สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒

ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ อภิปรายเรื่องการแยกตัวของศาลจากกระทรวงยุติธรรม และการแสดงประติมากรรมของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนมีความคลางแคลงใจในอํานาจตุลาการ

ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมจะขอโอกาสอภิปรายอนุโมทนาบุญผู้ที่แปรญัตติเพิ่มคําว่า และให้เสนอ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ แต่เมื่อสักครู่ฟังท่านสมาชิกที่อภิปรายจบไปแว่ว ๆ ว่าจะขอถอน ผมก็เลยแปลกใจว่าถอนไปทําไม ในเมื่อของที่แปรญัตติมานี้มันมีคุณค่าเหลือเกิน ท่านประธานครับเราเรียนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าระบอบประชาธิปไตยที่เราใช้กันอยู่นี้ เปึนระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนองค์พระประมุข แล้วก็อธิบาย ความต่อไปว่า ระบอบประชาธิปไตยนั้นประกอบด้วยอํานาจ ๓ ส่วน นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ นิติบัญญัตินั้นแน่นอน พวกเราที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน กว่าจะได้แต่ละคะแนนต้องเดินเข้าไปพบปะกับประชาชน ขอให้ประชาชน สนับสนุนและลงคะแนนให้เข้ามาเปึนสมาชิกสภานิติบัญญัติ ในขณะเดียวกันอํานาจ บริหาร แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเหมือนในบางประเทศที่มีการ เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่นายกรัฐมนตรีก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากตัวแทนของ ประชาชนที่เราดําเนินการกันมาอยู่ในสภาแห่งนี้หลายครั้งหลายหน ผมอยากจะถามว่า อํานาจตุลาการมีอะไรเชื่อมโยงไปถึงประชาชนบ้างไหม ในอดีตศาลสังกัดกระทรวงยุติธรรม เวลามีปัญหาเกิดขึ้นในสังคมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถยื่นกระทู้ถามหรือเสนอญัตติมาอภิปรายกันในสภา แล้วรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมก็เปึนผู้มาชี้แจง ปัจจุบันนั้นศาลถูกแยกออกจากกระทรวงยุติธรรม จนกลายเปึนอิสระ แล้วอิสระทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่สามารถที่จะมีอะไรเชื่อมโยงมาถึง ประชาชนโดยสิ้นเชิง กรณีอย่างนี้ถ้าหากว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็คงไม่มี การวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้อํานาจของตุลาการ แต่บ้านนี้เมืองนี้ได้มีสิ่งที่เกิดขึ้นเห็น เปึนที่ประจักษ์ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเกี่ยวกับคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ความเปึนรัฐมนตรีของอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช กรณีการทํากับข้าว จนกลายเปึนคํากล่าวของเด็กและเยาวชนบอกว่าทํากับข้าวถูกปลด เปึนกบฏกลับได้รับ การปลดปล่อย อันนั้นเปึนกรณีที่ ๑ ที่ถือได้ว่าเปึนประติมากรรมชิ้นใหม่ของ ศาลรัฐธรรมนูญหรืออํานาจตุลาการในยุคสมัยนี้ ประติมากรรมอีกชิ้นหนึ่งก็คือวันที่ ๒ ธันวาคม ป้ ๒๕๕๑ ท่านประธานก็คงรู้มีการร้องให้วินิจฉัยพรรคการเมือง ๓ พรรค คือพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ศาลรัฐธรรมนูญได้ ดําเนินกระบวนพิจารณาแล้วในที่สุดก็นัดให้ ๓ พรรคการเมืองนั้นไปแถลงป่ดคดีในเช้า วันที่ ๒ ธันวาคม ผมเชื่อแน่ว่าท่านประธานคงได้ติดตามการถ่ายทอดสดโดยสถานีวิทยุ โทรทัศน์ พรรคพลังประชาชนดูเหมือนจะรู้ชะตากรรมของตัวเอง ว่ามีธงนําหน้ามาว่า ยุบแน่ จึงสละสิทธิที่จะไปแถลงป่ดคดี แต่พรรคชาติไทย หัวหน้าพรรคชาติไทยคือ ฯพณฯ ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ยกมือไหว้ขอความเมตตาจากบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๙ ท่านที่อยู่ในบัลลังก์ ถ้าผมจําไม่ผิดดูเหมือนจะมีน้ําตาคลอเบ้า ขอความเห็นอกเห็นใจ จากบรรดาตุลาการทั้งหลาย ถัดจากนั้นเปึนหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย คือท่านอนงค์วรรณ เทพสุทิน คราวนี้ร้องไห้เพราะท่านเปึนสุภาพสตรี ท่านประธานครับ แถลงป่ดคดีประมาณ ๑๑.๐๐ นาฬิกาเศษ ๑๒.๐๐ นาฬิกาอ่านคําพิพากษาได้ทันที นี่คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงไว้ให้เปึนที่ประจักษ์ ให้ปรากฏในแผ่นดินนี้ว่าได้ดําเนินกระบวนพิจารณาอย่างไร ทําให้ประชาชนทั้งประเทศเกิดความคลางแคลงใจในอํานาจของตุลาการ อํานาจตุลาการ ก็หมายถึงศาลทุกศาลไม่ว่าจะเปึนศาลสถิตยุติธรรม ศาลทหาร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองหรือแม้กระทั่งศาลพิเศษทั้งหลาย ไม่ว่าศาลแรงงานหรือศาลคดีภาษีอากร เมื่อทางฝ์ายตุลาการได้แสดงประติมากรรมอย่างนี้ให้ปรากฏแก่ประชาชนในชาติ ในขณะเดียวกันวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ไม่ได้ เนื่องจากมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการละเมิดอํานาจศาล และการที่ศาลสั่งลงโทษผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ กรณีการละเมิดอํานาจศาลก็ไม่ได้มีการพิจารณาอะไรละ ใครแสดงความคิดเห็นในทางที่ ไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษาก็สุ่มเสี่ยงกับการถูกคําสั่งศาลว่าละเมิดอํานาจศาล จนทุกวันนี้ ประชาชนไม่มีใครกล้าที่จะไปพูดถึงเรื่องของศาล เรื่องของตุลาการ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไร เชื่อมโยงมาถึงตัวแทนของประชาชนโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการที่มีสมาชิกไปแปรญัตติว่า ให้นําข้อกําหนดนี้มาเสนอสภานั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าเปึนสิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศ เมื่อได้รับทราบตรงนี้จะต้องชื่นชมโสมนัส แต่ก็เปึนที่น่าเสียดายว่าท่านผู้แปรญัตติหรือว่า ผมอาจจะฟังผิดไป เพราะว่าท่านสมาชิกที่อภิปรายก่อนหน้าผมนั้นเวลาท่านพูดในสภา ฟังยากที่สุดในบรรดาสมาชิกทั้งหมด ๔๐๐ กว่าคน ผมอยากจะไปนั่งใกล้ ๆ ท่านบังเอิญ ลุกไปไม่ทัน ยืนยันอีกครั้งได้หรือไม่ครับว่าท่านไปถอนหรือยัง ถ้าถอนแล้วผมก็บอกได้ คําเดียวว่าเสียดายครับ แต่ถ้ายังคงอยู่ผมอนุโมทนาครับ ขอบคุณครับ