สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๘ มกราคม ๒๕๕๙

อีกอย่างหนึ่งก็คืออย่างเช่นท่านสมาชิกจะเห็นว่าที่เรานําเข้าระเบียบวาระการประชุม ในวันนี้ ซึ่งแน่นอนก็ผ่านที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มาแล้วก็เป็นเรื่องของด้านกีฬา ซึ่งตามที่ที่ประชุมสภาของเราได้คิดว่าการที่ผมได้เสนอ แผนปฏิรูป ๑ ปีครึ่งบวก ๒๐ ปี ตามที่แม่น้ํา ๕ สายขอให้ทําเสนอไปนั้นเป็นฝ่าย สปท. ฝ่ายเดียวด้วยครับที่มีเรื่องนี้เสนอเข้าไปสู่ที่ประชุมผู้นําแม่น้ํา ๕ สาย เราเสนอขึ้นไป เพราะได้รับการขอร้องจากท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีให้ทําไป ซึ่งท่านก็บอกว่า ท่านขอมาตอนเย็นรุ่งขึ้นก็เอาไปส่งได้ท่านก็รู้สึกขอบคุณมากเลยทีเดียว ซึ่งผมบอกว่าเป็นตุ๊กตา เพราะเราสามารถปรับได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนั้นด้านกีฬาบางทีด้านที่กําลังเสนอ พูดกันวันนี้นะครับ อยู่ในแท่งที่ ๔ ด้วยซ้ํา ไม่ใช่แท่งที่ ๑ ปีครึ่ง แต่ทีนี้เมื่อท่านพร้อมเราจึง สามารถเสนอท่านนายกรัฐมนตรีได้เลย เพราะฉะนั้นเกณฑ์ของเราในการที่เราจะเสนองาน ออกไปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราเกณฑ์ก็คือ ๑. จัดลําดับความสําคัญเร่งด่วน ๒. ถ้าหากความเห็นของกระทรวงกับของเราตรงกันก็ส่งไปได้เลย ๓. ถ้างานปฏิรูปชิ้นใดพร้อม เราก็มีการศึกษา มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม มีร่างกฎหมายแนบไปพร้อม แล้วก็สามารถส่งไปได้เลย โดยที่เรามาผ่านที่ประชุมสภา สปท. นี้ อันนี้ก็เป็นกรณีตัวอย่าง ใช่ไหม ซึ่งผมกราบเรียนให้ทราบว่าเราสามารถปรับได้ทุกวันอยู่แล้ว แต่ขอให้มีแผนอยู่ในใจว่า ๑ ปีครึ่งจะทําอะไร ๒๐ ปีข้างหน้าจะทําอะไร ซึ่งวันจันทร์นี้เราก็จะพูดกันต่อ อันนั้นเป็น วาระเพื่อทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ต่อไประเบียบวาระที่ ๒ เรื่องรับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ คือ ๓.๑ เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์

นายกษิต ภิรมย์

ขอขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ก่อนที่ท่านจะลงไปสู่วาระต่าง ๆ ขอหารือ ๓ เรื่องด้วยกันนะครับ

เรื่องแรก ก็เป็นข่าวว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ปฏิเสธคําขอของพรรคการเมืองที่จะให้มีการประชุม ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ผมได้เสนอกราบเรียนท่านประธาน และท่านประธานได้กรุณาแจ้งไปที่รัฐบาล ถ้าเผื่อ เรื่องถ้อยแถลงของท่าน พลเอก ประยุทธ์เป็นจริง อยากจะขอความกรุณาท่านประธานเตือนรัฐบาล ให้มีหนังสือตอบท่านประธานอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นหลักฐานนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ส่วนอันที่ ๒ ภารกิจของเรา สปท. ในที่ประชุมใหญ่นั้น ผมขอย้ําที่ผมได้เสนอสั้น ๆ เมื่อวานนี้ว่าต่อไปนี้การจัดตั้งระเบียบวาระการประชุมของ สปท. ทุกวันจันทร์และวันอังคาร นอกเหนือจากเราจะมาให้ความเห็นชอบต่อผลงาน ข้อเสนอแนะ มติของบรรดากรรมาธิการ ทั้งหลายเพื่อส่งต่อไปที่คณะรัฐบาลเพื่อให้ดําเนินการต่อไปนั้น ผมอยากจะให้ทุกการประชุม ให้มีอีกหัวข้อหนึ่ง คือเอาเรื่องของชาติที่อยู่ข้างนอก สปท. นั้นให้หน่วยราชการแล้วก็บรรดา คณะรัฐมนตรีมาชี้แจงให้พวกเราฟัง เพื่อจะให้การดําเนินการของข้างนอก สปท. กับข้างใน สปท. ว่าด้วยการปฏิรูปนั้นไปในทิศทางเดียวกัน ผมได้ยกตัวอย่างเรื่องของรถไฟความเร็วสูง จากประเทศจีนเมื่อวานนี้นะครับ แล้วผมก็แน่ใจว่ายังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งคณะประสาน กิจการรัฐสภาร่วมกับบรรดาประธานกรรมาธิการทั้งหลายน่าจะปรึกษาหารือแล้วก็ตกลงกันได้ว่า แต่ละสัปดาห์นั้นเราควรจะเอาเรื่องระดับชาติที่เป็นปัญหาของชาตินั้นมารับฟัง มาพิจารณากัน มากน้อยเพียงใดนะครับ

ส่วนประเด็นที่ ๓ สุดท้าย ผมขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ แล้วก็ ให้เป็นข้อระวังของพวกเรากันเองสักนิดหนึ่งว่าเวที สปท. ไม่ใช่เป็นเวทีที่จะให้มีการขยายอํานาจ ของส่วนราชการ แล้วก็การกระจุกตัวงานของชาติอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ผมได้กล่าวในหลาย โอกาสในที่ประชุมนี้ขอให้มีความระมัดระวังการจัดตั้งองค์กรต่าง ๆ ในระบบราชการไทย ที่นี่ไม่ใช่เวทีแล้วก็ไม่ใช่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่จะฉวยโอกาสในการที่จะขยายอํานาจ ของฝ่ายข้าราชการประจํา จะเป็นการสวนทางกับหัวใจของการปฏิรูปคือการกระจายอํานาจ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด แล้วการที่จะสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ ๆ นั้นก็เป็น เรื่องของงบประมาณขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมาและในอนาคตอีก ๒-๓ ปี ข้างหน้าดูจะไม่ราบรื่น เราควรจะประหยัดงบประมาณมากกว่าที่จะมาใช้โอกาสของ สปท. นี้ ตั้งองค์กรต่าง ๆ ผ่านคณะกรรมาธิการต่าง ๆ มากมาย แล้วก็ยังอาจจะไม่ใช่เป็นเรื่องของ ความจําเป็นเร่งด่วน และงานต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะมีการปรึกษากับทาง คสช. ครม. ให้เป็น ที่แน่ชัดด้วย ผมอยากจะให้เรามุ่งประหยัด มุ่งการกระจายอํานาจ แล้วก็ปฏิรูปประเทศ อย่างจริงจัง ไม่ต้องการที่จะสร้างฐานอํานาจทางการเมืองหรือของข้าราชการโดยใช้ สปท. เป็นเครื่องมือ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ท่านเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ต้องกราบเรียนท่านประธานหารือว่าเมื่อสักครู่ท่านประธานบอกว่า วันจันทร์จะมีการประชุมเกี่ยวกับการเสนอแผนปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานว่าสิ่งที่จะพิจารณาแผนปฏิรูปนั้นน่าจะเป็นแผนที่ผ่าน การพิจารณาเห็นชอบอย่างตกผลึกของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศก่อน มิฉะนั้นแล้วคณะกรรมาธิการแต่ละคณะที่นําไปพิจารณากันในขณะนี้ ก็จะเอาแผนเดิมซึ่งรายงานผ่านสภาไปเรียบร้อยกลับไปพิจารณาแล้วก็ยืนยันมาอีก พอยืนยันมาอีก ก็เอาเข้าที่ประชุมอีก ผมต้องกราบเรียนว่ามันก็จะวนกันอยู่แบบนี้ ถ้าหากว่าจะให้สภาเดินหน้าได้ อยากให้มีแผนของสภาที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยแผนทั้งหมดนั้นก็คือนํารายงานทั้งหมด ของกรรมาธิการที่รายงานต่อที่ประชุมไปแล้วมาทําให้เป็นฉบับเดียวของสภาขับเคลื่อน อันนี้ก็จะได้แผนรวมของการปฏิรูปของสภาทั้งหมด อีกส่วนหนึ่งก็คือถ้าต้องการที่จะให้มี ฉบับที่ทําเป็นแผ่นเดียวก็ให้ย่นย่อในประเด็นสําคัญ ๆ พร้อมกับการปฏิรูปที่สัมฤทธิผลอยู่ใน แผ่นเดียวตามที่ท่านประธานและท่านนายกรัฐมนตรีต้องการ มันจะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ผมก็กราบเรียนท่านประธานขอให้ใช้งานในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนั้นให้เป็นประโยชน์ที่สุดก็จะได้ไม่มามีความเห็นที่แตกต่างกันในที่ประชุมใหญ่ ก็กราบเรียนเพื่อพิจารณาครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ก็กราบขอบพระคุณทั้ง ๒ ท่านนะครับ โดยเฉพาะกรณีของท่านเสรีเราก็เคยหารือในที่ประชุม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว แล้วที่ประชุมนั้น ก็ขอให้ส่งมาที่นี่เลย ซึ่งในแง่หนึ่งโดยแผนของแต่ละด้านนั้น เช่นเรามีแผน ๔ ด้านที่เป็นไปตาม โรดแมป (Road map) ๑ ปีครึ่งบวก ๒๐ ปี นอกจากนั้นทางคณะกรรมาธิการแต่ละด้านรับว่า วันจันทร์นี้ก็จะไปปรับปรุงให้เป็นไปตามที่เราต้องการ แล้วในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ยังได้ มอบหมายให้ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นผู้ที่จะช่วยกรุณาอินทีเกรต (Integrate) ทั้ง ๑๒ ด้านให้เข้าไปอยู่ตามช่วงเวลา ๑ ปีครึ่ง กับ ๒๐ ปีข้างหน้า โดยมีคณะทํางานร่วมกัน จากคณะกรรมาธิการแต่ละด้านด้วย เพราะฉะนั้นในวันจันทร์นี้ก็คงจะไม่เป็นการขัดแย้ง กับที่ท่านเสรีได้กรุณาแนะนําซึ่งมีค่ามากที่ช่วยกรุณาหาทางออก ผมคิดว่าก็น่าที่จะสามารถ ทําได้ตามที่ท่านเสนอไว้นี้นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ขออนุญาตนะครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านเสรีเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ที่กราบเรียนสักครู่นี้ขออนุญาตพูดต่อเนื่องนะครับว่าสิ่งที่ผมกังวลและเป็นห่วงก็คือการที่ พิจารณาในแต่ละกรรมาธิการซึ่งยังไม่ตกผลึก ต่างฝ่ายต่างก็จะนําเสนอแบบเดิมเข้ามาอีก ซึ่งในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเอง ผมก็ พยายามหารือว่าที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์รับผิดชอบตั้งท่านนั้นน่าจะตั้งเป็นคณะทํางานขึ้นมา แล้วก็ให้ไปพิจารณาทําเป็นรูปร่างให้ชัดเจน เมื่อผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแล้วค่อยเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ แต่ถ้าหากว่าจะเอาแต่ละคณะมาเข้า ที่ประชุมใหญ่เลยโดยยังไม่เป็นหนึ่งเดียวกันนี่นะครับ ก็จะกระจัดกระจาย เราจะได้แต่ปริมาณ ไม่มีคุณภาพ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็คือวนไปเวียนมา ผมขออนุญาตเสนอเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ในการอภิปรายหรือนําเสนอในที่ประชุม เดี๋ยวจะต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทํากันไปอีก จริง ๆ น่าจะให้ตกผลึกให้ชัดเจนเสียก่อนนะครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณ ขอเชิญท่านอลงกรณ์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ในฐานะที่ทําหน้าที่ต่อจากท่านประธานในการเป็น ประธานที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประเด็นที่ ท่านสมาชิกได้หารือแนะนํานั้นก็เป็นประเด็นที่มีคุณค่านะครับ แล้วก็ได้อภิปรายกัน ๒ ชั่วโมงเต็ม ในที่ประชุมวิป (Whip) เป็นที่เรียบร้อย เพื่อให้เกิดความเข้าใจกับสมาชิก เดี๋ยวจะเข้าใจว่า วิป (Whip) ประชุมแล้วก็ไม่ได้รอบคอบ แล้วก็ไม่ได้ดําเนินการในการรับฟังความเห็น ที่แตกต่างนะครับ ในที่สุดวิป (Whip) ก็มีความเห็นตรงกันนะครับ ส่วนจะมีเสียงข้างน้อย หรืออะไรนี่ไม่ทราบเพราะไม่ได้สงวนความเห็น แต่ว่าเมื่อมีการหยิบยกในที่ประชุมใหญ่ เกรงว่าสมาชิกอาจจะเข้าใจว่าการทํางานของวิป (Whip) ไม่รอบคอบ ก็เลยอยากจะชี้แจง ต่อประเด็นเรื่องของแผนปฏิรูปของ สปท. นั้นแตกต่างจากแผนปฏิรูปแต่ละคณะ ซึ่งในวิป (Whip) ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้และเข้าใจตรงกันว่าในส่วนการพิจารณาแผน วันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคมที่ผ่านนั้น เป็นแผนของแต่ละคณะครับ คณะการเมือง คณะสังคม คณะศึกษา สมาชิกก็เห็นชอบในส่วนนั้นและมีมติให้ไปดําเนินการต่อ ส่วนแผนที่ท่านประธาน ได้นําเสนอเป็นโครงสร้างนั้นจะมีอยู่ ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ ก็คือแผนแผ่นเดียว อันนั้น เราเรียกว่าเหมือนเอกซ์เซกคิวทีฟซัมมารี (Executive summary) ครับ คือเพื่อง่ายต่อ เครือข่ายฝ่ายอื่นที่เขาจะเห็น และรวมทั้งสมาชิกจะได้ดูเป็นกรอบว่าจากนี้ไปที่เป็นปีขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเรามีวาระอะไรบ้างในช่วง ๑ ปีครึ่ง และช่วง ๒๐ ปี ๒๐ ปีก็แบ่งเป็น คอลัมน์ (Column) ๔ คอลัมน์ (Column) ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี โดยดูสอดคล้องกับกับสภาพัฒน์ โดยดูสอดคล้องกับนโยบาย ซึ่งเป็นอิสระของรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งหลังจากปีครึ่ง ไปแล้ว ส่วนที่ ๒ ก็คือแผนปฏิรูปของ สปท. นี้ครับ คราวนี้ไม่ได้แตกย่อยครับ เป็นแต่เพียงว่า เราจะทําในส่วนที่ ๑ คอลัมน์ (Column) แรก ก็คือปฏิรูปปีครึ่ง ซึ่งแต่ละคณะได้จัดลําดับ ความสําคัญมาแล้ว แต่ตรงนั้นเป็นของแต่ละคณะ คราวนี้ก็จะมาจัดอยู่ว่าในปีครึ่งของทุกคณะ ก็จะมาเป็นแผนรวมของ สปท. ขณะเดียวกันหลังเลือกตั้งแล้ว ๒๐ ปีบางคณะได้ทํามาแล้ว เพราะท่านคงจําได้นะครับว่า เราได้บรรจุระเบียบวาระในการพิจารณาเมื่อวานนี้ แต่ในที่ประชุมวิป (Whip) ท่านประธาน ก็ให้คณะทํางานตรวจสอบดูว่ารายงานที่ส่งเข้ามาเพื่อจัดทําเป็นแผน สปท. นั้นได้มีความสมบูรณ์ มากน้อยแค่ไหน ปรากฏว่ามีเพียง ๔ คณะที่จัดตามรูปแบบคือปีครึ่งแล้วก็แบ่งออกเป็น ๕ ๕ ๕ ๕ ในที่สุดก็พิจารณากันในวิป (Whip) ที่ประชุมวิป (Whip) ประธานทุกคณะ เป็นที่ประชุม ในที่สุดก็บอกว่าขอเวลาเถอะขยับไปเป็นวันจันทร์โดยที่ขอว่าในช่วงระหว่างนี้ แต่ละคณะก็จะไปจัดทําให้สมบูรณ์ก็เพียงแต่ไปจัดวางกรอบเวลา นอกจากจัดลําดับ ความสําคัญแล้วคือจัดกรอบเวลาเพื่อที่จะได้ตรงกับคณะที่ได้ทํามาแล้ว แล้วก็ตามรูปแบบที่ ท่านประธานได้กําหนด พร้อมกันนั้นก็มีมติว่าท่านเลิศรัตน์ในฐานะ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเป็นวิป (Whip) ด้วย แล้วตั้งแต่การประชุมวิป (Whip) ในช่วงแรก ๆ ก็มอบหมายให้ ท่านดูแลในเรื่องของแผนปฏิรูป สปท. ครับ เพราะฉะนั้นจึงได้มีมติอีกครั้งหนึ่งว่าเมื่อทุกคณะ ที่รับปากว่าจะนําส่งเข้าสู่การพิจารณาในวาระการประชุมวันจันทร์เราก็จะเห็นรูปแบบของ การจัด ๑๒ คณะส่งมา แต่เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคณะเราจะทําอยู่ในเอกสารชุดเดียวนึกออกไหมครับ การปฏิรูปปีครึ่งก็จะเป็นที่เข้าใจตรงกันว่า ๑๒ คณะจัดมาในปีครึ่ง จะมีวาระปฏิรูป รายงาน ปฏิรูปอะไรบ้าง แล้วก็ ๒๐ ปี ๕ ๕ ๕ ๕ มีอะไรบ้าง ก็จะพิจารณาเช่นนั้นไป แต่เราต้องการ ความร่วมมือ ความเห็นของทุกคนเพราะเรามีอยู่ ๒๐๐ คน ก็จะให้แสดงความคิดเห็นว่า ที่นําเสนอมาจัดลําดับใช่ไหม บางท่านเหมือนอย่างที่ท่านประธานได้กรุณายกตัวอย่าง อย่างกีฬา ความจริงไม่ได้อยู่ในช่วงแรกเลย แต่ว่าการทํางานที่มีประสิทธิภาพแล้วก็การประสานงาน กับทางรัฐมนตรี ทางกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในที่สุดเขาก็สามารถนําเสนอเป็นวาระ เพื่อส่ง ครม. ได้ในวันนี้เป็นต้น เพราะในรูปแบบนี้ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลย เพียงแต่อยากจะทํา ความเข้าใจว่าที่ประชุมวิป (Whip) ประชุมเกือบ ๓ ชั่วโมง และประธานทุกคณะอยู่แล้ว ทุกท่านก็เห็นพ้องต้องกันว่าดําเนินการเช่นนี้ แต่แน่นอนบางท่านก็อาจจะมีสิทธิในการ มาเสนอความเห็นที่ต่างออกไป เสนอแนะได้ แต่ว่าเราก็ต้องพยายามทําความเข้าใจและชี้แจง เพื่อว่าสภาเราก็จะดําเนินการให้ลุล่วงไปตามกรอบเวลาแล้วก็รูปแบบที่เหมาะสมต่อไป

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ขออนุญาตต่อเนื่องนิดเดียวครับ ท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรียนเชิญท่านนิกรครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ผม เสรี ต่อเนื่องนิดเดียวครับ ไม่ได้มาเถียงกับท่านอลงกรณ์นะครับ เพียงแต่อยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมเรียนต่อที่ประชุม ไม่ใช่ว่าผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว แล้วก็ ทําไมเข้ามาหารือในที่ประชุมซึ่งแตกต่างกัน ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าในที่ประชุม ประชุมจริงครับ แต่เวลาผมไม่ได้ดูหรอก รู้เพียงแต่ว่ามันไม่ได้มีอะไรที่ชัดเจน ท่านถามดู ท่านประธานแต่ละคณะก็ได้ ผมก็พยายามที่จะสื่อให้เห็นว่าความชัดเจนมันต้องผ่าน คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อน ไม่ใช่ท่านเอาหลัก ของท่านอลงกรณ์คนเดียวแล้วมาบอกว่าเป็นที่ประชุมของสภาทั้งหมดเห็นด้วยนะครับ อันนี้ต้องด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมอยากให้สภาเดินต่อไปข้างหน้าได้ แล้วก็สภานี้ จะต้องมีความชัดเจนในเรื่องการทํางาน ถ้าเรายังไม่ชัดเจนมันก็คือจะเข้ามาพูดกันในที่ประชุม แห่งนี้อีก ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ผมอยากให้มันจบสิ้นในคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วเราก็เดินหน้าครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านนิกรเดี๋ยวสักครู่นะครับ ขอเชิญท่านอลงกรณ์นิดหนึ่ง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กราบเรียนท่านประธาน ต้องขอโทษท่านสมาชิกนะครับ ไม่อยากให้เป็นแบบ สภาการเมืองจริง ๆ แต่ว่ามันไม่ใช่ประเด็นเลยนะครับ แล้วผมคิดว่าท่านเสรีอาจจะต้อง ทบทวนคําพูดและความคิดว่าในการประชุมวิป (Whip) ก็ดีหรือสภานี่ไม่ใช่โดยหลักผมคนเดียว อาจจะย้อนกลับไปในอีกแง่หนึ่งด้วยซ้ําไป ที่ประชุมท่านจะบอกว่าประธานทุกคณะอยู่ภายใต้ การครอบงําผมมันไม่ได้ครับ ท่านกําลังดูถูกทุกคณะเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ไม่อยากโต้แย้งโต้เถียงนะครับ ขอให้ท่านเคารพว่าในที่ประชุมนี่เรามีทั้งหมด ๒๐ กว่าคน ท่านอาจจะเห็นต่างอยู่ท่านสองท่าน เราก็เคารพครับ แต่เมื่อมีมติวิป (Whip) แล้วมันคือมติวิป (Whip) แล้วท่านอย่าไปสร้างความสับสนว่าวิป (Whip) ประชุมโดยไร้คุณภาพ ไม่มีความชัดเจนบ้างอะไร เรามีมติถึงขั้นบรรจุระเบียบวาระ การประชุมตรวจสอบรายงานแล้ว แล้วก็กําหนดขั้นตอนต่าง ๆ เรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าคุยกันข้างนอกดีกว่าอย่าเสียเวลาของสภา แต่สิ่งที่ผมคิดว่าท่านต้องแก้ไขนะครับ โปรดอย่าเข้าใจว่าผมเป็นผู้กํากับวิป (Whip) หรือผู้กํากับสภา ท่านประธานเป็นประธานของเรา ในที่ประชุมวิป (Whip) ท่านประธานก็เป็นประธาน ท่านรองประธาน ๒ ท่านก็เป็นรองประธาน อยู่ด้วย ท่านก็อยู่ในที่ประชุมนะครับ ผมจะไปครอบงําอย่างที่ท่านคิดหรือหลายท่านที่คิด ผมคิดว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริงนะครับ อย่าได้สร้างภาพหรือว่าสร้างวาทกรรม อย่างนี้ซึ่งมันกระเทือนต่อภาพลักษณ์ของสภาเรา เหมือนกับว่า ๒๐๐ คนเราถูกชักจูง ได้อย่างนั้นหรือ ๒๐ กว่าคนในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เราชักจูงได้หรือ แล้ว ๑๒ ประธานคณะเราชักจูงได้โดยผมคนเดียวอย่างนั้นหรือครับ แล้วทุกคน ก็ต้องการให้สภาเราขับเคลื่อนไปอย่างราบรื่นที่สุด เกิดผลงานเป็นรูปธรรมที่สุดนะครับ เราเอาเวลาไปทํางานดีกว่าครับ อย่ามาติติงเรื่อง ท่านไว้ประชุมในวิป (Whip) คราวหน้า ก็หารือกันก็ได้ครับ

(นายเสรี สุวรรณภานนท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมอนุญาตครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ผมประท้วง ใช้สิทธินะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเป็นสมาชิก สปท. ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ผมไม่พูดคงไม่ได้ ท่านรองประธานใช้ถ้อยคําเสียดสี ใช้ถ้อยคําที่กล่าวหาผมว่าผมกล่าวหาท่านรองประธานว่า เป็นคนครอบงําบ้าง ทําให้สมาชิกเข้าใจผิดบ้าง ไม่ใช่เลยครับท่านประธาน ถ้าท่านพูดแบบนี้ นั่นละท่านกําลังใช้วาทกรรม ใช้ถ้อยคําที่เสียดสีว่าผม ผมนี่ด้วยความเคารพ ผมอยากให้สภา มันเดินไปข้างหน้าได้ แล้วสิ่งที่ประชุมกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเราต้องพูดความจริง ทุกคนเกรงใจครับ ทุกคนไม่ใช่นักการเมือง ทุกคน อยากจะพูดแต่ไม่อยากพูด แต่ผมกล้าพูดเพราะผมห่วงว่าสภาแห่งนี้นะครับ ถ้าหากว่า เราเดินวนไปวนมาแบบนี้มันก็คือความเสียหายและจะไม่สําเร็จ เพราะฉะนั้นท่านอลงกรณ์ ต้องถอนคําพูดนะครับ สิ่งที่ว่าผมหลาย ๆ ประโยคเมื่อสักครู่นะครับ ท่านต้องถอนครับ ท่านกล่าวหาผมเสียหายมากนะครับ เราพูดกันด้วยเหตุผลครับ แต่ไม่ใช่ท่านมาเสียดสี กล่าวว่าลักษณะแบบนี้นะครับ ท่านเป็นถึงรองประธานท่านต้องให้ผมเคารพ แต่ไม่ใช่ ท่านมานั่งอยู่บนนั้นแล้วมาว่าสมาชิกแบบนี้มันถูกไหมครับ ถามสมาชิกทั้งสภา เราพูดด้วย เหตุผลสิครับว่าดีไม่ดีสิ่งที่ควรถูกต้องคืออะไร ไม่ใช่ใช้ถ้อยคําหรือที่ท่านบอกว่าเป็นวาทกรรม นั่นละครับท่านกําลังใช้วาทกรรมว่าผม ผมเสียหาย ผมยอมไม่ได้ครับ ต้องถอนครับ อย่างนั้น ผมไม่ยอมนะครับท่าน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับท่านเสรี ขอเชิญท่านอลงกรณ์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมยินดีถอนทุกถ้อยคําที่ทําให้ท่านเข้าใจผิดนะครับ ก็ต้องกราบขออภัยจริง ๆ แล้วอะไรที่ลบหลู่ท่านก็ขออภัย ยังรักกันเหมือนเดิมครับ เข้าใจว่ามุ่งทํางานด้วยกันอาจจะมีความเห็นต่างกันได้ ก็ขอถอนตามที่ท่านเสรีต้องการ ทุกประการครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขออีกท่านเดียวนะครับ เพื่อจะนําเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๓ ขอเรียนเชิญท่านนิกร

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จํานง นะครับ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ เป็นประเด็นหารือนะครับ คือเรากําลัง จะเข้าวาระแล้วผมทําให้สภาเสียเวลามาหลายครั้งแล้วนะครับ ครั้งนี้พยายามจะไม่ทําอย่างนั้น คือบังเอิญเราไปพูดถึงวาระในวันจันทร์ที่จะถึง ซึ่งเป็นความยากลําบาก ผมเองนี่ปรับ หมายถึงว่าจะต้องมาประชุมแล้วจะพูดเรื่องอะไรนี่ต้องปรับหลายครั้ง วันก่อนก็แค่ครึ่งวัน เพื่อจะปรับคือการทราบวาระเป็นนัยสําคัญของสมาชิก ดังนั้นการแจ้งก่อนอะไรก่อน แต่ทีนี้ เป็นเริ่มต้นปีก็ไม่ว่ากัน แต่อย่างวันจันทร์ที่จะถึงนี่นะครับ ประเด็นก็คือว่าในวาระเราจะมี การสรุปจากประเด็นที่เมื่อวานเราขยับไปเพราะว่ามีเรื่องรัฐธรรมนูญมาแทรก จริง ๆ แล้ว เป็นวาระเมื่อวานนี้ เท่าที่ทราบก็คือเป็นการพิจารณาเรื่องแผน ซึ่งแผนนี่ก็เป็นเรื่องต่อเนื่อง ที่เรามีแผนอยู่ในนี้ แล้วก็สรุปกันว่าแผนนี้มาจากไหนแล้วก็จะมาพิจารณากันเสีย ทีนี้ก็จะมี การพูดเรื่อง ๒๐ ปีด้วย และในวันจันทร์ที่จะมาถึงนี้ยังมีประเด็นเรื่องที่จะเสนอไปยัง กรธ. อีกเรื่องหนึ่งซึ่งซ้อนอยู่ ซึ่งตอนเที่ยงจะต้องมาพิจารณา จะโดยวิธีมีผู้เสนอว่ามาคุยกันอีกทีไหม หรือว่าให้ประธานวิป (Whip) สรุปมา ก็เลยกลายเป็น ๓ เรื่องซ้อนอยู่ แผนสําหรับปีครึ่ง แผนสําหรับ ๒๐ ปี แผนสําหรับปีครึ่งคงไม่มีปัญหาเพราะว่าเราก็เอาประเด็นมาเรียงแล้วก็คงทําเสร็จไปได้ในปีครึ่ง แต่ส่วนของที่จะเสนอไป กรธ. ผมเข้าใจว่าคงไม่มีปัญหา เพราะวันนี้เดี๋ยวกรรมาธิการต่าง ๆ ก็คงประชุมหาข้อสรุปแล้วก็มาเคลียร์ (Clear) มาเกลี่ย คงจะเสร็จสิ้นนะครับ ประเด็นเรื่อง ๒๐ ปี เป็นปัญหา ผมไม่เข้าใจ เพราะว่าวันก่อนท่านอลงกรณ์ก็ลงไปในไลน์ (Line) ผมก็ทักว่า ถ้าเราเป็นรัฐบาลไม่เป็นไร แต่ทีนี้ประเด็นก็คือว่าท่านได้อ้างถึงกรอบตามรัฐธรรมนูญ บังเอิญ สปท. เราเองเรามีกรอบอยู่ว่าตามเวลาที่เหลืออยู่ใช่ไหมครับ ก็คือรัฐธรรมนูญกําหนดว่า ตามเวลาที่เหลืออยู่ ตามเวลาที่เหลืออยู่ของเราก็คือถ้ามีรัฐบาลใหม่ มีสภาใหม่เราก็คง สลายตัวไป ก็คงประมาณสัก จากนี้ก็ประมาณปีครึ่ง ถึงเดือนกรกฎาคม ผมเชื่อว่าน่าจะมี การเลือกตั้งประมาณเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๐ ถ้าเป็นอย่างนั้นเวลาที่เหลืออยู่ก็แค่นั้น ในฐานะ ที่เป็นรัฐบาลนะครับ เราสามารถจะร่างแผน ๒๐ ปีได้ ตรงนี้ร่างได้ แล้วผมทวนกลับไปเรื่องนี้ อีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องนี้ ครม. มีมติเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ที่ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นมาแล้วให้ท่านวิลาศเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ วันนั้น สปช. ยังอยู่ แล้วก็มีการตั้ง แล้วก็มีปลัดกระทรวงการคลัง มีใครต่อใครมาเป็น อาจารย์วิษณุก็บอกว่า ได้แถลงหลังจากนั้นว่ารัฐบาล อันนี้ก่อนที่ทาง สปช. จะยื่นประเด็น ยื่นประเด็นหลังจากนั้น เดือนสิงหาคม เดือนกันยายนตรงนี้ เดือนมิถุนายนเขาก็ตั้งแล้ว ในฐานะของรัฐบาล ตามนโยบายรัฐบาล รัฐบาลจะทําแผน ๑๐๐ ปีก็ทําได้ ไม่ว่ากัน เพราะว่าเป็นเรื่องที่ทําแล้วก็ ยื่นไปข้างหน้า ทีนี้การทําแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เป็นมติ ครม. ตอนนั้น แล้วในตอนนั้น อาจารย์วิษณุก็แถลงว่าให้ท่านวิลาศในฐานะเป็นประธานรวบรวม และในนั้นจะมีกรรมการ อยู่ ๗-๘ คน แล้วก็ให้ไปรวบรวมความเห็น อาจจะรวมทั้งจาก สปช. ด้วยอะไรด้วย แล้วไป เขียนแผนมา ประเด็นที่ผมมีความเห็นและอยากจะถามความชัดเจนก็คือว่าเราเอง ถ้าตามที่ มีการแถลงจากมติ ครม. คราวนั้นเราเสนอความเห็นไปได้บ้างที่เกี่ยวข้อง หมายถึง สปช. ซึ่งตอนนั้นยังไม่ยุบ แล้วไม่มีรัฐธรรมนูญที่กําหนดว่าตามเวลาที่เหลืออยู่ เพราะ สปช. ยืดต่อไป แล้วถ้าทําก็ทําต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ คุยกันตอนนั้น หมายถึงว่าแผนที่ สปช. ทําอยู่ ๓๘ ประเด็น ปฏิรูปตอนนั้น แต่ขณะนี้พอ สปช. ยุบ เรื่องราวก็มีการเปลี่ยนแปลง ประเด็นคําถามของผม ก็คือว่าแผน ๒๐ ปี ในเมื่อตามเวลาที่เหลืออยู่เราจะทําลําบากมากนะครับ คือไม่เหมือน ตอนนั้น สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นความเห็นตรงนี้ในแม่น้ํา ๕ สายที่ว่านี้เรามีวาระ ที่จะต้องทําแผน ๒๐ ปีหรือ เป็นคําถาม แล้วถ้าจะทําเราจะได้พิจารณา ไม่อย่างนั้นเราเดิน ไม่ถูก ทําไม่ถูก แผนปีครึ่งตามเวลาที่เหลืออยู่นี้มี แต่แผน ๒๐ ปีเราจัดวางได้อย่างไร เพราะว่า จะซ้อน ๆ กันอยู่ตรงนี้ รัฐบาลสามารถทําได้เพราะมีการเปลี่ยนแปลง อาจจะออกเป็นกฎหมาย ตามที่เสนอเป็น พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ แล้วก็เขียนยาวไปเลย แล้วในอนาคตก็ค่อยแก้ ดีกว่าเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วย แต่ว่ามาถึง สปท. เราเอง แผน ๒๐ ปีตรงนี้เราจะเขียนกันอย่างไร ผมเองนี้ถ้าจะให้เขียน หมายถึงว่าให้พิจารณาผมทําไม่ถูก เพราะมองอนาคตไม่เห็น แต่ผม ยืนยันอีกทีว่ารัฐบาลโดยท่านวิลาศทําได้แผน ๒๐ ปี แต่เรามีอํานาจจะทําหรือไม่ อย่างไร เป็นอย่างไร แล้วถ้าจะทํา ทําแบบไหน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ยังมองไม่เห็น ก็เลยเตรียมการไม่ถูก เรียนท่านประธานเป็นความเห็นครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ

ผมขอนําเข้าระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ

๓.๑ รายงานแผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม จํานวน ๓ เรื่อง คือ ๑. การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ๒. การจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ ๓. การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ ขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจําที่ด้วยครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ขณะนี้คณะกรรมาธิการได้เข้าประจําที่แล้วนะครับ มีผู้ที่จะชี้แจง ๓ ท่านด้วยกัน คือ ท่านที่ ๑ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ท่านที่ ๒ ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ผู้ตรวจราชการ และโฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านที่ ๓ ท่านสุรพล ทิพย์เสนา ผู้อํานวยการ ฝ่ายกฎหมายและการศึกษาขั้นพื้นฐานและการกีฬา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สําหรับวันนี้ก็เป็นวันเกิดของท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ด้วยนะครับ ก็ขอแฮปปี้เบิร์ธเดย์ (Happy birthday) กับท่านด้วย เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานแผนปฏิรูป ประกอบร่างพระราชบัญญัติ จํานวน ๓ เรื่อง ผมจะให้ประธานกรรมาธิการแถลงรายงาน แผนปฏิรูปแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานแผนปฏิรูปที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปราย เสร็จแล้วผมจะขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานแผนปฏิรูปของกรรมาธิการ หรือไม่ตามลําดับ โดยเริ่มเรื่องจากการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยก่อน สําหรับการอภิปรายของท่านสมาชิกก็ขอให้อภิปรายท่านละไม่เกิน ๕ นาที สําหรับเรื่อง การลงมติก็ไม่ต้องกดปุ่มนะครับ ขอความเห็นชอบเฉย ๆ นะครับ ขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการแถลงรายงานแผนปฏิรูปเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพิจารณานะครับ ขอเรียนเชิญ

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ใคร่ขอเรียนให้ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบถึงรายงานของแผนปฏิบัติการ การปฏิรูปประเทศด้านการกีฬาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งก่อนอื่นกระผมขอเรียนว่า คณะกรรมาธิการมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าแผนปฏิบัติการการปฏิรูป ประเทศด้านการกีฬาที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการได้รับการพิจารณาจากท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เป็นคณะแรกในการที่จะนําเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ เพื่อพิจารณาเห็นชอบแผนปฏิบัติการ แล้วก็คําชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนไปสู่ความสัมฤทธิผล อย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็จะต้องส่งให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป กระผมขอกราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพและสมาชิกทุกท่านได้กรุณาทราบว่า การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬานั้นได้มีการดําเนินการเป็น ๒ ประเด็นด้วยกัน กล่าวคือ

ประเด็นแรก ก็คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างการกีฬา ที่มุ่งเน้นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การตั้งคณะกรรมการการกีฬาแห่งชาติ การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายการกีฬา ให้มีความทันสมัย และการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารจัดการการกีฬา ที่มุ่งเน้นการพิจารณาเรื่องแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานการกีฬา การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา และการจัดตั้ง สถาบันการกีฬาคนพิการ

โดยทั้ง ๒ ประเด็นนี้จะต้องดําเนินการไปพร้อม ๆ กัน มีความเชื่อมโยง และจะต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น การจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น นอกจากจะต้องพิจารณาวางแผนในการผลิตบุคลากรเพื่อรองรับการพัฒนากีฬาของประเทศแล้ว ยังมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการกีฬาและอุตสาหกรรม การกีฬาอีกด้วย เป็นต้น และทุกเรื่องก็จะต้องได้รับการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๖) ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางในการดําเนินการของทางการกีฬาในภาพรวมเพื่อนําไปสู่ ความสําเร็จต่อไป กระผมใคร่ขอเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิกทุกท่านได้กรุณา ทราบว่าการดําเนินการของคณะกรรมาธิการเป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มาจากกระบวนการที่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจาก ๓ กระบวนการด้วยกัน กล่าวคือ

กระบวนการแรก การพิจารณาจากกรอบความเห็นร่วมและการปฏิรูป ประเทศด้านอื่น ๆ ที่จัดทําโดยคณะทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติ ที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

กระบวนการที่ ๒ การพิจารณาข้อมูลจากการเปิดเวทีการมีส่วนร่วมและรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ

และกระบวนการที่ ๓ เป็นการพิจารณาจากแผนปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬา ที่จัดทําโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ พร้อมทั้งผ่านความเห็นชอบจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้รับทราบเรื่องนี้แล้วเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา จึงถือได้ว่า เป็นการตกผลึกทางความคิดที่เป็นขั้นตอนและเป็นกระบวนการจัดทําที่สมบูรณ์แบบ และจะต้องเร่งขับเคลื่อนให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ในโรดแมป (Road map) ในระยะที่ ๒ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติต่อไป หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการได้พิจารณาดําเนินการ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๙/๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่มุ่งเน้นการกําหนดแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการกีฬาโดยพิจารณาความสําคัญ ความเร่งด่วน ความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในเวลาที่มีอยู่ รวมทั้งให้สอดคล้อง กับแนวทางการปฏิบัติของรัฐบาลที่กําหนดระยะเวลาในการปฏิรูปประเทศออกไปเป็น ๑ ปีครึ่ง ในช่วงรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และระยะ ๒๐ ปีในช่วงรัฐบาลต่อ ๆ มา จึงได้พิจารณาจัดทําลําดับความเร่งด่วนของกิจกรรมที่ได้กําหนดความสําคัญทั้งหมดไว้แล้ว โดยใช้ระยะเวลากรอบการทํางานเป็นหัวข้อหนึ่งในการพิจารณา ปรากฏว่ากิจกรรมส่วนใหญ่ สามารถดําเนินการให้แล้วเสร็จในระยะเวลา ๑ ปีครึ่งหรือ ๑๘ เดือน ซึ่งประกอบด้วย

ลําดับแรก คือเรื่องการพิจารณาแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ที่เกี่ยวข้องกับทุกกิจกรรม และกําหนดระยะเวลาจะต้องแล้วเสร็จ ภายใน ๙ เดือน คือก่อนวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติตามแผนตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป

ลําดับต่อมา ก็คือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ สถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย และเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างบุคลากร ทางการกีฬา สร้างความเป็นเลิศทางการกีฬาของชาติ และเพื่อให้เป็นกลไกหนึ่งในการสร้าง มูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศที่สอดคล้องกับแนวทางการมีส่วนร่วม เพื่อความมั่งคั่ง ของประเทศตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งนี้ จะมีกิจกรรม ที่สําคัญที่อาจจะใช้เวลามากกว่า ๑๘ เดือน และต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาไม่เกิน ๕ ปี ซึ่งจะต้องดําเนินการเป็นลําดับสุดท้ายภายหลังจากกิจกรรมสําคัญอื่นและหน่วยงานรองรับ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้น หรือจัดตั้งหน่วยอย่างสมบูรณ์แล้วก็จะได้ดําเนินการจัดตั้ง กระทรวงการกีฬา ซึ่งจะเป็นเรื่องสุดท้ายของการพิจารณาในการดําเนินการ เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะกรรมาธิการจึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้น ๒ คณะ เพื่อรับผิดชอบการขับเคลื่อน กล่าวคือ คณะแรก คือคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างการกีฬา และคณะที่ ๒ ก็คือคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารจัดการการกีฬา พร้อมกับได้พิจารณาแนวทางการดําเนินการอย่างรอบคอบแล้ว จึงมีความเห็นร่วมกันว่า สิ่งที่บ่งชี้ของความสําเร็จในการขับเคลื่อนการปฏิรูปคือความร่วมมือของบุคลากรของส่วนราชการ ที่รับผิดชอบที่จะนําเรื่องนี้ไปปฏิบัติ เพราะส่วนราชการที่กล่าวถึงนี้คือปัจจัยสําคัญในการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปไปสู่ผลสําเร็จ หรือเป็นคีย์ ซักเซส แฟกเตอร์ (Key success factor) ซึ่งมีหน้าที่ดําเนินกิจกรรมเพื่อความสําเร็จในลักษณะของการเป็นผู้ลงมือกระทํา ที่เรียกว่า เป็นแอกเตอร์ (Actor) เป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ในขณะที่คณะกรรมาธิการทําหน้าที่ เป็นผู้ที่ศึกษา วิเคราะห์ และกําหนดแนวทางการปฏิรูป ที่เรียกว่าไรเตอร์ (Writer) หรือไดเรกเตอร์ (Director) และทําหน้าที่เป็นผู้กํากับดูแลการขับเคลื่อน ที่เรียกว่าเรกูเลเตอร์ (Regulator) โดยจะต้องเร่งดําเนินการให้บรรลุผลสําเร็จด้วยการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบุคลากรของ ส่วนราชการในลักษณะของการร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมกันขับเคลื่อน และครอสคัตติง (Cross cutting) ดังนั้นการพิจารณาจัดสรรบุคลากรที่เข้ามาเป็นอนุกรรมาธิการหรือคณะทํางานเพื่อให้ มองเห็นภาพของการดําเนินการไปในทิศทางเดียวกัน จึงพิจารณาจากบุคลากร หรือบุคคล หรือข้าราชการของกระทรวงผู้ที่ได้รับผิดชอบในเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปในแต่ละเรื่อง ซึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงและอธิบดี หรือผู้แทนที่มีอํานาจตกลงใจและสามารถประสานงาน อย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการได้ตระหนักถึง ความสําคัญในการขับเคลื่อนดังกล่าว จึงได้น้อมนํากระแสพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เรื่องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นหัวใจสําคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการกีฬา โดยที่เข้าใจ ก็คือการสร้างความเข้าใจกับองค์กรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการกีฬา โดยการเชิญผู้แทนส่วนราชการดังกล่าวมาร่วมงาน ในคณะอนุกรรมาธิการและคณะทํางาน ซึ่งในขณะเดียวกันก็ส่งผู้แทนของคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการไปร่วมอยู่ใน คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าถึง ก็คือการสร้าง ความมีส่วนร่วมในการปฏิรูปของทุกภาคส่วน โดยใช้ช่องทางของผู้แทนส่วนราชการดังกล่าว มาแล้ว และพัฒนา ก็คือการที่เมื่อบุคลากรขององค์กรและข้าราชการของส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของเรื่องนี้แล้ว การดําเนินการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามแผนการปฏิรูปและตามแนวทางต่าง ๆ ก็จะบังเกิดขึ้น นับว่าเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ซึ่งมีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งเป็น ที่คุ้นเคยกับคณะกรรมาธิการเป็นอย่างดี จึงทําให้การประสานงานสามารถดําเนินการไปได้ โดยเร็วแล้วก็โดยตรง แล้วก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๖ ซึ่งมีชื่อว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกีฬา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ มีพลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ มีกระผมกับกรรมาธิการอีก ๒ ท่าน ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ไปร่วม เป็นกรรมการอยู่ด้วย นอกจากนี้เมื่อมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดําเนินการด้านการกีฬา ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธาน ก็ได้แต่งตั้งกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬาร่วมเป็นอนุกรรมการด้วย จึงกล่าวได้ว่าการดําเนินการ ของคณะอนุกรรมาธิการของทั้ง ๒ คณะได้มีความก้าวหน้าไปกว่าร้อยละ ๕๐ ของการดําเนินงาน ของแต่ละคณะแล้วครับ นอกจากนี้ปัจจัยชี้ขาดในเรื่องของความสําเร็จอย่างยั่งยืนก็คือ กฎหมายหรือพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกีฬาที่จะส่งผลให้ทุกส่วนราชการ ทุกหน่วยงาน และทุกภาคส่วน จะต้องยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด กระผมใคร่ขอเรียนว่าแนวทาง การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมของคณะกรรมาธิการจะมีผลสัมฤทธิ์ในเวลานี้ก็คือการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ในการดําเนินการได้ขานรับในการนําไปสู่การปฏิบัติ ดังจะเห็นได้จากที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประกาศต่อสาธารณะแล้วว่าจะเร่งดําเนินการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทํางานจัดทําร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และสั่งการให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๑๘ เดือน แล้วได้กล่าวต่อยอดตั้งเป้าหมายให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) และเป็น ๑ ใน ๕ ของภูมิภาคเอเชีย จึงเป็นเสมือนการยิงประตูแรกตามที่ท่านอลงกรณ์ ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กรุณากําหนดเป็นแนวทางไว้ มีรายละเอียดตามเอกสารที่ได้แจกจ่ายนะครับ ซึ่งท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน จะได้เสนอ ในลําดับต่อไปครับ ส่วนอีกเรื่องที่จะมีผลสัมฤทธิ์ภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ นี้ก็คือ การพิจารณาจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ซึ่งเป็นการดําเนินการของการขยายผลจากการผลักดันแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ที่คณะทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติของ ศปป. ได้กล่าวไว้ในกรอบความเห็นร่วมการปฏิรูปประเทศด้านอื่น ๆ ว่าไม่สามารถดําเนินการ อย่างเป็นรูปธรรม ไม่สามารถบรรลุเป็นเป้าหมายสู่ภาคปฏิบัติแม้แต่ยุทธศาสตร์เดียว แล้วให้ดําเนินการผลักดันให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ แต่เนื่องจากแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ กําลังจะสิ้นสุดแผนในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ หรืออีก ๙ เดือนนับตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป จึงจะดําเนินการจัดทําแผนการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ขึ้นมาใหม่เพื่อให้มี ความสมบูรณ์แล้วก็ให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยจะเป็นการยิงประตูที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งปัจจุบันนี้การดําเนินการมีความคืบหน้า เป็นอย่างมากโดยเฉพาะได้มีการจัดส่งผู้แทนคณะกรรมาธิการเข้าไปร่วมการพิจารณา และจัดทําร่างแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมกับเสนอ ขอให้มีการพิจารณาแผนยุทธศาสตร์และโครงการแผนปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลงในแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ด้วย ทั้งนี้แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ จะต้องดําเนินให้แล้วเสร็จพร้อมทั้งนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ เพื่อจะได้เริ่มดําเนินการตามแผนได้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป นอกจากนี้ในเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาก็เป็นกลไกสําคัญหนึ่งในการสร้าง มูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ทั้งนี้ เพราะอุตสาหกรรมและธุรกิจการกีฬาของประเทศไทย มีการพัฒนาเป็นอย่างมาก โดยอุปกรณ์กีฬาหลายประเภท อาทิ ลูกฟุตบอล ลูกตะกร้อ นวมชกมวย หรือชุดกีฬา ที่ใช้ในการแข่งขันในระดับสากลได้ผลิตขึ้นในประเทศไทย ได้มี การส่งออกไปจําหน่ายในต่างประเทศและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล กระผม ใคร่ขอยกตัวอย่างสําคัญสักเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นผลสําเร็จของอุตสาหกรรมการกีฬาที่เป็นรูปธรรม ก็คือ มูลค่าจําหน่ายชุดกีฬาในรอบปีที่ผ่านมาปรากฏว่าชุดกีฬาทีมชาติไทยมีมูลค่าสูงถึงกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท จึงแสดงถึงศักยภาพการดําเนินการของภาคธุรกิจไทยและสอดรับกับ นโยบายประชารัฐของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปสู่เป้าหมายที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งเรื่องนี้ ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ จะได้นําเสนอต่อที่ประชุมสภาในวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๙ ตามระเบียบวาระการประชุมสภาต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องที่สําคัญของการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการกีฬายังมีอีก ๑ เรื่อง ที่จะเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความสําคัญ ต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสําคัญในการพัฒนาความมั่นคงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และใช้ชื่อว่าโครงการประชารัฐร่วมสร้างสันติสุข ที่ได้เริ่มดําเนินการไป ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นมา โดยมุ่งเน้นจัดทําโครงการนําร่องใน ๕ อําเภอของ ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลา ด้วยการพัฒนาความมั่นคงทางการทหาร ทางด้านการเมือง และการพัฒนาสันติสุข ใน ๓๗ อําเภอ ซึ่งได้มีการบรรจุโครงการกีฬาเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามแผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการไว้ด้วย ซึ่งเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ท่าน พลอากาศเอก ทวิเดนศ อังศุสิงห์ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านปฏิรูปเร็ว ได้เดินทางไปที่ ค่ายอิงคยุทธบริหารเพื่อหารือร่วมกับแม่ทัพภาคที่ ๔ ผู้อํานวยการกองอํานวยการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค ๔ ส่วนหน้า ในการดําเนินการโครงการกีฬาเพื่อสันติสุข ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีการกําหนดกรอบ แนวทาง ในการดําเนินการร่วมกันอย่างชัดเจน ทั้งนี้ จะดําเนินกิจกรรมแรกคือการสร้างองค์ความรู้ และเสริมสร้างทักษะในกีฬาวอลเลย์บอล โดยนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย จะเดินทางไปในเดือนมกราคมนี้ครับ ซึ่งใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานสภาได้กรุณา ทราบในเบื้องต้น

สําหรับประเด็นการจัดตั้งกระทรวงกีฬานั้น กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่า คณะกรรมาธิการได้กําหนดแนวทางไว้ว่าจะต้องเร่งดําเนินการเรื่องที่มีความสําคัญเร่งด่วน ต่าง ๆ อาทิ เช่น การพิจารณาแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ การจัดตั้งมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ การตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ การตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา พร้อมทั้งจัดตั้งหน่วยงาน รับผิดชอบให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน เปรียบเสมือนการจัดวางจานอาหารต่าง ๆ ลงบนโต๊ะ ให้เรียบร้อยครบทุกรายการเสียก่อนจึงค่อยพิจารณาจัดตั้งกระทรวงกีฬาที่รับผิดชอบ ในการกํากับดูแลทั้งปวงซึ่งเปรียบเสมือนนําฝาชีมาครอบจานอาหารต่าง ๆ ที่จัดวางไว้ อย่างเรียบร้อยบนโต๊ะอาหารแล้ว นอกจากนี้กระผมใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานว่า การปฏิรูปการกีฬาทั้งหมดที่กระผมได้นําเสนอมานี้จะบังเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์ และมีเสถียรภาพ ก็คือจะต้องมีการบรรจุถ้อยคําเรื่องการกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิด สภาพบังคับที่ทุกรัฐบาลต้องถือปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสุขภาพ คุณภาพชีวิตจิตใจ ของประชาชน มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจ และสร้างความสามัคคีให้กับคนในชาติ รวมทั้งเป็นการบริหารจัดการการกีฬาที่เป็นระบบ ทันสมัย มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม นอกจากนี้ในเรื่องการดําเนินการดังกล่าว ที่กระผมกล่าวมาข้างต้นนั้น มีหลายเรื่องที่จะต้องตราพระราชบัญญัติเพื่อรองรับการดําเนินการ ซึ่งกระผมก็จะได้มอบหมายให้ท่านสุรพล ทิพย์เสนา อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านโครงสร้างการกีฬา และผู้แทนสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้นําเสนอ โดยจะขออนุญาตท่านประธานให้นําเสนอในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อที่ประชุม ในวันที่ ๑๒ มกราคมต่อไปครับ

ในลําดับต่อไปกระผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อขอให้ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ประธานอนุกรรมาธิการ ได้เรียนเสนอรายละเอียด ของแนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างการกีฬาต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศต่อไปครับ ขออนุญาตครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ผู้ตรวจราชการและโฆษกกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่านครับ กระผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ ครับ อย่างที่ท่านประธาน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ได้นําเสนอหลักการที่เรา จะปฏิรูปด้านการกีฬาทั้งระบบไปแล้วนะครับ ผมก็จะขออนุญาตนําเสนอด้านต่าง ๆ ซึ่งในเรื่องของโครงสร้างนั้นมีเรื่องเร่งด่วนอยู่ประมาณ ๓ เรื่องก่อนที่จะขออนุญาตนําเสนอ ต่อท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่าน

สิ่งแรกที่อยากจะเห็นก็คือกรอบแนวทางในการทํางานของคณะกรรมาธิการ ชุดนี้โดยเฉพาะด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ว่าเราได้ ดําเนินการมาอย่างไร แล้วก็ส่วนของกีฬานั้นเราได้แยกออกมาเป็นคณะอนุกรรมาธิการ ๒ คณะ ก็คือผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการโครงสร้าง ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ เป็นประธาน อนุกรรมาธิการในด้านของบริหารจัดการทางด้านการกีฬา ผมขออนุญาตนําเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เสนอให้ที่ประชุมสภาได้มองเห็นกรอบคร่าว ๆ พอสังเขปดังนี้นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

การปฏิรูปการกีฬาด้านที่ ๑๙ หรือวาระที่ ๑๙ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทางคณะ คสช. อยากเห็นการปฏิรูปมากที่สุดด้านหนึ่งนะครับ จริง ๆ แล้วการกีฬานั้นอยู่ในด้านอื่น ๆ แต่จุดที่เร่งด่วนที่สุดก็คือกีฬานั้นมีส่วนสําคัญของ ชีวิตมนุษย์ในการที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือเรื่องของสุขภาพพลานามัย ฉะนั้นเมื่อ คสช. หรือคณะรัฐบาลมีนโยบาย ที่ชัดเจนหรือมีภาษาที่เราใช้ใหม่ก็คือยุทธศาสตร์ประชารัฐ ก็จะมอบยุทธศาสตร์ประชารัฐนั้น ไปที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แล้วก็มาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งตอนนั้นก็มีท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นประธานกรรมาธิการอยู่ด้วยนะครับ จะเห็นว่าทั้งนโยบาย ประชารัฐหรือยุทธศาสตร์ประชารัฐในเรื่องของการปฏิรูปการกีฬานั้นได้มอบมาให้ ทั้งกระทรวงด้วย แล้วก็มอบมาให้ทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยก็ได้ทําการศึกษา ผมขออนุญาต จะไปเร็วนิดหนึ่งครับ ทําการศึกษาทั้ง ๒ ส่วนว่าเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะปฏิรูปการกีฬานั้น มีเรื่องอะไรบ้าง เมื่อกําหนดออกมาแล้วเราสามารถเอามากรุปปิง (Grouping) กัน เพื่อให้ เห็นว่าสิ่งที่ทําแล้ว ออกมาแล้ว ถามความเห็นของทุก ๆ ท่านแล้ว ลงไปถึงประชาชนทุกภาคส่วนแล้ว เห็นตรงกันเลยครับว่าสิ่งที่ต้องปฏิรูปและขับเคลื่อนเร่งด่วนมีอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ในระดับ โครงสร้างของ คปป. นะครับ ก็คือเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างทางด้านการกีฬาหรือองค์กร การกีฬา เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการการกีฬา พอมาถึงยุคของ สปท. ผมเอง ได้มีโอกาสทํางานร่วมกับท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ตั้งแต่เป็นข้าราชการอยู่ที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยที่ท่านได้แต่งตั้งเข้ามาเป็นอนุกรรมาธิการ ตอนนั้นก็มี คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนแล้วครับ และได้ดําเนินการแล้วนะครับ โดยนํายุทธศาสตร์ประชารัฐ ที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และคณะ ได้ทําไว้ทั้งหมด ๖ ยุทธศาสตร์ ๓๗ วาระ ๑๐๐ โครงการ ผมก็นําไปที่กระทรวงนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ท่านกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ก็เห็นชอบแล้วก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าในการขับเคลื่อนของคณะกีฬาจะเห็นชัดเลยว่าค่อนข้างจะเป็นไปในแนวเดียวกัน ฉะนั้นการขับเคลื่อนนั้นค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้วก็รวดเร็วพอสมควรในการที่จะนําเสนอ ต่อสภานะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เราได้คัดกรองแล้ว แล้วก็มีแนวทางที่ค่อนข้างจะเหมือนกัน สิ่งแรกเร่งด่วนที่สุดก็คือเรื่องของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งจะขออนุญาตนําเสนอ ต่อเลยนะครับ หลักการและเหตุผลที่ทุกท่านหรือประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจว่า มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจัดตั้งขึ้นมาแล้วมันจะได้อะไร งบประมาณจะใช้อย่างไร มหาศาล ใครจะเข้าไปเรียน เรียนเฉพาะนักกีฬาหรือเปล่า และจบมาแล้วคําถามที่ฮิต (Hit) ที่สุดครับ มีงานทําไหม สิ่งที่ผมจะกราบเรียนในที่ประชุมให้ทราบก็คือว่าเราจะใช้การยุบรวม สถาบันการพลศึกษาที่มีทั้งหมด ๑๗ แห่งที่มีอยู่ทั่วประเทศ จะเป็นแนวเดียวกับทาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เมื่อก่อนนี้เขามีทั้งหมด ๓๔ แห่ง ยุบรวมแล้วตอนนี้เหลือ ๙ แห่ง แล้วก็เป็นชื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา แล้วก็อื่น ๆ อีกทั้งหมด ๙ แห่งครับ ตรงนี้เราเอาขึ้นมาพัฒนานะครับ ผมเองก็เป็นผลพวงของสถาบันการพลศึกษาตั้งแต่สมัย พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๑๙ ครับ เรียนที่วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดชลบุรี สมัยก่อนยังเป็นวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดชลบุรี มีอยู่ ๔ แห่ง ๔ ภาค จังหวัดยะลา ภาคใต้ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเหนือ จังหวัดมหาสารคาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ มีอยู่แค่ ๔ แห่ง แต่ปัจจุบันนี้เติบโตขึ้นมาทั้งหมด ๑๗ แห่ง เหตุและผลคือเมื่อสมัยย้อนยุคกลับไป ๓๐ กว่าปีที่แล้ว เราต้องการครูพลศึกษา สุขศึกษา แล้วก็นันทนาการอย่างมาก เพื่อที่บรรจุครูเหล่านั้นเข้าไปอยู่ตามโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา แล้วก็ในระดับอุดมศึกษาครับ ซึ่งตอนนั้นครูพลศึกษาเราขาดแคลนอย่างมาก ผมเองเป็นผลพวงของวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดชลบุรีเช่นเดียวกัน ตอนนั้นเปิดรับ ๔,๐๐๐ กว่าอัตราเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว บรรจุไม่พอครับ แต่เวลาล่วงเลยผ่านมาครูพลศึกษา ณ ปัจจุบันนี้ผ่านมา ๓๗ ปี ๓๘ ปี ครูพลศึกษาแทบจะไม่มีการบรรจุแม้แต่อัตราเดียว ในขณะที่สถาบันการพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ยังผลิตครูทางด้าน พลศึกษา ผลิตครูทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ผลิตครูทางด้านสุขศึกษา แล้วก็นันทนาการอยู่ โลกเปลี่ยนไปครับ เพราะฉะนั้นเราต้องคิดที่จะพัฒนาสถาบันการพลศึกษาของเรา อย่างต่อเนื่อง แล้วก็ให้ทัดเทียมกับอาเซียน (ASEAN) ที่เปิดขึ้นแล้ว แล้วก็ก้าวขึ้นสู่ในระดับ เอเชียต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นจะเห็นเลยว่ามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจําเป็นครับ ที่จะต้องเกิดขึ้นในเร็วนี้ เร็วที่สุด

ส่วนที่ ๒ ที่จะต้องแก้ปัญหา คือท่านจะเห็นว่าใครจะเข้ามาเรียน ใช้ชื่อว่า มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เฉพาะนักกีฬาหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ ผมได้รับคําถามมากมาย จากทั้งในห้องประชุมสภา แล้วก็ด้านนอกว่ามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเปิดขึ้นมา รับเฉพาะนักกีฬาหรือไม่ ไม่ใช่ครับ รับประชาชน เยาวชนทั่วไปทั้งหมดครับ แต่เราจะมีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเน้นเฉพาะ อันนี้เป็นไปได้ครับ เพราะเราจะมีคณะที่จะเปิดทั้งหมดถึง ๕ คณะ แล้วคณะหนึ่ง ที่เราจะต้องผลิตอย่างที่ผมบอกแล้ว สถาบันการพลศึกษามี ๓ คณะ ผลิตเหมือนเดิมครับ แต่จะเพิ่มคุณภาพขึ้น ครูพลศึกษาจําเป็นไหมครับที่ยังต้องผลิตอยู่ จําเป็นครับ ยังจําเป็น ที่จะต้องผลิตอยู่ ยังมีคณะพลศึกษาอยู่ ยังมีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาอยู่ แต่สิ่งที่เราจะต้อง เพิ่มเติมขึ้นมาคือคณะเทคโนโลยีทางการกีฬา เดี๋ยวผมจะขออนุญาตลงลึกต่อไปนะครับ ทีนี้มาดู โครงสร้างนิดหนึ่งนะครับว่ามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติถ้าเราจะยุบรวมมาทั้ง ๔ ภาคนั้น ประกอบด้วยภาคไหนบ้าง ขออนุญาตเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ไปที่ภาคเหนือครับ จะเห็นเลยว่าภาคเหนือนั้นเรามีสถาบันการพลศึกษาอยู่ทั้งหมด ๔ แห่ง แล้วก็มีโรงเรียนกีฬา อยู่ทั้งหมด ๓ แห่ง มหาวิทยาลัยการกีฬาภาคเหนือจะมีสถาบันพลศึกษาเชียงใหม่ สถาบันพลศึกษาสุโขทัย จะมีที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วก็จะมีที่จังหวัดลําปางนะครับ เราจะคัดเลือก ต้องใช้คําว่า คัดเลือก สถาบันที่เหมาะสมที่สุด ที่มีคุณภาพ สมบูรณ์ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการนะครับ เราจะมีคณะทํางานที่จะไปทํามาตรฐานขึ้นมา ว่าสถาบันไหนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นแห่งแรกในการที่จะเปิดเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ภาคเหนือครับ ๓ สถาบันการพลศึกษา ที่เหลือจะเป็นวิทยาเขต โรงเรียนกีฬาที่อยู่ ๓ แห่ง ของทางภาคเหนือ ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งจังหวัดลําปาง แล้วก็ทั้งจังหวัดนครสวรรค์ จะเป็นโรงเรียนอยู่ในสังกัดของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติครับ เช่นเดียวกันภาคที่ ๒ ก็จะเป็นภาคกลาง ภาคกลางประกอบด้วย ๕ แห่ง จะมีจังหวัดชลบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร แต่กรุงเทพมหานครไปตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี คลอง ๑๓ ครับ แล้วก็จะมีจังหวัดสุพรรณบุรีอีกแห่งหนึ่ง และมีโรงเรียนกีฬาอีก ๔ แห่งเช่นเดียวกัน จะมีโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี โรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง โรงเรียนกีฬาที่จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วก็โรงเรียนกีฬาที่จังหวัดนครนายกครับ โรงเรียนกีฬาเหล่านี้ก็จะเข้าไปอยู่ในสังกัดของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาคกลาง หรือในอนาคตท่านประธานยุทธศักดิ์ อาจจะขอชื่อพระราชทาน ซึ่งจะเป็นสเต็ป (Step) ต่อไปในอนาคตนะครับ

ภาคต่อไปจะเป็นภาคใต้ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติของภาคใต้ก็จะมี ๔ แห่ง เช่นเดียวกัน มีจังหวัดชุมพร มีจังหวัดตรัง มีจังหวัดยะลา แล้วก็มีจังหวัดกระบี่ ก็จะพิจารณาจาก มหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติภาคใต้ ที่เหลือก็จะเป็นวิทยาเขต โรงเรียนกีฬา ๓ แห่ง ก็จะมีที่จังหวัดตรัง มีที่จังหวัดยะลา แล้วก็มีที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็จะเป็นโรงเรียนกีฬาอยู่ในสังกัดครับ

