้งที่แล้ว
ผมจึงเรียนถามว่า ท่านจะชี้แจงแทนคณะกรรมาธิการใช่ไหม
ผมชี้แจงเพิ่มเติมครับท่านประธาน จากครั้งที่แล้วที่คณะกรรมาธิการได้แก้ คําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา จริง ๆ ก็เปึนไปตาม ระบบของศาลเอง ว่าได้มีการใช้คําอย่างนี้ สมาชิกบางท่านอาจจะห่วงว่า ถ้าไม่มีคําว่า การพิจารณาอรรถคดีในหมวดทั่วไปจะไม่เปึนศาลใช่ไหม คงไม่ใช่ครับ คืออยากจะเรียนว่า นิยามนี้ก็เขียนไว้ชัดว่าเปึนนิยามที่ต้องการใช้ในพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๓ ก็พูดไว้ชัดเจน ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ คําทั้งหมดที่เขียนเปึนนิยามขึ้นมานี้ เขียนเพื่อใช้ ในพระราชบัญญัตินี้ ส่วนคําทั่วไปที่ใช้เข้าใจกันอยู่แล้วก็ไม่ต้องมานิยาม อย่างคําว่า การพิจารณาอรรถคดี ก็ต้องเรื่องทั่วไป ศาลไหนก็ใช้คํานี้อยู่ แต่ว่าเรื่องในที่ที่ต้องมาเขียน เพื่อให้ชัดเจนว่าตรงกับเรื่องที่พิจารณาในกฎหมายนี้ ผมย้อนกลับไปดู เนื่องจากว่า ผมได้พูดไปบ้างแล้วครับ ที่จริงถ้าศาลรัฐธรรมนูญเองอยากจะใช้คําว่า คดี ผมย้อนกลับ ไปดูข้อบังคับของศาลนะครับ ก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ ข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อป้ ๒๕๔๖ ท่านก็เขียนนิยามไว้ คดีหมายความว่า เรื่องที่เสนอให้ศาลเพื่อพิจารณา วินิจฉัย พอมาดูข้อกําหนดเมื่อป้ ๒๕๕๐ ท่านก็เขียนเหมือนเดิมครับ คดี หมายความว่า เรื่องที่เสนอต่อศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัย เห็นไหมครับ เปึนคําที่ท่านใช้อยู่แล้ว ในข้อกําหนด เมื่อพอมาดูข้อกําหนดท่านเขียนนิยามไว้ คดีเปึนอย่างนั้น คดีเปึนอย่างนี้ แต่พอมาดูเรื่องเวลาท่านทํางาน ผมไม่เห็นท่านใช้คําว่า คดีเลย ท่านประธานครับ ดูในรายงานเล่มนี้นะครับ รายงานประจําป้ของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว มีคําว่า เรื่องพิจารณา มีคําวินิจฉัย ทั้งหมดครับ เปึนคําวินิจฉัยที่เท่านั้น ที่เท่านั้น แต่เรื่องที่เปึนคําสั่งก็ผลคําสั่งเท่านั้น เท่านี้ ไม่มีคําว่า คดี เลย ท่านนิยามไว้ อยากจะใช้ แต่ไม่ใช้ แล้วไปนิยามมาทําไมล่ะ เรื่องก็มีแค่นี้เปึนคํา ที่ท่านใช้อยู่แล้ว และท่านก็ใช้มาตั้งแต่มีศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว และที่แก้นี่นะครับ ผมเข้าใจอย่างเดียวว่าก็เนื่องจากที่ผมได้เรียนต่อที่ประชุมนี้ไปแล้ว ว่าเรามีข้อผิดพลาด ที่ให้ศาลเปึนผู้เสนอกฎหมายนี้ ฉะนั้นหลายอย่างศาลท่านก็เลยเขียนอย่างที่ท่านเคยชิน ท่านอยากจะใช้ นี่คือข้อผิดพลาดตรงนี้ ผมได้พูดครั้งที่แล้วไว้บอกว่าในการออกกฎหมาย ถึงแม้ว่ามาตรา ๓๐๐ บอกว่าระหว่างที่ยังไม่มี พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ศาลออกข้อกําหนดไว้ก่อน แต่ว่าเขาบอกไว้แล้วนะครับ แต่ทั้งนี้ต้องออกกฎหมายนี้ ให้เสร็จภายใน ๑ ป้ มีสมาชิกหลายท่านได้ถามผมบอกว่า สงสัยอยู่เหมือนกันว่า เมื่อมันครบป้แล้วยังไม่มีกฎหมายนี้ ศาลยังเปึนศาลอยู่ได้หรือเปล่า ผมก็ไปค้นบทความ ทางวิชาการ ก็มีคนเขียนบอกว่าถ้าเปึนที่อเมริกานะครับ ศาลทําหน้าที่ศาลต่อไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่มีพระราชบัญญัตินี้ เพราะการออกกฎหมายวิธีพิจารณานี่เปึนเรื่องของ ฝ์ายนิติบัญญัติที่ต้องออกให้ศาล ไม่ใช่ศาลไปออกเอง ความผิดพลาดมันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นหลายเรื่องที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ จึงเต็มไปด้วยสิ่งที่ศาลเคยชิน สิ่งที่ศาลเข้าใจ สิ่งที่ศาลอยากปฏิบัติ ท่านก็เขียนมาอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่บัดนี้พวกเรา จะเปึนผู้พิจารณา และสภาจะเปึนผู้ออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ผมจึงเขียนว่า การเปลี่ยนเรื่อง คดี เปึน เรื่องพิจารณา นั่นก็เปึนสิ่งที่ศาลปฏิบัติอยู่แล้วมาตั้งแต่ มีศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทยครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านกรรมาธิการท่านใด จะชี้แจง เชิญคุณคณิน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม คณิน บุญสุวรรณ กรรมาธิการ ก่อนอื่นกระผม ต้องกราบขออนุญาตที่จะชี้แจงเล็กน้อยนะครับ กรณีที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้กรุณา ถามว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งหมด ๕๕ มาตรานั้น คณะกรรมาธิการนั้นได้ทําการแก้ไขไปถึง ๔๐ กว่ามาตรา ซึ่งเปึนจํานวนมาก ซึ่งท่านก็ข้อสงสัยว่าคณะกรรมาธิการมีความขยันขันแข็งเกินกว่าเหตุ หรือเปล่า หรือว่าเปึนการไม่ให้เครดิตกับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนผู้เสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้มาหรือเปล่าครับ อันที่จริงแล้ว กระผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ที่มีการแก้ไข ซึ่งดูเหมือนว่ามาก แต่แท้ที่จริงแล้วเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไข ถ้อยคําที่เกี่ยวกับในคํานิยาม เกี่ยวกับคําว่า คดี ซึ่งเมื่อแก้ไขคําว่า คดี แล้วนี่นะครับ มันก็ส่งผลกระทบไปถึงมาตราต่าง ๆ ทั้งร่างอีกถึง ๓๐ มาตราด้วยกันนะครับ เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุนี้จึงสามารถที่จะอธิบายได้ว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้ขยันเกินกว่าเหตุ แล้วก็ไม่ได้ มีเจตนาที่จะไปดิส เครดิต (Dis-Credit) ผู้เสนอร่างนี้เข้ามา ขออนุญาตกราบเรียนครับ เนื่องจากว่าคําว่า คดี นั้นมันเกี่ยวพันไปถึงมาตราต่าง ๆ ทั้งร่างเลยนะครับ ซึ่งมันเปึน โครงสร้างใหญ่ ซึ่งเปึนเรื่องสําคัญมาก มันเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา หลักการ แล้วก็ ความแตกต่างของวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกับศาลอื่นนะครับ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาเพื่อที่จะชี้แจงในภาพรวมเพื่อที่จะได้เปึน การประหยัดเวลาท่านสมาชิกผู้มีเกียรติด้วยนะครับ ตลอดทั้งร่างของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ ๕๕ มาตรา ที่ศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้เสนอมา คณะกรรมาธิการได้เปลี่ยนแปลง แก้ไขถ้อยคําทั้งในเนื้อหาและในบทนิยามในมาตรา ๓ ด้วย ทั้งหมดรวม ๑๑ รายการ ด้วยกัน ซึ่ง ๑๑ รายการนี่นะครับก็เริ่มต้นตั้งแต่เปลี่ยนคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา อย่างที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติก็ได้ทราบไปแล้วนะครับ เรื่องที่ ๒ ก็เปลี่ยนแปลงคําว่า การพิจารณาคดี เปึน การนั่งพิจารณา นะครับ ประเดี๋ยวกระผมขออนุญาตที่จะชี้แจงว่า ทําไมถึงใช้คําว่า นั่งพิจารณา ไม่ใช้คําว่า นอนพิจารณา แทนนะครับ ในข้อที่ ๓ คณะกรรมาธิการได้เปลี่ยนคําว่า พนักงานคดีรัฐธรรมนูญ เปึน เจ้าหน้าที่ศาล เปลี่ยนคําว่า พิจารณาคดี เปึน พิจารณาวินิจฉัย เปลี่ยนคําว่า วิธีพิจารณาคดี เปึน วิธีพิจารณา เปลี่ยนคําว่า การจําหน่ายคดี เปึน การจําหน่ายเรื่องพิจารณา เปลี่ยนคําว่า พิจารณา วินิจฉัยคดี เปึน พิจารณาวินิจฉัย เปลี่ยนคําว่า กระบวนพิจารณาคดี เปึน กระบวนพิจารณา เปลี่ยนคําว่า ทําคําวินิจฉัยคดี เปึน ทําคําวินิจฉัย แล้วก็เปลี่ยนคําว่า ทําคําสั่งคดี เปึน มีคําสั่ง นะครับ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขทั้ง ๑๑ รายการดังที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้ว ข้างต้น นอกจากจะปรากฏในมาตรา ๓ บทนิยามแล้ว ยังปรากฏอยู่ในมาตราอื่น ๆ อีก รวมทั้งสิ้น ๓๐ มาตราด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงแก้ไขทั้ง ๑๑ รายการ ซึ่งรวม ๓๐ มาตรา ดังกล่าวข้างต้นนะครับ คณะกรรมาธิการมีเหตุผลที่จะกราบเรียนดังต่อไปนี้นะครับ
เหตุผลประการที่ ๑ ก็ง่าย ๆ เพื่อให้มันสอดคล้องกับชื่อร่างของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้เสนอมาเองนะครับ เพราะว่าชื่อร่างนั้นได้ระบุไว้ว่าเปึนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในหลักการของร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอมาว่า เปึนหลักการที่ต้องการที่จะให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ก็จะเห็นว่าทั้งชื่อร่างแล้วก็หลักการดังกล่าวอย่างที่กระผม กราบเรียนไปแล้วไม่ปรากฏคําว่า คดี แต่ประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อร่างนั้นถ้าเปึน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเมื่อประกาศใช้แล้วนะครับ ถ้านําไปเทียบเคียงกับ ชื่อพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลอื่น ๆ ที่ได้ประกาศใช้ไปแล้ว ก็จะเห็นได้ อย่างชัดเจนว่า ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนั้นมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการให้มีคําว่า คดี อยู่ใน กระบวนวิธีพิจารณาของศาลนั้น ๆ แล้วก็จะปรากฏคําว่า คดี อยู่ทุกครั้งไป อย่างเช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง เปึนต้น ในขณะที่ชื่อร่างของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งก็ตรงกับถ้อยคํา ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้วนะครับว่าเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปบัญญัติคําว่า คดี ไว้ในบทนิยาม รวมทั้งกระบวนวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามร่างเดิม ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เปึนผู้เสนอมานะครับ
เหตุผลประการที่ ๒ ในเมื่อฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร จะต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอํานาจ หน้าที่และกระบวนวิธีพิจารณาของศาลใดศาลหนึ่งโดยเฉพาะ ก็ชอบแล้วก็มีความจําเปึน ที่จะต้องตรวจสอบดูเจตนารมณ์และถ้อยคําที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด และรอบคอบอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอํานาจหน้าที่ก็จะเห็นนะครับว่า เมื่อตรวจสอบดูแล้วก็จะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างอํานาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญกับศาลอื่น เริ่มต้นด้วยศาลยุติธรรมซึ่งก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ชัดเจนนะครับ ศาลฎีกาก็มีอํานาจพิจารณาพิพากษา คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองก็มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดี พิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งผู้กระทําผิด เปึนบุคคลที่อยู่ในอํานาจศาลทหารและคดีอื่น และสุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเองถึงแม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน ว่าให้ท่านมีอํานาจหน้าที่อย่างไร เหมือนกับศาลอื่นนะครับ แต่ก็บัญญัติไว้อย่างชัดเจนเลย ว่า วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรจะไปบัญญัติให้มีคําว่า คดี ในกระบวนวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตลอดทั้งร่างเดิมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้เสนอมานะครับ
เหตุผลประการที่ ๓ ในขณะที่มาตรา ๒๑๖ วรรคท้ายของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ว่าวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันชื่อร่างของพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่ศาลเสนอมาเองนะครับ ก็เปึนชื่อเดียวกันกับที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว แต่พอมาดูร่างที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมาตั้งแต่มาตรา ๓ จนถึงมาตรา ๕๕ ก็จะเห็นได้ว่ามีอยู่สิ่งเดียวที่ร่างนี้สอดคล้องและเปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ ๒ ของหมวดศาลที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีตั้งแต่มาตรา ๒๐๔ ถึงมาตรา ๒๑๗ สิ่งที่ว่ามันสอดคล้องกันเปึนสิ่งเดียวนั้นก็คือชื่อร่างเอง ชื่อร่างเท่านั้นเองที่สอดคล้อง นอกนั้นแตกต่างออกไปหมดจนดูเสมือนหนึ่งว่าเปึนคนละเรื่อง คนละหลักการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ถ้อยคํานั้นแตกต่างกันไปโดยเกือบจะสิ้นเชิง เพราะในขณะที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ มาตรา ๒๐๔ จนถึงมาตรา ๒๑๗ ดังกล่าวซึ่งเปึนส่วนของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะนั้น จะมีแต่คําว่า วิธีพิจารณา ยื่นคําร้อง วินิจฉัย พิจารณาวินิจฉัย เสนอเรื่องความเห็น เสนอเรื่องพร้อมความเห็น การนั่งพิจารณา และการทําคําวินิจฉัยนั้น ปรากฏว่าตลอดทั้ง ร่างที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมากลับมีแต่คําว่า คดี การพิจารณาคดี การไต่สวน พนักงานคดี กระบวนพิจารณาคดี การจําหน่ายคดี การวินิจฉัยคดี การสั่งลงโทษฐานละเมิดอํานาจศาล ตุลาการประจําคดี การสืบพยาน การไต่สวนพยานบุคคล หรือผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบ หลักฐาน การเบิกความติดใจซักค้าน บันทึกรายงานการพิจารณาคดี ข้อผิดพลาด หรือผิดหลง ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกันแล้วเหมือนเปึนคนละศาล กล่าวคือศาลรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กับศาลรัฐธรรมนูญ ตามร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมานะครับ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร จะไปโอนอ่อน ถึงแม้อยากจะ โอนอ่อนให้เปึนไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอมาก็ตามนะครับ แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไป โอนอ่อนให้ใช้คําว่า คดี ตลอดจนถ้อยคําต่าง ๆ ซึ่งมันแปลกแยกแตกต่างไปจาก บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะถ้าปล่อยไปอย่างนี้ ก็จะเปึนปัญหาในอนาคตคิดว่าน่าจะเปึนภาระของอนุชนรุ่นหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่จะต้องมาแบกรับเอาความแตกต่าง เช่นนี้เอาไว้ครับ เหตุเพราะว่าถ้าหากในอนาคตเกิดมีข้อสงสัยว่าข้อความตอนใดตอนหนึ่ง หรือถ้อยคําตอนใดตอนหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เมื่อประกาศใช้ไปแล้วมันขัดแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอยู่ดี แล้วก็เปึนไปไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นมีหรือที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ามันขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่า เปึนร่างที่ศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้เสนอมาเอง แล้วฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้ขัดข้องก็ยินยอมตามนั้น โดยไม่มีการ เปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่แล้วว่ามันขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน
เหตุผลในประการที่ ๔ กรณีที่ท่านกรรมาธิการได้สงวนความเห็น แล้วก็ได้ซักถามมาว่าให้คงคําว่า คดี ไว้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ โดยอ้าง มาตรา ๑๙๗ มาตรา ๒๑๑ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๑๑ วรรคสาม ซึ่งทั้ง ๓ มาตรานี้ มีคําว่า คดี อยู่ด้วยนะครับ รวมทั้งมาตรา ๓๐๐ วรรคสี่ด้วย กระผมก็ขออนุญาต กราบเรียนว่ามีเหตุผลดังนี้ครับว่า
ประการแรก ในส่วนของมาตรา ๑๙๗ ซึ่งอยู่ในหมวดศาลและมีคําว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี อยู่ด้วยนั้น ถ้าจะได้กรุณาตรวจสอบดูอย่างพิถีพิถัน แล้วก็จะทราบว่ามีอยู่ในบททั่วไป คําว่า พิจารณาพิพากษาอรรถคดี นั้น มีอยู่ในบททั่วไป ของหมวดศาลในรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ ก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ จะประกาศใช้ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีส่วนที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมีส่วนที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวดศาล โดยแยกเปึนอีกส่วนหนึ่ง ต่างหาก คือส่วนที่ ๒ แล้วก็ชอบที่จะดูถ้อยคําแล้วบทบัญญัติที่ตราไว้ในส่วนที่ ๒ ดังกล่าว ซึ่งมีตั้งแต่มาตรา ๒๐๔ ถึงมาตรา ๒๐๗ และไม่ปรากฏว่ามีคําว่า พิจารณาพิพากษา อรรถคดี เลยแม้แต่คําเดียวนะครับ
เหตุผลประการต่อไปในส่วนของมาตรา ๒๑๑ วรรคแรก ที่อ้างว่ามีคําว่า คดี อยู่ด้วยนั้น ถ้าจะสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าคําว่า คดี ดังกล่าวนั้น หมายถึงคดีที่อยู่ใน ระหว่างการพิจารณาของศาลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยุติธรรม ซึ่งเปึนกรณีที่ศาล เห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กําลังใช้บังคับแก่คดีนั้นอยู่ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตรงนี้ไม่ได้ หมายความว่า ศาลยุติธรรมส่งคดีนั้นมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เปึนการส่งเรื่องที่ สงสัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลยุติธรรมใช้บังคับอยู่นั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าเปึนไปตามร่างเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมาก็จะ กลายเปึนว่าเมื่อศาลยุติธรรมพิจารณาคดีหนึ่ง พอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญก็จะกลายเปึน อีกคดีหนึ่งเท่ากับเปึนเรื่องคดีซ้อนคดีไป ดังนั้นคําว่า คดี ที่ปรากฏในมาตรา ๒๑๑ วรรคแรก จึงเปึนคนละกรณีกันกับเรื่องพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แม้แต่ในวรรคสองของ มาตรา ๒๑๑ ดังกล่าว ก็บัญญัติไว้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่อง หรือไม่รับเรื่องที่คู่ความ โต้แย้งไว้พิจารณาหรือไม่ก็ได้ ตอนที่ศาลยุติธรรมส่งมาก็ส่งมาเปึนเรื่องพร้อมความเห็น แต่ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาจะเปลี่ยนเปึนคําว่า คดี คงจะไม่ถูกต้อง
เหตุผลประการต่อไป ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้กรุณาตั้งข้อสังเกตไปแล้ว ว่านับตั้งแต่ที่มีศาลรัฐธรรมนูญเมื่อป้พุทธศักราช ๒๕๔๑ เปึนต้นมา คําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเรียกว่า คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกกันโดยภาษาทั่วไปว่า คําตัดสิน นั้น ไม่ปรากฏคําว่า คดี แม้แต่ฉบับเดียว มีแต่คําว่า เรื่องพิจารณาที่ คําวินิจฉัยที่ สําหรับคู่กรณีก็มีแต่คําว่า ผู้ร้อง และ ผู้ถูกร้อง หามีคําว่า โจทก์ หรือ จําเลย ไม่ แม้แต่ ในตัวอย่างคําวินิจฉัยกรณีที่ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุด ความเปึนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ซึ่งวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๑ ก็ใช้ว่า เรื่องพิจารณาที่ ๑๙/๒๕๕๑ เรื่องพิจารณาที่ ๒๙/๒๕๕๑ และ คําวินิจฉัยที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ ซึ่งเรื่องพิจารณาและคําวินิจฉัยดังกล่าวก็ดําเนินการตามข้อกําหนด ของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งใช้บังคับ โดยศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรนะครับที่อยู่ ๆ ศาลรัฐธรรมนูญนี้ก็จะไปเปลี่ยนใช้คําว่า คดี นะครับ
สําหรับเหตุผลประการสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับคําว่า คดี นั้นที่ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติได้กรุณาตั้งข้อสังเกตในเรื่องของมาตรา ๓๐๐ วรรคสี่ ตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ให้บรรดาคดีหรือการที่ค้างดําเนินการนั้นให้โอนไปอยู่ ในอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งขึ้นใหม่นั้น ข้อนี้ถ้าอ่านดูโดยภาพรวมแล้ว อาจจะทําให้ท่านเข้าใจว่า ถ้ากําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้แล้วจะมีผลผูกพัน ไปถึงการใช้ถ้อยคําด้วย ในบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถามว่าคดีในที่นี้ถ้าจะต้องโอนไปให้อยู่ในอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาคงจะต้องขึ้นอยู่กับถ้อยคําที่ใช้ในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ หรือถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบในการเปลี่ยนแปลงจากคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา ถึงแม้คําว่า คดี จะตกค้างมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ตาม แต่ว่าก็มีความผูกพัน ที่จะต้องใช้ไปตามบทบัญญัติของกฎหมายใหม่ ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องไปใช้คําว่า คดี ที่ค้างอยู่ในการพิจารณาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนะครับ ในทางกลับกัน ถ้าสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาไม่ยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง ให้ใช้คําว่า คดี อย่างเดิมแน่นอนที่สุดคําว่า คดี ที่ตกค้างมาจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็มีความจําเปึน ที่จะต้องใช้คําว่า คดี เรื่องนั้นคงไม่ใช่สาระสําคัญในการพิจารณาที่ว่าเหตุผลว่า ทําไมจะต้องเปลี่ยนแปลงคําว่า คดี นะครับ
สําหรับในเรื่องของบทนิยามว่าด้วย การนั่งพิจารณา จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ มีอะไรมากไปกว่าเปึนคําที่คณะกรรมาธิการได้กําหนดขึ้นใหม่แทนคําว่า พิจารณาคดี ทั้งนี้ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ
ประการแรก ก็เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ มาตรา ๒๑๖ วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนเรื่องขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณา และในการทําคําวินิจฉัยนะครับ เพราะฉะนั้นการใช้คําว่า การนั่งพิจารณา นั้น คณะกรรมาธิการ ก็ไม่ได้ไปหยิบมาจากไหนนะครับ ก็ได้ไปพิจารณาเอาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๑๖ วรรคแรก ซึ่งได้บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนเลยนะครับว่า องค์คณะของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทําคําวินิจฉัยต้องประกอบด้วย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าห้าคน คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีบัญญัติเปึนอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ อันนี้ก็คือเหตุผลที่ทําไมคณะกรรมาธิการ ได้เปลี่ยนมาใช้คําว่า การนั่งพิจารณาคดี ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเหนือจากการบัญญัติ กฎหมายลูกให้เปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเท่านั้นเองนะครับ
ประการที่สอง เหตุผลของการเปลี่ยนมาใช้คําว่า การนั่งพิจารณาคดี ก็คือ เหตุผลที่คณะกรรมาธิการได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขคําว่า คดี มาเปึน เรื่องพิจารณา นะครับ เปึนเรื่องที่คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาแก้ไขให้มันสอดคล้องไปตามที่คณะกรรมาธิการ ได้มีมติในการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญคุณพสิษฐ์ ศักดาณรงค์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผมมีข้อชี้แจงในบางเรื่องครับ อย่างคําว่า คดี ที่ทางท่าน กรรมาธิการบางท่านได้พูดไปว่าคดีในองค์กรหรือในศาลอื่น นั่นถือว่าเปึนคดี แต่เมื่อเข้ามาสู่ ศาลรัฐธรรมนูญแล้วไม่ควรจะใช้คําว่า คดี แต่ควรจะใช้คําว่า เรื่องพิจารณา แต่แท้ที่จริงแล้ว ขอกราบเรียนครับว่าคดีในศาลอื่น เมื่อเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ถือว่าเปึนคดีของ ศาลรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน จึงไม่ถือว่าเปึนคดีซ้อนกับคําว่า คดี ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมว่าให้ข้างล่าง อีก ๒ ท่านก่อนครับ ท่านชี้แจงก็ละเอียดพอสมควร เชิญ คุณอภิชาต สั้น ๆ หน่อยครับ
ถ้าสั้นหน่อยก็ขอป่ดอภิปราย ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ ก็ไม่ต้องชี้แจงอีกแล้วครับ มีท่านผู้ใดมีความเห็นเปึนอย่างอื่นมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี คุณประเกียรติ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมยังไม่อยากจะขอเสนอเปึนอย่างอื่น แต่ว่าผมขอกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า เท่าที่ผมรับฟังคําชี้แจงของคณะกรรมาธิการที่ผ่านไปเมื่อสักครู่นี้ ผมถามเอาไว้ว่า คําว่า ข้อพิพาท นี้ ท่านจะชี้แจงอย่างไรที่บัญญัติแก้ไขไว้ในร่างพระราชบัญญัติ ผมยังไม่ได้รับ คําชี้แจง จึงอยากจะฟังคําชี้แจงตรงนั้นเสียก่อนนะครับ ก็อยากจะขอให้ท่านประธานได้ กรุณารอมชอมเรื่องนี้หน่อย อย่าเพิ่งป่ดเลย
คือเขาเสนอป่ดแล้วนะครับ คุณประเกียรติ คุณก็เสนอเป่ด
ถ้าอย่างนั้นผมก็ขออนุญาต ขอเสนอเป่ดนะครับ
ขอผู้รับรองครับ
แต่เสียงมันก็จะสู้ไม่ได้ครับ กระผมถึงอยากจะขอความกรุณาท่านประธานเพื่อที่จะขอความกรุณา
คือผมฟังมา ๒ วันแล้วครับ มาตรา ๓
คือเรื่องนี้ผมยังไม่รับฟัง คําชี้แจงว่า ผมเห็นด้วยกับที่ท่านอาจารย์ดอกเตอร์คณิน บุญสุวรรณ ชี้แจงครับ
มีผู้รับรองแล้วถูกต้อง เดี๋ยวผมจะถามองค์ประชุมครับ
แต่ว่าเรื่องที่ผมถามไปนี้ ยังไม่ได้รับคําชี้แจงว่า ข้อพิพาทบัญญัติเพิ่มเติมเข้ามา ท่านมีเหตุผลอย่างไร
เดี๋ยวท่านตกลงกันเอง ค่อยไปพูดนอกสภาก็ได้ครับว่าจะเอาอย่างไร
มันพูดนอกไม่ได้ ถ้ามันไม่จําเปึน ก็ต้อง
ตอนนี้เสนอป่ดแล้วครับ แล้วท่านเสนอเป่ดนะครับ ก็มีผู้รับรองถูกต้องแล้วครับ ผมขอถามมตินะครับ ก่อนที่ถามมติ ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ นอกห้องประชุมเชิญเข้าห้องประชุมครับ ท่านสมาชิกที่เข้าห้องประชุมแล้ว ที่นั่งลงแล้ว โปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
ท่านสมาชิกครับ เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ วันนี้คึกคักครับ ผมดีใจครับ ทุกฝ์ายคึกคักดี เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านใดยังไม่เสียบบัตรมีไหมครับ ไม่มีนะครับ ถือว่าเสียบบัตรกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๒๕๗ ท่าน แต่ความจริงมากกว่านั้นนะครับ ก็ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไป ผมจะถามมติครับ ท่านใดเห็นควรเป่ดอภิปรายโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ใครเห็นควรป่ดอภิปรายกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย นะครับ ใครงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
ย้ําอีกทีนะครับ ถ้าเห็นเป่ด อภิปรายกดปุ์ม เห็นด้วย ป่ดอภิปรายกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย นะครับ เชิญใช้สิทธิ เรียบร้อยแล้ว งดใช้สิทธิแล้วนะครับ เดี๋ยวค่อยแสดงทีหลังก็ได้ครับ โปรดส่งผลมา มีผู้เข้าประชุม ๓๕๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๐ เสียง ไม่เห็นด้วย ๒๑๘ เสียง งดออกเสียง ๓ เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ เสียง ก็ป่ดอภิปรายครับ
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมว่าเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับท่านผู้แปรญัตตินะครับ ผมจะถามนะครับว่าท่านผู้ใดเห็นตาม คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นตามคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่ให้คงไว้ตามร่างเดิมนี่นะครับโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด เห็นตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ได้แก้ไขนี่นะครับโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย
ท่านประธานครับ
มีอะไรว่ามา
ท่านประธาน ผม ชาญชัย ขออนุญาตครับ ทางนี้ขออนุญาตท่านที่จะลงคะแนนใหม่ ตอนนี้คือมีการกดไปก่อนหน้านี้ครับ ขออนุญาตครับ
ถ้าอย่างนั้นเพื่อความยุติธรรม เจ้าหน้าที่ลบก่อนแล้วก็เอาใหม่นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย ครับ ผมว่าท่านประธานนี้ตัดสินได้ถูกแล้วครับ เพราะเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานบอกว่าใครเห็นด้วยก็ให้กด ๒ ไม่เห็นด้วยก็กด ๓ งดออกเสียงก็กดตาม แค่นั้นเองท่านประธาน
ผมก็จะถามนะครับ เพื่อความยุติธรรมทุกฝ์าย ขอความกรุณาเถอะครับ คือให้มันชัดเพราะมาตรา ๓ เราพูดกัน ๒ วัน ก็อยากจะถาม ท่านผู้ใดเห็นด้วยตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก นะครับโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นตามผู้แปรญัตติโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
มีอะไรคุณธนา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ท่านประธานเรียกมติผิด นะครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากกับคงไว้ตามร่างเดิมครับ ท่านประธานครับ
ไหนครับ
ท่านประธานอ่านผิดครับ เมื่อสักครู่นี้ครับ
คือผมก็อ่านไป ๒ ครั้งแล้ว คือว่าที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านได้แปรญัตติว่าให้คงตามร่างเดิม
ท่านประธานต้องอ่านให้จบครับ ให้คงตามร่างเดิม เดี๋ยวจะสับสนครับ
มันสั้นหน่อย แก่แล้วครับ ก็คงเข้าใจนะครับ โปรดใช้สิทธิทุกท่านครับ ใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ยังไม่เรียบร้อย เหลือท่านใด เดี๋ยวจะหาว่าไม่ให้ใช้สิทธิครับ เชิญเอาให้เต็มที่ครับ เรียบร้อยแล้วนะครับ โปรดส่งผล จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๗๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๒๖ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ เสียง ก็ถือว่าเอาตามร่างเดิมนะครับ ก็ผ่านร่างเดิมนะครับ ไม่เอาตามของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เอาตามร่างเดิม
ต่อไปมาตรา ๔ เชิญครับ ท่านเลขาธิการ
มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
เชิญกรรมาธิการ คุณสุทัศน์ เงินหมื่น เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๔ กระผมร่วมด้วยนายชุมพล จุลใส นายสกลธี ภัททิยกุล นายสาธิต ป่ตุเตชะ ได้ขอแปรญัตติ แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย จึงได้ขอสงวนความเห็นในการแปรญัตติไว้ โดยกระผมได้ขอเพิ่มข้อความว่า โดยความเห็นชอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวรรคแรก และได้ตัดข้อความ ได้รับความเห็นชอบจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวรรคสอง ออก และเพิ่มข้อความ เสนอสภาผู้แทนราษฎรรับทราบ เข้าไปปรากฏ ตามรายละเอียดในเอกสารรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอต่อสภาแล้ว ท่านประธานครับผมมีเหตุผลประกอบในการที่ขอแปรญัตติดังกล่าวนั้น กฎหมายฉบับนี้ เปึนกฎหมายวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ตามหลักการของกฎหมายวิธีพิจารณาความนั้นจะเปึนกฎหมายที่เกี่ยวกับเงื่อนไข และขั้นตอนในการนําคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล และการดําเนินกระบวนการพิจารณา ของศาล ทั้งนี้ โดยเพื่อเปึนหลักประกันว่าตุลาการและผู้พิพากษาจะพิจารณาด้วย ความยุติธรรมแก่ทุกฝ์าย และเปึนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๗ ได้มีการบัญญัติรับรองไว้ แต่ในการพิจารณาคดี ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อออกใหม่ ๆ นั้น ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๙ บัญญัติให้วิธีพิจารณานั้นไม่ได้ออกเปึนพระราชบัญญัติ แต่ออกเปึนข้อกําหนดของ ศาลรัฐธรรมนูญโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณา กฎหมายจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญนั้น กระผมได้เปึนผู้เสนอและเปึนประธานคณะกรรมาธิการเอง ในสมัย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เปึนนายกรัฐมนตรีนั้นได้มีข้อเสนอแนะ และความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นว่า การออกบทบัญญัติเกี่ยวกับ ข้อกําหนดนั้นน่าจะออกเปึนพระราชบัญญัติและให้สภามีส่วนในการพิจารณา ในการพิจารณากฎหมาย ในการพิจารณารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จึงได้บัญญัติว่า การออกข้อกําหนดหรือวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นให้ออกเปึนพระราชบัญญัติ โดยเหตุนี้จึงได้มีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาใช้ ขณะเดียวกันครับเมื่อออกเปึนพระราชบัญญัติ แล้วก็จะให้เปึนการถ่วงดุลระหว่างฝ์ายนิติบัญญัติและฝ์ายศาล รัฐธรรมนูญยังได้ กําหนดให้ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นให้เปึนอํานาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ยังมีการให้อํานาจการออกข้อกําหนดให้เปึนเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญด้วย เช่นเดียวกัน และเมื่อออกแล้วที่กระผมแปรญัตตินั้นก็คืออยากให้สภาได้มีส่วน ในการรับทราบ ทั้งนี้ เพื่อจะเปึนประโยชน์ในการที่จะให้มีการถ่วงดุลโดยฝ์ายนิติบัญญัติ แล้วทําไมจึงให้ฝ์ายศาลเปึนคนออกข้อกําหนด ทั้งนี้ เพราะข้อกําหนดนั้นจะเปึนกฎหมาย รองลงไปจากพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความ ซึ่งจะเปึนรายละเอียดในการพิจารณาของศาล น่าจะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะให้ศาลเปึนคนออกข้อกําหนดเอง แต่ให้ยึดโยง โดยสภาเปึนผู้รับทราบ จึงได้มีการเพิ่มข้อความว่า ให้เสนอสภารับทราบ ด้วยเหตุนี้จึงได้มี การแก้ไขและเพิ่มเติมตามที่กระผมได้เสนอมาไว้ครับ
ต่อไปเชิญคุณนภดล ช. สรพงษ์ ครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นภดล ช. สรพงษ์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นนะครับ ผมขอ ถอนนะครับ ผมไม่ติดใจนะครับ
ถอนนะครับ ไม่ติดใจ ต่อไปคุณชลน่าน ศรีแก้ว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในมาตรา ๔ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ทางคณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไขถ้อยคําซึ่งผมเองต้องขออนุญาตใช้สิทธิของสมาชิก ในการที่จะสอบถามแล้วก็แสดงความคิดเห็น กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการนะครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะลงในรายละเอียด ผมขออนุญาต ท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าจากการลงคะแนนโดยความเห็นชอบของสภาของเรา ในวันนี้ในมาตรา ๓ มันเปึนทิศทางที่ค่อนข้างจะมีแนวโน้มชัดเจนว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ไป แก้ไขมา ๕๐ มาตราถือเปึนเรื่องใหญ่ครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๔ จริง ๆ ที่ท่านแก้ไขมา ตรงนี้ก็คือเปลี่ยนลักษณะของการออกข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเสมือนเปึน กฎหมายลูกนะครับ เหมือนเปึนกฎกระทรวงกับกฎหมายอื่น ๆ ข้อกําหนดของ ศาลรัฐธรรมนูญให้เอามาผ่านสภาผู้แทนราษฎรหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบของ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญนําเสนอ ท่านประธานครับ โดยข้อเท็จจริงแล้วผมคิดว่าการแก้ไขลักษณะอย่างนี้จะสืบเนื่องไปมาตรา ๕ ไล่เรียงไป จนถึงมาตราเกือบสุดท้ายที่มีการแก้ไขทั้งหมด เปึนไปได้ไหมครับท่านประธานครับว่า ฝากท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านจะถอนร่างฉบับนี้ไป พิจารณามาใหม่ เอาเสียงข้างมากมาใหม่ เพราะผมเห็นว่าขณะนี้เสียงข้างมากของ คณะกรรมาธิการกลายเปึนเสียงข้างน้อยไปแล้ว กระบวนการการพิจารณาในลักษณะ ของการแก้ไขของเสียงข้างมากที่มาเปึนเสียงข้างน้อยจากการโหวตมาตรา ๓ นะครับ ถ้าผลโหวตมาตรา ๓ ไม่เปึนอย่างนี้ผมจะไม่พูด การพิจารณาก็จะใช้เวลามาก ผมกราบเรียน ท่านประธานเลยครับ ในแต่ละมาตราจะมีการอภิปรายเฉพาะมาตรา ๓ นี้ ๒ วันนะครับ ท่านประธานไล่เรียงไปสิครับ โดยเฉพาะมาตราที่แก้สาระสําคัญ อย่างเช่น มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐/๑ มาตรา ๑๑/๑ ผมคิดว่ามาตราเดียว ๒ วันเช่นกัน แล้วกฎหมายที่จ่ออยู่ ที่สภาแห่งนี้ได้เลื่อนขึ้นมาก็คือลักษณะปกครองท้องที่ที่มีท่านผู้ใหญ่บ้าน กํานันเขารออยู่ แก้ไขมาตราเดียวครับ แล้วเปึนวุฒิสภาแก้ไขด้วย ถ้าเราเห็นชอบผ่านเปึนกฎหมายได้ ในทันที เปึนไปได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพเลยว่าถ้าจะเปึนอย่างนี้ ต้องอภิปรายกันเยอะอย่างนี้ครับ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการที่เคารพครับ ท่านพิจารณาใหม่ไหมครับ ถอนไปครับ ถอนแล้วเอาไปพิจารณาแล้วกลับมารายงานสภาใหม่ เพราะอย่างไรก็แล้วแต่นะครับ มาตรา ๓๐๐ วรรคห้า ที่กําหนดไว้ให้ท่านต้องทํากฎหมายให้เสร็จภายใน ๑ ป้ นี่มันเกือบจะ ๒ ป้แล้วนะครับ นี่มันเดือนกันยายน ไม่ใช่เกือบครับ เลย ๒ ป้ด้วยซ้ําไป นี่กันยายน ๒๕๕๒ ครับ ตุลาคม ๒๕๕๒ มันครบ ๑ ป้เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ แล้วการกลับไปพิจารณาใหม่ ผมฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการด้วย ตอบคําถามด้วยนะครับว่าสถานะของกฎหมายฉบับนี้ เมื่อไม่เปึนไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ สภาพการบังคับของการพิจารณาของการใช้บังคับหลังจากวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ มีผลเปึนอย่างไร มีสภาพบังคับหรือไม่ ผมว่านั่นคือประเด็น ที่คณะกรรมาธิการจะต้องไปปรับแล้วไปแก้มาพร้อมกับเหตุผลที่มาชี้แจงกับสภาแห่งนี้ ไม่อย่างนั้นพิจารณากันตายท่านประธาน พวกผมเองอย่างไรก็ได้ ๑๓๐ ครับ ถึงแม้ มีทั้งหมด ๑๘๙ อย่างไรก็ไม่ได้ ๑๘๙ ถึงได้ ๑๘๙ ก็ไม่ชนะ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ถ้าจะให้อภิปรายลงมาตรา ๔ ในรายละเอียด ผมมีคําถามครับว่า เหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขมาเปึนลักษณะนี้ ผมก็พยายามศึกษา เอกสารของท่าน ขอบคุณที่ท่านทําเอกสารและค่อนข้างมีรายละเอียด ให้เหตุผลมาดีมาก ในเอกสาร แต่ผมเข้าใจว่าที่ท่านให้เหตุผลมาเนื่องจากท่านไม่มีความไว้วางใจ ท่านไม่ไว้ใจ องค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ในการพิจารณากรณีเปึนเรื่องของมหาชน เปึนเรื่องของประชาชน โดยรวม ท่านเปึนผู้ช่วยฝ์ายนิติบัญญัติ แต่บางครั้งท่านกลับไปทําหน้าที่เปึนผู้ตัดสิน แทนพี่น้องประชาชน มีหลายเรื่องที่ท่านตัดสินไปแล้วมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง ทางสังคม เช่น รัฐบาล ตัวอย่างนะครับ ท่านตัดสินแล้วมีผลเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมเลย รัฐบาลก็ยุบไปเพราะคําวินิจฉัยของท่าน รัฐสภาทํากฎหมายแทบตายท่านประธาน มาตรา ๑๔๗ เขียนเลยครับ เปึนสาระสําคัญ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเปึนสาระสําคัญตกทั้งฉบับครับ พวกเราทําแบบหน้ามืดตามัว หามรุ่งหามค่ําครับ แต่ว่าพอเดินเข้าไปในศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเปึนสาระสําคัญ ขัดแย้งปุ็บตกทันทีครับ คือลักษณะอย่างนี้มันบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ผมไม่โทษใครหรอก ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญเปึนตัวกําหนด ถ้าจะแก้ก็แก้ทั้งฉบับนี้ละถึงจะดีที่สุด แต่ว่า เอาละครับถ้าสมมุติว่าท่านมีความไม่ไว้ใจอย่างนี้ ผมอยากจะทราบเหตุผลเหมือนกันว่า การที่ท่านเอาข้อกําหนดของวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งออกท่านประธาน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ โดยความเห็นชอบของตุลาการมาผ่าน สภาผู้แทนราษฎร ประโยชน์ที่ได้คืออะไร ข้อเสียมีไหม เพราะท่านไม่ชี้แจงให้ผมทราบ ในเอกสาร แต่มีบอกว่าเปึนข้อดี ข้อดีจะได้ผ่านกระบวนการการตรวจสอบของตัวแทน ของพี่น้องประชาชนในเรื่องข้อกําหนดของท่าน ซึ่งจริง ๆ ข้อกําหนดผมเปรียบแล้ว เปึนเหมือนกับกฎกระทรวงที่ออกให้ทําตามกฎหมายที่เราอนุญาตให้ฝ์ายบริหารไปออก กฎหมาย ถ้าเปึนลักษณะอย่างนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นกับองค์กรอื่นก็ต้อง เปึนเหมือนกันด้วย ไม่ใช่เอาองค์กรเดียว เพราะคุณจะออกข้อกําหนดแล้วต้องมาผ่าน สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบก่อน มันต้องทุกองค์กรที่เปึนองค์กรอิสระที่ทํากฎหมาย เปึนของตนเองขึ้นมา ท่านประธานผมอยากทราบจริง ๆ ว่ามาผ่านแล้วได้ประโยชน์อะไร เสียอะไร จริงอยู่นะครับท่านอ้างว่าเปึนความเห็นขององค์กรที่เปึนสถาบันหลักคือ ฝ์ายนิติบัญญัติ เปึนตัวแทนพี่น้องประชาชน กฎหมายฉบับนี้ข้อกําหนดในการพิจารณา ของท่านอาจจะมีผลกระทบต่อภาพรวมได้ ผมยกตัวอย่างครับ แต่การที่มีผลกระทบอย่างนั้น บางครั้งมันไม่สามารถขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของท่านเอง มันก็แทบไม่มี ประโยชน์อันใด ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างกฎหมายประชามติที่ผมกราบเรียนท่าน นะครับ จริง ๆ ผมไม่อยากยื่น เพราะว่ามันเปึนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ อยู่แล้วว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลังจากรัฐสภาพิจารณาเสร็จแล้วต้องส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่กระบวนการ การพิจารณาบางครั้งถ้าไม่ส่งไปท่านประธานครับ ตัวศาลเองท่านก็ไม่รู้ อย่างเช่น วิธีการ ลงคะแนนของเราที่ลงคะแนน ๒ ครั้ง โดยไม่ชอบข้อบังคับ ไม่ชอบระเบียบปฏิบัตินี่ แล้วใช้คะแนนครั้งหลังสุดเปึนข้อตัดสินอย่างนี้นะครับ ถึงแม้ว่าข้อกําหนดนั้นจะมา ผ่านสภาผู้แทนราษฎรของเรานะครับ ผมก็คิดว่าการตัดสินอย่างนั้นมันก็เปึนไปตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ กฎหมายประชามตินั้นตกทั้งฉบับนะครับ เพราะถือว่าเปึนสาระสําคัญ วิธีการสําคัญและองค์ประชุมไม่ครบ ใช้เสียง ๒๔๐ เสียง แต่ได้คะแนน ๒๓๘ คะแนน ยกตัวอย่างอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมเลยอยากทราบ ในมาตรา ๔ ว่าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากเอง ตัวท่านประธานช่วยกรุณาชี้แจงต่อ สภาด้วย หรือถ้าท่านจะถอนออกไปผมก็คิดว่าเปึนเรื่องดีนะครับ ขอบคุณครับ
ก็ฟังอีกหลาย ๆ ฝ์ายครับ คุณสุรพงษ์
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายจบไป ผมกําลัง คิดว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าพวกผมเห็นด้วยยกมือมาก็แพ้ กดคะแนนก็แพ้ ผมก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่บังเอิญวันนี้เปึนเสียงข้างน้อย เอากลับไปเถอะครับ ไปแก้ดีกว่า ดีกว่าที่จะมานั่งอภิปรายกัน ๒-๓ วัน แล้วก็ไปยกมือกันมา โหวตกันผมก็แพ้ เสียความรู้สึก และสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ กฎหมายอย่างนี้ ใช้เสียงเข้ามาคะคานกันโดยไม่มีเหตุผลนี่ผมว่าบ้านเมืองเสียหายท่านประธาน ออกกฎหมาย ไปแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ คําพูดต่าง ๆ มันแย้งกัน ผมอายครับ ผมเปึน ส.ส. มาออกกฎหมายอย่างนี้ให้ลูกหลานมันได้ด่าตามก้น ผมรับไม่ได้ท่านประธาน ท่านประธานคณะกรรมาธิการเอากลับไปเถอะครับ แล้วเราเอากฎหมายท้องถิ่น ท้องที่ที่กํานัน ผู้ใหญ่บ้านเขารอเอาขึ้นมาพิจารณาก่อนก็ได้ท่านประธาน มิฉะนั้นแล้ว อภิปรายกันไป สมมุติว่า ๒-๓ อาทิตย์ มันเสียเวลา แล้วท่านประธานอย่ารีบเร่ง วันนี้ผมรู้ว่าพออภิปรายไปสักระยะหนึ่ง ซีกโน้นก็จะขอลุกขึ้น เสนอป่ดอภิปราย พวกผมมาโหวตกันก็แพ้ และในที่สุดถ้าผมนับองค์ประชุมบ้างล่ะ อย่างเมื่อสักครู่นี้ไม่อยากนับ บอกเลยครับรัฐบาลมีแค่ ๒๒๘ เสียง ถ้านับโดยขานชื่อ ก็ไม่ครบ พวกผมเดินออกเสีย สภามันก็ไปไม่ได้ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า อย่างมาตรา ๔ ผมเรียนตรง ๆ ผมไม่เห็นด้วยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้อํานาจออกข้อกําหนดเอง โดยไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มันเปึนการผูกขาดอํานาจ ไม่มีการคะคานกัน อย่างศาลปกครองเขาต้องผ่านสภามาให้เห็นชอบทุกครั้ง จะออก ข้อกําหนดอะไรก็แล้วแต่ต้องมาผ่านสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่ว่าพอเปึน ศาลรัฐธรรมนูญแล้วใครไปสัมผัสไปแตะต้องไม่ได้ ผมใช้บริการศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุด ครับท่านประธาน ตั้งแต่มาตรา ๗ แล้ว ต้องกราบขออภัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นี่ละ ที่บอกจะให้นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ผมก็ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ ยื่นใช้สิทธิ มา ๓-๔ หน แพ้ทุกหนไม่ว่าครับ แต่ก็ใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้สิทธิ วันนี้ ความเปึนธรรมไม่เกิดขึ้นไม่เปึนไรท่านประธาน วันหนึ่งมันต้องเกิดขึ้นกับผมสักครั้งหนึ่ง ท่านประธานก็ชอบว่าผมเปึนผู้ร้อง นักร้อง ยอมรับครับ ร้องตามสิทธิท่านประธาน เพราะว่ามันเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ ผมเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ท่านถอนไปเถอะครับ เสียเวลา พวกผมจะอภิปรายกัน ครั้งแรกลุกขึ้นอภิปราย พอมีประเด็นเพิ่มจะอภิปรายอีกรอบหนึ่ง เพื่อนสมาชิกฝ์ายโน้น ก็บอกห้ามนะ ๒ รอบไม่ได้ท่านประธาน ไม่เคยเห็น ผมก็อยู่ในสภาแห่งนี้ในการพิจารณา กฎหมายมาตราต่าง ๆ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ลุกขึ้นเสนอได้เพื่อประโยชน์ของ บ้านเมือง เพื่อกฎหมายจะได้สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ใช้วิธีการอย่างนี้ท่านประธาน วันนี้ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนฟังอยู่เข้าใจ พวกผมเรียกคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในแท้ที่จริงแล้ว กลายเปึนเสียงข้างน้อย เปลี่ยนเอาไหม เปลี่ยนเอาใหม่ ไปตั้งกันใหม่ดีไหม ไปเลือก ประธานคณะกรรมาธิการคณะใหม่ ตอนนั้นผมเปึนรัฐบาล วันนี้ผมเปึนฝ์ายค้านครับ ประธานคณะกรรมาธิการเจริญก็ลงมาเสีย เอาฝ์ายรัฐบาลขึ้นไปนั่งเปึนประธานเสีย แล้วไปแก้มันตรงเป็ะ ๆ มันจะได้จบ ผมเสนออย่างนี้ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ว่าอย่างไรท่านประธาน คณะกรรมาธิการ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกทั้งหลาย ในมาตรา ๔ นี้ ในคณะกรรมาธิการเองก็มีการถกเถียงกัน แล้วก็มีหลายประเด็น แล้วก็หาข้อยุติไม่ได้จึงใช้เสียงข้างมาก แล้วก็ขอให้สภาแห่งนี้ เปึนผู้วินิจฉัยชี้ขาด
ประเด็นแรก ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะให้ทําความเข้าใจ แล้วก็ พอผ่านมาตรา ๔ แล้วก็มาตรา ๕ คาดว่าจะไม่มีอะไรมากนะครับ ในมาตรา ๔ นี้นะครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการเพิ่มเติมแล้วแก้ไข แล้วก็มีคณะกรรมาธิการ จากผู้แทนของศาลรัฐธรรมนูญก็อยู่ด้วยนะครับ ก็มีการแก้ไขเหมือนกัน แล้วก็มี ท่านกรรมาธิการเพียงท่านเดียว ซึ่งท่านเปึนอาจารย์เปึนผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านอาจารย์สู่บุญ ซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าผมเปึนผู้ขอสงวนไว้ตามร่างเดิม ซึ่งในมาตรา ๔ นี้เองจะต้อง มีความจําเปึนและความสําคัญที่สภาแห่งนี้จะต้องวินิจฉัยว่าจะเอาแบบเดิม ร่างเดิม หรือมีการแก้ไข ถ้ามีการแก้ไขจะเอาตามเสียงข้างมากหรือตามเสียงน้อย ส่วนเหตุผล เดี๋ยวผมจะให้ท่านอาจารย์ยืนหยัด ใจสมุทร ซึ่งเปึนอดีตอัยการได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการ ที่เพิ่มเติมในกรณีความเห็น เรามีความจําเปึนจะต้องให้เปึนคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปึนผู้ออกข้อกําหนด แล้วก็มาเชื่อมโยงกับประชาชนโดยใช้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เปึนผู้เห็นชอบ ส่วนของท่านกรรมาธิการบางท่าน ท่านก็บอกว่าเอาเพียงแต่รับทราบเท่านั้นเอง และกรรมาธิการบางท่านก็บอกว่าเอาตามร่างเดิมนี่ละ ให้ศาลเปึนผู้ออกข้อกําหนดเอง แล้วก็ปฏิบัติได้เอง แล้วก็นํามาสู่ในการปฏิบัติกับประชาชนที่ไปใช้บริการศาล ฉะนั้นผมขอความกรุณาท่านสมาชิกสักนิดหนึ่งว่าขอให้ผ่านมาตรา ๔ และมาตรา ๕ พอไปถึงหมวด ๑ บททั่วไปนั้น ผมจะได้หารือทางคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะ ขอทบทวนปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของมาตรา ๓ ที่ท่านทั้งหลายได้มีมติออกไปแล้ว ซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะต้องไปแก้ไขในมาตราอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการนั่งพิจารณา หรือคดี ซึ่งมีการเชื่อมโยงแก้ไขอีกหลายมาตราประมาณเกือบ ๓๐ มาตราที่เกี่ยวข้อง ส่วนในมาตรา ๔ และมาตรา ๕ นั้น อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องขอให้พิจารณาไปก่อนนะครับ เพราะในมาตรา ๕ เองนั้น ทางผู้แทนศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้ขัดข้องประการใดที่จะแก้ ตามคณะกรรมาธิการ ฉะนั้นผมขอเปึนมาตรา ๔ ไปก่อน ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมขอให้ท่านที่สงวนคําแปรญัตติและสงวนความเห็นไว้ได้อภิปรายก่อน ในมาตรา ๔ ซึ่งก็เห็นพ้องท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านก็พร้อมที่จะขอถอนกลับไป ทบทวน แต่ท่านขอพิจารณามาตรา ๔ มาตรา ๕ ไปก่อนนะครับ ก็เชิญท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็น ท่านสู่บุญ วุฒิวงศ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สู่บุญ วุฒิวงศ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ กระผม มีความเห็นที่จะสงวนร่างกฎหมายฉบับนี้ในมาตรานี้ให้คงไว้ตามร่างเดิมนะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งครับว่าในร่างเดิมนี้ได้เขียนข้อความไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยให้ความหมายแล้วก็ให้ความยินยอมของผู้ที่จะให้การออกข้อกําหนดของศาลฉบับนี้ ผ่านไปได้โดยง่ายอย่างไรนะครับท่านประธาน ในมาตรา ๔ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และให้มีอํานาจออกข้อกําหนด ของศาลเพื่อให้การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลเปึนไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม
ข้อกําหนดของศาลตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ให้ใช้บังคับได้ ท่านประธานครับตรงนี้จะเห็นได้ว่าในวรรคหนึ่งนี้ได้กําหนดข้อความไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยให้ความหมายของคําว่า ข้อกําหนด นะครับ ข้อกําหนดของศาลออกไว้เพื่ออะไรครับ อย่างที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติจากจังหวัดน่านได้กรุณาให้ความเห็นไว้แล้วว่ามันก็เปึน กฎหมายย่อย ๆ คล้าย ๆ กับกฎกระทรวงอะไรทํานองนี้ครับท่านประธาน ข้อกําหนดอันนี้ เขากําหนดไว้ก็เพื่อให้การบริหารงานของศาลเปึนไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว แล้วก็ เที่ยงธรรม มันเปึนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับท่านประธาน ไม่ใช่เปึนเรื่องที่เปึนสาระสําคัญ หรือว่าเรื่องที่ใหญ่ถึงขนาดที่ว่าเราจะต้องมาพูดกันในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผมเองเคารพสภาแห่งนี้และผมก็เชื่อมั่นว่าสภาแห่งนี้มีข้อจํากัดในเรื่อง ของการที่ต้องพิจารณาร่างกฎหมายที่สําคัญ ๆ มากมายหลายฉบับนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในส่วนที่เปึนร่างสาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ เช่น ในเรื่องของการละเมิด อํานาจศาลก็ดีว่าควรจะมีโทษจําคุกหรือไม่ ควรจะบัญญัติไว้หรือไม่ ตรงนี้ต้องมาถกเถียงกัน ในสภานะครับท่านประธาน เพราะเปึนเรื่องที่เปึนสาระสําคัญ
ในเรื่องของการคัดค้านตุลาการ อันนี้ก็เปึนเรื่องสาระสําคัญที่เราควร จะต้องมองว่าอย่างไรผู้พิพากษาคนนี้มีข้อได้เสีย มีผลประโยชน์ร่วมในคดีหรือไม่ที่ต้องมา คัดค้านกัน แต่ในเรื่องของการออกข้อกําหนดของศาลซึ่งเปึนรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ความจําเปึนในส่วนนี้จึงไม่มีครับท่านประธาน ผมเรียนต่อท่านประธานว่าในส่วนของ วรรคสองไม่ได้เฉพาะแต่ท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นเองที่มีอํานาจออก ข้อกําหนด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และจะต้องมี การประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย นอกเหนือจากท่านประธานจะออกข้อกําหนดแล้ว ยังต้องให้คณะกรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ดูอีก ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ท่านครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นข้อกําหนดเหล่านี้มันก็ไม่ใช่ว่าท่านประธานท่านจะออกได้ ตามอําเภอใจ แต่มันเปึนเรื่องที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องเห็นชอบด้วยกันนะครับ จึงจะออกข้อกําหนดนี้ได้ ผมยกตัวอย่างครับ ในเรื่องข้อกําหนดที่กําหนดไว้ในร่างฉบับนี้ ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๘ ร่างเขียนไว้บอกว่าวิธีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ศาลรัฐธรรมนูญให้เปึนไปตามข้อกําหนดของศาล ท่านประธานครับ ตรงนี้เปึนเรื่อง เล็กน้อยมากครับ คือเขาจะแบ่งส่วนหน้าที่ในการทํางานของเขาเอง เช่น เจ้าพนักงานคดี ฝ์ายรับฟัอง พนักงานคดีฝ์ายประชาสัมพันธ์ ในเรื่องของฝ์ายวิชาการ ผมก็คิดว่าตรงนี้ เราน่าที่จะให้อํานาจแก่ทางศาลรัฐธรรมนูญเขาบริหารจัดการองค์กรของเขาเอง เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เปึนสาระสําคัญที่จะไปกระทบต่อเรื่องที่เปึนส่วนใหญ่ ที่กระทบส่วนได้เสียของประชาชนหรือคู่ความแต่อย่างใดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาลเปึนเรื่องเล็กน้อย และไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในมาตรา ๑๙ ครับท่านประธานครับ กําหนดไว้บอกว่าการยื่นคําร้อง ต่อศาล รายละเอียดต่าง ๆ ของคําร้องก็ให้เปึนไปตามข้อกําหนดของศาล รายละเอียด ต่าง ๆ ของคําร้องก็เช่น ชื่อ ที่อยู่ของผู้ร้องจะเอาไปไว้ตรงไหนนะครับ จะลงลายมือชื่อ ตรงไหน การมอบฉันทะจะทําด้วยวิธีการอย่างไร ท่านประธานจะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่ สาระสําคัญที่เราต้องมาถกเถียงกันนะครับ คือก็มอบให้องค์กรศาลเขาดูแลของเขาเอง ว่าเขาจะทําแบบฟอร์มของเขาออกมาอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่เปึนสิ่งที่เปึน สาระสําคัญเลยท่านประธานครับ ในมาตรา ๕๔ วรรคท้ายอีกครับ กรณีที่คําวินิจฉัย หรือคําสั่งของศาลมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็ก ๆ น้อย ๆ กรณีอย่างนี้ก็ให้ทําเปึน ข้อกําหนดของศาล ข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เช่นพิมพ์ชื่อผิดครับท่านประธานครับ ผมชื่อสู่บุญ ไปแก้เปึนว่า นายสมบุญ ชื่อสุนัย ไปแก้เปึนว่า นายสุนันท์ อะไรอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ พิมพ์จากนายเปึนนาง วิธีการจะแก้ไขทําอย่างไร จะให้คู่ความยื่นคําร้อง หรือว่าศาลเห็นเองแก้ไขไปได้เลยไหม อันนี้ก็เปึนเรื่องของรายละเอียดเล็กน้อยที่ผมคิดว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่น่าจะต้องมาเสียเวลากับสิ่งเหล่านี้เลยนะครับ และสิ่งที่สําคัญก็คือว่า บางท่านในคณะกรรมาธิการบอกว่าในกรณีอย่างนี้แม้ว่าจะไม่ได้รับความเห็นชอบ ก็ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ดูหน่อยได้ไหม ต้องเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ ประเด็นตรงนี้ครับท่านประธาน เขาให้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา ๔ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็สามารถดูได้ในราชกิจจานุเบกษา ก็ไม่จําเปึนอีกเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับที่จะต้องเสนอมาให้กับสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ กระผมเอง รับราชการอยู่ที่ศาลฎีกา เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ นี้เองครับ พอไปถึงปัูบเขาก็ยื่นแฟัมมา ให้ผมเปึนเรื่องข้อกําหนด ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า สิ่งที่ผมจะต้อง รับผิดชอบในศาลฎีกาก็มีเรื่องคดีคุ้มครองผู้บริโภค ก็จะมีข้อกําหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการดําเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดี ในคดีผู้บริโภค ซึ่งมีข้อกําหนดอยู่ในข้อ ๔ บอกว่าให้สํานักงานศาลยุติธรรมออกประกาศ แบบพิมพ์ที่จําเปึนแก่การดําเนินกระบวนพิจารณาคดีคุ้มครองผู้บริโภค อันนี้ก็เปึน เรื่องเล็กน้อยมากครับ แบบพิมพ์จะมีลักษณะอย่างไร จะมีหน้าเดียว จะมีสองหน้า ให้สํานักงานศาลยุติธรรมไปออกแบบพิมพ์มา เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนข้อกําหนดที่ผมคิดว่า มันเปึนเรื่องของรายละเอียดที่ศาลเขาบริหารจัดการได้โดยไม่จําเปึนที่จะต้องมาให้ สภาผู้แทนราษฎรผู้มีเกียรติต้องมาเสียเวลาในการตรวจสอบ หรือมาดูว่าแบบฟอร์มนี่ เขียนไม่ถูกต้องนะ แบบฟอร์มมันควรจะย่อหน้าใหม่หรืออะไรอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่จําเปึน นะครับท่านประธานครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน คดีเลือกตั้ง ข้อกําหนดเกี่ยวกับการพิจารณา และวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พุทธศักราช ๒๕๕๐ ดังที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ทราบดีอยู่แล้วนะครับว่า ศาลที่พิจารณา คดีเลือกตั้งที่จะคานอํานาจของ กกต. ได้ก็คือศาลฎีกานะครับ ศาลฎีการัฐธรรมนูญก็ได้ กําหนดให้มีอํานาจในการที่จะดูนะครับ ทบทวนกรณีที่มีใบเหลืองแล้วก็ใบแดงที่ กกต. ให้มานี่นะครับ ท่านประธานศาลฎีกาก็ได้ออกข้อกําหนดอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ท่านก็บอกว่าในข้อ ๖ ของข้อกําหนดนี้ ประธานศาลฎีกาออกข้อกําหนดไว้ว่า ผู้สมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาผู้ใดไม่มีชื่อเปึนผู้สมัครในประกาศของผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจํา เขตเลือกตั้ง ประสงค์ที่จะให้ศาลฎีกามีคําสั่งให้รับสมัครก็ให้ยื่นคําร้อง เอกสารประกอบ คําร้อง ต่อศาลจังหวัดที่เขตเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่ หรือศาลแพ่งในกรณีที่เขตเลือกตั้งมิได้อยู่ใน เขตอํานาจของศาลจังหวัด ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า เปึนข้อกําหนดที่ออกมาเพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่คนที่ได้รับผลกระทบ ไปสมัคร รับเลือกตั้งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ไม่จําเปึนจะต้องมายื่น คําร้องต่อศาลฎีกาที่กรุงเทพมหานครนะครับ สมมุติว่าอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ท่านไปยื่น ที่ศาลจังหวัดเชียงรายได้เลยครับ ท่านอยู่ที่จังหวัดสงขลา ท่านไปยื่นที่จังหวัดสงขลาได้ โดยไม่ต้องมาที่กรุงเทพมหานคร แล้วศาลชั้นต้นเหล่านั้นก็จะส่งเรื่องราวมายังศาลฎีกา เพื่อจะให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาว่าจะให้รับสมัครหรือไม่ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมจึงมองเห็นว่าข้อกําหนดต่าง ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญไม่แตกต่างจาก ข้อกําหนดของศาลฎีกาในศาลยุติธรรมเลย ซึ่งเปึนเรื่องรายละเอียดที่ไม่มีความสําคัญ มากมาย จึงขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมขอที่จะคงไว้ตามร่างเดิม ก็คือว่า ไม่จําเปึนที่จะต้องส่งข้อกําหนดนี้มาให้ทางสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นหรือว่าได้รับทราบ หรือว่าเห็นชอบด้วยท่านประธานครับ ขอคงไว้ตามร่างเดิม ขอขอบคุณท่านประธานครับ
กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น เชิญท่านสาธิตครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ป่ตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ในฐานะของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นไว้ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพว่าความจริงผมกับเพื่อน ส.ส. หลายท่าน เช่น ท่านชุมพล จุลใส ท่านสกลธี ภัททิยกุล แล้วก็ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ได้ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ วรรคแรก โดยให้เพิ่มข้อความใช้คําว่า โดยความเห็นชอบจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และในวรรคสองก็ขอเปลี่ยนถ้อยคําเปึนว่า ขอให้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบ โดยเหตุผลเบื้องต้นก็คล้อยตามทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าข้อกําหนดของศาล เปึนไปได้หรือไม่ที่จะได้หยิบยกแล้วก็นําเสนอมาสู่สภาแห่งนี้ ท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็ให้เหตุผลว่าความจริงการใช้อํานาจตุลาการต้องยึดโยงอยู่กับฝ์ายนิติบัญญัติ แต่ว่า พอเราได้ฟังเหตุผลหลายฝ์ายก็พบว่าความจริงแล้วในการร่างข้อกําหนดในการปฏิบัติ ของหน่วยงานหรือขององค์กรต่าง ๆ ก็น่าจะเปึนอํานาจของหน่วยงานและองค์กรนั้น ๆ น่าจะเปึนการให้อิสระในการใช้อํานาจบริหาร ยกตัวอย่างเช่น จนถึงขณะนี้กฎหมาย พระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ในการพิจารณา ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีข้อกําหนด ของศาลที่ได้ใช้อยู่เอง ซึ่งเปึนข้อกําหนดที่ศาลเปึนคนออกขึ้นมาเอง เพื่อสะดวก เพื่อการ บริหารงานที่คล่องตัว เพราะฉะนั้นความจริงผมอยากจะให้อํานาจของศาลในการปฏิบัติ หน้าที่ ส่วนเหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางก็คือ ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมก็ขอเรียนท่านประธานว่าความจริงแล้ว ประเด็นที่สําคัญก็คือประเด็นที่กรรมาธิการท่านสู่บุญได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ก็เปึนเหตุผล ที่สําคัญว่า ความจริงเรื่องข้อกําหนดทั้งหลายเหล่านี้นี่นะครับ เพื่อที่จะให้หน่วยงานที่เปึน องค์กรอิสระ หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ทํางานอย่างคล่องตัว แล้วก็ไม่เปึนปัญหา ในกรณีที่จะไปประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วนี่นะครับ ก็มีความจําเปึนอย่างยิ่งที่จะ คงไว้ตามร่างเดิม ผมเรียนกับท่านประธานต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ความจริงข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่พูดถึงการเขียนถ้อยคําที่จะให้สภาแห่งนี้ไม่ใช่รับทราบ อย่างเดียวนะครับ ให้พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งถ้าเปึนอย่างนี้แล้วไม่ว่าจะเปึนหน่วยงานอิสระ องค์กรอิสระอื่น เดี๋ยวจะเอาแบบอย่างแล้วก็เอาข้อกําหนดในหน่วยงานนั้น ๆ กลับมาให้ สภาผู้แทนราษฎรรับทราบอีก มันก็จะเปึนภาระกับสภาผู้แทนราษฎรเรา เพราะฉะนั้น ในส่วนของผมที่เปึนคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแล้วก็สงวนความเห็นเพื่อที่จะเอา ข้อกําหนดเหล่านี้มาให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบ ผมคิดว่ามาถึงตรงนี้กลับเห็นด้วยกับ ท่านสู่บุญที่จะคงไว้ตามร่างเดิม กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านจุมพฏ บุญใหญ่ ครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๒ ผมต้องลงมาข้างล่าง ข้างบนว่าจะพูดในฐานะกรรมาธิการไม่มีโอกาส เพราะมีการเสนอป่ด การอภิปรายไปเสียก่อน ท่านประธานที่เคารพ ผมเองนั้นเปึนคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งได้กลายมาเปึนเสียงข้างน้อยแล้ว ณ วันนี้ ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายสั้น ๆ เพื่อให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ฟังเหตุผลของเสียงข้างมาก ซึ่งกลายมาเปึน เสียงข้างน้อย เสียงข้างน้อยกลายมาเปึนเสียงข้างมาก ท่านประธานในมาตรา ๔ ผมจะ อภิปรายแย้งความเห็นของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาผ่านท่านประธานไปนะครับ ท่านบอกว่า ข้อกําหนดของศาลนั้นกําหนดขึ้นในเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อความสะดวกและรวดเร็วนั้น ท่านประธานที่เคารพ ถ้าท่านประธานจะกรุณาอ่านตัวบทของมาตรา ๔ ตัวบท มาตรา ๔ บอกว่า ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดของศาลเพื่อให้การดําเนินกระบวน พิจารณาของศาลเปึนไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว ท่านพูด ๒ ประการครับ แต่คําสุดท้าย ท่านไม่พูดครับ และเที่ยงธรรม ท่านประธานที่เคารพ ถ้าเอาคําว่า ข้อกําหนดที่ศาลจะออกนั้น ต้องกําหนดให้การดําเนินกระบวนพิจารณาเปึนไปด้วยความเที่ยงธรรมแล้ว ท่านประธาน ที่เคารพ ความเที่ยงธรรมที่ควรจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่นําเรื่องพิจารณาขึ้นสู่ศาลนั้นเปึนเรื่อง เล็กน้อยหรือครับ ท่านประธานที่เคารพ ศาลนั้นถ้าฟังข้อเท็จจริงแม้จะเปึนความจริง แต่ถ้าไม่ฟังความจริงทั้งหมดย่อมอํานวยความเที่ยงธรรมให้แก่ผู้นําเรื่องขึ้นสู่ศาล เพื่อวินิจฉัยไม่ได้ครับท่านประธาน ผมจึงเห็นว่าข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย นอกเสียจากท่านจะตัดข้อความว่า ข้อกําหนดนั้นให้ออกเพื่อความสะดวก และรวดเร็วเท่านั้น ไม่จําเปึนต้องออกข้อกําหนดเพื่อความเที่ยงธรรม แต่ถ้าท่านจะคงตัวบท คําว่า ข้อกําหนด นั้นออกเพื่อให้กระบวนพิจารณาเปึนไปด้วยความเที่ยงธรรมแล้วจึงไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย ท่านประธานที่เคารพ ผมขออภิปรายโต้แย้งไปยัง ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านบอกว่าการนําข้อกําหนดมาให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบนั้น ก็เพื่อต้องการให้ถ่วงดุลระหว่างตุลาการและนิติบัญญัติ ท่านประธานที่เคารพ หลักคิด มีอยู่อย่างนี้ครับ
หลักคิดแรกคือ ข้อกําหนดสําคัญหรือไม่สําคัญ ถ้าข้อกําหนดสําคัญแล้ว เช่น ข้อกําหนดเพื่อความเที่ยงธรรมนั้นเปึนสิ่งสําคัญแล้ว ต้องการให้มีการถ่วงดุลหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการให้มีการถ่วงดุลให้ศาลมีอํานาจโดยเด็ดขาด ไม่ต้องนํามาให้สภาผู้แทนราษฎร ทราบครับ อย่าว่าแต่เห็นชอบเลยครับ เพราะเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วถือว่า ทุกคนในประเทศนี้ทราบหมด ท่านประธานครับ แต่ถ้าข้อกําหนดนั้น ความเที่ยงธรรมนั้น เปึนความสําคัญ ผมจึงเห็นว่าสภานิติบัญญัติซึ่งมาจากตัวแทนของประชาชนทั้งหมด ควรจะได้เห็นชอบเพื่อถ่วงดุล ถ้าจะให้ถ่วงดุลข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญต้องนําเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร เปึนเหตุผล ๒ ประการที่ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กลายเปึนเสียงข้างน้อย มีความเห็นว่าควรเอาตามที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติม ขอบคุณครับ
เชิญท่านนิยม เวชกามา ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตพูดในฐานะ ส.ส. คนหนึ่งของสภาแห่งนี้ ซึ่งผมคิดว่า อย่างไรก็ตามเสียงข้างมากในวันนี้ก็คือเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ต้องแพ้ แต่เพื่อเปึนการให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่า สภานิติบัญญัติแห่งนี้จําเปึนต้องรับทราบ ต้องให้ความเห็นชอบในการเสนอร่างกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญครับ เพราะว่า มีความจําเปึนต้องบอกพี่น้องประชาชนชาวบ้านว่า ประชาชนเลือกสมาชิกเข้ามาที่แห่งนี้ เพื่อมาร่างกฎหมาย แต่ปรากฏกฎหมายฉบับนี้ ส.ส. ซึ่งเปึนเสียงส่วนมากในสภาแห่งนี้ อย่างไรก็ต้องลงเสียงให้ร่างกฎหมายของเสียงข้างน้อยผ่านค่อนข้างชัดเจนเท่าที่ผ่านมา ในมาตรา ๓ ผมมีความจําเปึนต้องพูดในมาตรา ๔ เนื่องจากในมาตรา ๔ ถึงแม้ว่า เสียงข้างมากจะแก้แต่ทางศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เสียประโยชน์อะไร เพียงแต่ว่า ทางสภานิติบัญญัติซึ่งมี ส.ส. เปึนตัวแทนของชาวบ้านขอมีส่วนรับรู้เพื่อเปึนการพิจารณา การที่ท่านออกข้อกําหนด จริงอยู่ท่านบอกว่าเปึนข้อกําหนดเพียงเล็กน้อย แต่ความจริง ผมคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยว่ามันเล็กน้อย เพราะในข้อนี้เขียนไว้อย่างชัดเจนตามที่ท่านผู้ทรงเกียรติ พูดเมื่อสักครู่นี้ว่า รวดเร็วและเที่ยงธรรมที่ว่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเสียงส่วนใหญ่ ของคณะกรรมาธิการจะเพิ่มหรือโดยความเห็นชอบจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาเท่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้เสียหายอะไรครับ คงประโยชน์เต็มที่อยู่ ก็ด้วยความเห็นชอบ เพียงแต่วรรคสุดท้ายจะเพิ่มเข้ามาแต่เพียงว่า ข้อกําหนดตาม วรรคหนึ่ง ก็คือวรรคสองก็บอกว่าโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร มันมีวรรคแรก ผ่านไปแล้ว โดยความเห็นชอบจากการออกข้อกําหนด โดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
วรรคสอง ทางสภานิติบัญญัติซึ่งเปึนสภาที่มีส่วนในการออกกฎหมายนี้ด้วย ผ่านด้วย อยากจะมีความเห็นชอบ อยากจะรู้ด้วยว่าข้อกําหนดของท่านทํามาประชาชน เขาได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไร เพราะผมพูดแต่แรกแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ศาลยุติธรรมธรรมดา เปึนเพียงศาลเดียว มีผลกระทบต่อมหาชน เพราะว่าเปึน การพิจารณากฎหมายมหาชนด้วย ประเด็นนี้ผมถึงเรียนว่าเพียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปึนตัวแทนของปวงชนจะมีส่วนเห็นชอบด้วยหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่วันนี้ ผมคิดว่าอย่างไรกฎหมายอันนี้ก็ต้องเสียงข้างน้อยชนะ แต่อย่างไรก็ตามขอให้บันทึก ในสภาแห่งนี้ว่าผมเปึน ส.ส. คนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยในลักษณะที่จะเบ็ดเสร็จอยู่ที่เดียว ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านประเกียรติครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ความจริง เพื่อน ส.ส. ได้ขอเสนอให้ถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปปรับปรุงใหม่ ผมก็เห็นด้วย นะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็อยากจะขอให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าทําไมถึงควรจะถอนไป อย่างมาตรา ๔ ที่ดูแล้วว่าเปึนการเปลี่ยนหลักการจากที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมา คณะกรรมาธิการเปลี่ยนหลักการใหม่ โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญเปึนแต่เพียงว่าเมื่อประธาน ศาลรัฐธรรมนูญออกข้อกําหนดผ่านคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญก็ใช้ได้ แต่ทีนี้ โดยคณะกรรมาธิการของเราซึ่งเปึนเสียงข้างมากในการแก้ไข แล้วก็ฟังท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเบื้องต้นก็เปึนการโหวตออกเสียงด้วยซ้ําว่าคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากขอแก้ไขอย่างนี้ คือให้ความเปึนอิสระของศาลรัฐธรรมนูญมาเชื่อมโยงกับ ประชาชนบ้างโดยผ่านรัฐสภา อันนี้ก็เปึนสิ่งที่คิดว่าน่าจะเปึนประโยชน์กับประชาชน กับทั้งศาลรัฐธรรมนูญในการที่จะดําเนินการต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนสมาชิกได้พูด ถึงเรื่องความเปึนธรรม ความเที่ยงธรรมที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ผมเองเห็นตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อบัญญัติคําว่า ความเที่ยงธรรม ลงไปในมาตรานี้แล้ว มาตรานี้จึงมีความสําคัญว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะประสิทธิ์ประสาทความเที่ยงธรรม คือบันดาลความเที่ยงธรรมให้กับ ผู้ที่มีข้อโต้แย้ง ให้องค์กรที่มีข้อโต้แย้ง หรือให้ประชาชนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตีความ ในกฎหมายว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เขาจะได้รับความเที่ยงธรรมอย่างไร แล้วเอาอะไรวัด ทีนี้ข้อกําหนดตรงนี้อาจจะอาศัยแต่ความรวดเร็ว รวบรัด แต่ลืมความเที่ยงธรรมครับ อาจจะเปึนไปได้ครับ เพราะฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการได้เปลี่ยนหลักการของมาตรานี้ จากคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นมาสู่รัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเสียก่อน ผมคิดว่าอันนี้เปึนสิ่งที่สมควรแล้ว แล้วเปึนสิ่งที่จําเปึน นี่คือเหตุผล ที่ผมอยากจะขอเรียนท่านประธานว่าที่เพื่อนสมาชิกได้ขอให้ถอนร่างนี้ไปทบทวนใหม่ มันมีประเด็นสําคัญ ๆ อยู่อย่างที่ผมกราบเรียน
