รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๔๐/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุม ๙๑ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุมครับ
ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ข้อมูลที่แท้จริงคือขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อ เข้าประชุมแล้ว ๑๓๓ ท่าน จริง ๆ ตั้งแต่แรก แต่อินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ล่ม มันก็คาอยู่ที่ ๙๑ ท่าน เพราะฉะนั้นเราจะไม่ใช่ตัวเลขนั้น ขออนุญาตเมื่อครบองค์ประชุมแล้วขอเปิด ดำเนินการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระ มี ๒ เรื่อง
เรื่องแรก รับทราบการขอให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเข้าร่วมเป็น อนุกรรมาธิการศึกษาเตรียมการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ ที่จำเป็นต้องตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ
ด้วยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือถึงผมให้พิจารณาจัดส่ง รายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ/หรือผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาเตรียมการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน ๑๒ ฉบับ และพระราชบัญญัติที่จำเป็นต้องตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญอีก จำนวน ๑๕ ฉบับ โดยทั้งนี้ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอว่า คณะอนุกรรมาธิการควรประกอบด้วย กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และ/หรือผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้มี ความหลากหลายของข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการยกร่างพระราชบัญญัติ แต่ละฉบับดังกล่าว สำหรับสัดส่วนของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในคณะอนุกรรมาธิการ แต่ละคณะนั้นเห็นควรให้มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเพิ่มเข้าไปในแต่ละคณะ คณะละไม่เกิน ๓ คน ดังนั้นหากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติท่านใดมีความประสงค์จะเข้าร่วมเป็น อนุกรรมาธิการคณะใดให้กรุณาแจ้งความประสงค์ในแบบแสดงความประสงค์ ซึ่งผมจะให้ เจ้าหน้าที่แจกให้สมาชิกทุกท่านในห้องประชุมเพื่อเข้าร่วมเป็นอนุกรรมาธิการเพียงท่านละ ๑ คณะ สำหรับสมาชิกที่ไม่ประสงค์จะเข้าเป็นอนุกรรมาธิการคณะใดก็ไม่ต้องแจ้งความประสงค์ และสมาชิกที่มีรายชื่ออยู่ในอนุกรรมาธิการคณะใดแล้วก็ไม่ต้องแจ้งความประสงค์อีก อนึ่ง การแสดงความประสงค์เข้าร่วมเป็นอนุกรรมาธิการในคณะใดคณะหนึ่ง หากสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติท่านใดวางแผนจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือคณะกรรมการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด ควรคำนึงถึงกรณีที่อาจจะถูกตีความว่า เป็นผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดทำกฎหมายฉบับนั้น ๆ ด้วย ขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ
เรื่องที่ ๒ รับทราบเรื่องการขอเชิญเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย เรื่อง ถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองสู่การปฏิรูปประเทศในระบอบ ประชาธิปไตย : กรณีศึกษาการร่างรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ
ตามที่ได้แจ้งที่ประชุมทราบว่าจะมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง ถอดบทเรียน การคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองสู่การปฏิรูปประเทศในระบอบประชาธิปไตย : กรณีศึกษาการร่างรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ ในวันที่ ๒๖ และวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ คือวันนี้และพรุ่งนี้ ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ นั้น เนื่องจากสมาชิกหลายท่าน มีข้อสงสัยว่า ถ้าไม่ได้แจ้งความประสงค์เข้ารับฟังการบรรยายจะเข้าร่วมฟังการบรรยาย ได้หรือไม่ จึงขอเรียนท่านสมาชิกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในการแก้ไขปัญหาของประเทศ สมาชิกจะแจ้งความประสงค์ไว้หรือไม่ก็ตามสามารถเข้าร่วมฟังการบรรยายได้ทุกท่าน ทั้งนี้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดเตรียมรถตู้ไว้บริการท่านสมาชิก บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ๑ โดยรถตู้จะออกเดินทางเวลา ๑๒.๓๐ นาฬิกา ทั้ง ๒ วัน จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ
ความจริงมีเรื่องแจ้งเพื่อทราบนอกวาระอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ ๓ ขออนุญาต แจ้งเสียเลยว่า กระบวนการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่สมาชิกหลายท่านได้ถามได้ยก ประเด็นขึ้นมานั้น การนำเสนอประเด็นปฏิรูปในวาระปฏิรูปรวมทั้งวาระพัฒนาทั้งหมด จะเสร็จสิ้นในสัปดาห์หน้าในรอบแรกนะครับ บางกรณีเป็นสุดท้ายไปแล้วถึงขนาด ร่างพระราชบัญญัติและส่งไปรัฐบาลดำเนินการแล้ว แต่ทั้งหมดในรอบแรกจะเสร็จในสัปดาห์หน้า ถ้าจะเหลือก็เรื่องเดียวที่ค้างผลัดจากวันพรุ่งนี้ เนื่องจากเราจะมีไปฟังการบรรยายก็จะค้าง ไปในสัปดาห์ต่อไป จากนั้นเรียนว่ากรรมาธิการทั้ง ๑๘ คณะ กรุณาเตรียมจัดทำแผนปฏิรูป ซึ่งเป็นร่างสุดท้าย จะเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาตั้งแต่สัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนมิถุนายน เป็นต้นไป เราจะทิ้งไว้เฉพาะตัวร่างกฎหมายถ้าจำเป็นต้องร่างประกอบแผนปฏิรูป รายละเอียดทั้งหมดนี้แผนปฏิรูปน่าจะเสร็จถึงสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งหมดได้ ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญจะมาถึงสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขึ้นอยู่กับว่า ๖๐ วันหรือรัฐบาล จะแก้ให้เป็น ๙๐ วัน แต่วันนั้นน่าจะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะพิจารณาและดำเนินการต่อไปนะครับ อันนี้รวมทั้งของคณะกรรมการที่เป็นครอส (Cross) ระหว่างคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ นั้น ด้วยนะครับ จึงขอเรียนที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ รายงาน การพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน เป็นวาระปฏิรูปที่ ๓๗ ปฏิรูป การแรงงาน
(แทรกร่าง)
ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ถ้าพร้อมแล้ว ขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานได้แถลงรายงานครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พลโท เดชา ปุญญบาล ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ขอเรียนเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การแรงงาน ในการปฏิรูปเป็นวาระการปฏิรูปที่ ๓๗ ปฏิรูปการแรงงาน โดยสรุปสาระในเรื่อง ที่สำคัญ ๆ อยู่ ๓ เรื่อง ซึ่งประกอบด้วย
เรื่องที่ ๑ การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถ การแข่งขันของแรงงานไทย การมีงานทำที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
เรื่องที่ ๒ การปฏิรูปการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ และ
เรื่องสำคัญในเรื่องที่ ๓ คือการจัดตั้งธนาคารแรงงานและการจัดทำ ฐานข้อมูล
จากสถิติขององค์การสหประชาชาติในปี ๒๕๕๐ ระบุชัดเจนในอัตราการเกิด และการลดของคนไทย ซึ่งเรามีอายุยืนขึ้น สัดส่วนของคนสูงอายุต่อประชากรทั้งหมดจึงได้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากการคุมกำเนิดทางด้านประชากรของประเทศไทย ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีผู้ที่เกิดในอัตราส่วนที่ลดน้อยลง จากจำนวนร้อยละในปี ๒๕๓๓ มีอยู่ในอัตราส่วนร้อยละ ๗.๔ และในปี ๒๕๔๘ ร้อยละ ๑๐.๒๕ และสถิติผู้สูงอายุได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปี ๒๕๕๑ ได้สูงขึ้นร้อยละ ๑๒.๕๕ รวมทั้งคาดว่า ในปี ๒๕๖๘ จะสูงถึงเกือบร้อยละ ๒๐ ฉะนั้นตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากลได้กำหนด หากประเทศใดมีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๑๐ ของประชากรของประเทศก็จะ ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุ ประชากรในวัยทำงานจะมีสัดส่วนลดน้อยลงมากจะ ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการผลิตและการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับสถิติการสำรวจในปี ๒๕๕๐ เช่นกัน จะเห็นว่าผู้ที่สูงอายุของประเทศไทยนั้นจะมี อัตราส่วนมากกว่าร้อยละ ๔๐ ซึ่งอยู่ในสถานะที่ยังยากลำบาก หมายถึงว่ายังอยู่ในเกณฑ์ ที่ต้องทำงานเลี้ยงชีพ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว หรืออยู่ในฐานะที่ข้ามเส้นความยากจนขึ้นมา เพียงเล็กน้อย บางส่วนก็ยังไม่พ้นเส้นความยากจนซึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้เมื่อพ้นเกณฑ์เกษียณ ในวัยทำงานแล้วก็ยังต้องรับภาระซึ่งจะละทิ้งการทำงานไม่ได้ ก็ยังต้องแสวงหางานที่ทำ เพื่อให้มีรายได้ในการเลี้ยงตนเองแล้วก็ครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ รวมทั้งผู้สูงอายุของกลุ่มสตรีด้วย ประมาณอัตราส่วนร้อยละ ๖๐ ยังต้องรับภาระหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว แล้วก็ตนเอง ซึ่งในสิ่งเหล่านี้ประกอบกับจากสภาพปัญหาของสังคมไทยซึ่งประเทศไทยได้มีการพัฒนา เศรษฐกิจ ทำให้ทางด้านเศรษฐกิจนั้นมีการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องการภาคแรงงาน เป็นจำนวนมากเข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนผลักดันทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นสามารถ ที่จะเจริญเติบโตและสร้างมูลค่าให้กับประเทศในการพัฒนาประเทศ ประกอบกับอัตราการเกิด ของพลเมืองลดลงตามที่กล่าวไว้แล้วในขั้นต้น จึงทำให้เราต้องหาวิธีการในการที่จะ ดำเนินการปฏิรูปภาคแรงงานของเราให้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ โดยอันดับแรก คือ มุ่งไปที่ภาคแรงงานของคนไทยเป็นหลักในการที่จะต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมทักษะให้สามารถ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือทำงานได้มากขึ้น ประกอบควบคู่ไปกับเทคโนโลยี ด้านใหม่ ๆ ที่เข้ามาเพื่อเป็นการทดแทนภาคแรงงานที่ขาดลง รวมทั้งต้องกำหนดมาตรการ หรือหากลยุทธ์ใหม่ ๆ มาทำการแก้ไขภาคแรงงานของไทย เพราะมิเช่นนั้นแล้วก็จะส่งปัญหา อย่างที่เราประสบอยู่ก็คือ อาจจะต้องรับแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ซึ่งจะ ก่อเกิดปัญหามากมายให้กับภาคสังคมและภาคเศรษฐกิจ ภาคความมั่นคงต่าง ๆ ดังที่ปรากฏเป็นข่าว และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำลายภาพพจน์ของประเทศเรา ซึ่งในส่วนนี้เอง จึงทำให้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานจึงต้องหาวิธีการที่จะดำเนินการปฏิรูปแก้ไข เพื่อให้ประเทศไทยเราสามารถก้าวพ้นปัญหาดังกล่าว นำมาพัฒนาประเทศชาติให้สามารถ ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
โดยอันดับแรก ต้องมีการพัฒนาฝีมือแรงงานและความสามารถของแรงงาน ไทยในการเพิ่มผลผลิตในการเพิ่มทักษะ เพื่อให้สามารถทำงานและเพิ่มรายได้ให้กับ ประชาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับผู้สูงอายุต้องส่งเสริมให้มีโอกาสในการใช้ความสามารถในการทำงาน และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เพิ่มภาระกับลูกหลานหรือเป็นภาระให้กับสังคม ให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ท่านสามารถใช้ความรู้ความสามารถ ความชำนาญของท่านสามารถที่จะ ทำงานได้และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ดูแลตนเองหรือดูแลผู้ที่อยู่รอบข้างได้บ้าง ซึ่งจะสอดคล้องกับสภาวะของประเทศไทยต่อไปนี้ที่จะต้องเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ในการแก้ปัญหาเหล่านี้เราจะต้องดำเนินการแก้ปัญหาทั้งระบบแบบบูรณาการ โดยทาง คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาในเรื่องจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของภาคแรงงานที่เป็นคนไทยด้วยกันเอง หรือภาคแรงงานที่มาจากต่างชาติ หรือแรงงานข้ามชาติ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เราจะต้องดำเนินการสร้างศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ เพื่อบูรณาการจัดทำข้อมูลในภาคแรงงานทั้งหมด ซึ่งจะประกอบไปด้วย ข้อมูลทางด้าน กำลังคน กำลังงาน แล้วก็กำลังเงิน คือ คน งาน เงิน ในความหมายของธนาคารแรงงาน ที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณานำเสนอ และได้ถูกบรรจุไว้แล้วในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๙ (๒) เพื่อจัดระบบการบริหารจัดการและพัฒนาด้านแรงงานของประเทศไทยให้เป็นไปอย่าง มีระบบ อย่างชัดเจนและสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ไปถึง ๒๐ ปีข้างหน้า และเป็น การส่งเสริมพัฒนาให้ภาคแรงงานไทยนั้น จากเดิมที่ทำงานในระดับพื้นฐานมีรายได้ไม่สูงนัก ต้องพัฒนาขึ้นมาให้มีรายได้สูงขึ้น และเป็นระดับหัวหน้างาน เพื่อท่านเหล่านี้จะได้มีรายได้สูงขึ้น แล้วก็เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือต้องส่งเสริมให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งเอามาประกอบในการเข้าทำงานได้ครับ
หลังจากที่ผมได้กล่าวในภาพรวมแล้วผมจะขอมอบหมายให้ตัวแทนของ อนุกรรมาธิการในแต่ละด้านได้ชี้แจงในรายละเอียดเพิ่มเติม
ซึ่งในด้านแรก ก็คือการพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย การมีงานทำที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งก็จะขอมอบหมายให้คุณพรรณี จารุสมบัติ ซึ่งเป็นผู้นำเสนอในโอกาสต่อไป
สำหรับในเรื่องที่ ๒ ก็จะขอมอบหมายให้ผู้แทนของอนุกรรมาธิการ คือท่าน กิตติ โกสินสกุล ซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปการ บริหารจัดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ
ท่านที่ ๓ คือท่านกิตติภณ ทุ่งกลาง จะเป็นผู้ที่นำเสนอรายงานในเรื่องการ จัดตั้งธนาคารแรงงาน และ
ท่านที่ ๔ คืออาจารย์สุชาติ นวกวงษ์ จะได้นำเสนอรายละเอียดในเรื่อง ฐานข้อมูลแรงงานเพื่อทำให้การแก้ไขการปฏิรูปการแรงงานครั้งนี้สามารถแก้ไขปัญหาให้กับ ภาคแรงงานให้กับประเทศชาติได้อย่างบูรณาการ
