ยืนหยัด ใจสมุทร ชี้แจงว่ามาตรา 4 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญควรจะพิจารณาในแนวเดียวกับมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
กราบเรียนท่านประธานสภา กระผม ยืนหยัด ใจสมุทร คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กระผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาสอบถามและจะขอชี้แจง ในสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ทําการแก้ไขในมาตรา ๔ นี้ ซึ่งแต่เดิมนั้นมาตรา ๔ ก็เปึน ที่ทราบอยู่แล้วว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ร่างเสนอเข้ามานั้น ก็เพียงแต่ว่าเมื่อออกข้อกําหนด โดยประธานเปึนผู้ออก โดยความเห็นชอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านก็อยู่กัน ๙ ท่าน คนหนึ่งออก อีก ๘ คน ก็เห็นชอบ แล้วก็ส่งไปลงราชกิจจานุเบกษาก็ถือว่าใช้ บังคับได้ นั่นคือร่างเดิม ต่อมาคณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาหลักการในมาตรา ๔ แล้วก็ มองเห็นว่าข้อกําหนดที่จะออกตามมาตรา ๔ นี้ แท้จริงแล้วก็คือเปึนวิธีพิจารณาความ ในศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง แต่เปึนวิธีพิจารณาความที่ไม่สามารถเขียนลงไว้ใน ๕๕ มาตรานี้ได้ ถ้าเขียนไว้โดยละเอียดทั้งหมดนี่มันก็ต้องไม่ใช่ ๕๕ มาตรา แต่อาจจะเปึน ๑๐๐ มาตรา หรือมากกว่านั้น ซึ่งถ้าเราไปมองประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ดี ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ดีเราจะเห็นว่ามันมีวิธีพิจารณาความมากมายอยู่ในนั้น และเราเห็นว่าถ้าเราจะต้องมาเขียนลงในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้วก็น่าจะเปึนไปไม่ได้ และศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็ได้ยกร่างมาแค่นี้ โดยยกรายละเอียดไปไว้ในข้อกําหนดว่าท่านมีอํานาจที่จะออก ข้อกําหนดมาเพื่อท่านใช้ถ้อยคําว่า ออกข้อกําหนดเพื่อให้การดําเนินกระบวนพิจารณา ของศาลเปึนไปโดยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ก็คือเพื่อประโยชน์ของการดําเนิน กระบวนพิจารณาในศาลของท่านนั่นเองครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าอะไรที่ยังไม่ได้เขียนไว้ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเห็นว่ามันจําเปึนที่ทําให้การดําเนิน กระบวนพิจารณาของท่านต้องดําเนินต่อไปโดยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ท่านก็เขียนได้ครับ ทีนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเราได้ค้นคว้าว่าหลักการพวกนี้ได้ เคยมีการนําไปบัญญัติไว้ในที่ไหนบ้าง และเราก็ได้พบว่าในพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ ซึ่งเปึนกฎหมายที่มี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็คือ ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ข้อความในมาตรา ๖ นี้บอกว่าระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๔๔ และ มาตรา ๖๖ ต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ออกระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ ถ้าต่อมามีการเสนอญัตติและสภาผู้แทนราษฎร มีมติภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ส่งระเบียบดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ยกเลิกระเบียบใดไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนก็ให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดดําเนินการให้เปึนไปตามนั้น กําหนดวันตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงวันในสมัยประชุม นี่คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ไปนํามาเปึนหลักคิดที่เราจะมาพิจารณาว่าข้อกําหนดตามมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. ศาลรัฐธรรมนูญควรจะเดินไปในแนวไหน เอาแค่ว่าศาลรัฐธรรมนูญออกไป แล้วก็ส่งราชกิจจานุเบกษาไปก็ถือว่าจบกันอย่างนั้นหรือ หรือว่าเราควรจะมีอะไร ที่มากกว่านั้น เรามองเห็นในเบื้องต้นว่าอย่างน้อย ๆ เราต้องเอา พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ มาเปึนแนวคิดว่าเราควรจะเดิน ตามแนวนี้ไหม ในชั้นต้นเราก็มองว่าแล้วมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองนี่ เขาใช้หลักอะไร แล้วเราก็พบว่าหลักหนึ่งที่สําคัญที่สุดที่คิดว่ากฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง มาตรา ๖ ยึดก็คือว่าอํานาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้นอํานาจอธิปไตยซึ่งประกอบด้วยฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายบริหาร ฝ์ายตุลาการ ก็คือของปวงชนชาวไทย และเราก็คิดต่อไปว่าอันนี้ฝ์ายนิติบัญญัติก็มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ฝ์ายบริหารก็มาจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีเข้าไปจัดตั้ง เปึนคณะรัฐบาล และฝ์ายตุลาการมากันอย่างไร เพราะท่าน ส.ส. สุนัย ท่านก็พูดไปแล้ว ว่ามันเปึนรูปแบบพิเศษของบ้านเรา คือตุลาการไม่ได้มาจากประชาชน ผมเลยมองเห็นว่า มาตรา ๖ คงจะต้องการที่จะให้ศาลปกครองยึดโยงกับประชาชน ก็คือแม้ว่ามันจะเปึน การยึดโยงในรูปแบบที่ดูเหมือนว่ามันเล็กน้อย เหมือนที่ท่านพูดว่ามันเรื่องเล็ก ๆ แต่จริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องเล็ก การที่สภาผู้แทนราษฎรไปตรวจสอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดที่ออกตามมาตรา ๖ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันเปึนการแสดงออกว่า ประชาชนได้เข้าไปตรวจสอบการใช้อํานาจของศาลปกครองสูงสุด เปึนการตรวจสอบครับ ที่ท่านก็บอกว่าไปตรวจสอบทําไม ศาลปกครองสูงสุดท่านก็ทํางานของท่านไปโดยอิสระ ในเรื่องอิสระในการพิจารณาวินิจฉัยตัดสินคดีของท่าน ท่านเปึนอิสระอยู่แล้วครับ แต่ว่า ประชาชนได้รับรู้ในเรื่องพวกนี้อย่างไรบ้าง ตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับรู้การออกระเบียบของศาลปกครองสูงสุดไหม เพราะระเบียบนั้นออกมาใช้บังคับ กับประชาชน ประชาชนที่เลือกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามานี่ละ ประชาชนคนเดียวกัน กฎหมายนี้ก็ออกใช้กับเขา แล้วในมาตรา ๖ นี้ก็บอกว่าเปึนระเบียบที่ออกตามมาตรา ๔๔ และมาตรา ๖๖ เรื่องสําคัญ ๆ ทั้งนั้นครับ ทั้งมาตรา ๔๔ และมาตรา ๖๖ เปึนเรื่องที่ต้อง ให้สภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสกลับมาดูอีกครั้งหนึ่ง แต่วิธีเขียนในมาตรา ๖ ก็คือ เขียนบอกว่าไม่ได้มาขอความเห็นชอบ แต่ให้มาตรวจสอบก่อน ถ้าตรวจสอบเห็นว่า ระเบียบนี้ออกมาไม่เหมาะสม ก็จะมีการเสนอญัตติเข้าสภา เมื่อเสนอญัตติแล้ว ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นว่าควรจะยกเลิก เขาก็ให้ยกเลิก นั่นคือสิ่งที่เรา นํามาเปึนแนวคิด แต่ทีนี้เราไม่ได้คิดเรื่องนี้เรื่องเดียว เราคิดว่าจริง ๆ แล้วการยึดโยงกับ ประชาชนก็เปึนเรื่องหลักเรื่องหนึ่งครับ แต่อีกเรื่องหนึ่งก็คือการตรวจสอบการใช้อํานาจ เพราะนักกฎหมายทุกคน ผมเชื่อว่ารวมทั้งนักรัฐศาสตร์ หรือรวมทั้งทุก ๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้ ต่างก็ทราบดีกันอยู่แล้วว่าอํานาจอธิปไตยทั้งสามนั้น ฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายบริหาร ฝ์ายตุลาการ ต้องสามารถตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อํานาจซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสม และเพียงพอ ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนกฎหมายรัฐธรรมนูญในอดีต ท่านก็บอกนะครับว่า ถ้าอํานาจทั้งสามนี่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อํานาจไม่เหมาะสมแล้ว บ้านเมืองก็อาจจะ เกิดอาเพศได้ ท่านบอกอย่างนั้น เพราะมันเหมือนกับว่าอํานาจนี้กินแดนอํานาจนี้ อํานาจนี้ ขี่คออํานาจนี้ กลายเปึนว่าในที่สุดมองมาจากข้างนอกแล้ว บ้านเมืองนี้ปกครองโดยใคร ปกครองโดยนิติบัญญัติ ปกครองโดยฝ์ายบริหาร หรือปกครองโดยฝ์ายตุลาการ แต่ถ้า อํานาจทั้งสามมันสามารถตรวจสอบ ถ่วงดุลกันได้อย่างเหมาะสมพอเพียง มันก็ดูว่าดูดี ทุกอย่างมันก็เหมือนกับว่า ๓ ขาไปด้วยกันได้ บ้านเมืองก็ดูว่ามันก็ปกครองโดยอํานาจ อธิปไตยที่มาจากปวงชนชาวไทย ไม่มีการเอียงซ้ายเอียงขวา หรือมันเหมือนกับว่าใครอยู่ เหนือใคร ใครกินแดนใคร ใครขี่คอใคร เมื่อเราคิดตรงนี้แล้ว อาจารย์ท่านก็บอกแล้วว่า ถ้าหากว่ามันเกิดปัญหาเรื่องว่าอํานาจใดอํานาจหนึ่งอยู่เหนืออํานาจอื่น วิธีแก้ก็คือ แก้ที่ตัวกฎหมายเปึนหลัก ตัวกฎหมายไล่มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ต้องดูที่รัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญใครใหญ่กว่าใคร รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ท่านไปดูท่านก็รู้ การสรรหาองค์กร อิสระใครมีอํานาจสรรหาท่านก็ดูออก เรื่องนี้ผมไม่ขออนุญาตไปสอนหนังสือสังฆราช เพียงแต่ผมอยากจะขอกราบเรียนว่าเมื่อท่านครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่าต้องดูที่กฎหมาย ต้องแก้ที่กฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่สามารถถ่วงดุลอํานาจก็ต้องใช้กฎหมายนี่ละเข้าไปถ่วงดุล เพราะฉะนั้น เมื่อเรามองไปถึงจุดนี้แล้วเราก็มองว่ากฎหมายวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญนี้ก็ควรน่าจะ ยึดแนวของวิธีพิจารณาในศาลปกครอง แต่ทีนี้พอเราจะเขียนในมาตรา ๔ ให้ไปเหมือน มาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาของศาลปกครองก็มาคิดอีกทีว่าแล้วศาลปกครองนี้ ตรวจสอบใคร ปรากฏว่าศาลปกครองปัจจุบันนี้ตรวจสอบการใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่ ของรัฐเปึนหลักครับ ตรวจสอบการใช้อํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนหลัก แม้ว่า บางคําวินิจฉัยอาจจะกินแดนมาถึงคณะรัฐมนตรีบ้างนะครับ แต่ก็เปึนเรื่องที่จะต้องไป เคลียร์ (Clear) กันต่อไป แต่ส่วนใหญ่แล้วคือตรวจสอบการใช้อํานาจเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนี้ตรวจสอบการใช้อํานาจของสภาผู้แทนราษฎร เปึนหลัก ท่านกรุณาดูในรัฐธรรมนูญเถอะครับ ท่านเป่ดดูมาตราต่าง ๆ การที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจชี้เรื่องนี้ว่ากฎหมายนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. งบประมาณนี้ขัดต่อมาตรานั้น เรื่องนี้ขัดต่ออันนี้ เรื่องนี้ขัดต่ออันนี้ นั่นก็คือการที่เขาตรวจสอบการใช้อํานาจของ สภาผู้แทนราษฎรครับ แค่นั้นยังไม่พอ ไปตรวจสอบเรื่องของพรรคการเมือง ซึ่งก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก เพราะท่านก็อยู่ในพรรคการเมืองก็ไปยุบพรรคการเมืองได้ ตรวจสอบการทํางานว่า ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี กระทําการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรานั้น มาตรานี้ไหม ก็คือตรวจสอบฝ์ายบริหาร ซึ่งก็อยู่ในสภานี้ส่วนหนึ่งหรือเกือบทั้งหมด เมื่อคณะกรรมาธิการคิดอย่างนี้แล้วว่าพอศาลรัฐธรรมนูญนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ การทํางานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เราก็ต้องหา วิธีคิดใหม่แล้วว่าถ้าอย่างนี้เราต้องการถ่วงดุลอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ โดยการเขียน กฎหมายมาตรา ๔ เสียใหม่ แก้ไขให้มันเหมาะสม เพราะฉะนั้นข้อกําหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมานี้ต้องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ ข้อกําหนดนี้ว่าข้อกําหนดนี้ได้ออกมาที่จะใช้กับท่าน ใช้กับ ส.