และอีกอันหนึ่งถ้าหากว่าจะปล่อยให้การพิจารณาพระราชบัญญัตินี้ เรื่อยไป ผมคิดว่าก็น่าเสียดายว่าเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการแทนที่จะได้รับการ ยอมรับและลงคะแนนให้สอดคล้องโดยสภาแห่งนี้ก็ถูกกลับเสีย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า มันไม่ค่อยสวยงามในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเสียงข้างมากลงความเห็นอย่างไรแล้ว เราก็ควรจะเห็นสอดคล้องด้วย แต่สภาแห่งนี้ ก็กลับเสียงข้างมากเสีย ไม่เห็นสอดคล้อง โดยมาตรา ๓ เปึนมาตราที่สําคัญ เปึนมาตราที่ ตีความ ให้คําจํากัดความต่าง ๆ แล้วก็ยังค้างอยู่ ที่ผมก็ค้างใจอยู่ แล้วจะให้ผมไปถาม หลังสภา ผมก็ไม่ทราบว่าเมื่อถามหลังสภาแล้ว คณะกรรมาธิการเห็นสอดคล้องกับผมนี้ จะตัดออกได้อย่างไร ผมก็ไม่ทราบครับ เพราะฉะนั้นจึงเปึนปัญหาและมีความยุ่งยาก ในการพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนอย่างยิ่ง เมื่อท่านสมาชิกเพื่อนผมได้บอกว่า ขอเสนอให้ถอนไป ผมจึงเห็นสอดคล้องด้วยโดยที่ว่าหลักการต่าง ๆ ในพระราชบัญญัตินี้ ที่เสนอโดยศาลรัฐธรรมนูญจะแตกต่างกับที่คณะกรรมาธิการที่แต่งตั้งไปจากสภา ไปพิจารณาโดยสิ้นเชิง ผมจึงขอสนับสนุนให้ถอนไปนะครับ ขอบคุณมากครับ
เดี๋ยวเชิญท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ ให้ท่านประธาน วิปรัฐบาล เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมเพียงแต่ว่า ขออนุญาตกราบเรียนหารือกับเพื่อนสมาชิกนะครับว่าตามจริงกฎหมายฉบับนี้ เปึนกฎหมายที่เสนอโดยองค์กรอิสระ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้ให้เวลาสําหรับ กรรมาธิการไปพิจารณากันอย่างรอบคอบแล้ว บังเอิญว่ามีความคิดเห็นในหลายมาตรา ที่มีประเด็นที่ไม่สอดคล้องต้องกันอยู่ ผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ได้มีการหารือกันหลายครั้ง ทีนี้ผมเกรงว่าถ้าหากมีการ ถอนออกไปโดยการจัดระเบียบวาระก็จะมีปัญหา แล้วก็ทําให้กฎหมายฉบับนี้บรรจุเข้ามา พิจารณาไม่ทันในสมัยประชุมนิติบัญญัตินี้ ผมหวังว่าเพื่อนสภาแห่งนี้จะได้เสียสละเวลา อันมีค่านี้เพื่อร่วมกันผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้ผ่านการพิจารณาของสภานี้ในช่วง สมัยประชุมนี้ และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าประเด็นที่กรรมาธิการได้มีความคิดเห็นนั้น เปึนประเด็นที่ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะว่าคณะกรรมาธิการส่วนหนึ่งก็ได้มีการแปรญัตติไปตาม ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีมติอยู่ แต่คณะกรรมาธิการส่วนหนึ่งก็ได้ สงวนความเห็นเพื่อที่จะให้ดําเนินการตามร่างเดิม เพราะฉะนั้นเมื่อมันเปึนกรณีที่เปึน ความคิดเห็นเช่นนี้ ผมคิดว่าทางที่ดีที่สุดวันนี้ เมื่อกระบวนการของกฎหมายเข้ามาสู่สภา ซึ่งถือว่าเปึนตัวการในการใช้อํานาจในการพิจารณาอยู่แล้ว ก็ขอให้ประธานได้กรุณา ได้ดําเนินการในการพิจารณาตามวาระที่สอง ตามลําดับมาตราต่อไปครับ ขอบพระคุณ มากครับ
เมื่อสักครู่นะครับ ท่านนายแพทย์ชลน่านก็เปึนผู้หยิบยกประเด็นหลังจากที่เราลงมติ มาตรา ๓ ว่ามันก็คงไปกระทบอีกหลายมาตรา เพราะมันเปึนบทนิยาม ทีนี้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านก็เสนอความคิดว่าอยากให้พิจารณามาตรา ๔ มาตรา ๕ ไปก่อน แล้วพอพ้นมาตรา ๕ ก็ค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่งนะครับว่าจะถอนกลับไปทบทวนหรือไม่ อย่างไร อันนี้ท่านประธานวิปรัฐบาลท่านก็เหมือนเสนอว่าให้พิจารณาไปเลยนะครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมว่าในตอนนี้เอามาตรา ๔ มาตรา ๕ ให้จบก่อนนะครับ เชิญท่านสาธิตครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ป่ตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของ กรรมาธิการด้วยครับ ผมอยากจะอภิปรายเพื่อสนับสนุนประเด็นของท่านประธานวิปครับ เพราะว่าความจริงในคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณากฎหมายฉบับนี้มาเปึนระยะเวลา นานมากกว่ากฎหมายฉบับอื่นนะครับ ที่สําคัญที่สุดผมอยากจะหยิบยกระเบียบข้อบังคับ ของสภาตามมาตรา ๑๒๙ ประเด็นก็คือว่าความจริงการพิจารณาในวาระสอง ก็คือ เพื่อนสมาชิกหรือว่าคณะกรรมาธิการก็ต้องอภิปรายเรียงตามลําดับมาตรานะครับ แล้วก็ ให้สมาชิกอภิปรายถ้อยคําที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ หรือมีการแปรญัตติที่มีการ สงวนความคิดเห็นไว้นะครับ ส่วนข้อเสนอนี้อาจจะเปึนข้อเสนอได้นะครับ แต่ผมตั้งเปึน ข้อสังเกตว่าจริง ๆ ไม่ใช่เปึนอํานาจของประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ต้องเปึนไปตาม เสียงส่วนใหญ่ของสภาแห่งนี้ตามวรรคท้ายของข้อบังคับ มาตรา ๑๒๙ คือว่า ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมจะลงมติเปึนอย่างอื่น เพราะฉะนั้นมิได้หมายความว่าประธาน คณะกรรมาธิการจะรับนะครับ แล้วก็ถอนร่างออกไป ต้องเปึนมติของสภาแห่งนี้ด้วย เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับท่านประธานวิปว่าเราควรที่จะดําเนินการเพื่อพิจารณา กฎหมายฉบับนี้ให้เสร็จในการประชุมในครั้งนี้ครับ
คืออย่างที่ผมเรียนให้ทราบนะครับ ยังไม่ถึงขั้นที่ว่าจะให้ประธานคณะกรรมาธิการขอถอน หรือไม่ ถ้าจะขอถอนผมก็ต้องถามที่ประชุมอยู่แล้วนะครับว่าจะให้ถอนกลับไปทบทวนไหม แต่ตอนนี้ก็ให้พวกเราพิจารณาไปตามมาตราเรียงลําดับไปนะครับ ขณะนี้อยู่ในมาตรา ๔ ก็เชิญท่านที่ได้ประสงค์ไว้ตามลําดับกันนะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๔ นี้ กระผมนั้นมีความคิดเห็น ที่สอดคล้องไปกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า จากคําชี้แจงของท่านกรรมาธิการเมื่อสักครู่นี้บอกว่าเพื่อความสะดวก รวดเร็ว แล้วก็เปึน เรื่องหยุมหยิมไม่อยากให้สภาแห่งนี้มาเสียเวลา ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ นะครับว่าวันนี้แม้กระทั่งเปึนเรื่องเล็กน้อยก็ตาม หลายเรื่องของเรื่องเล็กน้อยนั้นก่อให้เกิด ปัญหามากมายนะครับ ผมจึงถือว่าเรื่องเล็กน้อยนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วอยากจะ กราบเรียนว่าแม้เปึนเรื่องเล็กน้อย สภาแห่งนี้ก็ยอมเสียเวลาในการพิจารณาในประเด็นที่ มีความสําคัญ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องเล็กน้อยนี้เคยทําความเสียหาย หลายอย่างมาแล้วนะครับ กรณีอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ถูกให้ออกจาก ตําแหน่งก็โดนเรื่องเล็กน้อยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมถือว่าเรื่องนี้มีสาระสําคัญ อย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมแล้วก็เปึนธรรมในการพิจารณาแต่ละมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรคสองที่ได้กําหนดให้ข้อกําหนดนั้นต้องผ่านการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่งนั้น กระผมคิดว่ามีความจําเปึนอย่างยิ่ง ท่านประธาน เรื่องนี้เปึนการเชื่อมโยงความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน การแสดงความคิดเห็น ของประชาชนผ่าน ส.ส. ไปยังองค์กรศาลรัฐธรรมนูญเปึนเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ถือได้ว่าเปึนการถ่วงดุลอํานาจ เปึนการสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนในวันนี้เขาคิดเห็นอย่างไร เพราะฉะนั้นตามที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขนั้น ผมเห็นว่าชอบแล้ว แล้วก็ขอสนับสนุนตามร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น ในมาตรานี้ครับท่านประธาน จะมีความเห็นอยู่ ๓ ฝ์าย ฟากของฝ์ายหนึ่งคงตาม ร่างเดิม ซึ่งหมายความว่าข้อกําหนดดังกล่าวนั้นไม่ต้องมาผ่านสภา อีกฝ์ายหนึ่งคือให้สภา รับทราบ ผมได้ขอแก้เปึนให้สภารับทราบ ทั้งนี้เพราะว่าผมได้เสนอกฎหมายฉบับนี้ เมื่อป้ ๒๕๔๑ หรือป้ ๒๕๔๒ จําไม่ได้แน่นอน การอภิปรายในสภาขณะนั้นสมาชิก ส่วนมากท้วงติงว่าข้อกําหนดของวิธีพิจารณาความนั้นน่าจะให้สภาได้พิจารณาและ รับทราบ ผมก็ได้ชี้แจงในขณะนั้นว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดให้ออกเปึนพระราชบัญญัติ แต่รัฐธรรมนูญให้อํานาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้ออกข้อกําหนด ผมจึงเห็นว่า แนวทางที่จะให้สภาได้มีโอกาสเชื่อมโยงกับทางศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็คือแนวทาง การรับทราบ เพราะมีความกังวลว่าจะไปออกข้อกําหนดอย่างไร เราไม่ทราบเลย ถึงแม้จะ เปึนการบัญญัติไว้ว่าจะต้องลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ศาลอาจจะไม่ได้ทราบ จากตัวแทนประชาชน สะท้อนผลกระทบที่มีต่อประชาชนจึงได้เสนอความเห็นว่าให้สภา รับทราบ แต่เมื่อผมมาฟังคําชี้แจงของผู้แทนศาล ท่านกรรมาธิการท่านสู่บุญ ซึ่งท่านก็ ได้รับตําแหน่งเปึนผู้พิพากษาศาลฎีกา แล้วก็ได้ทราบจากผู้แทนของศาลรัฐธรรมนูญไม่ติดใจในประเด็นที่จะต้องแก้ไข คงอยู่ อยากให้เปึนไปตามร่างเดิมครับ ท่านสู่บุญท่านเปึนผู้พิพากษาศาลฎีกาและอนาคต ท่านอาจจะต้องถูกเลือกมาเปึนตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ผมจึงคิดว่าไม่มีอะไร ที่เราจะไปทราบข้อเท็จจริงหรือถนัดในการวิธีพิจารณาหรือข้อกําหนดมากกว่าคนที่จะ ไปปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงขอถอนที่แปรญัตติไว้ว่าให้สภารับทราบ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อ เชื่อว่าถึงแม้จะไปออกข้อกําหนดนั้น ความยุติธรรมก็คงจะเกิดขึ้น ความเปึนธรรม ก็คงจะมีครับ เพราะทั้งนี้ได้มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความของ ศาลรัฐธรรมนูญกําหนดให้ชัดเจนว่า การออกของข้อกําหนดนั้นจะออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า คงไม่ได้ กฎหมายใหญ่ก็ยังเปึนหลักประกันอยู่ ส่วนข้อกําหนดนั้นเปึนเพียงกฎหมายรอง ผมจึงมีความสบายใจตรงนี้ จึงถอนที่จะแปรญัตติดังกล่าวนั้น
เรื่องที่ ๒ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๓ ให้คงคําว่า คดี ไว้ และนับจากนี้ไป เกือบทุกมาตราจะต้องมีคําว่า คดี ตลอด แล้วต้องแก้กลับมาเปึนคําว่า คดี ทุกมาตรา และผมก็ได้สงวนความเห็นไว้เกือบทุกมาตรา และผมก็ต้องลุกขึ้นมาชี้แจงอย่างนี้ ทุกมาตรา แล้วก็จะต้องมีการถกเถียงอย่างนี้ตลอดไป ไม่ทราบว่าจะจบสิ้นเมื่อไร เหมือนกัน ท่านประธานครับ ก็อยากให้กฎหมายฉบับนี้เสร็จสิ้นเร็ว ๆ ที่ผ่านมานั้น เราไม่สามารถทําได้แทน ทําได้ทันภายใน ๑ ป้ เพราะระยะเวลาการเสนอนั้นล่าช้า เนื่องจากคณะศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็เพิ่งจะมีการโปรดเกล้าฯ และคณะกรรมาธิการเราก็ พิจารณาอย่างรอบคอบ จึงทําให้ช้ามา ผมมีความเห็นประการหนึ่งว่า ไม่อยากจะให้ ถอนไป แต่หลังจากจบมาตรา ๔ มาตรา ๕ แล้ว ท่านประธานอาจจะขอเบรก (Break) ไว้ก่อน เพื่อเรียกประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมก็เปึนด้วย มาดูกันอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ถอนครับ หรือจะเดินหน้าต่อไปก็จะช้า แต่ถ้าพ้นมาตรา ๔ มาตรา ๕ ก็หารือกันว่าพักไปแล้วก็ ประชุมกัน ประชุมในที่นี้ก็จะต้องแก้คําว่า คดี ทุกมาตรา การสงวนก็จะน้อยลง อีกประการหนึ่งก็อาจจะมีเรื่องทบทวน ก็ทําได้ เพราะว่าในระหว่างการพิจารณานั้น ประธานคณะกรรมาธิการย่อมสามารถเรียกประชุมคณะกรรมาธิการได้ แล้วอาศัย เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการ เพราะท่านทั้งหลายก็ดูทิศทางการพิจารณาแล้วว่า น่าจะเปึนอย่างไร แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้ถอนไป เห็นด้วยที่จะให้เดินหน้า แต่ควรใช้เวลา สักเล็กน้อยในการที่จะมาแก้ไขให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของมาตรา ๓ นะครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านเชาวรินครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมจะขอโอกาสอภิปรายอนุโมทนาบุญผู้ที่แปรญัตติเพิ่มคําว่า และให้เสนอ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ แต่เมื่อสักครู่ฟังท่านสมาชิกที่อภิปรายจบไปแว่ว ๆ ว่าจะขอถอน ผมก็เลยแปลกใจว่าถอนไปทําไม ในเมื่อของที่แปรญัตติมานี้มันมีคุณค่าเหลือเกิน ท่านประธานครับเราเรียนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าระบอบประชาธิปไตยที่เราใช้กันอยู่นี้ เปึนระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนองค์พระประมุข แล้วก็อธิบาย ความต่อไปว่า ระบอบประชาธิปไตยนั้นประกอบด้วยอํานาจ ๓ ส่วน นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ นิติบัญญัตินั้นแน่นอน พวกเราที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน กว่าจะได้แต่ละคะแนนต้องเดินเข้าไปพบปะกับประชาชน ขอให้ประชาชน สนับสนุนและลงคะแนนให้เข้ามาเปึนสมาชิกสภานิติบัญญัติ ในขณะเดียวกันอํานาจ บริหาร แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเหมือนในบางประเทศที่มีการ เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่นายกรัฐมนตรีก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากตัวแทนของ ประชาชนที่เราดําเนินการกันมาอยู่ในสภาแห่งนี้หลายครั้งหลายหน ผมอยากจะถามว่า อํานาจตุลาการมีอะไรเชื่อมโยงไปถึงประชาชนบ้างไหม ในอดีตศาลสังกัดกระทรวงยุติธรรม เวลามีปัญหาเกิดขึ้นในสังคมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถยื่นกระทู้ถามหรือเสนอญัตติมาอภิปรายกันในสภา แล้วรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมก็เปึนผู้มาชี้แจง ปัจจุบันนั้นศาลถูกแยกออกจากกระทรวงยุติธรรม จนกลายเปึนอิสระ แล้วอิสระทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่สามารถที่จะมีอะไรเชื่อมโยงมาถึง ประชาชนโดยสิ้นเชิง กรณีอย่างนี้ถ้าหากว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็คงไม่มี การวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้อํานาจของตุลาการ แต่บ้านนี้เมืองนี้ได้มีสิ่งที่เกิดขึ้นเห็น เปึนที่ประจักษ์ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเกี่ยวกับคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ความเปึนรัฐมนตรีของอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช กรณีการทํากับข้าว จนกลายเปึนคํากล่าวของเด็กและเยาวชนบอกว่าทํากับข้าวถูกปลด เปึนกบฏกลับได้รับ การปลดปล่อย อันนั้นเปึนกรณีที่ ๑ ที่ถือได้ว่าเปึนประติมากรรมชิ้นใหม่ของ ศาลรัฐธรรมนูญหรืออํานาจตุลาการในยุคสมัยนี้ ประติมากรรมอีกชิ้นหนึ่งก็คือวันที่ ๒ ธันวาคม ป้ ๒๕๕๑ ท่านประธานก็คงรู้มีการร้องให้วินิจฉัยพรรคการเมือง ๓ พรรค คือพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ศาลรัฐธรรมนูญได้ ดําเนินกระบวนพิจารณาแล้วในที่สุดก็นัดให้ ๓ พรรคการเมืองนั้นไปแถลงป่ดคดีในเช้า วันที่ ๒ ธันวาคม ผมเชื่อแน่ว่าท่านประธานคงได้ติดตามการถ่ายทอดสดโดยสถานีวิทยุ โทรทัศน์ พรรคพลังประชาชนดูเหมือนจะรู้ชะตากรรมของตัวเอง ว่ามีธงนําหน้ามาว่า ยุบแน่ จึงสละสิทธิที่จะไปแถลงป่ดคดี แต่พรรคชาติไทย หัวหน้าพรรคชาติไทยคือ ฯพณฯ ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ยกมือไหว้ขอความเมตตาจากบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๙ ท่านที่อยู่ในบัลลังก์ ถ้าผมจําไม่ผิดดูเหมือนจะมีน้ําตาคลอเบ้า ขอความเห็นอกเห็นใจ จากบรรดาตุลาการทั้งหลาย ถัดจากนั้นเปึนหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย คือท่านอนงค์วรรณ เทพสุทิน คราวนี้ร้องไห้เพราะท่านเปึนสุภาพสตรี ท่านประธานครับ แถลงป่ดคดีประมาณ ๑๑.๐๐ นาฬิกาเศษ ๑๒.๐๐ นาฬิกาอ่านคําพิพากษาได้ทันที นี่คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงไว้ให้เปึนที่ประจักษ์ ให้ปรากฏในแผ่นดินนี้ว่าได้ดําเนินกระบวนพิจารณาอย่างไร ทําให้ประชาชนทั้งประเทศเกิดความคลางแคลงใจในอํานาจของตุลาการ อํานาจตุลาการ ก็หมายถึงศาลทุกศาลไม่ว่าจะเปึนศาลสถิตยุติธรรม ศาลทหาร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองหรือแม้กระทั่งศาลพิเศษทั้งหลาย ไม่ว่าศาลแรงงานหรือศาลคดีภาษีอากร เมื่อทางฝ์ายตุลาการได้แสดงประติมากรรมอย่างนี้ให้ปรากฏแก่ประชาชนในชาติ ในขณะเดียวกันวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ไม่ได้ เนื่องจากมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการละเมิดอํานาจศาล และการที่ศาลสั่งลงโทษผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ กรณีการละเมิดอํานาจศาลก็ไม่ได้มีการพิจารณาอะไรละ ใครแสดงความคิดเห็นในทางที่ ไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษาก็สุ่มเสี่ยงกับการถูกคําสั่งศาลว่าละเมิดอํานาจศาล จนทุกวันนี้ ประชาชนไม่มีใครกล้าที่จะไปพูดถึงเรื่องของศาล เรื่องของตุลาการ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไร เชื่อมโยงมาถึงตัวแทนของประชาชนโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการที่มีสมาชิกไปแปรญัตติว่า ให้นําข้อกําหนดนี้มาเสนอสภานั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าเปึนสิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศ เมื่อได้รับทราบตรงนี้จะต้องชื่นชมโสมนัส แต่ก็เปึนที่น่าเสียดายว่าท่านผู้แปรญัตติหรือว่า ผมอาจจะฟังผิดไป เพราะว่าท่านสมาชิกที่อภิปรายก่อนหน้าผมนั้นเวลาท่านพูดในสภา ฟังยากที่สุดในบรรดาสมาชิกทั้งหมด ๔๐๐ กว่าคน ผมอยากจะไปนั่งใกล้ ๆ ท่านบังเอิญ ลุกไปไม่ทัน ยืนยันอีกครั้งได้หรือไม่ครับว่าท่านไปถอนหรือยัง ถ้าถอนแล้วผมก็บอกได้ คําเดียวว่าเสียดายครับ แต่ถ้ายังคงอยู่ผมอนุโมทนาครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ส.ส. สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในนามคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ นาน ๆ ผมจะได้มีความเห็นร่วมกับท่านประธานวิปรัฐบาล ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อท่านว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นใช้เวลามากในการพิจารณา อยู่ ๆ จะให้ถอนไปเฉย ๆ ผมเองยังเห็นด้วยว่าไม่ควร ควรจะพิจารณาต่อไปนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านประธานวิปรัฐบาลชินวรณ์บอกว่ากฎหมายฉบับนี้ได้ใช้เวลา พิจารณาอย่างรอบคอบ ถูกต้องครับ ความรอบคอบจึงเกิดเสียงส่วนใหญ่ขึ้นครับ แต่แปลก การพิจารณาในห้องประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาอย่างรอบคอบ มีทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล แต่เวลาอยู่ในห้องนั้นยกมือสลับกันหมดครับ ไม่เชื่อถามท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส. อาวุโสได้ เราไม่ได้พิจารณาโดยพื้นฐานว่าใครเปึนฝ์ายรัฐบาลแล้วใครเปึนฝ์ายค้าน จะพิจารณาตามเหตุผล แต่แปลก พอเข้าสภาปัูบมันกลับมาอีกเรื่องเลยครับ สภาพอย่างนี้ จึงเปึนเรื่องที่น่าเสียดาย สิ่งที่ผมเห็นด้วยกับท่านชินวรณ์ก็เห็นตรงกันว่าเราน่าจะยึดหลัก ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๔ นี้ถ้าท่านดูให้ดีนะครับ ในวรรคแรกคําว่า ข้อกําหนด ข้อกําหนดก็คือกฎกระทรวงนั่นละครับ ในอดีตจะเห็นได้ว่ากฎกระทรวงนั้นออกโดย รัฐมนตรี โดย ครม. ครม. มาจากไหนครับ มาจากประชาชนเลือกตั้งครับ แต่ว่ากฎหมาย ฉบับนี้เปึนกฎหมายที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่ดึงอํานาจของประชาชน ไปให้กับสถาบันศาล โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเปึนศาลอื่นผมก็ไม่วิจารณ์ครับ แต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนศาลทางการเมืองที่มีอํานาจในการตัดสินเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของรัฐบาลได้ ท่านครับ หลักการประชาธิปไตยนั้น อํานาจรัฐ อํานาจอธิปไตย เปึนของประชาชน เพื่อประชาชนและมาจากประชาชน ผมจึงอยากจะเรียนท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพว่าเรื่องนี้ขอให้เราพิจารณาจากพื้นฐานของสภาผู้แทนราษฎร อย่าพิจารณาจากพื้นฐานของพรรคการเมืองใด ไม่อย่างนั้นจะเปึนรอยด่างครับ ประชาชน มอบอํานาจมาให้ท่าน แต่ปรากฏท่านได้มอบอํานาจออกกฎหมายโดยศาลรัฐธรรมนูญ เองเลย ข้อกําหนดนี้ก็คือกฎหมายนั่นเอง การออกกฎหมายลักษณะนี้คล้ายกับ กฎกระทรวงที่ไม่ต้องผ่านสภา แต่กฎกระทรวงนั้น รัฐมนตรีนั้นเปึนรัฐบาลที่มาจาก ประชาชน นี่คือหลักการสําคัญครับ ถ้าเราจะถ่ายโอนอํานาจของประชาชนไปให้ศาล มีอํานาจทางการเมืองอย่างกรณีนี้ ท่านพิจารณาให้ดีนะครับ นี่คือรอยด่างที่จะเกิดขึ้น จากสภาผู้แทนราษฎรที่พิจารณาในวันนี้ ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ด้วยยึดถือพื้นฐานอํานาจ ของประชาชนเปึนหลัก ไม่ใช่อํานาจของพรรคการเมืองฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งเปึนหลักนะครับ เรายังต้องยืนยันที่จะต้องให้อํานาจการออกกฎหมายนี้เปึนของประชาชน แต่ว่าถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญไหมครับ ถูกต้องครับ แต่รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ เปึนที่รู้กันนะครับ เปึนรัฐธรรมนูญที่มากับรถถัง มากับป๋นกลนะครับ เราปฏิเสธไม่ได้ เพราะเราอยู่ตรงนี้ แต่เรายังจะไถลลื่นหรือไม่ ผมเห็นว่าโดยหลักการพื้นฐานนั้นตรงนี้จึงเปึนหลักการที่เรา จําเปึนต้องประคับประคองให้อยู่ในกลไกที่ให้อํานาจรัฐเปึนของประชาชนอยู่ต่อไป และเชื่อแน่เหลือเกินครับว่าเมื่อศาลยื่นเข้ามานั้น การพิจารณาของสภาก็จะอยู่ในเกณฑ์ ที่เอื้ออาทร ตรวจสอบและเปึนการยืนยันหลักการว่าอํานาจอธิปไตยเปึนของประชาชน ถ้าท่านจะถามว่าอํานาจของศาล ศาลไม่ได้มาจากประชาชนหรือ สัญลักษณ์การมาจาก ประชาชนชัดเจนที่สุดคือการเลือกตั้ง คือการตัดสินใจจากประชาชน แต่ศาลประเทศไทย ไม่ได้มีอะไรยึดโยงกับประชาชนเลยครับ อันนั้นไม่ใช่ความผิด แต่เปึนลักษณะพิเศษของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยที่เราเรียกกันว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข นั่นคืออํานาจของศาลเปึนอํานาจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ในอดีตที่ผ่านมา ๖๐ ป้ ๗๐ ป้ เรายังยืนยันว่าทั้งหมด จะต้องรวมศูนย์อํานาจอยู่ที่รัฐสภา แต่วันนี้ถ้าท่านจะตัดสินใจเช่นนั้น ผมก็ไม่รังเกียจ แต่ผมกราบเรียนว่าที่เราได้ถกเถียงกันในที่ประชุมห้องเล็ก ๆ ในคณะกรรมาธิการนั้น เรายืนยันในหลักการที่ว่าอํานาจอธิปไตยเปึนของประชาชน ถ้าจะมีกฎหมายต้องมาจาก ประชาชน ตัวแทนประชาชนต้องแอพพรูฟ (Approve) ต้องรับรองตรงนี้ครับ ผมจึงกราบเรียน เหตุผลในห้องประชุมคณะกรรมาธิการที่เราได้ถกเถียงกันว่า เราไม่ได้รังเกียจในสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะออกข้อกําหนดได้เองโดยไม่ต้องผ่านสภา แต่เรากําลังประคับประคองว่า ระบบรัฐธรรมนูญที่มากับรถถังวันนี้ทําอย่างไรอย่าให้ระบบรัฐสภาของไทยมันไถลลื่นไกล เกินไปครับ และในทางหนึ่งก็เปึนการคุ้มครองระบบและคุ้มครองอํานาจศาลรัฐธรรมนูญด้วย ให้มันอยู่ในเกณฑ์ ถ้าสภาจะโหวตให้ยืนตามร่างเดิม ตามเสียงข้างน้อย ผมก็รู้ว่าแพ้ ไม่เปึนอะไรครับ แต่นั่นผมไม่ได้แพ้ แต่เราทั้งหมดนี่ละครับ เรากําลังละเมิดหลักการ อธิปไตยอันมาจากปวงชนชาวไทยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ แล้วต่อด้วยท่านนคร มาฉิม นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานลุกขึ้นเปึนครั้งที่ ๒ ครับ เนื่องจากฟังคําชี้แจงของทางคณะกรรมาธิการแล้ว ผมเองยังมีความสับสน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันว่าถ้อยคําที่แก้ไขน่าจะ สอดคล้องกับหลักการของการถ่วงดุล หลักการของการตรวจสอบ หลักของความโปร่งใส ตรวจสอบได้ของอํานาจอธิปไตยของเรา โดยเฉพาะท่านสุนัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน นะครับ ท่านได้ชี้อย่างชัดเจน ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมต้องเพิ่มเติมก็คือว่า ในมาตรา ๔ ท่านไปเขียนใช้ว่าข้อกําหนด ผมฟังจากท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ ชี้แจงต่อสภา ซึ่งผมคล้อยตามนะครับ ถ้าเปึนลักษณะอย่างที่ท่านพูด แต่ลักษณะอย่างนั้น มันเปึนระเบียบ ข้อบังคับ วิธีปฏิบัติ เรื่องธุรการ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ข้อกําหนดของ การพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท่านไปเอาถ้อยคําในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ วรรคห้า มาใช้นะครับ ท่านไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ วรรคห้า สิครับ ข้อกําหนด ตรงนั้นมันเหมือนกฎหมายนะครับ ท่านใช้ถ้อยคําเดียวกันเลย แล้วพวกผมเองก็กริ่งเกรง นะครับ ข้อกําหนดในการพิจารณาของท่านเกิดท่านไปออกกระบวนการข้อกําหนด กระบวนการการพิจารณาในการยุบพรรคการเมือง ซึ่งจริง ๆ ควรเขียนเปึนกฎหมายครับ แต่ถ้าเราอนุญาตอย่างนี้ ท่านก็ไปเขียนไว้ในข้อกําหนดว่านี่คือกระบวนการของ การพิจารณาเพื่อการยุบพรรคการเมือง กระบวนการของการที่จะพิจารณาเรื่องกฎหมาย ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญที่ผมยกตัวอย่างไปเมื่อสักครู่ กระบวนการการที่จะพิจารณา เรื่องคุณสมบัติของบุคคลในการดํารงตําแหน่ง ทํากับข้าวถูกถอดถอนอย่างนี้นะครับ ท่านก็ไปเขียนในข้อกําหนด ถ้าเปึนลักษณะอย่างนี้ สภาไม่ดูไม่ได้ครับ ถ้าเปึนอย่างนั้น สภาไม่ดูไม่ได้ ผมยังจะใช้คําว่า รัฐสภา ด้วยครับ ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว นะครับ เพราะท่านเขียนตรงนี้เขียนเปึนแค่สภาผู้แทนราษฎร โดยอํานาจนิติบัญญัติ เราเปึนสภาคู่ ท่านเขียนตกไปไหม เปึนคําถามจากผมด้วยนะครับ ถ้าคณะกรรมาธิการ ยังจะคิดที่จะเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าข้อเสนอผมนี่อยากให้ถอนออกไปครับ มันไม่มีวิธีการอื่น ครับ จะเลื่อนไปแล้วก็ไปพิจารณา กฎหมายอื่นมันค้างอยู่ มันทําอะไรไม่ได้เลย ถ้าถอนไป ก็เปึนอํานาจของท่านประธานขอต่อสภา สภามีมติท่านก็ถอนไปพิจารณา ๒-๓ อาทิตย์ ก็กลับเข้ามาวาระสองเหมือนเดิมนี่ละ จะเริ่มมาตรา ๖ ก็ได้ ไม่ได้ผิดระเบียบข้อบังคับใด ๆ สภาอนุญาตอยู่แล้ว แค่ข้อกําหนดนี่ยังคิดมากเลยท่านประธานครับ และสิ่งที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานว่า เมื่อท่านเขียนอย่างนั้นแล้ว ผมก็เปึนห่วงอีกครับ ที่ผมยกนี่คือข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ป้ ๒๕๕๑ ผมเป่ดตลอดครับ เป่ดดูว่า เมื่อข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภานี่ มันจะเข้าช่องไหน เข้าการพิจารณา แบบไหน เปึนแบบลักษณะเปึนกฎหมายไหม ข้อบังคับเขาไม่ได้เขียนไว้ครับ จะเข้ามา เพื่อทราบไหม อันนี้อาจจะเปึนไปได้ครับ เพื่อทราบ ท่านประธานก็เอาอํานาจประธาน บรรจุในวาระเพื่อทราบพวกเราก็มาพิจารณาก็เลี่ยงบาลีกันไป ผมก็ทักท้วงมาหลายครั้ง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเปึนห่วงก็คือว่าท่านต้องไปดูตรงนี้ด้วยนะครับว่าข้อกําหนด ที่ท่านจะทํามาให้สภาพิจารณามันเปึนเสมือนข้อกฎหมาย ทําไมท่านไม่เขียนไว้ในกฎหมาย เข้ามาท่านจะพิจารณาอย่างไร ๓ วาระไหม ถ้าจะให้สภาพิจารณา ๓ วาระหรือเปล่า รับหลักการในข้อกําหนดไหม ตั้งกรรมาธิการไหม ให้ความเห็นชอบในวาระสาม ส่งวุฒิสภาไหม อะไรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ ผมถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ท่านคิดถึงหรือเปล่าครับ ผมว่าไม่ครับ ถ้าท่านคิดถึงแล้วท่านจะไม่มีความสับสนในตัวเอง เพราะฉะนั้น ๒ ประเด็นที่ผมเน้นก็คือว่า ๑. ท่านต้องไปเปลี่ยนเรื่องข้อกําหนดใหม่ ท่านอย่าใช้ข้อกําหนดครับ ถ้าท่านอยากจะให้อํานาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญและ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้รับรองในระเบียบข้อบังคับของตัวเอง ในการที่จะเขียนปฏิบัติ วิธีปฏิบัติออกมา ผมว่าทําได้ครับอย่างที่ท่านกรรมาธิการกรุณาชี้แจง ผมต้องขอบคุณท่าน ท่านชี้แจงรายละเอียด ผมเห็นทางสว่างในเรื่องนั้น แต่ว่าทางตันของผมคือกระบวนการ การพิจารณาเหมือนวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญของกฎหมายประเทศเยอรมัน เขาเขียนกระบวนการการพิจารณาในกฎหมายเลยนะครับ ในการที่จะวินิจฉัยว่าคุณสมบัติของ ท่านใด นายกรัฐมนตรีท่านใดเหมาะสม ไม่เหมาะสม ส.ส. ท่านใดเข้าไปถือหุ้นรับสัมปทานรัฐ ๔๘ คน ๔๙ คนที่ติดอยู่ขณะนี้ ถ้าไม่เขียนไว้ในข้อกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญก็ไปเขียน ในข้อกําหนดวิธีการ กระบวนการ การพิจารณาเรื่องคุณสมบัติ ใช่ไหมครับ ถ้าเปึนอย่างนั้น ท่านต้องเอากลับไปใหม่ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะเลื่อนออกไป แล้วก็คณะกรรมาธิการ ไปพิจารณาแล้วก็กลับมา ทําให้กฎหมายอื่นที่รอในระเบียบวาระคั่งค้าง ไม่เปึนผลดีด้วย ประการทั้งปวงครับ เราต้องยอมรับกันว่าสภาแห่งนี้เราพิจารณากฎหมายให้องค์กรอิสระ นําไปใช้ ไม่ได้พิจารณากฎหมายให้รัฐบาลเอาไปใช้ครับ เพราะฉะนั้นที่นี่ไม่เสียงข้างมาก ไม่เสียงข้างน้อย มันควรเปึนไปด้วยเหตุและผล เราพิจารณากฎหมายให้องค์กรอิสระ เอาไปใช้นะครับ เปึนลักษณะการถ่วงดุล ซึ่งองค์กรอิสระเขามีอํานาจ ถ้าฝ์ายนิติบัญญัติ ไม่ดูแล้วใครดูครับ ผมถามท่านประธานด้วยความเคารพว่าใครดู ผมขอเถอะครับ ยกมือป่ดอภิปราย ใช้เสียงข้างมากลากไปในบางเรื่อง ไม่เปึนผลดีแน่ ๆ ครับ คําทักท้วง ของเพื่อนสมาชิกบางครั้งก็เปึนประโยชน์ครับ ก็ควรจะรับไว้ เราไม่ได้กีดกันที่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีเครื่องมือในการพิจารณา เพราะว่าออกไปแล้ว ถึงแม้จะออกตามร่าง ของศาลที่ออกมา ก็ดีกว่าข้อกําหนดที่ศาลใช้อยู่ในขณะนี้ด้วยซ้ําไป เพราะมาตรา ๓๐๐ วรรคห้า อนุญาตให้ท่านเขียนข้อกําหนดมาเปึนเครื่องมือในการวินิจฉัย การพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ยิ่งดึงนานออกไปศาลรัฐธรรมนูญก็สบาย ไม่คิดอะไรมากหรอก ท่านก็ใช้วิธีการของท่านตรงนั้นได้ ซึ่งผมเองไม่เห็นด้วย มันไม่ดีครับ อยากจะเร่งรัด แต่เมื่อเร่งรัดแล้วออกไปมันไม่ดีกว่านี่ ถามว่าใครได้รับความเดือดร้อน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔ ผมฝากท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการช่วยดู คําว่า ข้อกําหนด ถ้ามันจําเปึนจะต้องบัญญัติไปยกร่างมาใหม่ทั้งร่างเลยก็ได้ ๓ ตัวอย่าง ที่ผมยกนี้ชัดเจนครับ ท่านพิจารณาถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ไปเขียนไว้ ในข้อกําหนด ซึ่งจริง ๆ ก็ต้องเปึนวิธีการพิจารณาในกฎหมายหรือที่พวกเราต้องตรวจสอบ และเขียนให้ อันนี้ตัวอย่างครับ ผมยังยืนยันกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ว่า นํากลับไปเถอะครับ ผมไม่ใช้คําว่า ถอน ก็ได้ เดี๋ยวแสลงใจ นํากลับไปปรับปรุงใหม่ แล้วกลับมาวาระสองเหมือนเดิม ผมคิดว่าเร็วกว่า เร็วกว่า แล้วกฎหมายที่คั่งค้างที่จ่ออยู่นี่ ลักษณะปกครองท้องที่ มีมาตราเดียว วันนี้ผ่านได้เลย เพราะผ่านเปึนกฎหมายได้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาในข้อเสนอของผมกราบขอบคุณครับ
เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ใช้สิทธิประท้วงหน่อยครับ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อสักครู่ ผมได้ยินเพื่อนสมาชิกได้มีการกล่าวพาดพิงถึงประโยคที่ว่าการทํากับข้าวแล้วถูกปลดนั้น ผมถือว่าลําพังประโยคแค่นี้เวลาสื่อกับพี่น้องประชาชนแล้วมันเสียแล้ว ผมเกรงว่า ประชาชนจะเข้าใจว่ามีนักการเมืองไปทํากับข้าว ทํากับข้าวแล้วก็ถูกปลด ผมอยากจะเรียน เพิ่มเติมว่าข้อเท็จจริงมันเกิดที่ว่าเนื่องจากว่านักการเมืองท่านนั้นมีผลประโยชน์ได้เสีย กับทางบริษัท มันมีการได้เสียกับทางผลประโยชน์กันทําให้มีการขัดต่อข้อกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ แล้วจึงมีการถูกปลดเกิดขึ้น จึงขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมครับ
เชิญท่านนครครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ได้ฟังเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้เสนอข้อคิดเห็นแล้วก็นับว่าเปึนประโยชน์ ในส่วนของมาตรา ๔ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันแล้วก็ขอกราบเรียนท่านประธานในฐานะ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็เห็นพ้องกับท่านสู่บุญ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านที่จะ ให้คงตามมาตรา ๔ ก็คือหลักของมาตรา ๔ ตามร่างเดิมก็คือ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และให้มีอํานาจออกข้อกําหนดของศาล เพื่อให้การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลเปึนไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม
ข้อกําหนดของศาลตามวรรคหนึ่งเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ เนื้อความมีเพียงเท่านี้ ส่วนคณะกรรมาธิการที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมก็คือให้เพิ่มมาตรา ๔ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอํานาจออก ข้อกําหนดของศาลโดยความเห็นชอบจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้การดําเนิน กระบวนพิจารณาของศาลเปึนไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม
วรรคสองก็คือ ข้อกําหนดของศาลตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้รับความเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎรและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ก็คือให้ในส่วนของ ข้อกําหนดของศาลที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากประธานศาลรัฐธรรมนูญและคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญให้สภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งที่จริงผมขออนุญาตเห็นพ้องด้วย กับท่านสู่บุญก็คือข้อกําหนดเปึนรายละเอียดปลีกย่อยเพื่ออํานวยความสะดวกที่จะให้ ศาลในฐานะผู้รับผิดชอบในกลไกในวิธีปฏิบัติและระเบียบปลีกย่อยของศาลรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะให้การบริหารต่าง ๆ เกิดความคล่องตัวได้
ประเด็นที่ ๒ ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญเปึน ศาลการเมืองแล้วก็เปึนศาลที่สําคัญสามารถที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศได้ อันนี้คณะกรรมาธิการซึ่งผมเปึนผู้หนึ่งที่ได้ร่วมการประชุมแล้วก็มีการถกเถียง มีการเสนอ เพื่อที่จะชี้ถึงจุดยืนอุดมการณ์ทางการเมือง จุดยืนทางการเมือง แล้วก็โดยปราศจากอคติ ใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วก็เห็นพ้องต้องกันว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนศาลที่สําคัญ คําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถที่จะผูกพันต่อคณะรัฐมนตรี ต่อหน่วยงานของรัฐ ต่อรัฐสภา และศาลอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นคําวินิจฉัยต่าง ๆ จึงเปึนหางเสือที่จะชี้ให้เห็นว่าประเทศ ควรที่จะเดินไปในทิศทางใด กราบเรียนในข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็คือในช่วงที่ผ่านมานี้ข้อครหา ทั้งในองค์กรแล้วก็สาธารณชนกังวลใจกันมากว่าฝ์ายบริหารสามารถที่จะมีอํานาจชี้นํา แล้วก็เข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระต่าง ๆ รวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญได้ ข้อครหาต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เปึนที่ตระหนักของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการจึงได้พิจารณาว่า ข้อเสนอที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมาในมาตรา ๔ เห็นพ้องด้วยว่าควรที่จะคงร่างเดิม เพื่อปัองกันไม่ให้อํานาจใดอํานาจหนึ่งเข้าไปแทรกแซงอํานาจอีกอํานาจหนึ่งแล้วทําให้ อีกอํานาจหนึ่งนั้นอ่อนแอแล้วความเปึนธรรมก็จะเสียสมดุลไป เสียงข้างมากในกระบวนการยุติธรรมไม่จําเปึนว่าจะต้องถูกต้องเสมอไปท่านประธานครับ แต่เสียงข้างมากในการโหวต ในการเลือกตั้ง อันนั้นเราเคารพในเสียงส่วนใหญ่ ของประชาชนที่เปึนเจ้าของอํานาจอธิปไตย แต่ผมยังมั่นใจว่าความถูกหรือผิด ความดี หรือความไม่ดีนี่นะครับไม่ได้อยู่ที่เสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องธํารงไว้ซึ่งความอิสระ ความถูกต้อง ความเที่ยงธรรมขององค์กรตุลาการเพื่อที่จะเปึนจุดถ่วงดุลที่สําคัญที่สุดของ ทุก ๆ อํานาจทั้ง ๓ กลไกก็คือ อํานาจฝ์ายบริหาร นิติบัญญัติแล้วก็ตุลาการ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นเพื่อความถ่วงดุลอันนี้จึงจําเปึนที่จะต้องให้อํานาจอิสระ ของศาล ถูกก็ต้องว่ากันไปตามถูก ผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายก็คือรายละเอียดปลีกย่อยนั้นสภาคงจะไม่มีเวลาเพียงพอที่จะพิจารณาในระดับ ระเบียบ คําสั่ง กฎกระทรวง ข้อกําหนดต่าง ๆ เพราะที่จะผูกโยงได้ต่ออํานาจ ของประชาชนก็คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่กําลังขอความเห็นชอบจาก รัฐสภาอยู่ เพราะฉะนั้นคําว่า ไม่ผูกโยงกับประชาชน นั้นผมเองไม่เห็นพ้องด้วยครับ จึงมีความเห็นว่าควรที่จะคงร่างเดิม ขอบพระคุณครับ