สำหรับในเรื่องแรก การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อยกระดับ ขีดความสามารถการแข่งขัน ในหลักการและเหตุผล เนื่องจากประเทศไทยได้รับการพัฒนา มาอย่างต่อเนื่องและมีการขยายภาคเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ประเทศไทย ขาดแคลนแรงงาน มีแรงงานไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการขาดแคลน และประกอบกับมีบุคคลที่เกิดขึ้นอยู่ในเกณฑ์อัตราส่วนที่ต่ำ ส่งผลให้แรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด มีอัตราส่วนที่ลดน้อยลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ และแรงงานที่มีอยู่ มาตรฐานฝีมือ และทักษะ ต้องเร่งรัดให้มีความสามารถมากขึ้น ให้สอดคล้องกับการทำงาน กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ กับเครื่องจักรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้กับ ประเทศได้ เรายังต้องปฏิรูปและพัฒนาโดยให้มีการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา กำลังคน ฝีมือแรงงานของประเทศไทยไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน โดยใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มพูนฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ของภาคแรงงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้อง บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนทางด้านการศึกษาของชาติ ต้องเปลี่ยนทัศนคติให้เยาวชนของชาติ เรียนในภาคที่สามารถที่จะออกมาปฏิบัติงานได้ตรงกับ ความต้องการของตลาดแรงงานไทย มิใช่เรียนเพื่อต้องการปริญญาบัตร ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก แต่จบออกมาแล้วไม่มีงานตรงกับสาขาอาชีพ จึงทำให้เป็นการสูญเสีย ของประเทศอย่างมหาศาล ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาคนใหม่ และยกระดับ มาตรฐานฝีมือตามกรอบคุณวุฒิ วิชาชีพและส่งเสริมให้มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หรือว่า ตลอดชีวิต ซึ่งถ้ามีกำลังพอหรือยังอยู่ในวัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงงานได้ การพัฒนา การเรียนรู้ตลอดชีวิตนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนภาคแรงงานให้ทำงานที่เหมาะสมและมีรายได้มากขึ้น ตรงกับสภาพสภาวะปัจจุบันของประเทศ และดำเนินการพัฒนาทักษะฝีมือเพิ่มความสามารถ เพิ่มผลผลิตด้วยการทำงานกับเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญที่จะต้องมีการปฏิรูปและพัฒนา โดยดำเนินการปรับนโยบาย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เตรียมคนตั้งแต่วัยเรียนว่าชอบหรือถนัดงานด้านใด เพื่อพัฒนา ด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานของไทยในอนาคต หรือตลาดแรงงานโลก ซึ่งในอนาคตนั้นในการปฏิรูปแรงงานที่คณะกรรมาธิการคิดไว้นั้นจะต้องส่งผลไปถึง การพัฒนาภาคแรงงานไทยให้สามารถออกไปทำงานในภาคสากล หรือเป็นการส่งออก ภาคแรงงานไทยได้ แต่เราไม่ใช่ส่งออกภาคแรงงานในระดับพื้นฐานที่มีรายได้ต่ำ ๆ หรือไปทำงานหนัก หรือทำงานอันตราย แต่ต้องส่งออกในระดับผู้บริหาร ในระดับหัวหน้างาน ในด้านเทคนิคสูง ๆ และปรับนโยบายการพัฒนาบุคคลด้วยการบูรณาการร่วมกันทางด้านการศึกษาและการฝึกทักษะ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานของไทยในสภาวการณ์ปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเตรียมการในอนาคตอย่างน้อย ๒๐ ปีว่าเราจะวางแผน การศึกษาเพื่อสนองตอบภาคแรงงาน ภาคธุรกิจ ส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศ ให้กับลูกหลานของเราอย่างไรใน ๒๐ ปีข้างหน้า เพื่อประเทศไทยจะได้ไม่ประสบกับปัญหา ด้านแรงงานนี้อีกอย่างเช่นปัจจุบัน
สำหรับตัวบ่งชี้ที่ส่งให้เห็นว่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์หรือไม่
ประการแรก คือ ร่วมมือบูรณาการปรับกับกระทรวงศึกษาธิการทางด้าน หลักสูตรการศึกษา ทางด้านอุดมศึกษาและทางด้านอาชีวะ รวมทั้งภาคการศึกษานอกระบบ หรือส่งเสริมทักษะให้กับภาคแรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการแล้ว ให้ได้รับการเพิ่มพูน ทักษะในแรงงานที่ตนเองชอบและตนเองถนัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของ แรงงานไทย
ในเรื่องที่ ๒ คือปรับเพิ่มพูนประสิทธิภาพแรงงานไทยให้ได้มาตรฐาน เพื่อสามารถที่จะเข้าไปทำงานในสถานประกอบการที่มีมาตรฐานที่เขาวางมาตรฐานไว้ อย่างน้อย ก็สถานประกอบการในประเทศไทยเราให้ได้ และให้สามารถทำงานได้หลาย ๆ ประเภทที่จะ สามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาด้านแรงงานนี้ เพื่อเป็นการลดการขาดแคลนแรงงานที่เรา ประสบอยู่ในปัจจุบัน และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้เพิ่มศักยภาพของประเทศทางด้าน การแข่งขัน ทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรายละเอียดจะมีผู้แทนกรรมาธิการ ได้นำเสนอต่อจากผม
สำหรับการปฏิรูปเรื่องที่สำคัญในเรื่องที่ ๒ คือการปฏิรูปการบริหารจัดการ การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งการปฏิรูปการบริหารจัดการและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ข้ามชาตินี้ มีสาเหตุมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและทำให้ขาดแรงงาน ในภาคพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานภาคอันตราย สกปรก และการใช้แรงงานหนัก ซึ่งพวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าได้ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศเรา จึงทำให้เกิดการอพยพ เคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในลักษณะลักลอบอพยพอย่างผิดกฎหมาย ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเรากำหนดยุทธศาสตร์การจัดการจะต้องดำเนินการ วางมาตรการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา เพราะแรงงานข้ามชาติเหล่านี้เข้ามา ในหลายวิธีการและมีจำนวนมากที่ไม่สามารถหาต้นเหตุได้ว่าเข้ามาอย่างไร แล้วก็มาโผล่ขึ้น แล้วก็ทำงานในประเทศไทย สร้างปัญหาไม่ว่าทางด้านการเพิ่มประชากร การใช้ สาธารณูปโภค การใช้โรงพยาบาล รวมทั้งปัญหาอาชญากรรม และความมั่นคงของประเทศ ด้านอื่น ๆ การกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่นี้
ประการแรก คือดำเนินการบริหารจัดการผู้ลักลอบเข้าเมืองให้มีฐานะ ที่ชัดเจนเพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบดูแล แล้วก็บริหารแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ให้มี ประสิทธิภาพสามารถสนองตอบ ตอบสนองต่อความต้องการในภาคแรงงานของประเทศเรา ได้อย่างแท้จริง และให้มีปริมาณที่เพียงพอเหมาะสม มิใช่มีน้อยเกินไปก็เกิดปัญหา หรือมี มากเกินไปก็เข้ามาสร้างปัญหาซึ่งเราทราบดีอยู่แล้ว กรณีที่ขาดแคลนเราสามารถที่จะ นำเสนอให้นำเข้ามาได้ แต่ให้เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีมาตรการในการควบคุม
สำหรับในด้านการปฏิรูปด้านนโยบาย ในเรื่องแรก คือใช้แรงงานข้ามชาติ ตามสภาวะความจำเป็นและตามจำนวนที่เหมาะสม ต่อการขาดแคลนของภาคแรงงานไทยจริง ๆ โดยสมควรเน้นในภาคแรงงานขั้นพื้นฐาน คือแรงงานระดับล่าง ส่วนระดับหัวหน้า ระดับ ผู้บริหาร หรือระดับบนนั้นเราควรจะพัฒนาคน พัฒนาแรงงานไทยให้ปฏิบัติงานในส่วนนี้ ใช้แรงงานข้ามชาติตามสภาวะที่เหมาะสม
ส่วนในเรื่องที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายให้ไปรายงานตัว เพื่อจัดทำประวัติ ทราบประวัติบุคคล ภูมิลำเนา และผ่อนปรนโดยอนุญาตให้ทำงานเป็นการชั่วคราว และต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เมื่อหมดความจำเป็นแล้วหรือหมดห้วงเวลาที่เราให้โอกาสแล้ว เพราะเราต้องการจัดระบบแรงงานของเรา เราก็ต้องส่งกลับอย่างแท้จริง ต้องใจแข็ง ไม่ใช่ ขยายห้วงเวลาออกไปเรื่อย ๆ
สำหรับการดำเนินการปฏิรูปด้วย ๓ มาตรการหลัก และ ๒ กลไก
มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการป้องกัน มาตรการปราบปรามและมาตรการ คุ้มครอง ซึ่งดำเนินการควบคู่กันไป โดยมองแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ คือต้องมองในเชิงบวกว่า แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ก็สามารถที่จะเข้ามาช่วยเราพัฒนาประเทศได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไข ในมาตรการที่เราควบคุมอย่างเหมาะสมเพียงพอ แล้วก็ไม่มาสร้างปัญหาและทำอันตราย ต่อประเทศเรา
สำหรับ ๒ กลไกนั้น ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานข้ามชาติ อันนี้ก็จะอยู่ เป็นส่วนหนึ่งของธนาคารแรงงานที่เราได้เสนอจัดตั้งขึ้น
การจัดระบบ การจัดหางานภายในประเทศ อันนี้ก็อยู่ในฐานข้อมูลที่เรา จะต้องมีฐานข้อมูล ศูนย์ข้อมูล ทำให้เราทราบถึงธนาคารกำลังคน ธนาคารกำลังงาน เพื่อเรา จะได้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกองทุนหรือการเงินที่เรามีอยู่ ในธนาคารแรงงาน เพื่อให้โอกาสกับภาคแรงงานได้ใช้ประโยชน์และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อเป็น การลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็สร้างโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับภาคแรงงานของไทย
สำหรับในเรื่องที่ ๓ คือการจัดตั้งธนาคารแรงงานและการจัดทำฐานข้อมูล การจัดตั้งธนาคารแรงงาน ประเด็นที่ควรบัญญัติไว้ ซึ่งก็น่าจะประกอบไปด้วยเรื่องหลัก ๆ ก็คือหลักการ เหตุผล วิธีการจัดตั้ง เงินลงทุนของธนาคารแรงงาน ภารกิจหลักของธนาคารแรงงาน โครงสร้างการบริหารจัดการและผลที่คาดว่าจะได้รับกลับ ซึ่งในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานก็ได้มีหนังสือเรียนเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ชำนาญหรือผู้ที่ รับผิดชอบโดยตรง ผู้ที่มีความถนัดในเรื่องการจัดตั้งธนาคารของประเทศไทยขึ้นมาเป็น คณะทำงาน ซึ่งก็มีผู้แทนจากกระทรวงการคลัง จากธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็ภาคส่วนอื่น ๆ ที่เคยจัดตั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเอสเอ็มอี (SME) หรือธนาคาร ธ.ก.ส. อะไรต่าง ๆ หรือธนาคารอิสลาม เพราะธนาคารแรงงานของเรานั้นจะมีข้อแตกต่างไม่เหมือนกับธนาคาร ๔-๕ ธนาคารที่เป็นธนาคารเพื่อสนองตอบช่วยเหลือในภาคสังคมที่ผมได้กล่าวไว้ในขั้นต้น ของเรานั้นจะมีหลักการ เหตุผลและเป้าหมายนั้นเพื่อสนองตอบภาคแรงงาน และเป็น ธนาคารของคนแรงงานจริง ๆ ซึ่งแรงงานที่ผมกล่าวไว้นี้ก็รวมถึงแรงงานในโรงงาน อุตสาหกรรมหรือแรงงานอิสระทั่วไป คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส คือคนไทยที่มีรายได้น้อย และด้อยโอกาสก็สามารถที่จะใช้ธนาคารแรงงานนี้เข้ามาในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ของเขาได้ คือเราจะกำหนดกฎเกณฑ์ให้สามารถเข้ามาใช้ได้ง่าย แล้วก็ดอกเบี้ยต่ำที่สุด เพราะธนาคารแห่งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลประกอบการในเรื่องกำไร แต่ก็ต้องไม่เสี่ยงต่อการที่จะ หนี้สูญ ซึ่งในจุดนี้ทางคณะกรรมาธิการเราได้ปรึกษาหารือทำกันอย่างดี แล้วก็มองแล้วว่า เราทราบดีแล้วว่า คนจนในประเทศไทยที่จริงแล้วเมื่อกู้ยืมเงินในธนาคารต่าง ๆ หนี้สูญ น้อยกว่าคนรวยที่มากู้ในสถิติธนาคารของประเทศ ก็คือคนจนดูแล้วจะโกงไม่ค่อยเป็น อันนี้ ก็คือข้อสรุป แล้วเราถึงตัดสินใจที่จะเสนอในการจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนให้กับภาคแรงงาน ภาคแรงงานในความหมายของเรานั้นรวมทั้งพี่น้อง ที่ทำอาชีพอิสระ แม่บ้าน แล้วก็บุคคลผู้เปราะบาง เป็นโรคสำคัญ อย่างเช่นโรคเอดส์ คือผู้ที่มีรายได้น้อย แล้วก็เป็นผู้ที่ค่อนข้างจะลำบาก รวมทั้งเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ นอกจาก ธนาคาร ธ.ก.ส. แล้ว ตรงนี้ก็จะเป็นธนาคารที่สามารถให้เกษตรกร ชาวนาชาวไร่เข้ามา ใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งยอดที่เราทราบอยู่ในภาคแรงงานจริง ๆ แล้ว ภาคแรงงานที่เข้าสู่ระบบ ประกันสังคมแล้ว ประมาณ ๑๔ ล้านคน อีก ๒๕ ล้านคน คือภาคแรงงานอิสระต่าง ๆ รวมทั้งเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ ผู้มีรายได้น้อยต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวแล้วอีกประมาณ ๒๕ ล้านคน ซึ่งในยอดนี้ก็คือประมาณ ๓๙ ล้านคนเศษที่จะต้องมีส่วนได้ส่วนเสียและเข้ามาดูแลบริหาร จัดการและใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือใช้บริการจากธนาคารแรงงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนไทยร่วมชาติของเรา ให้มีการลดความเหลื่อมล้ำให้น้อยลง แล้วก็มีคุณภาพชีวิต มีรายได้ที่ดีขึ้น
ในเรื่องที่ ๓ ในเรื่องการจัดตั้งธนาคารแรงงาน การดำเนินการจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยให้เป็นของคนทำงานเพื่อส่งเสริมการออมและพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เราได้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๙ (๒) เพื่อให้เกิดแนวคิดการจัดตั้งธนาคารแรงงานของคนทำงาน ซึ่งในส่วนนี้มีแนวคิดในการจัดตั้ง มาช้านานแล้ว แต่จากสภาวะความเดือดร้อนของคนทำงานที่ต้องทำงานภายใต้ค่าตอบแทนที่ต่ำ ทำงานหนักกว่าปกติและเพื่อให้ตัวเองมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวก็ต้อง ทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้รายได้มากขึ้น เราก็ต้องการแก้ไขปัญหาซึ่งจะส่งผลต่อภาคแรงงาน ของไทย ทางด้านสุขภาพจะไม่ดี เจ็บป่วยง่าย เมื่อรายได้ไม่เพียงพอก็ต้องพึ่งแหล่งเงินกู้นอก ระบบซึ่งเราทราบอยู่แล้วดอกเบี้ยแพง บางที่ก็ร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๑๕ ร้อยละ ๑๐ ซึ่งรายได้ ก็น้อยอยู่แล้วแต่ไปกู้เงินกู้นอกระบบ ต้องเสียดอกเบี้ยแพงก็ทำให้ทุกข์ยากมากยิ่งขึ้น จึงเกิด กระแสการเรียกร้องจากคนทำงาน ขอให้รัฐช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความยากจนดังกล่าว มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในปัจจุบันจากการเยี่ยมพบปะภาคแรงงานต่าง ๆ รวมทั้งรับเรื่อง ร้องทุกข์ร้องเรียน และการพบปะในส่วนภูมิภาคของคณะกรรมาธิการที่ไปเยี่ยมเยือน เราก็ ได้รับข้อเสนอ ข้อร้องเรียนเหล่านี้เป็นจำนวนมาก สำหรับเหตุผลที่ต้องให้มีก็คือแม้แต่ ท่านนายกรัฐมนตรี คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่เป็นประธานในพิธีเปิดงาน วันแรงงานแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งท่านก็ได้กล่าวไว้ว่า ท่านต้องการที่จะ แก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมเสมอภาค สามัคคี ยกระดับคุณภาพชีวิต คนทำงาน ให้มั่นคงทั้งในอาชีพและรายได้ สร้างนวัตกรรมใหม่ให้คนทำงานก้าวสู่ นานาชาติโดยทุกภาคส่วน อันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ให้ความสำคัญ แล้วก็มีนโยบาย ที่จะแก้ไขปัญหา จากเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๙ (๒) มีบทบัญญัติไว้ สนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อเป็นสถาบันการเงินของผู้ใช้แรงงานในการส่งเสริม การออมและพัฒนาตนเองไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันนี้ความหมายก็คืออยู่ในตัวเองแล้วนะครับ เป็นธนาคารเพื่อส่งเสริมการออมแล้วก็พัฒนาคุณภาพชีวิตของภาคแรงงาน ซึ่งเราจะทำให้ ภาคแรงงานทั้ง ๓๙ ล้านคนเศษนั้น ต้องสามารถที่จะเข้าถึง แล้วมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการธนาคารแรงงานแห่งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาคแรงงานของเขาจริง ๆ
สำหรับการจัดทำฐานข้อมูลด้านแรงงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา การขาดฐานข้อมูลหรือขาดข้อมูลที่เราจะมาใช้ในการบริหารจัดการหรือใช้กลยุทธ์ในการ แก้ไขปัญหาให้กับภาคแรงงานของประเทศ เราจึงต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีฐานข้อมูล เป็นศูนย์ข้อมูลทางด้านแรงงานขึ้นในธนาคารแรงงาน ให้เป็นการบูรณาการที่สามารถแก้ไข ปัญหาให้สอดคล้องกับทางด้านภาคการเงินด้วย โดยจัดให้มีระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการ มีการสำรวจข้อมูลและการพัฒนาศักยภาพแรงงาน ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลทางด้านกำลัง แรงงาน กำลังแรงงานก็หมายถึง ยกตัวอย่างเช่น ในภาคแรงงานขณะนี้ประเทศไทยทางด้าน ธุรกิจหรือด้านต่าง ๆ นั้นขาดภาคแรงงานจำนวนเท่าใด และในนั้นจะต้องมีรายละเอียดลงไปว่า ภาคแรงงานที่ขาดนั้นมีด้านใดบ้าง ถ้าแรงงานไทยมีไม่เพียงพอทางด้านสถานศึกษาก็ต้อง บูรณาการ ร่วมกันที่จะผลิตภาคแรงงานให้สอดคล้องกับความขาดแคลนในด้านแรงงานของประเทศ ในการป้อนให้สามารถดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยอาศัยแรงงานจากต่างประเทศให้น้อยที่สุด
ในเรื่องที่ ๒ ก็คือข้อมูลด้านตำแหน่งงาน อันนี้ก็สามารถที่จะมีข้อมูล ด้านตำแหน่งงานที่ผมได้กล่าวไปแล้วจากบริษัท ห้างร้าน หรือโรงงานอุตสาหกรรม หรือภาค แรงงานทั่ว ๆ ไป ให้ภาคแรงงานไทยสามารถเข้าไปดูได้ว่า มีที่ใดบ้างที่ยังต้องการภาคแรงงาน ถ้าตัวเองมีความถนัดอะไรก็จะได้ไปสมัคร คือนอกจากเป็นธนาคารทางด้านการเงินแล้ว ก็คือเป็นธนาคารที่บริการฐานข้อมูลให้ผู้ที่ต้องการจ้างงานมาพบกับผู้ที่ต้องการจะทำงาน คือนายจ้างและลูกจ้างมาพบกันก็จะทำให้แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
และประการต่อไป วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อสร้างระบบเครือข่ายคลังข้อมูล ที่สามารถเชื่อมโยงการให้บริการฐานข้อมูลด้านแรงงานของประเทศระหว่างกระทรวง ที่เกี่ยวข้องภายใต้ฐานข้อมูลและมาตรฐานเดียวกัน ในลักษณะของวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ก็คือใช้ ณ จุดนี้จบ ในส่วนนี้เราก็อาจจะพัฒนามาจากนำข้อมูลทางด้านแรงงาน ของกระทรวงแรงงาน และนำข้อมูลทางด้านคน ทางด้านประชากรจากกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงต่าง ๆ หรือแม้แต่ กระทรวงศึกษาธิการที่ทำการผลิตให้ประชากรไทยมีความรู้ความสามารถที่จะทำงานในด้านต่าง ๆ นำมาประสานสอดคล้องกัน
