นิกร จํานง เสนอแนวคิดการก่อตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยเน้นการผลิตบุคลากรการกีฬาระดับสูง และหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีจังหวัดมหาสารคามเป็นศูนย์กลาง และพิจารณาถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขออภัย เมื่อสักครู่นี้ประชุมกรรมาธิการแล้วก็รีบวิ่งกลับมา เห็นมีป้ายว่าจะมีการลงมติก็เลยยกเลิก การประชุมที่โน่นนะครับ นําเรียนว่าผมเตรียมประเด็นไว้เรื่องมหาวิทยาลัยการกีฬา ทีนี้ด้วยความเคารพว่าในเบื้องต้นเห็นด้วย เพราะว่าในฐานะที่ผมเป็น ส.ส. มาหลายปี ก็เป็นกรรมาธิการด้านการกีฬามาตลอด เห็นความสําคัญ แล้วท่านกรรมาธิการชาญวิทย์ ก็เป็นพยานได้ว่าผมทํากีฬามา ๒๐ ปี ร่วมกับท่านมาตลอด แต่จะขอพูดในฐานะของ อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยชุดก่อตั้งมหาวิทยาลัยทักษิณ และเป็นประธานกรรมการ กิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏแล้วก็เป็นบอร์ด (Board) ของสภามหาวิทยาลัย ๒-๓ แห่ง ทําเรื่องการศึกษาทางด้านอุดมศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ผมมีข้อสังเกตที่สําคัญที่อยากจะเรียนว่า เรื่องการตั้งก็เอาเป็นว่าเห็นด้วยว่าเรามีดีกว่าไม่มี แต่ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตที่ติดตามมา ก็คือว่าโครงสร้างที่เราทําท่านได้เขียนไว้ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย เป็นสถานศึกษาเฉพาะทาง ทีนี้ในการศึกษาไทยการศึกษาเฉพาะทางมีอยู่ ๓ ส่วนที่มีอยู่ ก็คือทางด้านทหาร และการทําหน้าที่ป้องกันประเทศ ก็คือโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนอะไรพวกนี้ นี่เป็นเฉพาะทาง หมายความว่าเป็นเซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) สร้างแล้วดูดซับไปทํางานเองได้หมด
อันที่ ๒ คือสาธารณสุข ทางสาธารณสุขเรามีอยู่ ๘๑ แห่ง ที่สร้างพยาบาล สร้างบุรุษพยาบาล แล้วทางสาธารณสุขดูดซับไปใช้เองหมด หมายความว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้ ไม่ตกงาน อีกส่วนหนึ่งก็เป็นของคมนาคมบ้าง ผมเคยดูแลสถาบันการบินพลเรือน ก็เป็น สถาบันที่เรามีนักศึกษาเพื่อเรียนไปเป็นนักบินต่อเนื่องไป ตรงนี้กระทรวงคมนาคม ดูดซับหมด แต่ประเด็นตรงนี้เรากําลังตั้งมหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาเฉพาะทาง ประเด็นที่ผมเป็นห่วงขณะนี้ก็คือว่าต้องพิจารณาว่าเดิมสถาบันพลศึกษาที่เราพัฒนาขึ้นมา เรามีอยู่ทั้งหมดเป็นจํานวน ๑๗ แห่งที่มีอยู่ขณะนี้ เราผลิตนักศึกษาปริญญาตรี เรามาดู เอาต์คัม (Outcome) แล้ว ปีหนึ่ง ๓,๐๐๐ คน ขณะนี้ทางปริญญาโทมี ๕ วิทยาเขต เรียนมา ๒ ปีขณะนี้ยังไม่มีปริญญาโท ปริญญาโทคงจะมีในอีกไม่กี่วัน ตอนนี้มีอยู่ ๕ วิทยาเขต ยังไม่มี ประเด็นก็คือถ้าเราทราบกันว่าเรากําลังจะรวม เท่ากับเหมือนกับเราตั้งโรงงานใหม่ ประเด็น ก็คือว่าเราจะต้องผลิตบุคลากรเข้ามาอีกเยอะเป็นเซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) บุคคลเหล่านี้ขณะนี้จบอยู่ ๓,๐๐๐ คน เราคงผลิตจากตามคณะที่ดูแล้วอีกเยอะคณะไปหมด บุคคลเหล่านี้ได้มีการทําฟีซิบิลิตี (Feasibility) หรือยังว่าเขาจบออกมาเขาจะจบมาจํานวนมาก ระดับปริญญาตรีขณะนี้ถ้าเราไปออกกําลังกายเราจะรู้ว่าเขาไปอยู่ที่นั่นหมด ปวส. จากโรงเรียนกีฬาไปเป็นเทรนเนอร์ (Trainer) มีงานทํา แต่พอเราผลิตปริญญาโทขึ้นมา เราจะไปเซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) ที่ไหน ให้เขาไปทํางานที่ไหน อย่างมาก ก็กลับไปเป็นอาจารย์ถูกไหม