ท่านวรวัจน์แล้วเดี๋ยวต่อด้วยท่านอรรถวิชช์ครับ เชิญท่านวรวัจน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน วันนี้เรากําลังพิจารณากฎหมาย ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเปึนหน่วยงานในการตรากฎหมายของแผ่นดิน ในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ เรากําหนดไว้ว่าอํานาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเปึนประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเปึนไปตามหลักนิติธรรม วันนี้เรากําลังพูดถึง การออกกฎหมาย ก็แน่นอนครับเปึนหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนเปึนผู้ออกกฎหมาย เพื่อที่จะไปบังคับใช้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แต่ว่าในมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้นะครับ และให้มีอํานาจออกข้อกําหนดของศาล แล้วก็โดยความเห็นชอบของคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมต้องเรียนตรงนี้ครับว่า ต้องถามว่าวันนี้ข้อกําหนดคืออะไร ถ้าเราจะไป ดูในมาตรา ๓๐๐ ของรัฐธรรมนูญนะครับ ข้อกําหนดเขียนไว้ในวรรคห้า ในระหว่างที่ยังมิได้ มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาและการทําคําวินิจฉัยได้ เพราะฉะนั้นคําว่า ข้อกําหนด ตรงนี้ ศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติ ไม่ใช่ระเบียบข่าวสารตามปกติ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ศักดิ์ศรีเทียบเท่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าวันนี้ หลายคนจะต้องเข้าใจว่า ข้อกําหนดนี้อาจจะหมดอายุไปแล้วก็ได้ เพราะเขียนว่า ทั้งนี้ ต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งป้ นับแต่ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ นั่นแปลว่าหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญครบ ๑ ป้ แล้วจะต้องไม่มีข้อกําหนดอีก ในศาลรัฐธรรมนูญจะออกข้อกําหนดอีกไม่ได้ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ เขียนไว้เลยว่าการออกพระราชกําหนดอะไรก็แล้วแต่ใช้ได้ไม่เกิน ๑ ป้เท่านั้นเอง แต่หลังจากนั้นออกเองไม่ได้ ทีนี้เรามาดูว่าในเมื่อมันมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว เราไปดูในมาตรา ๑๔๒ ของรัฐธรรมนูญ ในวรรคสี่ ร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน นั่นแปลว่าการออกกฎหมาย ใด ๆ การออกกฎหมายโดยที่เปึนอํานาจอธิปไตย การออกกฎหมายต้องนําเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เราจะไปให้ศาลออกพระราชกําหนดหลัง ๑ ป้ แล้วบอกว่าให้ ประธานศาลรัฐธรรมนูญรักษาการและให้มีอํานาจออกข้อกําหนดของศาลอีก ผมว่า ทําไม่ได้ เปึนไปตามรัฐธรรมนูญด้วย เพราะรัฐธรรมนูญบอกไว้เลยว่าข้อกําหนดสามารถ ออกได้เพียง ๑ ป้เท่านั้น และถ้าข้อกําหนดนั้นมีสภาพเทียบเท่าพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญแล้ว ต้องนําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อนตามมาตรา ๑๔๒ เพราะฉะนั้น ถ้าจะไปตีความเอาว่า ต้องฝากท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยที่ออกมาถ้าไม่ได้แก้ไข ก็ไม่ถูกนะครับ ไม่ว่าท่านจะบอกว่าให้มีอํานาจออกข้อกําหนด อันนี้ไม่ได้เลย ทําได้ครับ ๑ ป้ แต่หลังจาก ๑ ป้แล้วไม่ได้ จริง ๆ แล้ววันนี้ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วข้อกําหนดที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ ใช้การได้หรือไม่ เพราะถ้าอ่านตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ แล้ว ข้อกําหนดนั้นหมดอายุ ไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องเร่งในการพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วย แต่อย่างไรก็แล้วการที่ออกกฎหมายที่มีความสําคัญนั้น เราจําเปึนที่จะต้องพิจารณา อย่างรอบคอบ และโดยเฉพาะหน้าที่ในการออกกฎหมายตามมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ เปึนหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ท่านจะไปปล่อยเอามาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญบอกว่า ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดของ ศาลได้อย่างไร ผมว่าท่านทําไม่ได้ แล้วข้อกําหนดของศาลเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ก็ขัดต่อมาตรา ๑๔๒ อีก เพราะข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะเทียบเท่ากับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญย่อมเปึนไปตามมาตรา ๑๔๒ แห่งรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องนําเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านต้องนํากลับไป ทบทวนใหม่ วันนี้ท่านกําลังเข้าใจคําว่า ข้อกําหนด ผิดพลาดคลาดเคลื่อน มีท่านสมาชิก หลายท่านขึ้นมาอภิปราย บอกข้อกําหนดคือระเบียบของศาล ไม่ใช่นะครับ ท่านดู ในมาตรา ๓๐๐ เขียนชัดเจนครับ ข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญศักดิ์เทียบเท่ากับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และมีอํานาจเพียง ๑ ป้เท่านั้นครับ พ้น ๑ ป้แล้ว ไปขอดูกฎหมายครับ มีกฎหมายข้อไหนให้ออกได้อีก ในเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่า ออกข้อกําหนดได้ไม่เกิน ๑ ป้ ใช้ได้เพียง ๑ ป้เท่านั้นครับ หลังจาก ๑ ป้แล้วข้อกําหนด ใช้การต่อไม่ได้ แล้วหลังจากมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วจะมีข้อกําหนดอีก ได้หรือไม่ ไม่ได้ครับ แต่ถ้าศาลจะไปออกระเบียบของศาล ไปออกวิธีการพิจารณาของศาล หรืออะไรที่ไม่เรียกว่าข้อกําหนดนั้นเปึนอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าจะออกอะไรที่มีลักษณะเปึน กฎหมายต้องเปึนอํานาจของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ผมก็ขออนุญาตท่านประธานเรียน ผ่านไปถึงท่านกรรมาธิการ แล้วก็ฝากเรียนไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ เรื่องนี้เปึนศักดิ์ศรีของสภา เรามาจากการเลือกตั้ง เรามีหน้าที่ในการออกกฎหมาย เราจะไปบอกว่าให้ศาลออกแทนสภาผู้แทนราษฎรได้หรือไม่ ผมเห็นว่าตรงนี้ไม่เหมาะสม และไม่ควรจะกระทํา และขัดต่อมาตรา ๓ ด้วย ไม่เปึนไปตามหลักนิติธรรม ก็ขอนําเรียน ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านอรรถวิชช์ แล้วก็ต่อด้วยท่านกรรมาธิการยืนหยัด
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีของ มาตรา ๔ ก็ดูแล้วเรื่องของข้อกําหนดของศาลเปึนประเด็นกันอยู่ที่นี้ว่า จะให้เปึนอํานาจของศาลโดยแท้ หรือว่าจะต้องนํากลับเข้ามาให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เห็นชอบอีกหรือไม่ นี่เปึนประเด็นหลักที่คุยกันอยู่ตอนนี้นะครับ ผมขออนุญาตย้อนไปดูสักนิดหนึ่งเถอะครับว่า ในประเด็นนี้มีความเห็นกันอย่างไร ท่านประธานขออนุญาตนะครับ ผมเองต้องบอกว่าท่านกรรมาธิการเองผมขอตําหนิ ขออนุญาตเลยนะครับว่า ความคิดของท่านมันแตกเปึน ๒ ขั้วชัดเจนเลย ทําให้เนื้อหา มันไม่สอดรับและไม่เชื่อมโยงเข้าหากัน ผมอยากให้ไปดูในเรื่องของพระราชบัญญัติ ในการจัดตั้งศาลปกครอง ป้ ๒๕๔๒ ท่านครับ ต้องบอกว่าผมเองวันนี้ไม่อยู่ซีกพรรคไหน ขอพูดในฐานะเปึน ส.ส. ครับ ผมกังวลใจอย่างนี้ครับว่า ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าจะเปึน ระเบียบนะครับ แต่ว่าเวลาไปดูกฎหมายอื่นเปรียบเทียบ อย่างเช่นการรับฟังพยานมันไปแตะ ไม่ได้เลย คือถ้าเปึนข้อกําหนดของท่านไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการรับฟังพยาน หรือเปึนเรื่อง เกี่ยวกับกรณีการเปลี่ยนแปลงในวิธีการพิจารณาเรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ ท่านต้องกลับเข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมบอกว่าให้ท่านไปดูพระราชบัญญัติศาลปกครองเปรียบเทียบ ซึ่งผมอยากฟังคําตอบจากท่านว่าท่านเห็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ดีครับข้อความ ในมาตรา ๔ ท่านใช้อย่างนี้ครับว่า ท่านบอกว่าเรื่องข้อกําหนดเพื่ออะไรครับ เพื่อให้การ ดําเนินกระบวนการพิจารณาของศาลนั้นเปึนไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม พอใส่แบบนี้มันดูเหมือนจะอุ่นใจได้ว่าเปึนเพียงแค่ระเบียบ เพราะอะไรท่านทราบไหมครับ และผมขออนุญาตขู่ไว้ที่นี้เลยกับศาลรัฐธรรมนูญว่า ถ้าท่านแก้ข้อกําหนดของท่านเปึน การเปลี่ยนแปลงการรับฟังพยานหลักฐาน ท่านแก้ข้อกําหนดของท่านไปในเรื่องเกี่ยวกับ วิธีการพิจารณาให้ฝ์ายหนึ่งฝ์ายใดได้เปรียบ เสียเปรียบเมื่อไรละก็ ท่านทําผิด ตามมาตรา ๔ ครับ จะมีคนบอกว่าท่านปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่าน จะให้ผมรับฟังท่านแต่เพียงว่าเปึนเพียงระเบียบเท่านั้นก็ฟังได้ครับ เพราะผมเชื่อว่า ท่านจะไม่กล้าไปแตะต้องในการเปลี่ยนการรับฟังพยานหรือเรื่องของวิธีการพิจารณา ใช่หรือเปล่าครับ เดี๋ยวท่านช่วยตอบผมด้วยนะครับว่า ข้อกําหนดนี้จะไม่ยุ่งกับ ๒ เรื่องนี้ ใช่ไหมครับ ถ้าท่านตอบผมชัดเจนอย่างนี้ผมคิดว่าเราก็น่าจะผ่านในเรื่องของมาตรา ๔ ไปได้
ประเด็นต่อมา ก็คือผมได้ยินท่านกรรมาธิการข้างบนก็ดี ข้างล่างก็ดี โดยเฉพาะพี่น้องซีกพรรคฝ์ายค้านบอกว่าทํากับข้าวก็ถูกถอดถอน ผมเรียนยืนยันอย่างนี้ นะครับว่าการทํากับข้าวแล้วเปึนการจ้างแล้วเปึนลูกจ้างถูกถอดถอนทั้งนั้น อย่าไปโกรธ ศาลรัฐธรรมนูญเลยครับ เพราะว่าท่านจะถูกถอดถอนได้ทั้งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ครับ การเปึนลูกจ้าง ป้ ๒๕๕๐ ก็ห้ามไว้ในมาตรา ๒๖๗ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ห้ามไว้อยู่ในมาตรา ๒๐๘ แล้วการถูกถอดถอน ถูกตัดสิทธิ โดยศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเปึนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่ในมาตรา ๙๑ ถ้าเปึนรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ อยู่ในมาตรา ๙๖ ประกอบกับมาตรา ๒๑๖ เพราะฉะนั้นอย่าโทษ ศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้อีกเลยครับ เพราะไม่ว่าท่านจะเปึนลูกจ้างใครก็แล้วแต่ ไปทํากับข้าวแล้วเปึนลูกจ้างท่านโดนปลดอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเปึนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ขอเรียนอีกครั้งเพื่อความเข้าใจในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพราะประเด็นนี้พูดกันจนกระทั่งสงสารศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่ผมออกมายืนยัน ข้อเท็จจริงอีกครั้งนะครับว่า ถ้ามีพฤติกรรมเยี่ยงนั้นถูกปลดอยู่แล้วครับ ก็ย้อนกลับไปสู่ คําถามแรกที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๔ โดยตรงนะครับ ท่านตอบผมครับว่า เรื่องข้อบังคับ ของท่านครับ ท่านจะไม่ไปแตะในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานวิธีการพิจารณา ใช่หรือไม่ เพราะถ้าท่านเข้าไปแตะเมื่อไรมันจะส่งผลต่อคดีให้เกิดความไม่เที่ยงธรรม แล้วเมื่อนั้นละครับ จะถือว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติการตามมาตรา ๔ มาตรา ๑๕๗ รอท่านอยู่ ศาลรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นเพื่อความชัดเจนท่านตอบผมก่อนในประเด็นนี้นะครับ ขอบคุณครับ
หมอประท้วงหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงตามข้อบังคับครับ มีสมาชิก ๒ ท่านได้ลุกขึ้นพูดทํานองว่า ซีกฝ์ายค้านได้กล่าวโทษศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็น เช่น การวินิจฉัยกรณีคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ผมเองเปึนผู้อภิปรายในเรื่องนั้น ถ้าผมไม่ชี้แจงผมเข้าใจว่าตัวศาลรัฐธรรมนูญเองก็จะเสียหาย ตัวผมเองก็จะเสียหาย และสภาแห่งนี้ก็จะเสียหาย ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมเองไม่ได้มีเจตนา ที่อภิปรายกล่าวโทษศาลรัฐธรรมนูญเลยครับ ผมเพียงแต่เปรียบเทียบว่ากระบวนการ ของการพิจารณา วิธีการพิจารณา มันไปเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น เปึนการพิจารณาเรื่อง คุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้าสู่ตําแหน่ง ถ้าท่านไม่เขียนวิธีการพิจารณาในกฎหมาย แล้วไปเขียนในข้อกําหนด ผมคิดว่าสภาแห่งนี้คงรับไม่ได้ นั่นคือยกตัวอย่างนะครับ เปึนประเด็นที่ผมยกตัวอย่างขึ้นให้เชื่อมโยงกับความสําคัญของการใช้ข้อกําหนดนะครับ ถ้าท่านหมายถึงข้อกําหนดที่จะเปึนกระบวนการการพิจารณาด้วย ท่านเองก็ยอมรับ อย่างไรครับว่าถ้าไปแตะเรื่องพยานเรื่องหรืออะไรต่าง ๆ มันเปึนไปไม่ได้ แต่เปึนเรื่อง ธุรการนั้นเปึนเรื่องธรรมดา ระเบียบปฏิบัติ ผมเองต้องขออนุญาตชี้แจงกับท่านประธาน ด้วยความเคารพ มิได้กล่าวโทษศาลรัฐธรรมเลยครับ เคารพศาลรัฐธรรมนูญ แล้วผมยินดี ให้การสนับสนุนตลอดด้วยครับ
และสิ่งที่สําคัญกราบเรียนท่านประธานเปึนประการสุดท้ายในเรื่องนี้ ไม่ได้โทษศาลรัฐธรรมนูญ แต่โทษตัวรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญให้เปึนอย่างนั้นก็ต้องเปึน อย่างนั้น ผมยกตัวอย่าง กฎหมายผ่านรัฐสภาในมาตรา ๑๔๑ ก็ดี มาตราที่เกี่ยวข้องก็ดี ที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่เปึนสาระหลัก พอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างนั้นสภาพกฎหมายฉบับนั้นตกทันที ผู้เสนอใหม่ต้อง เริ่มเสนอใหม่ นั่นคือสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ ผมไม่ได้โทษตัวศาลรัฐธรรมนูญ แต่โทษตัวรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวท่านเชาวรินครับ
ผมขอใช้สิทธิพาดพิง ครับ
พาดพิงประเด็นไหนครับ
เมื่อสักครู่นี้เช่นเดียวกับ ที่หมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้กล่าวไปแล้วว่ามีสมาชิกอภิปราย บังเอิญไปยกเอาประโยคทอง ของผม ที่ผมเล่าให้ที่ประชุมฟังว่าจากการสร้างประติมากรรมของศาลรัฐธรรมนูญทําให้ เด็ก ๆ พูดกันว่าทํากับข้าวถูกปลด เปึนกบฏถูกปล่อย ถ้าผมไม่ชี้แจงผมก็เสียหายบอกว่า เปึนการไปโกรธศาลรัฐธรรมนูญ มีสมาชิกพูดอย่างนี้ ผมยืนยันว่าผมไม่ได้โกรธ ศาลรัฐธรรมนูญหรอกครับ เพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกับผม นิติศาสตร์รุ่นเดียวกับ ผมก็อยู่ในองค์คณะ แต่ผมอภิปรายให้เห็นถึงสิ่งที่ประชาชนเขาสะท้อนมาในฐานะเปึน ตัวแทนของประชาชน รับฟังความคิดเห็นของประชาชน รับฟังความเดือดร้อนใจของ ประชาชน ผมขออนุญาตขยายความสั้น ๆ อีกนิดเดียวว่าประติมากรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญ ชุดนี้ได้สร้างไว้ในสังคมไทย ต่อไปภายหน้าเด็กที่เรียนกฎหมาย เรียนนิติศาสตร์จะต้องมา ศึกษาแน่นอน กรณีอย่างการอ่านคําพิพากษาเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ทําไมพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยในทําเนียบรัฐบาลรู้ล่วงหน้า ถึงได้พูดบนเวทีพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยในทําเนียบรัฐบาลบอกว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเปึนนายกรัฐมนตรี คนแรกที่ไม่มีโอกาสไปกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลในวันเฉลิมพระชนมพรรษา แล้วก็เปึนอย่างนั้นจริง ๆ มีการอ่านคําพิพากษาในวันที่ ๒ ธันวาคม ทําไมคําพิพากษา หลุดไปถึงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร ไปประกาศ ในทําเนียบรัฐบาล นี่ต่างหากละครับสิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศข้องใจกระบวนการของ อํานาจตุลาการ ผมพูดอย่างนี้ แต่ไม่ใช่ว่าแสดงความจงเกลียดจงชัง เพื่อนผมเยอะแยะ ครับ ผมจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่ในศาลทั้งศาลธรรมดา ศาลยุติธรรม ศาลทหารอะไรเยอะแยะไปหมดครับ ผมไม่ได้เกลียดศาลไหนทั้งนั้น แต่ว่าในฐานะ เปึนตัวแทนของประชาชนจําเปึนต้องนําความรู้สึกของประชาชนมาเป่ดเผยเพื่อให้สังคม ได้รับรู้ ก็แค่นั้นละครับ ผมไม่ได้เกลียดศาลรัฐธรรมนูญหรอกครับ ขอบคุณครับ
เชิญฟังท่านกรรมาธิการยืนหยัดครับ
ท่านประธานครับ นิดเดียว ได้ไหมครับท่านประธาน
มีอะไรครับ จะใช้สิทธิอะไรครับ
เปล่าครับ ผมจะขอปรึกษา ท่านประธานนิดเดียวครับ ปรึกษาในการอภิปรายในวันนี้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ เราใช้เวลาไปแล้วประมาณ ๒ ชั่วโมงกว่าเกือบ ๓ ชั่วโมง มาตรา ๓ ใช้เวลาไปประมาณ ๕-๖ ชั่วโมง ทีนี้ถ้าท่านประธานให้สมาชิกอภิปรายแล้วตัวกรรมาธิการตอบมันก็จะเปึน การเสียเวลา ผมอยากให้ท่านประธานว่าให้สมาชิกมีข้อสงสัยประเด็นไหนก็พูดกันให้หมด แล้วคณะกรรมาธิการก็ตอบทีเดียว อย่างนี้จะประหยัดเวลาได้มากกว่าครับ ขอปรึกษา ท่านประธานครับ
ท่านยืนหยัดจะชี้แจงในฐานะกรรมาธิการใช่ไหมครับ ถ้าท่านจะชี้แจงเอาอย่างนี้นะครับ ผมอยากจะให้ท่านสมาชิกท่านได้ซักถามแสดงความคิดเห็นหมดก่อน แล้วเดี๋ยวชี้แจง เสียทีเดียว ก็มีกรรมาธิการบางท่านเปึนเสียงข้างน้อยอยากแสดงความคิดเห็น เชิญ ท่านพีรพันธุ์แล้วจากนั้นก็เปึนท่านธนาครับ เชิญท่านพีรพันธุ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ที่จริงผมเปึน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ครับ แต่ว่าอย่างนี้ครับท่านประธานครับ บังเอิญปกติ ที่เราพิจารณามานี้ สภามักจะเดินตามเสียงข้างมากนะครับ
เอาอย่างนี้ครับ ท่านเปึนคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กรุณาเดี๋ยวท่านขึ้นมาอยู่ข้างบน แล้วค่อยชี้แจงให้ผู้ที่เขาไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเขาได้อภิปรายก่อน ดีไหมครับ
คือผมนั่งฟังอยู่
เดี๋ยวค่อยชี้แจงทีเดียวครับ
ผมขอชี้แจงไปเลยได้ไหมครับ
เดี๋ยวเอาอย่างนี้ ถ้าท่านเปึนคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเดี๋ยวค่อยชี้แจงให้ท่านธนา ก่อนนะครับ เชิญท่านธนาก่อนครับ เดี๋ยวท่านเชิญขึ้นข้างบนครับ
คือท่านธนาท่านไม่ติดใจแล้ว ท่านอยากจะฟัง คือผมจะได้ชี้แจงไปทีเดียวเลย
ท่านธนา ท่านยกมือไว้นานแล้วครับ
คือเราใช้เวลากันมามาก ก็อยากจะ อธิบายจริง ๆ ว่า ทําไมจึงใช้เวลาในมาตรานี้
เดี๋ยวครับ ฟังอีกไม่กี่ท่านนะครับ เดี๋ยวให้คณะกรรมาธิการชี้แจง แล้วผมจะโหวตแล้ว นะครับ เชิญครับ เชิญนั่งก่อน
ท่านยังจะให้ผมชี้แจงต่ออยู่ ใช่ไหมครับ
เดี๋ยวครับ เดี๋ยวที่ท่านข้องใจ ให้ท่านซักถามเสียให้หมด และเดี๋ยวให้กรรมาธิการ ได้ชี้แจงเสียทีเดียวนะครับ เชิญท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๔ เปึนเรื่องที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถไปออก ข้อกําหนดเพื่อที่จะใช้ในกระบวนพิจารณาของศาลได้เท่านั้นเอง สาระสําคัญไม่ได้มีอะไร มากไปกว่านี้เลยครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปแก้ไขว่า ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไปออกข้อกําหนดว่า ก็มีกระบวนการเพิ่มเติมขึ้น จากเดิมที่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะออกข้อกําหนดได้เลย แล้วข้อกําหนดของศาลนั้น เมื่อได้รับความเห็นชอบจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไปเพิ่มเติมแล้วก็แก้ไขตรงที่ว่าให้ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญออกข้อกําหนดได้โดยความเห็นชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เอาอํานาจในการให้ความเห็นชอบมาอยู่ในวรรคแรก แล้วระบุต่อไปอีกว่า ข้อกําหนดนั้น จะมีผลได้ต่อเมื่อสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสียก่อนและประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องทําความเข้าใจพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก่อนว่าเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ คําว่า วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่าอะไรครับ ท่านประธาน หมายความว่ากฎหมายฉบับนี้ไปออกระเบียบให้ศาลที่จะใช้ในเวลา พิจารณาคดี ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลทั้งหมดนี้ ให้ศาลมีอํานาจในการไป กําหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านสมาชิกเปึนห่วงว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอํานาจไปออกกฎหมายนั้น ไม่มีหรอกครับ เปึนเพียงแต่ว่าในกระบวนพิจารณาของศาลนั้น เกิดในเวลาใดเวลาหนึ่งนี้ มันมีปัญหาข้ออุปสรรค ทําให้การพิจารณาของศาลไม่เปึนไปโดยความบริสุทธิ์ยุติธรรม หรือรวดเร็ว ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดเพื่อจะกําหนดวิธีพิจารณาคดี ของศาลยุติธรรมได้ ไม่ได้ให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญในการที่จะออกกฎหมายเหมือน สภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใดเลยครับท่านประธาน เปึนเพียงแต่ไปออกข้อกําหนดของ ตัวเองในการพิจารณาคดี เหมือนกับที่เราพูดกันว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปออก กฎกระทรวง เปึนอย่างนั้นละครับท่านประธาน คืออะไรก็ตามเพื่อเปึนประโยชน์ในการ ดําเนินการของหน่วยงานก็สามารถไปออกระเบียบ ออกข้อกําหนดได้ สิ่งที่จะสอดคล้องกับ ข้อสนับสนุนอย่างที่ผมได้กราบเรียน ก็คือถ้าท่านประธานพลิกไปมาตราต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานจะเห็นได้ชัดเลยครับว่า ไม่ได้ไปออกกฎหมาย ออกระเบียบอะไรทั้งสิ้น มาตรา ๕ เปึนเรื่องของการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ศาล เพื่อช่วยเหลือ ในกระบวนการพิจารณาของศาลเท่านั้นเอง มาตรา ๖ ก็มีอํานาจวินิจฉัยคดีตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญกําหนด มาตรา ๗ ก็เปึนเรื่องของการที่ศาลสามารถย่นขยายระยะเวลา ที่กําหนดได้ เพื่อให้การพิจารณาเปึนไปด้วยความยุติธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ผมจะไม่อ่าน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่ผมอยากเรียน ข้อข้องใจของท่านสมาชิกว่า ถ้าเราให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว จะเปึนการให้อํานาจศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญไปออกกฎหมายเหมือนกับ สภาผู้แทนราษฎรนั้นคงไม่ใช่ เปึนเพียงแต่ให้อํานาจศาลไปออกระเบียบ ออกข้อกําหนด เพื่อที่จะให้การดําเนินการพิจารณาของศาลนั้นเปึนไปด้วยความบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม แล้วก็รวดเร็ว ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือการที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากไปเพิ่มเติมในวรรคท้ายว่า ข้อกําหนดนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎร ทําไมผมเปึนห่วงตรงนี้ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องยอมรับ อย่างหนึ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่ได้มีวาระที่แน่นอน จะเกิดอุบัติเหตุ มีการยุบสภา หรือมีช่วงเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทําหน้าที่ได้อยู่ตลอดเวลานะครับ สภาผู้แทนราษฎรมีสมัยสามัญประชุมสภา ๔ เดือน เว้นไป ๒ เดือน ประชุมต่ออีก ๔ เดือน เว้นไป ๒ เดือน ๑ ป้ เรามีช่วงที่เว้นวรรคการทํางาน ๔ เดือน ถ้ามีช่วงไหนที่มีการ ยุบสภาผู้แทนราษฎรก็หมายถึงในช่วงนั้นจะไม่มีสภาผู้แทนราษฎร นั่นหมายถึงอะไรครับ ท่านประธาน หมายถึงว่าระเบียบข้อกําหนดของศาลที่จะใช้ในกระบวนวิธีพิจารณา ความของศาลรัฐธรรมนูญต้องหยุดชะงักลง นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานยอมรับตรงกันแล้วครับว่า ศาลต่าง ๆ นั้น มีอํานาจอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีโดยอิสระ และให้ความเปึนธรรม กับประชาชนหรือองค์กรต่าง ๆ แต่ถ้าให้อํานาจสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปแทรกแซงสามารถ ที่จะไปบิดเบือนกระบวนการออกข้อกําหนดในวิธีพิจารณาคดีของศาล นั่นหมายถึงว่า กระบวนการทําหน้าที่ของศาลถูกแทรกแซงโดยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งขัดต่อบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง แล้วก็ทําไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องเข้าใจว่า วันนี้ศาลนั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ อํานาจหน้าที่เขา สภานิติบัญญัติก็ทําหน้าที่ของตัวเอง อํานาจ ๓ อํานาจนั้นเปึนอํานาจ ที่สามารถถ่วงดุลต่อกันได้ แต่ไม่สามารถแทรกแซงซึ่งกันและกันได้ เพราะฉะนั้น ถ้าสภาผู้แทนราษฎรจะให้ความเห็นชอบตามร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอแก้ไข นั่นหมายถึงประเด็นที่ ๑ ขัดต่อหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นที่ ๓ จะทําให้เกิดความล่าช้าในกระบวนพิจารณาของศาล อย่างเห็นได้ชัด แล้วสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าไม่มีหรอกครับ ระเบียบวิธีพิจารณาในหน่วยงานต่าง ๆ แล้วสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเข้าไปให้ความเห็นชอบ เขาทั้งหมด ถ้าเราถือบรรทัดฐานของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องวิธี พิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญเปึนหลัก ถ้าอย่างนั้นสภาผู้แทนราษฎรต่อไปนี้จะ เข้าไปพิจารณากฎกระทรวง ระเบียบต่าง ๆ ที่ออกในหน่วยงานทั้งหมด ให้ความเห็นชอบ ก่อนใช้ปฏิบัติได้อย่างนั้นหรือครับ ซึ่งมันเปึนวิธีการที่ผิดต่อหลักการอย่างสิ้นเชิงครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าวันนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนเรื่องของศาลที่เขาจะสามารถไปกําหนดกระบวนวิธีพิจารณา ความระหว่างการพิจารณาคดีของศาลเท่านั้นเอง สิ่งที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าในมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ บอกว่า ระหว่างที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ศาล มีอํานาจออกข้อกําหนด ก็ถูกต้องอย่างไรครับ ออกข้อกําหนดในเรื่องของวิธีพิจารณาคดี ของศาลเท่านั้น แต่ไม่มีอํานาจไปออกกฎหมายต่าง ๆ ที่จะให้อํานาจศาลในการพิจารณา เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่มีครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า ในการอภิปรายนั้นต้องทําความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนว่าขณะนี้เรากําลังพิจารณากฎหมาย อะไร และการที่สภาผู้แทนราษฎรจะเข้าไปแทรกแซงกระบวนพิจารณาของศาล วิธีการ พิจารณาของศาลนั้นเปึนเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วกระผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า กฎหมายฉบับนี้จะเปึนกฎหมายตัวอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะต้องพึงปฏิบัติ ว่าวันนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากไปแก้ไขรายละเอียดของกฎหมาย มากมายทุกมาตรา ผมไม่เห็นด้วยครับที่จะให้คณะกรรมาธิการถอนร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้กลับไปพิจารณาใหม่ เพราะ
๑. คณะกรรมาธิการได้พิจารณากันมาแล้วอย่างรอบคอบ ผมเชื่อครับว่า อย่างรอบคอบ ส่วนความเห็นจะแตกต่างอย่างไรนั้นเปึนเรื่องปกติในทางการพิจารณา ดําเนินการออกกฎหมาย ที่ประชุมแห่งนี้ก็เพียงแต่รับฟังว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยมีความคิดเห็นอย่างไร สมาชิกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ใช้สิทธิอภิปราย และท้ายที่สุดก็จะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินว่าสิ่งใดจะเปึนประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับพี่น้อง ประชาชนและประเทศชาติ แล้วก็ตัดสินลงมติกันตามนั้นเท่านั้นเอง ไม่มีความจําเปึนครับ เพราะผมเชื่อว่าถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการถอนร่างนี้กลับไป แล้วเปลี่ยนมาใหม่ สมมุติ ว่าเปลี่ยนมาเปึนร่างของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านจะตอบสภานี้อย่างไรครับว่าในตอนที่ท่าน ไปพิจารณาตอนแรก ท่านใช้หลักเกณฑ์อะไรมาพิจารณา เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่ คณะกรรมาธิการจะต้องถอนไปครับ แต่ว่าการดําเนินการของสภาอย่างนี้ วันนี้จะต้อง พิจารณาไปด้วยความรวดเร็ว เปึนธรรม แล้วก็เกิดประโยชน์สูงสุดครับท่านประธานครับ
ผมดูรายชื่อผู้อภิปรายที่ไม่ใช่กรรมาธิการนี้นะครับ ก็เหลืออยู่ ๓ ท่าน ส่วนกรรมาธิการ ที่ประสงค์จะชี้แจงที่ยกมืออยู่เสนอชื่อมานี้ มีอยู่ ๕ ท่าน ก็คงไม่อนุญาตให้ชี้แจงทั้ง ๕ ท่าน นะครับ เดี๋ยวท่านไปตกลงกันว่าจะให้ท่านใดชี้แจง เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวให้ ๕ ท่าน ชี้แจงมันจะยาว ก็เอา ส.ส. ท่านสมาชิกที่ไม่ได้เปึนกรรมาธิการนะครับที่ท่านจะอภิปราย เชิญท่านสุรพงษ์ และต่อด้วยท่านทวีวัฒน์ครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มาตรา ๔ การที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เราจะให้ อํานาจศาลรัฐธรรมนูญไปออกเปึนข้อกําหนด ผมเป่ดในพจนานุกรมนั่งดูกัน ๓–๔ คน ข้อกําหนดก็คือกฎหมายท่านประธาน ไม่ได้ครับ กฎหมายต้องออกจากสภาแห่งนี้ ถ้าจะแก้ จะออกเปึนข้อกําหนด เปลี่ยนเปึนระเบียบ พอจะยอมรับได้ แต่ถ้าใช้คําว่า ข้อกําหนดนั้น เรากําลังให้อํานาจนิติบัญญัติ ให้องค์กรอิสระไปออกกฎหมายเพื่อบังคับประชาชน มันไม่ได้ท่านประธาน วันนี้ผมนั่งอยู่กับอดีตประธานศาล ท่านมานิต จิตต์จันทร์กลับ ท่านมีความรู้มากมาย ท่านให้ความรู้ผม ท่านสอนผมเดี๋ยวนี้ วันนี้เรากําลังพิจารณา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ มันเปึนกฎหมายสําคัญนะครับ ผมชําเลืองมองไปดูในห้องประชุมแห่งนี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประมาณสัก ๓๐ คน แบบนี้มันต้องตรวจสอบองค์ประชุมท่านประธาน ไม่อย่างนั้น ถ้าโหวตกันเดี๋ยวก็วิ่งเข้ามา กดแทนกัน กฎหมายสําคัญอย่างนี้ไม่อยู่ในห้องประชุมกัน
ท่านสมาชิกครับ เพื่อนสมาชิกก็อยู่รอบ ๆ ห้อง บางท่านก็ไปทานข้าวเย็น
ไม่ได้ท่านประธาน กฎหมาย สําคัญ ผมยืนยันครับ
เชิญท่านอภิปราย เขาฟังอยู่ครับ
เมื่อสักครู่นี้ผมไปยืนดูข้างนอก ไม่มีครับ ท่านประธานลองเช็กองค์ประชุม ผมเสนอนับองค์ประชุมเลย เอาสักครั้งหนึ่ง ผมไม่เคยเลยท่านประธาน ไม่เคยเสนอนับองค์ประชุม แต่วันนี้ต้องเอาแล้วละครับ ท่านประธานเช็กองค์ประชุมครับ ผมใช้เอกสิทธิ์ของผม ดูสิครับว่าจะครบไหม เอาเลยครับ ท่านประธาน กฎหมายสําคัญอย่างนี้ไม่อยู่ในห้องประชุมกันได้อย่างไร
ท่านอภิปรายไปแล้วนะครับ ท่านจะเสนอญัตติในขณะเดียวกับที่ท่านอภิปรายไม่ได้นะครับ ฉะนั้นถ้าท่านจะให้นับองค์ประชุม ต้องไม่ใช่ท่าน ท่านก็อภิปรายมาตรา ๔ ต่อครับ
ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมอภิปรายจบ เดี๋ยวเพื่อนผมเสนอเองครับ เพราะเตรียมกันไว้แล้ว นับองค์ประชุมครับ ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญไปออกข้อกําหนดให้เทียบเท่ากับ ผู้แทนราษฎร มิฉะนั้นแล้วเราก็ไปเชิญศาลรัฐธรรมนูญมานั่งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และออกกฎหมายร่วมกันเลย ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปดีไหมครับท่านประธาน วันนี้อํานาจ ในการออกกฎหมายเปึนหน้าที่ของผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ประชุม ๖๐ กว่าล้านคน มอบอํานาจให้มาออกกฎหมาย ออกกฎหมายเพื่อให้ลูกหลานได้ใช้ ได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่ กําลังทําในสภาขณะนี้ ผมทนไม่ได้จริง ๆ อับอายขายหน้าที่จะต้องออกกฎหมายลักษณะนี้ ผมยืนยันท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชน และเพื่อเปึนบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้นะครับว่า ผมไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ บางคนก็บอกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เปึนรัฐธรรมนูญโจร ผมก็ทนอยู่กับมัน ไม่เคยเห็นด้วยรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มีปัญหามากมายวุ่นวายไปหมด ท่านประธานผมไม่เห็นด้วยนะครับ บันทึกไว้ด้วย พี่น้องประชาชนจะได้รู้ว่าอย่างน้อย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ไม่ได้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญลักษณะเช่นนี้ แล้วผมจะลุกขึ้นทุกมาตราเพื่อยืนยันว่าผมไม่รับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เดี๋ยวผมเชื่อว่าเพื่อนผมเสนอนับองค์ประชุมแน่นนอนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับมีท่านสมาชิกที่จะอภิปรายอีก ๒ ท่าน แล้วท่านกรรมาธิการก็ตกลงแล้วครับ กรรมาธิการที่มี ๕ ท่าน จะขอชี้แจงแค่ ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องนับองค์ประชุมหรอกครับ เดี๋ยวจบอภิปรายแล้วผมก็จะขอมติ ก่อนขอมติผมก็ตรวจสอบองค์ประชุมอยู่แล้วนะครับ เชิญท่านทวีวัฒน์ครับ ขอความกรุณากระชับหน่อยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสกลนคร ท่านประธานครับ ผมเปึนคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ด้วย แต่ก็ถือว่าเปึนคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย แต่ว่าผมเองไม่ได้ขอสงวนคําแปรญัตติไว้นะครับ ผมจะกราบเรียนสั้น ๆ กับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับคําอภิปรายของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเปึนกรรมาธิการ คือท่านสู่บุญนะครับ แล้วก็ขอเห็นด้วยกับคําอภิปรายของท่านธนาที่ได้อภิปรายไปแล้ว เพื่อประหยัดเวลา สําหรับเหตุผลประกอบ ก็คือผมเห็นว่าในมาตรา ๔ นี้ เมื่อในมาตรา ๓ นั้น เราก็สามารถแก้ไขให้คืนตามร่างเดิม คือใช้คําว่า คดี แทนที่ เรื่องพิจารณา แล้วนะครับ ในมาตราอื่น ๆ ก็ควรจะสอดคล้องต้องกัน ผมคิดว่าในมาตรา ๔ มาตรา ๕ หรือมาตรา ต่อ ๆ ไป สําหรับตัวผมเองแล้วโดยเฉพาะมาตรา ๔ ก็ขอยืนตามร่างเดิมนะครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ในมาตรา ๔ ที่มีการถกเถียงกัน แล้วทําให้เพื่อนสมาชิกตลอดจนพี่น้องประชาชนทางบ้านฟังแล้ว อาจจะสับสน ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่พยายามชี้ให้เห็นว่าโดยสาระสําคัญ ของกฎหมายฉบับนี้ก็คือกระบวนการขั้นตอนวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสาระหลัก ก็อยู่ในเอกสารฉบับนี้ อะไรที่พรรคพวกเพื่อน ๆ เราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ที่มีความกังวลใจว่า การออกข้อกําหนดมาที่ถือว่าจะทําให้เกิดความลักลั่นหรือว่าเกิดความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าสาระหลักของกระบวนการพิจารณาคดีอยู่ในเอกสารฉบับนี้ก็คือกฎหมาย ที่ออกมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการที่มีเพื่อนสมาชิกบางคนบอกว่าข้อกําหนดก็เปรียบ เหมือนกับเปึนประกาศหรือเปึนกฎของกระทรวงที่สนับสนุนกระบวนการในภาพใหญ่ ซึ่งผมมีความรู้สึกว่ามันเปึนข้อคิดเห็นที่ถูกต้องเปึนอย่างยิ่ง ดังนั้นผมอยากจะย้ํานะครับว่า ถ้าดูในหลาย ๆ มาตราจะเห็นมีความชัดเจนเลยว่า ถ้าจะให้กฎหมายฉบับนี้เขียนรายละเอียด ลงไปทั้งหมดมันเปึนไปไม่ได้นะครับ ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยตุลาการที่มีส่วนร่วม ในการพิจารณาออกเปึนข้อกําหนดออกมาเพื่อประกอบในส่วนของรายละเอียด ดังนั้น ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่ามีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้พยายามกล่าวถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ ที่พยายามจะชี้ให้เห็นว่าการออกข้อกําหนดนั้นมีฐานะเทียบเท่ากับกฎหมาย หรือ พ.ร.บ. นั้นมันไม่ถูกต้อง เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ในระหว่างที่ยังมิได้มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดี ของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดี ตามคําวินิจฉัยได้ นั่นหมายความว่าขณะนั้นยังไม่มีการออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ขณะนี้ มันอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ดังนั้นผมอยากจะย้ําว่าข้อกําหนด มันก็คือระเบียบ เปึนองค์ประกอบย่อยที่ทําให้ศาลมีความคล่องตัวในการทํางานมาก ยิ่งขึ้น ผมจึงขอสนับสนุนในร่างของศาลรัฐธรรมนูญครับ
