สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒

คณิน บุญสุวรรณ ชี้แจงเหตุผลในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่า การแก้ไขดังกล่าวไม่ได้แสดงถึงการขยันเกินกว่าเหตุหรือไม่ให้เครดิตกับศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการแก้ไขที่จำเป็นเพื่อความชัดเจนและความถูกต้องของกฎหมาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและศาลอื่น และเรียกร้องการตรวจสอบเจตนารมณ์และถ้อยคำในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดและรอบคอบ

นายคณิน บุญสุวรรณ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม คณิน บุญสุวรรณ กรรมาธิการ ก่อนอื่นกระผม ต้องกราบขออนุญาตที่จะชี้แจงเล็กน้อยนะครับ กรณีที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้กรุณา ถามว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งหมด ๕๕ มาตรานั้น คณะกรรมาธิการนั้นได้ทําการแก้ไขไปถึง ๔๐ กว่ามาตรา ซึ่งเปึนจํานวนมาก ซึ่งท่านก็ข้อสงสัยว่าคณะกรรมาธิการมีความขยันขันแข็งเกินกว่าเหตุ หรือเปล่า หรือว่าเปึนการไม่ให้เครดิตกับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนผู้เสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้มาหรือเปล่าครับ อันที่จริงแล้ว กระผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ที่มีการแก้ไข ซึ่งดูเหมือนว่ามาก แต่แท้ที่จริงแล้วเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไข ถ้อยคําที่เกี่ยวกับในคํานิยาม เกี่ยวกับคําว่า คดี ซึ่งเมื่อแก้ไขคําว่า คดี แล้วนี่นะครับ มันก็ส่งผลกระทบไปถึงมาตราต่าง ๆ ทั้งร่างอีกถึง ๓๐ มาตราด้วยกันนะครับ เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุนี้จึงสามารถที่จะอธิบายได้ว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้ขยันเกินกว่าเหตุ แล้วก็ไม่ได้ มีเจตนาที่จะไปดิส เครดิต (Dis-Credit) ผู้เสนอร่างนี้เข้ามา ขออนุญาตกราบเรียนครับ เนื่องจากว่าคําว่า คดี นั้นมันเกี่ยวพันไปถึงมาตราต่าง ๆ ทั้งร่างเลยนะครับ ซึ่งมันเปึน โครงสร้างใหญ่ ซึ่งเปึนเรื่องสําคัญมาก มันเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา หลักการ แล้วก็ ความแตกต่างของวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกับศาลอื่นนะครับ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาเพื่อที่จะชี้แจงในภาพรวมเพื่อที่จะได้เปึน การประหยัดเวลาท่านสมาชิกผู้มีเกียรติด้วยนะครับ ตลอดทั้งร่างของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ ๕๕ มาตรา ที่ศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้เสนอมา คณะกรรมาธิการได้เปลี่ยนแปลง แก้ไขถ้อยคําทั้งในเนื้อหาและในบทนิยามในมาตรา ๓ ด้วย ทั้งหมดรวม ๑๑ รายการ ด้วยกัน ซึ่ง ๑๑ รายการนี่นะครับก็เริ่มต้นตั้งแต่เปลี่ยนคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา อย่างที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติก็ได้ทราบไปแล้วนะครับ เรื่องที่ ๒ ก็เปลี่ยนแปลงคําว่า การพิจารณาคดี เปึน การนั่งพิจารณา นะครับ ประเดี๋ยวกระผมขออนุญาตที่จะชี้แจงว่า ทําไมถึงใช้คําว่า นั่งพิจารณา ไม่ใช้คําว่า นอนพิจารณา แทนนะครับ ในข้อที่ ๓ คณะกรรมาธิการได้เปลี่ยนคําว่า พนักงานคดีรัฐธรรมนูญ เปึน เจ้าหน้าที่ศาล เปลี่ยนคําว่า พิจารณาคดี เปึน พิจารณาวินิจฉัย เปลี่ยนคําว่า วิธีพิจารณาคดี เปึน วิธีพิจารณา เปลี่ยนคําว่า การจําหน่ายคดี เปึน การจําหน่ายเรื่องพิจารณา เปลี่ยนคําว่า พิจารณา วินิจฉัยคดี เปึน พิจารณาวินิจฉัย เปลี่ยนคําว่า กระบวนพิจารณาคดี เปึน กระบวนพิจารณา เปลี่ยนคําว่า ทําคําวินิจฉัยคดี เปึน ทําคําวินิจฉัย แล้วก็เปลี่ยนคําว่า ทําคําสั่งคดี เปึน มีคําสั่ง นะครับ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขทั้ง ๑๑ รายการดังที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้ว ข้างต้น นอกจากจะปรากฏในมาตรา ๓ บทนิยามแล้ว ยังปรากฏอยู่ในมาตราอื่น ๆ อีก รวมทั้งสิ้น ๓๐ มาตราด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงแก้ไขทั้ง ๑๑ รายการ ซึ่งรวม ๓๐ มาตรา ดังกล่าวข้างต้นนะครับ คณะกรรมาธิการมีเหตุผลที่จะกราบเรียนดังต่อไปนี้นะครับ