แต่ระยะหนึ่งจะเต็มพื้นที่ ดังนั้นผลผลิตที่ออกมาจากตรงนี้ เอาต์คัม (Outcome) ที่ออกไปนี้เราได้วิเคราะห์หรือยังว่างานรออยู่ ไม่อย่างนั้นเรากําลัง จะเติมคนเข้าไปตรงนี้เยอะ พอเยอะแล้วผลผลิตออกไปจะตกงานกันมากไหม อย่างไร นี่เราไม่พูดถึงระดับดอกเตอร์ เพราะว่าพอเราทําโรงงานใหญ่ โรงงานใหม่ขึ้นมาแล้ว เราต้องผลิตมากเลยทีนี้ ไม่อย่างนั้นไม่คุ้มกับคอสต์ (Cost) ถูกไหมครับ เบรกอีเวน (Break even) ไม่คุ้ม แต่พอผลิตมากตลาดจะเป็นอย่างไร ตลาดแรงงาน ตลาดที่จะรองรับเหล่านี้จะไปอยู่กันที่ไหน จะไปทําที่ไหน น่าเป็นห่วงมากตรงนี้ เพราะฉะนั้นในการจะทําผมเห็นด้วยแต่ว่าไปศึกษาฟีซิบิลิตี (Feasibility) ตรงนี้ก่อน ไม่อย่างนั้น เราจะสร้างบาปแทนที่จะเป็นบุญ กลับกลายเป็นว่าถ้าเป็นแบบนี้อาจจะต้องเปลี่ยนนโยบาย การกีฬาว่าให้มีบุคลากรการกีฬาระดับตําบลก็เอาท้องถิ่นแล้วก็ดูดซับตรงนี้ไป ตอนนี้ยังไม่มี ถ้ามีตรงนี้อาจจะไปได้สวย ไม่อย่างนั้นเราจะสร้างคนมาล้นไปหมดด้านการกีฬา ซึ่งจะเป็น ปัญหากับบุคคลเหล่านั้นเพราะว่านี่ไม่ใช่เซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) ไม่ใช่ผลิต เพื่อใช้เองแบบทหาร ท่านจบนายร้อยมาแล้วไปเป็นทหารเรือ ทหารบก ทหารอากาศ ไปเป็น นายร้อย ไปเป็นตํารวจ ตรงนี้ดูดซับไปหมด แต่อันนี้ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่เซลฟ์คอนเทนด์ (Self-contained) เราผลิตเพื่อส่งไปสู่ตลาด แล้วตลาดมีพอไหม
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน สั้น ๆ ก็คือว่าขณะนี้เรารวบเป็นภาค ขณะนี้ที่รวบ เป็นภาคก็มีภาคกลาง ๕ แห่ง มี กทม. มีจังหวัดชลบุรี เราจะเอาตรงไหนเป็นเซ็นเตอร์ (Center) ที่ว่ามีความพร้อม ปัญหาจะมีว่า เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุดรธานี เราเอาจังหวัดมหาสารคามเป็นศูนย์ ก็กลายเป็นว่า มหาวิทยาลัยกีฬาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ สารคาม ก็จะกลายเป็นว่าจังหวัดศรีสะเกษ ไปเป็นวิทยาเขตของที่นั่น ความรู้สึกชื่อนั้นสําคัญไฉน อย่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไปอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เขาก็บอกว่าทําไมชื่อสงขลาอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ความรู้สึก เซนส์ ออฟ บีลองกิง (Sense of belonging) ต่อจังหวัด ตรงนี้จะเป็นประเด็นเหมือนกัน เป็นประเด็นเล็ก ๆ แต่ว่าจะเป็นประเด็น ก็กลายเป็นว่า ๕ แห่งที่ไหนพร้อมที่จะตั้งเป็น มหาวิทยาลัย แล้วพอพร้อมแล้วที่อื่นเขาจะรู้สึกอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เป็น ความรู้สึกระหว่างจังหวัดต่อจังหวัดเขาเคยเท่า ๆ กัน แล้วขณะนี้ถ้าเราจะเอาว่าที่สอน ปริญญาโทได้มาเป็น ที่จังหวัดยะลาไหม จะเอาจังหวัดยะลาไหม แต่จังหวัดยะลาไม่มี แล้วอีกอันหนึ่งนิดเดียว โรงเรียนกีฬา ๑๑ แห่ง ปกติมหาวิทยาลัยจะมีโรงเรียนสาธิต แต่ตอนนี้เราไม่รู้จะเอาโรงเรียนกีฬาไปไว้ไหนเราก็รวบเข้าไปหาสถานะโรงเรียนกีฬาแค่ระดับ ปวส. แล้วจะอยู่อย่างไร ลักษณะโครงสร้างของอํานาจเป็นอย่างไร ระบบบริหารจัดการ งบประมาณจะไหลไปไหลมา ในโครงสร้างแบบนี้บอร์ด (Board) ของสภามหาวิทยาลัยจะเป็น อย่างไร เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอยู่มาก ซึ่งผมตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะต้องเคลียร์ (Clear) เรื่องเหล่านี้ให้ชัดไม่อย่างนั้นจะไปสร้างปัญหาขึ้นมาได้ เห็นด้วยกับหลักการ แต่ว่า รายละเอียดเรื่องการปฏิบัติยังมีปัญหาอยู่บ้าง นําเรียนเพื่อทราบครับ ขอบคุณครับ