ช่วงนี้ทางเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนหนึ่งในคณะกรรมาธิการจะขอชี้แจง ประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ซักถามหลาย ๆ ประเด็นนะครับ รวมถึงเรื่องการออกข้อกําหนด เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการคนหนึ่ง ในเรื่องของการรับฟัง แล้วก็มีประเด็นที่จะขออนุญาตกราบเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตรงกันนะครับ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่เยาวชนในเรื่องของถ้อยคําบางถ้อยคํา ที่มีการหยิบยกขึ้นมากล่าวกันในหลายที่ หลายเวลา รวมถึงในวันนี้ด้วยว่าทํากับข้าว ถูกปลด เปึนกบฏถูกปล่อย โดยข้อเท็จจริงแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทําทั้ง ๒ อย่างนะครับ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทําก็มีอยู่อย่างเดียว คือรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติเปึนข้อห้ามไว้ ให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองห้ามกระทําการบางอย่างที่ขัดรัฐธรรมนูญ ถ้ามีการกระทํา ฝ์าฝ๋นรัฐธรรมนูญแล้วต้องให้มีการพิพากษาหรือวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญว่า การกระทําดังกล่าวนั้นต้องทําให้สมาชิกภาพในการดํารงตําแหน่งทางการเมืองในฐานะใด ฐานะหนึ่งนั้นต้องสิ้นสภาพไปหรือไม่ กรณีของท่านสมัครนั้นก็อย่างที่ท่านทราบกันดีว่า เปึนการกระทําที่เปึนข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญแล้วก็มีผลให้ต้องพ้นจากสมาชิกภาพนะครับ ไม่ใช่เปึนเรื่องของการปลดเพราะทํากับข้าวแต่อย่างใดนะครับ การทํากับข้าวนั้นเปึนเพียง ส่วนประกอบของเหตุที่นําไปสู่การถูกวินิจฉัยให้สิ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นเองครับ ส่วนเรื่องของการปล่อยกบฏ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีการกระทําในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด เช่นกันครับ อันนี้เปึนข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เยาวชนของชาติต้องเข้าใจในสิ่งที่คลาดเคลื่อน แล้วก็นําสิ่งที่เข้าใจผิดนั้นไปย้ําคิดย้ําทําให้เปึนความเสียหายแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ต่อไปครับ
ในส่วนที่ ๒ ที่จะต้องขออนุญาตกราบเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า ในเรื่องของตัวข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่ากรณีของข้อกําหนดนั้นถ้าพิจารณา ตามกรอบของร่าง พ.ร.บ. นี้จะไม่ใช่เปึนข้อกําหนดอันเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐๐ วรรคห้าแต่ประการใดนะครับ ข้อกําหนดที่พูดถึงกันในร่าง พ.ร.บ. นี้คือข้อกําหนดที่มีการ บัญญัติไว้ท้ายมาตราของร่าง พ.ร.บ. นี้เอง เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนไปตามหลักการนี้ก็ถือว่า เปึนหลักปฏิบัติทั่วไปที่ฝ์ายนิติบัญญัติตรากฎหมายขึ้นมา ผู้ที่เอากฎหมายนั้นไปปฏิบัติ ก็ต้องไปอนุวัติการในเรื่องของวิธีปฏิบัติให้เปึนไปตามกฎหมายที่ฝ์ายสภาได้ตราไว้ เช่นเดียวกันกับข้อกําหนดที่พูดกันถึงในเรื่องของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญอันนี้นะครับ จะมีการบัญญัติไว้ในบางมาตราเท่านั้นนะครับว่าในมาตราใดที่ศาลจะต้องไปออก ข้อกําหนดเพื่อดําเนินการให้เปึนไปตามหลักการของมาตราเหล่านั้น ก็คือออกในเรื่องของ วิธีปฏิบัติเท่านั้นเอง ไม่ไปเปลี่ยนแปลงหลักการหรือไปเพิ่มอํานาจ หรือไปทําให้ศาล มีอํานาจใด ๆ เพิ่มเติมจาก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญหรือมีอํานาจใด ๆ ที่นอกเหนือ จากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แต่ประการใดนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็ขอกราบเรียน เพื่อเปึนข้อเท็จจริงที่ให้เข้าใจในเรื่องของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเรื่องของข้อกําหนด ที่พูดกันใน ๒ ที่ คือพูดในที่หนึ่งก็คือเรื่องข้อกําหนดตามรัฐธรรมนูญกับอีกที่หนึ่ง คือข้อกําหนดตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญอันนี้นะครับ
ส่วนเรื่องของเงื่อนเวลาว่าการที่รัฐธรรมนูญบอกไว้ว่าให้ออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญภายใน ๑ ป้ อันนี้เปึนการตราไว้เพื่อเปึนบทเร่งรัดนะครับ ไม่ได้เปึน ข้อบังคับให้เปึนเงื่อนไขเด็ดขาดว่าการใดที่กระทําหลังจากเวลาได้ผ่านเลยไปแล้วนั้น ต้องสิ้นผลหรือไม่สามารถทําการใดได้อีก อันนี้ก็เปึนข้อเท็จจริงที่ขออนุญาตกราบเรียน เพื่อได้โปรดพิจารณาในเรื่องของข้อเท็จจริงของข้อกําหนดของศาลที่กล่าวถึงใน ๒ ที่ นะครับว่าเปึนคนละความหมายกันครับ ขอกราบเรียนเพื่อโปรดทราบครับ
เชิญท่านยืนหยัดชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา กระผม ยืนหยัด ใจสมุทร คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กระผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาสอบถามและจะขอชี้แจง ในสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ทําการแก้ไขในมาตรา ๔ นี้ ซึ่งแต่เดิมนั้นมาตรา ๔ ก็เปึน ที่ทราบอยู่แล้วว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ร่างเสนอเข้ามานั้น ก็เพียงแต่ว่าเมื่อออกข้อกําหนด โดยประธานเปึนผู้ออก โดยความเห็นชอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านก็อยู่กัน ๙ ท่าน คนหนึ่งออก อีก ๘ คน ก็เห็นชอบ แล้วก็ส่งไปลงราชกิจจานุเบกษาก็ถือว่าใช้ บังคับได้ นั่นคือร่างเดิม ต่อมาคณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาหลักการในมาตรา ๔ แล้วก็ มองเห็นว่าข้อกําหนดที่จะออกตามมาตรา ๔ นี้ แท้จริงแล้วก็คือเปึนวิธีพิจารณาความ ในศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง แต่เปึนวิธีพิจารณาความที่ไม่สามารถเขียนลงไว้ใน ๕๕ มาตรานี้ได้ ถ้าเขียนไว้โดยละเอียดทั้งหมดนี่มันก็ต้องไม่ใช่ ๕๕ มาตรา แต่อาจจะเปึน ๑๐๐ มาตรา หรือมากกว่านั้น ซึ่งถ้าเราไปมองประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ดี ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ดีเราจะเห็นว่ามันมีวิธีพิจารณาความมากมายอยู่ในนั้น และเราเห็นว่าถ้าเราจะต้องมาเขียนลงในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้วก็น่าจะเปึนไปไม่ได้ และศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็ได้ยกร่างมาแค่นี้ โดยยกรายละเอียดไปไว้ในข้อกําหนดว่าท่านมีอํานาจที่จะออก ข้อกําหนดมาเพื่อท่านใช้ถ้อยคําว่า ออกข้อกําหนดเพื่อให้การดําเนินกระบวนพิจารณา ของศาลเปึนไปโดยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ก็คือเพื่อประโยชน์ของการดําเนิน กระบวนพิจารณาในศาลของท่านนั่นเองครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าอะไรที่ยังไม่ได้เขียนไว้ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเห็นว่ามันจําเปึนที่ทําให้การดําเนิน กระบวนพิจารณาของท่านต้องดําเนินต่อไปโดยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ท่านก็เขียนได้ครับ ทีนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเราได้ค้นคว้าว่าหลักการพวกนี้ได้ เคยมีการนําไปบัญญัติไว้ในที่ไหนบ้าง และเราก็ได้พบว่าในพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ ซึ่งเปึนกฎหมายที่มี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็คือ ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ข้อความในมาตรา ๖ นี้บอกว่าระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๔๔ และ มาตรา ๖๖ ต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ออกระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ ถ้าต่อมามีการเสนอญัตติและสภาผู้แทนราษฎร มีมติภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ส่งระเบียบดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ยกเลิกระเบียบใดไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนก็ให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดดําเนินการให้เปึนไปตามนั้น กําหนดวันตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงวันในสมัยประชุม นี่คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ไปนํามาเปึนหลักคิดที่เราจะมาพิจารณาว่าข้อกําหนดตามมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. ศาลรัฐธรรมนูญควรจะเดินไปในแนวไหน เอาแค่ว่าศาลรัฐธรรมนูญออกไป แล้วก็ส่งราชกิจจานุเบกษาไปก็ถือว่าจบกันอย่างนั้นหรือ หรือว่าเราควรจะมีอะไร ที่มากกว่านั้น เรามองเห็นในเบื้องต้นว่าอย่างน้อย ๆ เราต้องเอา พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ มาเปึนแนวคิดว่าเราควรจะเดิน ตามแนวนี้ไหม ในชั้นต้นเราก็มองว่าแล้วมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองนี่ เขาใช้หลักอะไร แล้วเราก็พบว่าหลักหนึ่งที่สําคัญที่สุดที่คิดว่ากฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง มาตรา ๖ ยึดก็คือว่าอํานาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้นอํานาจอธิปไตยซึ่งประกอบด้วยฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายบริหาร ฝ์ายตุลาการ ก็คือของปวงชนชาวไทย และเราก็คิดต่อไปว่าอันนี้ฝ์ายนิติบัญญัติก็มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ฝ์ายบริหารก็มาจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีเข้าไปจัดตั้ง เปึนคณะรัฐบาล และฝ์ายตุลาการมากันอย่างไร เพราะท่าน ส.ส. สุนัย ท่านก็พูดไปแล้ว ว่ามันเปึนรูปแบบพิเศษของบ้านเรา คือตุลาการไม่ได้มาจากประชาชน ผมเลยมองเห็นว่า มาตรา ๖ คงจะต้องการที่จะให้ศาลปกครองยึดโยงกับประชาชน ก็คือแม้ว่ามันจะเปึน การยึดโยงในรูปแบบที่ดูเหมือนว่ามันเล็กน้อย เหมือนที่ท่านพูดว่ามันเรื่องเล็ก ๆ แต่จริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องเล็ก การที่สภาผู้แทนราษฎรไปตรวจสอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดที่ออกตามมาตรา ๖ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันเปึนการแสดงออกว่า ประชาชนได้เข้าไปตรวจสอบการใช้อํานาจของศาลปกครองสูงสุด เปึนการตรวจสอบครับ ที่ท่านก็บอกว่าไปตรวจสอบทําไม ศาลปกครองสูงสุดท่านก็ทํางานของท่านไปโดยอิสระ ในเรื่องอิสระในการพิจารณาวินิจฉัยตัดสินคดีของท่าน ท่านเปึนอิสระอยู่แล้วครับ แต่ว่า ประชาชนได้รับรู้ในเรื่องพวกนี้อย่างไรบ้าง ตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับรู้การออกระเบียบของศาลปกครองสูงสุดไหม เพราะระเบียบนั้นออกมาใช้บังคับ กับประชาชน ประชาชนที่เลือกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามานี่ละ ประชาชนคนเดียวกัน กฎหมายนี้ก็ออกใช้กับเขา แล้วในมาตรา ๖ นี้ก็บอกว่าเปึนระเบียบที่ออกตามมาตรา ๔๔ และมาตรา ๖๖ เรื่องสําคัญ ๆ ทั้งนั้นครับ ทั้งมาตรา ๔๔ และมาตรา ๖๖ เปึนเรื่องที่ต้อง ให้สภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสกลับมาดูอีกครั้งหนึ่ง แต่วิธีเขียนในมาตรา ๖ ก็คือ เขียนบอกว่าไม่ได้มาขอความเห็นชอบ แต่ให้มาตรวจสอบก่อน ถ้าตรวจสอบเห็นว่า ระเบียบนี้ออกมาไม่เหมาะสม ก็จะมีการเสนอญัตติเข้าสภา เมื่อเสนอญัตติแล้ว ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นว่าควรจะยกเลิก เขาก็ให้ยกเลิก นั่นคือสิ่งที่เรา นํามาเปึนแนวคิด แต่ทีนี้เราไม่ได้คิดเรื่องนี้เรื่องเดียว เราคิดว่าจริง ๆ แล้วการยึดโยงกับ ประชาชนก็เปึนเรื่องหลักเรื่องหนึ่งครับ แต่อีกเรื่องหนึ่งก็คือการตรวจสอบการใช้อํานาจ เพราะนักกฎหมายทุกคน ผมเชื่อว่ารวมทั้งนักรัฐศาสตร์ หรือรวมทั้งทุก ๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้ ต่างก็ทราบดีกันอยู่แล้วว่าอํานาจอธิปไตยทั้งสามนั้น ฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายบริหาร ฝ์ายตุลาการ ต้องสามารถตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อํานาจซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสม และเพียงพอ ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนกฎหมายรัฐธรรมนูญในอดีต ท่านก็บอกนะครับว่า ถ้าอํานาจทั้งสามนี่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อํานาจไม่เหมาะสมแล้ว บ้านเมืองก็อาจจะ เกิดอาเพศได้ ท่านบอกอย่างนั้น เพราะมันเหมือนกับว่าอํานาจนี้กินแดนอํานาจนี้ อํานาจนี้ ขี่คออํานาจนี้ กลายเปึนว่าในที่สุดมองมาจากข้างนอกแล้ว บ้านเมืองนี้ปกครองโดยใคร ปกครองโดยนิติบัญญัติ ปกครองโดยฝ์ายบริหาร หรือปกครองโดยฝ์ายตุลาการ แต่ถ้า อํานาจทั้งสามมันสามารถตรวจสอบ ถ่วงดุลกันได้อย่างเหมาะสมพอเพียง มันก็ดูว่าดูดี ทุกอย่างมันก็เหมือนกับว่า ๓ ขาไปด้วยกันได้ บ้านเมืองก็ดูว่ามันก็ปกครองโดยอํานาจ อธิปไตยที่มาจากปวงชนชาวไทย ไม่มีการเอียงซ้ายเอียงขวา หรือมันเหมือนกับว่าใครอยู่ เหนือใคร ใครกินแดนใคร ใครขี่คอใคร เมื่อเราคิดตรงนี้แล้ว อาจารย์ท่านก็บอกแล้วว่า ถ้าหากว่ามันเกิดปัญหาเรื่องว่าอํานาจใดอํานาจหนึ่งอยู่เหนืออํานาจอื่น วิธีแก้ก็คือ แก้ที่ตัวกฎหมายเปึนหลัก ตัวกฎหมายไล่มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ต้องดูที่รัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญใครใหญ่กว่าใคร รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ท่านไปดูท่านก็รู้ การสรรหาองค์กร อิสระใครมีอํานาจสรรหาท่านก็ดูออก เรื่องนี้ผมไม่ขออนุญาตไปสอนหนังสือสังฆราช เพียงแต่ผมอยากจะขอกราบเรียนว่าเมื่อท่านครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่าต้องดูที่กฎหมาย ต้องแก้ที่กฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่สามารถถ่วงดุลอํานาจก็ต้องใช้กฎหมายนี่ละเข้าไปถ่วงดุล เพราะฉะนั้น เมื่อเรามองไปถึงจุดนี้แล้วเราก็มองว่ากฎหมายวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญนี้ก็ควรน่าจะ ยึดแนวของวิธีพิจารณาในศาลปกครอง แต่ทีนี้พอเราจะเขียนในมาตรา ๔ ให้ไปเหมือน มาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาของศาลปกครองก็มาคิดอีกทีว่าแล้วศาลปกครองนี้ ตรวจสอบใคร ปรากฏว่าศาลปกครองปัจจุบันนี้ตรวจสอบการใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่ ของรัฐเปึนหลักครับ ตรวจสอบการใช้อํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนหลัก แม้ว่า บางคําวินิจฉัยอาจจะกินแดนมาถึงคณะรัฐมนตรีบ้างนะครับ แต่ก็เปึนเรื่องที่จะต้องไป เคลียร์ (Clear) กันต่อไป แต่ส่วนใหญ่แล้วคือตรวจสอบการใช้อํานาจเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนี้ตรวจสอบการใช้อํานาจของสภาผู้แทนราษฎร เปึนหลัก ท่านกรุณาดูในรัฐธรรมนูญเถอะครับ ท่านเป่ดดูมาตราต่าง ๆ การที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจชี้เรื่องนี้ว่ากฎหมายนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. งบประมาณนี้ขัดต่อมาตรานั้น เรื่องนี้ขัดต่ออันนี้ เรื่องนี้ขัดต่ออันนี้ นั่นก็คือการที่เขาตรวจสอบการใช้อํานาจของ สภาผู้แทนราษฎรครับ แค่นั้นยังไม่พอ ไปตรวจสอบเรื่องของพรรคการเมือง ซึ่งก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก เพราะท่านก็อยู่ในพรรคการเมืองก็ไปยุบพรรคการเมืองได้ ตรวจสอบการทํางานว่า ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี กระทําการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรานั้น มาตรานี้ไหม ก็คือตรวจสอบฝ์ายบริหาร ซึ่งก็อยู่ในสภานี้ส่วนหนึ่งหรือเกือบทั้งหมด เมื่อคณะกรรมาธิการคิดอย่างนี้แล้วว่าพอศาลรัฐธรรมนูญนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ การทํางานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เราก็ต้องหา วิธีคิดใหม่แล้วว่าถ้าอย่างนี้เราต้องการถ่วงดุลอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ โดยการเขียน กฎหมายมาตรา ๔ เสียใหม่ แก้ไขให้มันเหมาะสม เพราะฉะนั้นข้อกําหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมานี้ต้องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ ข้อกําหนดนี้ว่าข้อกําหนดนี้ได้ออกมาที่จะใช้กับท่าน ใช้กับ ส.ส. ใช้กับ ส.ว. ใช้กับ คณะรัฐมนตรีนี้มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ มันมีตัวอย่างแล้วครับ ตัวอย่างในคดียุบพรรค นั่นละครับ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านสามารถที่จะฟังแถลงการณ์ป่ดคดีตอนเที่ยง แล้วบ่ายท่านตัดสินได้เลย นี่ท่านใช้อะไร ท่านใช้หลักอะไร เพราะที่เราเรียนกฎหมายกันมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในศาลรัฐธรรมนูญเรารู้แล้วว่าพอท่านฟังคําพยานหมดสิ้นแล้ว ท่านต้องนัดประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเสร็จแล้วท่านต้อง เขียนคําวินิจฉัยส่วนตน เมื่อเขียนคําวินิจฉัยส่วนตนเสร็จแล้วเอามารวมกันและเปึน คําวินิจฉัยส่วนกลางถึงจะตัดสินได้ เพราะฉะนั้นท่านฟังแถลงการณ์ป่ดคดีตอนเที่ยงแล้ว บ่ายเข้าใจว่าอีกครึ่งชั่วโมงท่านตัดสินเลย เวลาตรงนี้ผมไม่แน่นอนต้องขออภัยด้วยครับ แต่ข้อสําคัญคือพรรคพลังประชาชนครับ วันนั้นพรรคพลังประชาชนไม่ได้ไปแถลงการณ์ ป่ดคดี เมื่อไม่ไปแถลงการณ์ป่ดคดีแล้วท่านไม่สามารถนัดพรรคพลังประชาชนไปฟัง คําวินิจฉัยได้ครับ วันนั้นท่านอ่านคําวินิจฉัยโดยที่ไม่ได้นัดพรรคพลังประชาชนไปฟัง คําวินิจฉัย ท่านทําถูกต้องไหม อันนี้คําตอบมันอยู่ในตัวแล้ว แม้แต่ท่านย้ายที่พิจารณาคดี จากศาลรัฐธรรมนูญไปที่ศาลปกครองท่านก็ไม่ได้แจ้งคู่กรณีให้ทราบ เรื่องนี้มันมีอยู่ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านจะออกข้อกําหนดมา คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงมีความเห็นว่า โดยหลักอํานาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย โดยหลักที่ว่าอํานาจทั้งสามต้องสามารถ ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านจะออกข้อกําหนด ท่านต้องออก แล้วก็ส่งมาให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ทําการ ตรวจสอบการทํางานของศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว และเห็นว่าข้อกําหนดของท่าน ที่ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะออกมาใช้กับท่านโดยตรง ใช้กับ ส.ส. ใช้กับ ส.ว. ใช้กับ คณะรัฐมนตรีโดยตรงเห็นว่ามันถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ไม่ได้มีอะไรที่ดูไม่ชอบมาพากลแล้ว ท่านก็เห็นชอบนะครับ แล้วไม่ใช่เปึนในเรื่องของการที่ท่านจะไปแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญ นะครับ มันคนละเรื่องกัน การแทรกแซงก็คือเขาจะตัดสินคดีแล้วท่านไปแทรกแซงเขาว่า ให้เขาตัดสินอย่างนั้น เขาตัดสินอย่างนี้ แต่นี่ไม่ใช่นะครับ ข้อกําหนดท่านออกไปแล้ว ท่านก็ไปตัดสินกัน ท่านก็ไปทํากัน ท่านจะลงมติอย่างไรก็เรื่องของท่าน ท่านจะเอาพจนานุกรม มาตัดสินก็เปึนเรื่องที่ท่านมีอํานาจที่จะทําได้ แต่ถ้าอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มันก็คงจะพูดกัน ทุกมาตรา แล้วก็จะมีข้อเท็จจริงที่ผมได้ประสบมาด้วยตนเองก็จะมาชี้แจงให้เห็นว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ที่เปึนเหตุผลที่จะสามารถอธิบายได้ เปึนตรรกที่สามารถที่อธิบายได้ ทุกขั้นตอนครับ ในขั้นตอนนี้ผมคิดว่าผมชี้แจงแค่นี้ก่อน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ก็ให้ท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์ชี้แจงอีกท่านหนึ่งครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธรครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานให้ชี้แจงเพิ่มเติมจากที่ท่านกรรมาธิการท่านยืนหยัดได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ก็คือหลักในการทํางานของคณะกรรมาธิการมันยุ่งยากพอสมควรในการพิจารณาครับ เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนมาแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญให้ศาลเปึนผู้เสนอกฎหมายว่าด้วย วิธีพิจารณา เสนอขึ้นมาแล้วสภาเปึนผู้พิจารณานะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าศาลเอง ท่านก็ร่างขึ้นมาตามความเข้าใจ ตามความเคยชินของท่าน แน่นอนที่สุดก็คือมาจาก ศาลยุติธรรม ก็จะเอา วิ. แพ่งเปึนหลัก ดูทั้งหมดจะเห็นอย่างนั้นนะครับ แต่ผมก็พยายาม จะเรียนบอกว่านี่เปึนศาลรัฐธรรมนูญนะครับ เปึนศาลมหาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการ พิจารณามันควรจะแตกต่างไป ผมก็เชื่อว่าท่านเลขาธิการศาล ดอกเตอร์เชาวนะ ซึ่งอยู่มานาน ก็คงจะศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการพิจารณาของศาล ผมไปดูรัฐธรรมนูญหลายประเทศ ที่มีศาลรัฐธรรมนูญ เช่น ของเยอรมัน หรือของใครต่อใคร เขาแยกแยะกระบวนการพิจารณา เปึนหลายประเภทมาก เช่น ถ้าพิจารณาว่ากฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมีกระบวนการ อย่างไร ถ้าพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของบุคคลเปึนอย่างไร ถ้าพิจารณาคดีการเลือกตั้ง ซึ่งแต่ก่อนเคยขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ บัดนี้ไปขึ้นศาลคดีอาญานักการเมือง เขามีกระบวนการ พิจารณาอย่างไร แยกแยะไปชัดเจนครับ แล้วก็กระบวนการพิจารณาเหล่านี้ก็จะถูกเขียน ถูกพิจารณาขึ้นมาอย่างนี้ บัดนี้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดไว้ชัดเจนว่ากระบวนการ พิจารณาต้องออกเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ก็คือให้อํานาจฝ์ายนิติบัญญัติ เปึนผู้พิจารณา ไม่ใช่ให้ศาลอีกแล้ว รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ครับ บอกว่าให้ศาลไปออก ข้อกําหนดได้ ที่ออกก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญให้อํานาจไว้ ท่านก็ไปออกข้อกําหนดมา แล้วก็ ใช้มาอย่างนั้นตามที่ท่านเคยชินมา บัดนี้ชัดเจนว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ระบุไว้ชัดเจน ว่าให้ออกเปึนพระราชบัญญัติ ก็คือให้อํานาจกับฝ์ายนิติบัญญัติที่จะเปึนผู้ออกกระบวนการ พิจารณาของศาล ส่วนข้อกําหนดนั้นจะเปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณาไม่ได้ครับ หลักมันอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศาลจะไปออกระเบียบปฏิบัติ อะไรภายในของเขาไม่ได้ ยังได้อยู่ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้พิจารณาอย่างน้อยก็มีหลักที่มา เมื่อครู่ท่านยืนหยัดได้พูดไปแล้วนะครับว่าเอามาจาก แนวคิดของศาลปกครองสูงสุดนั่นละ ไปดูรายละเอียดสิครับ ในมาตราที่เขาบอกว่า ให้ศาลออกระเบียบได้ มาตรา ๔๔ บังเอิญท่านยืนหยัดไม่ได้อ่านในรายละเอียดนะครับ การดําเนินคดีทั้งปวงเกี่ยวกับการฟัอง การร้องสอด การเรียกบุคคล หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่มาเปึนคู่กรณี ออกเปึนระเบียบ ระเบียบนี้เขาบอกให้ส่งสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาด้วย เปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณา แต่ไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติงานภายในครับ นี่คือหลักของแนวคิดที่เราพิจารณาเปึนอย่างนี้ ผมอยากเรียนท่านประธานเพิ่มเติมนะครับ ที่เราห่วงกันมาก ๆ ก็คือว่าที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องอธิบายอย่างนี้ก็เพราะว่า เวลาให้ศาลไปออกข้อกําหนด เราห่วงว่ามันจะเปึนข้อกําหนดเกี่ยวกับกระบวนพิจารณา ซึ่งรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องออกเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ข้อกําหนด ตรงนี้เราห่วงต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปออกข้อกําหนดอย่างนั้นมันจะมาขัดแย้ง กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ ท่านประธานลองดูบางมาตรานะครับ ผมพยายามดูว่าตรงไหนที่ให้ออกเปึนข้อกําหนดบ้าง พลิกดูมาตรา ๑๘ ครับท่านประธาน กระบวนพิจารณาให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และข้อกําหนดของศาล กระบวนการพิจารณาให้เปึนข้อกําหนด อันนี้ไม่ใช่แล้ว เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นที่เราบอกนะครับว่าข้อกําหนดนี้ที่เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาต้องให้สภา ให้ความเห็นชอบด้วย มันก็ถูกแล้ว ดูอีกหลายมาตราข้างหลังที่ไม่ได้ออกเปึนข้อกําหนด นะครับ มาตรา ๒๒ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิโดยเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ มีสิทธิยื่น คําร้องให้ศาลวินิจฉัย ผมเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญกําลังศึกษาดูว่าการให้ประชาชนฟัอง ตรงกับศาลรัฐธรรมนูญจะต้องทําอย่างไรบ้าง วรรคท้ายก็บอกว่าในการดําเนินการของ บุคคลตามมาตรานี้ให้มีสิทธิขอรับความช่วยเหลือ และคําแนะนําจากเจ้าหน้าที่ของศาล ตามข้อกําหนดของศาล เปึนกระบวนการพิจารณาไหมครับ มาตราหลัง ๆ ก็มีท่านประธาน มันเปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณา เมื่อเปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณาแล้วก็ จําเปึนอยู่ดีที่จะต้องกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ เพราะมันเท่ากับเปึน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แต่บังเอิญว่าคือในการเขียนกฎหมายนี่นะครับ ผมก็เรียนท่านประธานไปแล้วว่าเราต้องยุ่งยากมากพอสมควร เพราะส่วนหนึ่งพยายาม ที่จะเอาบอกว่ามาตรฐานของศาลมหาชน กระบวนการพิจารณาต้องจากศาลแพ่งนะ เพราะฉะนั้นเมื่อหลักมันไปอย่างนี้ เราก็พยายามจะดึงกลับไปให้มันไปได้ แต่มันไปยากมาก เพราะท่านร่างมาอย่างนั้น แต่ถ้าให้พวกผมเปึนคนร่างจะไม่เปึนอย่างนี้ท่านประธานครับ เอาละไหน ๆ ก็มาถึงจุดนี้ ผมก็คิดว่าการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้เหตุผลไป ก็อยู่ที่สภาจะพิจารณา ผมได้เรียนกับพวกเราที่เปึนคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับว่า ผมอยู่สภามาเกือบ ๒๐ ป้แล้ว มีน้อยครั้งมากที่สภาจะไม่เอาตามเสียงข้างมากนะครับ แต่วันนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ แต่จะเปึนเสียงข้างน้อย ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะอะไร ก็เพราะพวกเราทราบว่าซีกฝ์ายรัฐบาลจะเอาตามที่ศาล ขอแปรญัตติสงวนไว้ทั้งหมด ๙ ประเด็นทั้งหมดเลย ยืนตามศาลหมด นี่อย่างไรที่ผมเรียน ตั้งแต่แรกว่ามันมีปัญหามากนะ ถ้าเปึนไปได้ผมไม่อยากจะพิจารณาหรอกอย่างนี้ และสุดท้ายเมื่อพวกเราออกกฎหมายไปอย่างนี้ มันก็จะมีปัญหาตามมาภายหลัง ท่านประธานครับ ก็ต้องเข้าใจว่าเมื่อรัฐธรรมนูญให้อํานาจสภาเปึนผู้ออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องสภาเปึนผู้ออกกฎหมาย เหล่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปตัดเรื่องที่เปึนเรื่องภายในของศาลนะครับ เรื่องที่เปึน เรื่องภายในแท้ ๆ ศาลยังสามารถที่จะออกข้อกําหนดได้อยู่ ในเรื่องอะไรบ้าง เช่น ในเรื่อง ท่านจะนัดประชุมวันไหน สัปดาห์หนึ่งจะประชุมกี่ครั้ง เชิญ ลําดับการนั่งพิจารณาของ ตุลาการจะนั่งอย่างไร ลําดับหน้า ใครอยู่ก่อน ใครอยู่หลัง เชิญ ออกเปึนข้อกําหนดได้ แต่ไม่ใช่ข้อกําหนดเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาซึ่งต้องเปึนพระราชบัญญัติ มันก็อยู่ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนกับท่านประธานว่าความยุ่งยากมันอยู่ตรงนี้ละ เพราะฉะนั้น ถ้าไปดูในข้อกําหนดในร่างกฎหมายที่ออกมาเห็นไหมครับ ยืนยันได้ไหมว่าข้อกําหนดที่จะ ให้ท่านออกไม่ใช่กระบวนการพิจาณา ซึ่งจะต้องเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ผมจึงให้เหตุผลกับท่านประธาน แล้วขอให้เรียนท่านสมาชิกทุกท่านว่าพวกเราคงต้อง ช่วยกันพิจารณากฎหมายนี้อย่างรอบคอบมาก ผมเองก็ห่วงนะครับว่าตราบใดที่ยังไม่มี พระราชบัญญัตินี้ ศาลท่านก็บอกว่าสบายไม่ต้องห่วง เพราะอย่างไรท่านก็ออกข้อกําหนด ได้อยู่แล้ว ท่านก็พิจารณาของท่านไปอยู่แล้ว แล้วพวกเราก็เห็นใช่ไหมครับว่าที่ผ่านมา ทําไมคนถึงวิจารณ์ศาลเยอะ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ เทียบกับศาลแพ่ง ศาลอาญาจะ ไม่มีปัญหาอย่างนี้ ที่วิจารณ์กันมาก ๆ นี่ ไม่ใช่วิจารณ์อะไรหรอกครับ มันเกี่ยวเนื่องกับ กระบวนการพิจารณา หลายคนพูดกันมากเรื่องคดีท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร ปัญหาอยู่ตรงไหนครับ ปัญหา อยู่ตรงที่กระบวนการพิจารณาของศาลเหมือนกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ บอกว่าทุกอย่าง ให้ยึดหลักนิติธรรม คืออะไรหรือครับ เวลาที่จะพิจารณาของศาลเอาหลักนิติธรรมมา คืออะไร ก็คือ ๑. ตัวกฎหมายใช่ไหมครับ ๒. รัฐธรรมนูญก็บอกว่าถ้าไม่มีก็เอาตามจารีต ประเพณีการปกครองตามรัฐธรรมนูญนะ ๓. อยู่วันดีคืนดีท่านบอกงัดพจนานุกรมขึ้นมา ก็นี่ที่เราพูดกัน ถ้าเอาพจนานุกรมมาตัดสินได้ ศาลจะเอาอะไรมาตัดสินก็ได้ ท่านประธาน ลองอ่านมาตราหลัง ๆ ทําไมคณะกรรมาธิการจึงไปแก้ว่าการตัดสินการพิจารณาคดีศาล ต้องยึดหลักอะไร เหมือนกับเราพยายามจะเอาประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา ๔ มาใช้ ก็เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ เพราะอะไรครับ เวลาพิจารณาไปแล้วอย่าลืมนะครับคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่ามีผลผูกพันทุกองค์กร ผูกพันกระทั่งศาลเองด้วย เพราะเปึนคนตัดสิน อันที่ผูกพันคืออะไรครับ ที่ผูกพันไม่ใช่ผลของคําพิพากษานะครับ ไม่ใช่ เหตุผลของคําพิพากษาก็ผูกพันด้วย วันนี้จึงมีคนถามเยอะบอกท่านนายกรัฐมนตรี สมัครไปออกทํารายการคุกกิ้ง โชว์ (Cooking show) ภาษาอังกฤษ ทําครัวโชว์นะครับ แล้วมันต่างอะไรกับที่ตุลาการบางท่านอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญไปสอนหนังสือล่ะครับ เปึนลูกจ้างไหม ก็นี่อย่างไรที่เราต้องพิจารณา ยิ่งผมไปพลิกดูอย่างน้อยที่มีส่วนในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ วันนี้ไปนั่งเปึนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ๓ ท่าน เราถึงไปเขียนว่า ท่านเหล่านี้จะต้องไม่มานั่งพิจารณานะ เพราะคุณไม่เปึนกลางก็เพราะเหตุอย่างนี้ หลายเรื่องที่คิดกันขึ้นมามันมีมูลเหตุของมันมา เราจึงพยายามที่จะให้มันเปึนไป อย่างรอบคอบได้มาตรฐาน แล้วก็อยากเห็นทํางานตัดสินคดีอย่างเปึนอิสระ คําวินิจฉัย ออกมาแล้วจะมีผู้ไม่เห็นด้วยก็เปึนเรื่องปกติครับ แต่ว่าเห็นไหมครับอย่างน้อยถ้ามี กระบวนการพิจารณาที่ดีเปึนมาตรฐานสังคมก็จะยอมรับคําพิพากษา คําวินิจฉัย และเหตุผลของคําวินิจฉัยด้วย นี่คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอแก้ไข มาตรา ๔ เปึนอย่างนี้ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ เราได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันมาใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ๒๐ นาที ท่านกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงแล้ว ผมจะขออนุญาตถามมติที่ประชุมแล้วนะครับ พอแล้วครับ ท่านที่ยกมือก็ได้พูดกันหมดแล้ว
ขอประนีประนอมกับคณะกรรมาธิการ หน่อยได้ไหมครับ
ประนีประนอมอะไรครับ
คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทยครับ คือผมฟังท่านกรรมาธิการชี้แจง ท่านก็ไม่ได้ต้องการก้าวล่วงไปเรื่องของการออกกฎหมาย ความหมายของข้อกําหนดของท่านกับความหมายของข้อกําหนดของ ส.ส. คนละเรื่องกัน ท่านบอกว่าเปึนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ การออกระเบียบปฏิบัติภายใน ท่านเปลี่ยนคําได้ไหม ไม่ให้ซ้ํา ให้เราสบายใจว่าท่านไม่ต้องการออกข้อกําหนด เพราะข้อกําหนดตามมาตรา ๓๐๐ มันเปึนข้อกําหนดที่เปึนลักษณะของกฎหมาย ถ้าเจตนาของท่าน ท่านไม่ต้องการมาก้าวล่วง อํานาจของสภา ซึ่งผมคิดว่าทางศาลรัฐธรรมนูญมิได้ต้องการที่จะทําผิดรัฐธรรมนูญ เสียเอง คือเอาอํานาจนิติบัญญัติไปเปึนของศาลผมคิดว่าท่านก็ไม่ต้องการ ท่านเปลี่ยนคํา ได้ไหมครับ เปลี่ยนคําคําว่า ข้อกําหนด ตรงนี้เสียเพื่อให้เกิดความชัดเจนเปึน ข้อปฏิบัติ ก็ได้ และท่านก็เอาไปบังคับใช้ภายในศาลของท่านเอง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ สามารถดําเนินการให้ได้ไหมครับ คือเปลี่ยนคําเสีย เพราะวันนี้ความต้องการตรงกันแล้ว ท่านก็ไม่ต้องการที่จะมาก้าวล่วงอํานาจนิติบัญญัติ และเราก็เป่ดโอกาสให้ท่านสามารถ ทําเรื่องภายในของท่านได้ ท่านก็เปลี่ยนข้อกําหนดเสียเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด เท่านั้นเอง ขอบคุณครับท่านประธาน
ให้ท่านอรรถวิชช์อีกท่านหนึ่งนะครับ ก่อนที่จะลงมติ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบคําถามผมครับ ผมยืนขึ้นด้วยต้องการ จะสนับสนุนเสียงข้างน้อยเพื่อให้คงตามร่างเดิม เพราะผมเชื่อว่าเรื่องที่ท่านกําลังจะใส่ เข้าไปเปึนเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น แต่ท่านยังไม่ตอบผมเลยครับ ท่านครับ เรื่องข้อบังคับที่ผมเห็นด้วยกับเสียงข้างน้อย เพราะเปึนเรื่องรายละเอียด เพราะไม่ได้ไปกระทบกระเทือนในเรื่องของวิธีพยาน ตอนนี้ วิธีการรับฟังพยานท่านยังไม่ตอบผมนะครับว่าตกลงข้อกําหนดเรื่องการรับฟังพยาน มันอยู่ในเรื่องนี้หรือเปล่า ถ้ามันอยู่ด้วยหมายถึงว่าศาลมีอํานาจในการเปลี่ยนแปลงได้เอง อย่างนี้เรื่องใหญ่แล้วครับ ซึ่งจะไม่ตรงกับเจตจํานงที่ผมยืนขึ้นอภิปราย แต่ถ้าท่านบอกว่า มันไม่เกี่ยวข้องกัน ศาลไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนวิธีการรับฟังพยานได้เอง ผมคิดว่า อย่างนี้ผมจะเห็นด้วย เพราะฉะนั้นขอให้ท่านชี้แจงก่อนนะครับท่านประธาน