ส. ใช้กับ ส.ว. ใช้กับ คณะรัฐมนตรีนี้มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ มันมีตัวอย่างแล้วครับ ตัวอย่างในคดียุบพรรค นั่นละครับ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านสามารถที่จะฟังแถลงการณ์ป่ดคดีตอนเที่ยง แล้วบ่ายท่านตัดสินได้เลย นี่ท่านใช้อะไร ท่านใช้หลักอะไร เพราะที่เราเรียนกฎหมายกันมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในศาลรัฐธรรมนูญเรารู้แล้วว่าพอท่านฟังคําพยานหมดสิ้นแล้ว ท่านต้องนัดประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเสร็จแล้วท่านต้อง เขียนคําวินิจฉัยส่วนตน เมื่อเขียนคําวินิจฉัยส่วนตนเสร็จแล้วเอามารวมกันและเปึน คําวินิจฉัยส่วนกลางถึงจะตัดสินได้ เพราะฉะนั้นท่านฟังแถลงการณ์ป่ดคดีตอนเที่ยงแล้ว บ่ายเข้าใจว่าอีกครึ่งชั่วโมงท่านตัดสินเลย เวลาตรงนี้ผมไม่แน่นอนต้องขออภัยด้วยครับ แต่ข้อสําคัญคือพรรคพลังประชาชนครับ วันนั้นพรรคพลังประชาชนไม่ได้ไปแถลงการณ์ ป่ดคดี เมื่อไม่ไปแถลงการณ์ป่ดคดีแล้วท่านไม่สามารถนัดพรรคพลังประชาชนไปฟัง คําวินิจฉัยได้ครับ วันนั้นท่านอ่านคําวินิจฉัยโดยที่ไม่ได้นัดพรรคพลังประชาชนไปฟัง คําวินิจฉัย ท่านทําถูกต้องไหม อันนี้คําตอบมันอยู่ในตัวแล้ว แม้แต่ท่านย้ายที่พิจารณาคดี จากศาลรัฐธรรมนูญไปที่ศาลปกครองท่านก็ไม่ได้แจ้งคู่กรณีให้ทราบ เรื่องนี้มันมีอยู่ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านจะออกข้อกําหนดมา คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงมีความเห็นว่า โดยหลักอํานาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย โดยหลักที่ว่าอํานาจทั้งสามต้องสามารถ ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านจะออกข้อกําหนด ท่านต้องออก แล้วก็ส่งมาให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ทําการ ตรวจสอบการทํางานของศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว และเห็นว่าข้อกําหนดของท่าน ที่ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะออกมาใช้กับท่านโดยตรง ใช้กับ ส.ส. ใช้กับ ส.ว. ใช้กับ คณะรัฐมนตรีโดยตรงเห็นว่ามันถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ไม่ได้มีอะไรที่ดูไม่ชอบมาพากลแล้ว ท่านก็เห็นชอบนะครับ แล้วไม่ใช่เปึนในเรื่องของการที่ท่านจะไปแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญ นะครับ มันคนละเรื่องกัน การแทรกแซงก็คือเขาจะตัดสินคดีแล้วท่านไปแทรกแซงเขาว่า ให้เขาตัดสินอย่างนั้น เขาตัดสินอย่างนี้ แต่นี่ไม่ใช่นะครับ ข้อกําหนดท่านออกไปแล้ว ท่านก็ไปตัดสินกัน ท่านก็ไปทํากัน ท่านจะลงมติอย่างไรก็เรื่องของท่าน ท่านจะเอาพจนานุกรม มาตัดสินก็เปึนเรื่องที่ท่านมีอํานาจที่จะทําได้ แต่ถ้าอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มันก็คงจะพูดกัน ทุกมาตรา แล้วก็จะมีข้อเท็จจริงที่ผมได้ประสบมาด้วยตนเองก็จะมาชี้แจงให้เห็นว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ที่เปึนเหตุผลที่จะสามารถอธิบายได้ เปึนตรรกที่สามารถที่อธิบายได้ ทุกขั้นตอนครับ ในขั้นตอนนี้ผมคิดว่าผมชี้แจงแค่นี้ก่อน ขอบพระคุณครับท่านประธาน