สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นและความเหมาะสมในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยด้านกีฬา โดยชี้ว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งหลักวิชา การเงิน และบุคลากร พร้อมเสนอให้ใช้แนวทางโรงเรียนเฉพาะทางแทนการตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน
กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้จั่วหัวไปสักนิดหนึ่งแล้ว ภาษิตโบราณเขาบอกว่า หมูเขากําลังจะหาม อย่าเอาคานเข้าไปสอด ก็กินความลึกนะครับ ภาษิตอีกข้อหนึ่งก็คือบอกว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่วันนี้เรากําลังพิจารณาภาษิตข้อหนึ่งก็คือว่า น้ําขึ้นให้รีบตัก ผมกราบเรียนว่าผมรู้จัก ท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา มานาน ตั้งแต่ผมเป็นข้าราชการ เด็ก ๆ จนปลดเกษียณอายุ ๖๙ ปีแล้ว และกระผมก็ชื่นชมว่าการกีฬาของประเทศไทย มันเจริญจริง ๆ เมื่อสมัยท่านยุทธศักดิ์กับคณะเข้ามาบริหารเจริญในทุกด้าน ไม่มีข้อกังขาเลย แม้แต่น้อย แต่ว่าอย่างไรก็ตามการจะทําอะไรนี่นะครับ เขาต้องใช้ภาษิตอันหนึ่งก็คือว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างด้วยวันเดียว ต้องค่อย ๆ ทํา ค่อย ๆ คิด หลายอย่างนี่เราคิดเร็ว ทําเร็ว ตั้งมหาวิทยาลัยด้วยการรวมห่อ ท่านเห็นไหมครับ รวมห่อมาทั่วประเทศแล้วก็ตั้งเป็น มหาวิทยาลัยชื่อหนึ่ง รวมห่ออีกประเภทหนึ่งตั้งขึ้นมาแล้วเป็นปัญหา ท่านต้องยอมรับว่า มันยังเป็นปัญหาอยู่นะครับ ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าการตั้งมหาวิทยาลัยสําหรับประเทศไทย ไม่ได้ยากแล้วก็ไม่ง่ายนะครับ แล้วจะตั้งให้ดีก็ไม่ง่ายนะครับ ผมยังอยากคิดว่ามีความจําเป็นไหม จะต้องถึงกับตั้งเป็นมหาวิทยาลัย ขณะนี้หุ้นกําลังลง นักเศรษฐศาสตร์ของสํานักต่าง ๆ ก็วิพากษ์วิจารณ์ แต่สํานักหนึ่งที่เรารู้จักกันในครั้งกระโน้นจนถึงปัจจุบันนี้ถ้าใครเรียนจาก เดอะ สคูล ออฟ อีโคโนมิก ไซเอินซ์ (The School of Economic Science) ถือว่ายอดมาก คนไทยคนแรกน่าจะเป็นท่านศาสตราจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เป็นปูชนียบุคคลของเรา ก็ไม่เห็นเขามีความรู้สึกว่าเขาจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยทางด้านเศรษฐศาสตร์เลย เขาก็เป็นเดอะ สคูล ออฟ อีโคโนมิก ไซเอินซ์ (The School of Economic Science) ไปถามใคร ผมคุยกับคนที่จบที่นี่เขามีความรู้สึกว่าเขาปลาบปลื้มมากที่จบโรงเรียนนี้ ทีนี้ถามว่า เรื่องของการกีฬา มีศาสตร์อยู่ ๒-๓ ตัวใหญ่ ๆ เท่านั้นละคือ ๑. เรื่องของกายวิภาคศาสตร์ เรียกว่าอะนาโตมี (Anatomy) ๒. เรื่องของสรีรวิทยาเรียกว่าฟิซิโอโลจี (Physiology) นี่เป็นเบสิกไซเอินซ์ (Basic science) เรื่องของการกีฬา