เชิญท่านนิพนธ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นิพนธ์ ฮะกีมี ผู้แทนสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ต่อกรณีคําถามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถามว่า ข้อกําหนดตามมาตรา ๔ มีความหมายแค่ไหน เพียงใดครับ ผมกราบเรียนว่าข้อกําหนด ตามมาตรา ๔ ไม่ใช่ข้อกําหนดรายละเอียดปลีกย่อยที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้กล่าวถึงเท่านั้น มันรวมถึงข้อกําหนดทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนี้ หรือนอกพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนี้ก็ย่อมได้ กล่าวคือผมขอกราบเรียน ไปยังพระราชบัญญัติทั่วไปนิดหนึ่ง พระราชบัญญัติทั่วไปที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ได้ผ่านมาเปึนจํานวนร้อย ๆ กว่าฉบับ จะมีลักษณะการเขียนลักษณะนี้ให้อํานาจกับ รัฐมนตรีในการออกกฎหมายลําดับรอง แต่เขียนลักษณะแตกต่างกันในถ้อยคํา เนื้อหา และหลักการ ถ้าเผื่อท่านจําได้มาตรา ๔ ที่ให้อํานาจรัฐมนตรีรักษาการในการออกกฎหมาย ลําดับรองจะเขียนว่าอย่างไร ในมาตรา ๔ บทบัญญัติที่ผ่านสภาแห่งนี้ สภาแห่งนี้ ใช้ถ้อยคําว่าให้รัฐมนตรีนั้น ๆ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และมีอํานาจออก กฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เปึนไปตามพระราชบัญญัตินี้เท่านั้นเอง เพื่อปฏิบัติการ ให้เปึนไปตามพระราชบัญญัตินี้แล้วการออกกฎลําดับรองของสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาที่ออกให้แก่คณะรัฐมนตรี หรือออกให้แก่รัฐมนตรีแต่ละนั้นก็ต้องดูนะครับว่า กฎลําดับรองนั้นนอกจากอาศัยอํานาจตามมาตรา ๔ แล้ว ต้องอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ ต่าง ๆ ที่อยู่เนื้อในที่ให้อํานาจรัฐมนตรีที่สภาแห่งนี้ เดลเลเกท (Delegate) อํานาจไปให้ท่าน ออกอีก ไม่ใช่ใช้อํานาจตามมาตรา ๔ เฉพาะในการออก เพราะฉะนั้นสภาแห่งนี้จะล็อก ไว้หมดว่ารัฐมนตรีจะใช้อํานาจในการออกกฎลําดับรองได้ก็เฉพาะเปึนกฎ ที่สภาแห่งนี้ให้ไป และกฎที่สภาแห่งนี้ให้อํานาจแก่รัฐมนตรีในการออก ผมในฐานะที่ เปึนผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกามาชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ให้ห้องกรรมาธิการแต่ละคณะ ก็จะถูกท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติสอบถามอยู่เรื่อยว่าเปึนกฎกระทรวง กําหนดรายละเอียด หรือกฎกระทรวงกําหนดในหลักการ กระผมก็จะต้องตอบเรียนชี้แจง ว่าเปึนกฎกระทรวงกําหนดรายละเอียด สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จึงปล่อยผ่านให้รัฐมนตรี มีอํานาจออกกฎลําดับรองได้ แต่ถ้าเผื่อเขียนกว้าง ๆ ไว้อย่างกรณีมาตรา ๔ นี้นะครับว่า ทางสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็จะบอกให้ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาไปกําหนดรายละเอียด ให้ชัดเจนว่าแค่ไหน เพียงใด ที่จะให้อํานาจแก่รัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง หรือออกกฎลําดับรอง สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ย่อมทราบดีว่าตัวร่างพระราชบัญญัติ หรือพระราชบัญญัติไม่สามารถกําหนดทุกอย่างได้หมด ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เร็ว อํานาจบริหารต้องดําเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎได้รวดเร็วให้สอดคล้องกับสภาพสังคม สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จึงให้อํานาจแก่รัฐมนตรีหรือฝ์ายบริหารในการออกกฎลําดับรอง แต่กฎลําดับรองนั้นกําหนดกรอบรายละเอียดชัดเจนเพียงพอที่จะไม่เข้าไปโอเวอร์รูล (Overrule) กฎหมายของสภานิติบัญญัติ หรือสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา แต่ถ้าเรามา ดูมาตรา ๔ บวกกับมาตรา ๑๘ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านจะเห็นว่า ๑. ถ้อยคําที่เขียนในมาตรา ๔ แตกต่างกับพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เขียนมาอยู่ตลอดเวลา ที่ท่านเขียนในมาตรา ๔ ก็คือ เพื่อให้การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลเปึนไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม คล้าย ๆ กับเขียนลักษณะอย่างนี้เสร็จแล้วบวกกับมาตรา ๑๘ เขียนว่า กระบวนการพิจารณาของศาลให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และข้อกําหนดตามมาตรา ๔ เพราะฉะนั้นเมื่อเขียนอย่างนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงมีข้อชัดเจนว่าศาลมีอํานาจในการออกกฎมาตรา ๔ ขึ้นมาใช้ แต่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากมิได้ขัดขวางศาลในการออกกฎลําดับรองตามรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งจะต้อง เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนี้ยอมทุกอย่างที่จะให้ศาล ออกได้โดยไม่ต้องผ่านสภา แต่ปรากฏว่ามาตรา ๔ เขียนอย่างนี้เปึนที่มาที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากจะต้องบอกว่าในเมื่อท่านออกแล้วก่อนที่จะมีผลใช้บังคับขอให้ท่านนํากลับมา ให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้พิจารณาจะได้หรือไม่ ก็เปึนที่มาของการแปรญัตติแก้ไขมาตรา ๔ เปึนเช่นนี้ ต่อกรณีที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอรรถวิชช์ถามนี้ ก็คือกระบวนการพิจารณาทั้งหมดนี้อยู่ในคํานิยาม เพราะฉะนั้นมาตรา ๔ สามารถออก เกี่ยวกับการรับฟังพยานได้ โดยใช้อํานาจตามมาตรา ๔ เพราะกระบวนการพิจารณานี้ หมายความว่าการพิจารณาหรือการกระทําใด ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องพิจารณาซึ่งกระทําโดยคู่กรณี หรือโดยศาล หรือตามคําสั่งศาลไม่ว่าการนั้นจะเปึนโดยคู่กรณีฝ์ายหนึ่งกระทําต่อศาล หรือต่อฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งหรือศาลกระทําต่อคู่กรณีฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งหรือทุกฝ์าย รวมถึง การส่งคําร้องและการลงมติตลอดจนการปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ อันนี้หมายถึงว่ารวมทั้งหมดนะครับ อันนี้ถึงเปึนที่มาของว่าผมเองก็เปึนห่วงว่าสภาแห่งนี้ จะมอบอํานาจให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญเกินกว่าขอบเขตที่ท่านเคยให้แก่ฝ์ายบริหารหรือไม่ จึงได้แก้ไขมาตรา ๔ มาตามนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนที่ท่านสมาชิกทั้งหลาย จะลงมติในเรื่องนี้ ผมใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกว่าในมาตรา ๔ นี้ เปึนเรื่องหัวใจสําคัญที่ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบคอบและใช้เวลานานมาก แล้วก็ใช้ในกรณีที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งทางประธานศาลฎีกาเคย ขออํานาจในการที่จะออกระเบียบและข้อบังคับนี้ครั้งหนึ่งแล้ว ประกอบกับการพิจารณา ของเราใช้พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับศาลปกครองเอามาดูอีกครั้งหนึ่งเหมือนกัน อย่างที่ท่านอัยการยืนหยัดได้เรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ โดยเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ ที่ต้องใช้เวลานานก็เพราะว่าอยากจะสอบถามแล้วก็ให้ทางสภาเราเปึนคนตัดสินใจว่า ท่านจะให้อํานาจของท่านในการออกกฎหมายฉบับนี้ ให้ทางศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนออก ข้อกําหนดหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเราเปึนห่วงมากในเรื่องของกระบวนการในการวินิจฉัยชี้ขาด ข้อร้องเรียน เราได้หยิบยกข้อเท็จจริงจากกรณียุบ ๓ พรรคขึ้นมา มีการแถลงป่ดคดี ในช่วงตอนเช้า มีการชี้ขาดในช่วงบ่าย ซึ่งในข้อเท็จจริงเหล่านี้เราก็ทราบว่ามีการชี้ขาด ออกมาก่อนที่จะมีการแถลงการณ์ด้วยซ้ําไป ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก็สุดแล้วแต่ ที่ประชุมแห่งนี้จะใช้อํานาจของท่านในการที่จะลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ มตินะครับ ซึ่งในความเห็นของทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนั้น เห็นสอดคล้องต้องกันว่าเดิมทีทางศาลรัฐธรรมนูญเองได้ออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้กับประธานศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนออกข้อกําหนด แต่ต่อมาทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากและคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเห็นพ้องต้องกันว่าการออกข้อกําหนดนั้น จะต้องให้คณะกรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วย แต่ข้อที่แตกต่างกันระหว่าง เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยนั้นเห็นต่างกันอยู่ตรงที่ว่า เสียงข้างน้อยขอให้มีการประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น แต่เสียงข้างมากขอให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เห็นชอบ กับข้อกําหนด แต่มีคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านเดียว ก็ด้วยความเคารพคือ ท่านกรรมาธิการจากศาลฎีกาเท่านั้นเองขอยืนตามร่างเดิม ฉะนั้นเพื่อที่จะเรียนข้อเท็จจริง กับท่านทั้งหลายก็คือว่าเรามีความจําเปึนจะต้องเอาเรื่องนี้เข้ามาให้ท่านตัดสินใจในการ ที่จะลงมติว่าจะเอาแบบไหน อย่างไร จะให้อํานาจหรือไม่ จึงขอกราบเรียนท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอถามมติแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ เพื่อความชัดเจนครับ
ท่านวรวัจน์ครับ ประเด็นที่ท่านนี่ก็คงแก้อะไรไม่ได้แล้วครับ เพราะว่าถ้าจะไปต่อรอง กับคณะกรรมาธิการก็ต้องไปประชุมใหม่อีก เปลี่ยนถ้อยคําใหม่ ซึ่งทําไม่ได้แล้วครับ
คืออย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ วันนี้เพื่อความชัดเจนครับ ผมขออนุญาตท่านประธานใจเย็น ๆ ครับ เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ ผมเข้าใจว่าความต้องการที่ทางศาลรัฐธรรมนูญขอมานี่ ก็คือขั้นตอนของเรื่องของวิธีการ ปฏิบัติเท่านั้นเอง แต่วันนี้ในสิ่งที่เราจะให้เขาไปนี่ คืออํานาจของสภา คือให้ศาลรัฐธรรมนูญ สามารถออกข้อกําหนด ซึ่งก็แปลว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี่คนละเรื่องเลยนะครับ วันนี้เรากําลังเข้าใจผิดในสาระสําคัญกันอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นถ้าไม่เขียนให้ชัดเจน ไม่เขียนคําจํากัดความของคําว่า ข้อกําหนด ซึ่งเขาขอมานี่ กับ ข้อกําหนด ที่ทางสภาจะให้ไป ซึ่งเปึนอํานาจของสภา ผมเกรงว่าจะเกิดความเสียหาย ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจงมา ท่านไม่ได้ชี้แจงประเด็นนี้นะครับ แล้วเมื่อสักครู่ตัวแทนของคณะกรรมาธิการ ชี้แจงมาว่าสิ่งที่เขาขอมานี่เขาขอแค่วิธีปฏิบัติระเบียบเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในศาลเท่านั้นเอง ทําไมในวันนี้สิ่งที่เราจะให้เขาไปนี่กลับเปึนอํานาจของสภาในการตราข้อพิจารณาทั้งหมด ซึ่งเปึนอํานาจของสภานะครับ แล้วเปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๒ ที่บังคับไว้ว่าการตราอะไรที่เปึนลักษณะของกฎหมาย หรือว่าข้อกําหนดที่มีลักษณะ เทียบเท่าของพระราชบัญญัติเปึนอํานาจของสภา มันจะทําให้เราดําเนินการขัดต่อ รัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าทางคณะกรรมาธิการต้องทําประเด็นนี้ให้ ชัดเจนครับ ว่าคําว่า ข้อกําหนด ตรงนี้แปลว่าอะไร ผมเชื่อว่าถ้าคณะกรรมาธิการชี้แจง ให้ชัดนะครับว่า ถ้าข้อกําหนดที่พูดถึงคือวิธีปฏิบัตินี่ สภาไม่ขัดข้องครับ เอาไปเลย แต่ว่า ถ้าข้อกําหนดนี้ท่านหมายความเปึนอํานาจของสภาในการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญนี้ นะครับ ผมคิดว่าตรงนี้เราไม่สมควรให้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านเอาให้ชัดก่อนครับว่า ความหมายของข้อกําหนดของท่านที่ท่านจะขอต่อสภาในขณะนี้ท่านกําลังจะขอว่าอะไร
ท่านกรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ เอาให้ชัดเจน เพราะว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ ก่อนที่สมาชิกจะตัดสินใจลงมติ ท่านใดจะชี้แจงครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ ในความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอย่างที่ท่านกรรมาธิการจากสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐได้ชี้แจงนั้นถูกต้องแล้ว เราจึงมีความจําเปึน ว่าจะต้องเอาเรื่องนี้มาหารือที่สภาแห่งนี้ว่าทางศาลนี่เขาจะต้องไปออกข้อกําหนดแล้ว ยังมีระเบียบอีก ที่สําคัญเดี๋ยวท่านจะได้เห็นในมาตราอื่น ๆ ว่าแม้แต่ละเมิดอํานาจศาลนี่ อยู่นอกศาลก็ยังละเมิดได้ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ชี้แจงไปแล้วอย่างที่ทางผู้แทนสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้อธิบายความ ก็เปึนเรื่องซึ่งทางพวกเราจะต้องวินิจฉัยแล้วก็ใช้ดุลยพินิจตัดสินใจในเรื่องนี้ ผมจึงมีความ จําเปึนว่าน่าจะเอาเรื่องเข้ามาให้ท่านทั้งหลายได้ตัดสินใจสักทีหนึ่ง เพราะเราเคย มอบหมายให้กับทางประธานศาลฎีกาไปแล้วครั้งหนึ่งในการออกข้อกําหนดในการ พิจารณาเรื่องของวิธีพิจารณาความแพ่ง สภาแห่งนี้ละครับ แล้วต่อมาก็มีพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับศาลปกครองซึ่งทางท่านอัยการยืนหยัดก็ได้ชี้แจงไปแล้ว อันนั้นเฉพาะคู่กรณีนะครับ จะต้องมารายงานต่อสภา แต่รายการอย่างนี้มีผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศ แล้วจากอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๕๐ นะครับ มีมาตรา ๑๔๑ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๑๕๕ มาตรา ๑๔๙ มาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๔๕ มาตรา ๒๕๗ และมาตรา ๒๑๒ มาตรา ๑๘๔ มาตรา ๑๖๘ มาตรา ๒๑๔ มาตรา ๖๕ มาตรา ๑๐๖ (๗) มาตรา ๖๘ มาตรา ๙๑ มาตรา ๑๘๒ และมาตรา ๒๓๓ แล้วก็มาตรา ๑๙๐ ซึ่งเปึนอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องวินิจฉัยอย่างที่ทาง ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงกับท่านทั้งหลาย ฉะนั้นก็ขอให้สภานี้ตัดสินใจแล้วกันนะครับ เราก็ต้องคืนให้กับท่านเปึนผู้ชี้ขาดตัดสินใจเอง ขอบคุณมากครับ
ท่านนายแพทย์อดุลย์ครับ ท่านวรวัจน์ชัดเจนแล้วครับ
ผมขอต่อเนื่องนิดเดียวครับ ในตัวแทนของคณะกรรมาธิการมีตัวแทนจากศาลรัฐธรรมนูญไหมครับ เพราะผมเข้าใจว่า ในสิ่งที่ท่านได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่ท่านขออํานาจเรานี่ ท่านไม่ได้ขออํานาจตรงนี้นะครับ ท่านขอวิธีปฏิบัติเท่านั้นเอง ท่านไม่ได้ขออํานาจในกระบวนการพิจารณาแบบนี้ ขอให้ ตัวแทนจากศาลช่วยชี้แจงหน่อยครับ
ท่านวรวัจน์ครับ เดี๋ยวผมให้เลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงให้ชัดเจน อีกครั้งหนึ่งนะครับ เชิญครับ
จริง ๆ ในมาตรา ๔ ของร่าง พ.ร.บ. นี้ เพียงแต่บอกวิธีในการออกข้อกําหนดของศาลว่าวิธีการออกข้อกําหนดออกอย่างไร แต่ว่า เขตอํานาจหรือว่าขอบข่ายของการออกข้อกําหนดนั้น จะต้องออกตาม พ.ร.บ. นี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อท่านให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ. นี้ไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ไปทําเปึนอย่างอื่น ไม่ได้อีกต่อไปแล้วนะครับ ก็คือทําตาม พ.ร.บ. นี้เท่านั้นเองนะครับ อย่างกรณีที่ท่านพูดถึง กรณีเรื่องพยานก็เช่นกัน ถ้าศาลจะไปออกข้อกําหนดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ออกรายละเอียด เกี่ยวกับการรับฟังพยานเท่านั้นนะครับ จะไปเปลี่ยนหลักการของกฎหมายของ พ.ร.บ. นี้ ให้เปึนอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุใดที่ศาลจะไปออกได้เองเลยนะครับ มันถูกล็อกไว้ด้วย พ.ร.บ. ที่ท่านเปึนผู้พิจารณา แล้วก็เปึนผู้อนุมัติให้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ข้อเท็จจริงก็เปึนอย่างนี้ เปึนอย่างอื่นไม่ได้ครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ
ท่านประธานคือตรงนี้ชัดเจนแล้ว นะครับว่าเปึนคนละเรื่องกันเลย ในสิ่งที่ตัวแทนศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงมากับที่ประธาน คณะกรรมาธิการพูดนี่ความหมายของข้อกําหนด ๒ ตัวนี้คนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นอันที่ ๑ จะต้องดูว่าต่อไปเอาไปใช้นี่นะครับ ความหมายของข้อกําหนดตรงนี้มิใช่ข้อกําหนด อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือท่านตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกาพูดนะครับ ไม่ใช่ เปึนเพียงแต่ว่าข้อปฏิบัติภายใต้กรอบอันนี้เท่านั้นเอง ไม่ใช่ความหมายของ ข้อกําหนดตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีสิทธิที่จะออกเกินกว่ากฎหมายนี้ ถูกต้องไหมครับ ถ้าอย่างนั้นท่านเปลี่ยนได้ไหมครับ ใช้ในข้อปฏิบัติไปเลยเพื่อความชัดเจน เพื่อไม่ให้ มีความสับสนต่อไป
ท่านวรวัจน์ครับ ก็ถือว่าท่านได้ซักถามและมีการบันทึกเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ไว้แล้วนะครับ คงเปึนนอกเหนือจากเจตนารมณ์ที่บันทึกไว้แล้วไม่ได้ พอแล้วครับ ท่านอดุลย์ เดี๋ยวผมจะโหวต มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม สาธิต ป่ตุเตชะ ครับ
ท่านสาธิตมีอะไรครับ
ผมขอเสนอญัตติให้ป่ดอภิปรายครับ เพราะว่าเราได้มีการอภิปราย
คือผมจะโหวตอยู่แล้วละ เพียงแต่ว่ามีประเด็นที่อยากจะทําให้ชัดเจนก่อนที่ท่านสมาชิก จะโหวตเท่านั้นเองนะครับ เชิญครับ
ผมติดตามฟังมาตลอดท่านประธาน ผมเข้าใจว่าทางคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงทุกประเด็นครบถ้วนครับ
ผมจะโหวตอยู่แล้วครับ
(นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านอดุลย์มีอะไรครับ สั้น ๆ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากที่ได้ฟังการอภิปรายมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง มีมุมมอง ที่กว้างขวางและมีข้อคิดที่น่าคิดเปึนจํานวนมาก ท่านประธานครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการ กรรมาธิการหลายท่านซึ่งมาจากภาคประชาชน มาจากสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้บอกว่ามาตรานี้เปึนมาตราที่สําคัญ มาตรานี้เปึนหัวใจสําคัญ ของกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่กรรมาธิการที่มาจาก ขอประทานโทษนะครับ ทางศาลฎีกา ท่านบอกว่าเปึนเรื่องเล็กน้อย ไม่มีอะไรที่สลักสําคัญมากมายนัก ท่านประธานครับ ความเห็นที่แตกต่างกันเช่นนี้จําเปึนที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ และถ้าเกิดได้ฟังไป มาก ๆ แล้วจะเห็นว่ามันเปึนเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นผมจึงใคร่ขอให้ท่านประธานได้ ขยายเวลาในการอภิปรายเพิ่มขึ้น ท่านประธานครับ เรื่องที่สําคัญเช่นนี้ที่มันจะเกิด ผลกระทบอย่างมหาศาลในอนาคต เพราะอันนี้เปึนการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวกับ มหาชนนะครับ เพราะฉะนั้นมันจะเสียเวลา ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมง หรือ ๖ ชั่วโมง มันไม่ใช่เวลาที่มากมายเกินไป ท่านประธานครับ เราจําเปึนจะต้องรอบคอบ จะต้องให้ มีการอภิปราย บางครั้งผู้ที่มีเสียงข้างน้อยอาจจะสู้ไม่ได้ แต่ว่าจําเปึนจะต้องมีการบันทึกไว้ ในสภาแห่งนี้ เพื่อเปึนหลักฐานไว้ว่าสิ่งที่เปึนข้อห่วงใยเปึนอย่างไร และมีข้อท้วงติงอย่างไร เพราะฉะนั้นใคร่ขอความกรุณาท่านประธานให้มีการเป่ดการอภิปรายต่อไป และขอความ กรุณาเพื่อนสมาชิกฝ์ายที่ขอป่ดการอภิปรายขอได้โปรดกรุณาให้เราได้ใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก เวลานี้เราอาจจะเปึนเสียงส่วนน้อย แต่ในอนาคตเราอาจจะเปึนเสียงส่วนมากก็ได้ ท่านอาจจะเปึนเสียงส่วนน้อย ซึ่งในอนาคตมันอาจจะมีผลกระทบกับท่านโดยตรงก็ได้ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้โปรดกรุณา เราต้องการเวลาที่จะคิดให้รอบคอบกว่านี้ มันจะต้องนั่งคิดแล้วก็คิดให้รอบคอบเลยครับ มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้วตอนนี้ท่านประธาน ครับ
คืออย่างนี้ครับ ผมเรียนชี้แจงท่านสมาชิก ผมก็นั่งฟังอยู่ตลอดที่ท่านอภิปรายกันมาเกือบ ๓ ชั่วโมง ประเด็นมันเริ่มวนมาซ้ําแล้ว ถ้าเป่ดโอกาสให้อภิปรายต่อ มันก็คงหนีไม่พ้น ที่พูดมาแล้ว ฉะนั้นก็เปึนวินิจฉัยของท่านประธานเมื่อเห็นว่าได้มีการอภิปรายพอสมควร ได้ครอบคลุมทุกประเด็น แล้วมีการชี้แจงซักถามกัน ผมให้ซักถามอย่างละเอียดเลยครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมเห็นสมควรให้ป่ดอภิปรายเพื่อลงมติ ข้อมูลทั้งหลายที่ท่านได้รับ ทราบชัดเจน ท่านสามารถจะประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของท่านได้แล้ว ฉะนั้นขอให้ ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติในมาตรา ๔ ครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกที่เข้ามาในห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมตินะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเชิญเข้าห้องประชุมครับ เพื่อลงมติมาตรา ๔ ครับ มาอยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสมศักดิ์ ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ
ประท้วงผิดข้อบังคับข้อไหนครับ
ท่านประธานไม่มีอํานาจในการ ที่จะป่ดการอภิปรายนะครับ นอกจากใช้อํานาจของที่ประชุม เมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน ใช้อํานาจของท่านประธาน
ในข้อบังคับเขียนชัดเจนครับ ถ้าท่านประธานเห็นว่าได้อภิปรายกันมาพอสมควรแล้ว ประธานอาจจะให้ยุติการอภิปรายได้นะครับท่านสมศักดิ์ครับ
ท่านประธานครับ ข้อบังคับ ที่ท่านประธานอ้างเมื่อสักครู่นี้เปึนการให้หยุดการอภิปรายเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้นนะครับ แต่ถ้าจะป่ดการอภิปรายต้องขอมติที่ประชุมเท่านั้น ท่านประธานไม่มีอํานาจครับ
นั่งเถอะครับ
ผมยืนยันเลยครับ ถ้าข้อนี้ผิด ผมพร้อมลาออกจาก ส.ส. เลยครับ
เชิญท่านนั่งลงเถอะครับ
ท่านประธานครับอย่าวินิจฉัย ผิดพลาดอย่างนี้เลยครับ
คือท่านสมศักดิ์ครับ ผมก็อยู่ในสภานี้มาไม่นานเท่าท่านนะครับ ก็มีการอภิปรายแบบนี้ แล้วในที่สุดท่านประธานเห็นว่าการอภิปรายได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว ท่านประธาน ก็ให้ป่ดอภิปรายได้ ให้ยุติการอภิปรายเพื่อลงมติได้
ผมขออนุญาตย้ําอีกทีนะครับ ท่านมีอํานาจในการที่จะให้บุคคลหยุดการอภิปรายถ้าเห็นว่าอภิปรายมาพอสมควรแล้ว
มีท่านประท้วงอยู่ข้างหลัง เดี๋ยวนะครับ
แต่การป่ดการอภิปรายนั้น เปึนอํานาจของที่ประชุมครับ ไม่ใช่อํานาจของท่านประธาน ผมย้ําตรงนี้ไว้เลยนะครับ
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงนะครับ เชิญท่านสาธิตครับ
ผมไม่ได้ประท้วงครับท่านประธาน ผมเสนอป่ดอภิปรายไว้นะครับ ผมเสนออยู่แล้ว ผมขอผู้รับรองด้วยครับ
ขอผู้รับรอง
ท่านประธานครับ ผมขอนิดเดียว เพื่อประโยชน์ของสภานะครับ ผมขอแค่นิดเดียว เพราะปกติผมก็ไม่ได้ใช้เวลาของสภา มากนัก
ท่านจะขอเป่ดอภิปรายใช่ไหมครับ
ผมจะขอหารือนิดเดียว เท่านั้นเองครับ
ตอนนี้คงหารือไม่ได้แล้วครับ มีผู้เสนอขอป่ดอภิปราย มีอย่างเดียวทางนี้ก็ต้องเสนอให้ เป่ดอภิปรายต่อแล้วผมจะได้ถามมติ
ผมฝากท่านประธานนิดเดียวนะครับ แม้แต่คณะกรรมาธิการ ตัวประธาน กับตัวเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนคณะกรรมาธิการ ร่วมกันยังเห็นไม่ตรงกัน แล้วจะให้ลงมติผมถือว่าเปึนตราบาปของสภา ถ้าจะดําเนินการ ตามนั้นผมไม่ขัดข้องเพราะพวกเราเสียงข้างน้อยอยู่แล้ว แต่ขอเตือนท่านประธานนะครับ อย่าสร้างตราบาปให้สภาเลยนะครับ
ขอบคุณครับ ก็อย่างนี้นะครับ สภาผู้แทนราษฎรเมื่อมีความเห็นแตกต่างกันต้องอาศัยมติ ในที่ประชุม เสียงข้างมากไปอย่างไรก็ต้องเอาตามนั้นนะครับ ผมไม่ทราบว่าจะทําอย่างไร นอกเหนือจากนี้ มีท่านใดจะเสนอเห็นเปึนอย่างอื่นหรือไม่ครับ มีผู้เสนอให้ป่ดการอภิปราย มีผู้รับรองครบถ้วน เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับผมจะหารือกับท่านประธานว่าขอให้แสดงตนใหม่นะครับ
เดี๋ยวผมยังไม่ได้ประกาศผลแสดงตนเลยครับ ท่านจะเสนอญัตติเป่ดอภิปรายไหมครับ
ไม่ครับ คือว่าไม่อยากให้กดบัตร แทนกันนะครับ คือตอนนี้พวกผมถ่ายรูปไว้หมดแล้วนะครับ ผมถ่ายรูปไว้หมดแล้ว แล้วก็ ขอให้อย่ากดแทนกัน แล้วอย่าโหวตแทนกันนะครับ
ท่านพิเชษฐ์ครับ ถ้าไม่ได้เสนอให้เป่ดอภิปรายท่านก็นั่งลงนะครับ
ครับ อันนี้ผมเตือนนะครับ เดี๋ยวผมจะนับองค์ประชุมเปึนรายบุคคลครับ ขอบคุณครับ
พอแล้วครับ ท่านรังสิมาครับ พอแล้วครับ ผมจะตรวจสอบ ไม่มีใครเห็นเปึนอย่างอื่น เขาให้ป่ดอภิปรายแล้ว เดี๋ยวจะตรวจสอบองค์ประชุม
ท่านประธานคะ ดิฉันประท้วงนะคะ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ประท้วงท่านประธานค่ะ เพราะว่าเขาใส่ร้ายค่ะ เพราะว่าท่านพิเชษฐ์ เมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่ามีการกดบัตรแทนกัน แล้วถ่ายรูปไว้หมดแล้ว ท่านถ่ายรูป ท่านบอกมาเลยค่ะว่าเปึนใคร อย่างนี้ไม่ได้ค่ะ คราวที่แล้วก็เปึนแบบนี้ทีหนึ่งแล้ว
เอาละครับ นั่งเถอะครับ
ไม่ได้ ท่านประธานต้องให้ ถ้าเกิดถ่ายรูปแล้วท่านต้องบอก
เอาอย่างนี้ครับ ท่านพิเชษฐ์ท่านเปึนผู้พูด เดี๋ยวท่านก็รับผิดชอบเองนะครับ ท่านรังสิมา ก็นั่งลงเถอะครับ เดี๋ยวท่านพิเชษฐ์มีข้อมูล ถ้าท่านเห็นว่ามีการกดบัตรแทนกันจริง ท่านมีรูปถ่ายจริง เดี๋ยวท่านก็ดําเนินการของท่านตามกระบวนการนะครับ นั่งเถอะครับ
แต่ถ้าเกิดว่าไม่มีแล้วพูด อย่างนี้มันเสียหายค่ะ
เอาละครับ ผู้พูดเขารับผิดชอบครับ นั่งเถอะครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ
เอาละครับท่านพิเชษฐ์ นั่งเถอะครับ
พาดพิงครับ เอ่ยชื่อผมนะครับ คืออย่างนี้นะครับ ด้วยไมตรีนะครับ ผมบอกว่าผมถ่ายรูปไว้หมดแล้ว เวลากดบัตรแสดงตน อย่ากดแทนกัน ให้กดตามความเปึนจริงนะครับ
เอาละครับ นั่งเถอะครับ ผมยังไม่ได้ตรวจสอบเลย ท่านสมาชิกครับมีท่านสมาชิกเสนอ ญัตติป่ดอภิปราย มีผู้รับรองครบถ้วน ท่านไพจิตมีอะไรครับ ท่านเสนอให้เป่ดหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมขอเสนอให้เป่ดการอภิปราย เพื่อให้ลงความเห็นตกผลึกในทํานองเดียวกันก่อนที่จะลงมติครับ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองครบถ้วน ฉะนั้นผมถามมตินะครับ ก่อนถามมติ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณากดปุ์มแสดงตนก่อนลงมติว่าจะเห็นสมควร เป่ดอภิปรายต่อหรือป่ดอภิปรายนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
แสดงตนเรียบร้อยนะครับ เชิญแสดงผลครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๒๔๓ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม ผมถามมตินะครับ
ท่านประธานครับ
ท่านอดุลย์ ผมจะถามมติแล้วครับ นั่งลงเถอะครับ
ผมดูแล้วครับ ท่านประธานครับ ไม่น่าจะถึงเพราะโหรงเหรงเหลือเกินครับ เพราะฉะนั้นผมขอใช้สิทธินับองค์ประชุม โดยการขานชื่อครับ ท่านประธานครับ
ท่านอดุลย์ครับ ผลออกมาครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ
ท่านประธาน มันเปึนเอกสิทธิ์ ของผมนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต เนื่องจากว่าผมมีความสงสัยว่าองค์ประชุม จะไม่ครบครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตขานชื่อครับ
ท่านสมาชิกผมใคร่ขอความกรุณาท่านสมาชิกนะครับ เรามีอีกหลายมาตราที่ต้องพิจารณา จะได้แสดงความคิดเห็นกันนะครับ
(นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ
ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธาน ผม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย มันเปึนสิทธิ ของเพื่อนสมาชิกที่จะเสนอให้นับองค์ประชุมโดยวิธีขานชื่อ ท่านประธานจะมาละเมิดสิทธิ ของเพื่อนสมาชิกไม่ได้ เปึนความเห็นของท่านว่าจะให้โหวตหรือไม่ให้โหวต แต่เพื่อนสมาชิก มีข้อกังขา เพราะมัน ๒๔๓ คน มันเกินมาแค่ ๔ คน ก็เปึนสิทธิที่จะตรวจสอบได้ท่านประธาน ท่านประธานต้องให้เอกสิทธิ์แก่เพื่อนสมาชิกครับ อย่าใช้อํานาจของท่านประธาน ทําลักษณะนี้
ผมไม่ได้ใช้อํานาจครับ เมื่อสักครู่ผมขอร้องนะครับ
ไม่เอา ท่านไม่ต้องขอร้อง ท่านประธาน วันนี้พูดไม่รู้เรื่องครับ ท่านประธานต้องทําตามที่เพื่อนสมาชิกเสนอ
ก็เมื่อท่านสมาชิกท่านข้องใจเรื่ององค์ประชุม คุณหมอวรงค์นั่งเถอะครับ เพื่อให้ทุกอย่าง ดําเนินการไปได้ และจะได้ชัดเจนว่าใครอยู่ ไม่อยู่ ผมขอให้นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ ตามที่ท่านสมาชิกเสนอมา
(นายเชน เทือกสุบรรณ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เอาทีละท่าน เอาท่านเชนก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับการอภิปรายนี่เราต้องยึดในข้อบังคับ แล้วการที่ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้ว ก็ถือว่าเปึนที่สิ้นสุดแล้วนะครับ แต่ว่าการที่มีสมาชิกขอให้นับใหม่จะต้องมีเหตุผล ตามข้อบังคับด้วย อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๗๗ ซึ่งบอกไว้ชัดเจนนะครับ แล้วก็ในข้อบังคับ บัญญัติไว้ว่าอํานาจในการนับองค์ประชุมเปึนอํานาจของประธานสภา เราต้องยอมรับ ความเปึนจริง ท่านประธานดูด้วยสายตาก็ได้ว่ามันมีแค่ ๒๕๐ กว่าคนไหม วันนี้เรา จําเปึนต้องดูอยู่เรื่อย ๆ อยู่ว่าคนที่นั่งอยู่พูดจาในสภาแล้วไม่ออกเสียงนี่ท่านประธาน วันนี้ถึงเวลาที่จําเปึนจะต้องพูดกันด้วยเหมือนกันว่าอย่างนี้หรือองค์ประชุม ท่านประธาน ผมว่าท่านประธานสามารถใช้วิธีนับโดยวิธีการอื่นได้ด้วย อย่างเช่น ใช้เจ้าหน้าที่สภานับ ก็ได้ นับทีละแถวก็ได้ จะได้เห็นชัดเจนเลยเหมือนกัน ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ประท้วงประธานครับ
พอแล้วคุณหมอวรงค์ครับ
ผมประท้วงประธานครับ
ท่านเชนประท้วงไปเรียบร้อยแล้วครับ
พอดีข้อบังคับที่ท่านเชนพูด ไม่ตรงกัน ไม่ตรงกับที่ผมจะพูดครับ
ว่าอย่างไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานนะครับ ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๗๕ ผมอยากจะย้ํากับประธานว่า การตรวจสอบองค์ประชุมเปึนเอกสิทธิ์ของเพื่อนสมาชิก แต่วิธีการตรวจสอบองค์ประชุม ต้องเปึนไปตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ซึ่งข้อ ๗๕ นี่เขียนไว้ชัดเจนว่าการตรวจสอบองค์ประชุม ต้องใช้เครื่อง เพียงแต่ว่าท่านประธานจะใช้อํานาจของประธานได้ต้องเปึนไปตามข้อ ๗๕ วรรคสอง ก็คือกรณีที่เครื่องเสีย ท่านประธานมีอํานาจของตัวท่านประธานเอง แต่ถ้า เพื่อนสมาชิกจะใช้การตรวจสอบด้วยวิธีการนับต้องเสนอเปึนญัตติ ต้องเสนอเปึนญัตติ จึงจะใช้ได้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสมศักดิ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ท่านประธานผมขออนุญาต ทําความเข้าใจนิดหนึ่ง ท่านได้วินิจฉัยหลังสุดเมื่อสักครู่ให้นับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ ถือว่าเปึนการวินิจฉัยของท่านประธานถือว่าเปึนเด็ดขาดแล้ว แล้วอํานาจในการที่จะให้ นับองค์ประชุมเปึนอํานาจของประธานโดยเฉพาะ ประธานจะวินิจฉัยใช้รูปแบบใดก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งต่างกับการลงมติ เมื่อสักครู่สมาชิกอ้างข้อ ๗๕ นะครับ ข้อ ๗๕ เปึนเรื่องของการลงมติ มันคนละเรื่องกันมาอ้างกันไม่ได้เลยนะครับ เปึนการลงมติแบบเป่ดเผย ข้อ ๗๖ เปึน การลงคะแนนแบบลับ คนละเรื่องนะครับ เพราะฉะนั้นอํานาจตรงนี้เปึนอํานาจของ ท่านประธาน และท่านประธานวินิจฉัยแล้วให้นับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ จบแล้วครับ
ผมขออนุญาตตั้งกรรมการ
ท่านประธานครับ ผมยังประท้วง ท่านประธานอยู่ ท่านประธานครับ ผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์
เอาละครับท่านชํานิ ประธานได้วินิจฉัยไปแล้วครับ
ผมขอประท้วงการวินิจฉัยของ ท่านประธานครับ ท่านประธานดําเนินการตัดสินใจ ที่ผมต้องลุกขึ้นประท้วงเพราะว่า เปึนการวินิจฉัยที่ผิด ข้อท้วงติงของท่านเชน เทือกสุบรรณ เปึนข้อท้วงติงที่มีเหตุผลถูกต้อง ตามข้อบังคับ และท่านประธานก็ได้ใช้สายตาของประธานเองวินิจฉัยได้ว่าคนที่อยู่ใน ห้องประชุมขณะนี้ครบหรือไม่ครบ การลงมติไปแล้วผลปรากฏชัดเจนว่าครบ เกินองค์ประชุมที่มีอยู่จริงเสียด้วยซ้ํา ท่านประธานกลับมาตัดสินใจใหม่ ผมคิดว่า เปึนการตัดสินใจที่ผิดพลาด ท่านประธานจะต้องแก้ไขคําตัดสินใจของท่านประธาน เสียใหม่ครับ
คงไม่ตัดสินใจผิดพลาดหรอกครับ ผมขอนับองค์ประชุมโดยการขานชื่อเพื่อความชัดเจน และขอตั้งกรรมการนับคะแนนดังนี้นะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน
พอแล้วครับ นั่งลงเถอะครับ กรรมการนับคะแนนนะครับ ขอเชิญนางสาวปรีชญา ขําเจริญ จากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช พรรคเพื่อไทย นายพิกิฏ ศรีชนะ พรรคเพื่อแผ่นดิน นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ พรรคภูมิใจไทย นางสาวพัชรี โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนา และนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ พรรคกิจสังคม เชิญเข้าประจําที่ เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการขานชื่อเพื่อนับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ เชิญท่านสมาชิก นั่งลงเถอะครับ เชิญกรรมการที่ได้ประกาศแล้วเข้าประจําที่ครับ ผมทวนอีกทีนะครับ เชิญนางสาวปรีชญา ขําเจริญ ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช นายพิกิฏ ศรีชนะ นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ นางสาวพัชรี โพธสุธน นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ เชิญขึ้นประจําที่ครับ นั่งลงเถอะครับท่านสมาชิก ประธานวินิจฉัยไปแล้ว นั่งเถอะครับ เชิญเข้าประจําที่ครับ ท่านกรรมการที่ผมได้ขานชื่อไปแล้ว พรรคชาติไทยพัฒนา เปลี่ยนจากคุณพัชรี เปึน คุณอุดร นะครับ ท่านสมาชิกนั่งเถอะครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ เดี๋ยวเราขานชื่อกัน เลยครับ เชิญกรรมการเข้าประจําที่ครับจะได้ไม่เสียเวลา นางสาวปรีชญา ขําเจริญ ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช นายพิกิฏ ศรีชนะ นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ คุณอุดร แทนนางสาวพัชรี แล้วก็นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ เชิญเข้าประจําที่ครับ
(นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธาน ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ต้องกราบเรียนว่าท่านประธานสั่งให้นับองค์ประชุม นับองค์ประชุมเสร็จ องค์ประชุมก็ครบ ท่านประธานก็ขานจํานวนองค์ประชุมครบแล้ว แปลว่านั่นคือการนับคะแนนครบถ้วนแล้ว แต่ต่อมามีท่านผู้มีเกียรติได้คัดค้านขึ้นมาขอให้นับโดยวิธีอื่น การนับโดยวิธีอื่น ข้อ ๗๕ บอกแล้วว่าจะต้องเสนอเปึนญัตติและที่ประชุมอนุมัติ ยังไม่ได้เสนอเปึนญัตติ ที่ประชุม ก็ยังไม่อนุมัติ ท่านประธานถ้าผมใช้คําว่า โมเม เสียเอง ก็เกินไป เอาว่าท่านประธาน ตัดสินใจไปเองโดยไม่ได้ขออนุมัติที่ประชุม เพราะฉะนั้นกระบวนการให้ขานชื่อถือว่าไม่ชอบ นอกจากกระบวนการขานชื่อไม่ชอบแล้ว กระบวนการที่นับองค์ประชุมนั้นครบถ้วน ถูกต้องแล้วท่านประธาน เพราะฉะนั้นกระบวนการที่กําลังทําอยู่นี้ไม่ชอบด้วยเหตุด้วยผล ทุกประการครับ
คือท่านสมาชิกครับ ประธานได้วินิจฉัยแล้วให้นับคะแนนโดยการขานชื่อนะครับ คําวินิจฉัย ของประธานเปึนที่สุด นั่งลงเถอะครับ ท่านกรรมการพร้อมแล้วนะครับ ขอเชิญคุณปรีชญา ขําเจริญ จากพรรคประชาธิปัตย์เชิญเข้าประจําที่ครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธาน ประท้วงเปึนไปตามข้อบังคับครับ ไม่ใช่ประท้วงไปเรื่อยครับ
ประธานวินิจฉัยผิดแล้ว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธานครับ เพราะผมรู้สึกว่าขณะนี้ท่านประธานวินิจฉัยโดยที่ไม่มีข้อบังคับ รองรับท่านประธานครับ ผมอ่านดูแล้วข้อบังคับ ข้อ ๒๕ จริงอยู่คล้าย ๆ กับว่าจะให้อํานาจ ประธานในการกําหนดวิธีการตรวจสอบองค์ประชุม แต่ในข้อบังคับข้อนี้ได้เขียนไว้ชัดเจน ว่าท่านประธานต้องปรึกษาหารือที่ประชุมด้วย จึงจะใช้อํานาจนี้ในการกําหนดวิธีการ ตรวจสอบองค์ประชุม ขณะนี้ท่านประธานยังไม่ปรึกษาหารือพวกเราเลยว่า
ท่านสมาชิกครับ ข้อบังคับนี้เราก็ใช้กันมานานพอสมควร ได้มีการนับองค์ประชุมโดยการ ขานชื่อมาแล้วนะครับ วันนี้ประธานขอใช้ดุลยพินิจและวินิจฉัยของประธานขานชื่อ อย่าให้เสียเวลาเลยครับ พร้อมแล้วครับ เชิญท่านเลขาธิการ