ลักษณะของศูนย์ข้อมูลแรงงาน การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานโดยปรับปรุง ระบบศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ จากกระทรวงแรงงานให้ครอบคลุมประเด็นข้อมูลที่มีความ จำเป็นจริง ๆ ให้สามารถตอบสนองการพัฒนาประเทศทางด้านภาคธุรกิจ ภาคเศรษฐกิจ ให้สอดคล้อง คือเราเพิ่มฐานข้อมูลเข้าไปในศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาตินี้ โดยพัฒนามาจาก กระทรวงแรงงาน บูรณาการร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สำหรับข้อมูลด้านตำแหน่งงาน และในแต่ละภาคของการผลิต การบริการก็เป็นข้อมูลของผู้ประกอบการขององค์การ ที่เกี่ยวข้อง ของตำแหน่งงาน ของประเภทอาชีพ ประเภทฝีมือแรงงาน สำหรับข้อมูลกำลังแรงคน ก็คือข้อมูลแรงงานของคนไทยที่ทำงานในประเทศไทยทั่วประเทศ รวมทั้งที่ไปทำงานในต่างแดน หรือต่างประเทศด้วย
สำหรับข้อมูลแรงงานข้ามชาติก็เป็นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง แต่เราคง จะต้องตั้งหลักให้ดี ปัจจุบันเราก็จะไปพูดแต่เรื่องแรงงานข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ แรงงานต่างด้าว โดยบางครั้งแล้วเรามองข้ามแรงงานไทยที่ถูกทอดทิ้ง ฉะนั้นคณะกรรมาธิการเราจึงให้ ความสำคัญ สำคัญที่สุดก็คือการแก้ไขการปฏิรูปด้านแรงงานให้กับคนไทยเราก่อน เพื่อให้ สนองกับงานในประเทศ โดยเราจะต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติให้น้อยที่สุดตามความจำเป็น และในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับข้อมูลแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยนั้น ซึ่งปัจจุบันก็เป็น ข่าวฮอต (Hot) ข่าวฮิต (Hit) ขึ้นในประเทศไทยอยู่ตลอดเกือบทุกวัน รวมทั้งมีการอพยพ ของโรฮีนจาที่เข้ามา แล้วก็มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เข้ามาสู่ประเทศไทย แล้วก็ประเทศ เพื่อนบ้าน อันนี้ก็ปัญหาหนึ่งก็อาจจะแตะ ๆ อยู่กับปัญหาภาคแรงงาน คือต้องการเข้ามา ทำงาน เข้ามาหางานทำเช่นกัน ฉะนั้นในเรื่องแรกก็คือแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาตาม ข้อตกลงเอ็มโอยู (MOU) คือแรงงานที่ถูกต้อง เข้ามาตามข้อตกลงเอ็มโอยูระหว่างประเทศ ซึ่งหลัก ๆ ก็มีพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม แรงงานข้ามชาติที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ อันนี้ รัฐบาลเราได้เปิดทำการพิสูจน์สัญชาติขึ้นเป็นระยะ ๆ แล้วปัจจุบันก็กระทำไปได้แต่ยังไม่ยุติ ก็มีแรงงานที่ผิดกฎหมายโผล่ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ
แรงงานข้ามชาติตามข้อตกลงการส่งเสริมการลงทุน ก็คือข้อตกลงทางด้าน การส่งเสริมการลงทุนของประเทศเรา แล้วก็แรงงานข้ามชาติตามสัญญาจ้างทั่วไปและกลุ่ม แรงงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้าเมืองมาทำงาน เพื่อให้เชื่อมโยงการบริหารจัดการข้อมูลร่วมกัน กับทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องของประเทศ เราจึงจัดตั้งศูนย์ข้อมูล หรือฐานข้อมูลขึ้นในธนาคารแรงงาน ซึ่งจะเกี่ยวข้องบูรณาการกับกระทรวงหลัก ๆ ก็คือกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ในลำดับแรกผมขอกล่าวในภาพรวมการปฏิรูปวาระที่ ๓๗ ปฏิรูปการแรงงาน ซึ่งมีเรื่องหลัก ๆ สำคัญ ๓ เรื่องดังที่กล่าวไปแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลาในลำดับต่อไป ก็ขออนุญาตนำเสนอในรายละเอียด กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาที่จะปฏิรูปในเรื่องการพัฒนา ฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย การมีงานทำ ที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ขอเชิญท่านพรรณี จารุสมบัติ เชิญครับ ขอบคุณมากครับ
กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน พรรณี จารุสมบัติ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูป การแรงงาน คนที่หนึ่ง ขอนำเสนอเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราเข้าประเด็น ปัญหากันเลย ประเด็นปัญหาของฝีมือแรงงานแห่งชาตินั้น แรงงานไทยนั้นที่เห็น ๆ ก็จะมีอยู่ ๕ ประเด็น
ประเด็นแรก คือขาดสมรรถนะเชิงวิชาชีพ หมายถึงไม่ใช่แต่เพียงทักษะเชิงเทคนิค อย่างเดียว รวมถึงซอฟต์ สกิล (Soft skill) ที่จำเป็นในวิชาชีพด้วย ทำให้ความสามารถในการ แข่งขันและผลิตภาพต่ำ
ประเด็นที่ ๒ การไม่มีเส้นทางอาชีพหรือแคเรียร์ พาธ (Career path) ที่ชัดเจนทำให้ขาดทิศทางในการพัฒนาตัวเองเพื่อยกระดับในวิชาชีพ
ประเด็นที่ ๓ ค่าตอบแทนผูกกับคุณวุฒิการศึกษา ซึ่งบางครั้งไม่แสดงถึง สมรรถนะในการประกอบอาชีพ ทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะฝีมือวิชาชีพ
ประเด็นที่ ๔ ไม่สามารถทำงานได้ทันทีภายหลังจบการศึกษา ซึ่งพวกเราคง ตระหนักกันดีมากในประเด็นข้อนี้ ซึ่งทำให้เมื่อเราไม่สามารถทำงานได้หลังจบการศึกษาก็จะ มีความจำเป็นต้องไปรับการอบรม การฝึกทักษะเพิ่มเติม อันนี้ทำให้สิ้นเปลืองเวลา และงบประมาณ
ประเด็นสุดท้าย ในอนาคตประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นตามที่ท่านประธาน กรรมาธิการได้กล่าวไปแล้วนั้น ทำให้เราต้องคำนึงถึงแรงงานในวัยดังกล่าวด้วย
สรุปแล้วปัญหาของฝีมือแรงงานไทยนั้น หรือการพัฒนากำลังคนของประเทศไทย ไม่ใช่ว่าเราไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเรามีจำนวนมาก ที่รับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานต่าง ๆ และมีมาตรฐาน นำมาตรฐานสากลมาใช้นั้น แต่สิ่งหนึ่ง ที่เป็นปัญหาก็คือหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกันขาดการบูรณาการให้เป็นทิศทางเดียวกัน ทั้งระบบอย่างชัดเจน ขาดการกำกับดูแลในภาพรวมเพื่อสนับสนุนและผลักดันให้เกิด ผลสัมฤทธิ์
ทีนี้มาดูว่าแนวทางการปฏิรูปเพื่อพัฒนากำลังคนและฝีมือแรงงานนั้น การพัฒนา ภายใต้กรอบนี้จะครอบคลุมถึงประชากรเกือบทั้งหมดของประเทศ โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมาย หลักเป็น ๓ กลุ่ม
การที่เราจะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์พัฒนาคนเพื่อจะนำไปปรับกับรูปแบบ ที่ปฏิบัติในปัจจุบันนี้ แล้วก็บูรณาการสิ่งที่เป็นความต่าง ซึ่งกรอบนี้ก็จะเตรียมคนตั้งแต่เด็ก จนถึงมัธยม การเรียนการสอน แนะแนวอาชีพ ให้ข้อมูลตลาดแรงงานเพื่อให้เด็ก และประชาชนได้เข้าใจตลาดแรงงาน ตลาดอาชีพ
กลุ่มที่ ๒ เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตลาดแรงงานขาดแคลน คือกลุ่ม ช่างฝีมือ หรือการศึกษาสายอาชีวะ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนเรียนรู้เรื่องจริงสามารถนำไปปฏิบัติได้ กรอบนี้จะฝึกทักษะในรูปแบบที่เน้นความสามารถและสามารถปฏิบัติได้จริงแตกต่างจาก การเรียนรู้แนวเดิม ๆ
กลุ่มที่ ๓ เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หรือกำลังแรงงานของชาติที่มี ประมาณ ๓๘-๓๙ ล้านคนในทุกสาขาอาชีพ กลุ่มนี้ไม่มีโอกาสกลับมาเรียน ต้องเรียนลัด เรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้จากงาน และต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา ตลอดชีวิต เราต้องเสริมแรงกระตุ้น สร้างโอกาสให้กลุ่มนี้มีการขยับฐานะ หรือสถานภาพทางสังคม โดยเสริมทักษะ ผลักดันให้มีการทดสอบเป็นระยะเพื่อให้ได้มาตรฐานฝีมือแรงงานที่มีกรอบ กำหนด กรอบคุณวุฒิวิชาชีพในแต่ละสาขา โดยจะต้องพัฒนาระบบการฝึกทักษะให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โอกาสประชากรกลุ่มนี้เข้าถึงก่อนเตรียมตัวเข้าทดสอบเพื่อให้ได้ มาตรฐานทักษะ หรือเข้าทดสอบตามกรอบคุณวิชาชีพต่อไป
สำหรับกลุ่มแรกนี้แนวทางที่เราจะพัฒนาและนำเสนอนี้จะมี ๒ โมเดล (Model) โมเดลแรก ก็คือเอสทีอีพี (STEP) ก็คือสกิลส ทูวาร์ด เอ็มพลอยเมนท์ แอนด์ โปรดักทิวิตี (Skills Toward Employment and Productivity) เป็นกรอบที่เวิลด์แบงก์ (World Bank) นั้นใช้อยู่ ซึ่งทักษะนี้จะมุ่งการที่ทำงานและเพิ่มผลิตภาพเป็นกระบวนการ พัฒนาที่เน้นการดูแลกำกับ ถ้าดูจากแผนภูมิจะเห็นมีสเต็ป (Step) อยู่ ๕ สเต็ปนั่นเอง ในโมเดลนี้ที่เรานำมาใน ๕ สเต็ปนี้ก็จะมีตั้งแต่เริ่มฝึก ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยแต่ละช่วงชีวิตจะมีการเรียนรู้ที่กำหนดกรอบ แนวทางของการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเตรียมคนสำหรับโลกแห่งการทำงาน ในอนาคต
โมเดลเวิลด์แบงก์ กรอบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การแรงงาน ระหว่างประเทศ ประยุกต์หรือร่วมกับโมเดลอื่น ๆ ที่สอดคล้องนะคะ
และอีก ๑ โมเดลก็คือแนวคิดในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยนำมา จากหลักการของอนุสัญญา ฉบับที่ ๑๔๒ ว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไอแอลโอ (ILO) ทีนี้หลักการการเตรียมคนในวัยเรียนโดยเฉพาะในระดับมัธยมให้เข้าใจเรียนรู้ ตลาดวิชาชีพ มีระบบการแนะแนวอาชีพเพื่อให้เยาวชนได้เข้าใจและประเมินตนเองว่า ตนนั้นจะถนัดสนใจในทางไหนให้สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงของตลาดแรงงาน ที่เปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบันนี้นะคะ
ในกลุ่ม ๒ นี้เราจะฝึกใช้โมเดลแบบซีบีที (CBT) ก็คือคอมพีเทนซี เบสด์ เทรนนิง (Competency Based Training) ซึ่งโมเดลนี้ต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมัน ปัจจุบันนี้ มีประเทศที่ใช้ที่พัฒนาไปอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ คือประเทศเกาหลีใต้ และประเทศสิงคโปร์นั่นเอง อันนี้เป็นการออกแบบให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญสามารถควบคุม การเรียนของตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิม เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งประเทศพัฒนา อย่างประเทศต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ
กลุ่มที่ ๓ นี้เป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด ที่บอกไว้แล้วว่า ๓๘-๓๙ ล้านคนนั้น เราก็ต้อง เสริมทักษะอัดฉีดปัญญาให้เกิดกับบุคคลเหล่านี้โดยไม่คำนึงว่าพื้นฐานการศึกษาเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จะออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม มีการเปรียบเทียบ แนวทางหลักการการเรียนการสอนแนวทางเดิมกับแนวทางใหม่ อยากให้ท่านสมาชิกดูได้ ในรายงานที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานเรานำเสนอ เป็นตารางเปรียบเทียบแนวทางใหม่ กับแนวทางเดิม อันนี้ก็คือที่เรานำเสนอสำหรับโมเดลต่าง ๆ
ทีนี้มาดูว่าหน่วยงานหลักในการพัฒนากำลังคนที่เป็นหน่วยงานหลัก ๆ ในประเทศเรานั้น พวกเราคงทราบกันดีไม่พ้นกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องคุณวุฒิวิชาชีพต่าง ๆ ในกรอบนั้น ทีนี้ปัจจุบันประเทศไทย มีหน่วยงานหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนา หลัก ๆ อย่างเช่น กระทรวงแรงงานนั้นเราก็มี กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินการเกี่ยวกับมาตรฐานฝีมือแรงงาน ทั้งอบรมและทดสอบ กระทรวงศึกษาธิการก็มีอาชีวศึกษา อุดมศึกษา รวมทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดการศึกษา ระดับต่าง ๆ โดยมีสภาศึกษาดูเรื่องนโยบายการศึกษาและกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เรายังมี หน่วยงานที่เกี่ยวกับ อย่างเช่น สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพและหน่วยงานอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนให้เจ้าของอาชีพจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ดูแลเรื่องกรอบคุณวุฒิ วิชาชีพ เป็นศูนย์กลางข้อมูลของประเทศเกี่ยวกับมาตรฐานอาชีพ ซึ่งหน่วยงานหลัก ๆ ต่าง ๆ นี้ ในประเทศเราก็มีอยู่จำนวนมากอยู่แล้ว
ทีนี้ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานนั้น เรื่องพัฒนาฝีมือแรงงานนั้น เราก็ได้มีแนวคิดการบูรณาการการพัฒนากำลังคน คือปัจจุบันนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบต่าง ๆ ของการพัฒนากำลังคนเรามีอย่างครบทั้งระบบอยู่แล้ว อย่างที่นำเรียนไปว่าขาดการบูรณาการ ในการทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ แผนผังของภาพนี้ก็คือการบูรณาการการพัฒนากำลังคน และฝีมือแรงงานของประเทศ โดยเชื่อมโยงการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ประสานในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน จะเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับมาตรฐานอาชีพ กรอบคุณวุฒิวิชาชีพที่ประเทศเรามีอยู่แล้วนั้นจะรับผิดชอบเรื่อง มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ โดยส่งเสริมให้เจ้าของอาชีพสร้างมาตรฐานของตนเอง และเป็นศูนย์กลางข้อมูลเรื่องมาตรฐานอาชีพของประเทศเรา ทีนี้ในการดำเนินการเราก็จะ ส่งต่อให้กระทรวงศึกษาธิการเพื่อปรับหลักสูตร จัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ตามมาตรฐาน อาชีพ โดยเฉพาะอาชีวศึกษาที่ต้องประสานกับกระทรวงแรงงาน เฉพาะกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดระบบฝึกอบรม พัฒนาบุคคลในระหว่างการทำงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง หรือการฝึกอบรมเพื่อเตรียมคนเข้าสู่อาชีพนอกระบบการศึกษา และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลประกันสังคม ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ โดยการกำกับ ดูแลและอำนวยการให้เกิดการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาล ผ่านแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติในการพัฒนาศักยภาพกำลังคน ของประเทศ โดยประเด็นในการปฏิรูปนั้น จากเหตุผลดังกล่าวนี้เราก็ได้ศึกษาร่วมกัน ไม่ว่า จะเป็นหน่วยงานของกระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ได้ส่งหน่วยงาน เข้ามาร่วมกับอนุกรรมาธิการพัฒนาฝีมือแรงงานเรา และมีหน่วยงานจากสถาบันวิชาชีพ รวมทั้งจากผู้ประกอบการ และจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ อาชีวศึกษาทั้งหลาย เราก็ได้รวม สรุปกันว่าเราควรจะเสนอประเด็นในการปฏิรูป คือออกกฎหมายพระราชบัญญัติบูรณาการ พัฒนากำลังคนและฝีมือแรงงานแห่งชาติ ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยมี เนื้อหาหลักคือจัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการพัฒนากำลังคนและฝีมือแรงงานแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กำกับ ขับเคลื่อนกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และบูรณาการการทำงานในทิศทางที่สอดคล้องกัน โดยการประสานนโยบาย การบังคับใช้ กฎหมายที่มีอยู่ หรือออกกฎหมายใหม่ให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ด้านการศึกษา ด้านการค้า การลงทุน ด้านการจ้างงาน การคุ้มครองแรงงานและการประกอบอาชีพ และด้าน สิทธิประโยชน์ทางภาษี
ในแผนภาพต่อไปจะเห็นว่า โครงสร้างคณะกรรมการบูรณาการในการพัฒนา กำลังคนและฝีมือแรงงานแห่งชาตินั้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานหรือบุคคล ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย มีองค์ประกอบของคณะกรรมการที่เราจะแบ่งเป็นหน่วยงาน หลัก ๆ นี้ ก็มีภาคความต้องการ ภาคผลิต ภาคพัฒนา แล้วก็ภาคนโยบาย ไปดูว่าในภาคนโยบายนั้น นายกรัฐมนตรี แล้วก็สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะกำกับดูแลภาพรวม ทิศทางการพัฒนาของประเทศ หน่วยงานที่จะเชื่อมโยงก็จะมีสถาบันที่เกี่ยวกับวิชาชีพ คุณวุฒิวิชาชีพ แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งองค์การมหาชน กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นศูนย์กลางการประสานระหว่างภาคนโยบาย ภาคผลิต และภาคพัฒนา โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลและสนับสนุนด้านกฎหมายที่จำเป็น ภาคความต้องการ จะมีภาคกระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมที่มีข้อมูลการตลาดและทิศทางของเศรษฐกิจในระดับปฏิบัติ รวมทั้ง ความต้องการกำลังคนในสาขาวิชาชีพและระดับต่าง ๆ