ตามมาด้วยเรื่องของสารอาหาร เรื่องของการเคลื่อนไหวไคเนติก (Kinetic) ประกอบกันจะทําให้นักกีฬาคนนั้นเก่งหรือไม่เก่งต้องฝึกซ้อมเบสิก (Basic) อย่างนี้มา ให้รู้ว่า กล้ามเนื้อมัดไหนทําอะไร การเคลื่อนไหวทั้งซ้ายทั้งขวาจะเป็นอย่างไร จะส่งอย่างไร จะรับ อย่างไร ให้ใช้แรงให้น้อยที่สุดแต่ได้พละกําลังสูงสุด แต่ทีนี้ถามว่ามหาวิทยาลัยในโลกนี้ เขาจะต้องเรียนอะไรถึงเป็นมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็คือคําว่า หลาย ๆ คณะวิชารวมกัน เรียกเป็น มหา มิฉะนั้นเขาเรียกเป็นวิทยาลัย อย่างที่ท่านกรรมาธิการคุยสักครู่นี้บอกว่า ท่านจบจากวิทยาลัยพลศึกษาบัดนี้ยุบไปแล้วแต่ก่อนนี้อยู่ที่สนามศุภชลาศัย แต่ขณะนี้ก็มี คณะพลศึกษาอยู่ในหลายมหาวิทยาลัย อย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเขาก็ผลิตพวกนี้แล้วก็เรียนพวกนี้ แต่ทีนี้คําถามว่า ศาสตร์นี้มันจะขยับขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยได้ไหม ท่านคิดให้รอบคอบเพราะประเทศไทย พอตั้งแล้วยุบไม่ได้ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดียุบไม่ได้ แล้วไม่เคยมียุบอะไรได้เลย แต่ทีนี้คําถามว่า ต่างประเทศหรือประเทศไหน ๆ ก็ตาม คําว่า มหาวิทยาลัย เขาจะต้องมี ใช้ภาษาอังกฤษเลยนะครับ อาร์ต แอนด์ ไซเอินซ์ (Art and Science) คือต้องมีคณะภาควิชาหรือคณะวิชาที่เรียนทาง ไซเอินซ์ (Science) กับศิลปศาสตร์ อักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ก็จะเพิ่มเรื่องของ แอพพลายไซเอินซ์ (Apply science) เช่น เกษตรเป็นแอพพลายไซเอินซ์ (Apply science) วิศวะเป็นแอพพลายไซเอินซ์ (Apply science) คอมพิวเตอร์ก็เป็นแอพพลายไซเอินซ์ (Apply science) ทางศิลปะก็เป็นประวัติศาสตร์ วรรณคดี ๑๐๘ จิปาถะ ทําคนให้มันสวย ประกอบกันเรียกว่ามหาวิทยาลัย แต่ถ้าเป็นวิทยาลัยเฉพาะทางหรือว่าเรียนเฉพาะทาง เขาก็จะมีเฉพาะเป็นวิทยาลัยหรือเป็นเดอะ สคูล ออฟ อีโคโนมิก ไซเอินซ์ (The School of Economic Science) ถามผมว่าถ้าผมจบเดอะ สคูล ออฟ อีโคโนมิก ไซเอินซ์ (The School of Economic Science) หรือจบโรงเรียนการกีฬาแล้วผมสามารถทําโน่นทํานี่ได้ระดับเขา เรียกอะไรนะครับ โลก ผมคิดว่าผมอาจจะภูมิใจนะ ถามว่าผมภูมิใจอย่างไรเพราะผมจบ พม. พลศึกษา ผมนี่จบ พม. พลศึกษามาเก่าก่อนที่จะจบกฎหมายปริญญาโทนะครับ ผมก็มี ความรู้สึกว่าการไปรู้เรื่องของการกีฬาของศาสตร์สาขาพวกนี้มันดีนะ ผมไม่ขัดข้องเลยว่าดี แต่คําถามว่าท่านจะขยับจากที่ท่านพูดเมื่อสักครู่รวมทั้งผมอ่านเอกสารแล้วไปเป็นมหาวิทยาลัย นอกจากจะต้องใช้เงินมหาศาลแล้วท่านจะต้องเพิ่มบุคลากร มีอธิการบดี พออธิการบดีไม่มีเวลา ที่จะต้องไปดูเพราะวิทยาเขตมันมีเยอะแยะ บริหารจัดการยาก ผมถามว่าการมีวิทยาเขต เยอะ ๆ แล้วต้องใช้คําว่ายุบรวมไปแล้ว และแยกไปแล้วคืออะไร สมัยก่อนวิทยาลัยพลศึกษา มี ๘ แห่งนะครับ มีสงขลา มีพิษณุโลก มีมหาสารคาม มีบางเขน มีพลศึกษา ในที่สุด เขาก็แยกไปเป็นมหาวิทยาลัยหมด เพราะบริหารจัดการยากมาก ถามว่ายากทําไม เพราะผม เป็นนักศึกษาและเป็นหัวหน้าเดินขบวนให้เป็นมหาวิทยาลัย วิทยาลัยพลศึกษา ปี ๒๕๑๕ ท่าน จอมพล ถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยปฏิวัติผมพานักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือเรียกวิทยาลัยพลศึกษา เดินขบวนจากซอย ๒๓ มาที่สนามเสือป่า ท่าน พันเอก ณรงค์ เรียกผมไปถามบอกว่าคุณรู้ไหมมันปฏิวัติแล้วคุณเดินขบวนได้อย่างไร ผมก็เถียงข้าง ๆ คู ๆ ว่า ผมจ้างรถเมล์ขาวมา ๒๐๐ บาท ๕๐ คัน ผมไม่ได้เดินขบวน แล้วมาก็นั่งเป็นระเบียบไม่ได้เดิน ผมยังอยากจะให้ท่านคิดทบทวนให้รอบคอบอีกทีนะครับ หรือถ้าจะลงมติวันนี้ก็ขอให้ รอบคอบว่าท่านจะมีมหาวิทยาลัยไปเพื่อการใด เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าพอแข่งกีฬาที เสื้อ ๘๐,๐๐๐ ตัว ขายแป๊ปเดียว นั่นไม่ใช่ศาสตร์ของการกีฬาแล้วครับ มันเป็นเรื่องของ ดีไซเนอร์ (Designer) และเชื่อเถอะอย่างไรก็ตามบริษัทฟุตบอลไทยทํา เอกชนคิดดีกว่า ราชการเยอะในหลายด้าน ทีนี้ถามว่าแล้วเสื้อผ้าของกีฬาของทั่วโลกทําในประเทศไทยไหม ทํา ผมเคยไปเยี่ยมมาแล้ว เมื่อผมเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ท่านไปดูที่จังหวัดขอนแก่นเลย โรงงานมีคนงาน เป็นพันคนนะครับ เย็บเสื้อผ้าส่งประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ลีก (League) ทั้งหลาย จ้างที่นี่ตัด แต่ก็ออกแบบมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแบบจากประเทศอังกฤษนะครับ เรามีหน้าที่เย็บอย่างเดียว ผ้าทั้งหลายเขาก็บอกไปแล้วให้ไปซื้อที่ไหน อย่างไร คุณภาพ เขาบอกมาหมดเลย บอกมาครบทุกอย่าง เพียงแต่ว่าเราก็ใช้แรงงานเย็บอย่างมีฝีมือ เย็บอย่างเรียบร้อย ถามว่าทําไมเขาชอบให้คนไทยเย็บ ฝีเข็มมันเยี่ยม ท่านเข้าใจศัพท์ว่า ฝีเข็มไหมครับ มันเยี่ยม ถามว่าฟุตบอลไทยสมัยก่อน สมัยผมเตะนั่นนะครับ ต้องใช้เอ็นร้อย พอระเบิดนะครับ ต้องใช้เอ็นร้อย พอร้อยแล้วทําอย่างไร เตะแล้วเจ็บ ปัจจุบันนี้เขาใช้หล่อเอา ใช้โมลด์ (Mold) ใช่ไหมครับ หล่อหมดเลย ทุกอย่างหล่อหมดในเครื่อง ออกมาคุณภาพเดียวกัน ผมเกินเวลามา ๓ นาทีแล้ว ผมอยากจะสรุปในส่วนของผมว่า ท่านครับ ใจเย็น ๆ หน่อย ดีกว่าไหมครับที่จะตั้งมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ไม่ได้หมายถึงว่าถ้าตั้งแล้วผมจะตายนะครับ ผมไม่ตายหรอก แต่ผมคิดว่าขออยากให้ท่านคิดให้รอบคอบนะครับ คิดถึงวันหน้าวันโน้น คิดถึงชาติหน้าชาติโน้นหน่อยว่ามันจะเป็นอย่างไรในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