เหตุผลประการที่ ๑ ก็ง่าย ๆ เพื่อให้มันสอดคล้องกับชื่อร่างของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้เสนอมาเองนะครับ เพราะว่าชื่อร่างนั้นได้ระบุไว้ว่าเปึนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในหลักการของร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอมาว่า เปึนหลักการที่ต้องการที่จะให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ก็จะเห็นว่าทั้งชื่อร่างแล้วก็หลักการดังกล่าวอย่างที่กระผม กราบเรียนไปแล้วไม่ปรากฏคําว่า คดี แต่ประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อร่างนั้นถ้าเปึน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเมื่อประกาศใช้แล้วนะครับ ถ้านําไปเทียบเคียงกับ ชื่อพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลอื่น ๆ ที่ได้ประกาศใช้ไปแล้ว ก็จะเห็นได้ อย่างชัดเจนว่า ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนั้นมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการให้มีคําว่า คดี อยู่ใน กระบวนวิธีพิจารณาของศาลนั้น ๆ แล้วก็จะปรากฏคําว่า คดี อยู่ทุกครั้งไป อย่างเช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง เปึนต้น ในขณะที่ชื่อร่างของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งก็ตรงกับถ้อยคํา ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้วนะครับว่าเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปบัญญัติคําว่า คดี ไว้ในบทนิยาม รวมทั้งกระบวนวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามร่างเดิม ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เปึนผู้เสนอมานะครับ

เหตุผลประการที่ ๒ ในเมื่อฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร จะต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอํานาจ หน้าที่และกระบวนวิธีพิจารณาของศาลใดศาลหนึ่งโดยเฉพาะ ก็ชอบแล้วก็มีความจําเปึน ที่จะต้องตรวจสอบดูเจตนารมณ์และถ้อยคําที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด และรอบคอบอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอํานาจหน้าที่ก็จะเห็นนะครับว่า เมื่อตรวจสอบดูแล้วก็จะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างอํานาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญกับศาลอื่น เริ่มต้นด้วยศาลยุติธรรมซึ่งก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ชัดเจนนะครับ ศาลฎีกาก็มีอํานาจพิจารณาพิพากษา คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองก็มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดี พิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งผู้กระทําผิด เปึนบุคคลที่อยู่ในอํานาจศาลทหารและคดีอื่น และสุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเองถึงแม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน ว่าให้ท่านมีอํานาจหน้าที่อย่างไร เหมือนกับศาลอื่นนะครับ แต่ก็บัญญัติไว้อย่างชัดเจนเลย ว่า วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรจะไปบัญญัติให้มีคําว่า คดี ในกระบวนวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตลอดทั้งร่างเดิมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้เสนอมานะครับ