เรามาดูภาคผลิตนะคะ ภาคผลิตแน่นอนก็ต้องไม่พ้นกระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นส่วนการผลิตกำลังคนเพื่อสนับสนุน การพัฒนาประเทศ
ภาคพัฒนา กระทรวงแรงงานก็ต้องเป็นแม่งานแน่นอน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นส่วนการพัฒนากำลังคน ระบบการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการสมรรถนะที่สูงขึ้น ของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกำลังคนหรือแรงงาน ของประเทศ
ทีนี้มาดูว่าผลสัมฤทธิ์ ตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจากการบูรณาการนี้ เราก็ ได้ศึกษาแล้วว่า ตัวบ่งชี้นี้จะได้ ๔ เรื่องดังนี้
หลักสูตรการศึกษาสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจบ่งชี้โดยผู้ที่จบการศึกษานี้จะได้รับการรับรองสมรรถนะ ตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กำหนดโดยภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ในแต่ละสาขาวิชาชีพ ทั้งนี้ปัจจุบันได้เริ่มกระบวนการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนบ้างแล้ว ในบางสาขาของระดับอาชีวศึกษา โดยประโยชน์ที่ได้คือการที่จบการศึกษาแล้วได้รับ การรับรองและสามารถทำงานได้ทันที อันนี้เราจะตอบโจทย์ที่ว่าจบมาแล้วนั้นต้องไปฝึกกันใหม่ สามารถขับเคลื่อนให้ผู้เรียนในระดับอาชีวศึกษาจบมามีงานทำได้ทันที
แรงงานและกำลังคนของประเทศมีสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ อันนี้ก็บ่งชี้ว่า จำนวนผู้ที่ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพตามมาตรฐานอาชีพ และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานนั้น ผู้ประกอบการสามารถแสดงต่อคู่ค้าเพื่อยืนยันถึงความสามารถในการดำเนินงานและการมี ผลิตภาพที่สูงกว่า ขณะเดียวกันผู้ประกอบอาชีพหรือแรงงานปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐาน ในวิชาชีพโดยได้รับการรับรองในระดับชาติ และสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความก้าวหน้า ในอาชีพ รวมทั้งอ้างอิงในการเคลื่อนย้ายการทำงานไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) เพราะต่อไปเมื่อเราเปิดเออีซี (AEC) แล้ว การเคลื่อนย้ายทางแรงงานนี้จะเป็นอย่างเสรี นั่นเอง
ประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง อันนี้เราจะบ่งชี้โดยดัชนีความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศด้วยสมรรถนะของกำลังคนที่มีมาตรฐานและศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อผลิตภาพของประเทศที่มากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มดัชนีความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศได้ในที่สุด
ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือ ซึ่งปัจจุบันนี้ตามที่ ท่านประธานได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่า ปัญหาใหญ่ของเราคือขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือ บ่งชี้โดยจำนวนผู้ที่ได้รับการรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพในระดับ ทักษะฝีมือมากขึ้น ทั้งนี้ในปัจจุบันการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือเป็นปัญหาหนึ่ง ที่สำคัญของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม โดยแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือ ซึ่งมีผลิตภาพ แรงงานต่ำ
ทีนี้เรามาดูว่าสำหรับผลกระทบในวงกว้างของประเทศว่า หลังจากที่เราได้ นำเสนออันนี้มาแล้วและถ้าเราทำตามข้อเสนอหรือการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ แล้วนี้ ผลกระทบที่ในวงกว้างของประเทศนั้นก็คือ เกิดการพัฒนากำลังคนในทิศทางที่สอดคล้องกัน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ไม่ขาดแคลนแรงงานที่มีสมรรถนะและทักษะฝีมือในสาขาที่ต้องการ เป็นการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน สามารถตอบโจทย์ปัญหาแรงงาน และกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้กำลังแรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเพื่อตอบสนอง การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือ เมื่อหลักสูตรสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพที่กำหนด โดยเจ้าของอาชีพ จะเกิดการส่งเสริมให้เกิดการเรียนในสาขาวิชาชีพมากขึ้น จะเพิ่มสัดส่วน การเรียนต่อในระดับอาชีวศึกษา การมีระบบคุณวุฒิวิชาชีพทำให้ระบบค่าตอบแทนไม่ขึ้นกับ คุณวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว เป็นการแก้ปัญหาค่าตอบแทนไม่สัมพันธ์กับสมรรถนะ และทักษะฝีมือ การจัดการฝึกอบรมเพิ่มเติมตรงกับความต้องการพัฒนาสมรรถนะ ตามมาตรฐานอาชีพ จะเห็นว่าที่เรานำเสนอสำหรับพัฒนาฝีมือแรงงานนั้นจะเป็นกรอบร่าง ซึ่งเราคงจะมีการศึกษากันต่อนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอจบการนำเสนอการพัฒนาฝีมือแรงงาน และขอขอบคุณค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม กิตติ โกสินสกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดตราด ในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ท่านประธานที่เคารพครับ จากในการที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานของท่าน พลโท เดชา ปุญญบาล พร้อมคณะ เราได้มีการ รวบรวมศึกษาในประเด็นต่าง ๆ มีการเดินทางไปเพื่อรับฟังความคิดเห็นในหลายพื้นที่ของ ประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ครบของทุกที่ที่มีความเกี่ยวพันและมีความต้องการในเรื่อง ของการใช้แรงงานข้ามชาติ ก็เป็นการสืบเนื่องที่ผมจะนำข้อมูลที่ได้สรุปเป็นการทำรายงาน ช่วงแรกต่อเนื่องจากคณะของพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้สอดรับกัน การพัฒนาฝีมือแรงงานนั้น เป็นประโยชน์ไปยังถึงแรงงานข้ามชาติในอนาคตอย่างแน่นอน ในฐานะที่ผมเองนั้นได้มี โอกาสรับผิดชอบในภารกิจที่ท่านประธานและท่านกรรมาธิการทุกท่านได้มอบหมายให้ จากผลรวมของการรวบรวมข้อมูลในประเด็นศึกษาทั้งหมด เราไปมาหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของประเด็นปัญหาในเรื่องของหลักการและเหตุผล และในเรื่องของวิธีการพิจารณา ตลอดจนกระทั่งถึงการรวบรวมผลสรุปในการที่จะเสนอต่อสภาเพื่อรับฟังคำเสนอแนะ จากท่านสมาชิกทุกท่าน แต่ก่อนอื่นที่จะเข้าสู่ในรายละเอียดทั้งหมดก็ต้องขอกราบขอบคุณ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติอย่างยิ่งที่ได้กรุณารับข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของพี่น้อง ชาวสวนที่ต้องการใช้แรงงานในกรณีเร่งด่วนผ่านไปยังคณะรัฐบาล และขณะนี้ ทางคณะรัฐบาลก็ได้กรุณาดำเนินการเพื่อให้เกิดการสอดรับในเรื่องของป้องกันความเสียหาย ทางด้านฐานเศรษฐกิจในส่วนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวน แล้วก็เป็นอานิสงส์ในเรื่องของ การที่ได้ใช้แรงงานที่ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ที่จำเป็นอีกหลายจังหวัดด้วยกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากข้อเสนอทั้งหมด และมีส่วนการที่จะนำมากราบเรียนในที่ประชุมแห่งนี้นั้น ผมต้องขอกราบเรียนว่าแรงงานข้ามชาตินั้นเป็นการเข้ามาถึงวันนี้ประมาณ ๒๐ ปีด้วยกัน ในอดีตที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่า แรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในภาคประมง ครั้งแรก ประมาณสักปี ๒๕๓๐ กว่า ๆ เหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะเนื่องจากในสมัยปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ สถานภาพความเสี่ยงอันตรายที่เกิดขึ้น แล้วพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้ความกังวลมาก ก็คือพายุเกย์ สิ่งที่เกิดมหันตภัยครั้งใหญ่ทำให้พี่น้องที่เป็นแรงงานในภาคอีสานนั้นสูญเสีย ชีวิตอย่างมากมาย จึงเป็นเหตุให้คนจำนวนมากละทิ้งอาชีพประมงหรือที่จะไป ออกเรือประมง ประกอบกับการที่มีพื้นที่พรมแดนติดต่อกัน อีกหลายเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กัน ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว หรือพม่าก็ง่ายต่อการที่จะนำแรงงานเข้ามา ในช่วงแรก ๆ ก็ไม่ค่อย มีปัญหา แต่พอมาสักระยะหนึ่งหลังจากที่มีการพัฒนาทางด้านสังคม วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่เข้า มาในโลกนี้ที่มาประเทศไทยมีความนิยมชมชอบในวัฒนธรรมเหล่านั้นจนทำให้เกิดความเคยชิน ทำให้หลายคนที่เป็นคนที่จะเข้าสู่วัยทำงานเปลี่ยนความคิด แล้วละทิ้งในการที่จะทำงาน โดยมุ่งเน้นที่จะต้องเรียน ศึกษา เพื่อให้เกิดมีความรู้และมีใบปริญญา ประกอบกับการเลี้ยงดู ของพ่อแม่หรือผู้นำครอบครัวเองก็ไม่ได้ปลูกฝังตั้งแต่แรก จึงทำให้เกิดการขาดแรงงาน ในภาคต่าง ๆ อย่างมาก พอหลังจากนั้นที่มีการเข้ามาสู่ขบวนการในเรื่องของการเลื่อนไหล ของประเทศต้นทางที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งเห็นว่าเป็นแหล่งงานที่สามารถผลิต และได้เงินเพื่อเลี้ยงครอบครัว ส่งกลับไปยังครอบครัวทางบ้านได้ก็ตามกันมา จากเหตุดังกล่าว ที่ผมได้นำกราบเรียนส่งผลให้ภาคส่วนธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้าง ร้านค้า ตลอดจน ถึงส่วนต่าง ๆ ที่จะต้องใช้คนมาช่วยหลังจากที่คนในครอบครัวทำไม่ทัน ก็มีการแสดงถึง ความต้องการเหล่านี้กระจายไปทั่วครับ แล้วในที่สุดก็เกิดการแย่งในตัวแรงงานด้วยกัน ในสมัยก่อนช่วงที่เกิดเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการแย่งในจำนวนแรงงานนั้น ยังพอที่จะสามารถ แก้ไขปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนแรงงานนั้นได้ไม่ยาก แต่หลังจากที่มีการแก่งแย่ง ในเรื่องของแรงงานมากขึ้นก็ทำให้การที่มีระบบราชการสูญเสียอย่างมาก ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอาจจะมีการพูดถึงในส่วนของส่วนราชการบ้าง แต่ก็เป็นในกรณีที่มี การศึกษาและรับฟังข้อมูลที่มาจากพี่น้องประชาชนที่มีปัญหา จากการที่เลื่อนไหลเข้ามาเป็น อย่างมากทำให้เกิดมีการคิดที่จะป้องกันแล้วก็มองเห็นถึงปัญหาในอนาคตว่าจะเกิดปัญหายุ่งยาก จะเกิดปัญหาที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่อาจสามารถแก้ไขได้ ยกตัวอย่างเช่น การก่ออาชญากรรม การลักเล็กขโมยน้อย การทะเลาะเบาะแว้งกันในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมบนบก หรือกลุ่มอุตสาหกรรมในทะเล ท่านประธานที่เคารพครับ หลายครั้งหลายคราวที่เกิด เหตุการณ์ที่ทางราชการไม่สามารถตามตัวกลับได้คือแรงงานฆ่าเจ้าของเรือ ขโมยเรือ ไปต่างประเทศ แรงงานปล้นทรัพย์สินของผู้ประกอบการร้านค้าอุตสาหกรรมบนบกก็ยังตามไม่ได้ จากสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบมากมายทำให้เกิดการสนใจจากภาคส่วนต่าง ๆ ขององค์การ ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเอ็นจีโอ (NGO) ไม่ว่าจะเป็นไอแอลโอ ซึ่งเป็นองค์การ แรงงานระหว่างประเทศ องค์กรนี้เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในเรื่องของสิทธิมนุษยธรรม กับมวลมนุษยชาติ หลังจากที่มีการเผยแพร่ในภาพข่าวต่าง ๆ ที่แสดงถึงการกดขี่การใช้แรงงาน แสดงถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดทะเลาะวิวาทในเรื่องของระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในส่วนของ แรงงานข้ามชาติ ทำให้ไอแอลโอนั้นให้ความสำคัญแล้วเข้ามาดูอย่างจริงจัง ประกอบกับ มีการตามเข้ามาในเรื่องขององค์กรต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญและเป็นห่วงในตัวแรงงาน ด้านมนุษยชน คือเอ็นจีโอ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่มันเป็นปัญหา ในทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าข้อมูลด้านหนึ่งถูกเผยแพร่ไปต่อสังคมโลกที่คนไทยเอง ก็ไม่มีโอกาสได้แก้ตัว ในส่วนราชการเองนั้นก็พยายามที่จะนำข้อมูลข่าวสารที่เป็นเชิงความจริงและบวกก็ไม่เคย ได้นำเสนอ ถ้าปัจจุบันนี้ถ้าต้องการรู้เรื่องแรงงานข้ามชาติกดอินเทอร์เน็ตเข้าไปเรื่องของ แรงงานข้ามชาติหรือแรงงานต่างด้าว ท่านจะพบว่าเป็นข่าวที่เสียหายสำหรับประเทศไทย อย่างยิ่ง มีการกำหนดกลยุทธ์วิธีการแซงชัน (Sanction) ในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ เข้ามาร่วม มีการโจมตีในภาคธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย สิ่งเหล่านั้นมันเริ่มต้นจากการที่แรงงานข้ามชาติเข้ามา ทำงานในฟาร์มกุ้งแล้วพาครอบครัวมาด้วย ตอนเช้าเวลาที่มีการที่จะต้องไปให้อาหารกุ้ง ตามเวลาที่ทางผู้เลี้ยงกุ้งกำหนด ลูกก็เดินตาม ในการเดินตามก็หิ้วสัมภาระไปช่วยพ่อ ตรงนั้น ละครับท่านประธานเป็นจุด ๆ หนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทยนั้นตกเป็นผู้ที่ได้รับสมญานามว่า เป็นผู้ที่ใช้แรงงานเยี่ยงทาสและแรงงานเด็ก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสียหาย ทำให้ ข้าราชการหรือส่วนภาครัฐก็ให้ความสำคัญ และสนใจในเรื่องของการที่จะเข้ามาดูแลในเรื่อง ของกฎระเบียบให้เคร่งครัด และพยายามวางระบบเพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยนั้นพ้นจากการที่ ถูกกล่าวหาอย่างนั้น ต่อมาหลังจากที่มีการให้ความสนใจของส่วนภาครัฐ ก็มีการไปตรวจสอบ และไปหาวิธีการโดยเชิญหลาย ๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในส่วนของแรงงานข้ามชาตินั้น เข้ามาร่วมกันหารือ มีการตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาเรื่องแรงงานข้ามชาติอย่างมากมาย โดยภายใต้การนำของกระทรวงแรงงานหลายสมัยครับ จากสิ่งเหล่านั้นที่ทำแต่กลับไม่ได้ตอบโจทย์ การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงในส่วนของแรงงานข้ามชาติเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งถึงวันนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานได้มีโอกาสได้ทำในเรื่องของการปฏิรูปด้านแรงงานก็หยิบยก ในเรื่องของแรงงานข้ามชาตินั้นมาแก้ปัญหาและพัฒนา หรือเรียกว่าการปฏิรูปโดยเบ็ดเสร็จ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เราได้ก่อนที่จะมีช่วงผ่านเปลี่ยนในเรื่องของการบริหารประเทศ เราได้เทียร์ ๓ (Tier 3) มาจากอเมริกา ที่เราได้เทียร์ ๓ จากอเมริกาในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ เราได้มาจากผลพวงของการที่มีคนหวังที่จะได้ผลประโยชน์กับตัวเองมากเกินไป นำเสนอ ในทางร้าย นำเสนอในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นทางลบหมด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วข้อที่สามารถ พิสูจน์ได้และเป็นความจริงไม่เคยเอาไปพูด แต่พูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง มีการจัดฉาก มีการจับตัวแรงงานขึ้นมา แล้วเขียนสคริปต์ (Script) ให้ แล้วถ่ายวิดีโอ (Video) เสร็จแล้ว ส่งทางอินเทอร์เน็ตเผยแพร่ไปในระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ก (SocialNetwork) ทั่วโลก สิ่งเหล่านั้นเป็นการเรียกแขกอย่างดีเลยครับ แล้วทำให้เกิดกรณีเทียร์ ๓ ขึ้น ซึ่งเราเอง เราก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าเมื่อไรเราจะปลดได้ วันนี้ต้องบอกเลยว่าในประเทศที่กล่าวหาเรา ยังมีแรงงานที่เรียกว่ายังไม่สมบูรณ์แบบหรือแรงงานข้ามชาติอย่างน้อยต้องมีประมาณ ๑๐ ล้านคนตามตัวเลขข้อมูล เขายังแก้ปัญหาเขาไม่ได้เลย แต่เขาเองเขาก็พยายามที่จะไปกด แล้วไปแซงชันในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่หอมหวาน แล้วเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่เหมาะในการทำการค้าและทำยุทธศาสตร์ในเรื่องของต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศที่มีอำนาจ นี่คือเหตุ เทียร์ ๓ จะปลดได้ ผมเชื่อมั่นว่าทำได้ แต่ต้องใช้เวลา ถ้าหากท่านคณะกรรมาธิการผมทุกท่านนั้นมีความตั้งใจอย่างที่เป็นอยู่ และได้รับความกรุณาจากท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติไปถึงคณะรัฐบาล ผมมีความเชื่อว่า ไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็เกือบว่าเราจะต้องแก้ไขในเรื่องของปัญหาแรงงานข้ามชาติ ได้แน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นและมันเรื้อรังอยู่ในขณะนี้ จากความที่ไม่เข้าใจ ในบริบทของแต่ละอาชีพ ธุรกิจที่เป็นธุรกิจที่มีปัญหา แล้วเรียกว่าเป็นฐานรากของเศรษฐกิจเลย คือธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อสร้างให้เกิดความเจริญทางด้านวัตถุ เกิดความเจริญทางด้านความมั่นคง ทางด้านที่อยู่อาศัย วันนี้มีปัญหาอย่างมาก แรงงานต่างชาติ หรือแรงงานข้ามชาติที่เราใช้กัน มาอยู่ในกิจการของกิจการแต่ละกิจการนั้น ๆ ใช้เวลาสั้นมาก เหตุที่มันสั้นมากมันเกิดจากปัจจัยที่ว่า ความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้แรงงานอย่างมาก แต่ไม่พยายามที่จะยอมรับในกฎกติกาของสังคมและกฎกติกากฎหมายของบ้านเมือง จึงทำให้มีการช่วงชิงแรงงานโดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น ให้ค่าแรงเพิ่ม ใช้ความสัมพันธ์ ของลูกน้องตัวเองที่มีอยู่เดิม และใช้ความสัมพันธ์ในการมีความรู้จักคุ้นเคยฉันพี่น้องกับตัวแรงงาน ต่อแรงงานด้วยกัน เกิดขึ้นทุกวันครับท่านประธาน แต่เสร็จแล้วหลังจากที่เกิดขึ้นในลักษณะนั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเลยว่าเราสูญเสียในเรื่องของระบบของราชการไปทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการคิดเอาประโยชน์กับตัวเองในส่วนของราชการ เกิดการขนถ่ายแรงงานโดยข้าราชการ จุด จุด จุด เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยมีข้าราชการ ไปหนุนหลังแรงงานที่เรียกว่าเป็นหัวหน้างาน แล้วไปตั้งกลุ่มก้อนเพื่อรวบรวมตัวแรงงาน แล้วขายไปทั้งก้อน มีคนตั้งก๊วนลักษณะที่ผมได้กราบเรียนในเบื้องต้น รวบรวมคนประมาณ สัก ๕-๖ คนแล้วคุยได้ ไปคุยกับผู้ประกอบการเรือประมง รับค่าใช้จ่ายล่วงหน้าคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๖ คนผมจ่าย ๖๐,๐๐๐ บาทครับ แต่ในการจ่าย ๖๐,๐๐๐ บาทไปนี่ เราคาดหวังว่าเขาจะอยู่กับเราได้เป็นเดือน แต่พอหลังจากเรือออกไป ๑ อาทิตย์กลับเข้ามาขึ้นฝั่ง เข้าเทียบท่า คนเหล่านี้ ๖ คนหายไปหมด เราก็ยังต้องยอมทนไปจ่ายล่วงหน้าให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อที่จะเอาคนนั้นมาลงเรือ เสร็จแล้วก็เป็นเหมือนเดิม จนกระทั่งเราเองในฐานะ ผู้ประกอบการเราก็ถามตัวเองว่า ตกลงเรากินข้าวหรือเปล่า เสร็จแล้วในวันหนึ่งเราก็ค้นพบความจริง สุดท้ายแล้วเราก็จะเจอเรื่องเหตุการณ์ว่าเราไม่เอาเรือเข้าฝั่งสัก ๑ เดือนดูสิจะเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ เกิดขึ้นจริง ๆ การที่ผมไม่เอาเรือเข้าฝั่ง ๑ เดือน มีผู้ที่บอกว่าตนเองนั้น เป็นผู้พิทักษ์และเป็นผู้ดูแลสถานภาพของด้านมนุษยชนของแรงงานต่างชาตินั้น ๆ เอาแค่ ใกล้บ้านเราคือเมียนมาร์ มาพร้อมกับตำรวจ ปคม. ครับ มาบอกกับผู้ประกอบการประมงว่า ช่วยเอาเรือเข้าฝั่งด้วย เพราะว่าเนื่องจากเราได้ข้อมูลจากตัวแรงงานที่อยู่ในเรือว่าไต๋เรือคุณ กำลังกดขี่การใช้แรงงาน ด้วยความที่ตกใจครับ เจ้าของเรือเพราะถ้าเกิดโดนคดีค้ามนุษย์ โดนคดีให้ที่พักพิงแรงงานต่างด้าว อย่างน้อยก็ต้องมี ๑๐ ปี ๒๐๐,๐๐๐ บาท ติดคุกกันยาว ก็เลยต้องเข้า แต่พอเข้ามาครับ ท่านประธาน เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ที่มันเกิดขึ้น เพราะคุณ ไม่เคยรักษากติกาเลย คุณยังปล่อยให้ไต๋เรือของคุณนั้นกดขี่แรงงาน พอเข้ามาถึงฝั่ง เขาก็ เอาคนกลับไป แล้วสุดท้ายเจ้าของเรือผู้ประกอบการเป็นอย่างไรครับ โดนดำเนินคดีครับ ในเมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมา ในเมื่อมากันทุกฝ่ายและมีผู้กล่าวร้องทุกข์ตั้งแต่ต้นก็โดนคดี สุดท้ายคดีตอนนี้ยังไม่จบเลย นี่คือเป็นเหตุมีการที่จะอยากจะสรุปสั้น ๆ ว่าเป็นการหลอกลวงหลังจากที่มีการใช้วิธีการพิเศษ ผมสืบข้อมูลมาว่าหัวหน้าแรงงานบอกกับตัวแรงงานที่รับค่าล่วงหน้ามาแล้ว แล้วบอกกับแรงงานว่า ทำอย่างไรก็ได้หนีกลับมาให้ได้ เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะไปรับล่วงหน้าใหม่ เดือนหนึ่งรับ ๓ ที่ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่เขาทำงานกันวันละ ๓๐๐ บาท มันเกิดอะไรขึ้นครับ มันเกิด กระบวนการเหล่านี้ สรุปแล้วข้าราชการปล่อยปละละเลย ข้าราชการเห็นด้วยกับขบวนการ เหล่านี้ ข้าราชการที่เป็นระดับสูงขึ้นไปก็ไล่ ๆ ขึ้นไป ผมเสียดายครับ ผมเสียดายว่า เมื่อถึงตอนหนึ่งแล้วผู้เป็นผู้บริหารระดับสูง ก่อนที่จะรับหน้าที่ทำงานได้ปฏิญาณตน ต่อหน้าพระพักตร์ว่า จะซื่อสัตย์สุจริตไม่คดโกง แล้วก็ไม่ทำผิดต่อบ้านเมือง แต่สุดท้าย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใกล้จะหมดเวลาแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริงทั้งสิ้น แล้วก็เป็นปัญหาที่คาใจและฝังลึกในความรู้สึกของพี่น้องประชาชน มาตลอด สุดท้ายพยายามที่จะได้รับการช่วยเหลือจากคณะรัฐมนตรี ใช้มติคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง ในการที่จะแก้ปัญหาลักษณะนี้ แต่ก็ล้มเหลว เหตุที่ล้มเหลวที่ผมจะนำกราบเรียนก็คือว่า ในเมื่อแรงงานที่ผมเล่ามันไหลอยู่ตลอดเวลา มันมาจากขบวนการคดโกง มาเจอขบวนการ หลอกลวง และสุดท้ายตามขบวนการต่าง ๆ ที่ผมได้นำกราบเรียน พอถึงตอนนั้นเข้าจริง ๆ การประกาศของคณะรัฐบาลหรือการประกาศของรัฐที่จะเปิดโอกาสให้จดทะเบียน ในระยะเวลา ๓๐ วัน หรือ ๖๐ วัน เราชาวประมงหรือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก่อสร้างก็ดี อุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ดี ยกเว้นว่าเป็นอุตสาหกรรมที่จะต้องทำจีแอลพี (GLP) เป็นอุตสาหกรรม ที่เป็นนิติบุคคลที่จะต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศ สิ่งเหล่านั้นจะต้องอยู่ในระเบียบทั้งหมด และมีการสร้างสวัสดิการให้กับตัวแรงงานอย่างครบถ้วน ตรงนั้นไม่มีปัญหา แต่อุตสาหกรรม ที่ต้องพึ่งอาศัยในเรื่องของกรรมกร ในเรื่องของแรงงานประมงมีปัญหาตลอด เหตุที่มีปัญหา ตลอด เราก็ไม่ได้ดีใจว่าเอาล่ะ วัน ๆ ถ้าเกิดมีปัญหาแล้วเราใช้วิธีการพิเศษแล้วเอาตัวรอด ไม่ใช่ ผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องการที่จะเข้าสู่ระบบ ต้องการที่จะเข้าสู่มิติของการที่จะ แก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่สุดท้ายแล้วก็ล้ม เพราะแรงงานนั้นมาหนีเอาตอนวันที่ ๕๐ แรงงานมาหนีเอาวันที่ ๖๐ แต่ข้อจำกัดในล็อกของเวลาที่ทางรัฐบาลได้ประกาศให้จด หลังจากนั้น ๑ วันคือเป็นเถื่อนทันที แต่ประกอบการกิจการต่าง ๆ ไม่สามารถหยุดได้ มันจะต้องเคลื่อนตัวไปตามบริบทของมัน ไปตามสัญญาที่เรามีสัญญาระหว่างการรับจ้าง ก่อสร้างหรือเตรียมพร้อมที่จะนำเรือออกสู่ทะเล เตรียมทุกอย่างพร้อม อย่างไรก็ต้องออกครับ ท่านประธาน จากสิ่งเหล่านี้เห็นชัดเจนแล้วว่าเงื่อนเวลาที่ทางภาครัฐกำหนดนั้นไม่ได้ผล แต่เราก็ไปมอง เราในฐานะที่เป็นภาคเอกชนเราก็มองว่าทำอย่างไรล่ะเราถึงจะแก้ปัญหา สิ่งเหล่านี้ได้ วันนี้จึงเกิดกระบวนการศึกษาและเกิดกระบวนการวิเคราะห์และพิจารณาต่าง ๆ จนท่านประธานเดชาได้กรุณาระดมในส่วนของผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในหลายด้าน วันนี้จึงมี ในเรื่องของการที่ผมจะสรุปในเรื่องของแรงงานข้ามชาติว่า เราจะต้องมีระบบในการสร้าง กลไกในการตรวจสอบ การตรวจสอบที่ว่านี้คือการตรวจสอบทั้งแรงงานและการตรวจสอบ อย่างหนักแน่นในส่วนขององค์กรภาคต่าง ๆ ไม่ให้เกิดคอร์รัปชัน (Corruption) และไม่ให้เกิด ในการที่จะหาช่องทางเอาประโยชน์ใส่ตัว โดยที่ไม่คำนึงถึงประเทศชาติบ้านเมือง มีการสร้าง วิธีการและเปิดให้มีการมีส่วนร่วมกับพี่น้องประชาชนโดยยกระดับผู้ประกอบการขึ้นมา เดิมที เรามองผู้ประกอบการว่าเป็นตัวปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับภาครัฐ แต่เราไม่เคยมองเลย แล้วเราก็ไม่เคยบอกกับเขาเลยว่า ถ้าคุณทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วคุณทำในสิ่งที่ดี แล้วคุณจะได้ อะไรจากรัฐ วันนี้ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการรายหนึ่งเราเศร้าสลดแล้วเราเสียใจมาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่เราเองเราก็ไม่เคยคิดที่จะทำผิดเลย แต่ด้วยเงื่อนเวลาของภาครัฐ ด้วยความจำเป็น ของการประกอบอาชีพ จึงทำให้เราจำเป็นจะต้องเลี้ยงดูครอบครัว จำเป็นจะต้องรักษาอาชีพ หรือธุรกิจของเราให้อยู่รอด การยกระดับผู้ประกอบการแล้ว เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสมาร่วมในการที่จะเข้ามา แก้ปัญหา หรือมาช่วยในการที่จะปฏิบัติรูปเรื่องแรงงานให้ได้ ทันทีที่แรงงานออกจากผมไป ๒ คน ผมแจ้งได้เลยกับใครก็ได้ที่เป็นเซ็นเตอร์ (Center) เหมือนที่ท่านประธานได้กล่าวไว้ แต่ต้นว่า จะมีการสร้างฐานข้อมูลและศูนย์เก็บข้อมูลเป็น วัน สต็อป เซอร์วิส ผมแจ้งครับ ท่านประธาน แรงงานชื่อ นาย ซ กับ นาย ง หายไป ๒ คน เสร็จแล้วแรงงาน ๒ คนของผม หายไประยะหนึ่ง ปรากฏว่าไปโผล่ที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการพัฒนาฝีมือแรงงาน ท่านแจ้งครับ ท่านแจ้งประธานเหมือนกัน ท่านบอกว่ามีคนเข้ามา ๒ คน อย่างน้อยเรารู้แล้ว เรารู้ว่าคนที่หาย จากเราไปและไปอยู่กับใคร แต่ในปัจจุบันนี้ท่านประธานที่เคารพ ไม่ทราบเลย ผมเชื่อครับว่า ที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ทราบดี เพราะอะไร เพราะวันหนึ่งถ้าเกิดไม่มีเด็กซักผ้า ใครมาก็ต้องรับ ไม่อย่างนั้นแม่บ้านไม่ให้เข้าบ้าน จริง ไม่จริงครับ อันนี้คือเป็นเรื่องจริง จากสิ่งเหล่านี้ถ้าเรา ยกระดับเราสามารถรู้แล้วสร้างฐานข้อมูลให้ได้ว่า เขามาจากไหน แล้วเขาไปไหน สุดท้าย เราจะรู้เลยว่าคนนี้มีประวัติอย่างไร แต่ก็ต้องอาศัยพึ่งบิก ดาตา (Big data) หรือดาตา เบส (Data base) ที่หลายคณะที่พยายามคิดกันเรื่องของการทำฐานข้อมูลทั้งประเทศ ทำฐานข้อมูลประชากร ส่วนที่มีกระทรวงใดหรือมีหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้อง กระผมไม่อยาก นำมาเรียนซ้ำ เพราะท่านประธานได้พูดไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอนุสัญญาหรือปฏิญญาที่หลาย ๆ ประเทศรับและปฏิบัติ เขารับเพื่อเขา จะคุ้มครองแรงงานเขา เขารับเพื่อที่จะดูแลและติดตามแรงงานที่ไปอยู่ต่างประเทศที่เขาเป็นเจ้าของ แต่มีหลายอนุสัญญาที่เราเองมีความอึดอัดที่จะรับ เนื่องจากการเตรียมการในเรื่องของระบบ การเตรียมการเรื่องฐานข้อมูล เรายังไม่พร้อม แต่ในอนาคตก็คิดว่าน่าจะพร้อมถ้าหากมี ความจริงใจ
สุดท้ายผมใช้เวลาเกินมานิดหน่อยตามข้อตกลงของในคณะ แต่ด้วยความที่ จำเป็นจะต้องนำเสนอเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในครั้งนี้ สุดท้ายคือการเปิดโอกาสให้ตัวแรงงานได้มี โอกาสแสดงตนและร้องทุกข์ต่อส่วนราชการว่าเขาได้ถูกกระทำย่ำยีอย่างไรในการที่อาศัย ผู้ประกอบการของกิจการนั้น ๆ อยู่เพื่อที่จะได้ค่าตอบแทนในการที่จะทำงาน สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ต่างประเทศอยากเห็น เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนที่จับตามองนี้อยากเห็นว่าเราใช้วิธีการ หรือใช้ยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาแรงงานและดูแรงงานในประเทศของเราที่เรียกว่าแรงงานข้ามชาติ อย่างเป็นธรรมหรือไม่ ในสิ่งนี้กระผมอยากจะฝากท่านสมาชิกทุกท่านว่าขอความกรุณา ท่านเถอะครับว่าหลายท่านนั้นมีความจำเป็นต้องใช้แรงงาน ก็ขอความกรุณาให้ข้อเสนอแนะ และให้ความคิดเห็น และขอให้สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้รวบรวมเป็นประโยชน์กับพวกเรานั้น เราก็จะ เก็บไปเพื่อที่จะพัฒนาและแต่งเติมในส่วนต่าง ๆ ให้ได้ดีมากขึ้น ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม นายกิตติภณ ทุ่งกลาง ขอนำรายงาน การศึกษาเรื่องการจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยหลักการและเหตุผลแล้ว การดำเนินการจัดตั้ง ธนาคารแรงงานให้เป็นของคนทำงานเพื่อการส่งเสริมการออมและการพัฒนาดำรงชีพ ของตนเอง อันจะนำไปสู่การดำรงชีพของคนงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดขึ้นจาก ๓ ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ในอดีตของผู้ใช้แรงงานมีแนวคิดที่จะจัดตั้งธนาคารแรงงาน ของคนทำงาน ซึ่งมีการเรียกร้องจากการทำงานเกิดขึ้นมาช้านาน ในสภาวะความเดือดร้อน ของคนทำงานที่ต้องทำงานภายใต้ค่าตอบแทนที่ต่ำ ต้องทำงานหนักกว่าปกติ เพราะต้อง ทำงานล่วงเวลาเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพที่ไม่ดี เมื่อประสบปัญหา การขาดรายได้จึงต้องหันไปหาแหล่งเงินกู้นอกระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง
ในประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยกร่างขึ้นโดยคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ จากผู้ทรงเกียรติหลากหลายสาขาได้บรรจุไว้ในมาตรา ๒๘๙ ให้มี การปฏิรูปด้านแรงงานตามแนวทางดังต่อไปนี้
๑. ตรากฎหมายและกำหนดกลไกเพื่อรับรองเสรีภาพของคนทำงาน นายจ้าง สมาคม การรวมกันตัวกัน การร่วมเจรจาต่อรอง ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลระหว่างประเทศ
๒. สนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อเป็นสถาบันการเงินของคนทำงาน ในการส่งเสริมการออมและพัฒนาตนเอง อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ประเด็นที่ ๓ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับวันที่ ๑ พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันกรรมกรสากล ในปีนี้ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีเปิดในปี ๒๕๕๘ มีความตอนหนึ่งว่า คนงานคือบุคคลที่มีความสำคัญ ต่อระบบการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ และการเจริญเติบโตของภาคธุรกิจด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นพลังขับเคลื่อนการทำงาน ในทุกกระบวนการ ทั้งภาคการผลิตและการบริการ เป็นฟันเฟืองที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมเจริญเติบโต ส่งผลให้ฐานเศรษฐกิจของไทยมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในการร่วมกัน ทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพงานให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ รัฐบาลพร้อมที่จะแก้ไข เรื่องแรงงานที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญอันดับ ๑ ของประเทศ โดยจะนำปัญหาเหล่านี้ มาคลี่คลายในแต่ละเรื่อง และยึดหลักการบริการจัดการด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาค และความสมัครสมานสามัคคี มีความมุ่งมั่นที่จะดูแลแก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศ ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนทำงานให้มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ เพื่อให้แรงงานทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๓ ประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุผลที่กรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ได้ดำเนินการจัดตั้งให้มีธนาคารแรงงานขึ้นในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
๑. เพื่อเป็นแหล่งทุนของคนทำงานในการจัดสวัสดิการแรงงานตามนโยบาย ที่ตนเองมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
๒. เพื่อให้เป็นสถาบันการเงินของคนทำงานในการแก้ไขปัญหาที่เคยมีในอดีต ซึ่งต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง
๓. เพื่อเป็นสถาบันการเงินของคนทำงาน ในการส่งเสริมการออมและพัฒนา ตนเองให้พ้นจากวงจรความยากจนสู่ความมั่งคั่งทางรายได้
๔. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้เข้าถึงแหล่งทุน ได้อย่างเป็นธรรม เป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของคนในชาติที่จะได้รับ การช่วยเหลือ ดูแลจากรัฐ