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็จะมีสถาบันการพลศึกษา ๔ แห่งเช่นเดียวกัน ก็จะมีจังหวัดชัยภูมิ มีจังหวัดมหาสารคาม มีจังหวัดอุดรธานี แล้วก็มีจังหวัดศรีสะเกษ มีโรงเรียนกีฬาอยู่ ๓ แห่ง มีที่จังหวัดขอนแก่น มีที่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็มีโรงเรียนกีฬา ที่จังหวัดศรีสะเกษ โรงเรียนกีฬาทั้ง ๓ แห่งก็จะเป็นในสังกัดของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าภาพรวมในการยุบรวมมหาวิทยาลัยกีฬาที่เราเหลือทั้งหมด จาก ๑๗ สถาบันการพลศึกษา ให้เหลือ ๔ มหาวิทยาลัยกีฬาในภูมิภาคต่าง ๆ นั้น เหตุและผล เพื่ออะไรครับ คําถามหนึ่งซึ่งได้รับตลอดเลย เปิดขึ้นมาแล้วจะสู้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะสู้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะสู้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะสู้มหาวิทยาลัยมหิดล หรือมหาวิทยาลัยเอกชนในภาคกลางหรือในกรุงเทพฯ ได้ไหม เพราะเขามีโครงการช้างเผือก อยู่ครับ สิ่งที่เป็นคําถามเป็นข้อเสนอแนะอย่างดีมาก ๆ ทําไมเราถึงเปิด ๔ ภาคครับ นี่ละครับ เพื่อลดความเหลื่อมล้ําของคน ลดความเหลื่อมล้ําของประชากร ลดความเหลื่อมล้ําของเยาวชน ที่จะเล่นกีฬาแล้วอยากเรียนทางด้านนี้ทุกครั้งต้องวิ่งเข้ามาสู่กรุงเทพมหานคร ผมเองก็เป็น ผลพวงคนหนึ่งจากจังหวัดชลบุรี จะต่อยอดเรียนปริญญาตรีไม่รู้ไปเรียนที่ไหน ไม่มีครับ มหาวิทยาลัยเอกชน ไม่มีครับมหาวิทยาลัยของรัฐทางด้านกีฬา ต้องเข้ามาเรียน มศว. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พลศึกษาครับเมื่อก่อน ตอนนี้ถูกยุบไปแล้วครับ นี่คือส่วนหนึ่ง แล้วเด็ก ๆ อีกหลาย ๆ ล้านคนที่อยู่ทั่วประเทศทําไมเขาต้องทิ้งถิ่นฐานเข้ามาเรียน ในกรุงเทพฯ ล่ะครับ เราต้องการกระจายอํานาจ เราต้องการลดความเหลื่อมล้ํา เราต้องการ เห็นความเสมอภาค แล้วทําไมครับเราเปิดทั้ง ๔ ภาคไม่ได้ เราต้องเปิดให้ได้ครับ ในฐานะ ที่เรากํากับดูแลทางด้านนี้ แล้วเรามีโอกาสที่จะนําเสนอสภา นําเสนอรัฐบาลให้เห็น ความสําคัญของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬา เด็ก ๆ ประชาชนจะได้ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐาน เพื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ แล้วทุกวันนี้สังคมในกรุงเทพฯ สังคมเมืองใหญ่ จะเห็นเลยว่า แออัดยัดเยียดแล้วมีปัญหาทางสังคมมากแม้กระทั่งการเดินทางไปเรียนนะครับ เพราะฉะนั้น นี่คือกรอบแนวคิดในการที่จะจัดตั้งทั้ง ๔ ภาคเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ครั้งแรกคําถามตามมา เหมือนกันครับ ทําไมไม่จัดแห่งเดียวก่อน แห่งเดียวท่านจะจัดที่ไหนครับ เป็นคําถามต่อมา ๒ แห่งท่านจะจัดที่ไหนครับ แล้วภาคที่ไม่มีล่ะครับ เราจะตอบคําถามประชาชนทั้งประเทศ ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นนี่คือส่วนหนึ่งซึ่งเราจะต้องดําเนินการให้ครบทั้ง ๔ ภาค ส่วนที่ ๒ ที่เป็นคําถามฮิต (Hit) ที่สุดคือเด็กโรงเรียนกีฬาต่าง ๆ ที่อยู่ตามชนบท เช่นโรงเรียนกีฬา เทศบาล ตอนนี้ อบต. อบจ. แม้กระทั่งโรงเรียนกีฬาเทศบาลเปิดกันเยอะมาก เด็กเหล่านั้น ไปไหนต่อครับ ยังไม่มีที่เรียนต่อเลยครับ เพราะเขาชอบทางด้านนี้ท่านครับ เพราะฉะนั้น นี่คือการตอบโจทย์อีกโจทย์หนึ่งนะครับ โรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษาของ สพฐ. ของกระทรวงศึกษาธิการที่มีโครงการช้างเผือกด้านการกีฬา เด็กเหล่านี้จะเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยการกีฬาได้ครับท่าน แม้กระทั่งคนพิการ แม้กระทั่งผู้สูงอายุ จะมีหลักสูตรให้เขาเรียนครับ นี่คือสิ่งหนึ่งซึ่งเราจะต้องทําอย่างไรที่จะพัฒนาสถาบันการพลศึกษา ให้เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติให้ได้โดยเร็วที่สุด ส่วนของหลักสูตรนะครับ คณะหนึ่ง ซึ่งผมขออนุญาตยกตัวอย่างเพราะในเอกสารคงมีอยู่แล้วนะครับ ซึ่งผมมองว่าสิ่งที่ ท่านเป็นห่วงกันว่าจบมาแล้วมหาวิทยาลัยเด็ก ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยกีฬาเด็ก ๆ จะมีงานทําไหม คณะเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทางการกีฬาครับ ท่านครับ ณ วันนี้ เมื่อสักครู่ท่านประธาน ยุทธศักดิ์ได้บอกไปแล้วว่าเฉพาะเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทย ๘๐,๐๐๐ ตัว เมื่อแมตช์ (Match) ที่แล้ว แมตช์ (Match) สุดท้ายก่อนที่จะเตะกับอิรักในเดือนหน้านี้ ๘๐,๐๐๐ กว่าตัว ขายไม่พอครับ ผลิตไม่ทันครับท่าน เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมการดีไซน์ (Design) บริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ในการผลิตเสื้อทีมชาติไทยเขาต้องจ้างดีไซเนอร์ (Designer) ครับ เพราะฉะนั้น คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีทางการกีฬาจะมีเปิดทางด้านดีไซเนอร์ (Designer) คือผู้ออกแบบนะครับ ออกแบบอะไรบ้างครับ ชุดซ้อม ชุดแข่งขัน ชุดวอร์ม (Warm) ชุดเดินทาง ออกแบบอะไรครับ สนามครับ อุปกรณ์ต่าง ๆ จุดหนึ่งซึ่งผมขออนุญาตนําไปเป็นแนวคิด สามารถยกตัวอย่างได้เลยครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้สํารวจค่ายมวยทั่วโลก ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าค่ายครับ ท่านครับ ถ้า ๒๐,๐๐๐ กว่าค่ายซื้อเวทีมวยไทยจากเราครับ ซื้อกระสอบทรายจากเราครับ ซื้อนวมจากเราครับ ซื้อชุดมวย ซึ่งตอนนี้ถ้ามีดีไซเนอร์ (Designer) เก่ง ๆ ดี ๆ ดีไซน์ (Design) ชุดมวยไทย ณ วันนี้ชาวต่างประเทศเขานิยมกันมากที่สุด ในแขนงหนึ่งของกีฬาของเราเลย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าที่ไหนถ้ามีกางเกงขาสั้น แล้วเขียนคําว่า มวยไทย เมื่อไรขายดีมากครับท่าน แต่เสื้อเราไม่มีครับ เห็นไหมครับ ชุดประจําชาติ มิสยูนิเวิร์สเพิ่งได้ชุดประจําชาติชนะเลิศมา เห็นไหมครับ ชุดตุ๊ก ๆ ครับท่าน แล้วทําไมเราไม่ดีไซน์ (Design) ชุดกีฬาประจําชาติของเราโดยเฉพาะมวยไทยครับ สมัยหนึ่ง ผมจําได้ว่านางงามที่ไปประกวดมิสยูนิเวิร์สเหมือนกันได้ชุดประจําชาติมวยไทยครับ ท่านทราบไหมครับ ชาวต่างชาติมาเรียนเลยครับการพันเชือก เขาเรียกว่า มวยคาดเชือก คาดประเจียด คาดมงคลครับ นี่คือจุดหนึ่งซึ่งจะมองเห็นว่าอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยี ทางการกีฬานั้นมีส่วนสําคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เราจะมีคณะนี้ขึ้นมาครับ คอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสมัยใหม่ ท่านเคยเห็น ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ผมใช้ชื่อเล่น ๆ แล้วกันนะครับ ท่านคงจะชินโค้ช (Coach) อ๊อดครับ โค้ช (Coach) วอลเลย์บอลหญิง เห็นไหมครับ เขาจะมีไอแพด (iPad) คอยวางแผนการแข่งขันตลอด ไม่ว่าจะเป็นระดับอาเซียน (ASEAN) ระดับเอเชีย เขาทําโปรแกรมครับ โปรแกรมฟุตบอลที่วิเคราะห์กันในไทยพรีเมียร์ลีก (Premier league) ก็ดี ที่พรีเมียร์ลีก (Premier league) ประเทศอังกฤษก็ดี ท่านทราบไหมครับ โปรแกรมหนึ่งที่เราซื้อมา ณ วันนี้ ๑๘ สโมสรของฟุตบอลทีมชาติไทย แล้วก็ฟุตบอลไทยทั้ง ๑๘ สโมสร โปรแกรมหนึ่งประมาณเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับท่าน เพราะฉะนั้นถ้าเราผลิต นักออกแบบคอมพิวเตอร์ออกแบบการวิเคราะห์เกมดี ๆ เราสามารถผลิตออกขายได้เช่นเดียวกัน อีกหลาย ๆ แขนงครับที่ไม่ได้นําเสนอเพราะว่าจะพยายามกระชับเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ นี่คือส่วนหนึ่งซึ่งเราเห็นความจําเป็นว่าในอนาคต ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้าเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมทางการกีฬาจะเป็นอีกเศรษฐกิจหนึ่งนะครับ ซึ่งสนับสนุนให้เศรษฐกิจ ของชาตินั้นเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มูลค่ามหาศาลในการที่จะเป็นเจ้าภาพในอีเวนต์ (Event) ใดอีเวนต์ (Event) หนึ่งในระดับโลก เช่น โอลิมปิก การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ท่านครับ เงินหมุนเวียนเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท เป็นแสน ๆ ล้านบาทครับ เฉพาะค่าถ่ายทอดลิขสิทธิ์ ณ วันนี้พวกเราในฐานะคนไทยด้วยกันท่านต้องภูมิใจละครับ ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลไทย สูงถึง ๔,๒๐๐ ล้านบาทแล้วท่านครับ ณ วันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือส่วนหนึ่งซึ่งอยากจะ ให้เราเห็นความภาคภูมิใจ ลูกฟุตบอลเราผลิตจากเมืองไทยส่งออก แล้วก็อีกหลาย ๆ อย่าง เพราะฉะนั้นนี่คือกรอบแนวคิดที่เรากําลังจะทําอย่างไรให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ สําเร็จแล้วก็ลุล่วงให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้ การเรียนการสอน คณาจารย์ที่ทุกท่านเป็นห่วง บุคลากรทั้งหลาย ส่วนหนึ่งจากสถาบันการพลศึกษาอย่างเดิมที่ยังอยู่ ส่วนที่เราจะต้องจ้าง เพิ่มเติมนั่นคือผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งผมจะพูดถึงการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาต่อไปว่ามีส่วนสําคัญ นักโภชนาการครับ ณ วันนี้ผมเคยเรียนในที่ประชุมสภาหลายครั้งแล้วว่าเขาแยกแล้วครับท่านครับ โดยเฉพาะ ฟุตบอล เดี๋ยวนี้ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศเยอรมนี ยุโรปเขาทํามานานแล้วครับ เขาวิเคราะห์ถึงขนาดต้องรับประทานอาหาร ๑๑ ตําแหน่ง รับประทานไม่เหมือนกันนะครับ ท่านครับ พลังงานใช้แต่ละตําแหน่งไม่เหมือนกัน ตําแหน่งที่ใช้พลังงานสูงสุดท่านลองเดาสิครับ ว่าเป็นตําแหน่งอะไร ตําแหน่งกองกลางที่ต้องวิ่งทั่วสนาม ศูนย์หน้า ผู้รักษาประตู กองหลัง ใช้อีกแบบหนึ่งครับท่าน เพราะฉะนั้นตอนนี้วิทยาศาสตร์การกีฬากําลังไปได้ไกลมาก ๆ ทางสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศญี่ปุ่นซึ่งตอนนี้อยู่อันดับต้น ๆ ของโลกไปแล้วนะครับ ได้เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการของเราคือท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และคณะ ให้ไปดูงานประมาณเดือนหน้า ตอนนี้ท่านกําลังรอเช็ก (Check) เวลาที่ว่างแล้วจะนําคณะ ไปดูงานสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศญี่ปุ่นซึ่งอยู่อันดับต้น ๆ ของโลก เดี๋ยวผม คงจะพูดรายละเอียดต่อไปในเรื่องของการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา เพราะฉะนั้น ย้อนกลับมาตรงมหาวิทยาลัยการกีฬา หลักสูตรการเรียนการสอน ๕ คณะ อาจารย์ต่าง ๆ การจ้างผู้เชี่ยวชาญ แม้กระทั่งส่วนหนึ่งซึ่งอยากจะให้ท่านเห็นความสําคัญว่าเราไม่ใช่ตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้นมาเพื่ออะไรครับ เพื่อตอบโจทย์เฉพาะนักกีฬา เพื่อความเป็นเลิศ กับนักกีฬาอาชีพเท่านั้นนะครับ เราจะตอบโจทย์คนทั้งภาคเหนือ คนทุกภาคของประเทศ ที่เขาสนใจและเห็นความสําคัญของกีฬาได้เข้าเรียนเพื่อผลิตเขาออกมาเป็นบุคลากรทางการกีฬา ซึ่งตอนนี้เราขาดอยู่อย่างมากเลย จุดที่ผมขออนุญาตแนะนําเร่งด่วนเลยครับท่านครับ วันนี้ มีการสัมมนาทางวิชาการของการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีครับ ปัญหาใหญ่ที่สุดท่านทราบไหมครับเรื่องอะไรครับ หาผู้ตัดสินกีฬาต่าง ๆ ไม่ได้ครับ จัดที่จังหวัดอุบลราชธานีแท้ ๆ หาผู้ตัดสินไม่ได้ ผู้ตัดสินขาดแคลนครับ ต้องเอาผู้ตัดสิน จากกรุงเทพมหานครไปครับ ค่าใช้จ่ายบางชนิดกีฬา ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท เจ้าภาพ ไม่มีปัญญาครับท่าน นี่ละครับคือส่วนหนึ่ง ถ้าเรามีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เราจะผลิต บุคลากรทางด้านนั้นเพื่อรองรับอาชีพ จบปริญญาตรีอาจจะไม่มีงานทํา แต่ถ้าจบปริญญาตรี แล้วมีประกาศนียบัตรการตัดสินฟุตบอลระดับหนึ่งอยู่ในมือเฉพาะค่าตัดสินเดือนหนึ่ง ตก ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทครับตอนนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือจุดหนึ่งซึ่งเราจะต้องผลิตครับ โค้ช (Coach) นักบริหารจัดการกีฬา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นี่คือเราจะต้องผลิตบุคลากร เหล่านี้ จัดที่จังหวัดเชียงใหม่ จัดที่จังหวัดสงขลา ปีหน้ากีฬาแห่งชาติ กีฬาแห่งประเทศไทย จะจัดที่จังหวัดสงขลาครับท่านครับ อุปกรณ์ทุกอย่างเราต้องเอาจากกรุงเทพฯ ไปหมด บุคลากรเราต้องเอาจากกรุงเทพฯ ไปครับท่าน หลาย ๆ อย่างเราต้องเอาจากกรุงเทพฯ ไปครับ ไม่น่าเชื่อครับว่าวงการกีฬาเรายังต้องอาศัยจุดใหญ่ก็คือจุดศูนย์รวมยังกระจุกครับ ไม่กระจายเลย ตั้งแต่ผมเล่นจนกระทั่งผมเป็นโค้ช (Coach) จนกระทั่งผมมาเป็นผู้บริหาร ๓๐-๔๐ ปียังเหมือนเดิมครับ ปัญหายังแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือจุดหนึ่งซึ่งเราจะต้องผลิตบุคลากรทางการกีฬาเพื่อตอบสนองสังคมไทย เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงครับว่าเด็กจบมาแล้วจะไม่มีงานทํา เราจะตอบโจทย์เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว เรื่องครูพลศึกษาลดน้อยลงครับ ไม่มีการบรรจุแล้ว แต่ตอนนี้ที่เขาต้องการที่สุดคือบุคลากร ทางการกีฬาครับ เพราะฉะนั้นนี่คือการนําเสนอในเรื่องของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งคอนเซปต์ (Concept) ก็คือจะต้องมีทั้ง ๔ ภาค โรงเรียนกีฬาจะต้องเข้าไปอยู่ใน มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ อาจจะเป็นลักษณะของโรงเรียนสาธิต หรือจะอยู่ในลักษณะ ของการศึกษา เรามีคณะทํางานที่จะต้องศึกษาต่อไป แล้วก็นําความก้าวหน้ามานําเสนอ ในที่ประชุมสภาในคราวต่อไปนะครับ ก็ขออนุญาตนําเรื่องของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในเบื้องต้นเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบพอสังเขปสําหรับวันนี้นะครับ

ส่วนที่ ๒ ก็คงจะต่อเนื่องนะครับ เพราะว่าในเมื่อเราจะต้องผลิตบุคลากร ทางการกีฬาแล้ว โดยเฉพาะด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่สําคัญที่สุด แล้วทุกคนก็ทราบว่าถ้ากีฬา จะไปสู่ความเป็นเลิศ กีฬาจะไปสู่ความเป็นอาชีพ ถ้าเราไม่เห็นความสําคัญของวิทยาศาสตร์ การกีฬา อันนี้เป็นไปไม่ได้เลยครับ ตอนนี้ทั้งเขมร กัมพูชา ขออนุญาตครับ เมียนมาได้ติดต่อ มาดูงานวิทยาศาสตร์การกีฬาเราครับ แม้กระทั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเพิ่งจัดซีเกมส์ (SEA Games) ไป ประเทศเมียนมาเพิ่งจัดซีเกมส์ (SEA Games) ไป ยังต้องใช้บุคลากรของเราไปช่วยจัดการแข่งขันครับท่าน เพราะฉะนั้นในมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติหรือสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เรากําลังจะเปิดขึ้นมานั้น ในอนาคต อย่างที่ท่านประธานยุทธศักดิ์กล่าวในที่ประชุมไปแล้ว เราต้องเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน (ASEAN) แล้วเราจะต้องเป็นอันดับ ๕ ของเอเชียให้ได้ เพราะฉะนั้นสถาบันวิทยาศาสตร์ การกีฬาที่เรามีอยู่ ณ วันนี้ ปัญหาอุปสรรคในการทํางานคนละทิศคนละทางครับท่าน มีทั้งองค์กรภาคเอกชนก็มีครับ มีทั้งภาครัฐก็มี มีทั้งรัฐวิสาหกิจก็มี มีทั้งในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ดีนะครับ เรามีอยู่หมดท่านครับ แต่สิ่งที่บูรณาการแล้วทํางานร่วมกันให้เป็นแนวเดียวกัน กรอบแนวคิดที่คล้ายกัน ทําอย่างไรที่จะต้องศึกษาและนํามาควบรวมหรือยุบรวมกัน สิ่งที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทํางาน แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการได้ทํางาน สิ่งแรกที่สามารถควบรวมได้ก่อนเลยคือกรมพลศึกษากับการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งมีศูนย์วิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดทั้ง ๒ แห่ง อยู่ในกระทรวงเดียวกัน เพราะฉะนั้น กรอบแนวคิดอันนี้ถึงนําเสนอในที่ประชุมสภาเป็นกรอบแรกก่อนว่าสิ่งที่เรากําลังจะจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬานั้น สิ่งแรกคือจะพยายามควบรวมกรมพลศึกษา การกีฬา แห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยกีฬาอื่น ๆ ที่มีโครงการกีฬาอยู่ และมีศูนย์วิทยาศาสตร์อยู่ ภาคเอกชน เราจะใช้แนวของการทํางานในลักษณะของประชารัฐครับ ก็คือทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน แล้วก็ภาคเอกชน ควบรวมทํางานร่วมกัน เพราะฉะนั้นนี่คืออีกจุดหนึ่ง อีกแนวทางหนึ่งซึ่งเรากําลังจะดําเนินการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาขึ้นมา

สุดท้ายครับ ผมขออนุญาตไปสั้น ๆ เผื่อที่ประชุมสภาจะได้มีคําถาม แล้วจะตอบได้ตรงกับความต้องการของท่านมากกว่า เรื่องของคณะกรรมการนโยบาย การกีฬาแห่งชาติท่านครับ ที่ผ่านมา ๑๔ กระทรวง ที่มีเนื้อหา มีแนวคิด มีการทํางาน ที่เกี่ยวข้องกับการทํางานในด้านของการกีฬานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ในการทํางาน พระราชบัญญัติการกีฬา ฉบับที่ ๑ ถึงฉบับที่ ๕ อย่างที่ท่านประธานได้กราบเรียน ไปแล้วว่าไม่ค่อยจะประสบความสําเร็จครับ สิ่งหนึ่งก็คือว่าพระราชบัญญัติการกีฬา ฉบับที่ ๑ ถึงฉบับที่ ๕ ที่กําลังจะทําฉบับที่ ๖ นั้น ไม่มีคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ กํากับดูแล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกระทรวงเดียวที่ขับเคลื่อนผลักดัน เพราะฉะนั้นโอกาส ที่จะประสบความสําเร็จนั้นค่อนข้างจะยากมาก ๆ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากอีก ๑๔ กระทรวง เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ได้เดินหน้าทํางานแล้วครับ ได้เชิญ ทั้ง ๑๔ กระทรวงมาหารือแล้วตามนโยบายที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติขึ้นมา เพื่อกํากับดูแลกีฬาของประเทศทั้งระบบ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ถ้ามีคําถามเพิ่มเติมเดี๋ยวผมจะให้ท่านผู้อํานวยการสุรพล ทิพย์เสนา ได้อธิบายต่อไปนะครับ กราบเรียนเบื้องต้นให้ท่านประธานและที่ประชุมสภาได้ทราบ เป็นเบื้องต้นพอสังเขป ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านสุรพล ทิพย์เสนา ผู้อํานวยการฝ่ายกฎหมายการศึกษา ขั้นพื้นฐานและการกีฬา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอประทานโทษครับ คือท่านสุรพลเอาไว้ทีหลังนะครับ เอา ๒ เรื่องก่อน ทีนี้ก็ขอเรียนหารืออย่างนี้ว่า ทั้ง ๒ เรื่องดังกล่าวนี้เป็นการอภิปรายรวมทั้ง ๒ เรื่องดีไหมครับ แล้วจากนั้นก็จะลงมติทีละเรื่อง

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าท่านสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ขออนุญาตให้เป็นไปตามนี้นะครับ ก็คืออภิปราย รวม ๒ เรื่อง และลงมติทีละเรื่อง ท่านสุรินทร์ขอเรียนเชิญครับ ผมคิดว่าเสนอเลยจะได้ครบ ทั้ง ๓ เรื่อง แล้วก็จะเอาอย่างเมื่อสักครู่นี้ดีกว่านะครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมขออนุญาตมีความเห็นในเรื่องของการจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติสักเล็กน้อยครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิก ที่เคารพทั้งหลาย ภาษิตโบราณเขากล่าวไว้เสมอว่า หมูจะหาม อย่าเอาคานเข้าไปสอด วันนี้ ผมก็ไม่เชื่อภาษิตโบราณนั้นก็เลยต้องขออนุญาตพูดสักนิดหน่อย

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอประทานโทษท่านสุรินทร์ครับ ผมขอประทานอภัยนิดหนึ่งนะครับ ตามคิวก็คือ คิวแรกคือ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช นะครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ได้ครับ ๆ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ท่านคิวที่ ๓ ขอประทานโทษนิดหนึ่ง กราบขอบพระคุณ ขอเรียนเชิญ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเรียนเชิญท่านเลิศรัตน์ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสแสดงความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปด้านการกีฬา ซึ่งถ้าผมเข้าใจถูก ก็คือทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมาแล้ว ๓ เรื่อง ครบตามที่กําหนดไว้ในวาระการประชุม ผมจะขออนุญาตพูดในเรื่องของการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อฝากเป็นข้อคิดเห็นและข้อสังเกตให้กับทางคณะกรรมาธิการ

ในประเด็นแรก สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยที่เสนอขึ้นมา มีฐานปัจจุบันเป็นฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็น ๑ ใน ๑๐ ฝ่ายของการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา มีอยู่ ๓ กอง คือกองวิจัยและพัฒนากีฬา กองกีฬาเวชศาสตร์ และกองพัฒนาการกีฬา เป็น ๓ กอง การจัดของการกีฬาแห่งประเทศไทยเขาแบ่งเป็นฝ่ายแล้วก็มีอยู่ ๑ สํานัก ในความคิดเห็นของผม คือการกีฬาแห่งประเทศไทยเขามีคณะกรรมการ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาท่านเป็นประธานในคณะกรรมการ การกีฬาแห่งประเทศไทย แล้วประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งโดยตําแหน่งและโดยการแต่งตั้ง ตามมติคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว หากเราจะยกระดับฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาขึ้นมาเป็น สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย แล้วในข้อเสนอในการจัดตั้งตามมาตรา ๕ ของร่าง พ.ร.บ. ที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมาให้จัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น ให้สถาบัน มีฐานะเป็นนิติบุคคล ปัจจุบันนี้มีการเสนอที่จะให้ตั้งหน่วยงานลักษณะนี้เยอะมากในบ้านเรา ไม่มีใครอยากจะขึ้นอยู่กับใคร ทุกคนอยากจะเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระ มหาวิทยาลัยก็ออกไป นอกกํากับรัฐเสียตอนนี้ก็เป็นสิบแล้ว แล้วก็มีหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้น อย่างเช่น กสทช. องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ ที่กําลังคิดอยากจะจัดตั้งในรูปแบบนั้นก็คือไม่มีใครต้องการ เป็นหน่วยงานของรัฐ ทีนี้การที่จะเสนอตั้งงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาขึ้นมาเป็นสถาบัน ระดับประเทศก็เป็นเรื่องดีครับ ผมก็เชื่อว่าในบางประเทศอาจจะมีอยู่แต่คงไม่กี่ประเทศ เรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาส่วนใหญ่ก็ต้องเน้นเกี่ยวกับเรื่องของกีฬาที่เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกีฬาเป็นเลิศ หรือกีฬาสมัครเล่นต่าง ๆ ผมเองบริหารสมาคมกรีฑามากว่า ๒๕ ปี ก็ให้ความสําคัญกับเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างมาก สมัยนั้นผมก็จําได้ว่าผมไปจ้างฝรั่ง มาจากแคลิฟอร์เนียมาดูแลเรื่องการให้วิตามินโดยเฉพาะเลย มาดูแลเรื่องการสร้างกล้ามเนื้อ ลงทุนซื้อเครื่องสร้างกล้ามเนื้อ เครื่องฟิตเนส (Fitness) ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องของวิทยาศาสตร์ การกีฬาเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ปัจจุบันนี้สมาคมกีฬาต่าง ๆ ๔๐-๕๐ สมาคมก็คงให้ ความสําคัญในเรื่องเหล่านี้ กกท. ก็มีหน่วยงานตรงนี้อยู่ ที่ผมฝากเป็นข้อสังเกตในเรื่องของ การจัดตั้งองค์กรคือว่าเราน่าจะทําเป็นเฟส (Phase) หรือไม่ อย่างเช่นเฟส (Phase) แรก ยกระดับแผนก ยกระดับฝ่ายขึ้นเป็นสํานักเสียก่อน สํานักอยู่ในการกีฬาแห่งประเทศไทย ทดลองดูสัก ๒-๓ ปี เพราะปัจจุบันเป็นฝ่ายขึ้นตรงกับรองผู้ว่าการ ถ้าเป็นสํานักขึ้นกับผู้ว่าการ แล้วขยายอัตรา ขยายขีดความสามารถในการดูแลงานด้านวิทยาศาสตร์ขึ้น คือถ้าคิดว่าจะให้ หน่วยงานเดียวไปดูเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาทั้งประเทศก็คงไม่ใช่หรอกครับ แล้วเราก็มี ด้านวิชาการ ด้านมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มากมายที่ทํางานในเรื่องนี้อยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า การจะยกระดับเป็นสถาบันระดับประเทศเลยด้วยกฎหมายพิเศษก็มีบางท่านให้ข้อท้วงติงไว้ แล้วว่าการจัดตั้งหน่วยต่าง ๆ ก็จะเป็นปัญหาว่ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผมไม่ขัดข้องนะครับ เพียงแต่อยากเสนอว่าน่าจะทําเป็นเฟส (Phase) เฟส (Phase) แรก ตั้งเป็นสํานักก่อน เพราะตามที่เสนอใหญ่มาก มีรองนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีมาเป็นประธาน บอร์ด (Board) ก็เป็นรูปแบบบอร์ด (Board) ที่ใกล้เคียงกับบอร์ด (Board) ของ กกท. การทํางานก็ไม่แน่ใจว่าจะบรรลุเป้าหมายได้ตามนั้นหรือไม่ถ้าจะจัดตั้งโดยในทันที

เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไว้คือเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสารต้องห้าม ในภาระหน้าที่หนึ่งที่เสนอจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ได้พูดถึง ประเด็นนี้ แต่ว่าในหน้าที่ของฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬามีพูดถึงเรื่องการใช้สารต้องห้าม การควบคุมการใช้สารต้องห้ามในตัวนักกีฬา ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เพราะฉะนั้นถ้าจะ จัดตั้งก็อยากจะเสนอให้คํานึงถึงเรื่องการมีศูนย์ตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬาขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้ มีอยู่ ๒ แห่งในประเทศไทย คือมีอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นงานฝากของคณะวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล แล้วอีกแห่งหนึ่งทาง กกท. ก็ตั้งขึ้น ซึ่งทางวาดะ (WADA) คือ เวิลด์ แอนไทโดปปิ้ง เอเจนซี (World Anti-Doping Agency) ก็ให้การรับรองทั้ง ๒ องค์กรนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่หน่วยงานระดับนี้น่าจะได้รับการสนับสนุน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ การตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬาไม่ใช่ทําเฉพาะในการแข่งขันกีฬา ต้องทําในขั้นของ การฝึกซ้อมเก็บตัว หรือการสร้างนักกีฬาจากเยาว์วัยขึ้นไปเป็นนักกีฬาทีมชาติ ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่อันตรายมากถ้ามีการใช้สารกระตุ้น อย่างขณะนี้รัสเซียเอง ทั้งสมาคมกรีฑา ของรัสเซียก็โดนแบน (Ban) จากวาดะ (WADA) ไม่ให้เข้าแข่งขันกีฬาในระดับโลก เพราะมีการพยายามสร้างนักกีฬาด้วยสารกระตุ้นที่จะเป็นผลเสียแก่นักกีฬาในบั้นปลาย ก็อยากฝากในเรื่องนี้ไว้ด้วย ถ้าจะจัดตั้งเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าน่าจะให้ความสําคัญในเรื่องการจัดตั้งองค์กรหรือศูนย์ตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬา ให้เป็นที่ยอมรับของวาดะ (WADA) หรือของโลกด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ เนื่องจากท่านนิกร จํานง ถอนนะครับ ก็ขอเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเรียนเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้จั่วหัวไปสักนิดหนึ่งแล้ว ภาษิตโบราณเขาบอกว่า หมูเขากําลังจะหาม อย่าเอาคานเข้าไปสอด ก็กินความลึกนะครับ ภาษิตอีกข้อหนึ่งก็คือบอกว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่วันนี้เรากําลังพิจารณาภาษิตข้อหนึ่งก็คือว่า น้ําขึ้นให้รีบตัก ผมกราบเรียนว่าผมรู้จัก ท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา มานาน ตั้งแต่ผมเป็นข้าราชการ เด็ก ๆ จนปลดเกษียณอายุ ๖๙ ปีแล้ว และกระผมก็ชื่นชมว่าการกีฬาของประเทศไทย มันเจริญจริง ๆ เมื่อสมัยท่านยุทธศักดิ์กับคณะเข้ามาบริหารเจริญในทุกด้าน ไม่มีข้อกังขาเลย แม้แต่น้อย แต่ว่าอย่างไรก็ตามการจะทําอะไรนี่นะครับ เขาต้องใช้ภาษิตอันหนึ่งก็คือว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างด้วยวันเดียว ต้องค่อย ๆ ทํา ค่อย ๆ คิด หลายอย่างนี่เราคิดเร็ว ทําเร็ว ตั้งมหาวิทยาลัยด้วยการรวมห่อ ท่านเห็นไหมครับ รวมห่อมาทั่วประเทศแล้วก็ตั้งเป็น มหาวิทยาลัยชื่อหนึ่ง รวมห่ออีกประเภทหนึ่งตั้งขึ้นมาแล้วเป็นปัญหา ท่านต้องยอมรับว่า มันยังเป็นปัญหาอยู่นะครับ ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าการตั้งมหาวิทยาลัยสําหรับประเทศไทย ไม่ได้ยากแล้วก็ไม่ง่ายนะครับ แล้วจะตั้งให้ดีก็ไม่ง่ายนะครับ ผมยังอยากคิดว่ามีความจําเป็นไหม จะต้องถึงกับตั้งเป็นมหาวิทยาลัย ขณะนี้หุ้นกําลังลง นักเศรษฐศาสตร์ของสํานักต่าง ๆ ก็วิพากษ์วิจารณ์ แต่สํานักหนึ่งที่เรารู้จักกันในครั้งกระโน้นจนถึงปัจจุบันนี้ถ้าใครเรียนจาก เดอะ สคูล ออฟ อีโคโนมิก ไซเอินซ์ (The School of Economic Science) ถือว่ายอดมาก คนไทยคนแรกน่าจะเป็นท่านศาสตราจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เป็นปูชนียบุคคลของเรา ก็ไม่เห็นเขามีความรู้สึกว่าเขาจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยทางด้านเศรษฐศาสตร์เลย เขาก็เป็นเดอะ สคูล ออฟ อีโคโนมิก ไซเอินซ์ (The School of Economic Science) ไปถามใคร ผมคุยกับคนที่จบที่นี่เขามีความรู้สึกว่าเขาปลาบปลื้มมากที่จบโรงเรียนนี้ ทีนี้ถามว่า เรื่องของการกีฬา มีศาสตร์อยู่ ๒-๓ ตัวใหญ่ ๆ เท่านั้นละคือ ๑. เรื่องของกายวิภาคศาสตร์ เรียกว่าอะนาโตมี (Anatomy) ๒. เรื่องของสรีรวิทยาเรียกว่าฟิซิโอโลจี (Physiology) นี่เป็นเบสิกไซเอินซ์ (Basic science) เรื่องของการกีฬา ตามมาด้วยเรื่องของสารอาหาร เรื่องของการเคลื่อนไหวไคเนติก (Kinetic) ประกอบกันจะทําให้นักกีฬาคนนั้นเก่งหรือไม่เก่งต้องฝึกซ้อมเบสิก (Basic) อย่างนี้มา ให้รู้ว่า กล้ามเนื้อมัดไหนทําอะไร การเคลื่อนไหวทั้งซ้ายทั้งขวาจะเป็นอย่างไร จะส่งอย่างไร จะรับ อย่างไร ให้ใช้แรงให้น้อยที่สุดแต่ได้พละกําลังสูงสุด แต่ทีนี้ถามว่ามหาวิทยาลัยในโลกนี้ เขาจะต้องเรียนอะไรถึงเป็นมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็คือคําว่า หลาย ๆ คณะวิชารวมกัน เรียกเป็น มหา มิฉะนั้นเขาเรียกเป็นวิทยาลัย อย่างที่ท่านกรรมาธิการคุยสักครู่นี้บอกว่า ท่านจบจากวิทยาลัยพลศึกษาบัดนี้ยุบไปแล้วแต่ก่อนนี้อยู่ที่สนามศุภชลาศัย แต่ขณะนี้ก็มี คณะพลศึกษาอยู่ในหลายมหาวิทยาลัย อย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเขาก็ผลิตพวกนี้แล้วก็เรียนพวกนี้ แต่ทีนี้คําถามว่า ศาสตร์นี้มันจะขยับขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยได้ไหม ท่านคิดให้รอบคอบเพราะประเทศไทย พอตั้งแล้วยุบไม่ได้ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดียุบไม่ได้ แล้วไม่เคยมียุบอะไรได้เลย แต่ทีนี้คําถามว่า ต่างประเทศหรือประเทศไหน ๆ ก็ตาม คําว่า มหาวิทยาลัย เขาจะต้องมี ใช้ภาษาอังกฤษเลยนะครับ อาร์ต แอนด์ ไซเอินซ์ (Art and Science) คือต้องมีคณะภาควิชาหรือคณะวิชาที่เรียนทาง ไซเอินซ์ (Science) กับศิลปศาสตร์ อักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ก็จะเพิ่มเรื่องของ แอพพลายไซเอินซ์ (Apply science) เช่น เกษตรเป็นแอพพลายไซเอินซ์ (Apply science) วิศวะเป็นแอพพลายไซเอินซ์ (Apply science) คอมพิวเตอร์ก็เป็นแอพพลายไซเอินซ์ (Apply science) ทางศิลปะก็เป็นประวัติศาสตร์ วรรณคดี ๑๐๘ จิปาถะ ทําคนให้มันสวย ประกอบกันเรียกว่ามหาวิทยาลัย แต่ถ้าเป็นวิทยาลัยเฉพาะทางหรือว่าเรียนเฉพาะทาง เขาก็จะมีเฉพาะเป็นวิทยาลัยหรือเป็นเดอะ สคูล ออฟ อีโคโนมิก ไซเอินซ์ (The School of Economic Science) ถามผมว่าถ้าผมจบเดอะ สคูล ออฟ อีโคโนมิก ไซเอินซ์ (The School of Economic Science) หรือจบโรงเรียนการกีฬาแล้วผมสามารถทําโน่นทํานี่ได้ระดับเขา เรียกอะไรนะครับ โลก ผมคิดว่าผมอาจจะภูมิใจนะ ถามว่าผมภูมิใจอย่างไรเพราะผมจบ พม. พลศึกษา ผมนี่จบ พม. พลศึกษามาเก่าก่อนที่จะจบกฎหมายปริญญาโทนะครับ ผมก็มี ความรู้สึกว่าการไปรู้เรื่องของการกีฬาของศาสตร์สาขาพวกนี้มันดีนะ ผมไม่ขัดข้องเลยว่าดี แต่คําถามว่าท่านจะขยับจากที่ท่านพูดเมื่อสักครู่รวมทั้งผมอ่านเอกสารแล้วไปเป็นมหาวิทยาลัย นอกจากจะต้องใช้เงินมหาศาลแล้วท่านจะต้องเพิ่มบุคลากร มีอธิการบดี พออธิการบดีไม่มีเวลา ที่จะต้องไปดูเพราะวิทยาเขตมันมีเยอะแยะ บริหารจัดการยาก ผมถามว่าการมีวิทยาเขต เยอะ ๆ แล้วต้องใช้คําว่ายุบรวมไปแล้ว และแยกไปแล้วคืออะไร สมัยก่อนวิทยาลัยพลศึกษา มี ๘ แห่งนะครับ มีสงขลา มีพิษณุโลก มีมหาสารคาม มีบางเขน มีพลศึกษา ในที่สุด เขาก็แยกไปเป็นมหาวิทยาลัยหมด เพราะบริหารจัดการยากมาก ถามว่ายากทําไม เพราะผม เป็นนักศึกษาและเป็นหัวหน้าเดินขบวนให้เป็นมหาวิทยาลัย วิทยาลัยพลศึกษา ปี ๒๕๑๕ ท่าน จอมพล ถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยปฏิวัติผมพานักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือเรียกวิทยาลัยพลศึกษา เดินขบวนจากซอย ๒๓ มาที่สนามเสือป่า ท่าน พันเอก ณรงค์ เรียกผมไปถามบอกว่าคุณรู้ไหมมันปฏิวัติแล้วคุณเดินขบวนได้อย่างไร ผมก็เถียงข้าง ๆ คู ๆ ว่า ผมจ้างรถเมล์ขาวมา ๒๐๐ บาท ๕๐ คัน ผมไม่ได้เดินขบวน แล้วมาก็นั่งเป็นระเบียบไม่ได้เดิน ผมยังอยากจะให้ท่านคิดทบทวนให้รอบคอบอีกทีนะครับ หรือถ้าจะลงมติวันนี้ก็ขอให้ รอบคอบว่าท่านจะมีมหาวิทยาลัยไปเพื่อการใด เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าพอแข่งกีฬาที เสื้อ ๘๐,๐๐๐ ตัว ขายแป๊ปเดียว นั่นไม่ใช่ศาสตร์ของการกีฬาแล้วครับ มันเป็นเรื่องของ ดีไซเนอร์ (Designer) และเชื่อเถอะอย่างไรก็ตามบริษัทฟุตบอลไทยทํา เอกชนคิดดีกว่า ราชการเยอะในหลายด้าน ทีนี้ถามว่าแล้วเสื้อผ้าของกีฬาของทั่วโลกทําในประเทศไทยไหม ทํา ผมเคยไปเยี่ยมมาแล้ว เมื่อผมเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ท่านไปดูที่จังหวัดขอนแก่นเลย โรงงานมีคนงาน เป็นพันคนนะครับ เย็บเสื้อผ้าส่งประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ลีก (League) ทั้งหลาย จ้างที่นี่ตัด แต่ก็ออกแบบมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแบบจากประเทศอังกฤษนะครับ เรามีหน้าที่เย็บอย่างเดียว ผ้าทั้งหลายเขาก็บอกไปแล้วให้ไปซื้อที่ไหน อย่างไร คุณภาพ เขาบอกมาหมดเลย บอกมาครบทุกอย่าง เพียงแต่ว่าเราก็ใช้แรงงานเย็บอย่างมีฝีมือ เย็บอย่างเรียบร้อย ถามว่าทําไมเขาชอบให้คนไทยเย็บ ฝีเข็มมันเยี่ยม ท่านเข้าใจศัพท์ว่า ฝีเข็มไหมครับ มันเยี่ยม ถามว่าฟุตบอลไทยสมัยก่อน สมัยผมเตะนั่นนะครับ ต้องใช้เอ็นร้อย พอระเบิดนะครับ ต้องใช้เอ็นร้อย พอร้อยแล้วทําอย่างไร เตะแล้วเจ็บ ปัจจุบันนี้เขาใช้หล่อเอา ใช้โมลด์ (Mold) ใช่ไหมครับ หล่อหมดเลย ทุกอย่างหล่อหมดในเครื่อง ออกมาคุณภาพเดียวกัน ผมเกินเวลามา ๓ นาทีแล้ว ผมอยากจะสรุปในส่วนของผมว่า ท่านครับ ใจเย็น ๆ หน่อย ดีกว่าไหมครับที่จะตั้งมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ไม่ได้หมายถึงว่าถ้าตั้งแล้วผมจะตายนะครับ ผมไม่ตายหรอก แต่ผมคิดว่าขออยากให้ท่านคิดให้รอบคอบนะครับ คิดถึงวันหน้าวันโน้น คิดถึงชาติหน้าชาติโน้นหน่อยว่ามันจะเป็นอย่างไรในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ นะครับ เมื่อสักครู่ท่านขอถอน เดี๋ยวขอเริ่มใหม่ ขอท่านคุรุจิต นาครทรรพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตปลัดกระทรวงพลังงานนะครับ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ขอเรียนเชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ผมก็จะขออภิปรายสั้น ๆ ในประเด็นเดียวก็คือเรื่องของมหาวิทยาลัยการกีฬานะครับ ท่านผู้อภิปรายก่อนผม ๒ ท่านก็อภิปรายไปในเรื่องสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา แล้วก็ มหาวิทยาลัยการกีฬาเช่นเดียวกันนะครับ ผมก็เช่นเดียวกับท่านสุรินทร์นะครับ ออกจะมี ความกังวลว่าข้อเสนอที่จัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬา ถึงแม้โดยเริ่มต้นท่านก็บอกว่าจะยกฐานะของ สถาบันการพลศึกษาหรืออะไรที่มีอยู่แล้วขึ้นไป แต่ถ้าพลิกดูก็จะมีมหาวิทยาลัยการกีฬา ถึง ๔ แห่งใน ๔ ภาค แล้วแต่ละภาคก็จะมีวิทยาเขตอีกอย่างน้อยภาคละ ๓ วิทยาเขต ภาคกลางมี ๔ วิทยาเขต แล้วแต่ละภาคก็จะมีโรงเรียนกีฬาอีกอย่างน้อย ๓ โรงเรียนนะครับ รวม ๆ แล้วก็เหมือนกับจะมีองค์กรใหม่ขึ้นมาถึง ๑๓ องค์กรในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมกีฬานะครับ ผมเองอยู่ในระบบราชการมาก็เป็นห่วงว่าการจะตั้งองค์กรใหม่ก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แล้วที่สําคัญยิ่งกว่างบประมาณก็คือต้องมีคนที่มีคุณภาพที่จะไปดําเนินงานมหาวิทยาลัย เหล่านี้นะครับ เราคงไม่ตั้งมหาวิทยาลัยเพียงเพื่อให้มีอธิการบดีเพิ่มมา ๔ คน คณบดีเพิ่มมา อีก ๑๒ คนอะไรแบบนี้นะครับ แล้วถ้ามาดูเป้าหมายที่ท่านเขียนไว้ในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่ท่านนําเสนอ รวมทั้งปัญหา อุปสรรค เริ่มปัญหา อุปสรรคก่อนนะครับ ท่านก็บอกว่าปัญหา อุปสรรคของการกีฬาในประเทศไทยเท่าที่ผ่านมาต่างชาติก็ลังเล ไม่มาจัดการแข่งขันระดับโลกในไทย การกีฬาไม่ได้รับการดูแลเป็นระบบ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขาดความร่วมมือ วงการกีฬาขาดความน่าเชื่อถือ นักกีฬาและบุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง แล้วก็เป้าหมายหวังว่าจะให้กีฬาสู่ความเป็นเลิศ พัฒนาคน อย่างเท่าเทียม กีฬาเพื่อความสามัคคี กีฬาเพื่อการท่องเที่ยว ผมก็เห็นด้วยหมดละครับ เป้าหมายเหล่านี้ สมัยเราเด็ก ๆ เรียนหนังสือมา เล่นกีฬานี่ต้องร้องเพลงกราวกีฬา ของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทําคนให้เป็นคน แต่ผมก็เพียงสงสัยว่าการจะตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้นมา ๔ ภาค ๑๓ วิทยาเขต จะทําให้ เป้าหมายเหล่านี้สําเร็จได้อย่างไร ตรงกันข้ามอาจจะทําให้งบประมาณที่มีค่าอยู่ที่จะไป ส่งเสริมนักกีฬาให้มีความสามารถ ได้เหรียญทองอาเซียน (ASEAN) มากขึ้น ไปสู่โอลิมปิก ได้เหรียญทองโอลิมปิกมากขึ้นอาจจะลดน้อยลง เพราะกลายเป็นว่าเราส่งเสริมว่าคนจะเล่น กีฬาเก่งต้องจบปริญญาสูง ๆ หรือเปล่า ซึ่งไม่น่าจะใช่นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะท้วงติงตรงนี้ไว้สักหน่อย อย่างไรคงไม่ยกมือคัดค้านท่านเป็นอันขาด แต่อยากจะแสดงความเป็นห่วงว่าไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของการจะตั้งองค์กรมากมายขนาดนี้ แล้วก็กีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติที่เขามีอยู่ปัจจุบันนี้จะทําอย่างไรครับ มหาวิทยาลัยนี้ ท่านจะสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือเปล่า แล้วจะเป็นอย่างไร อันนี้ผมก็อยากให้ดูว่า ในเรื่องแผนกีฬาอื่น ๆ คณะกรรมการการกีฬาแห่งชาติผมก็เห็นด้วย แต่ว่าในเรื่องมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติก็อยากจะฝากว่าให้รอบคอบสักนิดหนึ่ง ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ขอเรียนเชิญครับ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขออภัย เมื่อสักครู่นี้ประชุมกรรมาธิการแล้วก็รีบวิ่งกลับมา เห็นมีป้ายว่าจะมีการลงมติก็เลยยกเลิก การประชุมที่โน่นนะครับ นําเรียนว่าผมเตรียมประเด็นไว้เรื่องมหาวิทยาลัยการกีฬา ทีนี้ด้วยความเคารพว่าในเบื้องต้นเห็นด้วย เพราะว่าในฐานะที่ผมเป็น ส.ส. มาหลายปี ก็เป็นกรรมาธิการด้านการกีฬามาตลอด เห็นความสําคัญ แล้วท่านกรรมาธิการชาญวิทย์ ก็เป็นพยานได้ว่าผมทํากีฬามา ๒๐ ปี ร่วมกับท่านมาตลอด แต่จะขอพูดในฐานะของ อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยชุดก่อตั้งมหาวิทยาลัยทักษิณ และเป็นประธานกรรมการ กิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏแล้วก็เป็นบอร์ด (Board) ของสภามหาวิทยาลัย ๒-๓ แห่ง ทําเรื่องการศึกษาทางด้านอุดมศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ผมมีข้อสังเกตที่สําคัญที่อยากจะเรียนว่า เรื่องการตั้งก็เอาเป็นว่าเห็นด้วยว่าเรามีดีกว่าไม่มี แต่ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตที่ติดตามมา ก็คือว่าโครงสร้างที่เราทําท่านได้เขียนไว้ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย เป็นสถานศึกษาเฉพาะทาง ทีนี้ในการศึกษาไทยการศึกษาเฉพาะทางมีอยู่ ๓ ส่วนที่มีอยู่ ก็คือทางด้านทหาร และการทําหน้าที่ป้องกันประเทศ ก็คือโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนอะไรพวกนี้ นี่เป็นเฉพาะทาง หมายความว่าเป็นเซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) สร้างแล้วดูดซับไปทํางานเองได้หมด

อันที่ ๒ คือสาธารณสุข ทางสาธารณสุขเรามีอยู่ ๘๑ แห่ง ที่สร้างพยาบาล สร้างบุรุษพยาบาล แล้วทางสาธารณสุขดูดซับไปใช้เองหมด หมายความว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้ ไม่ตกงาน อีกส่วนหนึ่งก็เป็นของคมนาคมบ้าง ผมเคยดูแลสถาบันการบินพลเรือน ก็เป็น สถาบันที่เรามีนักศึกษาเพื่อเรียนไปเป็นนักบินต่อเนื่องไป ตรงนี้กระทรวงคมนาคม ดูดซับหมด แต่ประเด็นตรงนี้เรากําลังตั้งมหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาเฉพาะทาง ประเด็นที่ผมเป็นห่วงขณะนี้ก็คือว่าต้องพิจารณาว่าเดิมสถาบันพลศึกษาที่เราพัฒนาขึ้นมา เรามีอยู่ทั้งหมดเป็นจํานวน ๑๗ แห่งที่มีอยู่ขณะนี้ เราผลิตนักศึกษาปริญญาตรี เรามาดู เอาต์คัม (Outcome) แล้ว ปีหนึ่ง ๓,๐๐๐ คน ขณะนี้ทางปริญญาโทมี ๕ วิทยาเขต เรียนมา ๒ ปีขณะนี้ยังไม่มีปริญญาโท ปริญญาโทคงจะมีในอีกไม่กี่วัน ตอนนี้มีอยู่ ๕ วิทยาเขต ยังไม่มี ประเด็นก็คือถ้าเราทราบกันว่าเรากําลังจะรวม เท่ากับเหมือนกับเราตั้งโรงงานใหม่ ประเด็น ก็คือว่าเราจะต้องผลิตบุคลากรเข้ามาอีกเยอะเป็นเซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) บุคคลเหล่านี้ขณะนี้จบอยู่ ๓,๐๐๐ คน เราคงผลิตจากตามคณะที่ดูแล้วอีกเยอะคณะไปหมด บุคคลเหล่านี้ได้มีการทําฟีซิบิลิตี (Feasibility) หรือยังว่าเขาจบออกมาเขาจะจบมาจํานวนมาก ระดับปริญญาตรีขณะนี้ถ้าเราไปออกกําลังกายเราจะรู้ว่าเขาไปอยู่ที่นั่นหมด ปวส. จากโรงเรียนกีฬาไปเป็นเทรนเนอร์ (Trainer) มีงานทํา แต่พอเราผลิตปริญญาโทขึ้นมา เราจะไปเซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) ที่ไหน ให้เขาไปทํางานที่ไหน อย่างมาก ก็กลับไปเป็นอาจารย์ถูกไหม แต่ระยะหนึ่งจะเต็มพื้นที่ ดังนั้นผลผลิตที่ออกมาจากตรงนี้ เอาต์คัม (Outcome) ที่ออกไปนี้เราได้วิเคราะห์หรือยังว่างานรออยู่ ไม่อย่างนั้นเรากําลัง จะเติมคนเข้าไปตรงนี้เยอะ พอเยอะแล้วผลผลิตออกไปจะตกงานกันมากไหม อย่างไร นี่เราไม่พูดถึงระดับดอกเตอร์ เพราะว่าพอเราทําโรงงานใหญ่ โรงงานใหม่ขึ้นมาแล้ว เราต้องผลิตมากเลยทีนี้ ไม่อย่างนั้นไม่คุ้มกับคอสต์ (Cost) ถูกไหมครับ เบรกอีเวน (Break even) ไม่คุ้ม แต่พอผลิตมากตลาดจะเป็นอย่างไร ตลาดแรงงาน ตลาดที่จะรองรับเหล่านี้จะไปอยู่กันที่ไหน จะไปทําที่ไหน น่าเป็นห่วงมากตรงนี้ เพราะฉะนั้นในการจะทําผมเห็นด้วยแต่ว่าไปศึกษาฟีซิบิลิตี (Feasibility) ตรงนี้ก่อน ไม่อย่างนั้น เราจะสร้างบาปแทนที่จะเป็นบุญ กลับกลายเป็นว่าถ้าเป็นแบบนี้อาจจะต้องเปลี่ยนนโยบาย การกีฬาว่าให้มีบุคลากรการกีฬาระดับตําบลก็เอาท้องถิ่นแล้วก็ดูดซับตรงนี้ไป ตอนนี้ยังไม่มี ถ้ามีตรงนี้อาจจะไปได้สวย ไม่อย่างนั้นเราจะสร้างคนมาล้นไปหมดด้านการกีฬา ซึ่งจะเป็น ปัญหากับบุคคลเหล่านั้นเพราะว่านี่ไม่ใช่เซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) ไม่ใช่ผลิต เพื่อใช้เองแบบทหาร ท่านจบนายร้อยมาแล้วไปเป็นทหารเรือ ทหารบก ทหารอากาศ ไปเป็น นายร้อย ไปเป็นตํารวจ ตรงนี้ดูดซับไปหมด แต่อันนี้ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่เซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) เราผลิตเพื่อส่งไปสู่ตลาด แล้วตลาดมีพอไหม

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน สั้น ๆ ก็คือว่าขณะนี้เรารวบเป็นภาค ขณะนี้ที่รวบ เป็นภาคก็มีภาคกลาง ๕ แห่ง มี กทม. มีจังหวัดชลบุรี เราจะเอาตรงไหนเป็นเซ็นเตอร์ (Center) ที่ว่ามีความพร้อม ปัญหาจะมีว่า เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุดรธานี เราเอาจังหวัดมหาสารคามเป็นศูนย์ ก็กลายเป็นว่า มหาวิทยาลัยกีฬาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ สารคาม ก็จะกลายเป็นว่าจังหวัดศรีสะเกษ ไปเป็นวิทยาเขตของที่นั่น ความรู้สึกชื่อนั้นสําคัญไฉน อย่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไปอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เขาก็บอกว่าทําไมชื่อสงขลาอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ความรู้สึก เซนส์ ออฟ บีลองกิง (Sense of belonging) ต่อจังหวัด ตรงนี้จะเป็นประเด็นเหมือนกัน เป็นประเด็นเล็ก ๆ แต่ว่าจะเป็นประเด็น ก็กลายเป็นว่า ๕ แห่งที่ไหนพร้อมที่จะตั้งเป็น มหาวิทยาลัย แล้วพอพร้อมแล้วที่อื่นเขาจะรู้สึกอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เป็น ความรู้สึกระหว่างจังหวัดต่อจังหวัดเขาเคยเท่า ๆ กัน แล้วขณะนี้ถ้าเราจะเอาว่าที่สอน ปริญญาโทได้มาเป็น ที่จังหวัดยะลาไหม จะเอาจังหวัดยะลาไหม แต่จังหวัดยะลาไม่มี แล้วอีกอันหนึ่งนิดเดียว โรงเรียนกีฬา ๑๑ แห่ง ปกติมหาวิทยาลัยจะมีโรงเรียนสาธิต แต่ตอนนี้เราไม่รู้จะเอาโรงเรียนกีฬาไปไว้ไหนเราก็รวบเข้าไปหาสถานะโรงเรียนกีฬาแค่ระดับ ปวส. แล้วจะอยู่อย่างไร ลักษณะโครงสร้างของอํานาจเป็นอย่างไร ระบบบริหารจัดการ งบประมาณจะไหลไปไหลมา ในโครงสร้างแบบนี้บอร์ด (Board) ของสภามหาวิทยาลัยจะเป็น อย่างไร เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอยู่มาก ซึ่งผมตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะต้องเคลียร์ (Clear) เรื่องเหล่านี้ให้ชัดไม่อย่างนั้นจะไปสร้างปัญหาขึ้นมาได้ เห็นด้วยกับหลักการ แต่ว่า รายละเอียดเรื่องการปฏิบัติยังมีปัญหาอยู่บ้าง นําเรียนเพื่อทราบครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ก็มีเหลืออีก ๓ ท่าน ตามลําดับดังนี้ ก็คือท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก แล้วก็ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา แล้วก็ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ขอเรียนเชิญ ท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ กระผมได้ฟังการนําเสนอในเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม โดยเฉพาะวันนี้ได้พูดถึงเรื่องปฏิรูปด้านการกีฬา ประเด็นหลัก ๆ คือในเรื่องของโครงสร้างและเรื่องบริหารการจัดการ ผมดีใจมากซึ่งผู้อภิปราย ได้พูดถึงเรื่องโรงเรียนเฉพาะด้าน ผมเองก็จบจากสถาบันสคูล (School) โรงเรียนเฉพาะด้าน ก็มีญาติแล้วก็พวกพ้องอยู่ในวงการกีฬามาก แต่ตัวผมเองถึงแม้ไม่ได้เป็นนักกีฬาก็เคย ทํางานด้านกีฬา โดยเป็นอุปนายกมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยอยู่หลายปีที่ส่ง นักมวยไปชกต่างประเทศก็พอจะเข้าใจ แล้วก็พยายามจะศึกษาในเรื่องกีฬาอยู่บ้าง แล้วก็รัก ในด้านนี้ แต่ตัวเองไม่ได้เป็นนักกีฬา ผมขออนุญาตท่านประธานเข้าประเด็นเลยครับว่า จริง ๆ เราคงได้ยินว่า กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ แต่การกีฬาจะสร้างคนนั้นเราย้ําว่าเราใช้ กีฬาเป็นสื่อในการสร้างคนโดยวิธีการสร้างความรู้ความเข้าใจและพยายามให้ พี่น้องชาวไทยเราหรือคนทั่วโลกออกกําลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ถ้าหากเรามองมิติของเรื่องสุขอนามัยก็เป็นการป้องกันโรคนะครับ ใช้กีฬาเป็นสื่อ เพราะฉะนั้นเนื้อหาสาระก็อยู่ที่ตัวของกีฬา เราไม่ได้เน้นเรื่องโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น การสร้างบ้านให้ใหญ่หรืออะไรให้ใหญ่ เราเน้นถึงสาระ สารัตถะของมัน เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วยครับที่จะพัฒนาอะไรต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ทุกสรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงนะครับ ซึ่งท่านประธานกับผม ผมก็เป็นลูกศิษย์แล้วก็เคารพท่าน แล้วก็รักท่านเสมอในดวงใจผม แต่ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าการกีฬาโดยเฉพาะจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น ผมจําไม่ได้ว่าทั่วโลกมีกี่แห่ง แต่ประเทศไทยนั้นเรารู้ว่า จะต่อยอดจากโรงเรียนกีฬาหรือจากวิทยาลัยพลศึกษา ซึ่งวิทยาลัยพลศึกษานี่ผมมีญาติมิตร เรียนอยู่เยอะนะครับ หรือเดิมเรียกว่า มศว. พลศึกษา มีชื่อเสียง และคนที่อยู่ในวงการนี้ก็มี ชื่อเสียงหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะที่อยู่บนเวทีท่านก็มีชื่อเสียงหลาย ๆ ท่านนะครับ และที่สําคัญ ก็คือขณะนี้ผมอยากเรียนเข้าประเด็นเลยว่ามหาวิทยาลัย ระดับวิทยาลัย หรือระดับ สถาบันการศึกษา มีการสอนเรื่องพลศึกษาหรือการกีฬาอยู่เยอะครับ เยอะมาก เพราะฉะนั้น ผมอยากจะทําตรงนี้คิดว่าสังคมไทยควรจะทําตรงนี้ให้ดีขึ้นก่อน ทุกอย่างต้องมีการพัฒนา ทําตรงนี้ให้ดีนะครับ ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น แต่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าเราจะ รวบรัดเพื่อตั้งเป็นโครงสร้าง เป็นมหาวิทยาลัยหรือเป็นอะไรก็ตาม ผมไม่มั่นใจนะครับว่า ถ้าหากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วและมีดีด้วย แล้วก็มีเยอะด้วย ที่เราบอกว่าจะปรับโครงสร้าง หรือบริหารการจัดการ ผมคิดว่าเรามาบริหารเรื่องบริหารการจัดการตรงนี้ให้ดีครับ ผมเชื่อว่า ประเทศไทยทําได้นะครับ เพราะว่าสายเลือดของคนไทยเป็นนักต่อสู้ เป็นสายเลือดของ นักกีฬาที่ดียิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมดูแลเรื่องนักมวยไทยที่ไปชิงแชมป์ (Champ) โลก ได้เหรียญทองโอลิมปิกหลายท่านนะครับ เราเน้นเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่ท้ายที่สุดแล้ว น้อง ๆ เหล่านี้กินข้าวเหนียว กินส้มตํา เราได้เหรียญทองโอลิมปิกแห่งประเทศไทยมา เพราะว่าเรามีสายเลือดและจิตวิญญาณของความเป็นนักกีฬาและเรารักกีฬานะครับ เพราะฉะนั้นเราทําสิ่งที่ดี ๆ ที่เรามีอยู่ให้ดีขึ้น ทําของเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ผมเชื่อมั่นว่าจะดีขึ้นครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