เหตุผลประการที่ ๓ ในขณะที่มาตรา ๒๑๖ วรรคท้ายของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ว่าวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันชื่อร่างของพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่ศาลเสนอมาเองนะครับ ก็เปึนชื่อเดียวกันกับที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว แต่พอมาดูร่างที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมาตั้งแต่มาตรา ๓ จนถึงมาตรา ๕๕ ก็จะเห็นได้ว่ามีอยู่สิ่งเดียวที่ร่างนี้สอดคล้องและเปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ ๒ ของหมวดศาลที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีตั้งแต่มาตรา ๒๐๔ ถึงมาตรา ๒๑๗ สิ่งที่ว่ามันสอดคล้องกันเปึนสิ่งเดียวนั้นก็คือชื่อร่างเอง ชื่อร่างเท่านั้นเองที่สอดคล้อง นอกนั้นแตกต่างออกไปหมดจนดูเสมือนหนึ่งว่าเปึนคนละเรื่อง คนละหลักการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ถ้อยคํานั้นแตกต่างกันไปโดยเกือบจะสิ้นเชิง เพราะในขณะที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ มาตรา ๒๐๔ จนถึงมาตรา ๒๑๗ ดังกล่าวซึ่งเปึนส่วนของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะนั้น จะมีแต่คําว่า วิธีพิจารณา ยื่นคําร้อง วินิจฉัย พิจารณาวินิจฉัย เสนอเรื่องความเห็น เสนอเรื่องพร้อมความเห็น การนั่งพิจารณา และการทําคําวินิจฉัยนั้น ปรากฏว่าตลอดทั้ง ร่างที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมากลับมีแต่คําว่า คดี การพิจารณาคดี การไต่สวน พนักงานคดี กระบวนพิจารณาคดี การจําหน่ายคดี การวินิจฉัยคดี การสั่งลงโทษฐานละเมิดอํานาจศาล ตุลาการประจําคดี การสืบพยาน การไต่สวนพยานบุคคล หรือผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบ หลักฐาน การเบิกความติดใจซักค้าน บันทึกรายงานการพิจารณาคดี ข้อผิดพลาด หรือผิดหลง ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกันแล้วเหมือนเปึนคนละศาล กล่าวคือศาลรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กับศาลรัฐธรรมนูญ ตามร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมานะครับ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร จะไปโอนอ่อน ถึงแม้อยากจะ โอนอ่อนให้เปึนไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอมาก็ตามนะครับ แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไป โอนอ่อนให้ใช้คําว่า คดี ตลอดจนถ้อยคําต่าง ๆ ซึ่งมันแปลกแยกแตกต่างไปจาก บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะถ้าปล่อยไปอย่างนี้ ก็จะเปึนปัญหาในอนาคตคิดว่าน่าจะเปึนภาระของอนุชนรุ่นหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่จะต้องมาแบกรับเอาความแตกต่าง เช่นนี้เอาไว้ครับ เหตุเพราะว่าถ้าหากในอนาคตเกิดมีข้อสงสัยว่าข้อความตอนใดตอนหนึ่ง หรือถ้อยคําตอนใดตอนหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เมื่อประกาศใช้ไปแล้วมันขัดแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอยู่ดี แล้วก็เปึนไปไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นมีหรือที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ามันขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่า เปึนร่างที่ศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้เสนอมาเอง แล้วฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้ขัดข้องก็ยินยอมตามนั้น โดยไม่มีการ เปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่แล้วว่ามันขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน

เหตุผลในประการที่ ๔ กรณีที่ท่านกรรมาธิการได้สงวนความเห็น แล้วก็ได้ซักถามมาว่าให้คงคําว่า คดี ไว้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ โดยอ้าง มาตรา ๑๙๗ มาตรา ๒๑๑ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๑๑ วรรคสาม ซึ่งทั้ง ๓ มาตรานี้ มีคําว่า คดี อยู่ด้วยนะครับ รวมทั้งมาตรา ๓๐๐ วรรคสี่ด้วย กระผมก็ขออนุญาต กราบเรียนว่ามีเหตุผลดังนี้ครับว่า