ท่านประธานครับ ท่านประธาน ตอบดัง ๆ นะครับว่าท่านประธานใช้ข้อบังคับข้อไหนครับ ท่านประธานช่วยตอบที่ประชุม หน่อยครับว่าท่านประธานใช้ข้อบังคับข้อไหนครับ ต้องมีหลักการครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกกรุณานั่งเถอะครับ เราจะดําเนินการแล้วครับ คือกรณีที่มีการนับองค์ประชุม แล้วมีกรณีทักท้วงว่าองค์ประชุมอาจจะไม่ครบ ประธานเห็นว่าเพื่อให้การประชุมดําเนินการ ต่อไปได้แล้วก็ให้องค์ประชุมมันชัดเจน ประธานก็ใช้อํานาจ ใช้ดุลยพินิจของประธานที่จะ ให้มีการขานชื่อเพื่อให้ทุกอย่างมันถูกต้อง มาตรานี้ก็เปึนมาตราสําคัญที่เราก็พูดกัน อยู่ตลอด ใช้เวลาตั้งเกือบ ๓ ชั่วโมงนะครับ พร้อมหรือยังครับกรรมการ คุณปรีชญา สละสิทธิหรือครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานตอบ ให้ได้ก่อนสิครับว่าท่านประธานใช้ข้อบังคับข้อไหนครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปรีชญา ขําเจริญ ดิฉันเคารพท่านประธานนะคะในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในการตัดสินใจของท่านประธาน แต่ดิฉันก็เคารพตัวดิฉันเองด้วยค่ะเพราะว่าดิฉันเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ถึงจะเปึนสมัยแรกแต่ในที่ประชุมถ้ามองกันด้วยตาเปล่าแล้ว ก็เห็นชัดว่าองค์ประชุมเยอะแยะ แล้วก็จะมาให้นับองค์ประชุมรายคนเสียเวลาของสภา มาก ๆ ซึ่งดิฉันรับหลักการตรงนี้ไม่ได้จริง ๆ ต้องกราบขออภัยท่านประธานนะคะ จะให้ ดิฉันไปเปึนกรรมการตรงนั้นดิฉันต้องขอสละสิทธิ แล้วก็ขอให้ท่านประธานเสนอชื่อคนอื่น ก็แล้วกันค่ะ ดิฉันขอขอบคุณค่ะ
ถ้าท่านปรีชญา ขําเจริญ สละสิทธิ ขอท่านนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับอยากจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในขณะที่ท่านประธานได้ตัดสินใจไปเปึนการตัดสินใจที่ไม่มี ข้อบังคับรองรับ แล้วผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะครับว่าที่ท่านประธานตัดสินใจไป ท่านประธานตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร เพราะผมเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมาย ที่สําคัญ แล้ววันนี้เราก็อยากให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปด้วยความราบรื่น ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทําไมเพื่อนสมาชิกพรรคฝ์ายค้าน ท่านมีอะไรกับศาลรัฐธรรมนูญนักหนาหรือครับ ถึงได้ต้องเตะถ่วงเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ
ผมขอพักการประชุม ๕ นาทีครับ
พักการประชุมเวลา ๑๙.๐๒ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๙.๐๙ นาฬิกา
เชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ ปัญหาเกิดขึ้นทั้งสองฝ์ายนะครับ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นเราก็ต้องหาข้อยุติในสภานี้เปึนหลัก ถือว่าสภานี้เปึนสภาอันทรงเกียรติที่เราจะต้องปรึกษาหารือกันในทางที่เปึนไปได้อย่างดีที่สุด ผมก็อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ขอปรึกษาอีกทีหนึ่งครับ ขอปรึกษาที่ประชุมทุกท่านให้แต่ละฝ์าย แสดงความคิดเห็นครับ เชิญคุณวิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิเชียร ขาวขํา พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี อยากกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผล และข้อบังคับที่ท่านประธานนํามาใช้ในข้อ ๒๕ นั้น เปึนเรื่องที่ถูกต้อง และนอกจากนั้น เราจะต้องดูข้อบังคับ ข้อ ๗๗ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อมาสนับสนุนข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ซึ่งสมาชิก สงสัยเหลือเกินว่าท่านประธานใช้ข้อบังคับที่เท่าไรในการตัดสินใจในเรื่องนี้ นอกจากข้อบังคับ ข้อ ๒๕ แล้ว ข้อบังคับ ข้อ ๗๗ ยังบอกไว้ว่าเมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ (๑) แล้ว ถ้าสมาชิกร้องขอให้มีการนับใหม่โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนโดยวิธีตามข้อ ๗๕ (๒) ก็คือการขานชื่อ เว้นแต่คะแนนเสียงต่างกันเกิน ๒๕ คะแนน เมื่อสักครู่นี้ ๒๔๔ คะแนน ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งไปเพียง ๖ คะแนนเท่านั้น ซึ่งชอบที่จะทําได้ ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลของฝ์ายค้าน
ประการแรก ก็คือคะแนนที่ออกมาก้ํากึ่งสูสีจะเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่ ซึ่งเปึน เหตุสงสัยของฝ์ายค้านได้ว่ากดคะแนนแทนกันหรือไม่ อันนี้เราไม่ได้ว่ากดคะแนนแทนกัน หรือไม่ แต่ว่ามีเหตุสงสัย
ประการที่สอง ในเมื่อฝ์ายค้านไม่มีเครื่องมือในการจะต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งเสียงข้างมากได้ การระงับยับยั้งกฎหมายบางฉบับจําเปึนต้องใช้วิธีนี้ นี่คือเหตุผล เพราะฉะนั้นเหตุผลซัพพอร์ต (Support) ๒ ประการนี้ ผมเชื่อว่าประธานคงวินิจฉัยได้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ปรึกษาหารือกําหนด วิธีการชอบแล้ว แต่ว่าด้วยความเคารพท่านประธานครับ ข้อ ๗๕ ซึ่งเราใช้มาโดยตลอด บอกว่าการลงคะแนนเสียงต้องใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนน ซึ่งท่านประธานที่นั่ง เมื่อสักครู่นี้ก็ใช้วิธีนั้นละครับ ในวรรคสาม ข้อ ๗๕ บอกว่าจะใช้วิธีการตาม (๒) ก็คือเรียกชื่อสมาชิกตามหมายเลข หรือ (๓) คือวิธีการอื่นใดซึ่งที่ประชุมเห็นสมควรได้ ต่อเมื่อสมาชิกเสนอญัตติแล้วที่ประชุมอนุมัติ ด้วยความเคารพต่อดุลยพินิจ ของท่านประธานที่นั่งคนก่อนนี้ หลังจากที่สภาได้อ่านคะแนนเรียบร้อยแล้ว แล้วท่านประธาน ไปใช้วิธีอื่นโดยไม่ได้เสนอญัตติ และที่ประชุมยังไม่อนุมัติ ผมเห็นว่าดําริของท่านประธาน คนก่อนไม่ชอบ ขอได้โปรดวินิจฉัยครับ
ด้วยเหตุนี้ผมจึงปรึกษาครับ เอาข้อ ๒๕ มาปรึกษาท่านในที่ประชุมนี้เปึนคนชี้ขาดนะครับ เพราะว่าประธานไม่มีอํานาจ ที่จะชี้ขาดอะไร ก็เอาตามที่เขาเสนอมานะครับ เอาฝ์ายทางนี้ก่อนครับ เชิญคุณหมอ ประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ ผมมีข้อโต้แย้งกับเพื่อนสมาชิกฝ์ายรัฐบาล คําวินิจฉัยของประธานถือเปึนที่สุด ท่านประธาน มานั่งก็ต้องทําหน้าที่ คําวินิจฉัยของประธานไม่ใช่ท่านสามารถลุกไปแล้วท่านมานั่ง ก็ยังเปึนประธานอยู่ คําวินิจฉัยนี่เปึนคําวินิจฉัยที่ออกมาแล้ว ผมอยากเรียนครับ ข้อบังคับ เรามีปัญหา เพราะอะไรครับ เราไปแก้ไขข้อ ๒๕ เมื่อก่อนเขาจะเขียนการนับองค์ประชุมเปึนเอกสิทธิ์ของ ส.ส. อยู่ในข้อนี้เลย แต่เราไปเอาออกแล้วบอกว่าถือว่าเปึนประเพณีปฏิบัติ การนับองค์ประชุมครั้งที่ ๒ เขียนไว้ เมื่อก่อนต้องขานชื่อครับ แต่ปรากฏว่าเอาออกหมดเลย ผมเปึนกรรมาธิการยกร่างข้อหนึ่ง เขาบอกว่าละไว้ในฐานะที่เปึนประเพณีปฏิบัติ ผมก็ไม่ทราบว่าเพื่อนสมาชิกลืมประเพณี ปฏิบัติไปหรืออย่างไร ไปอ้างข้อ ๗๕ ข้อ ๗๖ ข้อ ๗๗ นั้นมันคนละเรื่องกัน เมื่อก่อนเราละไว้ ในฐานที่เข้าใจ ผมถึงฝากท่านประธานครับ คําวินิจฉัยเปึนที่สุดแล้ว ข้อ ๖๓ ท่านจะมา ปรึกษาหารืออีกไม่ได้ครับ ไม่อย่างนั้นคําวินิจฉัยของท่านจะไม่มีใครเคารพอีกต่อไปครับ
คือว่าปัญหามันมีเกิดขึ้น ทั้ง ๒ ฝ์ายต่างไม่ยอมกัน ผมจําเปึนจะต้องปรึกษาหารือ ผมยังไม่ได้ชี้ขาดอะไรเลย เพราะว่าทางท่านก็ว่าถูก ทางนี้ก็ว่าถูก ก็ต้องปรึกษาหารือกัน เชิญคุณธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าสภาแห่งนี้ได้วินิจฉัยเรื่องของการนับองค์ประชุม หรือลงมติผิดพลาดมาตลอดท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือการที่ท่านประธานใช้ ข้อ ๗๕ (๑) (๒) (๓) ก็ดี ข้อ๗๗ ก็ดี ท่านประธานจะเห็นได้ว่า ในการเขียนเขาเขียนว่า การออกเสียงลงคะแนนเป่ดเผยมีวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้ ๑. ใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนนตามที่ประธานกําหนด ๒. เรียกชื่อสมาชิกตามหมายเลข ประจําตัวสมาชิกให้ออกเสียงลงคะแนนเปึนรายคนตามวิธีที่ประธานกําหนด ๓. วิธีอื่นใด ที่ประชุมเห็นสมควรเฉพาะกรณี แล้วในวรรคสี่การออกเสียงลงคะแนนให้ใช้วิธีตาม (๑) จะใช้วิธีตาม (๒) หรือ (๓) ได้ต่อเมื่อสมาชิกเสนอญัตติและที่ประชุมอนุมัติ และเมื่อมีการ นับคะแนนเสียงใหม่ตาม ข้อ ๗๗ ท่านประธานครับ เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๗๕ จะเห็นไหมครับว่าทั้งใน ข้อ ๗๕ ข้อ ๗๗ ใช้คําว่า ออกเสียงลงคะแนน นั่นหมายถึง อะไรครับ หมายถึงว่าเมื่อสภาได้ปรึกษาหารือหรือดําเนินกระบวนการมาจนถึงขั้นลงมติ ออกเสียงลงคะแนน และคะแนนเสียงที่ออกมานั้นก่ํากึ่งกันระหว่างคะแนนเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อยไม่เกิน ๒๕ คะแนน ถึงจะไปใช้กระบวนการตามข้อ ๗๕ หรือข้อ ๗๗ แต่ท่านประธานไม่เคยดูข้อ ๑๘ เลยครับท่านประธาน ข้อ ๑๘ เขียนไว้ชัดว่า ก่อนเข้าประชุมทุกครั้งให้สมาชิกมาประชุมลงชื่อในเอกสารจัดที่ไว้ หรือแสดงตน ตามระเบียบที่ประธานสภากําหนด นั่นหมายความว่าอะไรครับ หมายความการแสดงตน เพื่อให้นับองค์ประชุมกับการลงมติไม่เหมือนกันครับ ที่ประชุมสภาแห่งนี้จะปรึกษาหารือ เรื่องอะไรไม่ได้เลย ถ้าที่ประชุมไม่ครบองค์ประชุม เมื่อปรากฏต่อที่ประชุมว่าสภาครบองค์ประชุม แล้วก็เปึนหน้าที่ของสภาจะต้องดําเนินการประชุมต่อไปครับ แต่ไม่ใช่เอามาตราของการ ลงมติลงคะแนนมาคาบเกี่ยวกับการแสดงตนครับซึ่งไม่ใช่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากกราบเรียน ก็คือว่าที่ไม่ใช่ก็เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะถ้าจะใช้ในข้อ ๗๗ เปึนเรื่องของการ นับคะแนนที่คะแนนเสียงต่างกันไม่เกิน ๒๕ เสียง มันคนละเรื่องกันท่านประธานครับ การนับองค์ประชุมนั้นมันไม่มีคะแนนเสียงต่างกัน ๒๕ เสียงหรอกครับ มันนับองค์ประชุม หมายถึงว่าเมื่อครบองค์ประชุมที่ประชุมทําหน้าที่ได้ต่อไป แต่เมื่อไรก็ตามที่ปรากฏว่า ที่ประชุมนี้อยู่ไม่ครบองค์ประชุมจะปรึกษาหารืออะไรไม่ได้ และเปึนสิทธิที่เพื่อนสมาชิก จะขอให้มีการนับองค์ประชุม ซึ่งประธานก็ได้ให้สมาชิกแสดงตนแล้ว เมื่อแสดงตน ปรากฏว่าครบองค์ประชุมที่ประชุมก็ต้องประชุมต่อไป ส่วนเรื่องของการแสดงตน กับการลงมติเปึนคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจ ในการวินิจฉัยเรื่องนี้ใหม่ท่านประธานครับ
ผมรู้ครับ ผมนั่งอยู่ ก็ท่านพลาดหน่อยก็ไม่เปึนอะไรครับ ความจริงการนับองค์ประชุมยังไม่ได้ลงคะแนนเสียง อันนี้เราก็ต้องวินิจฉัย เชิญคุณประเสริฐครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมมีข้อคิดเห็นสําคัญอยู่ ๒ ประเด็นครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือท่านประธานสามารถนั้นได้วินิจฉัยเปึนที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบการนับองค์ประชุมแล้ว จึงมิชอบที่ท่านประธานนั้น จะนําเรื่องนี้มาหารือใหม่อีกครั้งหนึ่ง นั่นเปึนเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ก็คือการที่มีสมาชิกจากพรรครัฐบาลได้มาแสดงความคิดเห็นว่า การเสนอนับองค์ประชุมนั้นต้องเสนอเปึนญัตติ กระผมกราบเรียนข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ประมาณวรรคสี่ การออกเสียงลงคะแนนให้ใช้วิธีตาม (๑) ก็คือใช้เครื่องออกเสียง ใช้วิธีตาม (๒) ก็คือขานชื่อ หรือ (๓) เปึนวิธีที่ที่ประชุมเห็นสมควรได้ต่อเมื่อสมาชิกเสนอ เปึนญัตติและที่ประชุมอนุมัติ หรือเมื่อมีการนับคะแนนใหม่ตามข้อ ๗๗ การนับคะแนนใหม่ ตามข้อ ๗๗ นี่ละครับไม่จําเปึนต้องมีการเสนอเปึนญัตติ ท่านประธานครับ เพราะว่า คะแนนเสียงที่ต่างกันกึ่งหนึ่งนั้นต่างกันแค่ ๔ คะแนน เพราะฉะนั้นเปึนเอกสิทธิ์ ของสมาชิกโดยชอบในการที่จะใช้เอกสิทธิ์ในการตรวจสอบองค์ประชุม ท่านประธานที่เคารพ อย่าซื้อเวลาครับ ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องเดินต่อ หรือทางเลือกสุดท้ายท่านประธานป่ดประชุมไปเถอะครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณนิพนธ์ บุญญามณี ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านประธานได้ทําเปึนไปตามข้อบังคับ แล้วก็ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยในคําอภิปรายของท่านสมาชิกที่บอกว่าคําวินิจฉัยของ ท่านประธานคนก่อนนั้นเด็ดขาดไปแล้ว ถ้าท่านจะได้อ่านข้อบังคับ ข้อ ๖๓ นั้น ใช้เฉพาะกรณีที่ประท้วง ผมจะอ่านข้อบังคับ ข้อ ๖๓ สมาชิกผู้ใดต้องการที่จะ ประท้วงว่ามีการฝ์าฝ๋นข้อบังคับให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ประธานต้องให้โอกาส ผู้นั้นชี้แจง แล้วให้ประธานวินิจฉัยว่าได้มีการฝ์าฝ๋นข้อบังคับตามที่ประท้วงหรือไม่ คําวินิจฉัยของท่านประธานถือเปึนเด็ดขาด กรณีข้อ ๖๓ นี้ใช้เฉพาะกรณีที่ประท้วงเท่านั้น แต่ว่าเมื่อสักครู่ท่านประธานครับไม่ได้มีการประท้วง เพียงแต่บอกว่าไม่ครบองค์ประชุม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าดุลยพินิจที่ท่านประธานคนก่อนทําหน้าที่นั้น แล้วได้บอกว่า องค์ประชุมครบแล้ว ครบก็คือครบครับท่านประธาน มันตีความเปึนอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าท่านประธานใช้บรรทัดฐานนี้ บอกว่าเมื่อครบแล้วจะให้ทําอย่างอื่นอีก การนับองค์ประชุม ก็ต้องนับกันไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรายอมให้ดําเนินการอย่างนี้บันทึกไว้ มันจะเปึนประเพณีปฏิบัติต่อไปของสภาซึ่งเปึนประเพณีที่ไม่ถูกต้องและผิดเจตนารมณ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ท่านประธานจะได้ดําเนินการ ต่อไปนั้น ผมคิดว่าท่านประธานมีดุลยพินิจว่าท่านจะดําเนินการประชุมอย่างไรต่อไป ผมคิดว่าเมื่อสักครู่ถ้าท่านประธานจะไปถือเอาว่าองค์ประชุมครบแล้วก็ดําเนินการต่อไป ผมคิดว่าโดยชอบ ขอบพระคุณครับ
คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ประเพณีปฏิบัติของเราปฏิบัติกันมาช้านานตั้งแต่มีสภามา วันนี้เราเปึน ฝ์ายค้าน เราเสียงข้างน้อย ท่านประธานคนก่อนท่านก็วินิจฉัยไปแล้ว ถ้าท่านทําแบบนี้ ถ้าเรื่องสําคัญ ถ้าท่านประธานคนก่อนขึ้นมานั่งแล้วก็ลงไปแล้ววินิจฉัยไว้ ท่านขึ้นมาใหม่ ท่านก็มากลับคําวินิจฉัย ผมว่าไม่ถูกต้อง ท่านประธานครับ เสียงมีอยู่ ๒๔๓ เสียง ปรากฏว่าผมมีชื่อในรายงานนี้ด้วยว่าเปึนผู้แสดงตน ทั้ง ๆ ที่ผมได้ถอดบัตรออกแล้ว แต่ยังมีชื่อผมอยู่ ท่านชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ซึ่งไม่ได้กด ยังไม่ได้กด แต่ก็มีชื่ออยู่ในนี้แล้ว ว่าที่ร้อยตรี ปรีชาพล ๓ ท่านครับ จริง ๆ แล้วเสียงมีอยู่ ๒๔๐ เท่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่ากดแทนกันหรือเปล่า พ้นมาแค่ ๒ เสียง ผมขอท่านประธานว่าอย่างไรขอความยุติธรรม ครั้งนี้ขอนับครั้งหนึ่ง แล้วเราจะไม่กวนท่านประธานอีก ผมคิดว่าไม่ครบ ไม่ครบท่าน เรามีรายงานหมดแล้ว ถ้าขานชื่อ ถ้าไม่มีตามนี้ท่านจะว่าอย่างไร ท่านประธานครับ อย่างไรขอให้มันมีประเพณี อย่างนี้ไว้ในสภาสักครั้งเถอะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
คุณเชน
ท่านประธานครับ
เดี๋ยวครับ สลับกันครับ
ไม่สลับครับ เขาพาดพิงผมครับ ท่านประธานต้องให้สิทธิผมก่อน
ต้องสลับกันครับ
ไม่ครับ เขาพาดพิงผมครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ เรื่องเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่าผม
เอาไว้ เดี๋ยวครับ ให้เขาพูดก่อน แล้วเดี๋ยวจะให้พาดพิง นั่งลงก่อนนะครับ
เข้าใจครับท่านประธาน อย่างนั้น มันก็ไปคนละเรื่องครับท่านประธาน
ไม่ครับ เรื่องเดียวกันครับ เชิญนั่งลงก่อนครับ เชิญคุณเชน
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ โดยดําริของท่านประธานที่ใช้ ข้อ ๒๕ เพื่อจะปรึกษาหารือ กับที่ประชุม ผมคิดว่าชอบ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ผมได้ทักท้วงท่านประธาน กรณีท่านประธานได้อ่านคะแนนผู้เข้าร่วมประชุมครบแล้ว แล้วก็ประกาศแล้ว มาภายหลังมีท่านสมาชิกขอลุกขึ้นใช้สิทธิโดยอ้างว่า อ้างเอกสิทธิ์ ซึ่งเคยเรียน ท่านประธานกันหลายครั้งว่า ในข้อบังคับซึ่งเรายึดถือนี้นะครับ จะไม่มีเอกสิทธิ์ แล้วก็ใช้ข้อบังคับเปึนตัวหลักในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด จะเปึน ท่านประธาน จะเปึนผมหรือจะเปึนใครก็ตาม ก็ต้องยึดข้อบังคับ แต่การวินิจฉัยของ ท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ที่ให้การนับองค์ประชุมใหม่โดยการขานชื่อ ไม่มีข้อบังคับข้อใด รองรับเลย ซึ่งเปึนการใช้อํานาจ ซึ่งอยู่เหนือข้อบังคับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึนเรื่องที่น่าระวัง แล้วก็ต้องเรียนท่านประธานนะครับว่า ข้อ ๗๗ ที่อ้างเปึนเรื่องของการลงมติ แต่การลงมตินี้ เมื่อเราเอามาใช้โดยอนุโลม ผมก็ทักท้วงท่านประธานว่า โดยสายตาท่านประธานครับ แม้ว่ามีเสียงข้างพวกผมที่อยู่กันเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ถามว่าซีกข้างที่บอกว่าไม่ลงคะแนน ไม่กดบัตรอยู่ในองค์ประชุมไหม ท่านอยู่ในองค์ประชุมไหม ท่านอยู่ในสภานี้ไหม ท่านเปึนสมาชิกของสภานี้ไหม
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ ท่านประธาน
ซึ่งเปึนเรื่องที่ผมคิดว่า ท่านประธานต้องวินิจฉัยในเรื่องนี้ด้วยครับ
ทําให้พวกผมเสียหาย ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ
ไม่ต้องประท้วงหรอกครับ รู้ ๆ กันอยู่ครับ
ด่าเสร็จก็นั่งเลย เดี๋ยวต่อไปผมทําบ้าง ผมไม่ได้ทํามานานครับ ถ้าท่านทําอย่างนี้เดี๋ยวผมจะทําเรื่อย ๆ ทําเปึนตัวอย่างได้ใช่ไหม ท่านประธาน เปึนตัวอย่างได้นะ คุณเชนทําอย่างนี้ ต่อไปผมจะทําตลอด และท่านอย่าโวยวายนะ ท่านอย่าโวยวาย
ก็พอแล้วครับ เชิญคุณชัยวัฒน์ เรื่องนี้นะครับ ไม่ใช่เรื่องอื่นนะครับ
ครับผม ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยนาท ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ตามที่ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ท่านได้กล่าวบอกว่าผมเองนั้นไม่ได้แสดงตนแล้วก็ปรากฏชื่อนั้น ผมเองนั้นเมื่อสักครู่นี้โดยปกติที่นั่งผมนั่งติดกับท่านพิเชษฐ์ครับ ท่านพิเชษฐ์เห็นครับ ผมเองก็เรียนท่านพิเชษฐ์ครับ ไม่ได้กดครับ ท่านพิเชษฐ์ก็ดูครับ มันขึ้นกันอยู่แล้วครับ ตอนทีแรกนะครับท่านประธาน จะบอกให้สั่งให้ล้างใหม่แล้ว เสร็จเรียบร้อยผมเห็นบอกว่า จํานวนคนไม่มากครับ คงไม่ถึงองค์ประชุมแน่นอน ผมก็เลยบอกว่าไม่ต้อง ๆ แต่ปรากฏว่า อย่างไรท่านประธาน มันเกินกว่ากันนิดเดียวครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ มีนอกมีในครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวจะไม่มีนอกไม่มีในครับ คุณอาคมครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ต่อข้อ ๒๕ ที่ท่านประธานได้หารือ ที่ประชุม ผมก็ขออนุญาตร่วมหารือด้วย ท่านประธานครับ ถ้าเราจะวินิจฉัยกัน ตามข้อ ๗๗ ประธานคนก่อนที่ลงไป ที่จริงก็เสียมารยาทนะครับ ที่จริงเมื่อท่านประธาน ขึ้นมาต้องลุกขึ้นเลย แต่ไม่ยอมลุกขึ้นนั่งทู่ซี้อยู่ นั่นก็เปึนการเสียมารยาทครั้งที่ ๑ ที่ผมเห็นแล้ว แต่ในข้อ ๗๗ เมื่อมีการนับคะแนนโดยการกดชื่อโดยการใช้เครื่อง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมประท้วงครับ
เมื่อมีการนับคะแนนโดยการกดคะแนนออกมา ๒๔๓ เสียง ข้อ ๗๗
ให้เขาพูดก่อน ผมฟังอยู่ ให้เขาพูดก่อน
ถ้าทิ้งไว้นานท่านประธาน ท่านเก่าจะเสียหายนะครับ
ผมอยากให้ผมพูดจบก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยประท้วง เพื่อจะได้ติดต่อกันนะครับ เมื่อคะแนนออกมา ๒๔๓ เสียง สมาชิกฝ์ายค้านขึ้นมา ตามข้อ ๗๗ ขึ้นมาเพื่อให้นับคะแนนใหม่แล้วอ้างว่าเปึนเอกสิทธิ์ จริงครับการนับคะแนน เปึนเอกสิทธิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเปึนเอกสิทธิ์ แล้วชี้ไปยังประธานว่าให้นับโดยการขาน ชื่ออย่างนั้นทําไม่ได้ เปึนเอกสิทธิ์ในการลุกขึ้นมายืน แล้วก็บอกว่าให้นับองค์ประชุม นั่นก็คือเอกสิทธิ์ ได้ แต่ไม่ใช่ต่อไปบอกว่าให้นับโดยการขานชื่อ มันทําไม่ได้ครับ ข้อ ๗๗ เขาบอกว่านับโดยการขานชื่อต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ตรงนี้ละครับ ที่ท่านประธานสามารถพลาด ถ้าท่านประธานสามารถบอกว่าจะนับโดยการขานชื่อ คุณต้องให้รับรอง ๒๐ คน อย่างนี้ถูกต้อง แต่บังเอิญมันพลาด พอพลาดท่านก็ไปสั่งว่า ให้นับคะแนนโดยการขานชื่อ นั่นละผิด วินิจฉัยผิด ผมจึงบอกว่าวันนี้ที่ท่านประธานชัย ขึ้นมานี่ถูกแล้ว ท่านสั่งพักการประชุม เมื่อพักการประชุมเสร็จ เป่ดการประชุมใหม่ ท่านเป่ดการหารือ เมื่อเกิดการหารือก็พบข้อเท็จจริงว่าผู้เสนอเสนอผิดข้อบังคับ ท่านชัย ก็สามารถใช้คําวินิจฉัย ข้อ ๒๕ ข้อ ๒๕ คือท่านสามารถให้นับใหม่ด้วยวิธีที่ท่านสั่งก็ได้ คือกดเครื่องอีกครั้งหนึ่ง ก็ทําได้ ผมคิดว่าถึงจะถูกต้อง แต่ไม่ใช่ว่าให้นับโดยการขานชื่อผิด แน่นอนครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ประท้วงหรืออย่างไรครับ คือคุณประเสริฐเขาประท้วง ผมยังไม่ได้ให้พูดเลย
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ครับ พรรคเพื่อไทย นครราชสีมา ผมประท้วงท่านสมาชิก ซีกรัฐบาลที่อภิปรายกล่าวหาใส่ร้ายผู้อื่นครับ โดยการกล่าวหาท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ว่าเสียมารยาท ข้อความนี้เสียหายท่านประธานครับ เพราะท่านประธานสามารถนั้น ได้ทําตามข้อบังคับทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อบังคับ ข้อ ๒๕ เปึนอํานาจของประธาน การที่ท่านสมาชิกมากล่าวเช่นนี้ ผมคิดว่าท่านมีวุฒิภาวะ ท่านไม่น่ากล่าวคํานี้ ท่านประธานวินิจฉัยให้ถอนคําพูดด้วยครับ ท่านประธานครับ
คือให้ถอนอย่างไร ว่ามาเลย
คําว่า เสียมารยาท ออก ท่านประธานครับ
ท่านอาคมช่วยกรุณาถอน สักหน่อยเถอะครับ
ท่านประธานครับ ก่อนถอนก็ต้องพูดกัน สักนิดนะครับ คือโดยหลักที่คุณขึ้นมาอบรมผมนั้น ผมก็พอรับฟังได้ เพราะผมถือว่า ผู้แทนราษฎรในสภานี้ก็ไม่มีใครเหนือใครนะครับ ถือว่าเปึนสิทธิเท่ากัน แต่ที่ผมพูดนี่ ผมพูดจากข้อเท็จจริงที่ผมนั่งอยู่ในสภานี้ โดยหลักนี่เวลาประธานเขานั่ง ประธานเขามี ลําดับ ๑ ลําดับ ๒ ลําดับ ๓ เมื่อคนที่มีลําดับสูงขึ้นมาขึ้นมานั่งรอนี่ โดยหลักเขาต้องลุกขึ้น ให้ประธานคนที่ ๑ มานั่งประชุมแทน นั่นละผมเลยบอกว่าเสียมารยาท
ท่านประธานผมประท้วงครับไม่รู้ว่า ใครเสียมารยาท ท่านประธานผมก็เคยเห็นท่านประธานมานั่งรออยู่ ไม่เคยมี แล้วเขาก็รออยู่
อันนี้ประธานยังไม่ได้อนุญาตแล้วโผล่ขึ้นมาพูด อ้ายนี่ละเสียมารยาท
นี่ก็เสียมารยาทอีกเหมือนกัน เขาก็เสีย มารยาท
นี่โผล่ขึ้นมาได้อย่างไรล่ะประธาน
ผมว่าเขาเสียมารยาทมากกว่านะ ท่านประธาน
พูดคนละทีครับ คนละทีครับ
ประธานวินิจฉัยให้เขาถอน แล้วเขามา ด่ากลับอีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้ไม่เสียมารยาท แปลว่าอะไรครับท่านประธาน
ก็เสียมารยาททั้งคู่ละครับ
ท่านประธานครับ เพื่อให้สภานี้มันไปได้ นะครับ ถ้าสิ่งที่ผมพูดนั้น ถ้าเพื่อนสมาชิกฟังดูแล้วไม่ระคายหู ผมก็ยินดีที่จะถอนนะครับ แต่ว่าด้วยความสัตย์จริงครับ โดยปฏิบัติในสภานี้เขาทํากันมานานแล้วครับ ก็ต้องเปึน อย่างนั้นนะครับ ผมขอถอนครับท่านประธาน
ครับ ขอบพระคุณครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไรครับท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านประธานครับ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ข้อ ๒๕ ครับ เรื่องของการ นับองค์ประชุมนี่มันเปึนสิทธิ เปึนอํานาจของท่านประธานอยู่แล้วครับ
นี่ผมกําลังปรึกษานะครับ ผมยังไม่ใช่อํานาจเลย ผมกําลังปรึกษา ปรึกษาทั้ง ๒ ฝ์ายนะครับ
ท่านประธานครับ ท่านมีอํานาจ ตามข้อ ๒๕ ท่านเห็นสมควรอย่างไร ท่านตัดสินใจได้แล้วครับ ไม่อย่างนั้นก็เสียเวลาอยู่ อย่างนี้ละครับ แล้วที่สําคัญท่านครับ ประธานคนก่อนได้วินิจฉัยเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ถูกต้องนะครับ ท่านก็ต้องเดินต่อจากท่านประธานที่ได้วินิจฉัยเอาไว้หลังสุดครั้งเมื่อสักครู่ ซึ่งเปึนอํานาจ ของท่านประธานอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะต้องมาปรึกษาหารือครับ
ผมมีเหตุผลที่ผมต้อง ปรึกษาหารือ เพราะทั้ง ๒ ฝ์ายต่างมีเหตุมีผล แล้วก็ประท้วงกันตลอด แล้วก็ไม่มีใคร ฝ์ายนี้เขาก็ไม่ตั้งกรรมการมาร่วม ๖ คน เราก็ฟัง ผมก็อยู่ตรงนี้ แต่ผมก็บอกท่านสามารถ ว่าเมื่อเขาไม่ยอมมันก็ไม่ครบองค์เลย ๖ คน มา ๕ คน ขาด ๑ คน
ท่านประธานครับ
ว่ามา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช กระผมต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ เพราะว่าบรรทัดฐานในการที่จะ ตรวจสอบองค์ประชุมนั้นผมคิดว่าควรจะพูดให้เกิดความชัดเจนนะครับ การตรวจสอบ องค์ประชุมนั้นจะต้องดําเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ในมาตรา ๑๒๖ ได้มีบทบัญญัติไว้ชัดเจนว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น ให้ถือเอาเสียงของที่ประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกเปึนองค์ประชุม บทบัญญัตินี้เปึนบทบัญญัติที่มี ความสําคัญมากสําหรับการประชุมสภา ซึ่งให้ถือว่าองค์ประชุมจะมีความสมบูรณ์ หรือไม่ก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบองค์ประชุม ในช่วงหลังนี้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ วินิจฉัยการประชุมของสภานิติบัญญัติแล้ว ก่อนลงมติใด ๆ ก็แล้วแต่ท่านประธาน จะใช้วิธีการในการตรวจสอบองค์ประชุมทุกครั้ง ซึ่งท่านประธานก็ได้ใช้ข้อบังคับ ข้อที่ ๑๒๕ คือการตรวจสอบองค์ประชุมของท่านประธานใช้วิธีการเสียบบัตรและนับคะแนน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าโดยวิธีปฏิบัติและโดยรัฐธรรมนูญ สอดคล้องตามอํานาจของ ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ที่อยากจะให้พวกเราได้ถือเปึนบรรทัดฐานต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผ่านมามีเพื่อนสมาชิกได้หยิบยกเอาในส่วนที่ ๔ ของข้อบังคับ คือการลงมติ ผมคิดว่าเปึนคนละส่วนกับการตรวจสอบองค์ประชุมครับ เพราะการลงมตินั้น เปึนเรื่องที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัยในการออกคะแนนนะครับ ถ้าเปึนเช่นนั้นท่านประธาน ก็ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๕ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะให้เปึนบรรทัดฐานในที่ประชุมนี้ ว่าต่อไปถ้ามีการตรวจสอบองค์ประชุม ซึ่งก็เปึนสิทธิ เอกสิทธิ์ของเพื่อนสมาชิก ที่จะตรวจสอบองค์ประชุมได้ แต่ท่านประธานจะต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ที่จะต้อง ดําเนินการในการตรวจสอบองค์ประชุม นั่นคือการใช้วิธีเสียบบัตร แล้วก็นับองค์ประชุม นะครับ ผมจึงขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าในกรณีของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ นั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติในข้อบังคับใด ๆ เลยว่าจะให้ตรวจสอบองค์ประชุมโดยวิธีการใด เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานจะได้วินิจฉัยและเปึนบรรทัดฐานเหมือนที่ประธานเคย วินิจฉัยไว้แล้ว ผมคิดว่าจะเปึนเรื่องที่ถูกต้อง และขอให้ประธานได้ยุติในเรื่องนี้เพื่อจะ ดําเนินการต่อไป มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะเปึนข้อกล่าวหาได้ว่าการดําเนินการ โดยเอาข้อบังคับขึ้นมาเปึนการป์วนการประชุมสภา ซึ่งผมไม่อยากเห็นเช่นนั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานได้วินิจฉัยให้เปึนข้อยุติที่ชัดเจนครับ ขอบคุณครับ
คุณชลน่าน เห็นมีชื่ออยู่ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ผมต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานในประเด็นที่ท่านได้ยกขึ้นมา แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วผมก็มีความเห็น เหมือนกับสมาชิกหลายท่านว่าการวินิจฉัยของท่านประธานได้เข้าสู่กระบวนการ ที่จะดําเนินการตามข้อวินิจฉัยไปแล้ว แต่ก็ให้เกียรติท่านประธานเมื่อท่านขึ้นมา ท่านอยากจะหาวิธี หาทางออกให้สภาแห่งนี้ ท่านก็ใช้อํานาจของท่านเองตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๒๕ เป่ดการหารือใหม่ วินิจฉัยใหม่ได้ แต่โดยข้อเท็จจริงท่านประธานครับ ในการที่จะใช้สิทธิหรือเอกสิทธิ์ในการตรวจสอบองค์ประชุมของฝ์ายค้าน ซึ่งเปึนเสียงข้างน้อย ท่านประธานวิปฝ์ายรัฐบาลพูดเองนะครับว่าเปึนเอกสิทธิ์ มันเปึนวิธีการหนึ่งที่ฝ์ายค้าน จะต้องใช้เพื่อเข้าสู่กระบวนการของกระทําในสิ่งที่จะเปึนประโยชน์สุดกับบ้านกับเมือง กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่เรามาร่วมกันตราพระราชบัญญัติหรือตรากฎหมาย และเปึนกฎหมาย สําคัญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ย่อมเปึนสิทธิเลยครับ สมัยก่อนมีการเขียนไว้ ในข้อบังคับ กรรมการชุดนี้ไปยกเลิกมา พอยกเลิกเสร็จแล้วกรรมการยกร่างแล้วสภา ของเราที่ตราข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ ข้อบังคับนี้ออกตามรัฐธรรมนูญครับ มาตรา ๑๒๖ พูดถึงองค์ประชุมตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่เขียนในข้อบังคับนี้ ท่านประธานครับ การใช้ข้อบังคับที่ตราตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นบทบัญญัติที่มีในข้อบังคับทุกบทถือว่า รองรับโดยรัฐธรรมนูญ วิธีการตรวจสอบองค์ประชุมเขียนให้เปึนอํานาจของท่านประธาน ที่จะถามที่ประชุม ปรึกษาที่ประชุม หรือถ้ามีสมาชิกเขาร้องขอก็ใช้วิธีการแสดงคะแนน โดยอนุโลมได้ จริงอยู่ครับ ๗๕ ๗๖ ๗๗ เปึนวิธีการนับคะแนนเมื่อมีการลงมติ แต่วิธีการ นับคะแนนที่เขียนไว้ ๓ อย่างนั้นมันเปึนวิธีการแสดงออกซึ่งการลงคะแนน การออกเสียง การแสดงตนในสภาแห่งนี้ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการอะไรก็แล้วแต่ เพื่อแสดงหมายถึง องค์ประชุมด้วย ทําไมต้องทําอย่างนี้ครับ ทําไมไม่ใช้ มาตรา ๑๒๖ ทําไมไม่ใช้ มาตรา ๙๘ เพราะว่าท่านประธานที่เคารพครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ครับ ใช้มาตรา ๑๒๖ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ที่เขียนรองรับว่าให้มีการลงชื่อ ลงชื่อครบครับ แต่ว่าเวลาลงคะแนน องค์ประชุมไม่ครบ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลยว่าไม่ชอบด้วยองค์ประชุม พระราชบัญญัติ ต่าง ๆ ที่ตราขึ้นในสมัยนั้นถือว่าตกไปหมด ท่านประธานก็เห็นอยู่ที่เราต้องกลับมาทําใหม่ อยู่หลายฉบับเลย เพราะฉะนั้นการตรวจสอบองค์ประชุมก็ถือว่าเปึนกระบวนการวิธีการหนึ่ง ที่ต้องทําตามข้อบังคับ ทีนี้เมื่อมีสมาชิกเสนอขอให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม สาเหตุ ที่เขาเสนอเพราะอะไร เพราะเขาสงสัยอย่างไรครับท่านประธาน สงสัยว่าจริงองค์ประชุม เสียงข้างมากต้องการที่จะเอา ผมต้องขออนุญาตท่านประธานใช้คําพูดบอกว่าเอาชนะ ในกรณีเสียงข้างมากนี้ ซึ่งเราพยายามจะอะลุ้มอล่วยประนีประนอมแล้วขออนุญาตพูด อีกสักเล็กน้อยก่อนที่จะลงมติ ท่านก็เสนอป่ดการอภิปรายโดยการที่จะลงมติอย่างเดียว มันไม่มีวิธีการอื่นเลยครับที่ฝ์ายค้านจะต้องไปดําเนินการนอกจากขอใช้เอกสิทธิ์ตรงนี้ ถ้าท่านแน่จริงเสียงท่านครบก็จบไป ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในห้องประชุมเราแสดงเอกสิทธิ์ ไม่เปึนองค์ประชุม นั่นคือสิทธินะครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ เลยครับ มาตรา ๑๓๐ อีก เปึนเอกสิทธิ์ของสมาชิกจะลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน รัฐธรรมนูญ เขาให้เอกสิทธิ์เลย เพราะฉะนั้นถ้าสมาชิกเขาร้องขอด้วยเหตุสงสัย เหตุสงสัยยกตัวอย่าง ๓ เสียงเขาไม่กดคะแนนเลย แต่คะแนนปรากฏขึ้น ๓ เสียง กึ่งหนึ่ง ๒๓๘ ขณะนี้นะครับ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งก็ ๒๓๘ เสียงครับ ๒๓๘ เสียงถือว่าครบครับ แต่เมื่อคะแนนออกมา ๒๔๓ เสียงและเหตุสงสัยอย่างนี้ ถ้าจะอนุโลมใช้ข้อ ๗๗ ไม่ต้องเสนอญัตติใด ๆ ทั้งสิ้นเลย ท่านประธานเมื่อสมาชิกต้องการขอให้มีการนับคะแนนใหม่ ซึ่งผมเคยท้วงท่านประธาน ในเรื่องนี้แล้ว เมื่อครั้งลงคะแนนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ ท่านประธานก็ไม่ยอมที่จะรับฟังผม ก็ไม่ได้ใช้ข้อบังคับใด ๆ ก็ลงคะแนนใหม่ เห็นไหมครับ แล้วการลงคะแนนนั้นท่านประธานเองก็วินิจฉัยแล้วว่าชอบเห็นไหมครับ มันต่างกันตรงไหนครับในขณะนี้ ขณะที่เสียงข้างมากได้ประโยชน์ท่านบอกว่า ชอบ แต่ขณะที่เสียงข้างมากไม่ได้ประโยชน์ท่านบอกว่า ไม่ชอบ ผมว่าสภาแห่งนี้ไม่มีบรรทัดฐาน ไม่ใช่ ๒ มาตรฐาน ไม่มีมาตรฐานใด ๆ เลย อะไรที่แปลความเข้าข้างตนเองถือว่าชอบ ผมว่าประเทศชาติบ้านเมืองนี้อยู่ไม่ได้ มันแดง มันเหลือง มันน้ําเงินทุกวันก็เพราะอย่างนี้ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๗ ได้เลย เดี๋ยวสมาชิกเขาจะเสนอ ขอให้นับตรวจสอบองค์ประชุมใหม่โดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๗ โดยอนุโลมครับ แล้วมีผู้รับรอง แค่ ๒๐ คน ท่านประธานต้องเปลี่ยนจากวิธีการเสียบบัตรจาก ๒๔๓ เสียงมาเปึนนับคะแนน โดยการขานชื่อได้อย่างเดียว เปึนอย่างอื่นไม่ได้เลยครับ เป่ดเผยอันที่ ๑ อันที่ ๒ แล้วนี่ เขาเขียนไว้ชัดเจนครับ ผมว่าท่านประธานดําเนินการเถอะครับ ไม่อย่างนั้นท่านประธาน ก็ป่ดไป ถ้าเกรงว่าไม่ครบ กลัวว่าจะมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ ป่ดไปเลยครับ ถ้าไม่อย่างนั้นก็นับ เลยครับ
คือเอาอย่างนี้ครับ ผมฟังแล้ว ทุกฝ์าย แต่ละท่านก็มีความรู้ ความสามารถทุกท่านครับ มีหลายท่านมีความเห็นลงมา ผมอยากจะขอความกรุณาอย่างนี้ได้ไหมครับ ผู้ที่เสนอญัตติป่ด ขอถอนออกเถอะครับ แล้วเราก็มาพิจารณามาตรา ๔ สัก ๒-๓ คน แล้วเราค่อยลงมติ ได้ไหมครับ มีอะไรอีก
ท่านประธานขออนุญาตครับ
มีอะไรอีกชัยวัฒน์
ท่านประธานขออนุญาตครับ คือสภาแห่งนี้มันต้องเปึนแบบบรรทัดฐานของชาติ ของบ้านเมือง เพราะว่าตอนที่ผ่านไป เราได้ป่ดไปแล้วนะครับ ท่านประธานจะมาขอเป่ดใหม่ไม่ได้ ไม่ได้ครับท่านประธาน
ผมปรึกษา ตอนนี้ปรึกษา
ไม่ปรึกษาแล้ว ปรึกษาไม่ได้แล้ว ท่านประธาน เลยปรึกษาไปแล้ว
ก็คุณไม่อนุมัติก็หมดเรื่อง ผมกําลังปรึกษาอยู่
ไม่ได้ ท่านประธานกําลังปรึกษา ในข้อที่ผิดพลาด ไม่ได้
ท่านบังคับผมไม่ได้หรอกครับ ผมจะทําตามข้อบังคับ
ไม่ได้ท่านประธาน ท่านทําตาม อําเภอใจไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเขาเรียกเผด็จการ ท่านประธานรู้จักคําว่า เผด็จการ ไหมครับ นี่คือเผด็จการรัฐสภา
ผมเป่ดให้คุณมากแล้ว เชิญนั่งลงก่อนครับ ที่นี่ไม่ใช่งานวัดครับ เชิญคุณวรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมีข้อบังคับที่เป่ดเจอ แล้วก็คิดว่าเปึนประโยชน์แก่การดําเนินการประชุมในวันนี้ ซึ่งใช้อาศัยทั้งรัฐธรรมนูญ และอาศัยทั้งข้อบังคับการประชุม ผมเข้าใจดีว่าเพื่อนสมาชิกในการใช้เอกสิทธิ์การตรวจสอบ องค์ประชุมเปึนสิทธิของเพื่อนสมาชิก ขณะนี้เรามีข้อกังขาที่ขัดแย้งกันระหว่างคน ๒ กลุ่ม ฝ์ายซีกรัฐบาลต้องการให้ตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการเสียบบัตร แต่ในขณะเดียวกัน ทางฝัืงฝ์ายค้านต้องการตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ ซึ่งท่านประธานก็ใช้อํานาจ ของท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ที่กําหนดว่าท่านประธานมีอํานาจปรึกษาหารือ ผมต้องย้ําครับว่าประธานมีอํานาจปรึกษาหารือ ท่านประธานอดีตที่ผ่านมาที่นั่งบัลลังก์ ท่านไม่ได้ปรึกษาหารือครับ ขณะนี้ท่านปรึกษาหารือว่าจะเอาอย่างไรดี จะใช้เสียบบัตร หรือว่าจะใช้นับเปึนแบบเป่ดเผย ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสอง เขียนไว้ ชัดเจนครับ เราดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสองกําหนดไว้ว่า การลงมติข้อวินิจฉัย ข้อปรึกษาหารือให้ถือเอาเสียงข้างมากเปึนประมาณ ขณะนี้ท่านประธานปรึกษาหารือ พวกเราครับ แล้วรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ชัดเจนว่าให้เอาเสียงข้างมากเปึนประมาณ ฉะนั้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าการปรึกษาหารืออย่างนี้ ซึ่งขณะนี้พวกเรา เสียงฝ์ายรัฐบาลต้องการให้ท่านประธานใช้ตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการใช้บัตร ขณะที่ ฝ์ายค้านต้องการใช้แบบนับเป่ดเผย ขณะนี้ข้อปรึกษาหารือชัดเจนแล้ว ท่านประธาน สามารถขอเสียงของที่ประชุมได้เลยครับ แล้วก็ใช้เสียงข้างมากโดยประมาณก็น่าจะ เพียงพอแล้วครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานขออนุญาตครับ ผมประท้วงครับ
เชิญครับ ประท้วงผมเรื่อง อะไรครับ
ผมประท้วงท่านประธาน ในเมื่อท่านประธาน