ขอบพระคุณ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก นะครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ เรียนท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้นะครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา จริง ๆ ผมเคยเป็นนักกีฬาครับ เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย ได้เหรียญเงิน ๑ เหรียญ แล้วก็ได้เหรียญทองในกีฬายูโด อุดมศึกษา ผมไม่เคยเรียนโรงเรียนกีฬาหรือมหาวิทยาลัยกีฬาครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมขอแสดง ความชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ที่มีความปรารถนาดีต่อการจะเสริมสร้างกีฬาให้ชาติ เพราะว่ากีฬาสร้างคนและคนก็ไปสร้างชาติ แต่ว่าผมจะตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งนะครับว่า การจะส่งเสริมกีฬานั้นไม่ได้เป็นสูตรสําเร็จคือการตั้งองค์กร เหมือนปี ๒๕๕๔ เราเจอน้ําท่วมก็มีคนบอกว่าจะต้องเป็นกระทรวงน้ํา ปีนี้แล้งครับ ดีนะครับรัฐบาลชุดนี้ ไม่บ้าจี้ตั้งกระทรวงแล้ง ไม่อย่างนั้นอีกหน่อยก็จะต้องมีกระทรวงอะไรอีกเยอะแยะไปหมด หรือมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ทีนี้มหาวิทยาลัยการกีฬาโดยปกติแล้วก็มีคณะต่าง ๆ อยู่แล้ว ทั้งมหาวิทยาลัยชื่อดังมีคณะ แล้วก็ผลิตนักกีฬาออกมาเยอะเป็นครูบาอาจารย์ ผมคิดว่า เราควรจะมาดูว่าจริง ๆ แล้วถ้าตั้งแล้วจะส่งเสริมให้คนเข้าถึงกีฬาหรือไม่ เพราะว่ากีฬาจะสร้าง สันทนาการทําให้คนมีจิตใจที่ดี เกิดการฟื้นฟูสังคม ทําให้คนมีวินัย ทําให้คนมีสุขภาพที่ดี และที่สําคัญก็คือมีธุรกิจ สําหรับกีฬาไทยถ้าเกิดจะพัฒนานี่นะครับ การตั้งมหาวิทยาลัยนี่ ผมก็ชักไม่มั่นใจนะครับว่าจะตอบโจทย์หรือไม่ เพราะว่าธุรกิจได้ครอบงําวงการกีฬามากเกินไป ดูตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ผมจบโรงเรียน เทพศิรินทร์ ผมเป็นนักฟุตบอลอยากจะเตะฟุตบอล ผมไปเตะไม่ได้ ตั้งสโมสรไม่ได้ เพราะเจอค่าสมัคร ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านคิดจะไปแก้ไหมครับ ทําไมไปตั้งกําแพงสูง ขนาดนั้น สโมสรที่อยากจะไปเข้าดิวิชัน ๒ (Division 2) โดน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่งมี ระเบียบมาเมื่อ ๓-๔ เดือนก่อนนี้ เพราะว่ากรรมาธิการน่าจะไปดูตรงนี้นะครับ แม้ว่าท่านตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาผลิตมาแล้วนะครับ ผมไม่ทราบว่าเขาจะไปเตะฟุตบอลกันที่ไหน ไปทํา อย่างไรในเมื่อกีฬาตรงนี้ถูกผูกขาดด้วยธุรกิจ มีการตั้งบริษัทขึ้นมาจัดการกีฬา ปรากฏว่า คนในสมาคมถือหุ้น ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ คนเดียวนะครับ และคนอื่นอีก ไม่ใช่เป็นธุรกิจ ของสมาคม สมาคมได้เงินแล้วค่อยไปช่วยนักกีฬา ไม่มีครับ สิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดท่านบอกว่า มหาวิทยาลัยการกีฬาที่จะตั้งขึ้นมานี้ จะส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาอะไรก็แล้วแต่นะครับ ถ้าไปแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ผมเห็นด้วย เพราะว่าจะเปิดทางให้คนทุกคนทุกเข้าถึงกีฬา แล้วเข้าถึงกีฬาไม่จําเป็นต้องเป็นนักกีฬาก็ได้นะครับ เพราะว่ากีฬาสร้างหลายอย่าง ไม่ได้แค่สร้างนักกีฬา กีฬาสร้างความเป็นระเบียบวินัยของชาติ สร้างความสามัคคี รู้จักแพ้ รู้จักชนะ มีน้ําใจนักกีฬา ทุกวันนี้บ้านเมืองมันวุ่นเพราะคนไม่รู้จักน้ําใจนักกีฬา แพ้แล้ว ไม่ยอมแพ้ ผมก็ใคร่ขอให้ท่านพิจารณาข้อสังเกตของผมว่าถ้าท่านสามารถจะเอา มหาวิทยาลัยการกีฬาไปแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่หมักหมมอยู่ในวงการกีฬาทําให้กีฬาเราไม่โต กีฬาเราไม่โตไม่ได้เป็นเพราะว่าเราไม่มีมหาวิทยาลัยการกีฬานะครับ เพราะว่าธุรกิจเข้าไป วุ่นวายมาก ถ้าท่านแก้ได้นะครับ ผมก็สนับสนุนครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ต่อไปขอเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก วุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. คงมี ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ มีเนื้อหาของ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัย มาตรา ๕ ระบุว่าเป็น ส่วนราชการ แต่ตามบันทึก วิเคราะห์ สรุปสาระสําคัญหน้า ๓๓ บรรทัดที่ ๒๑ ระบุว่า มหาวิทยาลัยไม่เป็นส่วนราชการ ตรงนี้ขออนุญาตท่านประธานให้กรรมาธิการตรวจสอบ ให้ชัดเจนว่าที่ถูกต้องคืออะไรนะครับ

ประเด็นที่ ๒ จากการที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานต่าง ๆ ต้องกราบเรียนว่า เรื่องกีฬานั้นเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่มีความจําเป็น แล้วก็สมควรที่จะมีการพัฒนาการกีฬา ของเราให้ดีขึ้น ซึ่งในข้อเสนอของกรรมาธิการดังกล่าวนี้ในการประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมก็อยากให้เรื่องเหล่านี้สามารถที่จะบรรลุ ความตั้งใจของกรรมาธิการ ก็ได้สอบถามขอข้อมูลว่าในแผนปฏิรูปเรื่องต่าง ๆ ได้ผ่าน การรู้เห็นหรือเห็นชอบจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานกรรมาธิการ ก็กรุณาให้ข้อมูลว่าแผนปฏิรูปทั้งหลายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทางรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้รับทราบแล้วก็เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ผมก็เป็นห่วงว่า ถ้าจะตั้งเป็นมหาวิทยาลัยขึ้นมาแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นด้วยไหม ท่านก็บอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ทราบเรื่องเช่นเดียวกัน ผมก็คลายใจ เข้าใจว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะสามารถที่จะผ่านเป็นแผนปฏิรูป หรืองานที่จะออกมาปฏิรูป แล้วเสร็จได้ แต่ผมก็มาได้คุยกับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน สปท. ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา เป็นกรรมการประสานงานของกรรมการ ๓ ฝ่าย เมื่อเช้าครับ เพิ่งเมื่อเช้า ผมก็ถามท่านไพฑูรย์ว่าเรื่องนี้ได้ผ่านกรรมการ ๓ ฝ่ายหรือยัง ท่านบอกว่ากรรมการ ๓ ฝ่าย เพิ่งประชุมไปครั้งเดียว ข้อเท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ เดี๋ยวถ้าท่านกรรมการ ๓ ฝ่ายท่านใด จะชี้แจงให้ข้อมูลก็จักขอบพระคุณยิ่งนะครับ ซึ่งในการที่จะทํางานผ่าน สปท. ไปได้เราต้องการ ผลสําเร็จของงาน ซึ่งงานที่จะผ่านนั้นควรจะได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายรัฐบาล คสช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่จะต้องออกเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่เราจะต้องทําก็คือ เราต้องประสานงานกับแม่น้ําเหล่านี้เพื่อให้สิ่งที่เราพยายามขับเคลื่อนนั้นประสบความสําเร็จ ผมก็ขออนุญาตขอความชัดเจนนะครับว่าในส่วนของการประสานงานดังกล่าวนั้นได้ประสานแล้ว หรือยัง แล้วถ้าผ่านไปแล้วจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านกรรมาธิการหรือรัฐสภาเรากําลัง พิจารณาหรือไม่ ผมอยากให้ผ่านนะครับ ผมอยากให้เป็นรูปธรรม ถ้าปฏิรูปได้จริงสามารถทํา การกีฬาให้ได้ดีจริง ผมก็อยากให้บรรลุผล ให้มันสัมฤทธิผล แต่การจะสัมฤทธิผลได้นั้น ก็จะต้องได้รับความร่วมมือ เราเป็นเพียงข้อเสนอแนะ เราต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การประสานงานดังกล่าวจําเป็นไหม หรือไม่จําเป็นต้องประสาน หรือว่าสามารถผ่านได้เลย แล้วสิ่งที่ไปคุยกับรัฐมนตรีดังกล่าวนั้นสามารถที่จะบรรลุผล ผ่านแน่นอนผมก็จะคลายใจ ผมไม่อยากให้เสนอไปแล้วไม่เห็นด้วยถูกตีกลับแล้วทําไปคนละทิศ คนละทางอย่างที่ สปช. เคยทํามาแล้วนะครับ อยากให้เป็นหนึ่งเดียว อยากให้ประสบ ความสําเร็จนะครับ ถ้าเราประสานงานด้วยความชัดเจนด้วยความเห็นพ้องต้องกันก็จะ เป็นเรื่องที่ดีนะครับ ก็ขอความชัดเจนด้วยแล้วกันนะครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปนี้มีคิวดังนี้ ท่านเพิ่มศักดิ์ เชาวลิต ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ท่านชัย ชิดชอบ ขอประทานโทษ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเรียนเชิญท่าน

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ ที่จริงการจัดตั้งส่วนราชการหรือองค์กรอะไรขึ้นมา ในราชการค่อนข้างจะมีความคิดกันมากมายนะครับว่ามีผลดีผลเสียอย่างไร แต่ว่าเท่าที่ทาง กรรมาธิการได้เสนอมาความจําเป็นในการปฏิรูปหรือว่าทําให้เรื่องปฏิรูปการกีฬาผมว่า เห็นด้วยอยู่แล้วนะครับ พวกเราทุกคนเห็นด้วยในแนวทางนี้อยู่แล้ว แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า การเสนอทั้งหมดเราสามารถแก้ได้ด้วยการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาหรือไม่ ตรงนี้ก็เป็น ประเด็นหนึ่งนะครับ อันที่ ๒ คือถ้าในโครงสร้างที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันไม่ว่าจะมีโรงเรียน หรือวิทยาลัยต่าง ๆ สามารถดําเนินการในสิ่งที่จะต้องตั้งมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า อันนี้คือ จุดสําคัญนะครับ เพราะถ้าสมมุติว่าปัญหาที่ทางกรรมาธิการพูดทั้งหมดสามารถแก้ไขได้ด้วย การตั้งมหาวิทยาลัย ตรงนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ว่าภายใต้โครงสร้างปัจจุบันและสิ่งที่เป็น ปัญหาของการกีฬาเราสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าถ้าเรา สามารถแก้ไขในโครงสร้างปัจจุบันได้การตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาก็อาจจะไม่มีความจําเป็น ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ อีกอันหนึ่ง ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้นมาแล้ว นอกจากมีผลดีผลเสียแล้วจะต้องใช้ต้นทุนทางเศรษฐกิจเท่าไร ซึ่งขณะนี้ผมคิดว่าในภายใต้ เศรษฐกิจปัจจุบันการที่รัฐบาลจะจัดตั้งองค์กรใดขึ้นมาสักอย่างหนึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้งบประมาณเท่าไร ต้องมีการเตรียมแผนการต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าการใช้ งบประมาณตรงนี้มันมากหรือน้อยประการใด ซึ่งผมคิดว่ายังไม่เห็นตรงนี้ได้ชัดเจนนะครับ ทีนี้เรื่องนี้เท่าที่ดูแล้วเป็นเรื่องที่สําคัญ ผมเห็นด้วยกับเพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านที่เสนอว่า การเสนออะไรจาก สปท. ขึ้นไปต้องเป็นการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้รัฐบาล เห็นว่าสิ่งที่เสนอจากเราเข้าไปต้องมีความชัดเจน มีคําตอบได้อย่างชัดเจนทุกอย่างนะครับ ไม่ใช่ว่าเราเสนอไป ผ่าน ๆ ไปก็อาจจะมีทางออกอีกอันหนึ่งว่า ประเด็นหลายเรื่องถ้ายังไม่ได้มีความชัดเจนแล้วคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรมอาจจะถอนกลับไป พิจารณาใหม่เพื่อให้มีความชัดเจนก็ได้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ เพราะถ้าเราโหวต ไปแล้วเกิดตกไปมันเริ่มอย่างไรต่อไป ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ก็อยากให้ สิ่งที่เสนอไปจากคณะกรรมาธิการหรือจาก สปท. มีความละเอียดชัดเจน แล้วรัฐบาล มีความเชื่อถือในหลาย ๆ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกยกมาเป็นคําตอบที่มีความสําคัญที่เป็น สาระในการที่จะสนับสนุนหรือไม่ทั้งสิ้น ขออนุญาตเรียนครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค อดีตคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ อยากจะกล่าวอย่างนี้ครับท่านประธาน ว่าโดย หลักการแล้วผมสนับสนุนการกีฬาอย่างเต็มที่ เพราะการกีฬาไม่ใช่แต่เพียงจะมีประโยชน์ ทางด้านสังคม วัฒนธรรม รวมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในบางครั้งการกีฬาก็สามารถสร้าง ความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ผิดปกติให้กลับมาอยู่ในภาวะที่ปกติได้ เพราะฉะนั้นผมสนับสนุน คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ชุดนี้อย่างเต็มที่ แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้รับฟังความเห็น ของท่านสมาชิก สปท. แล้วผมพบว่าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ซึ่งผมคง ไม่ต้องสรุปในขณะนี้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ถ้าวันนี้ สปท. ลงมติ เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ผมเชื่อว่าตั้งแต่บ่ายนี้จนถึงพรุ่งนี้จะเกิดกระแสคลื่น ของประชาชนที่ต่อต้าน สปท. ประชาชนจะตั้งคําถามว่านี่พวกคุณมาปฏิรูปอะไร ให้ประเทศไทย สิ่งที่ประชาชนคาดหวังกับเรามากที่สุดก็คืออยากจะเห็นการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งมีวาระเร่งด่วนจํานวน ๒-๓ เรื่อง ถ้าทําเรื่องพวกนี้ได้ประชาชนจะให้กําลังใจเรา แต่ถ้าหากว่าการลงมติวันนี้ว่า สปท. ลงมติเห็นว่าการปฏิรูปการกีฬาเป็นเรื่องแรกสุด ที่เร่งด่วนที่สุดของประเทศไทย ผมเชื่อว่าเราเสียหายครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากฝากให้ท่าน ได้ช่วยพิจารณานะครับ แต่ถ้าวันนี้มีการลงมติแล้วปรากฏว่าไม่ผ่านสภา สปท. ผมคิดว่าก็จะ ทําให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม จะทํางานในอนาคตยากเย็นซึ่งผมไม่อยากจะเห็นเลย ผมอยากให้ท่านได้ทํางานต่อไป ด้วยความเคารพรักในตัวท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรมทุกท่านนะครับ ผมอยากจะเสนอทางเลือกที่ ๓ คือขอให้ท่านถอนวาระนี้ออกจาก การประชุมเพื่อที่จะกลับไปปรับปรุง พ.ร.บ. อันนี้โดยการฟังความเห็นของสมาชิก สปท. ซึ่งผมคิดว่าที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้มีคุณค่าจริง ๆ ผมจึงกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ต่อไปขอเรียนเชิญท่านชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง อดีตสมาชิก วุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

นายชัย ชิดชอบ 🔗

ท่านผู้เป็นประธานที่เคารพ กระผม นายชัย ชิดชอบ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อันดับที่ ๓๕ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้ฟัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหลายท่านก็ไม่ค่อยสบายใจนะครับ ผมสงสารท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาและกรรมาธิการทุกท่าน ท่านตั้งใจทํา ตั้งแต่สมัยเป็น สปช. แล้วก็ยุคนี้อีก แล้วท่านพยายามทุกวิถีทางให้สมกับคําพูดของ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือความสามัคคี ความปรองดองที่มีหลัก ท่านพยายามเต็มที่ ท่านประธานครับ คนในชาติที่เกิดการแตกแยกความสามัคคีเพราะอะไร ล่ะครับท่านประธาน เพราะไม่มีน้ําใจเป็นนักกีฬา ทุกคนไม่มีน้ําใจเป็นนักกีฬา จะเป็นทหาร เป็นตํารวจ เป็นข้าราชการ ทุกฝ่ายครับ เพราะว่าไม่เป็นนักกีฬาก็แตกแยกความสามัคคีกัน เกิดขึ้น แล้วเราจะมาเสียดายอะไรครับ ช้างตายทั้งตัวใบบัวมาปิดมันปิดไม่มิด กระผมอยากจะ ประทานกราบเรียนท่านประธานว่าเราจัดตั้งกระทรวงกีฬาขึ้น ชาติจะมีความสามัคคีครับ ความเห็นส่วนตัวของกระผมนะครับ ถ้าทุกคนจําเพลงได้ดังที่กระผมได้ฟังที่สภาแห่งนี้ว่า กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทําคนให้เป็นคน เดี๋ยวนี้คนมันไม่เป็นคนครับ มันเป็น อะไรก็ไม่รู้ ทะเลาะกัน แตกแยกความสามัคคี แล้วเราพยายามจะมาสร้างความปรองดอง มันไม่มีน้ําใจเป็นนักกีฬามันจะปรองดองกันได้อย่างไรท่านประธาน ฉะนั้นเราต้องสร้าง สร้างสิ่งที่ทําให้เกิดความสามัคคี ทุกหน่วยงาน ทุกอณูของภูมิภาคของประเทศ มีงานไหน บ้างครับที่ไม่มีกีฬาเข้าไปแทรก ตั้งแต่วิ่งถุงกระสอบ ทุกอย่างครับ แม้แต่การเล่นชักกะเย่อ ก็กีฬา อะไรก็กีฬา สร้างความสามัคคีเกิดขึ้นทั้งนั้น พอเล่นเสร็จความปรองดอง ความสามัคคี เกิดขึ้น แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศก็ยังเตะฟุตบอล มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒ มหาวิทยาลัยยังมีประเพณีเลยครับ ประเพณี การเล่นฟุตบอลประจําปี สร้างความสามัคคี ๒ สถาบันครับ สถาบันแห่งนี้จึงมีความสามัคคี อย่างนี้เป็นต้น แล้วถ้าเราไม่คิดที่จะปฏิรูป ไม่คิดที่จะขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ งาม ๆ มาให้เกิดประโยชน์ แก่ประเทศชาติ โดยการจัดตั้ง รวบรวมที่แตกแขนงไปทุกด้าน การกีฬานี่แตกหมดเลยครับ ไม่รู้ว่ากี่พันอย่างการกีฬา ท่านประธานก็ทราบดีเพราะว่าพวกเราก็อายุปูนนี้แล้ว รู้ดี รู้ชั่ว ถ้าเราไม่เป็นนักกีฬาก็คงจะไม่ได้ยืนหยัดอยู่ถึงขนาดนี้ ความเป็นน้ําใจนักกีฬาวิเศษที่สุดครับ ท่านจะไปปรองดองที่ไหนไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่ตั้ง มหาวิทยาลัยหรือว่าตั้งกระทรวงกีฬาขึ้น ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นในความสามัคคีในชาติ เลือกตั้ง ก็ทะเลาะกันอีกละครับ แต่ถ้าตั้งกระทรวงการกีฬาขึ้นผมเชื่อมั่นดังที่ประธานกรรมาธิการ การกีฬาท่านได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยความมุมานะบากบั่นของท่าน เห็นใจท่านครับ ท่านทํางาน ท่านต้องการให้มีกระทรวงเพื่อรวบรวมความสามัคคีคนในชาติ เรื่องนี้สําคัญครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพท่านโปรดมีน้ําใจเป็นนักกีฬา อย่าคิดว่าการกีฬามันไม่ดี ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าจนถึงปัจจุบันนี้การกีฬาเท่านั้นเป็นคนสําคัญที่สุด พระสงฆ์องค์เจ้า ยังเล่นกีฬาเลย ฉะนั้นประสาอะไรครับเราในฐานะที่เป็นคนไทย เป็นตัวแทนที่นายกรัฐมนตรี ท่านตั้งมา ๒๐๐ คนนี่ คิดให้รอบคอบนะครับ อย่าคิดแต่เรื่องประโยชน์ส่วนตัวของคนอื่น ต้องคิดถึงส่วนรวม ส่วนรวมของประเทศชาตินี่สําคัญที่สุด เราทําอย่างไรให้คนในชาติ เกิดความสามัคคี ต้องสร้างกระทรวงการกีฬาให้เกิดขึ้นจนได้ในยุค ๒๐๐ ท่านที่เป็นสภา ขับเคลื่อนครั้งนี้ ถ้าท่านผู้ใดคิดเห็นเป็นอย่างอื่นท่านไปนอนคิดดูก็แล้วกัน ลูกหลาน ของท่านทุกคนต้องสร้างเป็นนักกีฬาทั้งนั้น เดี๋ยวนี้นักกีฬามันประกอบไปด้วยเศรษฐกิจ ท่านก็ทราบอย่างปาเกียวอย่างนี้ มันไปชกทีหนึ่งกี่พันล้านบาท กีฬาทั้งนั้นครับ แล้วฟุตบอล ประเทศไทยแต่ก่อนนี้เคยไปเล่นเมืองนอกไหมครับ ก็เอาต้นนุ่นเผาไฟแล้วก็ตีเป็นคลีขึ้น สมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้มันพร้อมทุกอย่าง ฉะนั้นเราอย่าคิดเป็นอย่างอื่นครับ คิดว่าทําอย่างไร คนในชาติเกิดความสามัคคี มีกีฬาเท่านั้นละครับที่จะสร้างความสามัคคีเกิดขึ้น ผมก็ฝาก ความหวังอันนี้ให้แก่เพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน ที่เป็นพี่ผมพอมี แต่ว่าไม่มีใครเป็นพี่ผมหรอก มีแต่น้องผมทั้งนั้นอายุน้อยกว่า ผมอายุจะย่างที่ ๘๘ ปี เหลืออีก ๒ เดือนข้างหน้า ก็มองเห็นละครับ ทําอะไรทําไม่ได้ถ้าไม่สร้างกระทรวงการกีฬาเกิดขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัย ปลีกย่อยครับ เรามาแก้ระเบียบอย่างไรก็ได้ อะไรก็ได้ ขอให้มันมีกระทรวงก่อน รวบรวม บางกระทรวงนี่ไม่ได้มีผลงานอะไรเลย ใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินอีลุ่ยฉุยแฉก แต่ถ้า สร้างกระทรวงการกีฬาเกิดขึ้นท่านประธานเชื่อผมไหม ผมยืนยันได้เลยครับท่านประธาน สมัยท่านนี่ละที่ยังมีกระทรวงการกีฬาเกิดขึ้น ถ้าท่านทําได้อานิสงส์ของท่านชาติหน้าฉันใด ขึ้นสวรรค์ ๗ ชั้นทีเดียวครับ ผมมั่นใจอย่างนั้น กระผมจะไม่พูดมากกว่านี้ อยากจะขอร้อง เพื่อนสมาชิกคิดใหม่ ทําใหม่ คิดขับเคลื่อนใหม่ สร้างความสามัคคีในชาติ โดยสร้างกีฬา เป็นกระทรวงขึ้นในยุคสมัยเรานี้ให้เกิดประโยชน์ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านได้พูดว่า ประชาชนเขาจะแช่งชักหักกระดูกอะไรไม่มีหรอกครับ ยิ่งลูกหลานที่บ้านยิ่งดีใจถ้ามี กระทรวงการกีฬาขึ้นจะได้ฟุตบอลเตะฟรีมากขึ้น มันเกิดประโยชน์นะครับ ประโยชน์ มหาศาลเลยกระทรวงการกีฬานี่ ก็ขอวิงวอนเพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่านช่วยกันลงมติ เป็นเอกฉันท์ให้มีกระทรวงการกีฬาเกิดขึ้นจนได้นะครับในยุคสมัยของเรา กระผมกราบ ขอบพระคุณ ขออวยพรปีใหม่ ๒๕๕๙ ถ้าท่านลงมติก็ขอให้ท่านเจริญทุกคน ขอขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ไม่มีสมาชิกอภิปรายเพิ่มเติมแล้วนะครับ ขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการ ตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกด้วยครับ เชิญท่านสมเดชครับ

นายสมเดช นิลพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สมเดช นิลพันธุ์ สปท. ๑๖๐ ผมให้การสนับสนุนการกีฬาเป็นอย่างยิ่งครับ ชื่อผมเองเป็นชื่อของ สัญลักษณ์การส่งเสริมการกีฬาครับ เพราะว่าชื่อผมเกิดวันที่สมเดชชกมวยครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว ผมก็เคยไปที่มหาวิทยาลัย แบลค นิล สปอร์ต ที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งประเทศเวียดนามให้การสนับสนุนการกีฬา แต่ผมเรียนอย่างนี้ว่าปัจจุบันที่มีวิทยาลัยการพลศึกษาอยู่ตามภูมิภาค ผมมองอย่างนี้ว่านั่นคือ การผลิตบัณฑิตที่ออกไปเป็นครูพละ ทําอย่างไรจะปรับโครงสร้างภายในให้บริหารจัดการ ปรับโครงสร้างหลักสูตรให้มีอยู่ ให้ไปเป็นโค้ช (Coach) เป็นนักกีฬาอาชีพให้ได้ อันนี้คือผม สนับสนุนในลักษณะอย่างนี้ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ไม่มีท่านอื่นอภิปรายแล้วนะครับ ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการ

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ต้องขอบคุณ ในข้อเสนอแนะทั้งเห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่งดงามที่สุดในวงการของระบอบ ประชาธิปไตย ทั้งชีวิตครับ ต้องบอกว่าอยู่กับกีฬามาทั้งชีวิต แล้วผลพวงจากการกีฬาก็ผลิต เป็นผมขึ้นมาที่ทุกท่านเห็นนี้ แล้วก็ชื่นชมบางส่วน บางท่านอาจจะไม่ชื่นชม ไม่เป็นไรครับ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะบอกพวกท่านว่าในข้อเสนอแนะหลาย ๆ อย่างเมื่อสักครู่นี้ผมได้ อธิบายไปแล้ว ผมขออนุญาตทบทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ไม่ได้ตั้งใหม่นะครับ เราจะยุบรวมแล้วเราจะพัฒนา สิ่งที่เรากําลังเห็นสถาบันการพลศึกษา ทั้ง ๑๗ แห่งที่มีอยู่นะครับ ผมขออนุญาตพูดถึงโครงสร้างนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ ณ วันนี้ โจทย์ออกมาคือผลิตบุคลากรออกมาแล้วไม่มีงานทําครับ แล้วอย่างที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ ได้อภิปรายต้องขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ชัดเจนครับ ท่านบอกว่าผลิตแต่ครูพลศึกษา ด้านอื่นแทบไม่ได้ผลิตเลย จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ผลิตครูพลศึกษาน้อยลง ผลิตนักวิทยาศาสตร์ การกีฬาเพิ่มขึ้น แต่เราผลิตทั่วไปครับ สิ่งที่จะตอบโจทย์ที่ผมกราบเรียนทุกท่านไป เมื่อช่วงต้น เราเอาวิชาชีพขึ้นมาเป็นหลักครับ เพื่อจะผลิตออกมาแล้วมีงานทําครับ อันนี้ ยืนยันครับว่ามีงานทําแน่นอน ผมได้ยกตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่างไปแล้วนะครับ ครูพลศึกษา คณะพลศึกษาเรายังมีอยู่ครับ ครู อาจารย์ที่สอนก็ยังสอนเหมือนเดิมครับ สอนคณะพลศึกษา ยังมีอยู่ครับ สอนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเหมือนเดิมครับ แต่สิ่งที่เราจะต้องผลิตขึ้นมา ๓๐-๔๐ ปี ครูพลศึกษาไม่พอแล้วครับ ตอบโจทย์ไม่ได้ครับ กับคําว่า กีฬา กีฬาตอนนี้ยิ่งกว่าเศรษฐกิจ ยิ่งกว่าสังคม ยิ่งกว่าการเมือง ยิ่งกว่าหลาย ๆ ด้าน แม้กระทั่งทั่วโลก ท่านเห็นไหมครับทําไมเขาไม่ใช้กฎหมายเล่นงานประเทศไทย ทําไมเขา ใช้กติกาฟุตบอล ทําไมเขาเอาใบเหลือง เอาใบแดงมาเตือนครับ ดูซอฟต์ (Soft) ดูอบอุ่น ดูน่ารักกว่าใช้กฎหมาย ใช้กติกาพื้นฐานของกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งทุกคนทั่วโลกรู้จักกันดี ใบเหลือง ใบแดงมาจากอะไรครับ กีฬาฟุตบอล เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมกราบเรียนว่าโครงสร้าง ทั้ง ๔ มหาวิทยาลัยเป็นเพียงการยุบรวม และงบประมาณยังเป็นงบประมาณปกติ สิ่งที่จะต้อง เพิ่มเติมขึ้นมาก็คืออะไรครับ อย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้กล่าวพูดไปแล้วคือจะเพิ่มเติม แค่จ้างอาจารย์พิเศษครับ อาจารย์อย่างเดิมยังอยู่ อยู่ทุกท่านครับ วิทยาเขตตอนนี้ก็เป็น เหมือนเดิม สมมุติผมยกตัวอย่างเลย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําปาง จังหวัดสุโขทัย แล้วก็ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทุกวันนี้สถาบันการพลศึกษาก็มีอยู่ ๔ แห่งเหมือนเดิม ไม่ได้เพิ่มเติม ไม่ได้อะไรเลย สมมุติว่าเรามีคณะทํางาน เดี๋ยวเราจะต้องแต่งตั้งคณะทํางานเพื่ออะไรครับ ประเมินครับ ประเมินความพร้อมว่าสถาบันไหนที่พร้อมที่สุดที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ ภาคเหนือก่อน ส่วนชื่อผมก็กราบเรียนไว้แล้วว่าท่านประธาน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อาจจะขอพระราชทานชื่อทีหลังนะครับ อาจจะเหมือนกันเลย หรือแตกต่างกัน แล้วแต่ คล้าย ๆ กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เมื่อก่อนมีเท่าไรครับ ๓๐ กว่าแห่ง ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม เห็นด้วยครับ เมื่อก่อนนี้เป็นฝึกหัดครูพลานามัย ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา จากฝึกหัดครู พลานามัยเป็นอะไรครับ วิชาการศึกษา จากวิชาการศึกษามาเป็นอะไรครับ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ แห่งเดียวทั้งประเทศ รับผิดชอบทั้งประเทศ กีฬาแล้วก็การพลศึกษา ทั้งประเทศแห่งเดียวไม่พอครับ เสร็จแล้วมีการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พลศึกษาถูกยุบ เหลือเป็นแค่คณะคณะหนึ่ง อันนี้คือส่วนหนึ่งที่อยากจะเล่าเรื่องให้ท่านเห็น ภาพชัด ๆ ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ที่ผมกราบเรียนท่านไปแล้วว่าท่านเป็น คนเห็นว่าคนไทยสุขภาพพลานามัยที่ท่านคอยรักษาอยู่ตลอดเวลาไม่ไหวแล้ว น่าจะป้องกัน ท่านถึงจัดตั้งวิทยาลัยพลศึกษาเพื่อให้ได้ทุกภาค แรก ๆ นั้น ๔ ปีกว่าจะได้แต่ละภาค ช้า ๆ ไม่ได้เร็วเลยครับ แห่งแรก คือจังหวัดเชียงใหม่ แห่งที่ ๒ จังหวัดยะลา แห่งที่ ๓ จังหวัดมหาสารคาม แห่งที่ ๔ จังหวัดชลบุรีครับ ๔ แห่งเองครับ ผมก็กราบเรียนท่านไปแล้ว ผมคือผลพวงคนหนึ่งของวิทยาลัยพลศึกษาชลบุรี จาก ๔ แห่งเป็นความต้องการของประชาชน เป็นความต้องการของทุกท่าน จาก ๔ แห่ง กลายเป็น ๑๗ แห่ง ณ วันนี้ จาก ๑๗ แห่ง ณ วันนี้ทุกคนก็บอกแล้วว่าตกงาน ผลิตอยู่อย่างเดิม ปัญหาแบบเดิม ทําไมไม่เปลี่ยนแปลง ทําไมไม่อัปเกรด (Upgrade) ทําไมไม่ทําอย่างนั้น ตอนนี้วาระที่ ๑๙ เป็นวาระที่เราต้อง ปฏิรูปกีฬาครับ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ได้รับยุทธศาสตร์ประชารัฐมา ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับยุทธศาสตร์ประชารัฐมาให้ปฏิรูปกีฬา แล้วเราจะทําอยู่ อย่างเดิมหรือครับ ท่านบอกว่าไม่ต้องผ่านไปหรอกครับ เอาออกไปเสีย ถอนออกไปเสีย แล้วจะเอาอะไรไปตอบโจทย์ประชาชนว่าเรากําลังจะปฏิรูปกีฬา ผมถามที่สภาหน่อย มันเร็วไป หรือครับว่าจะเอากีฬาขึ้นนําก่อนเป็นคณะแรก แล้วเราตอบโจทย์คนทั้งประเทศไม่ได้ หรือครับว่าทําไมกีฬามาก่อน การเมืองทําไมมาทีหลัง เศรษฐกิจ สังคม ทุกอย่างทําไมมา ทีหลัง เพราะมันยาก ซับซ้อน ยังขัดแย้งกันอยู่ครับ แต่กีฬาขัดแย้งน้อยที่สุด มีปัญหา น้อยที่สุด เราถึงนํามาปฏิรูปก่อน ท่านประธาน ท่านรองประธานให้ความกรุณาเป็นคณะแรก ที่ให้นําเสนอครับ ผมมีความภาคภูมิใจครับที่ได้มีโอกาสนําเสนอทุกท่าน แต่ถ้าทุกท่าน ไม่เห็นชอบ ไม่เห็นด้วยไม่ว่ากันครับ นี่คือสิ่งที่มาที่ไป