ประการแรก ในส่วนของมาตรา ๑๙๗ ซึ่งอยู่ในหมวดศาลและมีคําว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี อยู่ด้วยนั้น ถ้าจะได้กรุณาตรวจสอบดูอย่างพิถีพิถัน แล้วก็จะทราบว่ามีอยู่ในบททั่วไป คําว่า พิจารณาพิพากษาอรรถคดี นั้น มีอยู่ในบททั่วไป ของหมวดศาลในรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ ก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ จะประกาศใช้ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีส่วนที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมีส่วนที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวดศาล โดยแยกเปึนอีกส่วนหนึ่ง ต่างหาก คือส่วนที่ ๒ แล้วก็ชอบที่จะดูถ้อยคําแล้วบทบัญญัติที่ตราไว้ในส่วนที่ ๒ ดังกล่าว ซึ่งมีตั้งแต่มาตรา ๒๐๔ ถึงมาตรา ๒๐๗ และไม่ปรากฏว่ามีคําว่า พิจารณาพิพากษา อรรถคดี เลยแม้แต่คําเดียวนะครับ

เหตุผลประการต่อไปในส่วนของมาตรา ๒๑๑ วรรคแรก ที่อ้างว่ามีคําว่า คดี อยู่ด้วยนั้น ถ้าจะสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าคําว่า คดี ดังกล่าวนั้น หมายถึงคดีที่อยู่ใน ระหว่างการพิจารณาของศาลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยุติธรรม ซึ่งเปึนกรณีที่ศาล เห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กําลังใช้บังคับแก่คดีนั้นอยู่ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตรงนี้ไม่ได้ หมายความว่า ศาลยุติธรรมส่งคดีนั้นมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เปึนการส่งเรื่องที่ สงสัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลยุติธรรมใช้บังคับอยู่นั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าเปึนไปตามร่างเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอมาก็จะ กลายเปึนว่าเมื่อศาลยุติธรรมพิจารณาคดีหนึ่ง พอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญก็จะกลายเปึน อีกคดีหนึ่งเท่ากับเปึนเรื่องคดีซ้อนคดีไป ดังนั้นคําว่า คดี ที่ปรากฏในมาตรา ๒๑๑ วรรคแรก จึงเปึนคนละกรณีกันกับเรื่องพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แม้แต่ในวรรคสองของ มาตรา ๒๑๑ ดังกล่าว ก็บัญญัติไว้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่อง หรือไม่รับเรื่องที่คู่ความ โต้แย้งไว้พิจารณาหรือไม่ก็ได้ ตอนที่ศาลยุติธรรมส่งมาก็ส่งมาเปึนเรื่องพร้อมความเห็น แต่ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาจะเปลี่ยนเปึนคําว่า คดี คงจะไม่ถูกต้อง

เหตุผลประการต่อไป ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้กรุณาตั้งข้อสังเกตไปแล้ว ว่านับตั้งแต่ที่มีศาลรัฐธรรมนูญเมื่อป้พุทธศักราช ๒๕๔๑ เปึนต้นมา คําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเรียกว่า คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกกันโดยภาษาทั่วไปว่า คําตัดสิน นั้น ไม่ปรากฏคําว่า คดี แม้แต่ฉบับเดียว มีแต่คําว่า เรื่องพิจารณาที่ คําวินิจฉัยที่ สําหรับคู่กรณีก็มีแต่คําว่า ผู้ร้อง และ ผู้ถูกร้อง หามีคําว่า โจทก์ หรือ จําเลย ไม่ แม้แต่ ในตัวอย่างคําวินิจฉัยกรณีที่ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุด ความเปึนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ซึ่งวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๑ ก็ใช้ว่า เรื่องพิจารณาที่ ๑๙/๒๕๕๑ เรื่องพิจารณาที่ ๒๙/๒๕๕๑ และ คําวินิจฉัยที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ ซึ่งเรื่องพิจารณาและคําวินิจฉัยดังกล่าวก็ดําเนินการตามข้อกําหนด ของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งใช้บังคับ โดยศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรนะครับที่อยู่ ๆ ศาลรัฐธรรมนูญนี้ก็จะไปเปลี่ยนใช้คําว่า คดี นะครับ

สําหรับเหตุผลประการสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับคําว่า คดี นั้นที่ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติได้กรุณาตั้งข้อสังเกตในเรื่องของมาตรา ๓๐๐ วรรคสี่ ตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ให้บรรดาคดีหรือการที่ค้างดําเนินการนั้นให้โอนไปอยู่ ในอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งขึ้นใหม่นั้น ข้อนี้ถ้าอ่านดูโดยภาพรวมแล้ว อาจจะทําให้ท่านเข้าใจว่า ถ้ากําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้แล้วจะมีผลผูกพัน ไปถึงการใช้ถ้อยคําด้วย ในบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถามว่าคดีในที่นี้ถ้าจะต้องโอนไปให้อยู่ในอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาคงจะต้องขึ้นอยู่กับถ้อยคําที่ใช้ในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ หรือถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบในการเปลี่ยนแปลงจากคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา ถึงแม้คําว่า คดี จะตกค้างมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ตาม แต่ว่าก็มีความผูกพัน ที่จะต้องใช้ไปตามบทบัญญัติของกฎหมายใหม่ ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องไปใช้คําว่า คดี ที่ค้างอยู่ในการพิจารณาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนะครับ ในทางกลับกัน ถ้าสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาไม่ยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง ให้ใช้คําว่า คดี อย่างเดิมแน่นอนที่สุดคําว่า คดี ที่ตกค้างมาจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็มีความจําเปึน ที่จะต้องใช้คําว่า คดี เรื่องนั้นคงไม่ใช่สาระสําคัญในการพิจารณาที่ว่าเหตุผลว่า ทําไมจะต้องเปลี่ยนแปลงคําว่า คดี นะครับ

สําหรับในเรื่องของบทนิยามว่าด้วย การนั่งพิจารณา จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ มีอะไรมากไปกว่าเปึนคําที่คณะกรรมาธิการได้กําหนดขึ้นใหม่แทนคําว่า พิจารณาคดี ทั้งนี้ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ

ประการแรก ก็เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ มาตรา ๒๑๖ วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนเรื่องขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณา และในการทําคําวินิจฉัยนะครับ เพราะฉะนั้นการใช้คําว่า การนั่งพิจารณา นั้น คณะกรรมาธิการ ก็ไม่ได้ไปหยิบมาจากไหนนะครับ ก็ได้ไปพิจารณาเอาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๑๖ วรรคแรก ซึ่งได้บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนเลยนะครับว่า องค์คณะของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทําคําวินิจฉัยต้องประกอบด้วย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าห้าคน คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีบัญญัติเปึนอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ อันนี้ก็คือเหตุผลที่ทําไมคณะกรรมาธิการ ได้เปลี่ยนมาใช้คําว่า การนั่งพิจารณาคดี ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเหนือจากการบัญญัติ กฎหมายลูกให้เปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเท่านั้นเองนะครับ

ประการที่สอง เหตุผลของการเปลี่ยนมาใช้คําว่า การนั่งพิจารณาคดี ก็คือ เหตุผลที่คณะกรรมาธิการได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขคําว่า คดี มาเปึน เรื่องพิจารณา นะครับ เปึนเรื่องที่คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาแก้ไขให้มันสอดคล้องไปตามที่คณะกรรมาธิการ ได้มีมติในการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ขอกราบขอบพระคุณครับ