จากประเด็นดังกล่าว ธนาคารแรงงานมีที่มาของเงินลงทุน จากแนวความคิด ผู้ใช้แรงงานทั้งสิ้น กลุ่มเป้าหมายก็คือผู้ใช้แรงงาน ๓๙ ล้านคน โดยแบ่งเป็นแรงงานในระบบ จำนวน ๑๘ ล้านคน แรงงานนอกระบบ จำนวน ๒๑ ล้านคน แนวความคิดของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงาน ได้มีแนวความคิดว่าจะให้เป็นธนาคารของคนแรงงานโดยตรง อัตรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จนถึงเป็นหน่วยงานของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ ในขณะนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาความเหมาะสมว่าจะอยู่ในอัตราส่วนที่เท่าไร ในเบื้องต้น ที่คณะกรรมาธิการได้คิดเอาไว้ ก็คือให้คนทำงานทั้ง ๒๐ ล้านคน เป็นผู้ลงทุนก่อนในเบื้องต้น โดยการซื้อหุ้น หุ้นละ ๑,๐๐๐ บาท ก็จะมีเงินลงทุนประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทและส่วนต่าง ๆ ก็จะมาจากสำนักงานประกันสังคม ก็คือเงินฝาก ใช้คำว่า เงินฝาก ต้องเรียนว่าไม่ใช่เงิน ในส่วนของประกันสังคม เป็นเงินในส่วนของเงินฝากที่จะไปทำทุน รวมถึงกระทรวงการคลัง เป็นหลักในการบริหารจัดการการลงทุนในครั้งนี้
สำหรับที่มาของเงินทุนนั้น ในอันดับต่อไป คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า
๑. ต้องตราพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยให้เป็นธนาคารการเงิน ที่เป็นพิเศษเฉพาะกิจ เป็นธนาคารที่รัฐถือหุ้น ซึ่งต่างไปจากธนาคารพาณิชย์ทั่ว ๆ ไป
๒. ให้ธนาคารเปิดขายหุ้นให้แก่กลุ่มคนงานเป็นผู้ซื้อหุ้นก่อน โดยหน่วยงาน ภาครัฐและกองทุนประกันสังคมร่วมลงทุนซื้อหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมกับลักษณะของการ เป็นธนาคารแรงงาน
๓. จัดโครงการเงินกู้จากธนาคารแรงงาน ให้คนทำงานกู้ และให้ชำระคืน ภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้โดยให้มีบุคคลค้ำประกัน จำนวน ๓ ท่าน
๔. รายได้เพิ่มเติมจากการดำเนินงานของธนาคารให้จัดสรรตามกรอบภารกิจ ของธนาคาร ดังนี้
(๑) จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ลงทุน
(๒) จ่ายเป็นค่าบริการจัดการของธนาคาร
(๓) จ่ายค่าบริการให้นายจ้างหักเงินค่าจ้าง ณ ที่จ่ายของผู้กู้ส่งธนาคาร
(๔) ธนาคารสามารถให้สินเชื่อเพื่อการจัดสร้างฐานเศรษฐกิจของผู้ใช้แรงงาน เช่น
๑. สินเชื่อสนับสนุนสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการ
๒. สินเชื่อเพื่อการศึกษา การเรียนรู้สาขาต่าง ๆ
๓. สินเชื่อเพื่อการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน
๔. ศูนย์ประชุมสัมมนาและการพัฒนาทักษะ
๕. สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ
๖. สินเชื่อเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
๗. สินเชื่อเพื่อแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ
๘. สินเชื่อกองทุนพัฒนาทางสังคม
๙. สินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน
จากการบริหารงานดังกล่าว โครงสร้างของการบริหารจัดการ คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานได้ออกแบบไว้ โดยให้มีคณะกรรมการบริหารจากผู้แทนจากฝ่ายต่าง ๆ ตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้น แยกเป็นฝ่ายบริการ ฝ่ายเงินออม ฝ่ายสินเชื่อ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการลงทุน ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายบริหารกลุ่มลูกค้า ฝ่ายกฎหมาย โดยทั้งหมดนี้ เป็นกลไกที่มาจากกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือพระราชบัญญัติที่จะนำเรียนในภายภาคหน้า ต่อไป
ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการตั้งธนาคารแรงงาน
๑. คนทำงานมีธนาคารแรงงานในรูปแบบของธนาคารเฉพาะกิจ เป็นธนาคารพิเศษ โดยไม่พึ่งพาการกู้นอกระบบอีกต่อไป
๒. คนทำงานได้รับการส่งเสริมการออมในรูปของสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาตนเอง ให้พ้นวงจรความยากจน ก้าวขึ้นสู่ความมั่นคงทางรายได้อย่างยั่งยืน
๓. คนทำงานเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม ลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ ของคนในชาติจากการรับความช่วยเหลือจากรัฐ
๔. คนทำงานได้รับสวัสดิการทางการเงิน สังคมและครอบครัว ตามนโยบาย ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมบริหารจัดการและเป็นเจ้าของทุนได้ด้วยตนเอง
ข้อเสนอแนวทางในการดำเนินการ ควรตรากฎหมายและกำหนดกลไกในรูป ของพระราชบัญญัติการจัดตั้งธนาคารแรงงานให้เป็นสถาบันการเงิน ธนาคารเฉพาะกิจ ธนาคารพิเศษ เพื่อเป็นสถาบันการเงินของคนทำงานที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุน เงินกู้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นกลไกส่งเสริมการออม การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ของคนทำงานและยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ขออนุญาตกราบเรียนเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ในฐานะ กรรมาธิการครับ เรื่องที่จะรายงานต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็รายงานต่อท่านสมาชิกก็คือ เรื่องของความจำเป็นในการจัดทำฐานข้อมูล ทางด้านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน แล้วก็กรรมาธิการท่านอื่นได้พูดถึงปัญหาต่าง ๆ มา ๓ เรื่องด้วยกัน เรื่องของฝีมือแรงงาน เรื่องแรงงานข้ามชาติ แล้วก็เรื่องของธนาคารแรงงาน ส่วนเรื่องของฐานข้อมูลเป็นการผนวก ปัญหาของแรงงานไทยเข้าไปอยู่ในเรื่องของธนาคารแรงงาน ผมก็จะพูดสั้น ๆ เพราะว่าได้ใช้ เวลาของท่านไปมากพอสมควรแล้วครับ
ก็จะพูดถึงเรื่องเหตุผลความจำเป็นที่ต้องจัดทำฐานข้อมูล วัตถุประสงค์ก็มี สถานการณ์ด้านแรงงานเล็กน้อย ปัญหาที่ต้องจัดการ ความจำเป็นที่ต้องมีฐานข้อมูล ลักษณะของฐานข้อมูล แล้วก็ระบบสารสนเทศที่ต้องการ แล้วก็ข้อมูลที่ต้องจัดการ ในฐานข้อมูลนะครับ สั้น ๆ ครับ
เหตุผลที่ต้องมีฐานข้อมูลก็คือว่ามีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่บอกว่าประเทศไทยนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรชัดเจน มีประชากรมีอัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรวัยทำงานลดลง จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น จำนวนแรงงานเข้าสู่ระบบน้อยลง มีข้อมูลจากการวิจัยหลายรายงานแจ้งว่าประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเพื่อการแรงงาน เพื่อสถานประกอบการในประเทศไทย เรียกว่าการทำงานต่ำระดับ การทำงานผลิตภาพต่ำ การทำงานภาคเกษตรที่ใช้แรงงาน การทำงานภาคการผลิตที่ใช้แรงงานมาก เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นนี่เป็นความจำเป็นในการที่จะต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อทราบว่าสถานการณ์ ด้านแรงงานไทยเป็นอย่างไร
สถานการณ์แท้จริงก็คือว่ามีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เคลื่อนย้ายแบบไหนครับ เป็นการเคลื่อนย้ายแบบถูกต้อง ตามกฎหมาย ก็คือผ่านบริษัทจัดหางาน ผ่านกระบวนการเข้าเมือง แล้วก็มีการเคลื่อนย้าย ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านชายแดน ผ่านการลักลอบเข้าเมือง แล้วก็ผ่านนายหน้าค้ามนุษย์
ประการที่ ๓ ต้นทางของแหล่งแรงงาน ต้นทางนี้มีจากประเทศเพื่อนบ้านเรา จากประเทศเมียนมาร์ จากประเทศลาว จากประเทศกัมพูชา จากประเทศมาเลเซีย และจาก ประเทศเวียดนาม อันนี้เป็นต้นทางของแหล่งแรงงานที่เข้ามาในประเทศไทย การเคลื่อนย้าย แล้วอีกประการหนึ่งคือว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานของไทยเข้า ๆ ออก ๆ ในสถานประกอบการ แล้วก็แหล่งธุรกิจอยู่เสมอ อันนี้ก็เป็นความจำเป็นนะครับท่านประธานครับ ปัญหาที่เรา ต้องจัดการคือว่า เมื่อเราทราบว่าปัญหามันมีการเคลื่อนย้าย มีการเข้าออก มีสถานการณ์แรงงาน ที่ไม่สมดุล เราจะทำอย่างไร เราต้องจัดการ จัดการอย่างไรครับ เราต้องจัดการเรื่องของปัญหา แรงงานไทย สถานะของแรงงานไทยเราต้องทำอย่างไร แรงงานต่ำระดับทำอย่างไร แรงงานไร้ฝีมือ แรงงานมีฝีมือทำอย่างไร แรงงานข้ามชาติทำอย่างไร แรงงานหรือสถานประกอบการ ควรจะต้องจัดการอย่างไร แล้วก็แหล่งที่พักอาศัยของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เราต้องทราบและต้องจัดการอย่างไรครับ ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงของประเทศในเชิงของสังคม นี่คือปัญหาที่ต้องจัดการ เมื่อจัดการแล้ว การจัดการอย่างเดียวไม่สามารถที่จะได้คำตอบได้ ต้องมีการจัดการเชิงฐานข้อมูล นั่นคือเราต้องเก็บข้อมูลที่เป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติ และแรงงานไทยเพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลก็คือจัดเก็บข้อมูลที่เรียกว่า การจัดเก็บ ข้อมูลด้านแรงงาน การจัดทำฐานข้อมูลด้านแรงงาน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านแรงงาน เชื่อมโยงอย่างไรครับ เชื่อมโยงระหว่างกรม เชื่อมโยงระหว่างแหล่งงาน เชื่อมโยงระหว่าง การเคลื่อนย้าย และเชื่อมโยงระหว่างทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นเราต้องเชื่อมโยง แล้วเวลาเดียวกันเราต้องรู้ด้วยว่าสถานภาพของแรงงานนั้นมีการพัฒนาฝีมือไหม มีการศึกษา เป็นระดับใด ลักษณะแบบนี้ควรจะเป็น วัน สต็อป ยูนิต (One stop unit) นั่นคือเมื่อใดก็ตาม ที่เราอยากจะรู้ว่าต้นทางของนายจอหม่องอยู่ที่ไหน ต้นทางของนางสาวลัดดาอยู่ที่ไหน ต้นทางของนายละเวงอยู่ที่ไหน ต้นทางของนายกาเซ็มอยู่ที่ไหน เราสามารถตามไปดูได้ สุดทางปลายทางของนายจอหม่อง สุดท้ายปลายทางของนางสาวลัดดา สุดท้ายปลายทาง ของนายละเวง สุดท้ายปลายทางและที่อยู่ของนายกาเซ็ม เราสามารถรู้ได้ตลอดเวลา อย่างนี้ เราจะสามารถป้องกันทุกอย่างได้และสามารถเชื่อมโยงได้ และรู้ด้วยว่านายจอหม่อง นายกาเซ็ม นางสาวลัดดา แล้วก็นายละเวงไปอยู่ที่ไหน ดังนี้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ เมื่อเราจัดทำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ มีการเชื่อมโยงลักษณะของวัน สต็อป เซอร์วิสได้นี่ ลักษณะที่เราต้องการก็คือว่าเราต้องทำอยู่ที่ไหน ข้อมูลอยู่ที่ไหน อยู่ที่กระทรวงแรงงาน มีเกทเวย์ (Gateway) เชื่อมไประหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่าระบบไทยแลนด์ เนชันแนล ซิงเกิล วินโดว์ (Thailand National Single Window) ซึ่งอาจจะทำให้มี การเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลอย่างสะดวกมากขึ้น มีการเก็บข้อมูลทั้งหมด มีการสืบค้นข้อมูลได้ แล้วก็ส่งกลับข้อมูลได้ ทั้งหมดสามารถประมวลคำตอบได้ภายใน ๕ นาที ๑๐ นาที หรือไม่เกิน ๑๕ นาที เพื่อทราบคำตอบว่าสิ่งที่เกิดเป็นปัญหานั้นอยู่ที่ใด ฐานข้อมูลที่เราจะต้องทำ ต้องพึงประสงค์ ขอยกตัวอย่างคร่าว ๆ เช่น ข้อมูลสถานประกอบการว่าอยู่ที่ไหน สถานประกอบการเชิงธุรกิจ สถานประกอบการบอกตำแหน่ง บอกพิกัดด้วย บอกข้อมูล ตำแหน่งงานของผู้ที่เข้าสู่วัยทำงานด้วย บอกข้อมูลคุณสมบัติของลูกจ้างในตำแหน่งงานนั้น ๆ ด้วย บอกข้อมูลการจ้างงาน รายได้ แล้วก็ระบบลงทะเบียน ชื่อ สกุล หมายเลข เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่านายจอหม่องไม่มีบัตรประจำตัวเข้ามา เราต้องตั้งชื่อให้เขาเป็นนายจอหม่อง เอ แล้วก็ตามนายจอหม่อง เอ เข้าไปทุกที่ ฐานข้อมูลจะตามไปหมดเลย เพราะฉะนั้นนายจอหม่อง เอ ไปอยู่ที่ไหนเราจะรู้ทันทีเมื่อเราต้องการทราบ นี่คือตัวอย่างครับ ข้อมูลแรงงานไทย เช่นเดียวกัน เราก็ต้องทราบว่าข้อมูลแรงานไทยขณะนี้สถานภาพเป็นอย่างไรทั้งหมดล่ะครับ ข้อมูลแรงงานข้ามชาติก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้จะได้รับการพัฒนาให้อยู่ในสถานะที่เป็น สถานะปัจจุบันและสามารถเข้าใจง่ายและสามารถเชื่อมโยงได้ และได้คำตอบเร็วครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ นี่คือคำชี้แจงสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ
ขอบคุณมากค่ะ ครบแล้วใช่ไหมคะท่านประธาน การเสนอรายงานครบแล้วใช่ไหมคะ ไม่มี ท่านอื่นแล้วค่ะ ก็ขอขอบพระคุณค่ะ ที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการปฏิรูปแรงงาน ที่นำเสนอโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาที ตามที่เราได้ตกลงกันไว้ค่ะ ๕ ท่านแรก มีท่านโกวิท ศรีไพโรจน์ ท่านดอกเตอร์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ท่านทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด แล้วก็ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ดิฉันขอเชิญท่านโกวิท ศรีไพโรจน์ ค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๙ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทางฝ่ายคณะกรรมาธิการ ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ ได้ข้อมูลอีกมากมาย แต่เรื่องของการทำงานของแรงงานไทยนั้น หลังจากที่ได้ฟังทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาอภิปรายแล้วก็ให้ข้อมูลมา ท่านประธานครับ การบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยวันนี้ยังมีปัญหา แรงงานต่างด้าวที่เข้ามานั้น จริง ๆ แล้ว เรามีพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๒๑ สงวนอาชีพหลายอาชีพไม่ให้ คนต่างด้าวทำ แต่วันนี้คนต่างด้าวที่เข้ามานั้นเป็นการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายแล้วเราก็ผ่อนผัน ให้อยู่ในประเทศไทย แล้วก็ให้ทำงาน และทำงานต่าง ๆ เหล่านั้นที่จริง ๆ แล้วก็ขัดกับ กฎหมาย นี่ก็เป็นปัญหาเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งก็ส่งผลมาจากการทำงานของ ข้าราชการซึ่งไม่มีการบังคับใช้กฎหมายนั่นเอง อันนี้เป็นเรื่องแรกนะครับ
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของการแรงงานนั้น ในประเทศไทยมีองค์กรหลายองค์กร ตรวจสอบอยู่เยอะเหลือเกิน แต่ละองค์กรนั้นก็ทำงาน ต่างฝ่ายต่างทำไม่มีการบูรณาการ ร่วมกัน มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ยังเคยคุยกันเรื่องของแรงงานนี้เป็นไปได้ไหมครับว่า สามารถที่จะตั้งคณะทำงานที่จะปฏิรูปการบูรณาการ การทำงาน ร่วมงานของกลุ่มที่ดูแล แรงงานเหล่านี้