ส่วนที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนสมัย สปช. ครับ ทําส่งรัฐบาล ผ่านคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเรียบร้อยหมดแล้วครับท่าน ทุกท่านถึงบอกว่าเอ๊ะทําไมรีบเร่ง เร่งด่วน เหลือเกินการปฏิรูปด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ไม่ได้ เร่งด่วนเลยครับ ทํางานมาตลอดตั้งแต่ผมอยู่กระทรวง ผมมาช่วยท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ผมมาช่วยคณะทํางานท่านตั้งแต่แรกครับ ตั้งแต่อยู่กระทรวงนะครับ และตัวเชื่อมที่ดีที่สุดคือ สปท. ครับตอนนี้ ผมถึงมีหน้าที่ขับเคลื่อนครับ ทําอย่างไรให้ปฏิรูป เร็วที่สุดให้ทัน ๑ ปี ๖ เดือนนี่ครับที่เราจะต้องจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติขึ้นมาให้ได้ เพราะเป็นวาระเร่งด่วน จากที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าการปฏิรูปกีฬามี ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือ โครงสร้าง ด้านที่ ๒ คือการบริหารจัดการกีฬา ผมหยิบด้านโครงสร้างขึ้นมาซึ่งมี ๕ เรื่อง เรื่องแรก มหาวิทยาลัยการกีฬา เรื่องที่ ๒ นโยบายคณะกรรมการกีฬาแห่งชาติ เรื่องที่ ๓ สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา กราบเรียนสมาชิกทุกท่านครับ ไม่ได้เร่ง ไม่ได้รีบครับ มันมีที่มา ที่ไปของมันนานแล้ว โรงเรียนกีฬาอยู่เหมือนเดิมครับ เข้ามาอยู่ในระบบของมหาวิทยาลัย การกีฬา เราจะตอบโจทย์ เรามีคณะทํางานครับ ไม่ใช่อยู่ ๆ เราจะไปเลือกภาคใต้ เราจะไปเลือก จังหวัดนี้ ๆ ไม่ครับ เดี๋ยวเราศึกษารายละเอียดมากราบเรียนในที่ประชุมอีกเป็นสเต็ป (Step) ต่อไปครับ ทุกเดือนเราจะต้องรีพอร์ต (Report) เราจะต้องรายงานครับ ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง บอกว่า ณ วันนี้เราจะต้องเอ็กซ์พอร์ต (Export) ออกไปก่อนบ้างแล้วใน ๑๒ ด้าน ใน ๑๑ ด้าน เรายังไม่ได้ส่งออกเลย เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าถ้ากีฬาจะส่งออกเป็นงานแรก ผมว่าไม่แปลกครับ แล้วผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่คิดอย่างที่เราคิดกันครับว่าเรามานั่ง ปฏิรูปกันทําไมกีฬาถึงมาก่อน เราช่วยกันตอบโจทย์ได้ครับ เราช่วยกันอธิบายได้ครับว่าทําไม กีฬามันถึงมาก่อน ณ วันนี้ครับท่าน กีฬานําการเมืองนะครับ ทั่วโลกเขาใช้นะครับ อย่างที่ ท่านสมาชิกท่านหนึ่งอาวุโสที่สุดผมคงเรียกว่าเป็นคุณพ่อแล้ว ถ้าคนเรายังไม่มีสปิริต (Spirit) ยังไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักการให้อภัย ไม่รู้จักการขอโทษ ทุกด้านไม่มีทางครับ ท่านก็จะ ขัดแย้งกันอยู่อย่างนั้นและนําผลงานออกมานําเสนอ สปท. ไม่ได้ครับ ขออนุญาตคงตอบ ไม่ได้ทั้งหมด ขออนุญาตครับ ขอบคุณมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ขออนุญาตครับ ผม สุรินทร์ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรียนเชิญครับท่านสุรินทร์

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ กระผมขออนุญาตปรึกษาท่านประธานว่าตกลงระเบียบวาระ ๓.๑ เราจะมีลงมติไหม ข้อ ๒ ถ้าไม่มีจะทําอย่างไร ถอนไปอย่างที่สมาชิกกล่าวสักครู่ไหม หรือลงมติเราจะลงมติแบบไหน เหมาเข่งหรือเป็นเรื่อง ๆ ผมอยากกราบเรียนว่าต้องชัดเจน เพราะว่าถ้าไม่ชัดเจนจะมีปัญหาเหมือนกับเรามีมติแล้วเหมาเข่งไปแล้วก็ไปอ้างว่าทําโน่นทํานี่ได้ ๑๐๘ จิปาถะ ไม่จบ ถามว่าผมคิดอย่างไร ผมนั่งใกล้ ๆ คุณพ่อชัย คุณพ่อชัยก็กระซิบผม บอกว่าอ้ายนาย เรียกผมอย่างนี้ เอาตั้งกระทรวงก่อน ผมก็บอกว่าพี่ชัยผมเห็นด้วยเลยถ้าตั้ง กระทรวงก่อน ถ้าตั้งกระทรวงแล้วให้กระทรวงเขาไปคิดว่ามันควรจะมีอะไรบ้างในการปฏิรูป ระบบการกีฬา ถ้าอย่างนี้มันจะชัดเจนถ้าจะต้องลงมตินะครับ ให้มันชัด แต่ไม่ใช่ลงมติเป็นปึก อย่างนี้แล้วก็ไปอ้างข้อนั้นอยู่ข้อนี้แล้วก็ทํากันตอนต่อไปนะครับ ผมคิดว่าในอนาคตรัฐบาลก็ดี หรือ คสช. ก็ดีจะลําบากใจ งานจะงอกมาแล้วไม่มีจบ อ้ายนี่ก็ขอ อ้ายนั่นก็ขอ งบประมาณ ก็มีไม่มาก คนก็มีไม่ได้มากมายนัก ผมจึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพขอปรึกษาว่า วาระนี้ท่านจะทําอย่างไรครับ ขอบพระคุณท่านมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

คือผมได้เรียนตั้งแต่เริ่มการประชุมตั้งแต่แรกนะครับว่าอภิปรายรวม ๓ เรื่อง แต่ว่าลงมติ ทีละเรื่อง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วผมคิดว่าสมควรถึงเวลาที่จะเรียนหารือท่านแล้วละว่าวิธีการ ลงมติจะทําอย่างไร ผมได้แสดงความปรารถนาดีไปตั้งแต่แรกว่าอยากจะใช้วิธีง่าย ๆ ทํางาน แบบง่าย ๆ แต่ว่าพอฟังดูแล้วก็จะต้องเรียนหารือท่านว่าท่านจะเอาอย่างไร คือวิธีกดปุ่ม อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้คือในเรื่องนี้มันมีข้อบังคับของ สปท. ของเรา ข้อ ๖๓ (๓) ผมเอา (๑) ก่อนก็ได้ (๑) ใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนนตามที่ประธานสภากําหนด (๒) เรียกชื่อสมาชิก ตามลําดับอักษรให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคนตามวิธีที่ประธานกําหนด ต่อมาคือ (๓) วิธีอื่นใดซึ่งที่ประชุมเห็นสมควรเฉพาะกรณี ทีนี้ในการที่เราจะทําเรื่องออกไปจาก สปท. ไปสู่หน่วยงานภายนอกในแง่หนึ่งคือองค์ประชุมสําคัญมาก ซึ่งขณะนี้องค์ประชุม ๑๗๘ ท่าน แล้วก็ถือว่าครบองค์ประชุมแล้วสําคัญมาก เพราะทีหลังจะมีปัญหาว่าถ้าไม่แสดงตนแล้วก็ทํา ตามขั้นตอนคือทําตามเทคโนโลยีสมัยใหม่กดปุ่มไปเป็นระยะ ๆ แต่ว่าถ้าหากเรามีจํานวน สมาชิก ๑๗๘ ท่าน ณ ขณะนี้อยู่แล้วก็คือว่าครบองค์ประชุมสามารถบันทึกการประชุมได้ อันนี้ก็สามารถทําได้ ทีนี้ก็อยากจะเรียนหารือว่าถ้าจะใช้วิธีตามข้อ ๖๓ (๓) วิธีอื่นใด ซึ่งที่ประชุมเห็นสมควรเฉพาะกรณี คือผมก็เสนอว่าอยากจะใช้วิธีพิจารณาแต่ละเรื่อง ถ้าไม่มี ความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าเห็นชอบนะครับ แต่ว่าถ้าหากท่านสมาชิกยังอยากจะกลับไปใช้ วิธีกดปุ่มผมก็ยินดีที่จะเปลี่ยนใจ ท่านวันชัยครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าในเรื่อง ๓.๑ มีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกันในข้อ ๓.๑ เพราะฉะนั้น ข้อ ๑ การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ท่านประธานก็กรุณาให้สมาชิก เริ่มจากการแสดงตนแล้วก็ใครเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือใครงดออกเสียง ว่ากันไป และประการที่ ๒ ก็เช่นเดียวกัน ประการที่ ๓ ก็เช่นเดียวกัน เพราะเท่าที่ผมฟังจากเสียงของสมาชิกบางคน เห็นด้วยในบางเรื่อง ไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง เพราะฉะนั้นก็ทํา ๑ ๒ ๓ ไปทีละขั้นตอน น่าจะสวยงามและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอกราบเรียนท่านประธานได้โปรดพิจารณา ดําเนินการครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านยุทธศักดิ์

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ

ก่อนลงมติผมขอ อนุญาตครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม ใคร่ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลย ตามที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายนําเสนอมาแล้วนั้นนะครับ ผมอยากจะเรียน ให้ทราบว่ากระบวนการในเรื่องของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้นมาอย่างไรนะครับ กระบวนการแรกก็คือ ได้นําเรื่องนี้มาจากกรอบความเห็นร่วมเพื่อการปฏิรูปประเทศ ด้านการกีฬา ที่ได้จัดทําโดยคณะทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติครับ ซึ่งให้ถือว่าเป็นโรดแมป (Road map) ในระยะที่ ๑ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งได้มอบให้กับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ วันแรกที่เข้ามารายงานตัว อยู่ในเล่มนี้นะครับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติบอกว่า ต้องทําเรื่องนี้ ต้องทําเรื่องมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พอหลังจากนั้นเราก็เอาข้อมูล จากเอกสารฉบับนี้ไปเปิดเวทีการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วทั้งประเทศ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นความคิดเห็นทั้งหมด ของทุกครั้งที่ได้รับฟังเสียงจากประชาชนว่าให้ดําเนินการในเรื่องของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติด้วย เพราะฉะนั้นในการดําเนินการนี้เราก็ได้พิจารณาจัดทําแผนปฏิรูป การกีฬาซึ่งเป็นแผนปฏิรูปการกีฬา ฉบับที่ ๑๙ ขึ้นมา ที่จัดโดยสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ แล้วก็ได้มอบให้กับท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศส่งให้กับท่านนายกรัฐมนตรี แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ส่งให้คณะรัฐมนตรีทราบเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาแล้ว แล้วขณะนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับเรื่องนี้ไปแล้วนะครับ แล้วทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประกาศ ได้ชี้แจงไปแล้วว่าได้ตั้ง คณะกรรมการของกระทรวงขึ้นดําเนินการในเรื่องการขับเคลื่อนเรื่องมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ไปเรียบร้อยแล้วโดยที่ขอตัวของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไปร่วมเป็นกรรมการอยู่ที่กระทรวงด้วย ขณะนี้เรื่องได้เดินทางไปถึง ขนาดนี้แล้วนะครับ ถ้าจะถอน ถ้าจะหยุด กระทรวงเขาหยุดหรือเปล่านี้เราไม่ทราบ เขาเดินทางไปแล้วครับ ขณะนี้เขาทําไปเรียบร้อยแล้ว ก็ขอเรียนให้ทราบครับ แล้วถ้าเรื่องนี้ จะชะงัก ผมก็อยากจะเรียนให้ทราบว่าในกรอบความเห็นร่วมเพื่อการปฏิรูปประเทศด้านอื่น ๆ ในเรื่องของการกีฬานั้น ได้สั่งให้คณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการขับเคลื่อน พิจารณาจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐–๒๕๖๔) จะต้องเสร็จ ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ ภายใน ๙ เดือนนี้ เพื่อเป็นแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ต่อไป ถ้าถอนเรื่องนี้ เรื่องนี้จะทําไม่ทันภายใน ๙ เดือน ก็ขอกราบเรียนให้ที่ประชุมได้รับทราบ ด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามกระผมจะรับข้อสังเกต ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของทุก ๆ ท่านในวันนี้ไปเสนอต่อคณะกรรมการของกระทรวง ได้นําไปพิจารณาประกอบการดําเนินงานให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ให้เป็นรูปธรรมตามที่ทุกท่าน ได้ให้ความคิดเห็นไปครับ ขอขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ด้วยความเคารพต่อกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ผมเห็นความตั้งใจของท่าน ในการที่จะผลักดันเรื่องที่ท่านคิดค้นนะครับ แต่ถ้าฟังจากข้ออธิบายแล้วผมก็ต้องขออนุญาต หารือท่านประธานสภาครับ เรื่องการตั้งกระทรวง เรื่องการตั้งมหาวิทยาลัยหรือสถาบันเป็นเรื่องที่รัฐบาลเขาคิดไปแล้ว แล้วก็เตรียมการไปแล้ว คราวนี้ท่านในฐานะเป็นประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันนี้เขาคิดออกแล้ว เขาทําแล้ว เราจะทําอะไรต่อ คําว่า ปฏิรูป เริ่มต้นมาจากไหน ท่านอลงกรณ์ครับ ท่านจะเป็นคนรู้เรื่องดี อะไรคือปฏิรูป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทํามันรับกับสถานการณ์ บ้านเมืองที่เป็นจริง ก่อนที่จะมาเป็นการปฏิวัติ คสช. ก่อนที่จะเป็น สนช. ก่อนที่จะเป็น สปช. และก่อนที่จะเป็นสภาของเราชุดนี้ครับ เกิดภายใต้วิกฤติทางการเมือง ประชาชนเขาเสนอปฏิรูปครับ แล้วรัฐบาลก็ขอให้เรามาช่วยคิดเรื่องการปฏิรูปเพราะสิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญหน้าเป็นเรื่องหนัก รัฐบาลมีโรดแมป (Road map) ระยะเวลาตัวเองคือการเผชิญหน้ากับการเลือกตั้ง หลักของรัฐบาลเขาอยู่ตรงนั้นครับ มันจะผลักเปลี่ยนทั้งหมดวันที่ทุกอย่าง ถึงเข้าโหมด (Mode) ของการเลือกตั้ง ถามว่าก่อนถึงวันเลือกตั้งเราทุกคนกินเงินเดือนคนละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท มานั่งอยู่ตรงนี้ครับ จะช่วยรัฐบาลคิดขับเคลื่อนอย่างไรให้รัฐบาลผ่าวิกฤติเหล่านี้ไปได้ ผมไม่ได้ตําหนิคณะกรรมาธิการครับ ผมเป็นกรรมาธิการชุดไหนก็อยากทําของเราให้ดี แต่ผมกําลังตําหนิวิป (Whip) ของสภาเราและท่านประธานทั้ง ๓ คนครับ ท่านต้องคิดครับ ว่าท่านจะช่วยอะไรรัฐบาลเขาได้ในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ไม่ใช่รัฐบาลเขาคิดได้ แล้วท่านจะทําด้วย เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานเป็นคนทบทวนเอง ไม่อยากให้ คณะกรรมาธิการทบทวน ผมเป็นกรรมาธิการผมก็ต้องทําอย่างนี้เพราะผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ในเรื่องที่เราศึกษา แต่คนที่เป็นประมุขของที่ประชุมนี้ต้องตัดสินใจครับว่าเราจะทําสภานี้ ให้เป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปเป็นเพื่อนคู่คิดของรัฐบาล เป็นเพื่อนคู่คิดของ สนช. หรือเราจะทํา แค่เขาคิดแล้วเราเอาด้วยเพื่อไม่ให้ตกขบวน อยากให้ท่านทบทวนดูครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมขอเรียนหารือและวิธีการลงมตินะครับ เพราะว่าตามความเห็นของผม ผมคิดว่า น่าจะใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๖๓ (๓) แต่ว่ามีท่านสมาชิกบอกว่าน่าจะใช้วิธีการ ใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนนตามข้อบังคับก็ได้ ก็อยากจะเรียนขอถามความเห็นท่านสมาชิกว่า ใครมีความเห็นต่างไปจากความเห็นของผมหรือไม่ ท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ ท่านครับ เรื่องที่ท่านจะให้มีการลงคะแนนอันนั้นคงไม่เป็นปัญหา แต่ผมคิดว่า ข้อห่วงกังวลของเพื่อนสมาชิก ท่านวิทยา แก้วภราดัย เป็นเรื่องที่สําคัญ เกี่ยวกับหน้าตา แล้วก็ศักดิ์ศรีของ สปท. แล้วก็บทบาทอันสําคัญในการปฏิรูป เพราะว่าถ้าเผื่อข่าวออกไป วันนี้ว่าเราได้มีการลงมติครั้งแรกเลยของ สปท. ว่าด้วยเรื่องกีฬา ผมเกรงว่าเราจะได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์ว่าเริ่มจะเป็นสภาโจ๊กแล้วหรือไม่ อันนี้น่าเป็นห่วงนะครับ ผมอาจจะ ไม่ขัดข้องเรื่องกีฬา ผมไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด นี่ผมขอกล่าวไว้เลยว่าถ้าเผื่อจะลงคะแนน กดปุ่มผมจะกดสีแดงหมด ไม่ใช่ว่าเรื่องกีฬาไม่สําคัญ แต่ผมคิดว่า ๓ เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหา ในแง่ของงบประมาณแล้วก็การกระจุกตัวของอํานาจ แต่ก็ไม่เป็นไรถ้าเผื่อเป็นเสียงส่วนใหญ่ ก็ไปกันได้ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องสําคัญสูงสุดของภารกิจของเรา เราลงมติวันนี้เก็บไว้ก่อน ได้ไหมครับ เพราะยังมีผลงานของกรรมาธิการอื่น ๆ ที่จะขึ้นมามากมายที่น่าจะมีการจัดลําดับ ความสําคัญก่อนที่จะส่งไปที่ สนช. ครม. หรือว่า คสช. ไม่อย่างนั้นจะเห็นว่าเราทํางานกันมาแล้วเอาเรื่องที่ไม่ค่อยสําคัญที่สุดนี้ขึ้นมาก่อน อันนี้ เราต้องคิดถึงสถานะ และที่ท่านวิทยาได้พูดไว้เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต้องทํางานให้คุ้มค่า และไม่ได้ทํางานด้วยความเกรงอกเกรงใจ ผมเคารพท่านกรรมาธิการ ท่านประธานทุกท่าน แต่ผมคิดว่ามองในแง่ภาพรวมของ สปท. แล้วการจะทํางานอะไรในเรื่องการปฏิรูป เป็นเรื่องที่สําคัญและต้องทําอย่างมีศักดิ์ศรีแล้วก็มีเกียรติไม่ได้ทํากันด้วยความเกรงอกเกรงใจกัน ผมเองเมื่อวานก็ได้ท้วงว่านอกเหนือจากการที่จะเอาผลงานของแต่ละกรรมาธิการ มาพิจารณาหรือจะลงมติแล้ว ผมก็ได้กราบเรียนถามว่าอีก ๑๒ เดือนเราจะทําอะไร เพราะมีเรื่องของชาติที่อยู่นอก สปท. แล้วก็มีมติของ ครม. ของรัฐบาลที่ดําเนินการไป ที่อาจจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราทําอยู่ใน ๑๑ คณะกรรมาธิการ บวก ๑ คือทางด้านต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชัน หรือมติบางอย่างอาจจะไม่ได้ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติ ในระยะยาว ถ้าเผื่อเราพูดถึงยุทธศาสตร์ของประเทศอีก ๒๐ ปีข้างหน้า แต่มีการตัดสินใจ โดยรัฐบาลนี้ที่จะขัดกับการปฏิรูปในระยะยาวของประเทศก็ได้ เพราะฉะนั้นเราน่าจะใช้ เวทีที่นี่ในการที่จะรับฟังความเป็นไปข้างนอก สปท. นั่นน่าจะเป็นเรื่องที่สําคัญ ขณะที่เรา จะต้องมาร่วมกันจัดไพรออริตี (Priority) ลําดับความสําคัญก่อนหลังของ ๑๑ บวก ๑ คณะกรรมาธิการว่าเราจะส่งต่อไปที่รัฐบาลอย่างไร เรายังพอมีเวลา ๑๒ เดือนนี้ไม่ใช่ว่า เราอะไรครับ น้ําแข็งกล่องไหนน้ํามันแข็ง อันไหนที่แข็งก่อนก็รีบส่งต่อไป ไม่ใช่ ผมว่า เอาให้ทั้ง ๑๑ คณะกรรมาธิการทํางานให้แล้วเสร็จ สมมุติว่าเราให้เวลาตัวเองสัก ๓ เดือน แล้วก็มีผลงานออกมาว่าจากแผนงานนั้นที่จะเคาะออกมาในแต่ละคณะกรรมาธิการอันไหน ที่เป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดเพื่อจะได้ส่งต่อไปยังแม่น้ําอีก ๒-๓ สาย อันนั้นน่าจะเป็นวิธีการ ในการทํางาน ไม่อย่างนั้นก็จะมีคณะกรรมาธิการแต่ละคณะอยากจะมีผลงานก็เอาเรื่อง เข้ามาที่นี่ ลงมติเห็นชอบแล้วก็ส่งไปและบอกว่าเป็นผลงาน แล้วเราก็จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ในเชิงลบว่าแล้วเราทํางานกันอย่างไร เรื่องไม่สําคัญ ๆ ทําไมถึงเอาออกมาได้ก่อน อันนี้ ศักดิ์ศรีของ สปท. เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วผมเองก็อยากจะร่วมทํางานให้คุ้มกับเงินเดือน แล้วก็อยากจะมีพลัง แล้วก็อยากจะทํางานเพื่อจะปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง ไม่ใช่การปฏิรูปแบบผักชีโรยหน้า อันนี้ไปเล่นกันอย่างนี้ไม่ได้ในที่ประชุมอันสําคัญนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร

กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ทุกท่านครับ ผม วิวัฒน์ ศัลยกําธร ครับ เท่าที่ฟังความเห็นของทุกส่วนในห้องนี้ผมคิดว่า ถ้าเราเริ่มจากเราปฏิรูปกระบวนการตัดสินใจในห้องนี้ก่อนว่าเมื่อมีความเห็นที่หลากหลาย เราก็ขอเวลาสัก ๑ เดือนเพื่อจะค่อย ๆ รวบรวมความเห็นเพื่อสร้างเอกภาพใหม่แทนที่จะ ตัดสินใจแล้วก็โหวตกันวันนี้ ๑ เดือนผมเชื่อว่าไม่สายเกินไปครับถ้าทุกท่านได้กรุณา โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการซึ่งพวกเราเคารพ หลายคนมาเล่าให้ฟังว่าอึดอัดมาก ถ้าจะต้องโหวตไม่เห็นด้วยกับท่าน แต่ว่าถ้าจะต้องโหวตเห็นด้วย หลายอย่างที่คาใจอยู่ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าที่ประชุมได้ขอความกรุณาใช้เวลาสัก ๑ เดือนทบทวนเรื่องนี้ แล้วเอากลับเข้ามาใหม่ ความเห็นที่ไม่สอดคล้องก็จะได้มีการแลกเปลี่ยนแล้วก็มีการหลอมรวม ผมขออนุญาตเสนอวิธีปฏิรูปตัวเราเองนี้ ถ้าที่ประชุมเห็นชอบก็ขอความกรุณา โดยเฉพาะ ถ้าท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณาขอเวลา ๑ เดือนกลับไปทบทวน ท่านใดที่มีความเห็น เป็นอย่างไรท่านกรรมาธิการก็รับฟังแล้วก็ประมวลใหม่ เรื่องแรกที่ออกไปจากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเราจะสวยงามมากครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรียนเชิญครับ

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมไม่ขัดข้องตามข้อเสนอ แต่ขณะนี้เรื่องกําลังดําเนินการอยู่ที่กระทรวง อะไรก็ตาม ที่จะเกิดประโยชน์ ในระหว่างนี้ผมก็ต้องขอนําเสนอในฐานะที่เขาเอาคนของคณะกรรมาธิการ ไปอยู่ในคณะกรรมการของกระทรวงด้วย เพราะกระทรวงเขาเริ่มแล้ว และเขาก็จะทําตาม กรอบของเวลาที่ทางรัฐบาลมอบให้กับเราให้เสร็จภายใน ๑๘ เดือนต่อไป เมื่อเป็นอย่างนี้ แต่ของผมไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นอยู่ว่าขณะนี้คณะกรรมการของกระทรวง ได้ดําเนินการไปแล้ว แล้วเอากรรมาธิการของผมไปร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย กราบเรียนท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านคุรุจิตครับ และถัดไปคุณหญิงพรทิพย์ครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธาน คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ผมเห็นด้วยกับท่านวิวัฒน์นะครับว่าถ้าท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านพลังงานจะขอเวลาเอาเรื่องนี้กลับไปดูต่ออีกสักเดือนหนึ่ง ซึ่งก็หมายความว่า จะขอยังไม่ให้โหวตวันนี้ แต่ถ้าจะให้โหวตก็ขออนุญาตเห็นด้วยกับท่านวันชัยครับว่า โหวตทีละเรื่อง และโหวตตามข้อ ๖๑ (๑) คือกดออกเสียงลงคะแนนครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ในเมื่อท่านประธานกรรมาธิการขอเอากลับไปพิจารณา ๑ เดือน ก็คงไม่ต้องอภิปรายกันต่อแล้ว ได้ไหมครับ ที่ประชุมก็ไม่ขัดข้องนะครับ เมื่อเจ้าของเรื่อง ขอถอนเรื่องไป ๑ เดือน ผมคิดว่าคงไม่ต้องอภิปรายแล้วกระมัง ท่านเสรี คุณหญิงพรทิพย์

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เดี๋ยวท่านเสรี คุณหญิงพรทิพย์

นายเสรี สุวรรณภานนท์

เห็นท่านประธานเรียกชื่อผม ผมยืนแล้ว ผมพูดสั้น ๆ นิดเดียวแล้วกันครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ได้

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ที่ผมได้หารือไปตั้งแต่แรกนะครับว่าในการจะทํางานน่าจะมี การประสานงานกับกรรมการแม่น้ําสายอื่น ๆ หรือที่ว่าแม่น้ํา ๓ สายนี่นะครับ ผมได้ สอบถามไปก็ยังไม่มีท่านใดตอบแล้วก็ไม่มีความชัดเจน ผมว่าใช้เวลานี้นําเรื่องเหล่านี้ ไปประชุมหารือแล้วก็ประสานงานกับรัฐบาล กับ คสช. หรือ สนช. เพื่อที่จะให้เป็นแนวทาง เดียวกัน แล้วรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วยนะครับท่านประธาน คือถ้าเราจะเอาเข้าที่ประชุมแห่งนี้ เราน่าจะประสานงานกันให้เรียบร้อย ให้เห็นความชัดเจนว่าเห็นพ้องต้องกันแล้ว ในประเด็นหลักที่เราจะพิจารณา แล้วเราพิจารณาไปแล้วเข้าสภา เมื่อส่งไปแล้วเขารับ ผมอยากจะให้ใช้เวลาตรงนี้ในการที่จะให้กรรมการประสานงานไปดําเนินการเพื่อให้มี ความชัดเจนในแม่น้ําสายอื่น ๆ ด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรียนเชิญคุณหญิงพรทิพย์

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : กราบขอบพระคุณค่ะ เรียนท่านประธาน แล้วก็เรียนท่านสมาชิกทุกท่าน แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกหมายเลข ๑๐๔ คงจะไม่ได้ลงไปในเรื่องกีฬามากนัก แต่ว่าโดยหลักที่เวลาเราทํางาน สิ่งที่เราอยากเสนอ เพื่อครั้งต่อไปจะได้ไม่เสียเวลาประมาณนี้ ข้อแรกเลยคือเราขอเห็นไทม์เฟรม (Timeframe) ไทม์เฟรม (Timeframe) ที่ว่าคือข้อที่อยากจะได้ เราไม่ใช่สภาปกติ เราเป็นสภาที่จะมาช่วย รัฐบาลหรือ คสช. ขับเคลื่อน หากเป็นไปได้ทุกกรรมาธิการต้องเคารพค่ะ โดยหลักตอนเดิม เราบอกว่า สปช. ทําอะไรมากรุณาอย่าเพิ่งคิดใหม่ให้ทํา ก็อ่านแล้วค่ะ กีฬามีเรื่องเดียวค่ะ มีเรื่องการทําสภาการกีฬาแห่งชาติ เพราะฉะนั้นพอเราจะมาพิจารณาปุ๊บเราก็ต้องมานั่งนึก ตกลงเรื่องนี้เข้ากระทรวงหรือยัง รัฐบาลเห็นด้วยไหม แต่ถ้าจะมาใช้มติของเราไปโหวต โดยส่วนตัวจะไม่ชอบใช้วิธีนี้ค่ะ เพราะการจะตัดสินใจอะไรสักอย่างหนึ่งต้องมีความรอบคอบ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือจากการที่ได้ฟังค่ะ อยากจะเรียนโดยความเคารพว่าไม่ว่าท่านจะเคยเป็น สปช. มาก่อนหรือไม่เคยเป็น ต้องเคารพซึ่งกันและกัน อย่าได้บอกว่านี่เป็นเรื่องที่ สปช. เขาทํามาก็เอามันใส่มาอย่างนี้ ๒. ก็คืออย่าได้บอกว่าคุณจะได้รับพรไม่ครบถ้าคุณไม่โหวตให้ฉัน เพราะไม่ใช่เรื่องของการจะได้รับความดีความชอบ ไม่ใช่ค่ะ แต่เป็นเรื่องความรอบคอบ แต่จุดสําคัญที่สุดค่ะท่าน ไม่ได้ทราบเลยว่า ๒ วันนี้จะเป็นวันที่เมื่อวานจะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ทราบเลยว่าเรื่องที่ทุกกรรมาธิการจะต้องเอามาเพื่อให้โหวต ความจริงแล้วถ้าเราได้ทราบ เป็นกรอบนะคะ ทุกคณะกรรมาธิการต้องเร่งค่ะ แล้วการที่จะโหวตว่าอันไหนด่วน ไม่ด่วน หัวข้อนี้จริง ๆ มันเป็นเรื่องสังคม วัฒนธรรมอีก แต่เราฟังเรื่องกีฬาอย่างเดียวแล้วเราโหวต นี่คือใจเขาใจเรา คนโหวตก็ไม่สบายใจนักเพราะอยากจะฟังทุก ๆ เรื่องครบก่อนใช่ไหมคะ เพื่อจะเรียงลําดับ รวมทั้งสิ่งที่เราต้องคํานึงค่ะ ประชาชนก็งง ๆ อยู่ว่า สปท. ทําอะไร แล้วก็ไม่เข้าใจนักหรอกว่าวันนี้ทําไมเรื่องกีฬามันเป็นเรื่องที่ ๑ แม้จะเป็นเรื่องที่แค่ว่าเป็น คณะกรรมาธิการชุดเดียวที่พอจะมีข้อมูล อยากเรียนว่าเพื่อให้เกิดความรอบคอบ การโหวต ก็จะส่งผลตามที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดก็เห็นด้วย แต่ว่าที่พูดถึง ณ ต่อไปนี้คือ เป็นไปได้ไหมที่จะมีการวางกรอบให้เห็นชัดหน่อยเพื่อให้กรรมาธิการทุกคนรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ให้ครบ แล้วเราก็จะได้ทํางานให้กระชับมากขึ้น กราบขอบพระคุณค่ะท่าน

