ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร และเรียกร้องให้เข้าใจถึงความสำคัญของกฎหมายและกระบวนการพิจารณาของศาลอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภา และการมีสิทธิ์ในการอภิปราย โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรนำร่างกฎหมายที่ถอนออกไปมาใหม่ และควรดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๔ เปึนเรื่องที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถไปออก ข้อกําหนดเพื่อที่จะใช้ในกระบวนพิจารณาของศาลได้เท่านั้นเอง สาระสําคัญไม่ได้มีอะไร มากไปกว่านี้เลยครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปแก้ไขว่า ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไปออกข้อกําหนดว่า ก็มีกระบวนการเพิ่มเติมขึ้น จากเดิมที่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะออกข้อกําหนดได้เลย แล้วข้อกําหนดของศาลนั้น เมื่อได้รับความเห็นชอบจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไปเพิ่มเติมแล้วก็แก้ไขตรงที่ว่าให้ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญออกข้อกําหนดได้โดยความเห็นชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เอาอํานาจในการให้ความเห็นชอบมาอยู่ในวรรคแรก แล้วระบุต่อไปอีกว่า ข้อกําหนดนั้น จะมีผลได้ต่อเมื่อสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเสียก่อนและประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องทําความเข้าใจพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก่อนว่าเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ คําว่า วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่าอะไรครับ ท่านประธาน หมายความว่ากฎหมายฉบับนี้ไปออกระเบียบให้ศาลที่จะใช้ในเวลา พิจารณาคดี ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลทั้งหมดนี้ ให้ศาลมีอํานาจในการไป กําหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านสมาชิกเปึนห่วงว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอํานาจไปออกกฎหมายนั้น ไม่มีหรอกครับ เปึนเพียงแต่ว่าในกระบวนพิจารณาของศาลนั้น เกิดในเวลาใดเวลาหนึ่งนี้ มันมีปัญหาข้ออุปสรรค ทําให้การพิจารณาของศาลไม่เปึนไปโดยความบริสุทธิ์ยุติธรรม หรือรวดเร็ว ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดเพื่อจะกําหนดวิธีพิจารณาคดี ของศาลยุติธรรมได้ ไม่ได้ให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญในการที่จะออกกฎหมายเหมือน สภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใดเลยครับท่านประธาน เปึนเพียงแต่ไปออกข้อกําหนดของ ตัวเองในการพิจารณาคดี เหมือนกับที่เราพูดกันว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปออก กฎกระทรวง เปึนอย่างนั้นละครับท่านประธาน คืออะไรก็ตามเพื่อเปึนประโยชน์ในการ ดําเนินการของหน่วยงานก็สามารถไปออกระเบียบ ออกข้อกําหนดได้ สิ่งที่จะสอดคล้องกับ ข้อสนับสนุนอย่างที่ผมได้กราบเรียน ก็คือถ้าท่านประธานพลิกไปมาตราต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานจะเห็นได้ชัดเลยครับว่า ไม่ได้ไปออกกฎหมาย ออกระเบียบอะไรทั้งสิ้น มาตรา ๕ เปึนเรื่องของการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ศาล เพื่อช่วยเหลือ ในกระบวนการพิจารณาของศาลเท่านั้นเอง มาตรา ๖ ก็มีอํานาจวินิจฉัยคดีตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญกําหนด มาตรา ๗ ก็เปึนเรื่องของการที่ศาลสามารถย่นขยายระยะเวลา ที่กําหนดได้ เพื่อให้การพิจารณาเปึนไปด้วยความยุติธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ผมจะไม่อ่าน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่ผมอยากเรียน ข้อข้องใจของท่านสมาชิกว่า ถ้าเราให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว จะเปึนการให้อํานาจศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญไปออกกฎหมายเหมือนกับ สภาผู้แทนราษฎรนั้นคงไม่ใช่ เปึนเพียงแต่ให้อํานาจศาลไปออกระเบียบ ออกข้อกําหนด เพื่อที่จะให้การดําเนินการพิจารณาของศาลนั้นเปึนไปด้วยความบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม แล้วก็รวดเร็ว ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือการที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากไปเพิ่มเติมในวรรคท้ายว่า ข้อกําหนดนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎร ทําไมผมเปึนห่วงตรงนี้ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องยอมรับ อย่างหนึ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่ได้มีวาระที่แน่นอน จะเกิดอุบัติเหตุ มีการยุบสภา หรือมีช่วงเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทําหน้าที่ได้อยู่ตลอดเวลานะครับ สภาผู้แทนราษฎรมีสมัยสามัญประชุมสภา ๔ เดือน เว้นไป ๒ เดือน ประชุมต่ออีก ๔ เดือน เว้นไป ๒ เดือน ๑ ป้ เรามีช่วงที่เว้นวรรคการทํางาน ๔ เดือน ถ้ามีช่วงไหนที่มีการ ยุบสภาผู้แทนราษฎรก็หมายถึงในช่วงนั้นจะไม่มีสภาผู้แทนราษฎร นั่นหมายถึงอะไรครับ ท่านประธาน หมายถึงว่าระเบียบข้อกําหนดของศาลที่จะใช้ในกระบวนวิธีพิจารณา ความของศาลรัฐธรรมนูญต้องหยุดชะงักลง นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานยอมรับตรงกันแล้วครับว่า ศาลต่าง ๆ นั้น มีอํานาจอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีโดยอิสระ และให้ความเปึนธรรม กับประชาชนหรือองค์กรต่าง ๆ แต่ถ้าให้อํานาจสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปแทรกแซงสามารถ ที่จะไปบิดเบือนกระบวนการออกข้อกําหนดในวิธีพิจารณาคดีของศาล นั่นหมายถึงว่า กระบวนการทําหน้าที่ของศาลถูกแทรกแซงโดยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งขัดต่อบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง แล้วก็ทําไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องเข้าใจว่า วันนี้ศาลนั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ อํานาจหน้าที่เขา สภานิติบัญญัติก็ทําหน้าที่ของตัวเอง อํานาจ ๓ อํานาจนั้นเปึนอํานาจ ที่สามารถถ่วงดุลต่อกันได้ แต่ไม่สามารถแทรกแซงซึ่งกันและกันได้ เพราะฉะนั้น ถ้าสภาผู้แทนราษฎรจะให้ความเห็นชอบตามร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอแก้ไข นั่นหมายถึงประเด็นที่ ๑ ขัดต่อหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นที่ ๓ จะทําให้เกิดความล่าช้าในกระบวนพิจารณาของศาล อย่างเห็นได้ชัด แล้วสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าไม่มีหรอกครับ ระเบียบวิธีพิจารณาในหน่วยงานต่าง ๆ แล้วสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเข้าไปให้ความเห็นชอบ เขาทั้งหมด ถ้าเราถือบรรทัดฐานของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องวิธี พิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญเปึนหลัก ถ้าอย่างนั้นสภาผู้แทนราษฎรต่อไปนี้จะ เข้าไปพิจารณากฎกระทรวง ระเบียบต่าง ๆ ที่ออกในหน่วยงานทั้งหมด ให้ความเห็นชอบ ก่อนใช้ปฏิบัติได้อย่างนั้นหรือครับ ซึ่งมันเปึนวิธีการที่ผิดต่อหลักการอย่างสิ้นเชิงครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าวันนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนเรื่องของศาลที่เขาจะสามารถไปกําหนดกระบวนวิธีพิจารณา ความระหว่างการพิจารณาคดีของศาลเท่านั้นเอง สิ่งที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าในมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ บอกว่า ระหว่างที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ศาล มีอํานาจออกข้อกําหนด ก็ถูกต้องอย่างไรครับ ออกข้อกําหนดในเรื่องของวิธีพิจารณาคดี ของศาลเท่านั้น แต่ไม่มีอํานาจไปออกกฎหมายต่าง ๆ ที่จะให้อํานาจศาลในการพิจารณา เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่มีครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า ในการอภิปรายนั้นต้องทําความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนว่าขณะนี้เรากําลังพิจารณากฎหมาย อะไร และการที่สภาผู้แทนราษฎรจะเข้าไปแทรกแซงกระบวนพิจารณาของศาล วิธีการ พิจารณาของศาลนั้นเปึนเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วกระผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า กฎหมายฉบับนี้จะเปึนกฎหมายตัวอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะต้องพึงปฏิบัติ ว่าวันนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากไปแก้ไขรายละเอียดของกฎหมาย มากมายทุกมาตรา ผมไม่เห็นด้วยครับที่จะให้คณะกรรมาธิการถอนร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้กลับไปพิจารณาใหม่ เพราะ
๑. คณะกรรมาธิการได้พิจารณากันมาแล้วอย่างรอบคอบ ผมเชื่อครับว่า อย่างรอบคอบ ส่วนความเห็นจะแตกต่างอย่างไรนั้นเปึนเรื่องปกติในทางการพิจารณา ดําเนินการออกกฎหมาย ที่ประชุมแห่งนี้ก็เพียงแต่รับฟังว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยมีความคิดเห็นอย่างไร สมาชิกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ใช้สิทธิอภิปราย และท้ายที่สุดก็จะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินว่าสิ่งใดจะเปึนประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับพี่น้อง ประชาชนและประเทศชาติ แล้วก็ตัดสินลงมติกันตามนั้นเท่านั้นเอง ไม่มีความจําเปึนครับ เพราะผมเชื่อว่าถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการถอนร่างนี้กลับไป แล้วเปลี่ยนมาใหม่ สมมุติ ว่าเปลี่ยนมาเปึนร่างของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านจะตอบสภานี้อย่างไรครับว่าในตอนที่ท่าน ไปพิจารณาตอนแรก ท่านใช้หลักเกณฑ์อะไรมาพิจารณา เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่ คณะกรรมาธิการจะต้องถอนไปครับ แต่ว่าการดําเนินการของสภาอย่างนี้ วันนี้จะต้อง พิจารณาไปด้วยความรวดเร็ว เปึนธรรม แล้วก็เกิดประโยชน์สูงสุดครับท่านประธานครับ