ประท้วงข้อไหนครับ
ท่านประธานไม่มีความเด็ดขาด ในการประชุมครับ
นั่นละ ประท้วงข้อไหน
ประธานคนก่อนเขามีมติ ตั้งกรรมการไปแล้ว นับองค์ประชุม ถ้ามั่นใจว่าอยู่ครบไปกลัวอะไรล่ะครับ ก็ขานชื่อไปเลย จะได้รู้ว่ามันครบหรือไม่ครบนะครับ
ประท้วง ผมไม่รู้วินิจฉัย เรื่องคุณอย่างไรครับ เชิญคุณประเกียรติ นักกฎหมาย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขณะนี้ คือท่านประธานกําลังใช้อํานาจของท่านประธาน ซึ่งความจริงแล้วท่านประธานได้ใช้ อํานาจของท่านประธานไปแล้วนะครับ โดยตอนขณะที่ท่านประธานคนก่อนซึ่งลงไปแล้ว ใช้อํานาจไปแล้ว คือประธานกําลังใช้อํานาจตรวจสอบองค์ประชุม ไม่มีเรื่องอื่นนะครับ กล่าวคืออํานาจของท่านประธานตามข้อ ๘ ของข้อบังคับบวกด้วย (๖) นะครับ และ ท่านอาศัยอํานาจตามข้อ ๒๕ ในการตรวจสอบองค์ประชุม การตรวจสอบองค์ประชุมนั้น ท่านจะได้ใช้วิธีการปรึกษาหารือ นี่คือวิธีที่ ๑ นะครับ ปรึกษาหารือว่าจะตรวจสอบอย่างไร วิธีที่ ๒ ก็คือการกําหนดการตรวจสอบองค์ประชุม วิธีที่ ๓ สั่งพักการประชุม วิธีที่ ๔ สั่งเลื่อน วิธีที่ ๕ สั่งเลิกการประชุม ปรากฏว่าท่านประธานได้ปรึกษาหารือไปแล้วในการตรวจสอบ องค์ประชุม ได้กําหนดวิธีการตรวจสอบองค์ประชุมไปแล้วโดยวิธีการให้ขานชื่อ อันนี้ชัดเจน อยู่ในข้อบังคับชัดเจนแล้วนะครับ ทีนี้คําสั่งของท่านประธานที่ให้ตรวจสอบองค์ประชุม โดยวิธีการขานชื่อนั้นมันก็อยู่ที่ว่าท่านจะเปลี่ยนแปลงไหม แต่ผมก็ยังไม่ได้ยินว่าท่านจะ เปลี่ยนแปลง มันเลยไปถึงขั้นที่ท่านประธานได้สั่งให้ตั้งกรรมการตรวจนับคะแนนแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะขอยืนยันนะครับว่าท่านประธานได้ทําถูกต้องตามข้อบังคับ ทุกประการในการสั่งให้ตรวจสอบการประชุมโดยการขานชื่อแล้ว จึงไม่มีเรื่องอื่นใด ที่จะต้องมากําหนดวิธีการตรวจสอบการประชุมโดยวิธีอื่นอีกนะครับ จึงขอกราบเรียน ท่านประธานได้ดําเนินการตรวจสอบองค์ประชุมโดยการขานชื่อต่อไปได้เลยครับ ขอบพระคุณครับ
คือผมดูข้อบังคับนะครับ มันไม่มีข้อบังคับข้อไหนเลยที่อยู่ ๆ แล้วก็นับองค์ประชุมขานชื่อ มันไม่มีอยู่ในข้อบังคับเลย ผมก็งงอยู่ตอนนี้ครับ
ท่านประธานที่เคารพ อย่างนั้น ผมขอต่อเนื่องสักนิดหนึ่ง ท่านประธานคงอนุญาตนะครับ
ผมอนุญาต เชิญครับ
คืออย่างนี้เมื่อการขอตรวจสอบ องค์ประชุมครั้งแรกนั้นได้มีการกดบัตร ต่อมาปรากฏว่า ส.ส. พรรคฝ์ายค้านนั้นเห็นว่า องค์ประชุมไม่น่าจะครบเพราะมีการคลาดเคลื่อน บางคนไม่ได้กดบัตร แต่มีชื่อเปึนผู้กดบัตร จึงขอปรึกษาท่านประธานว่าควรจะกําหนดวิธีการนับองค์ประชุมใหม่โดยวิธีการขานชื่อ ซึ่งท่านประธานก็ได้กําหนดแล้วว่าให้มีการขานชื่อ นี่คืออํานาจของท่านประธานสั่งแล้ว ก็ควรจะเปึนข้อยุติเด็ดขาดแล้ว จึงขอกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบ ขอบพระคุณครับ
ผมทราบครับ คือว่า ในระหว่างที่เชิญมานี่กรรมการไม่ครบ ทางฝ์ายพรรคประชาธิปัตย์เขาไม่ส่ง ฝ์ายรัฐบาล เขาไม่ส่ง ก็ได้ยินกันทุกคน ท่านสุภาพสตรีที่เปึน ส.ส. ท่านก็ได้พูดแล้ว ผมก็ฟังนะครับ
ถ้าอย่างนั้นขอต่อเนื่องนิดหนึ่ง ท่านประธานได้โปรดอนุญาตด้วย เรื่องที่ท่านประธานพูดเมื่อสักครู่เรื่องการตั้งกรรมการ
คุณสุรพงษ์ว่าอย่างไร
ผมประท้วงท่านประธานครับ ที่จริงแล้วท่านประธานให้เจ้าหน้าที่ทําแทนก็ได้ครับ พรรคประชาธิปัตย์เขาไม่ขึ้นไป เพราะเขากลัวว่าคนเขาไม่ครบอยู่แล้ว ท่านก็แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เปึนกรรมการ
ผมจึงปรึกษาหารือก็ได้ แนวความคิดแต่ละท่าน เราต้องวินิจฉัยให้มันถูกต้องครับ ไม่ใช่ว่าจะเอาจากคนนี้ จะเอา จากคนนั้น มีอะไร คุณเชน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายจบไปเล่าเรื่องไม่หมดครับ โดยข้อเท็จจริงขณะที่ท่านประธานกําลังวินิจฉัยที่ผิดพลาดนี่มีเพื่อนสมาชิกจํานวนมาก ยกมือประท้วง ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ซึ่งประธานต้องให้สิทธิสมาชิกประท้วงได้ชี้แจงก่อน เขาประท้วงด้วยเรื่องอะไร แล้วก็ประท้วงความผิดพลาดของท่านประธาน แต่ท่านประธาน ไม่ยอมที่จะรับฟังเลยเกิดปัญหาขึ้น ท่านประธานครับ โดยข้อที่ท่านสมาชิกยกมานั้น ข้อบังคับ ข้อ ๗๗ ก็ดี แล้วเราพยายามที่เอาเข้าข้างตัวพวกเราโดยไม่อ่านให้จบว่า ข้อบังคับ ข้อ ๗๗ ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้ามีผู้ขอนับองค์ประชุมใหม่ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ก็ไม่ได้ทําตามนั้น แล้วหลังจากนั้นถึงจะออกมาเปึนวิธีการนับคะแนนใหม่ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ วรรคสอง ซึ่งโดยตามข้อ ๗๗ นี่ มันไม่ชอบครับ ไม่ชอบตั้งแต่ต้น แล้วก็มันเลยทําให้ไม่ชอบโดย ตลอด และทําให้การประชุมไม่ราบรื่น ผมคิดว่าเราจําเปึนจะต้องพูดในทุกเรื่องที่มัน ถูกต้อง แล้วก็ยึดข้อบังคับเปึนบรรทัดฐานในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะเปึนประธาน จะเปึนพวกผมก็ต้องยึดข้อบังคับเหมือนกัน เพื่อให้พวกเราได้สามารถทํางานได้โดยตลอด ผมสนับสนุนท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ที่ประธานมาหารือ แล้วควรจะวินิจฉัยโดย ข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ถึงผลของการหารือตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถวินิจฉัยโดยการ ลงคะแนนโดยเอาเสียงข้างมากของที่ประชุมครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ผมก็ได้ยินได้ฟังตลอด ตั้งแต่ต้นนะครับ คือระหว่างนั้นก็มีการประท้วง คุณวิรัตน์เปึนคนประท้วง ผมก็ฟัง แต่ว่า ท่านประธานท่านไม่ฟังนะครับ ท่านก็ชี้ขาดไป ท่านก็ชี้ขาดใช้อํานาจของท่านก็ถูกต้อง ไม่ผิดหรอกครับ อํานาจของประธาน เมื่อชี้ขาดไปแล้ว
มีอะไรคุณสถาพร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สถาพร มณีรัตน์ ขออนุญาตท่านประธาน ประท้วงท่านประธานครับ
ประท้วงเรื่องอะไร
ข้อ ๘ ในการปฏิบัติรักษา
นี่ผมกําลังจะรักษาการประชุม ให้เรียบร้อย
ผมเข้าใจครับท่านประธาน เพราะว่า เราได้เสียเวลากับข้อบังคับของสภาแห่งนี้มาเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้วครับ ท่านประธานครับ ถ้าองค์ประชุมครบ ผมว่าไม่น่าที่จะเสียเวลายืดยาวเลย ป์านนี้นับชื่อกันเรียบร้อยไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้โดยดุลยพินิจของสังคมที่เขากําลังจับตากันอยู่ ฝ์ายค้านเองก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาเพื่อแสดงจุดยืนของตัวเองได้ ถ้าองค์ประชุมไม่หมิ่นเหม
เพียงแต่สงสัยครับว่า ที่มันเกินไป ๔ คะแนน และมีคะแนนของซีกฝ์ายค้านไปสมทบ เขาก็ให้มีการนําเสนอตาม ข้อบังคับ
นี่ไม่ใช่ประท้วงนะ คุณอภิปราย มันไม่ใช่ประท้วง
ผมประท้วงท่านประธาน เพื่อที่จะประกอบ คําอธิบายว่าท่านประธานได้หารือมานานแล้ว ได้ใช้เวลาตรงนี้มานานแล้ว
กําลังจะสรุปเดี๋ยวนี้
เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านประธาน ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๒๕ แล้วก็นําเอาการวินิจฉัยของท่านประธานคนก่อนท่านประธาน ท่านประธานสามารถมาพิจารณาว่าเมื่อถูกต้องแล้ว ก็นับชื่อ ขานชื่อ ก็แค่นั้นเองครับ ไม่เห็นจะต้องยุ่งยาก ตอนที่พวกเราอยู่ซีกรัฐบาลเราโดนมาจนนิ่งเลย ไปไหนไม่ได้เลยครับ แล้วพอเรามาอยู่ฝ์ายนี้ เราก็อยากจะใช้กลไกที่สภาแห่งนี้ทดสอบดูครับท่านประธานว่า มันเกินกึ่งหนึ่งไปจริงหรือไม่ อย่างไร ทําไมจะต้องกลัวแค่การขานชื่อ มาเถียงกันเปึน ๒ ชั่วโมงแล้วท่านประธาน โดยวินิจฉัยแล้วนี่ ท่านประธานใช้อํานาจได้เลยครับ กราบขอบคุณครับ
ผมใช้อํานาจก็คงพอแล้วครับ ผมไม่ให้อภิปรายอีกแล้วครับ เอาสุภาพสตรีสักคน คุณผ่องศรี เชิญ
กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดลพบุรี ดิฉันขออนุญาตนิดเดียวด้วยความเคารพความคิดเห็นของทุกท่านนะคะ ต่างมีเหตุผล ดิฉันก็พร้อมความจริงถ้านับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ แต่ว่าต้องสร้างบรรทัดฐาน ที่ถูกต้อง เนื่องจากว่าข้อหารือของท่าน ข้อ ๒๕ ว่าหารือเรื่องกําหนดวิธีการตรวจสอบ องค์ประชุม ข้อบังคับการประชุมที่เราใช้อยู่นี้ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ลงนามโดยท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามค่ะ ท่านรักษาการประธาน ในขณะนั้น ในบันทึกของสุดท้ายข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งดิฉันขออนุญาตถามว่า เวลาที่สภาเรารับข้อสังเกตนี่ แสดงว่ารับข้อตกลงนั้นมาด้วย ท่านลองเป่ดดูข้อสังเกต (๒) เขียนไว้ชัดเจน คิดว่าน่าจะต้องทําตามนี้ บอกว่า ก่อนการลงมติในญัตติเรื่องใด ๆ ที่จะ ก่อให้เกิดผลใช้บังคับเปึนกฎหมาย ให้ประธานสภาตรวจสอบองค์ประชุมด้วยวิธีการ ให้สมาชิกเสียบบัตรแสดงตน ที่เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนับองค์ประชุมก่อน หลังจากนั้นจึงให้สมาชิกลงมติ อันนี้คือข้อความนี้เปึนการระบุชัดเจนว่า การลงมติให้ใช้ วิธีเสียบบัตร ทั้งนี้ เพื่อปัองกันเรื่องของการทําให้การถ่วงกฎหมายล่าช้า หรืออย่างไร ไม่ทราบนะคะ แล้วก็ท่านประธานได้ใช้วิธีการนี้มาตลอด ดิฉันคิดว่าข้อสังเกตนี้น่าจะเปึน คู่มือที่ให้พวกเราได้ปฏิบัตินะคะ ขอกราบเรียนค่ะ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง
เชิญเลยครับ ประท้วงผม เรื่องอะไรครับ
เชิญใครครับ เชิญประเกียรติ หรือเปล่าครับ
ก็ไม่ทราบครับ พรรคคุณ ทั้ง ๒ คน
ถ้าอย่างนั้นผมก่อนก็แล้วกัน ผมขอประท้วง
ก็นี่ยืนทั้ง ๒ คนแล้วจะให้ ทําอย่างไร
ผมขอประท้วงท่านประธาน
ประท้วง ๒ คนเลย
ประท้วงคนเดียวครับ ท่านชลน่านก่อนก็แล้วกันครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ผมขออนุญาตประท้วง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายไป ต้องขออนุญาตจริง ๆ ครับท่านผ่องศรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ผมต้องประท้วงเนื่องจากว่าข้อเสนอข้อคิดเห็นของท่านเกี่ยวกับ ข้อบังคับเกรงว่าจะเข้าใจผิดกันได้ ผมถือว่าประท้วงตามข้อบังคับที่แสดงความเห็นที่จะ คลุมเครือเกี่ยวกับข้อบังคับ ข้อ ๒๕ และข้อสังเกตแนบท้ายข้อบังคับฉบับนี้ ท่านประธาน ผมมีเหตุผลกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ถ้าท่านประธานอ่านข้อ ๒๕ ที่เพื่อนสมาชิก ยกขึ้นมา ประโยคคําว่า ประธานมีอํานาจปรึกษาหารือที่ประชุม เปึนข้อความที่ต้องการ เขียนเน้นกรณีในปัญหาใด ๆ ถ้ามีปัญหา ท่านประธานปรึกษาหารือที่ประชุมได้ครับ ท่านประธานดูข้อบังคับนะครับ พอมีวรรคต่อไป กําหนดวิธีการตรวจสอบองค์ประชุม อันนี้คืออํานาจประธานโดยตรง ไม่ต้องปรึกษาหารือ และมีวรรคอีกครับ สั่งพักการประชุม นี่ก็เปึนอํานาจท่านประธานครับ ท่านประธานไม่เคยบอกว่า ที่ประชุมผมจะขอสั่งพักการ ประชุมนะ ไม่มีครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านมาปุ็บบอกพักการประชุม ๕ นาที เห็นไหมครับ ท่านใช้อํานาจถูกต้องเลย นี่คืออํานาจท่านประธานในการที่จะดําเนินการใน ๕ เรื่องนี้ครับ จะปรึกษาหารือกรณีที่เปึนปัญหาครับ ปัญหาใด ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นคําว่า ปัญหาใด ๆ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสอง เขียนรองรับไว้อย่างไรท่านประธานครับว่าต้องใช้ เสียงข้างมาก กรณีเปึนปัญหาใด ๆ แต่กรณีถ้ามีบทบัญญัติที่เขียนไว้ชัดเจนให้เปึนอํานาจ ท่านประธาน ท่านประธานก็ต้องดําเนินการ ทีนี้ในข้อสังเกตแนบท้ายข้อบังคับตรงนี้ ที่คณะกรรมาธิการได้เขียนไว้ในข้อ ๒ นะครับ นี่เปึนวิธีการปฏิบัติเบื้องต้นว่าเพื่อไม่ให้ขัด หรือแย้งกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมีการตรวจสอบองค์ประชุม แล้ววิธีการ ที่เราใช้เริ่มแรกก็คือการเสียบบัตร แต่เมื่อการเสียบบัตรมีปัญหา สมาชิกทักท้วงขอให้ ตรวจสอบใหม่ก็ไปเข้าข่ายการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๗ ก็แค่นั้นครับ ผมว่าท่านประธานวินิจฉัย แล้วก็ดําเนินการต่อได้เลยครับ ไม่อย่างนั้นเราก็เสียเวลา ตอนนี้ ๒๐.๐๐ นาฬิกาแล้ว ไม่อย่างนั้นท่านประธานก็อาจจะต้องยุติการประชุม พักการประชุมไปแล้วก็ไปว่ากันใหม่
ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิ ประท้วงท่านประธาน
ประท้วงแล้วประท้วงอีก ประท้วงอะไร
เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ประท้วงครับ
อันนี้ประท้วงใช่ไหมครับ
เดี๋ยวผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธาน
ท่านประท้วงผมตาม ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ใช่ไหมครับ
ข้อ ๘ ครับ
เชิญครับ
ผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานเปึนผู้มีอํานาจในการควบคุมการประชุมให้อยู่ใน ระเบียบวาระหรืออยู่ในเรื่องที่กําลังปรึกษา ขณะนี้ท่านประธานปรึกษาเรื่องวิธีการที่จะ กําหนดวิธีการตรวจสอบองค์ประชุมซึ่งกําหนดไปแล้ว และท่านประธานก็ปล่อยให้คนอื่น พูดถึงเรื่องการลงมติ ซึ่งการลงมติกับการกําหนดการตรวจสอบองค์ประชุม มันคนละเรื่องกัน นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นอย่าให้พูดนอกประเด็น ทีนี้การกําหนดวิธีการตรวจสอบ องค์ประชุมก็ได้กําหนดไปแล้วก็เหลือแต่ตั้งกรรมการ ซึ่งท่านประธานบอกผมเมื่อสักครู่ว่า พรรครัฐบาลไม่ยอมตั้งกรรมการ ถ้าหากว่าไม่ตั้งจริงก็ตั้งเจ้าหน้าที่ก็ได้ครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ ก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านประธานดําเนิการไปตามที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยไว้แล้วด้วย ขอบพระคุณครับ
คือผมก็ไม่เห็นข้อบังคับว่า จะต้องเอาข้าราชการ ถ้าเอาข้าราชการก็เอาข้าราชการทั้งหมด มีผู้แทนราษฎรไปผสมกับ ข้าราชการได้อย่างไร ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ผมไม่ใช่นักกฎหมายครับ พอแล้วคุณชัยวัฒน์
ขออนุญาตท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ครับท่านประธาน ผมอยู่สภามาพอสมควร ท่านประธานบอกว่าเดิมสมัยก่อน ท่านประธานบอกถ้าเปึนข้าราชการ ที่ผมลุกขึ้นมาแย้งเพราะว่าอะไร มันสามารถจาก ข้าราชการได้ เดิมสมัยก่อนโต๊ะกลม ๆ อยู่ตรงกลางนี่คือข้าราชการบวกผู้แทนราษฎร
คือคุณชัยวัฒน์ครับ เราเอาข้อบังคับ เราจะเอาสมัยโบราณกับสมัยปัจจุบันมันไม่ได้ครับ อันนี้มันยุคดิจิตอล (Digital) อะไรไปแล้ว หมดไปแล้ว เอาคนสุดท้าย คุณวิรัตน์ เดี๋ยวผมจะชี้ขาดแล้วละ ให้พอแรงแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ขอบพระคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสนะครับ ผมขออนุญาตเป่ดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ส่วนที่ ๔ การลงมติ การลงมติในส่วนที่ ๔ ที่เรานํามาใช้นี้ เปึนเรื่องการออกเสียง เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบต่อญัตติหรือร่างพระราชบัญญัตินะครับ ก็จะใช้ข้อ ๗๕ ข้อ ๗๗ ในข้อ ๗๕ ก็จะมี (๑) ใช้เครื่อง (๒) เรียกชื่อสมาชิกตามขานชื่อนะครับ (๓) วิธีอื่นตามที่ท่านประธาน เห็นสมควรนะครับ เช่นเดียวกับ ข้อ ๗๗ ในกรณีที่เมื่อนับคะแนนโดยการกดเครื่องแล้ว แล้วสมาชิกร้องขอก็ให้ขานชื่อ ก็ถูกต้องครับ แต่ท่านประธานข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ใน (๒) ซึ่งอยู่ในเอกสารนี้เขียนไว้ชัดเจน ซึ่งเมื่อเขียนไว้ชัดเจนแล้วจะนํากรณีอื่นมา เทียบเคียงคงจะไม่ได้ เขียนไว้อย่างที่ท่านผ่องศรีอ่านให้ท่านประธานฟังครับว่าก่อนลงมติ ในญัตติเรื่องใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดผลใช้บังคับเปึนกฎหมาย ให้ประธานสภาตรวจสอบ องค์ประชุมโดยวิธีการให้สมาชิกเสียบบัตรแสดงตนนะครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะลงมติ ญัตติใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดผลบังคับนี้นะครับ โดยข้อบังคับนี้ใช้อย่างเดียวก็คือให้ประธานสภา ตรวจสอบองค์ประชุมด้วยวิธีการให้สมาชิกเสียบบัตรแสดงตนเท่านั้น ท่านประธานครับ อยู่ในข้อบังคับหน้า ๕๒ ซึ่งสภาได้รับรองไว้ชัดแจ้งแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีทางอื่นนะครับ ต้องใช้วิธีเสียบบัตรเท่านั้นเองครับ ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยตามข้อบังคับและ ข้อสังเกตครับผม
ตอนนี้ผมควรจะวินิจฉัย
มีอะไรอีกล่ะครับท่าน
ท่านประธานที่เคารพ ผม สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น เพื่อจะได้จบนะครับท่านประธาน ขอประท้วงท่านประธานด้วย ข้อ ๒๕ ครับ ท่านประธานครับ มันมีเรื่องของการลงมติ มีเรื่องของการตรวจสอบองค์ประชุม แล้วมีเรื่องของการเสนอให้นับองค์ประชุม ๓ เรื่อง เพราะฉะนั้นการลงมตินี้เราใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ข้อ ๗๖ ข้อ ๗๗ ส่วนการตรวจสอบองค์ประชุม เมื่อสักครู่นี้สมาชิกหลายท่านได้พูดแล้ว ก่อนลงมติก็มีการตรวจสอบองค์ประชุมด้วย การเสียบบัตร ส่วนเรื่องการนับองค์ประชุมนั้นมันอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๒๕ เปึนคนละเรื่อง นะครับ แล้วเปึนอํานาจของท่านประธาน ผมได้ทักท้วงแล้วว่าทําไมท่านประธานไม่ใช้ อํานาจเพราะมันเสียเวลามากแล้ว แล้วก็ไม่จําเปึนที่จะต้องมาปรึกษาหารือ เปึนอํานาจ ของท่านประธานโดยเฉพาะอยู่แล้ว แล้วที่สําคัญท่านประธานคนก่อนได้มีการให้นับ องค์ประชุมไปแล้ว แล้วก็มีการวินิจฉัยใหม่ ให้มีการนับใหม่ โดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๗ โดยอนุโลม เพราะคะแนนเสียงมันต่างกันไม่ถึง ๒๕ เสียง ซึ่งท่านประธานคนก่อนก็ได้ วินิจฉัยไว้แล้ว แล้วถูกต้องตามข้อบังคับทุกประการ เพราะฉะนั้นท่านประธานมานั่งต่อ ก็มีหน้าที่สานต่อเท่านั้นเอง หรืออีกทางเลือกหนึ่งนะครับ กลับคําวินิจฉัย ซึ่งผมถือว่า มันเปึนเรื่องของมารยาทที่ไม่เหมาะสม เพราะท่านประธานคนก่อนได้วินิจฉัยไว้ถูกต้อง ตามข้อบังคับทุกประการแล้ว เราเสียเวลามาเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้ว ท่านใช้อํานาจของท่าน เถอะครับ
ผมจะใช้อํานาจของผม ละครับ อย่าว่าผมก็แล้วกัน ผมให้ปรึกษาพอแรงแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธานครับ
ประท้วงเรื่องอะไรอีกล่ะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชิษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านบอกว่าอย่ามาว่าผม ผมเดาใจท่านประธานได้เลยนะครับ ท่านประธานครับ ณ วินาทีนี้ ผมไม่เชื่อมั่นวิธีการเสียบบัตรเลย เพราะว่าขนาดผมนั่งด้วยกัน ๒ คน ชื่อมันไปขึ้น ในคอมพิวเตอร์ วินาทีนี้เราไม่เชื่อมั่น ถ้าเกิดสภาเปึนอย่างนี้แล้วเราจะเอาอะไรมา ตรวจสอบสภาได้ ท่านจะเอาเปึนบรรทัดฐานเลยหรือไม่ว่าต่อไปนี้สภาของประเทศไทยนี้ ไม่ต้องนับองค์ประชุมโดยวิธีการขานชื่อ ท่านประธานบันทึกในที่ประชุมไว้เลยครับ ผมไม่เชื่อมั่นมันขาดไป ๒ เสียงเท่านั้น ผมไม่เห็นมือใคร ๒ ข้างนี่ไปกดให้กันหรือเปล่า ท่านประธานครับ เห็นใจสภาเถอะครับเอาไว้เปึนบรรทัดฐาน ไม่เสียเวลาหรอกครับ ถ้าท่านคิดว่าไม่ครบ ท่านป่ดไปก่อนครับ พรุ่งนี้ก็ได้ อาทิตย์หน้าก็ได้ครับ ท่านประธาน โปรดเห็นใจด้วยนะครับ อย่าใช้ที่ท่านคิดอยู่นะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา พรรคชาติไทยพัฒนาครับ จะขออนุญาตกราบเรียน
นิดเดียวครับท่าน ผมขอเสนอ ทางออกครับ
ท่านสมศักดิ์เดี๋ยวให้ พรรคชาติไทยพัฒนาเขาก่อน
ผมเสนอทางออกนิดเดียวครับ ท่านประธาน จะได้จบครับ
เดี๋ยวท่านสรุปก็แล้วกัน เชิญข้างหลังครับ
ขอบพระคุณครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา จะขออนุญาตนําเสนอ ท่านประธานใช้ข้อบังคับในบทเฉพาะกาล ข้อ ๑๘๕ ครับ จริง ๆ มันมีข้อ ๑๘๔ ผมจะขอเสนอ ข้อ ๑๘๕ ให้ท่านใช้ดุลยพินิจนะครับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านใช้ข้อบังคับ บทเฉพาะกาล ข้อ ๑๘๕ คือประธานสะระณัง คัจฉามิ จะจบครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ไปบอก ชาวนครสวรรค์ก็แล้วกัน คัจฉามิที่จังหวัดนครสวรรค์ เชิญท่านสมศักดิ์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ท่านประธานถ้าผมอ่านใจ ท่านประธานนะครับ ท่านคงเปึนห่วงว่าถ้าวินิจฉัยตามที่ท่านรองประธานสามารถได้ วินิจฉัยไว้แล้ว ท่านเกรงว่าถ้าตั้งคณะกรรมการนับคะแนน ๖ ท่าน แล้วพรรครัฐบาลไม่ให้ ความร่วมมือก็จะเกิดปัญหา ถ้าผมเดาใจนะครับ แล้วที่สําคัญ ๖ ท่านต้องเปึนสมาชิก เท่านั้นนะครับ เปึนเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ทีนี้ประเด็นคือถ้าเอาอย่างท่านรองประธานสามารถ วินิจฉัยไว้ ซึ่งควรจะเปึนอย่างนั้นโดยมารยาทนะครับ เพราะท่านรองประธานสามารถไม่ได้ วินิจฉัยอะไรผิดพลาดเลย แต่ถ้าเดินตามคําวินิจฉัยของท่านรองประธานสามารถแล้ว รัฐบาลอาจจะไม่ให้ความร่วมมือ เพราะฉะนั้นประเด็นความผิดไม่ได้อยู่ที่รองประธาน สามารถนะครับ มันอยู่ที่สมาชิกที่ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะฉะนั้นท่านก็เสนอตั้งแล้ว ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็บันทึกไว้ในรายงานการประชุมเปึนเรื่องของความรับผิดชอบของ สมาชิกนะครับ ซึ่งจะปฏิเสธไม่ได้เลย ท่านประธานก็ใช้อํานาจของท่านตั้งเลย ส่วนใคร จะไม่ให้ความร่วมมือ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสภาก็เปึนอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านใช้ อํานาจของท่านเถอะครับ
ผมจะใช้อํานาจของผมแล้ว ละครับ เชิญคุณชินวรณ์ว่ามา
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมต้อง ขอประทานโทษท่านประธานที่ต้องลุกขึ้นมาพูดในช่วงนี้นะครับ เพราะว่าเพื่อนสมาชิก ได้มีการพูดถึงว่าฝ์ายรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือก็ดี หรือพูดถึงว่าฝ์ายรัฐบาลกลัวการลงมติ ก็ดี ผมคิดว่าอยากให้ท่านประธานได้ยึดหลักการที่สําคัญ เราทําข้อบังคับมาด้วยกัน ข้อบังคับ ป้ ๒๕๕๑ นี้ ตอนที่ยกร่างข้อบังคับนั้นท่านเปึนเสียงข้างมาก เกรงว่าพวกผมจะ นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ แล้วก็ถ่วงเวลาสภาโดยใช้วิธีการขานชื่อทุกระยะครับ เพราะอ้างว่าองค์ประชุมห่างกันไม่ถึง ๒๕ เสียง ซึ่งไม่มีทางเปึนไปได้หรอกครับที่จะ ให้องค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่งไปมากกว่า ๒๕ เสียง เพราะว่าเสียงของเพื่อนสมาชิก ในองค์ประชุมนี้ ถ้าหากหักรัฐมนตรีออกไปแล้วไม่แสดงตน เราก็จะเกินจากเสียงกึ่งหนึ่ง ประมาณไม่เกิน ๒๕ เสียงด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเราต้องยึดหลักการนะครับ
หลักการแรก ผมคิดว่าหลักการแรกค่อนข้างจะตรงกันทุกฝ์ายท่านประธาน คือทุกคนยอมรับว่าการนับองค์ประชุมนั้นเปึนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ ไม่ได้มีบท ในข้อบังคับใดที่จะกําหนดในการนับองค์ประชุมว่าขอนับใหม่ได้นะครับ เพราะว่าการนับ องค์ประชุมนั้นแม้แต่ว่ามีครบเกิน ๑ เสียง ก็ถือว่าครบองค์ประชุมแล้ว และที่สําคัญที่สุด ก็คือว่าเจตนาของผู้ยกร่างในขณะนั้นซึ่งผมติดตามอยู่ เราได้ให้อํานาจท่านประธานไว้ ในข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ครับ ถ้านับใหม่ได้ทําไมไม่ใช้วิธีการลงมติ เขาไม่ใช้วิธีการลงมติ เพราะต้องการไม่ให้มาใช้เกมในการป์วนสภาโดยการนับองค์ประชุมโดยวิธีขานชื่อ ตลอดเวลา จึงกําหนดให้ท่านประธานได้กําหนดวิธีการในการตรวจสอบองค์ประชุม เปึนอํานาจเด็ดขาดของท่านประธานสภาครับ เหมือนอํานาจในการสั่งพักการประชุม และอํานาจในการที่จะหยิบยกขึ้นมาปรึกษาหารือเปึนอํานาจของท่านประธานสภาครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจําได้ว่าตลอดระยะเวลาที่เราตรวจสอบองค์ประชุม ท่านประธานใช้วิธีเสียบบัตร สัปดาห์ที่ผ่านมามีคนท้วงติงประเด็นนี้ครับ ท่านประธาน ก็บอกว่าเปึนอํานาจของผมตามข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ผมใช้วิธีการเสียบบัตร นี่คือที่มา ตอนเรายกร่างข้อบังคับครับท่านประธาน และที่สําคัญไปมากกว่านั้นก็คือว่าในกรณีที่ เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยังมีข้อสังเกตไว้ชัดเจนว่าการตรวจสอบองค์ประชุมนั้น ต้องใช้วิธีการเสียบบัตรเท่านั้น จะไปกล่าวอ้างว่าไม่เชื่อมั่นในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสภา ผมว่าเปึนเรื่องที่ท่านประธานสภาต้องสั่งเลขาธิการตรวจสอบให้ดําเนินการไปโดยถูกต้อง แต่ไม่ใช่ไปเปลี่ยนหลักการข้อบังคับที่เรากระทํามาร่วมกัน ไม่เช่นนั้นก็จะใช้เงื่อนไข ที่ท่านประธานตัดสินในวันนี้เปึนบรรทัดฐานต่อไปได้ว่า การนับองค์ประชุมนั้นนับใหม่ได้ แล้วจากนับคะแนนแล้วให้มานับเปึนการขานชื่อได้ ผมคิดว่าถ้าเปึนอย่างนี้ป์วนสภา แน่นอนครับ ผมอยากให้ประธานได้ยึดหลักการและท่านประธานตัดสินใจถูกต้องครับ ผมรู้ว่าท่านประธานดํารงซึ่งความถูกต้องอยู่เสมอ และผมเชื่อว่าถ้าเรายึดในความถูกต้อง แม้ฝ์ายใดจะไปดําเนินการในการจะฟัองศาลรัฐธรรมนูญเหมือนที่ประธานเคยดําเนินการ มาแล้วก็ไม่แปลกอะไรครับ ผมขอให้ประธานยืนในหลักที่ถูกต้องนะครับ ผมขอกราบเรียน ท่านประธานได้ใช้วินิจฉัยครับ เพราะผมไม่เชื่อว่าท่านประธานจะมีอคติแต่ประการใด เหมือนบางคนคิดแล้วไปบอกว่ารู้ใจท่านประธาน ผมไม่ก้าวล่วงเช่นนั้น ผมเชื่อมั่นว่า ท่านประธานในฐานะประธานในที่ประชุม ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญและหลักข้อบังคับ ขอบคุณครับ
กฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็เขียนไว้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงนิดหน่อยครับ ถ้าไม่ได้ชี้แจงก็จะเสียหาย
ก็ไม่เสียอะไรหรอกครับ พรุ่งนี้เราจะประชุม ๑๐.๐๐ นาฬิกา ขอแจกเอกสารด้วยนะครับ เจ้าหน้าที่แจกเอกสาร ให้สมาชิกหรือยังครับ แจกแล้วนะครับ
ท่านประธานผมขอใช้สิทธิ พาดพิงนิดหน่อย นิดเดียวครับ
เจ้าของเรื่องกําลังจะยืน ประท้วงอยู่ครับ
ใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียวครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประเกียรติ นาสิมมา คือเมื่อสักครู่นี้ผมได้กราบเรียน ท่านประธานว่าให้ตั้งเจ้าหน้าที่เปึนผู้ตรวจนับก็ได้ ซึ่งผมทดสอบดูว่าท่านประธานจะ ตรวจสอบข้อบังคับได้ลึกซึ้งแค่ไหน ท่านประธานก็บอกว่าทําไม่ได้ ผมก็เห็นว่าถูกต้องแล้ว ที่ท่านประธานวินิจฉัยอย่างนั้น
ผมก็เปึนลูกศิษย์ท่าน ท่านเปึนนักกฎหมาย
เพราะฉะนั้นผมขอชี้แจงว่า ผมได้ทดสอบ ขอบคุณมากครับ
ไม่ต้องชี้แจงหรอกครับ เอาเจ้าของเรื่องจะถอนใช่ไหมครับ
ท่านประธานพอดีผมขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ กระผม นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมลําบากใจจริง ๆ ในการที่ลุกขึ้น ใช้เอกสิทธิ์ในครั้งนี้ ผมไม่อยากจะกระทําเช่นนั้น ท่านประธานครับ แต่ผมได้เรียนแล้วว่า ขอเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อที่จะให้มีการตรวจสอบ มีการพูดกัน มีการอภิปรายกันโดยละเอียด ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องลุกขึ้นมาก็เพราะผมได้ยินคําว่า ตีรวน
- ๘๔/๑ . คําว่า ป์วนสภา ผมไม่มีเจตนาเช่นนั้น ท่านประธานครับ สภานี้เปึนสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกอบด้วยพรรคฝ์ายรัฐบาลและฝ์ายค้าน ฝ์ายที่มีเสียงข้างมากก็เปึนรัฐบาล ฝ์ายค้านก็มีเสียงข้างน้อย ผมเคยได้ยินการอภิปรายในสภานี้ว่าควรจะมีเอกสิทธิ์ตัวนี้ไว้ เพื่อที่จะให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างฝ์ายค้านกับฝ์ายรัฐบาล ถ้าหากว่าฝ์ายค้าน ไม่มีมาตรการหรือว่าไม่มีอะไรที่จะทําให้ฝ์ายรัฐบาลจําเปึนจะต้องมาพูดคุยปรองดอง หรือมาคุยกันอย่างอะลุ้มอล่วยได้ เพื่อให้งานของสภานี้ดําเนินไปพร้อมกันอย่างราบรื่น ถ้าหากว่าทางฝ์ายเสียงข้างมากใช้เสียงข้างมากในการที่จะมาลงมติแล้วก็ป่ดปาก ทางฝ์ายค้านเช่นนั้น อันนั้นคือสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าสิ่งนั้นเปึนเผด็จการ รัฐสภา ท่านประธานครับสิ่งที่ผมทําในวันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสภานี้นับครั้งไม่ถ้วน และคํานั้นสมควรจะตรงกับคําว่า ประเพณีปฏิบัติ เพื่อนสมาชิกคุณหมอจากจังหวัดชัยภูมิ ได้พูดมาแล้วว่าที่ไม่เขียนลงในข้อบังคับการประชุม ก็เพราะเหตุว่าเราสามารถใช้ประเพณี ปฏิบัติได้ สิ่งนั้นเปึนสิ่งที่ถูกต้อง ท่านประธานครับ สิ่งที่เราทํามาทั้งหมดแล้วเราพยายาม กระทําก็คือทําตามหลักการของรัฐธรรมนูญ หลักการของประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ผมกําลัง ใช้เอกสิทธิ์และผมกําลังเรียกร้องต่อเพื่อนสมาชิกเพื่อให้เรามีมาตรการที่เราจะได้คุยกัน ระหว่างฝ์ายค้านกับฝ์ายรัฐบาลนั้น มันเปึนหลักการของประชาธิปไตยที่จะทําให้ฝ์ายค้าน ซึ่งมีเสียงข้างน้อยได้สามารถเปึนที่รับฟังของเสียงส่วนใหญ่ด้วย ระบอบประชาธิปไตย หลักการของประชาธิปไตยคือรับฟังเสียงข้างมาก แต่ก็ไม่ละเลยเจตนารมณ์ของเสียง ข้างน้อย นี่คือหลักการของประชาธิปไตย ผมถึงอยากจะเรียนว่าหลักการรัฐธรรมนูญใด ๆ ก็ตามไม่สามารถที่จะไปหักล้างหรือไปละเลยต่อหลักการประชาธิปไตยได้ เพราะฉะนั้น สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมาในที่นี้แล้ว และผมถือว่าเปึนหลักการของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านประธานได้โปรดให้ประธานวิปฝ์ายรัฐบาลได้ถอนคําว่า ตีรวน ถอนคําว่า ป์วนสภา ขอความกรุณาให้ท่านถอนคํานี้ด้วยครับ
ท่านพูดหรือเปล่าไม่รู้ ผมก็ไม่ได้ยิน พูดหรือเปล่า ท่านชินวรณ์ช่วยชี้แจงหน่อยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความเคารพผู้ที่ได้ลุกขึ้นถามนะครับ ผมไม่ทราบว่าจะกินปูนร้อนท้องไปทําไมนะครับ เพราะว่าผมได้กราบเรียนว่าข้อบังคับที่ร่างขึ้นมาป้ ๒๕๕๑ นั้น พวกเราต่างยกร่างขึ้นมา และขณะนั้นท่านมีเสียงข้างมากก็ได้มีการผ่านข้อบังคับข้อนี้ขึ้นมา โดยให้การตรวจสอบ องค์ประชุมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ นั้น เปึนเอกสิทธิ์ของเพื่อนสมาชิกที่จะ ตรวจสอบได้ แต่ว่าการที่จะกําหนดวิธีการตรวจสอบองค์ประชุมนั้นอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ให้อํานาจท่านประธานสภา จะไปเอาการลงมติเพื่อวินิจฉัยในการนับคะแนนว่า ต่างกัน ๒๕ คะแนน ในข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ข้อ ๗๖ ข้อ ๗๗ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ปัองกัน เช่นนี้ก็เพราะต้องการไม่ให้มีการมาพูดในที่ประชุมและป์วนสภา ผมอยากจะกราบเรียน อย่างนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่ออีกนิดเดียว เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกอยากให้ผมถอน ด้วยความเคารพครับว่าถ้าผมมีเจตนาที่จะว่าโดยตรงผมถอนทันที แต่ว่าผมไม่ได้มีเจตนา และผมคิดว่าผมก็ไม่มีความจําเปึนต้องถอน แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมอยากจะกราบเรียนย้ํา ก็คือว่าผมอยากเห็นสภานี้เดินไปข้างหน้าได้ และแน่นอนที่สุดท่านประธานครับ ข้อบังคับ ที่ออกมามีความเปึนมาและต้องการที่จะให้ดําเนินการเพื่อให้การประชุมสภาเปึนไปได้ ท่านประธานลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าหากท่านประธานเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบในการแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมทุกครั้งก่อนที่จะต้องลงมติในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ประธานทํานะครับ ต่อไปนี้จะต้องใช้วิธีการเปึนการขานชื่อ ผมคิดว่ามันไม่มีเวลาที่จะทําอันอื่นได้เลยครับ และในท้ายที่สุดเสียงมันไม่เกินกว่า ๒๕ เสียง เพราะฉะนั้นก็ต้องนับองค์ประชุมแล้ว นับองค์ประชุมเล่า ในท้ายที่สุดก็นําไปสู่นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ ซึ่งจะเสียเวลา สภานี้โดยใช่เหตุครับ เพราะวันนี้ผมคิดว่าเราต้องมาร่วมมือกันครับ ข้อที่ ๑ คือเอกสิทธิ์ ของท่านที่จะตรวจสอบองค์ประชุม ท่านมีเอกสิทธิ์เต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ พวกผมยอมรับ จะไม่ท้วงติงและตําหนิท่าน แต่การกําหนดวิธีการในการตรวจสอบองค์ประชุมต้องเปึนหน้าที่ อํานาจของท่านประธานสภา ขอประทานโทษท่านอดีตรองประธานสภาได้มีความคิดเห็น ตรงกันกับผมว่าเปึนอํานาจของประธานสภาตามข้อ ๒๕ และท่านประธานสภาเองก็ได้ เคยวินิจฉัยไว้เปึนบรรทัดฐานแล้วตั้งแต่การแสดงตนและสัปดาห์ที่แล้วก็มีสมาชิกท้วงติง ท่านประธานก็ยืนยันว่าการนับองค์ประชุมเปึนอํานาจของท่านประธานสภา โดยใช้วิธีการ เสียบบัตร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราจะไปทบทวนในส่วนอื่นก็ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ครับ ในขณะนี้ท่านประธานนั่งเปึนประธานแล้ว ผมขอความกรุณาครับ ท่านประธานในฐานะ ที่เปึนประมุขของฝ์ายนิติบัญญัติ ท่านดําเนินการวินิจฉัยโดยใช้อํานาจของท่านเพื่อให้ การประชุมเดินหน้าต่อไปครับ ขอบคุณครับ
หมอประสิทธิ์มีอะไรหรือครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ นิดเดียวครับท่านประธาน
ยังอยู่ในเรื่องปรึกษาหารือ อยู่ครับ
เรื่องที่ท่านประธานวิปพูดนี้ ผมเปึน กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ ผมอยากจะเล่าให้ฟังครับ ข้อ ๒๕ ผมอยากเรียนท่านประธาน วันนั้นที่มีการประชุมร่างข้อบังคับนี้ เขาตัดคําว่า เปึนเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ออกไป แล้วเขาบอกว่า เปึนประเพณีปฏิบัติแล้ว ไม่ต้องใส่ลงไปในข้อ ๒๕ แล้วบอกว่าถ้ามี ส.ส. ท่านใดขอนับ องค์ประชุมใหม่ ให้เอาข้อ ๗๗ มาบังคับใช้โดยอนุโลมครับ นี่คือประเพณีที่เราปฏิบัติกันมา ท่านประธาน อันนี้พูดในที่ประชุม
คือเราเอาประเพณีไม่ได้ เราเอาตัวหนังสือเปึนหลักครับ
นี่ละครับ ถึงบอกว่ามันเปึนประเพณีปฏิบัติ ท่านประธาน แล้วไม่ใช่พวกผมไม่เคยโดนนะครับ สมัยผมเปึนรัฐบาลเขาก็ขานชื่อกันบ่อย ไม่เห็นต้องกลัว แล้วไม่ใช่ครับ ถ้าเกิดว่าท่านมีเหตุผล ท่านมีอะไร เช่น อยู่ดี ๆ เรากําลัง อภิปราย ท่านบอกป่ดการอภิปราย อย่างนี้ก็ต้องได้เรื่องครับ มันเปึนเอกสิทธิ์ของฝ์ายค้าน นะครับท่านประธาน
คือผมฟังมามาก พอสมควรแล้ว ก็เห็นว่าฝ์ายค้านกับฝ์ายรัฐบาล คุณชัยวัฒน์
ขออนุญาตท่านประธานคุณพ่อครับ คือผมกลัวว่าท่านประธานจะป่ดสภาครับ ถ้าป่ดนะครับท่านประธาน ตอนนี้พี่น้องประชาชน เขาฟังอยู่นี้ ความเสียหายจะอยู่กับฝ์ายรัฐบาลมากเลย แสดงให้เห็นว่ามันไม่ครบจริง ๆ แล้วก็จะสร้างความเสียหายให้กับสภา ท่านประธานก็เสียเวลา ผมเองนี้ดึกนะ ความจริงแล้ว ก็ยอม เพื่อพิสูจน์ว่ามันไม่ได้เปึนไปตามนั้นจริง ๆ แม้ว่าเสียงผมที่ลงไปแล้วโดยที่เครื่อง มันลงไปเองนี่ ผมก็ไม่ได้โทษใครท่านประธาน เพียงแต่ว่าอยากจะเห็นว่าเพื่อจะไม่ให้ มันเกิดความเสียหายต่อสภา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวสภาเราเสียหายนะครับ
ถ้าไม่เสียหาย ทั้ง ๒ ฝ์าย ที่นั่งอยู่นี้ต้องลงคะแนนให้หมด ไม่ใช่เดินออก
ท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ฝ์ายค้าน เขาก็ไม่ได้เสียบบัตร เขาไม่ได้ลงคะแนน มีผมอยู่ ๒ คนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นฝ์ายรัฐบาล มันก็ต้องเพียงพอ
ถ้าอย่างนั้นเครื่องเสีย
ถ้ามันไม่เพียงพอแสดงว่ามีการ กดบัตรแทนกัน แล้วก็เครื่องอิเล็กทรอนิกส์มันอาจจะใส่คะแนนให้กันไม่รู้เท่าไรเปึนเท่าไร ท่านประธาน นั่นคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นเหมือนกับเอาผมไป ๒ คน ลองคิดดู มันไม่เพียงพอ หรืออย่างไรท่านประธาน
มันเปึนไปไม่ได้ครับ
เพราะฉะนั้นผมว่าอย่าสร้าง ความเสียหายให้กับสภา
พอแล้วครับ
นับไปเลย ถ้าคิดว่ามันไม่พอ จริง ๆ แล้วจําเปึนต้องป่ดนี่ ความเสียหายมันจะต้องเกิดต่อสภา แล้วก็เกิดแก่ฝ์ายรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมห่วงเรื่องนี้ท่านประธาน จึงขอเรียนท่านประธานว่านับเถอะ มันไม่พอก็ยอมรับ แล้วก็บอกว่าเครื่องมันไม่ดีเอง อย่าไปโทษคน ถ้าท่านประธานไปอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวเขาจะบอก
แล้วถ้าเขาครบล่ะ
ถ้ามันครบก็ดีสิครับท่าน
ไม่ใช่
กราบขอบคุณครับ กลัวท่านประธาน จะป่ดก่อน อย่าป่ดนะครับ ขอบคุณครับ
ห่วงเรื่องป่ด เมื่อห่วงเรื่องป่ด ผมก็ขอป่ดการประชุมเลยครับ ขอป่ดครับ พรุ่งนี้ต่อครับ