พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการสนับสนุนให้ออกเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธรครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานให้ชี้แจงเพิ่มเติมจากที่ท่านกรรมาธิการท่านยืนหยัดได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ก็คือหลักในการทํางานของคณะกรรมาธิการมันยุ่งยากพอสมควรในการพิจารณาครับ เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนมาแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญให้ศาลเปึนผู้เสนอกฎหมายว่าด้วย วิธีพิจารณา เสนอขึ้นมาแล้วสภาเปึนผู้พิจารณานะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าศาลเอง ท่านก็ร่างขึ้นมาตามความเข้าใจ ตามความเคยชินของท่าน แน่นอนที่สุดก็คือมาจาก ศาลยุติธรรม ก็จะเอา วิ. แพ่งเปึนหลัก ดูทั้งหมดจะเห็นอย่างนั้นนะครับ แต่ผมก็พยายาม จะเรียนบอกว่านี่เปึนศาลรัฐธรรมนูญนะครับ เปึนศาลมหาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการ พิจารณามันควรจะแตกต่างไป ผมก็เชื่อว่าท่านเลขาธิการศาล ดอกเตอร์เชาวนะ ซึ่งอยู่มานาน ก็คงจะศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการพิจารณาของศาล ผมไปดูรัฐธรรมนูญหลายประเทศ ที่มีศาลรัฐธรรมนูญ เช่น ของเยอรมัน หรือของใครต่อใคร เขาแยกแยะกระบวนการพิจารณา เปึนหลายประเภทมาก เช่น ถ้าพิจารณาว่ากฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมีกระบวนการ อย่างไร ถ้าพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของบุคคลเปึนอย่างไร ถ้าพิจารณาคดีการเลือกตั้ง ซึ่งแต่ก่อนเคยขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ บัดนี้ไปขึ้นศาลคดีอาญานักการเมือง เขามีกระบวนการ พิจารณาอย่างไร แยกแยะไปชัดเจนครับ แล้วก็กระบวนการพิจารณาเหล่านี้ก็จะถูกเขียน ถูกพิจารณาขึ้นมาอย่างนี้ บัดนี้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กําหนดไว้ชัดเจนว่ากระบวนการ พิจารณาต้องออกเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ก็คือให้อํานาจฝ์ายนิติบัญญัติ เปึนผู้พิจารณา ไม่ใช่ให้ศาลอีกแล้ว รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ครับ บอกว่าให้ศาลไปออก ข้อกําหนดได้ ที่ออกก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญให้อํานาจไว้ ท่านก็ไปออกข้อกําหนดมา แล้วก็ ใช้มาอย่างนั้นตามที่ท่านเคยชินมา บัดนี้ชัดเจนว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ระบุไว้ชัดเจน ว่าให้ออกเปึนพระราชบัญญัติ ก็คือให้อํานาจกับฝ์ายนิติบัญญัติที่จะเปึนผู้ออกกระบวนการ พิจารณาของศาล ส่วนข้อกําหนดนั้นจะเปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณาไม่ได้ครับ หลักมันอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศาลจะไปออกระเบียบปฏิบัติ อะไรภายในของเขาไม่ได้ ยังได้อยู่ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้พิจารณาอย่างน้อยก็มีหลักที่มา เมื่อครู่ท่านยืนหยัดได้พูดไปแล้วนะครับว่าเอามาจาก แนวคิดของศาลปกครองสูงสุดนั่นละ ไปดูรายละเอียดสิครับ ในมาตราที่เขาบอกว่า ให้ศาลออกระเบียบได้ มาตรา ๔๔ บังเอิญท่านยืนหยัดไม่ได้อ่านในรายละเอียดนะครับ การดําเนินคดีทั้งปวงเกี่ยวกับการฟัอง การร้องสอด การเรียกบุคคล หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่มาเปึนคู่กรณี ออกเปึนระเบียบ ระเบียบนี้เขาบอกให้ส่งสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาด้วย เปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณา แต่ไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติงานภายในครับ นี่คือหลักของแนวคิดที่เราพิจารณาเปึนอย่างนี้ ผมอยากเรียนท่านประธานเพิ่มเติมนะครับ ที่เราห่วงกันมาก ๆ ก็คือว่าที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องอธิบายอย่างนี้ก็เพราะว่า เวลาให้ศาลไปออกข้อกําหนด เราห่วงว่ามันจะเปึนข้อกําหนดเกี่ยวกับกระบวนพิจารณา ซึ่งรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องออกเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ข้อกําหนด ตรงนี้เราห่วงต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปออกข้อกําหนดอย่างนั้นมันจะมาขัดแย้ง กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ ท่านประธานลองดูบางมาตรานะครับ ผมพยายามดูว่าตรงไหนที่ให้ออกเปึนข้อกําหนดบ้าง พลิกดูมาตรา ๑๘ ครับท่านประธาน กระบวนพิจารณาให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และข้อกําหนดของศาล กระบวนการพิจารณาให้เปึนข้อกําหนด อันนี้ไม่ใช่แล้ว เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นที่เราบอกนะครับว่าข้อกําหนดนี้ที่เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาต้องให้สภา ให้ความเห็นชอบด้วย มันก็ถูกแล้ว ดูอีกหลายมาตราข้างหลังที่ไม่ได้ออกเปึนข้อกําหนด นะครับ มาตรา ๒๒ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิโดยเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ มีสิทธิยื่น คําร้องให้ศาลวินิจฉัย ผมเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญกําลังศึกษาดูว่าการให้ประชาชนฟัอง ตรงกับศาลรัฐธรรมนูญจะต้องทําอย่างไรบ้าง วรรคท้ายก็บอกว่าในการดําเนินการของ บุคคลตามมาตรานี้ให้มีสิทธิขอรับความช่วยเหลือ และคําแนะนําจากเจ้าหน้าที่ของศาล ตามข้อกําหนดของศาล เปึนกระบวนการพิจารณาไหมครับ มาตราหลัง ๆ ก็มีท่านประธาน มันเปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณา เมื่อเปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณาแล้วก็ จําเปึนอยู่ดีที่จะต้องกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ เพราะมันเท่ากับเปึน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แต่บังเอิญว่าคือในการเขียนกฎหมายนี่นะครับ ผมก็เรียนท่านประธานไปแล้วว่าเราต้องยุ่งยากมากพอสมควร เพราะส่วนหนึ่งพยายาม ที่จะเอาบอกว่ามาตรฐานของศาลมหาชน กระบวนการพิจารณาต้องจากศาลแพ่งนะ เพราะฉะนั้นเมื่อหลักมันไปอย่างนี้ เราก็พยายามจะดึงกลับไปให้มันไปได้ แต่มันไปยากมาก เพราะท่านร่างมาอย่างนั้น แต่ถ้าให้พวกผมเปึนคนร่างจะไม่เปึนอย่างนี้ท่านประธานครับ เอาละไหน ๆ ก็มาถึงจุดนี้ ผมก็คิดว่าการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้เหตุผลไป ก็อยู่ที่สภาจะพิจารณา ผมได้เรียนกับพวกเราที่เปึนคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับว่า ผมอยู่สภามาเกือบ ๒๐ ป้แล้ว มีน้อยครั้งมากที่สภาจะไม่เอาตามเสียงข้างมากนะครับ แต่วันนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ แต่จะเปึนเสียงข้างน้อย ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะอะไร ก็เพราะพวกเราทราบว่าซีกฝ์ายรัฐบาลจะเอาตามที่ศาล ขอแปรญัตติสงวนไว้ทั้งหมด ๙ ประเด็นทั้งหมดเลย ยืนตามศาลหมด นี่อย่างไรที่ผมเรียน ตั้งแต่แรกว่ามันมีปัญหามากนะ ถ้าเปึนไปได้ผมไม่อยากจะพิจารณาหรอกอย่างนี้ และสุดท้ายเมื่อพวกเราออกกฎหมายไปอย่างนี้ มันก็จะมีปัญหาตามมาภายหลัง ท่านประธานครับ ก็ต้องเข้าใจว่าเมื่อรัฐธรรมนูญให้อํานาจสภาเปึนผู้ออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องสภาเปึนผู้ออกกฎหมาย เหล่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปตัดเรื่องที่เปึนเรื่องภายในของศาลนะครับ เรื่องที่เปึน เรื่องภายในแท้ ๆ ศาลยังสามารถที่จะออกข้อกําหนดได้อยู่ ในเรื่องอะไรบ้าง เช่น ในเรื่อง ท่านจะนัดประชุมวันไหน สัปดาห์หนึ่งจะประชุมกี่ครั้ง เชิญ ลําดับการนั่งพิจารณาของ ตุลาการจะนั่งอย่างไร ลําดับหน้า ใครอยู่ก่อน ใครอยู่หลัง เชิญ ออกเปึนข้อกําหนดได้ แต่ไม่ใช่ข้อกําหนดเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาซึ่งต้องเปึนพระราชบัญญัติ มันก็อยู่ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนกับท่านประธานว่าความยุ่งยากมันอยู่ตรงนี้ละ เพราะฉะนั้น ถ้าไปดูในข้อกําหนดในร่างกฎหมายที่ออกมาเห็นไหมครับ ยืนยันได้ไหมว่าข้อกําหนดที่จะ ให้ท่านออกไม่ใช่กระบวนการพิจาณา ซึ่งจะต้องเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ผมจึงให้เหตุผลกับท่านประธาน แล้วขอให้เรียนท่านสมาชิกทุกท่านว่าพวกเราคงต้อง ช่วยกันพิจารณากฎหมายนี้อย่างรอบคอบมาก ผมเองก็ห่วงนะครับว่าตราบใดที่ยังไม่มี พระราชบัญญัตินี้ ศาลท่านก็บอกว่าสบายไม่ต้องห่วง เพราะอย่างไรท่านก็ออกข้อกําหนด ได้อยู่แล้ว ท่านก็พิจารณาของท่านไปอยู่แล้ว แล้วพวกเราก็เห็นใช่ไหมครับว่าที่ผ่านมา ทําไมคนถึงวิจารณ์ศาลเยอะ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ เทียบกับศาลแพ่ง ศาลอาญาจะ ไม่มีปัญหาอย่างนี้ ที่วิจารณ์กันมาก ๆ นี่ ไม่ใช่วิจารณ์อะไรหรอกครับ มันเกี่ยวเนื่องกับ กระบวนการพิจารณา หลายคนพูดกันมากเรื่องคดีท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร ปัญหาอยู่ตรงไหนครับ ปัญหา อยู่ตรงที่กระบวนการพิจารณาของศาลเหมือนกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ บอกว่าทุกอย่าง ให้ยึดหลักนิติธรรม คืออะไรหรือครับ เวลาที่จะพิจารณาของศาลเอาหลักนิติธรรมมา คืออะไร ก็คือ ๑. ตัวกฎหมายใช่ไหมครับ ๒. รัฐธรรมนูญก็บอกว่าถ้าไม่มีก็เอาตามจารีต ประเพณีการปกครองตามรัฐธรรมนูญนะ ๓. อยู่วันดีคืนดีท่านบอกงัดพจนานุกรมขึ้นมา ก็นี่ที่เราพูดกัน ถ้าเอาพจนานุกรมมาตัดสินได้ ศาลจะเอาอะไรมาตัดสินก็ได้ ท่านประธาน ลองอ่านมาตราหลัง ๆ ทําไมคณะกรรมาธิการจึงไปแก้ว่าการตัดสินการพิจารณาคดีศาล ต้องยึดหลักอะไร เหมือนกับเราพยายามจะเอาประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา ๔ มาใช้ ก็เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ เพราะอะไรครับ เวลาพิจารณาไปแล้วอย่าลืมนะครับคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่ามีผลผูกพันทุกองค์กร ผูกพันกระทั่งศาลเองด้วย เพราะเปึนคนตัดสิน อันที่ผูกพันคืออะไรครับ ที่ผูกพันไม่ใช่ผลของคําพิพากษานะครับ ไม่ใช่ เหตุผลของคําพิพากษาก็ผูกพันด้วย วันนี้จึงมีคนถามเยอะบอกท่านนายกรัฐมนตรี สมัครไปออกทํารายการคุกกิ้ง โชว์ (Cooking show) ภาษาอังกฤษ ทําครัวโชว์นะครับ แล้วมันต่างอะไรกับที่ตุลาการบางท่านอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญไปสอนหนังสือล่ะครับ เปึนลูกจ้างไหม ก็นี่อย่างไรที่เราต้องพิจารณา ยิ่งผมไปพลิกดูอย่างน้อยที่มีส่วนในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ วันนี้ไปนั่งเปึนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ๓ ท่าน เราถึงไปเขียนว่า ท่านเหล่านี้จะต้องไม่มานั่งพิจารณานะ เพราะคุณไม่เปึนกลางก็เพราะเหตุอย่างนี้ หลายเรื่องที่คิดกันขึ้นมามันมีมูลเหตุของมันมา เราจึงพยายามที่จะให้มันเปึนไป อย่างรอบคอบได้มาตรฐาน แล้วก็อยากเห็นทํางานตัดสินคดีอย่างเปึนอิสระ คําวินิจฉัย ออกมาแล้วจะมีผู้ไม่เห็นด้วยก็เปึนเรื่องปกติครับ แต่ว่าเห็นไหมครับอย่างน้อยถ้ามี กระบวนการพิจารณาที่ดีเปึนมาตรฐานสังคมก็จะยอมรับคําพิพากษา คําวินิจฉัย และเหตุผลของคําวินิจฉัยด้วย นี่คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอแก้ไข มาตรา ๔ เปึนอย่างนี้ท่านประธานครับ