ท่านนิกร จํานง ครับ

นายนิกร จํานง

เรียนท่านประธานครับ ที่จริงว่าจะไม่พูดก็ได้นะครับ คือผมมีความเห็นด้วยความเป็นห่วงว่าจริง ๆ แล้วทางกรรมาธิการมีความตั้งใจมากและเป็น เรื่องสําคัญ คือมีรายละเอียดว่าท่านมีแผนที่จะให้กําหนดเรื่องกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ใช่ไหมครับ เหมือนกับว่าอย่างนั้น ทีนี้ก็เหมือนกับว่าถ้ารอเรื่องนั้นสักหน่อยหนึ่งอะไรอย่างนี้ หมายถึงว่าเราหลีกกันเรื่องรัฐธรรมนูญสักหน่อย เพราะถ้าหากว่าสามารถจะบรรจุใน แนวนโยบายแห่งรัฐเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญได้นี่ไปไกลเหมือนกันงานกีฬาของท่าน คือถ้าหาก จะมีเหตุว่าจะต้องดึงไป คือผมเกรงใจเกี่ยวกับความตั้งใจที่ทํามา ทุกอย่างก็สมบูรณ์เพียงแต่ ปรับปรุงนิดหน่อยนะครับ ถ้าจะยืดไปด้วยเหตุว่ารอรัฐธรรมนูญสักหน่อยหนึ่งเพื่อจะได้เห็น ตรงนี้ และท่านจะทํางานได้คล่องขึ้นจะได้สัมพันธ์ตรงนั้นได้ก็จะเป็นเรื่องดี แค่ว่า หาคําอธิบายเท่านั้นเองครับ นําเรียนครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านวันชัยครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านที่ได้รับแต่งตั้งมาเป็น สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ เพราะสมัยที่ผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปนี่ มีหลายคนมักจะกล่าวกัน และผมไม่แน่ใจว่าตัวท่านประธานจะกล่าวด้วยหรือเปล่าว่า มัวทําอะไรกัน ไม่เห็นจะปฏิรูปอะไรกันเลย วันนี้หลายท่านได้เข้ามานั่งอยู่ในตรงนี้ ผมว่า ท่านจะได้ตอบและได้ช่วยพวกเราอย่างมากเลย เพราะตลอดระยะเวลา ๙ เดือน ผมโดนตําหนิ โดนด่า โดนว่า ไม่ได้ทําอะไรเลย ทําไมจะปฏิรูปเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่เห็นมีเลย วันนี้ท่านทั้งหลาย ได้มานั่งร่วมชะตากรรมกับพวกเรา ท่านจะได้ช่วยขับเคลื่อนไปพร้อมพวกเรา นี่เป็น ตัวอย่างหนึ่งครับท่านประธานของการทํางานที่ไม่ได้มีการประสานกัน ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกัน ครบถ้วนรอบด้าน และวันนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่ามีการโหวตแล้ว บางเรื่องผ่าน บางเรื่องตก หรืออาจจะไม่ผ่านทั้งหมดท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน เพราะฉะนั้นผมว่า วิป (Whip) ต่อไปนี้อย่าเกรงใจกัน ผมเคยอยู่ในวิป (Whip) รู้ บางทีก็ไม่ได้พูด บางที มีการนําไปอย่างนี้ ๆ แล้วเราก็ไม่ได้ซัก ไม่ได้ถาม ไม่ได้พูดจากันให้ชัดเจน ผมว่าถ้าเรื่อง อย่างนี้มีการประสานงานร่วมกัน มีการปรึกษาหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ อย่างวันนี้จะไม่เกิดขึ้น ผมว่าไม่มีใครผิด ไม่มีใครบกพร่อง แต่เป็นตัวอย่างหนึ่งของ การทํางานที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นโดยท่านประธานที่ประชุม และรองประธาน รวมทั้งวิป (Whip) จะมีส่วนสําคัญในการนําการขับเคลื่อนสภานี้ไปได้หรือไม่ได้ สภานี้ล้มเหลวผมจะถือว่าประธานมีส่วนอย่างสําคัญ เพราะประธานเป็นซีอีโอ (CEO) เพราะฉะนั้นถ้าตัวท่านไม่สามารถนําการขับเคลื่อนได้สําเร็จผมก็ถือว่าประธานมีส่วน อย่างสําคัญ เพราะประธานจะเป็นคนกําหนดร่วมกันกับวิป (Whip) และองค์กรต่าง ๆ ที่เราทํางานร่วมกัน พวกเราบางที ๒๐๐-๓๐๐ คน ก็ต้องฟังส่วนโน้น ส่วนนี้ โน่นนี่นั่น เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านทั้งหลายต่อไปนี้ใช้กลไกของวิป (Whip) ของท่านจัดลําดับ ความสําคัญ นี่เหตุที่เกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้จัดลําดับความสําคัญว่าเรื่องไหนควรเข้า ไม่เข้า เอาความเกรงใจกันเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นบางทีผมอยากจะอภิปรายนะครับ หลายท่านอยากอภิปรายบอกว่าเป็นทหาร แต่บังเอิญเป็นลูกน้องท่านก็เลยไม่ค่อยกล้า บางคนก็เกรงใจเป็นลูกน้องเก่า ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยก็มี เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านว่า ตั้งแต่วันแรกผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปแล้ว การปฏิรูปในสภานี้ไม่จําเป็นต้องทํา ถึง ๒๐ เรื่อง สําเร็จสัก ๕ เรื่องใหญ่ ๆ ที่ช่วยรัฐบาลได้ประสบความสําเร็จแล้วครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อแต่ละคณะ ๑๒ คณะเสนอมาแล้วจัดลําดับ ความสําคัญแล้วเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องนี้ต้องผ่าน ประสาน ๓ ฝ่ายแล้ว ประสาน ๔ ฝ่ายแล้ว ไม่ใช่บอกว่าไม่รู้จะเอาเรื่องอะไรประชุมก็เอาเรื่องนี้เข้าประชุม แล้วอยู่ ๆ เรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องสําคัญเราก็ปล่อยปละละเลย ผมยกตัวอย่างนี่นะครับ เอาละครับ ก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ไม่ต้องพูดมาก ขอความกรุณาว่าเรื่องนี้ให้เป็นตัวอย่างและเป็นเรื่องสุดท้ายใช้กลไก ของท่านให้มากนะครับ แล้วก็อย่าเกรงใจกันครับ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต้องพูดกันให้ชัดเจนและให้ตกผลึกไม่ว่าจะเป็นคนใหม่ คนเก่าเท่ากันครับ ขอบพระคุณ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเชิญท่านอลงกรณ์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ มีประเด็นที่ต้องชี้แจง เพราะว่าท่านสมาชิก ถามมานะครับ แล้วบังเอิญยังไม่ได้ชี้แจงเรื่องการประสานงานของคณะกรรมการรวม ๓ ฝ่าย ซึ่งมีตัวแทนจาก สปท. ๖ ท่านด้วยกัน มีผม ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง และสมาชิกเราอีก ๔ ท่าน เป็นการแต่งตั้งโดยท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการประชุม โดยมีท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ ท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์เป็นประธาน เราได้ ตกลงแนวทางการทํางานว่าจะมีการประสานงานแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพราะว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับการบริหารราชการแผ่นดินต้องเผชิญปัญหา เฉพาะหน้าและการวางการขับเคลื่อนปฏิรูปในระยะก่อนเลือกตั้ง และวางรากฐานประเทศ ไปอีก ๒๐ ปีนั้น คราวนี้แม่น้ํา ๕ สายต้องทํางานเป็นทีมเดียวกันครับ ดังนั้นการประสานงาน ในส่วนของคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็ได้มีการนัดประชุมแล้วก็วางแนวทางกัน หลังจากนั้นในส่วนของทางรัฐบาลเอง ซึ่งมีความจําเป็นที่จะต้องแจ้งประเด็นเหมือนกันว่ามีความพร้อมในประเด็นอะไรบ้าง สําคัญเร่งด่วนแค่ไหน เพื่อประกอบการพิจารณาการทํางานในส่วนของ สปท. เรา แต่เนื่องจากว่ามีความคลาดเคลื่อนในระยะเวลาการทํางานและขั้นตอนของบางหน่วยงาน ภายใต้รัฐบาลจึงทําให้ไม่สามารถที่จะส่งลิสต์ (List) ต่าง ๆ มาประสานได้ จึงให้เป็น การประสานโดยไม่เป็นทางการ ท่านประธาน ผม และท่านรองประธาน คนที่สอง ได้ทํา อย่างที่ท่านสมาชิกได้แนะนํานั่นละครับ เราได้ประสาน ท่านประธานก็ได้ประสานกับ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็แม่น้ําสายอื่นนะครับ ไม่ได้มีการประชุมเป็นทางการ หรือที่มี การประชุมเป็นทางการก็มี ทั้งในส่วนแม่น้ํา ๕ สายที่เป็นผู้นํา และแม่น้ํา ๓ สาย แต่หลังจากนั้นก็ใช้การประชุมตามช่องทาง ในระดับท่านประธานก็ประสานกับทางระดับผู้นํา คือท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็ประสานกับท่านสุวพันธ์ และประสานกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทุกวาระที่บรรจุในวาระ การประชุมนี้ผ่านการประสานงานกับรัฐมนตรีว่านําเข้าได้ครับ เพราะฉะนั้นโปรดเข้าใจว่า การทํางานของเรานั้นก็มีความรอบคอบ มีขั้นตอน และที่สําคัญคือการต้องเห็นสอดคล้องกัน อะไรที่ง่ายในการปฏิรูปเดินหน้าก่อนอะไรที่ยาก เพราะฉะนั้นในสิ่งนี้ผมได้รายงาน ในวิป (Whip) ไปตั้งแต่เมื่อวานซืนเรียบร้อยเหมือนกันครับ แต่ก็เพื่อให้สมาชิกทั้งหมดได้รู้ ก็เป็นเรื่องที่ดี บางเรื่องก็ต้องรู้กันทั้งหมด บางเรื่องก็เป็นเรื่องซึ่งอาจจะต้องรู้กันภายใน ในระดับของการขับเคลื่อนการบริหาร

ส่วนที่ ๒ ก็คือในส่วนของลําดับการทํางานของเรา ผมอยากจะให้ท่านสมาชิก ได้เห็นภาพชัดเจนนะครับว่าทําไมจึงพูดถึงว่าท่านประธานได้มีนโยบายชัดเจน ซึ่งก็สอดคล้อง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีมีความคาดหวัง ปี ๒๕๕๙ เป็นปีของการปฏิรูปประเทศ เราทําหน้าที่ ในการขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นเราก็วางขั้นตอน ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ ท่านคงจําได้ ๓๐ วันแรก เรายกร่างสร้างกลไกเราเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว ก็ต้องขอบคุณ ชื่นชมท่านสมาชิก ถัดมาอีก ๓๐ วัน คราวนี้คณะกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะไปทําการบ้านเพื่อนําส่งรายงาน ปฏิรูป แล้วเราก็จัดประชุมวันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคม พิจารณากันจนครบทั้งแผนปฏิรูป ในแต่ละด้าน จากนั้นมาถึงปี ๒๕๕๙ เป็นปีที่เราจะต้องส่งออกครับ เมื่อส่งออกก็ต้อง มีการประสานกับแม่น้ําสายอื่นและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในวาระที่จะต้องเข้ามา ๒. ก็คือว่า ในส่วนของวิป (Whip) เราก็จัดประชุม ก็มีการพิจารณาโดยนโยบายท่านประธานว่า เราต้องมีแผนรวมของ สปท. เรา ก็คือนํา ๑๒ คณะที่เสนอเป็นแผนแต่ละคณะก็มารวบยอด วิป (Whip) ก็มีความเห็นว่าให้ทําผังตามที่ท่านประธานได้ให้ข้อแนะนํา แล้วก็สอดคล้อง กับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กําหนดไว้ก็คือว่า ปฏิรูป ๑ ปีครึ่ง กับปฏิรูป ๒๐ ปี ก่อนและหลัง เลือกตั้ง ก็มีการประชุมแล้วก็ให้การบ้านไป ทุกคณะส่งมาหมดครบถ้วน ยกเว้น ๑ คณะ ก็เข้าที่ประชุมวิป (Whip) อันนี้ในส่วนของแผน เพื่อให้เห็นว่าเราจะเดินหน้าจัดลําดับ ความสําคัญของแต่ละคณะ แต่ละคณะเป็นผู้จัดมานะครับ วิป (Whip) ไม่มีสิทธิไปจัดอะไร เขาก่อน ให้เกียรติแต่ละคณะจัดมาก่อน ให้ ๑๒ คณะจัดมา ท่านก็ผ่านมาแล้ววันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคม แล้วก็เข้าวิป (Whip) เมื่อวันที่ ๖ มกราคม เดิมผมขอให้ประชุมวันที่ ๔-๕ ก็มีบางท่านนั่นละครับที่บอกว่าข้าราชการอาจจะยังไม่พร้อมเพราะว่าติดปีใหม่ ก็อนุโลมว่า อย่างนั้นเอาวันที่ ๖ แล้ววันที่ ๗-๘ เราก็กําหนด แล้วก็ทํางานอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ในส่วนของการทํางานอย่างเราเป็นขั้นเป็นตอนครับ ๑ เดือนแรกทําได้อย่างรวดเร็ว เดือนที่ ๒ ทําได้อย่างรวดเร็ว วันที่ ๑๐ ธันวาคม เป็นวันหยุด ทุกคณะส่งวันที่ ๙ ธันวาคม ท่านคงจําได้ เรารอเวลา ๒ สัปดาห์ครับ รอว่าการนําเข้าแผนปฏิรูปแต่ละคณะนั้น ในส่วนของแม่น้ําสายอื่นจะมีความเห็นเป็นเช่นไร จะมีอะไรที่เป็นสัญญาณส่งมาบ้าง เราก็ถึงกําหนดให้เวลาถึง ๒ สัปดาห์ ไปวันที่ ๒๑-๒๓ อย่างไรละครับ แต่ถึงตอนนั้น แม้ว่าจะมีการประชุม ๓ ฝ่ายแล้ว แต่เนื่องจากขั้นตอนบางประการของทางบางส่วน เกิดความล่าช้า เราก็ประชุม ก็เพียงขอมติว่าที่ประชุมเห็นชอบกับแผนปฏิรูปของแต่ละคณะ เอาเป็นตัวตั้งว่าตอนนี้ทั้ง ๒๐๐ คนเห็นแล้วละว่าใน ๑๒ คณะนั้นท่านจัดลําดับมาอย่างไร ท่านมีวิธีการฮาวทู (How-to) อย่างไร มีงบประมาณ มีขั้นตอนอยู่ในแต่ละคณะหมดแล้ว แล้วแม่น้ําสายอื่นก็อยากจะรู้ว่าแล้วจากนี้ไปที่เราจะเริ่มส่งต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูป เรามีแผนอย่างไร ก็เอากรอบปีครึ่งกับกรอบ ๒๐ ปีมาแล้วก็ให้แต่ละคณะไป คณะก็ส่งมา ในการประชุมวิป (Whip) วันที่ ๖ คือวันมะรืนนี้ครับ ก็ส่งมาหมด ขาดคณะเดียว ท่านขอเวลานิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็อะลุ่มอล่วยว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ตามข้อสังเกตของ ท่านประธานทุกคณะซึ่งเป็นองค์ประกอบของวิป (Whip) วิป (Whip) ประกอบไปด้วย ประธานทุกคณะนะครับ ท่านก็บอกว่าอย่างนั้นขอเวลาไปวันจันทร์ก็แล้วกัน ก็ขอเวลา ๒-๓ วันนี้ไปทําให้สมบูรณ์ เมื่อวันจันทร์ที่จะถึงนี้เราก็จะมีแผนรวมของ สปท. ครับ มันไม่ได้ซ้ําซ้อน แต่ว่าองค์กรอื่นและพวกเราจะได้เห็นทั้งในรูปแบบเต็มนะครับว่าในปีครึ่ง ๑๒ คณะ มีวาระจัดอันดับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ อย่างไร แล้วก็แผน ๒๐ ปียุทธศาสตร์ชาติ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีขอให้ทําเราจะมีปฏิรูปอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วเราก็จะมีแผนชาร์ต (Chart) แผ่นเดียวอย่างที่ท่านประธานต้องการเห็นเป็นลักษณะเอกซ์เซกคิวทีฟชาร์ต (Executive chart) คือแผ่นเดียวดูได้ เห็นเลยว่า สปท. ไม่ว่าคณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือว่า สนช. แม่น้ําสายอื่น และทุกภาคีเขาจะเห็นเลยว่านี่คือโรดแมป (Road map) ของ สปท. จากนี้ไป แล้วก็เป็นจังหวะของการส่งออก ผมไม่เห็นว่าเราได้ย่อหย่อนอะไร สมาชิกแต่ละคณะ ก็ทํางานกันเต็มที่ มันอาจจะตรงใจ ไม่ตรงใจบางท่านก็สุดแล้วแต่นะครับ

ส่วนเรื่องสุดท้าย ก็คือว่าในการพิจารณาของแต่ละวาระเป็นความเห็นของ วิป (Whip) ครับ ท่านจะตําหนิ ท่านจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไรก็เป็นสิทธิ แต่นั่นคือ ที่ประชุมของประธาน ๑๒ คณะ ท่านประธานและผมแล้วก็กรรมการอื่นอีก ผู้ทรงคุณวุฒิก็พิจารณากันมาอย่างนี้ แต่หลักที่ท่านต้องยอมรับประการหนึ่งก็คือการปฏิรูป ใน ๑๑ ด้าน ซึ่งเราแจงออกเป็น ๑๒ คณะ มันมีความยากง่าย มีความซับซ้อน ท่านลอง พิจารณาดูเถอะครับว่าเมื่อมีการนําเสนอเข้ามาในวิป (Whip) วิป (Whip) ก็ต้องพิจารณา แน่นอนว่าอะไรสําคัญควรเป็นก่อนหลัง นั่นเป็นหลักที่ถูกต้องที่สุดครับ ๒. ได้มี การประสานงานกับฝ่ายอื่นเรียบร้อยแล้วหรือยัง และ ๓. ก็คือว่าสถานการณ์ในขณะนั้น ก็นํามาพิจารณากลั่นกรองในสิ่งเหล่านี้หมด สัปดาห์แรกผมก็ยอมรับแทนคณะกรรมาธิการ เกือบทุกคณะนะครับว่าการนําส่งรายงานในส่วนนี้เนื่องจากมีงานอื่นเร่งด่วนรวมไปถึง ในเรื่องของวันหยุดยาวความพร้อมก็อาจจะขลุกขลักบ้าง แต่ก็ไม่ใช่วิสัยที่ถือได้ว่า เราขาดตกบกพร่อง ก็พยายามขับเคลื่อน และขณะเดียวกันผมคิดว่าสิ่งที่เป็นวาระปฏิรูปนี่ มีมากมายเหลือเกิน จะเป็นสัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้า อย่างไรก็ออกมา เรื่องที่ยากสลับซับซ้อน ผมยกตัวอย่าง ผมก็ได้รับมอบหมายจากท่านประธานในการที่ประสานกับท่านประธาน กรรมาธิการหลายคณะครับที่หลายคนบอกว่าอยากจะไฮไลท์ (Highlight) เช่น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ เรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ํา แก้ปัญหา ความยากจน แก้ปัญหาในเรื่องของปัญหาราคาพืชผล เรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เราแข่งขันไม่ได้แล้ว อย่างนี้เป็นต้น ประสานหมดแล้วละครับ เพียงแต่ว่าก็ต้องให้เกียรติท่าน ในการทํางาน สัปดาห์หน้าเราจะมีวาระหลายวาระทีเดียว แต่ว่าก็ต้องประสาน ๓ ฝ่าย ทั้งเป็นทางการ ไม่เป็นทางการ ซึ่งก็เป็นเทคนิคการบริหารของท่านประธานว่าความสําเร็จ อยู่กับการประสานแบบไม่เป็นทางการเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเราก็ดําเนินการเช่นนี้ ก็เพียงแต่ชี้แจงอธิบายอาจจะยาวหน่อย แต่ว่าอยากจะให้เห็นความเข้าใจตรงกัน แล้วก็ ไปในทิศทางเดียวกันครับ เวลาเราเหลือไม่มากหรอกครับ ๑ ปีเศษ ๆ เท่านั้นเอง ขอบคุณท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านกษิตครับ ขอประทานอนุญาตนิดหนึ่ง

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ผมจะเสนอ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านกษิตครับ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

นายกษิต ภิรมย์

เชิญก่อนครับ ขอประทานโทษ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอประทานโทษครับ ขอเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย ครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ผมใช้เวลายกมือนานมาก ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว ต้องการจะช่วยกรรมาธิการแล้วก็ช่วยทั้งท่านประธานและรองประธานด้วยซ้ํา ผมได้ฟังสมาชิก หลายท่านอภิปรายทั้งในทางบวกและทางลบต่อผลงานชิ้นนี้ของกรรมาธิการ ผมต้อง ขอกราบเรียนว่าผมได้เคยอภิปรายไว้ก่อนหน้านี้นานแล้วว่างานที่จะเข้ามาสู่สภานั้นที่จะไป ขับเคลื่อนในอนาคตถ้าจะมีความสําเร็จจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประสาน ซึ่งผมก็ได้ ทราบว่างานชิ้นนี้เริ่มทั้ง ๓ ประเด็นของทางคณะกรรมาธิการของท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ นั้น ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ก็ได้มีการประสานไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ เรื่องการประสานได้ผ่านไปแล้ว ประเด็นที่ ๒ ความสําคัญคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เรื่องของกีฬานั้นสําคัญอย่างยิ่ง ผมไม่พูดยาว ตัดไป ประเด็นที่ ๓ ความรีบด่วน ใครจะเป็นคน บอกว่าเรื่องไหนมีความรีบด่วน เรื่องไหนมีความเร่งรีบที่จะต้องเข้าสู่สภาแห่งนี้เป็นวาระแรก ๆ ผมคิดว่าวิป (Whip) ได้ทํางานอย่างสมบูรณ์พอสมควร แล้ววิป (Whip) ได้มีการกลั่นกรอง เราไม่ควรที่จะไปรอนสิทธิหรือไปโจมตีวิป (Whip) หรือท่านประธานว่าท่านใช้วิธีคิดอย่างไร ที่เอาเรื่องกีฬา เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่จะเข้ามาสู่สภาเน้นว่าไม่เร่งด่วนนะ ผมเคยพูดกับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของผมว่า ตอนนี้สิ่งที่จําเป็นอย่างยิ่งคือถ้าหากว่าคณะไหนชุดใดมีความพร้อม มีกฎหมายพร้อมที่จะ ให้สภา สนช. หรือ ครม. พิจารณา ช่วยกรุณาทําอย่างเร่งด่วน เสนอเข้าไปครับ ครม. เขาต้องการที่จะเห็นผลงานของ สปท. รอมา ๒ เดือนแล้ว จะ ๓ เดือนอยู่แล้วยังไม่มี กฎหมายไปสู่ ครม. หรือ สนช. เลยแม้แต่ฉบับเดียว ที่เคลียร์ (Clear) กันอยู่ตอนนี้คืองานเก่า ที่เขาส่งไป แล้วเขาก็ไปส่งส่วนราชการต่าง ๆ พิจารณา แล้วก็ส่งกลับมา แต่งานที่มี ความสมบูรณ์นี่ผมได้อ่านงานของกรรมาธิการคณะนี้พอสมควร ท่านทําไว้อย่างสมบูรณ์ มีเหตุผล มีหลักการ มีเนื้อหา มีนโยบาย มีวิธีการต่าง ๆ และมีกฎหมายประกอบด้วย อย่างเรียบร้อย ท่านไม่ผิดนะครับที่เอาเรื่องนี้เข้ามาสู่ประเด็นนี้เป็นวาระแรก ปัญหาติดตรงที่ เท่าที่ผมฟังการอภิปรายของสมาชิกคือเรื่องมหาวิทยาลัยการกีฬาเท่านั้นเอง บ่อยครั้ง ที่เมื่อเวลามีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา จะเป็นมหาวิทยาลัยหรือหน่วยราชการอะไร ก็แล้วแต่ ปัญหามันเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ ผมจําได้ปี ๒๕๕๕ ตอนผมเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ตอนนั้นมีร่างพระราชบัญญัติอันหนึ่งเข้าไปมีความสําคัญอย่างยิ่ง แต่บางท่านบอกว่าไม่สําคัญ ไม่จําเป็น กฎหมายฉบับนั้นคือกฎหมายสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา เป็นการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ดนตรีแห่งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้น ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วเรียบร้อย เมื่อผ่านมา วุฒิสภาอภิปรายกันอย่างนี้ครับ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คละกันไปหมด วุ่นนะครับ วันนั้นวุ่นมาก แล้วสิ่งที่มหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น คือเมื่อมีการลงมติในวาระเห็นด้วย หรือวาระหลักการ วาระที่หนึ่งครับ แทบช็อก (Shock) เสียงหรือมติออกมาว่าไม่เห็นด้วย แต่เป็นเสียงที่ก้ํากึ่ง วันนั้นช็อก (Shock) รัฐบาลก็ช็อก (Shock) ผู้เสนอกฎหมาย ก็ช็อก (Shock) เพราะว่าผู้เสนอกฎหมายคือรัฐบาล ได้มีการคุยกันเรียบร้อยแล้วระหว่าง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา กับทางรัฐบาล การจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ขึ้นนั้นเกิดปัญหา อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ยกเว้นเรื่องของการเปลี่ยนชื่อหรือการเปลี่ยนสถานะอื่น ๆ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาเดิมเป็นสถาบันดนตรีเฉย ๆ สังกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่มีการยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ เมื่อไม่ผ่านในวาระที่หนึ่ง สิ่งที่ทําคือ ต้องเก็บกฎหมายเอาไว้ ๑๘๐ วัน ๑๘๐ วันนั้นใช้เวลาเพียงพอในการที่จะทําความเข้าใจ ระหว่างผู้เสนอกฎหมายกับสภาที่เกี่ยวข้อง ในที่สุดเอากลับเข้ามาใหม่แทบจะเป็นเอกฉันท์ คือผ่าน แล้วก็ผ่านเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการวาระที่สอง วาระที่สาม ในที่สุดก็ประกาศใช้ เป็นพระราชบัญญัติ ปัจจุบันมีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาไว้ใช้แล้ว เพราะฉะนั้นกรณีนี้ ก็เช่นเดียวกัน ผมมิได้กล่าวหาทางคณะกรรมาธิการ ผมก็คิดอยู่เหมือนกันในใจของผมครับ ผมคิดอย่างไรครับท่านประธาน ก็จากคําสัมภาษณ์ของท่าน ตอนแรกผมกําลังมอง ผมคุยกับ บางท่านแล้ว คณะกรรมาธิการคณะนี้เส้นใหญ่หรือเปล่า ขออภัยที่ใช้คํานี้ เพราะว่า เมื่อ ๒-๓ วันนี้เองผมก็อ่านบทสัมภาษณ์ของท่านประธาน ท่านพูดไปถึงเรื่อง การตั้งกระทรวงการกีฬาด้วยซ้ํา ผมก็ช็อก (Shock) ผมก็ส่งไปในไลน์ (Line) ของ สปท. ว่าวันนี้ เราจะมีการพิจารณาเรื่องการตั้งกระทรวงการกีฬาด้วยหรือทั้ง ๆ ที่เอกสารไม่มี แต่ท่านประธานได้กล่าวไปก่อนแล้ว ท่านให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการพิจารณาเรื่องการตั้ง กระทรวงการกีฬา และส่วนราชการคือกระทรวงเขาก็เห็นด้วย เรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหา คงไม่ขัดข้อง คงผ่านในเร็ว ๆ นี้ ผมไม่ทราบว่าถ้อยคําท่านใช้ในลักษณะลิขิตอย่างนี้ หรือเปล่านะครับ แต่ว่าอันนี้คือผมอ่านจากสื่อ แต่ผมมิได้กล่าวหาอะไรท่านประธาน เพียงแต่ผมต้องการแสดงเจตนาของผมให้เห็นว่าบางครั้งเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือยังไม่นําเสนอสู่สภานั้น ถ้าหากว่าการพูดในบางประเด็นไปแล้วผู้ฟังหรือผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจจะมีธงนะ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าสมาชิกหลายท่านที่พูดกันในวันนี้เขาคลางแคลงใจ ผมไม่เชื่อว่า จะมีเหตุการณ์อย่างนั้น แล้วผมก็ไม่เชื่อว่าท่านประธานจะทําอย่างนั้น ผมเชื่อในเกียรติ ของท่านประธานอย่างยิ่ง ผมเคารพท่านประธานอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงผ่านไป ในที่สุดก็ได้ทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของหลักการ เป็นเรื่องของนโยบาย วิธีคิดว่าจะเกิดขึ้น ในอนาคตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการแสดงให้เห็นก็คือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญ แต่ถ้าได้มีการทําความเข้าใจ มีการประสาน ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ท่านได้ ประสานกับแม่น้ําสายอื่นไว้เรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้ผมยืนยันในที่นี้ได้ว่าท่านได้ประสานไว้ เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลเขารออยู่ สนช. เขาก็รออยู่ แล้วผมเชื่อว่าในที่สุดเขาไฟเขียว ในที่สุด เขาผ่าน เพียงแต่ว่าขาดการประสานกับพวกเราครับ ถามว่าพวกเราจําเป็นต้องได้รับ การประสานด้วยน้ําหนักมากน้อยแค่ไหน ผมเชื่อในเครดิตของวิป (Whip) และผมเชื่อว่า วิป (Whip) น่าจะมีการพูดคุยเรื่องนี้แล้วเป็นอย่างดี ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ ผมเห็นด้วย ที่เรื่องนี้ควรจะผ่านในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการแยกกันลงมติผมก็ไม่ขัดข้อง และถ้าลงมติ ผมเชื่อว่าผ่านครับ อาจจะมีผู้ไม่เห็นด้วย ดังนั้นเรื่องนี้สื่ออาจจะไปลงว่าวันนี้ สปท. ปะทะ กันเองแล้ว กฎหมาย เรื่องเข้ามา สปท. แล้ว ในที่สุดขอให้ถอนออกไป ผมช็อก (Shock) นะครับ ผมตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ใครจะเป็นคนตัดสินว่าเรื่องนี้ด่วนหรือไม่ด่วน เพราะฉะนั้นความเห็น ส่วนตัวถ้าจะเสนอให้มีการลงมติในวันนี้ผมเห็นด้วย และผมพร้อมที่จะลงมติ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม นะครับ ผมขอรับผิดว่า ผมให้สัมภาษณ์ผิด ขอโทษด้วยนะครับ เมื่อผมทําผิดก็ต้องขอโทษ รับผิด คือเรื่องในหัว มันเยอะนะครับ เมื่อไปฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ๑ ปี ๒ วันเต็ม ข้อมูลเข้ามา ในหัวมาก ขณะเดียวกันก็ได้คุยกับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ก็เห็นตรงกันหลายเรื่องเหลือเกิน เช่นมหาวิทยาลัยการกีฬา บางทีมหาวิทยาลัยการกีฬา บางที ผมก็พูดถึงกระทรวงกีฬาอีกต่างหาก มันอยู่ในหัว เพราะฉะนั้นอันนี้ปกติผมก็จะไม่พูดเท่าไรหรอก ทีนี้บางครั้งบางคราววาระการประชุม ซึ่งความจริงแล้ววาระการประชุมวันนี้มันผ่านมติ ที่ประชุมวิป (Whip) มาแล้ว ผมผิดพลาดในแง่ที่ว่าผมพูดว่ากระทรวงกีฬาคือความผิดพลาด เพราะบางครั้งบางคราวพูดตรงไปตรงมาเป็นคนซื่อ วาระการประชุมมันมาถึงมือผม วันสุดท้ายและโอกาสสุดท้าย ซึ่งผมควรจะมีสิทธิทราบเท่ากับสมาชิก สปท. ทุกท่าน เช่นเดียวกัน รวมทั้งเอกสารด้วย ผมจะเป็นคนสุดท้ายที่รับทราบสิ่งเหล่านั้น เพราะเวลา ก่อนที่จะเข้าประชุมผมก็ต้องศึกษาทําการบ้านเข้ามาว่าจะประชุมเรื่องอะไร จะดําเนินการ ประชุมอะไร บางทีเรื่องในหัวมันเต็มไปหมด ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่ ๒ เดือนเศษ ๕ เรื่อง ด้วยกัน ผมประสานงานกับท่านนายกรัฐมนตรี ประสานงานกับรัฐมนตรี ประสานงานกับ ประธานศาลฎีกา ประสานงานกับประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประสานงานกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ประสานงานกับกรรมการ กฤษฎีกา ในแต่ละด่านนั้นยากมากที่จะเข้าถึงได้ ถูกสกัดจุดเยอะมาก เพราะฉะนั้น ทํางานหนักมา ๒ เดือนเต็มนอกจากที่เราประชุมสภากันอย่างนี้ภายนอกนี่ เพราะฉะนั้น ติดต่อประสานงานกันจนกระทั่งที่ว่าลงตัวมันถึงออกมา ๕ เรื่องดังกล่าว ก็ขอโทษ ผมผิด แล้วทําให้ท่านเข้าใจผิดไปหมด ท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ผมจะขอพูด ๒ ประเด็นนะครับ

อันแรก ปัญหาเฉพาะหน้าคือเรื่องของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ผมขอเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ เพื่อให้เรื่องคืบหน้าว่าผมขอเชิญชวนท่านประธานผ่านไปที่ประชุมว่าก็ให้ความเห็นชอบ ต่อเรื่องทั้ง ๓ ในหลักการ โดยมีข้อแม้ดังที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้กล่าวไว้ว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการเขาได้ทํางานคืบหน้าไปแล้ว ผมก็อยากจะขอเสนอท่านประธานว่า เป็นมติขอให้ท่านประธานกรรมาธิการไปปรึกษาหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ อะไรที่กระทรวงศึกษาธิการเขาทําความคืบหน้าไปแล้วก็ปล่อยเขาไป ส่วนที่เหลือก็เอามาตัด หรือว่าที่กระทรวงศึกษาธิการเขาทําเสร็จแล้วก็เอามาลบจากเอกสาร ๓ อันนี้เสีย แล้วก็ดู สิว่าจะมีการปฏิรูปการกีฬาในกรอบของเนื้อหาหรือเอกสารที่เหลืออยู่ได้หรือไม่ นั่นเป็น ประเด็นหนึ่ง

แล้วก็อันที่ ๒ ดังที่ผมได้พูดไว้แต่ต้นว่าเป็นเรื่องของการจัดตั้งองค์กร แต่กีฬา ต้องเริ่มที่เยาวชน ก็อยากจะขอความกรุณาท่านประธานกรรมาธิการและคณะว่า กระทรวงศึกษาธิการทําอะไรกับการฝึกสอนและแข่งขันกีฬาในระดับเยาวชน ต่อให้เรามี สถาบันวิชาชีพทางด้านกีฬา มีมหาวิทยาลัยการกีฬา แต่ถ้าเผื่อเด็กของเราไม่ได้เริ่มต้นอย่างที่ ควรจะเริ่มต้นก็เป็นไปไม่ได้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีเรื่องที่ สําคัญกว่ากีฬา คือเรื่องศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม แล้วก็วัฒนธรรม แต่ว่า ทางคณะกรรมาธิการได้มาทําเรื่องกีฬาก่อน จะด้วยเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบ แต่ว่าปัญหา อันเละเฟะในสังคมไทยคือความถดถอยหรือการไม่มีซึ่งคุณธรรมจริยธรรม แล้วก็ศาสนา ก็เป็นพาณิชย์กันไปหมด อันนี้ก็ฝากประเด็นไว้ด้วย

ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมไม่มีปัญหากับการชี้แจงของท่านรองประธานอลงกรณ์ ว่าขั้นตอนการประสานงานเป็นอย่างไร แต่ผมคิดว่าที่ประชุมใหญ่ที่นี่มีสิทธิในการที่จะ วิพากษ์วิจารณ์แล้วก็แก้ไขสิ่งที่คณะประสานงานได้ประสานงานกันมา หรือว่ากิจการรัฐสภา หรือวิป (Whip) แต่ว่าผมอยากจะกลับมาประเด็นที่ท่านวันชัยเพื่อน สปท. ได้พูดไว้ว่าเราควร จะมาจัดลําดับความสําคัญของงานเราให้เป็นที่แน่ชัด แล้วก็ภายในสัปดาห์หน้ามีงานที่ สปท. ต้องทําให้เสร็จ ก็คือการส่งข้อมูลอันสําคัญไปที่คณะของท่านมีชัย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อันนั้นถือเป็นงานสําคัญอันดับแรก คราวนี้เราจะจัดลําดับความสําคัญของงานเราอีก ๓ เดือน ๖ เดือน ๑๒ เดือนจนถึงสิ้นปีอย่างไร ผมก็อยากจะขอเสนอให้งานของเราแบ่งออกมาเป็น เหมือนกับดิวิชัน (Division) ของฟุตบอล เป็น เอ (A) บี (B) ซี (C) แล้วก็คําว่า เอ (A) ณ ที่นี้ ก็คือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน การปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ รวมทั้ง หน่วยงานกระบวนการยุติธรรม แล้วก็จะมีจากบางประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญที่คุณมีชัย จะเสนอต่อสาธารณชนโดยเฉพาะคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ท้องถิ่น ระบบราชการ จะต้องนําความมาเพื่อจะมาทําเป็นนโยบายแห่งรัฐ หรือที่จะไปทําในการที่จะยกร่าง กฎหมายแล้วก็แก้ไขกฎหมายใหม่มันอาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ส่วนในเกรด ๒ (Grade 2) หรือ ดิวิชัน ๒ (Division 2) ก็อาจจะมีในเรื่องของศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เกี่ยวกับสภาวะจิตใจ แล้วก็เกรด ๓ (Grade 3) คงจะเป็นเรื่องของอะไรครับ ปากท้อง จะเป็นเรื่องนโยบายพลังงาน พัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน อันนี้เป็นข้อเสนอเบื้องต้น เพื่อเป็นการพิจารณา แล้วเราจะได้มาปรึกษาหารือกันอย่างน้อยสัปดาห์หน้าหรือสัปดาห์ต่อ ๆ ไป ว่าใน ๓ ดิวิชัน (3 Division) ของการทํางานของเราที่ผมเสนอมาแล้วเข้าท่าหรือไม่ก็ว่ากันให้เต็มที่ แล้วเราจะได้รู้ว่าเราจะจัดลําดับความสําคัญและการทํางานอย่างไร และถ้าเป็นเรื่องสําคัญ เช่นการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นเรื่องที่สําคัญก็ต้องให้เสร็จภายใน ๖ อาทิตย์ ก็จะทํางานอันนี้ให้ง่ายขึ้น แล้วก็จะตอบสนองความรู้สึกของประชาชนที่เขาออกมาเดินขบวนกัน เขาบอกว่าปฏิรูปอะไรครับ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างเพราะมีการทุจริต ต้องปฏิรูปตํารวจ หรือกระบวนการยุติธรรม เพราะประชาชนไม่ได้รับการพิทักษ์สันติราษฎร์ สันติราษฎร์ มิได้พิทักษ์ประชาชนหรือราษฎร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความในใจ เพราะฉะนั้นการทํางานของเรา ที่ สปท. ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา แล้วเราก็อยู่ในวิสัย มีสติปัญญาที่จะจัดลําดับความสําคัญได้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขอพูดอีกครั้งหนึ่ง

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผมก็เสียใจที่ผมได้อภิปรายไป ผมไม่ได้กล่าวหาอะไรท่านประธาน เพียงแต่ว่าผมเท้าความว่า เรื่องที่นํามาเสนอเป็นวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภานั้น ผมสับสนว่ามีเรื่องมหาวิทยาลัยการกีฬา ด้วยหรือไม่แค่นั้นเอง ผมก็ถามไปในไลน์ (Line) ผมก็อธิบายไปว่าทําไมผมถึงถามอย่างนั้น ผมถามอย่างนั้นเพราะผมนึกว่าผมได้รับเอกสารไม่ครบเท่านั้นเองครับ ไม่ได้เจตนา ที่จะไปกล่าวหาล่วงละเมิดอะไรท่านประธาน แต่อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อท่านประธานได้กล่าวแล้ว ผมก็น้อมรับขอบพระคุณท่านประธานครับ

ประเด็นถัดไปท่านประธานครับ ผมได้เสนอไว้แล้วว่าเรื่องนี้ถ้าหากจะต้อง ถอนออกไป เรื่องทั้ง ๓ ประเด็นนี้ผมว่าสังคมเขาจะไปติฉินนินทาได้ว่า สปท. กําลังทําอะไรกัน พอเริ่มนับ ๑ เอาแล้ว ผมจึงเรียนเสนอว่าขอให้มีการพักสัก ๑๐ นาที เพราะว่า ถ้าเราไม่พิจารณาเรื่องนี้ในที่สุดเราก็ไม่มีวาระอื่นที่จะต้องพิจารณาแล้ว และหลังจากนั้น เมื่อพักท่านประธานกรรมาธิการอาจจะไปหารือกับผู้ที่เขายังติดใจอยู่และนําเข้ามาพิจารณา ถ้าเลิกก็เลิกเลยไม่มีอะไรผมว่าอุตส่าห์มาแล้วครับ บ่ายโมงครึ่งยังไม่ได้รับประทานข้าวก็ไม่เป็นไร ขอเวลา ๑๐ นาทีพักแล้วเราไปทําความเข้าใจกันผมว่าน่าจะเป็นทางออกได้ ใจผมต้องการ ที่จะให้มีการผ่านทั้ง ๓ เรื่องในวันนี้ เพราะฉะนั้นภาพมันจะออกมาไม่ดีแล้วทางรัฐบาล ที่เขารอกฎหมายอยู่เขารอเรื่องที่จะสู่ ครม. อยู่ พอมาถึงจะมาเถียงกันอีกแล้วว่าเรื่องรีบ หรือไม่รีบ ด่วนหรือไม่ด่วน พวกคุณจะเอาอย่างไรกัน ใครพร้อมก็เสนอเข้ามาสิครับ ไม่ได้ไปบอกเลยว่าถ้าเรื่องนี้ไปแซงคิวเรื่องอื่น มีไหมครับเรื่องอื่นที่ถูกแซงคิว ผมถามครับ ถามวิป (Whip) ว่ามีไหมถูกแซงคิวด้วยเรื่องของกีฬาทั้ง ๓ ประเด็นวันนี้ ไม่มี เมื่อไม่มีแล้ว เราเอาเรื่องนี้มาพิจารณาและมันเสียหายตรงไหน เพราะฉะนั้นขออนุญาตให้ท่านประธาน เสนอพัก ๑๐ นาที แล้วก็นําเรื่องนี้ไปหารือกันและนํากลับเข้ามา อย่างไรก็ควรจะต้องผ่านวันนี้ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ก่อนที่จะเชิญท่านเสรีนะครับ ขอพูดนิดหนึ่ง รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๒๗ นั้น ให้ความสําคัญกับการปฏิรูปทุกด้านเท่าเทียมกันไม่มีอะไรเหนือกว่ากันครับ เพราะฉะนั้น นั่นอันหนึ่ง อีกอันหนึ่งก็คือว่าในการจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังเราก็ผ่านมติที่ประชุม ของวิป (Whip) มาแล้ว ที่สําคัญก็คือว่าด้านอื่น ๆ พร้อมหรือยัง มันอยู่ที่ความพร้อม และถ้าเราจะหน่วงเหนี่ยวเวลาไปขอเวลาอีก ๑ เดือนค่อยเสนออย่างนี้ หรือว่าจะเอาที่เป็น เรื่องสําคัญที่สุดรอให้เรื่องสําคัญที่สุดออกมาก่อนแล้วเรื่องที่ ๒ เรื่องที่ ๓ ค่อยตามมา อย่างนี้ ผมว่าเวลาทํางานถ้าเราพร้อมเราน่าจะทํา ขอเรียนเชิญท่านเสรี

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ประเด็นแรกที่กําลังพิจารณาท่านประธานครับ ผมว่าเพื่อให้ งานเราไม่เสียหายนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการอาจจะต้องพิจารณาดูจากเสียงสมาชิก ตอนนี้ว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรผมว่ามันเป็นสัญญาณส่ง ถ้าหากว่ามีข้อที่ควร จะต้องปรับปรุงเราก็พูดกันตรง ๆ ว่าขอเวลาสัก ๒-๓ อาทิตย์ หรือเท่าไร แล้วก็นําความเห็น ของสมาชิกไปปรับปรุงส่วนที่ท่านได้ดําเนินการมาแล้วนะครับ มันก็จะดีกับสภาแล้วก็ ไม่มีอะไรเสียหายแล้วก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่กรรมาธิการฟังสมาชิกแล้วให้ความสําคัญ กับความเห็นสมาชิกและนําไปปรับปรุงก่อนแล้วก็นํามาเสนออีกทีหนึ่ง คณะกรรมาธิการ ก็ไม่เสียหาย งานก็ไม่เสีย ระยะเวลาก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก ข้างนอกเขาก็ยังมองว่าเรานี่ รอบคอบนะครับ ผมว่าก็สุดแต่ท่านประธานกรรมาธิการนะครับ เพื่อสภาจะได้เดินหน้า แล้วก็ทุกฝ่ายไม่ขัดแย้งกัน นี่ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ สืบเนื่องจากท่านรองประธานอลงกรณ์ได้พูดถึงเมื่อสักครู่นะครับ จริง ๆ ผมกราบเรียนที่ประชุมว่าผมไม่เอางานของวิป (Whip) มาพูดในห้องนี้แล้ว แต่สิ่งที่ต้องพูดก็คืองานวันจันทร์นี้ที่ท่านพูดว่าจะต้องนําแผนปฏิรูปมาเข้าสู่ที่ประชุมแห่งนี้ ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้ก็คงจะต้องพิจารณาและท่านก็บอกว่าได้ผ่านวิป (Whip) แล้ว อันนี้คือตัวอย่างให้เห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการแต่ละคณะนําไปพิจารณา ตอนนี้ยังไม่ได้เอามารวมกัน วิป (Whip) ยังไม่เห็น ภาพรวมเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ ผมก็ไม่อยากที่จะไปพูดในวันจันทร์ว่านี่คือสิ่งที่พยายามพูดอยู่ตลอดว่าถ้าจะเข้าวิป (Whip) เข้าจริง ๆ และตอนนี้ผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ ในวิป (Whip) หลายท่าน ผมไปฟัง กรรมาธิการหลายท่านและท่านประธานหลายท่าน ท่านก็บอกว่าต่อไปท่านก็จะไม่เกรงใจกันแล้ว ถ้าจะพูดตรงไปตรงมาแล้ว ผมว่าก็เป็นเรื่อง ที่ดีนะครับ ดังนั้นในส่วนของภาพรวมทั้งหมดยังไม่ได้ผ่าน ถ้าเป็นไปได้นํากลับไปเข้าวิป (Whip) อีกทีหนึ่งถ้าเป็นไปได้นะครับ แล้วเราไม่ต้องมาเถียงกันในสภาว่าจัดแล้วเป็นอย่างไร ดี ไม่ดี แล้วเอาภาพรวมที่ลงมติเป็นตกผลึกจริง ๆ ตัดสินใจกันรอบคอบแล้วจริง ๆ นําเข้ามา พิจารณาซึ่งมันก็ไม่เสียหาย ไม่ช้าอีก แล้วเราก็ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันถึงประเด็นปัญหา ต่าง ๆ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านสุดท้ายนะครับ ขอเรียนเชิญพลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร

พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร

กราบเรียนท่านประธานครับ ที่มาพูดในวันนี้ ก็คงจะเป็นเนื่องจากถูกพาดพิง พอดีผมได้รับความกรุณาจากท่านประธานส่งชื่อไปให้ นายกรัฐมนตรีเซ็นเป็นแม่น้ํา ๓ สาย คือจริง ๆ แม่น้ํา ๓ สายนี้เพิ่งประชุมไปครั้งเดียว แล้วก็เลื่อนมา ๓-๔ ครั้ง แต่ว่าจะประชุมอีกครั้งหนึ่งวันพุธหน้าคือวันที่ ๑๓ ตอนนี้เห็นน้อง ที่ทางทําเนียบรัฐบาลบอกว่าไม่เลื่อนแล้วในส่วนนี้ จริง ๆ แล้วผมอยากจะเรียนตามที่ผมซาวเสียง ของสมาชิกพวกเรา สปท. ทั้งหมด ผมอยากจะกราบเรียนทางท่านยุทธศักดิ์ด้วยความรักในส่วนนี้ ผมอยากจะให้ท่านเลื่อนลงมติ ถ้าวันนี้ยืนยันว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ผ่านแล้วมันจะเสียหาย คือเป็นเรื่องสําคัญครับเรื่องกีฬา ทุกคนจะได้เข้าใจ แต่ว่าไม่ควรลงมติแรกในนามของ สปท. ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นเราคงจะอยู่ในลําดับท้าย ๆ หรือกลาง ๆ แต่ว่าเป็นเรื่องสําคัญที่เมื่อมี กระทรวงนี้แล้วจะทําให้เด็กมีวินัยขึ้น ทําให้เด็กลดเรื่องยาเสพติด มีหลาย ๆ เรื่องที่จะตามมา แต่ว่าต้องตั้งหลักให้ดี ๆ พอดีผมก็ทราบเพราะว่าทํามาตั้งแต่ สปช. อยู่แล้ว เรื่องสําเร็จก่อน แต่ผมว่าถ้าเลื่อนไปมองภาพจะสวยแล้วก็จะได้ไม่เสียกําลังใจคนที่เตรียมการมาด้วยนะครับ ก็มีเรื่องแค่นี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมขออนุญาตพักประชุม ๑๕ นาทีนะครับ เดี๋ยวเราจะมาหารือกันว่าเราจะลงมติกันหรือไม่ ขอบพระคุณครับ

พักประชุมเวลา ๑๓.๓๓ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๒๙ นาฬิกา

ท่านคํานูณมีอะไร เชิญครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก่อนอื่นกระผมต้อง ขอยอมรับผิดและสารภาพต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าในฐานะเลขานุการวิป (Whip) คงหลีกเลี่ยง ความรับผิดชอบไม่พ้นในการที่ทําให้เกิดบรรยากาศความไม่เข้าใจกันในการประชุม ในหลากหลายรูปแบบที่เป็นมาตลอดเช้าวันนี้ ปกติหน้าที่ของเลขานุการวิป (Whip) นั้นคือประสานงานกับทุกฝ่าย กระผมเองแม้จะเป็น สมาชิกวุฒิสภามารวม ๖ ปี สมาชิกสภานิติบัญญัติมาเกือบ ๒ ปี แต่งานส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่ งานประสานงาน มักจะเป็นงานประสานงาเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อต้องเล่นบทประสาน จึงอาจจะขาดตกบกพร่องไปก็จะได้ทบทวนตัวเองต่อไปในอนาคต แต่ในฐานะวันนี้ที่ยังมี ความรับผิดชอบอยู่ กระผมขอเสนอทางออกดังนี้นะครับ หลังจากหารือกับท่านประธาน หารือกับท่านรองประธานทั้งสอง หารือกับท่านประธานกรรมาธิการกีฬา และหารือกับ เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน กระผมขอเสนอว่าไม่ต้องการให้มีการลงมติในวันนี้ แต่มิใช่ เกิดเพราะความบกพร่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความบกพร่องของการประสานงาน ของการทําความเข้าใจ ซึ่งจําเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไข เร่งกระชับกลไกการทํางานให้เกิด ความเข้าใจขึ้นโดยเร่งด่วน พูดตรง ๆ ก็คือวิป (Whip) ก็ต้องปฏิรูปการทํางานของวิป (Whip) ด้วย สปท. ก็ต้องมีส่วนช่วยในการปฏิรูปการทํางานของ สปท. ด้วย วันนี้คงไม่ใช่ เรื่องปัญหาจากกรรมาธิการชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่พวกเราทุกฝ่ายก็ควรจะต้องมี ส่วนรับผิดชอบด้วย ในขณะที่ผมเองก็คงจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยสูงสุด ทางออกก็คือว่า กระผมขอให้พักการประชุมในวันนี้ไว้ก่อนในทุกระเบียบวาระ และให้งดการประชุมใหญ่ สปท. ในวันจันทร์และวันอังคาร ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก ในวันจันทร์ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมาธิการทั้ง ๑๒ ชุด ได้พิจารณาข้อเสนอที่จะมีไปยังท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นเนื้อหา ปฏิรูปและกลไกการปฏิรูปให้เกิดความรอบคอบสูงสุด ส่วนวันอังคารก็จะเป็นการประชุม นัดพิเศษ ซึ่งกระผมขอเสนอท่านประธานเป็นการประชุมนัดพิเศษของคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณา กระชับ ปรับการทํางานให้มี ความชัดเจนและให้เกิดความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น เราคงไม่สามารถจะสร้างความเข้าใจกัน ในสภาใหญ่ด้วยการลุกขึ้นอภิปรายกันอย่างที่เกิดขึ้น ระบบวิป (Whip) ของสภาทุกสภา ในโลกนั้นก็คือเพื่อเปิดโอกาสให้ประธานกรรมาธิการทุกชุด ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นผู้ที่ได้รับ การยอมรับให้เป็นหัวหน้ากลุ่มย่อย ๆ นั้นได้มาตกลงกลไกกระบวนการทํางานให้พร้อมเพรียงกัน แล้วนําไปแจ้งสู่สมาชิกในชุดของตัวเองให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน แต่เนื่องจากว่าของเรา อาจจะเพิ่งรู้จักกันไม่นานแล้วเราก็เร่งกระบวนการทํางาน ไม่ได้มีการสัมมนาแบบชนิด เป็นกันเองที่ทําความเข้าใจกันมากเท่าที่ควร ก็อาจจะเกิดน็อตบางตัวอาจจะเหลื่อม อาจจะหลวม ไปบ้าง หรืออาจจะยังไม่เข้าใจกัน เพราะว่าสภาของเราแม้จะชื่อว่าสภา แต่ไม่เคยมีสภาไหน ที่มีลักษณะเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเช่นนี้มาก่อน การทํางานไม่เคยมีคณะชุดใด ในประเทศไทยเคยทําเช่นนี้มาก่อน และเรื่องการปฏิรูปประเทศนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากเย็น แสนสาหัส ท่านประธานได้เคยกล่าวไปแล้วว่าการปฏิรูปประเทศของเรานั้นเกิดขึ้นครั้งสุดท้าย เมื่อปี ๒๔๓๕ มากกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรากําลังทําในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ยากเย็น ความเข้าใจก็เกิดอาจจะต่างกันไปบ้างนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถใช้เวลาในวันอังคาร ทั้งวันในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ภารกิจที่ ๑ ก็คือรับทราบข้อเสนอจากกรรมาธิการทุกชุดที่จะส่งไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนั้นคงประชุมอยู่ที่อําเภอหัวหิน

ภารกิจที่ ๒ ก็คือเป็นเรื่องที่ปรับ กระชับการทํางานของวิป (Whip) และของ สปท. เพื่อที่จะให้มีความรัดกุมและให้เกิดความเข้าใจตรงกัน การประชุมวิป (Whip) ที่จะ เกิดขึ้นตลอดทั้งวันอังคารนั้น ผมก็เชื่อว่ามาถึงจุดนี้สมาชิกวิป (Whip) ทุกคนก็คงจะพูดกัน อย่างตรงไปตรงมา มีอะไรเห็นด้วย มีอะไรเห็นต่างที่จะเสนอระบบการทํางานจากนี้ต่อไป ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ในขณะเดียวกันวันพุธก็จะเป็นการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายที่ทําเนียบรัฐบาลในช่วงเช้า ก็จะได้พูดคุยกันในส่วน ๓ ฝ่ายให้ชัดเจน และกลับมา อีกทีหนึ่งวาระการประชุมปกติของวิป (Whip) หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันพฤหัสบดีก็คงไว้ตามเดิม เพื่อจะรับทราบผลการประชุม ของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย แล้วก็จัดการกําหนดระเบียบวาระสําหรับการประชุม วันจันทร์ วันอังคารถัดไป หรือจะเป็นวันใดก็สุดแท้แต่ สําหรับวันนี้ก็ขอให้ยุติการประชุม โดยไม่ได้ถือว่าทางคณะกรรมาธิการกีฬานั้นถอนเรื่องออกไป แต่คณะกรรมาธิการกีฬานั้น เมื่อได้รับฟังข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกแล้วท่านก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะเสนอ หรือตัดทอนในรายงานของท่านทั้ง ๓ เรื่องในการประชุมที่จะบรรจุเข้าระเบียบวาระในวันหน้า กระผมเชื่อว่านี่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสําหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกได้ช่วยโปรดพิจารณาด้วยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ท่านเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศบอกว่าผิด รับผิด ผมซึ่งเป็นประธานควรจะรับผิดอีกหลายเท่า เพราะฉะนั้นผมจึง ขอให้ประธานกรรมาธิการด้านกีฬาได้กรุณารับความเห็นและข้อสังเกตของท่านสมาชิก ที่ร่วมกันอภิปราย กรุณาไปปรับปรุงแก้ไขรายงาน และเมื่อพร้อมกรุณานําเสนอกลับมาใหม่ ท่านประธานกรรมาธิการมีความเห็นอย่างไร

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาครับ ผมรับเรื่องที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ไปดําเนินการต่อไปครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ถ้าอย่างนั้นผมขอให้ที่ประชุมเห็นชอบตามที่ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้กรุณาเสนอว่า วันจันทร์ วันอังคาร เรางดประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ และวันจันทร์ คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก็ไปทําความเห็นที่จะส่ง กรธ. และส่งให้ผมภายในเที่ยงวันจันทร์นั้น ซึ่งผมจะได้รวบรวมความเห็นดังกล่าวนั้นส่ง กรธ. ภายในวันเดียวกันนะครับ เช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็จะประชุมกันในวันอังคาร ตั้งแต่เช้าเป็นต้นไป ส่วนกรรมาธิการชุดต่าง ๆ หากมีการประชุมของท่านเองก็เป็นไปตามที่ ท่านได้กําหนดไว้นะครับ ผมขอความเห็นตามที่ท่านคํานูณได้เสนอตามนี้นะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มีความเห็นอย่างอื่น ผมก็ถือว่าที่ประชุมให้ความเห็นชอบตามที่ท่านคํานูณเสนอ ถ้าอย่างนั้นแล้ววันนี้ผมขอปิดประชุมเลยทีเดียว

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ ผมขอหารือนิดเดียวครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เชิญท่านเฉลิมชัยครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ขออนุญาตหารือท่านประธาน ซึ่งถ้าเราได้ ทําความเข้าใจแล้วก็สรุปประเด็น ที่ผมจะนําเรียนคําถามต่อไปนี้น่าจะเป็นบทสรุปที่เราจะ ดําเนินการต่อไปในอนาคต ซึ่งฝากไปถึงวิป (Whip) ที่มีการประชุมในสัปดาห์หน้าด้วย ประเด็นของผมก็คือเมื่อคราวประชุมวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๒ วันที่ ๒๓ ธันวาคมนั้น ที่ประชุมแห่งนี้ ได้ให้ความเห็นชอบแผนการปฏิรูปในประเด็นหรือวาระต่าง ๆ ไปทั้ง ๑๒ ด้านเรียบร้อยแล้ว ผมได้มีโอกาสอ่านสรุปบันทึกรายงานที่ทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรส่งไป ในถ้อยคําที่ใช้คําว่า ที่ประชุมให้ความเห็นชอบ ความสําคัญของคําว่า ให้ความเห็นชอบ ก็เป็นภาษากฎหมายเรียบร้อยแล้ว ผมจึงขออนุญาตนําเรียนที่ประชุมแห่งนี้ แล้วก็ผ่านไป ทางวิป (Whip) ที่จะมีการประชุมด้วยว่าช่วยกรุณาหาบทสรุปให้กับที่ประชุมแห่งนี้ได้ชัดเจน ว่าสิ่งที่หรือวาระเรื่องต่าง ๆ ที่ทางที่ประชุมแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วนั้นในโอกาส ต่อไปในการบรรจุวาระการประชุมในที่ประชุมใหญ่จะนําแผน หรือเรื่อง หรือประเด็นต่าง ๆ นั้น กลับเข้ามาให้ความเห็นชอบในห้องประชุมแห่งนี้อีกหรือไม่ ลักษณะมันจะคล้าย ๆ กับ ในวันนี้ที่มีการประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบแผนต่าง ๆ ผมจําได้ว่าประเด็นทั้ง ๓ ประเด็น ที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้นําเสนอในวันนี้นั้น ก็คือเรื่องเดียวกับเมื่อคราวประชุมวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๒ วันที่ ๒๓ ที่ประชุมแห่งนี้ได้มีการอภิปรายให้ความเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นในอนาคตก็จะมีเรื่อง หรือมีประเด็น หรือวาระต่าง ๆ อีกนับร้อยนับพันเรื่อง ที่จะต้องเข้ามาให้ความเห็นชอบในที่ประชุมแห่งนี้ ขอความกรุณาให้บทสรุปตรงนี้ เพราะว่า เราได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันครับ ทั้งทางส่วนตัว ทางโทรศัพท์ ทางไลน์ (Line) อะไรก็แล้วแต่ ก็ยังงง ๆ อยู่เหมือนกันว่าเมื่อประชุมวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๒ วันที่ ๒๓ มันมีรายละเอียด ของแผนอยู่ในบางวาระ บางประเด็น คราวต่อไปจะกลับมาให้ความเห็นชอบอีกหรือไม่ ไม่อย่างนั้น ก็จะมีเรื่องที่เราต้องอภิปรายให้ความเห็นชอบ หรือว่าลงมติ หรืออะไรอีก ผมว่าอีกหลายร้อย หรืออาจจะเกือบพันเรื่องบางประเด็นในอนาคต แล้วก็จะเกิดปัญหาคล้าย ๆ กับวันนี้ครับ คือบางเรื่องอาจจะเข้ามาเป็นพวง บางวาระ บางประเด็นเข้ามาเป็นพวงทีหนึ่ง ๓ เรื่อง ๔ เรื่อง ๕ เรื่อง บางเรื่องเห็นด้วย บางเรื่องไม่เห็นด้วย บางวาระเข้ามา ๔ เรื่อง เห็นด้วย ๓ เรื่อง อีก ๑ เรื่องไม่เห็นด้วย มันจะลงมติแยกกัน รวมกัน อะไร อย่างไร แล้วมีเรื่องถอนเข้าถอนออก มันจะมีปัญหาคล้าย ๆ กับวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าได้ข้อสรุปเสียปัญหาก็คือว่า มติของวิป (Whip) ที่จะมาในสัปดาห์หน้าที่ประชุมแห่งนี้เห็นด้วยไหมกับมติอันนั้น เหมือนกับ เราต้องให้สัตยาบัน เราต้องให้คํามั่นสัญญานะว่าถ้ามีมติวิป (Whip) ว่าอย่างนั้นนะ ว่าต่อไปนี้ คือทุกเรื่องอีก ๘๕๐ เรื่องจะต้องกลับเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้ให้ความเห็นชอบอีกนะ จะต้องมีการลงมติ และรวมทั้งการลงมติในอนาคต วิธีการลงมติจะเป็นเช่นไร คือจะเป็นคําถาม ว่ามีท่านผู้ใดไม่เห็นด้วย หรือจะใช้วิธีการนับองค์ประชุม แล้วก็เสียบบัตร  หรืออะไร คือทําให้ชัด ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวบางประเด็น บางวาระของบางคณะกรรมาธิการใช้วิธีถามว่ามีใครไม่เห็นด้วย บางประเด็น บางวาระของบางคณะกรรมาธิการใช้วิธีเสียบบัตร มันจะเกิดอิหลักอิเหลื่อ และจะมีปัญหาในอนาคตครับ เพราะฉะนั้นช่วยกรุณาหาบทสรุปตรงนี้ให้กับสมาชิกด้วย ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานและที่จริงเราควรจะปิดการประชุมแล้ว แต่คราวนี้มีเพื่อนสมาชิก เพิ่งกล่าวเมื่อสักครู่นี้ ผมคิดว่าอีก ๑๙๙ ท่านไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการเห็นชอบของที่ประชุม เมื่อวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๒ วันที่ ๒๓ เดือนที่แล้วต่อแผนงานของทั้ง ๑๑ คณะกรรมาธิการบวก ทางด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน แล้วประเด็นปัญหาที่เราจะเอากลับมาที่ สปท. คือรายละเอียดเพิ่มเติมครับ ไม่ได้ย้อนกลับไปให้ความเห็นชอบต่อแผนที่เราได้ให้ ความเห็นชอบไปแล้ว ขอความกรุณาอย่าสับสนและอย่าให้สภาต้องมาเสียเวลา เพราะเราควรจะ ปิดประชุมแล้ว ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานครับ ที่จริงเมื่อวานผมได้เรียนเสนอ ต่อท่านอลงกรณ์ไว้นะครับว่าท่านประธานมีดําริว่าวันจันทร์ให้ทุกคณะไปทําสรุปเพื่อเสนอ ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็เพื่อให้การเสนอนั้นถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของ แต่ละคณะ ก่อนที่จะส่งที่จริงท่านนําเข้ามาสภาสักรอบก็ได้ครับ เผื่อถ้อยคําไหนที่อาจจะ ไม่ตรงตามเจตนารมณ์เราจะได้ขัดเกลากันให้ถูกต้อง และถ้าเป็นฉบับที่เราร่างแล้ว ครอบคลุมทั้ง ๑๒ คณะกรรมาธิการนะครับ นําส่งต่อคณะ กรธ. อีกครั้งหนึ่งผมก็คิดว่า ยังทันนะครับ ถ้าเป็นไปได้ผมก็ยังเห็นด้วยกับท่านเฉลิมชัยนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ว่านํากลับมาสักครั้งหนึ่ง คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมองอย่างไร คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษามองอย่างไร ท่านไปสรุปแล้วตรงหรือไม่ตรง ถ้าไม่ตรงก็มาตกแต่งถ้อยคํา ก็จะได้ถ้อยคําที่สมบูรณ์และเป็นมติของสภาที่เสนอ เฉพาะเรื่องที่มีผลต่อรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขาต้องการอยู่ครับ ขออนุญาตนําเสนอครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

คือในวันที่ผ่านมาที่ประชุมก็มีมติแล้วได้มอบให้คณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ ไปปรับปรุง แก้ไขร่างทั้ง ๔ ข้อตามด้านต่าง ๆ ของท่านนะครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นได้กําหนดแล้วว่าให้ส่งมา ภายใน ๑๒.๐๐ นาฬิกาของวันจันทร์ เพราะจากนั้นไปผมจะต้องรวบรวมส่ง กรธ. ภายใน วันนั้นนั่นละ เพราะว่าเขาเริ่มประชุมวันที่ ๑๑ แล้ว ทีนี้ต่อคําถามว่าจะต้องกลับมาอีกหรือไม่ ผมว่าท่านทราบไหมครับว่าเราเสนอไปอย่างไรก็สุดแท้แต่ มันเป็นอํานาจหน้าที่ของ กรธ. เขา ที่จะเอาหรือไม่เอาด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมว่าคงไม่จําเป็นต้อง รบกวนที่ประชุมใหญ่หรอก เพราะว่าไม่มีใครรู้ดีกว่ากรรมาธิการแต่ละด้านอยู่แล้ว แล้วก็ ผ่านกรรมาธิการแต่ละด้านแล้ว ผมขอเพียงแค่นั้นก็แล้วกันนะครับ ถ้าอย่างนั้นไม่มีใคร อภิปรายเพิ่มเติมท่านประธานกรรมาธิการก็รับจะนําความเห็นและข้อสังเกตของท่านสมาชิก ที่ได้กรุณาอภิปรายวันนี้ไปปรับปรุง แก้ไข แล้วถ้าท่านพร้อมเมื่อไรก็จะนํามาเสนอต่อนะครับ แล้วที่ประชุมก็มีความเห็นชอบกับที่ท่านคํานูณเสนอมา ก็ขอให้เป็นไปตามนั้นครับ กราบขอบพระคุณ ขอปิดประชุม สวัสดีครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๔๗ นาฬิกา