ประเด็นต่อไปท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตกล่าวถึงก็คือว่า เรื่องของแรงงานอาชีวศึกษาหรือแรงงานกึ่งฝีมือแรงงาน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีปัญหาอยู่อย่างมาก แรงงานกึ่งฝีมือ คือแรงงานอาชีวศึกษานั้นขาดแคลน เท่าที่ผมทราบตัวเลขมาคร่าว ๆ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าตำแหน่งงาน แต่งานอาชีวศึกษาไม่สามารถที่จะเรียนได้โดยตำรา เห็นด้วยกับทางท่านกิตติ โกสินสกุล ได้มีโอกาสคุยกับท่าน ยกตัวอย่างเช่น แรงงานประมง ไต้ก๋งเรือตอนนี้ต้องอาศัยคนต่างชาติมา ถามว่าทำไม เพราะเนื่องจากว่าคนไทยไม่ออกไปเป็น ลูกเรือประมง เมื่อไม่ออกเป็นลูกเรือประมงต่อไปจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาไต้ก๋งได้อย่างไร ตอนนี้ไป ๆ มา ๆ ก็จะกลายเป็นงานของคนต่างชาติทำ ตรงนี้เป็นเหมือนงานฝึกทักษะ มันไม่ใช่งานที่สามารถจะร่ำเรียนกันโดยตำราได้ การอาชีวศึกษาเราก็เหมือนกันครับ ท่านประธาน เป็นการศึกษาโดยการฝึกทักษะฝีมือแรงงานไม่ใช่การเรียนโดยตำรา ปัจจุบัน การเรียกร้องประชาชนให้มีการศึกษาทางด้านอาชีวศึกษาในทุกพื้นที่นี้ดีครับ แต่ว่า คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการอาชีวศึกษาบางส่วนแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้บูรณาการ ไปถึงกระทรวงศึกษาธิการหรือหลักสูตรด้วย หลักสูตรหรือว่าการจัดตั้งโรงเรียนทางด้าน อาชีวศึกษา ประชาชนเรียกร้องครับอยากจะให้ตั้งโรงเรียนที่โน้น ที่นี่ ที่นั่น เพื่อไม่ต้องการ ให้เด็กนักเรียนเข้ามาเรียนในเมือง หรือในกรุงเทพฯ มากนัก มีการสร้างโรงเรียน ในระยะ ๑๐ กว่าปีมานี้มีการสร้างโรงเรียนเยอะเหลือเกินในภาครัฐ แต่ปัญหาก็คือว่าสร้างได้ครับ เอางบประมาณการศึกษาลงไปสร้างได้ แต่ปัญหาก็คือว่าคุณภาพของโรงเรียนเหล่านั้น เป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง กศน. กศน. ก็คือการศึกษานอกโรงเรียน เอาคนที่ทำงานแล้ว มีเอ็กซ์พีเรียนซ์ (Experience) ในการทำงาน แล้วก็ไปเรียนประกอบทฤษฎีอีกเล็กน้อย แล้วก็ให้ประกาศนียบัตรเขาไป ตรงนี้เห็นด้วย แต่วันนี้เนื่องจากว่านโยบายการศึกษาที่ อุดหนุนรายหัวกลายเป็นว่า กศน. ไปเอาเด็กนักเรียนที่อยู่ในสถาบันการศึกษา เด็กนักเรียน ที่กำลังเรียนอยู่ในระดับการศึกษาภาคบังคับไปเรียน ขอโทษนะครับ วันนี้เด็กที่จบ ม. ๓ ไปเรียน กศน. เรียน ๘ เดือน ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ อย่างนี้มันไม่ถูกเรื่องแล้ว เพราะว่าการอาชีวศึกษาไม่ใช่แค่เรียนในตำรา แต่ต้องเป็นการเรียน ฝึกทักษะ ถ้าหากเราถามว่าผู้ประกอบการต้องการอะไร ผมเชื่อว่าท่านประธานเชื่อว่า ถ้าหากว่าท่านประธานต้องการเด็กที่จบจากสายพาณิชยกรรม อย่างน้อย ๆ พิมพ์ดีด ต้องพิมพ์ดีดเป็น หรือถ้าหากว่าเด็กที่จบช่างมา ถ้าช่างยนต์ก็ต้องซ่อมเครื่องยนต์เป็น แต่วันนี้กลายเป็นว่าเราเอาเด็กเข้ามาเรียนกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็ให้ประกาศนียบัตรวิชาชีพ มาโดย กศน. อย่างนี้มันไม่ถูกต้อง ส่งผลทำให้การอาชีวศึกษาตกต่ำ ส่งผลกระทบไปถึง การพัฒนาฝีมือแรงงานของประเทศไทย วันนี้ถ้าหากต้องการแรงงานทางด้านอาชีวศึกษา ผมพูดตรง ๆ นะครับว่าถ้าหากว่าต้องการอาชีพที่เป็นฝีมือจริง ๆ หายาก เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการด้วยว่า ถ้าเป็นไปได้ขอให้พัฒนาเกี่ยวกับเรื่องของ การอาชีวศึกษา วิชาอะไรบางวิชาไม่จำเป็นตัดไปเถอะครับ วิชาโครงงานต่าง ๆ เป็นเรื่อง ไม่เกี่ยวกับอาชีวศึกษาเท่าไรนัก ก็เวลาเท่าที่จำกัดมีแค่นี้ก็คงจะฝากท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการแค่นี้ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นกระผม นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดจันทบุรี ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน และท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นอย่างสูง ที่ได้กรุณานำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานในการบริหารจัดการพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และพื้นที่ชายแดนในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาของประชาชนโดยเฉพาะประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดตราด และจังหวัดสระแก้ว ในช่วงภาวะวิกฤติของการขาดแคลน แรงงานต่างด้าว เพื่อประกอบกิจการผลไม้และกิจการที่ต่อเนื่องจากผลไม้ อันเป็นมูลค่า ทางเศรษฐกิจนับหลายหมื่นล้านบาท กล่าวคือในช่วงของฤดูผลไม้นั้นประชากรจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียงที่ประกอบอาชีพดังกล่าวมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบในการเก็บเกี่ยวผลไม้ เพื่อที่จะจัดการส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่ในภาวะดังกล่าวนั้นในรอบปีที่ผ่านมาหรืออื่น ๆ นั้น ประชาชนประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเป็นอย่างยิ่ง ไม่สามารถที่จะจัดการในการที่จะ เก็บเกี่ยวผลไม้และส่งไปยังต่างประเทศได้ในระยะเวลาอันทันท่วงที ซึ่งปัญหาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อราคาของผลไม้ และปัญหาในการที่ไม่สามารถที่จะจัดการเก็บเกี่ยวผลไม้ได้ทัน อันเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูง จากการที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป การแรงงานได้เดินทางไปศึกษาปัญหาการจัดการแรงงานต่างชาติ ณ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดตราด หลังจากนั้นได้นำเสนอต่อท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติซึ่งท่านได้มีหนังสือ ถึงท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเข้าไปสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ปรากฏผลเป็นที่น่ายินดีและส่งผลให้ประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดตราดและจังหวัดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่ชายแดน ได้รับอานิสงส์เป็นอย่างยิ่ง นับเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติที่มีมูลค่ามหาศาล กล่าวคือเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘ ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาข้อหารือดังกล่าวของ กระทรวงแรงงานซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นประธานการประชุม ประกอบด้วยผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ผู้แทน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักตรวจคนเข้าเมือง ผู้แทนกองกำลังบูรพาและผู้แทนกองกำลังนเรศวร ผู้แทน กรมเอเชียตะวันออก ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนจังหวัดจันทบุรี ผู้แทนจังหวัดตราด ผู้แทนจังหวัดระยอง และผู้แทนจังหวัดสระแก้ว รวมทั้งกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติดังกล่าว ซึ่งผลของการประชุมสรุปได้ว่าอาศัยมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ กำหนดมาตรการเพื่อให้แรงงานต่างด้าวสามารถทำงาน ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ชายแดน โดยมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำหนด ความต้องการแรงงาน รวมทั้งประเภทของงานและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน โดยมี กรมการปกครองและท้องถิ่นเป็นหน่วยปฏิบัติงาน เป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กล่าวคือมติดังกล่าวนั้นได้มอบอำนาจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะกำหนดพื้นที่ในการที่จะให้แรงงานต่างชาติเข้ามาเพื่อประกอบกิจการงาน รวมทั้ง ระยะเวลาที่จะเป็นการกำหนดให้เข้ามาเป็นเวลาเท่าไร ตามระยะเวลาความต้องการ ของประชาชน ตลอดจนอาชีพอื่นที่หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่ามีความจำเป็น เช่น อาชีพ การก่อสร้าง ในจังหวัดใด ๆ ที่มีพื้นที่ติดพื้นที่เพื่อนบ้านนั้นก็ย่อมสามารถที่จะบริหารจัดการ แรงงานดังกล่าวได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งรัฐบาลได้ประกาศ อันได้แก่ จังหวัดตาก จังหวัดตราด จังหวัดสระแก้ว จังหวัดมุกดาหาร หรือจังหวัดสงขลา ต่างได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งการที่ ขออภัยนะครับท่านประธานขอต่ออีกนิดเดียวครับ ซึ่งการที่คณะรัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน และสภาปฏิรูปแห่งชาติตามที่ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นำเสนอนั้น นับเป็นสิ่งที่ ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติและเป็นการแก้ปัญหาให้กับ ประชาชนในจังหวัดดังกล่าวได้สามารถที่จะดำเนินการประกอบอาชีพของตนเองได้อย่างทันท่วงที และก่อให้เกิดรายได้ต่อตนและครอบครัว อันจะเป็นภาพรวมในการส่งเสริมเศรษฐกิจ ของประเทศในอนาคตต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทวีกิจ จตุรเจริญคุณ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ทวีกิจ จตุรเจริญคุณ สปช. จังหวัดตาก จริง ๆ ผมก็อยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานด้วยนะครับ แต่ว่าวันนี้ก็ต้องขอแชร์ (Share) ก่อนอื่นผมขออภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางานนี้มีออกระเบียบว่าอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวสามารถที่จะทำงานได้ ก็อยากเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า ๑. ประมงทะเล ๒. ต่อเนื่องประมงทะเล ๓. เกษตรปศุสัตว์ ๔. กิจการก่อสร้าง ๕. ผู้รับใช้ในบ้าน ๖. กิจการต่อเนื่องการเกษตร ๗. กิจการปศุสัตว์ แล้วก็โรงฆ่าสัตว์ แล้วก็ชำแหละ ๘. กิจการรีไซเคิล (Recycle) ๙. เหมืองแร่ เหมืองหิน ๑๐. จำหน่ายผลิตภัณฑ์โลหะ จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์จำหน่ายผลิตจากหิน แล้วก็วัสดุก่อสร้างแปรรูปหิน ผลิตผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและจำหน่ายเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์จำหน่าย แล้วก็ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ขนถ่ายสินค้าทางบก ทางน้ำ แล้วก็สินค้าคลัง ค้าส่ง ค้าปลีก แผงลอย อู่ซ่อมรถ อัดฉีด บริการน้ำมัน แก๊ส เชื้อเพลิง สถานศึกษา มูลนิธิ สมาคม สถานพยาบาล และให้บริการด้านอื่น ๆ สิ่งที่ผมจะพูดต่อ แล้วก็อ่านให้ที่ประชุมฟังก็คือว่า ทั้งหมด ๒๔ รายการนี้ กรมการจัดหางาน อนุญาตอย่างนี้ หมดนะครับประเทศไทย ผมก็อยู่ในกรรมาธิการนะครับ บังเอิญพรรคพวก เขาส่งมาให้ เราจะคุยอยู่ในส่วนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานของเราต่อไป สิ่งหนึ่ง ผมจะเรียนให้ท่านประธานและที่ประชุมทราบว่า ค้าส่ง ค้าปลีก แผงลอย ไม่รู้ว่าทางกรมการจัดหางาน อนุญาตได้อย่างไร นี่คือการแย่งงานคนไทยโดยแท้จริงเลย ตอนนี้เราจะเห็นอยู่ว่า ห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าในกรุงเทพฯ ในต่างจังหวัด แม้กระทั่งตามชายแดนซึ่งเป็นเศรษฐกิจพิเศษ ณ ปัจจุบันเราจะเห็นว่าในฟาสต์ ฟูด (Fast food) รวมทั้งทุกส่วนของในห้างสรรพสินค้า แรงงานต่างด้าวเกือบทั้งหมด นี่คือการแย่งงานคนไทย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คนไทยจบระดับปริญญาตรีตกงานกันเยอะแยะ เพราะว่างานทั้งหมด ๒๔ รายการนี้ คืออนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวได้ นี่คือเมืองไทย และสิ่งหนึ่งที่ยังแก้ไม่ได้ ผมก็ไปพูดหลายเวที มาแล้ว ทำไมแรงงานต่างด้าวถึงคลอดบุตรในเมืองไทยได้ แต่ต่างชาติเขาไม่ให้นะครับ ไปสิงคโปร์หรือไปที่ไหน มาเลเซีย หรือที่ไหนเขาไม่ให้ แต่คนไทยให้ ทำไมเรื่องแบบนี้ ทางกระทรวงแรงงาน หรือกระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแก้ไขไม่ได้ ผมก็ต้องฝากไว้ ณ ที่นี้ ส่วนเรื่องการพัฒนาแรงงานไทยที่กรรมาธิการว่ากันมาก็ระยะเวลาสั้น ผมเคยบอกแล้วว่าถ้ากระทรวงศึกษาธิการถ้ามีประสิทธิภาพในการสอนหนังสือให้แก่ นักศึกษาที่เข้าไปเรียน เด็กทุกคนจบมามีคุณภาพทำไมต้องมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่ต้องมี ก็ได้ ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และถ้ากระทรวงศึกษาธิการ มีประสิทธิภาพจริง ผมว่ากระทรวงแรงงานลดลงครึ่งหนึ่งยังได้เลย ไม่เปลืองงบประมาณ สิ่งที่ผมย้ำอยู่ก็คือว่าในกรรมาธิการของเรานี่นะครับ จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการปฏิรูป การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานควรจะจับมือ และควรจะไปทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นในสิ่งหนึ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่า เราเสียเวลา แล้วก็เสียของ เวลาก็มีจำกัด ก็ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ค่ะ
เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ทุกท่านครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หมายเลข ๐๐๑ นครราชสีมา ผมมี ๓ เรื่องที่จะ เสนออภิปรายเพิ่มเติมนะครับ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องธนาคารแรงงาน ถ้าพี่น้องประชาชนที่ได้ชมการถ่ายทอด ผมเข้าใจว่าทุกคนอาจจะปลื้ม แล้วก็แสดงความยินดีกับการได้มาซึ่งธนาคารของคนจน กลุ่มผู้ใช้แรงงานแน่นอน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้เขียนชัดเจนว่าจะต้องมีธนาคารแรงงาน ถ้าสาระสำคัญเรื่องธนาคารแรงงาน ผมเข้าใจว่ามันเป็นนวัตกรรมใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรก็แล้วแต่การเริ่มต้นของธนาคารแรงงานอาจจะเริ่มต้นจากธนาคารของรัฐแบบพิเศษ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือว่า ภายใต้เจตนารมณ์ของธนาคารแรงงานถึงที่สุดแล้วก็คือว่าเป็นธนาคาร ของคนจน เป็นธนาคารที่เป็นพื้นที่สำหรับคนผู้ใช้แรงงานได้มามีหุ้นส่วน มีความเป็นเจ้าของ ฉะนั้นพัฒนาการตรงนี้จะยกระดับอย่างไรถึงจะให้เป็นธนาคารของคนจนจริง ๆ มันอาจจะมี บันไดหลายขั้น ขั้นที่ ๑ เริ่มจากรัฐและประชาชนเข้าร่วม ขั้นที่ ๒ เป็นเรื่องของระหว่างรัฐ กับประชาชนผู้ใช้แรงงาน ขั้นที่ ๓ อาจจะถึงขั้นว่าธนาคารนี้เป็นธนาคารของผู้ใช้แรงงานจริง ๆ มันต้องมีพัฒนาการตรงนี้ ก็แปลว่าระยะของการพัฒนาการยกระดับอาจจะต้องมีกระบวนการ ในการที่จะจัดการไปสู่บันได ๓ ขั้นนี้ให้ได้ เริ่มต้นครั้งแรกอาจจะเป็นธนาคารของรัฐ แห่งพิเศษ แต่ว่าในระยะต่อไปจะต้องเป็นธนาคารของผู้ใช้แรงงานจริง ๆ จะทำอย่างไร
ประการที่ ๒ ในเรื่องธนาคารแรงงาน ข้อที่พึงระวังก็คือว่า ธนาคารแรงงาน เกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้ผู้ใช้แรงงาน แต่ในระยะยาวผู้ใช้แรงงานกลับจนลงเรื่อย ๆ แล้วห่าง ไปเรื่อย ๆ มันก็จะมีข้อติดขัด บทเรียนประสบการณ์ของธนาคารเกษตรกรมีมาแล้ว ธนาคาร โตขึ้น ๆ แต่ในขณะเดียวกันเกษตรกรจนลงไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการ พัฒนายกระดับธนาคารแรงงานเป็นของผู้ใช้แรงงานจริง ๆ มันจะต้องมีกระบวนการ ในการศึกษาควบคู่ แล้วก็พัฒนาแรงงาน ยกระดับแรงงานเข้าไปด้วย ควบคู่ไปด้วย อันนี้ คือประการที่ ๑ ที่ผมอยากอภิปรายเพิ่มเติม
ในส่วนประการที่ ๒ เรื่องพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาฝีมือแรงงานเองผมได้มี ส่วนร่วมในการที่ได้ศึกษา แล้วก็รับฟังความคิดเห็นกับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชน หลายจังหวัดได้ตั้งคำถามว่าผมเกิดมาเป็นลาว ผมก็มีฝีมืออยู่แล้ว มันหมายถึงอะไร ความหมายของเขาก็คือว่าเกิดเป็นลาวก็สามารถทำลาบก้อยได้แล้ว มันมีฝีมืออยู่ในตัว ลาบก้อยยโสธร ลาบก้อยอุดรธานี ไก่ย่างวิเชียรบุรี เยอะแยะเต็มไปหมดข้างถนน มันคือ แรงงานเช่นกัน เพราะฉะนั้นการพัฒนาฝีมือแรงงานก็คือว่ามันมีแรงงานพื้นฐาน ผมใช้คำนี้ครับ แรงงานกับโครงสร้างวัฒนธรรม มันคือวัฒนธรรมและวิถีของท้องถิ่นซึ่งมันมีดั้งเดิม เพราะฉะนั้นการพัฒนาฝีมือแรงงานก็คือว่าอย่ามองข้าม แล้วคณะกรรมาธิการอาจจะต้อง หยิบยกเรื่องนี้เหมือนกันว่าการเป็นเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ อาจจะดูว่าลาบยโสธร ที่เกิดมาเป็นลาวแล้วมันมีอาชีพอยู่ในตัวอยู่เลย เพราะฉะนั้นการยกระดับจากความเป็นยโสธร ความเป็นร้อยเอ็ด ความเป็นอุดรธานี ซึ่งมันเป็นฐานพื้นถิ่นสำคัญ ตรงนี้ล่ะคนที่อยู่พื้นถิ่น แรงงานใช้กับพื้นถิ่น เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้สาระสำคัญที่อาจจะต้องมีความเป็นเสน่ห์ ของแรงงานพื้นถิ่นซึ่งเป็นฐานราก เศรษฐกิจใหญ่ล้ม แต่ว่าแรงงานพื้นถิ่นไม่ล้ม กลับไป ขายลาบก้อย เพราะฉะนั้นกระบวนการแรงงาน โครงสร้างในการแรงงานตรงนี้ก็ต้องหยิบยก ขึ้นมาทั้งหมด ดาตา เบส ที่ท่านอาจารย์สุชาติได้นำเสนอ ดาตา เบส เหล่านี้ก็จะต้องมีว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับแรงงาน
กับประการที่ ๓ โครงสร้างระบบแรงงาน วันนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงจะสร้าง จินตภาพใหม่ได้อย่างไรว่า แรงงาน รัฐ นายทุน มันคือหุ้นส่วน ไม่ใช่แรงงานต้องไปต่อรอง กับผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการไปต่อรองกับรัฐมันกลายเป็นหุ้นส่วนที่มีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ จะทำอย่างไรว่าระบบเศรษฐกิจ ระบบแรงงานจะไปได้หุ้นส่วน ๓ สถานะนี้ต้องเท่ากัน จินตภาพตรงนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่แปลว่าแรงงานจะเรียกร้องแรงงานเมื่อไรก็ต้องไปต่อรอง กับผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการก็ต่อรองเชิงนโยบาย จะทำอย่างไรให้มันเกิดโครงสร้าง ขององค์ประกอบตรงนี้จัดความสมดุลใหม่ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูประบบโครงสร้างใหญ่ ก็คือว่ามันจะมีองค์กรอะไรในการที่จะมาศึกษาระบบแบบนี้ สถานะของแรงงาน สถานะ ของนายจ้าง สถานะของรัฐบาลในฐานะผู้กำกับน่าจะต้องมาจัดการในการพูดคุยกันให้ชัดเจน มากขึ้น ๓ ประการครับที่อยากอภิปรายเสริมเพิ่มเติมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. หมายเลข ๒๑๖ จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องแรงงานเป็นเรื่องสำคัญ แรงและงาน งานเกิดมาจากแรง ถ้าไม่มีแรงก็ไม่เกิดงาน มีคำว่า กินแรง ซึ่งใช้ในสังคมไทย คนที่กินแรงคนอื่นนั้นย่อมไม่ดีและไม่เหมาะ ขาดคุณธรรม แรงงานทั้งหลายนั้นมักจะถูก เอาเปรียบจากนายจ้าง อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่พูดถึงกันอยู่ เพราะฉะนั้นผู้ใช้แรงงานของประเทศไทย ปัจจุบันนี้ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยเท่าที่คณะกรรมาธิการ ซึ่งมี พลโท เดชา ปุญญบาล ท่านเป็นประธานนั้น ได้ทำเอกสารมาสรุปว่าแรงงานของประเทศไทยเองจะมีอยู่ประมาณ ๓๐ กว่าล้านคน ซึ่งอยู่ ในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าแรงงานนั้นคือ ผู้ที่เป็นพลังของชาติ ถ้าไม่มีแรงงาน พลังชาติ ความเป็นชาติไทยก็จะดำรงอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องแรงงานให้มาก ผมเองถ้าพูดถึงว่าอยู่ในแวดวง แรงงานหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นครู ก็แรงงานนั่นเองนะครับ ครูก็ผู้ใช้แรงงานคนหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นทุกอาชีพล้วนแต่เป็นผู้ใช้แรงงาน ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเห็นใจผู้ใช้แรงงานด้วยกันให้มาก ที่น่าเห็นใจมากก็คือพี่น้องเกษตรกร พี่น้องที่อยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม ท่านเหล่านี้ใช้แรงงานอย่างน่าเห็นใจ แรงงานข้าราชการ อย่างพวกเรานั้นสบายหน่อยครับ ได้มีโอกาสพักมากกว่าแรงงานอย่างอื่น นี่คือเรื่องหนึ่งที่ผม อยากจะให้ทางรัฐบาลต่อไปเห็นใจแรงงานให้มาก ๆ เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติที่ออกมา จะต้องช่วยดูแลแรงงานให้จริง ๆ ครับ ไม่ใช่ดูแลแรงงานแบบหลวม ๆ และขณะนี้ของเรา พัฒนาไปถึงกระทรวงแรงงานครับ ไม่ใช่ธรรมดาครับ อันว่ากระทรวงนั้นคือหน่วยงานที่ใหญ่ หน่วยงานที่มีระบบ หน่วยงานที่มีสิ่งต่าง ๆ เพื่อเอื้ออำนวยในการที่จะดำเนินการ แล้วกระทรวงแรงงานได้ดำเนินการอย่างไร แค่ไหน นี่คือสิ่งหนึ่ง ผมคงมีประเด็นที่อยากจะ กล่าวสัก ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ
ประเด็นที่ ๑ คือแรงงานไทยเองครับ ผมอยากเรียกร้องตรงนี้ว่าขอให้ผู้ที่ เกี่ยวข้องช่วยดูแลแรงงานไทยให้มากหน่อยครับ แรงงานไทยยังน่าสงสารอยู่ครับ ไม่ว่า จะเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรก็แล้วแต่ หาเช้า กินค่ำ ออกจากบ้านตั้งแต่เช้า กลับมาค่ำมืด แต่ที่ได้มานั้นบางทีก็ไม่พอกินหรอกครับ เพราะฉะนั้นความเอาใจใส่ในเรื่องนี้ ผมอยากจะฝากว่าให้เน้นแรงงานไทยให้มาก ๆ เพราะเรามีกระทรวงแรงงาน คือกระทรวงแห่งชาติ ช่วยดูแลแรงงานไทยให้มากหน่อยครับ ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการทุกท่าน กฎหมายออกมาอย่างไร ดูแลแรงงานไทย ผมเองเคยใช้แรงงานในสมัยของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เงินผันขุดถนนครับ ผมก็ขุดถนนมาแล้ว คิดเป็นตารางเมตรเท่านั้นเท่านี้ตามคุณพ่อคุณแม่ ไปขุดแล้วได้ค่าแรงงานมา ภาคภูมิใจได้สร้างถนนให้สังคมด้วย แล้วก็ยังได้สตางค์ด้วย นี่คือแรงงาน เพราะฉะนั้นการใช้แรงงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ ก็อยากจะฝากว่าแรงงานไทยดูให้ มาก ๆ หน่อยครับ
๒. แรงงานต่างชาติ ขณะนี้ทะลักไหลเข้ามามากมาย ปลายปีนี้ ๒๕๕๘ แน่นอนครับ ทุกชาติที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านเรา ผมว่ามากันเยอะละครับ เพราะว่าค่าแรงงานขั้นต่ำ ของเรา ๓๐๐ บาทต่อวันต่อคน ที่อื่นบางทีแค่ ๕๐ บาท ผมไปมาในอาเซียน เหลือ ๒ ประเทศ ที่ไม่ไป ผมก็รู้แรงงานของเขานั้นรายได้ไม่สูงเท่าของเราละครับ แต่ถามว่า ๓๐๐ บาทนั้นดีไหม พอถึงขณะนี้ผมต้องตอบว่าดีครับ แต่ถ้าเมื่อก่อนผมบอกว่าไม่ดีครับ เพราะเราขึ้นสูงไป ทีนี้พอสูงไปมันก็เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการละครับต้องจ้างสูง เพราะฉะนั้น โรงงานบางโรงงานก็ต้องเลิกไป เพราะแรงงานจ้างสูงนั่นเอง นี่คือผลเสีย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ ๓๐๐ บาทแล้ว ก็ไม่เป็นอะไร อย่าลงครับ เอาตรงนี้ ๓๐๐ บาท เพราะฉะนั้น แรงงานต่างประเทศที่เข้ามาก็อยากจะบอกว่าช่วยดูแลควบคุมหน่อยครับเหมือนกับ ท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีอภิปรายเมื่อสักครู่ ท่านบอกว่าขณะนี้ หรือบางท่านแรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งหมดแล้ว แล้วเราจะทำอย่างไร อีกหน่อยแรงงานไทย ว่างงานครับ จบปริญญาตรีก็ไม่มีงานทำ เพราะฉะนั้นตรงนี้ช่วยดูแลหน่อย แรงงานต่างชาติ ควรจะมีกฎหมายออกมาดูแลให้ดี มีไลน์ (Line) ออกมาในไลน์ของพวกเราบอกว่าขณะนี้ ดูแลคนไทยประมาณวันละ ๓๐-๔๐ บาท แต่ดูแลคนต่างชาติวันละ ๗๕ บาท ไม่ทราบ จริงหรือเปล่าครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรียนไปถึงรัฐบาลในอนาคต ใครที่จะมาเป็น ดูแลคนไทยหน่อย อย่าให้อดอยาก ดูแลต่างชาติรู้สึกดูแลดีมาก นี่คือเรื่องหนึ่งอยากจะฝากเอาไว้ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะ แล้ว ๕ ท่านต่อไปมีท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ท่านคณิศร ขุริรัง ท่านศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ แล้วก็ ท่านอุบล หลิมสกุล ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทุกท่าน และท่านผู้มีเกียรติ และท่านที่ได้ฟังทางวิทยุกระจายเสียงและผู้ที่ได้ดูทางทีวีทุกท่าน ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รหัส ๐๑๓ ก่อนอื่นดิฉัน ในฐานะเป็นกรรมาธิการการแรงงานก็ขอแสดงความชื่นชม แล้วก็ยินดีที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานได้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้งธนาคารแรงงาน การพิจารณา ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานได้นำเสนอในสภาวันนี้ซึ่งเป็นประโยชน์มาก และขอแสดง ความชื่นชมอย่างยิ่งต่อข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เลเบอร์ แบงก์ (Labor bank) ซึ่งเป็นเรื่องที่ดิฉันได้ริเริ่มเสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ลงมติผ่านในสภาและได้มีการอภิปราย เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ ได้มีมติ ทางกรรมาธิการและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอันทรงเกียรติทุกท่านในห้องนี้ ดิฉัน ขอขอบคุณอย่างล้นพ้น ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่สนับสนุนให้มีการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพราะว่าการจัดตั้งธนาคารแรงงาน สโลแกน (Slogan) ของท่านประธานและกรรมาธิการ คน งาน เงิน แรงงานเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาอะไรก็ตามจะต้อง พัฒนาคนก่อน พัฒนาคนจะต้องพัฒนาจิตใจและให้คนมีคุณธรรม จริยธรรม รักหน้าที่ การงาน รักครอบครัว ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แล้วก็ไม่เอาเปรียบสังคม รักองค์กร รักประเทศชาติ รักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการที่มีธนาคารแรงงาน เลเบอร์ แบงก์ ธนาคารแรงงานก็คือการสะสมเงิน เงินจากธนาคารแรงงานคือการสร้างความ มั่นคงด้านอาชีพและรายได้ของแรงงานจากน้ำพักน้ำแรง เหงื่อ ภายใต้กรอบการจัดตั้ง ธนาคารแรงงานด้านการเงิน เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสังคม เป็นธนาคารพิเศษ เพื่อสวัสดิการสังคมและพัฒนาประเทศ ธนาคารแรงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทางสังคม เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้ลดการกู้หนี้นอกระบบไม่เป็นธรรม เพื่อเป็นที่ปรึกษาธุรกิจของผู้ใช้แรงงาน เป็นการจัดการและการตลาด และเป็นการที่ฝากเงิน ของแรงงาน แรงงานส่วนใหญ่เป็นรากหญ้าและคนจน ดังนั้นอยากจะให้มีธนาคารแรงงาน เป็นของขวัญให้กับชาวไทยทุกคน ในไม่กี่เดือนข้างหน้าประเทศไทยก็จะเข้าประชาคม อาเซียนแล้ว ธนาคารแรงงานน่าจะเป็นธนาคารที่มีชื่อในโลกแห่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ ข้อดี ของธนาคารแรงงานเป็นการออม ฝึกคนออมเป็นระบบ ฝึกแรงงานออม มีความมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน มีความมั่นคงในอาชีพและครอบครัว มีฐานข้อมูล เป็นคลังข้อมูล เป็นข้อมูลต่าง ๆ เป็นเหมืองข้อมูล ทำให้คนมีแรงงานฝีมือ จากข้อมูลสู่ตลาดแรงงาน ทำให้แรงงานเข้าสู่ระบบ และสามารถยกระดับฝีมือแรงงาน ตอบโจทย์ได้เพื่อตอบสนองความเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจในประเทศ และเออีซีในอนาคต สามารถหนุนเสริมให้แรงงาน เป็นผู้ประกอบการและพัฒนาศักยภาพในการจัดการเงิน เพื่อลดปัญหาหนี้สินที่กู้มาจากนอกระบบ สามารถที่จะช่วยตัวเอง สามารถที่จะกู้ก่อน เพราะว่าเป็นธนาคารระบบพิเศษ ในฐานะที่ สปช. ทุกท่าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน นี่เป็นการออมเพื่อการปฏิรูป ดังนั้น อยากจะฝากถึงประชาชนทุกคนว่านี่คือผลงานของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศในการปฏิรูป เป็นของขวัญของทุกท่านที่ท่านเป็นคนจน และจะมีธนาคารของท่านค่ะ ขอขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรณ ค่ะ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ผม เฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดพังงา ผมมีประเด็นที่อยากเรียนฝากท่านประธานไปยังท่านคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานว่า ในขณะนี้เรามีชาวพม่าเปิดร้านขายส่งผักอยู่ในตลาดศรีเมือง จังหวัดราชบุรี เรามีชาวพม่าเปิดร้านข้าวหน้าเป็ดอยู่ในจังหวัดภูเก็ตหลายสาขา เราเห็นคนจีนมาเปิดธุรกิจ ในตลาดย่านเสือป่าเป็นเกี่ยวกับพวกอุปกรณ์มือถือ แล้วก็ที่บ้านหม้อเป็นพวกอุปกรณ์ไฟฟ้า นั่นก็คือการเข้ามาซึ่งเรียกง่าย ๆ คือการแย่งอาชีพของคนไทย อยากจะฝากไปถึงกระทรวงแรงงาน ด้วยนะครับว่า สิ่งนี้ใช่สิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานทำมานั้น ก็มีข้อมูลที่สมบูรณ์ แล้วก็อยากจะเพิ่มเติมใน ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ คือในเรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงาน ผมคิดว่าวันนี้ ผู้ประกอบการหลายท่านต้องการที่จะได้แรงงานที่มีคุณภาพ แล้วก็มีความซื่อสัตย์ ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องที่สำคัญ ในขณะนี้ปัญหาแรงงานของผู้ประกอบการ ความรู้พอมี ความสามารถพอมี แต่ความซื่อสัตย์หรือว่าความที่มีความภักดีต่อองค์กรยังไม่สูงมากนัก อันนี้อยากฝากด้วยนะครับ แล้วก็อยากให้ท่านมองถึงเรื่องของเส้นทางอาชีพการเติบโตในสายอาชีพ เพราะว่าส่วนใหญ่ แล้วแรงงานที่ทำอยู่ในระบบภาคอุตสาหกรรมหรือว่าภาคพาณิชย์ต่าง ๆ ก็ตาม มักจะไม่ได้ มองเห็นเส้นทางการเติบโตทางสายอาชีพเลย ประเด็นนี้อยากจะฝากให้ท่านช่วยดูเพิ่มเติมด้วย
ส่วนประเด็นเรื่องที่ ๒ ก็คือการปฏิรูปการบริหารจัดการในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ ประเด็นนี้ผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญคือแรงงานไทยท่านควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับ ๑ ก่อน ที่เราบอกว่าคนไทยไม่มีงานทำ หรือไม่ทำงาน หรือเลือกงานมากเกินไปนั้น ผมคิดว่า เป็นโจทย์ที่อยากจะฝากทางท่านกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานช่วยดูด้วยว่าคนไทยควรจะ ได้รับสิทธิในการทำงานก่อน ส่วนการที่จะใช้แรงงานข้ามชาตินั้นก็เห็นด้วยเท่าที่เราจำเป็น เพราะในอนาคตของโลกผมคิดว่าแรงงานนั้นต่อไปเราจะพึ่งแรงงานขั้นต่ำอย่างเดียวไม่ได้แล้ว การแข่งขันต่อไปภายภาคหน้าคงจะต้องลดการใช้แรงงานที่เข้มข้นไปสู่การใช้เทคโนโลยี เข้ามาผสมผสาน ดังนั้น ผมคิดว่าแรงงานข้ามชาติในอนาคตนั้นควรจะลดจำนวนลง แล้วก็ น่าจะผลักดันส่งเสริมให้คนไทยนั้นไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น อย่างเช่นท่านทวีกิจ ที่ไปลงทุนในเขมร ที่นั่งข้างผมนี้ ก็ไปใช้แรงงานเขมรอยู่ ผมคิดว่าเราต้องไปโตที่ต่างประเทศ อนาคตแรงงานพม่า เมื่อพม่าเปิดประเทศมากขึ้นเขาก็ต้องใช้แรงงานพม่ามากขึ้นก็น่าจะ กลับประเทศมากขึ้นนะครับ ฝากบอกผ่านไปนะครับว่าฝากช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย
แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือข้อมูลตามตารางเอกสารที่ท่านแจกมาให้ ฝากท่าน ช่วยปรับแก้หน่อยนะครับ มีข้อมูลเดียวกันแต่ท่านเป็นทั้งปี พ.ศ. แล้วก็เป็นทั้งปี ค.ศ. นะครับ อันนี้ฝากท่านด้วยในตารางที่ ๑๐ หน้า ๑๑ แล้วก็ตารางที่ ๑ หน้า ๑ ของการพัฒนาฝีมือแรงงาน ข้อมูลเดียวกันแต่เป็นปี พ.ศ. อันหนึ่ง ปี ค.ศ. อันหนึ่ง แล้วก็ที่สำคัญคืออยากให้ท่าน หาข้อมูลอัพเดท (Update) หน่อย เพราะที่ท่านทำข้อมูลมานั้นมีข้อมูลแค่ปี ๒๕๔๘ ปีนี้ ปี ๒๕๕๘ ขอรบกวนท่านให้ช่วยหาข้อมูลเพิ่มเติม
ในกรณีการตั้งธนาคารแรงงานนั้นผมคิดว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาเราจะเห็น ได้จากธนาคารที่เราตั้งกันมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) หรือว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ตั้งมาแล้วก็มีปัญหาตลอด ผมด้วยความเป็นห่วงนะครับ ขอให้ท่านดูปัญหาที่เกิดขึ้นกับธนาคารเหล่านั้นมาเป็นเคส สตัดดี (Case study) กับการที่ ท่านจะผลักดันให้เกิดธนาคารแรงงาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคต
ในส่วนที่ท่านศึกษานั้นผมเห็นด้วยนะครับว่าเราจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า เราเข้าสู่เออีซี ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องดูเรื่องแรงงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็ขอฝากว่าแรงงานที่เราจะต้องดูนั้นก็คือในเรื่องของการที่จะให้แรงงานนั้น มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญคณิศร ขุริรัง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดหนองบัวลำภู ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ไม่ได้กล่าวถึงแรงงานอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมคิดว่ามีปัญหาสำหรับประเทศชาติของพวกเรา นั่นก็คือ แรงงานนอกระบบ สำหรับแรงงานนอกระบบตามที่ผมได้สรุปมานั้น ประกอบด้วย ๑. กลุ่มแรงงาน ที่รับงานไปทำที่บ้าน ๒. กลุ่มอาชีพประมง ๓. กลุ่มเกษตรกรพันธะสัญญา ๔. กลุ่มรับจ้าง ทำงานในครัวเรือน ๕. กลุ่มคนรับใช้ในบ้าน ปัญหาที่สำคัญของแรงงานนอกระบบทั้ง ๕ กลุ่ม ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น นั่นก็คือปัญหาด้านคุณภาพชีวิตและปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย ๒ เรื่องใหญ่ ๆ นั่นก็คือเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ยังย่ำแย่ และอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องสวัสดิการแรงงาน นอกระบบ ซึ่งเกิดจากการเข้าไม่ถึงสิทธิบริการจากภาครัฐหรือสิทธิบริการจากภาครัฐ ที่สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบันนั้นไม่ครอบคลุม ไม่สอดคล้องกับความเป็นแรงงานนอกระบบ เพราะอะไรครับ เพราะความเป็นแรงงานนอกระบบนั้นไม่มีตัวตนที่ชัดเจนในสถานะความเป็นแรงงาน ท่านประธานที่เคารพครับ แรงงานนอกระบบไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักในการให้บริการ สุขภาพ จากกระทรวงสาธารณสุขก็ดี จากสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็ดี ทั้ง ๒ หน่วยงานนั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนที่จะดูแลแรงงานอกระบบ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากเขาเจ็บป่วย เขาจะต้องใช้บริการรักษาพยาบาลตามสิทธิ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่เราเรียกว่า บัตรทอง ในขณะที่บัตรทองนั้น ก็มีข้อจำกัด ข้อจำกัดในเรื่องบริการสุขภาพในฐานะคนทำงานที่มีความเสี่ยงจากการทำงาน หรือความเสี่ยงในด้านชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะขอ เสนอแนะเพิ่มเติม แรงงานนอกระบบนั้น สิ่งที่เขาเกิดปัญหาในด้านสุขภาพอนามัย ท่านคงทราบดีนะครับ การได้รับสารเคมี สารพิษ ความปลอดภัยจากเครื่องจักรที่ไม่มีมาตรฐาน เครื่องมือต่าง ๆ เรื่องระบบทางเดินหายใจ ความแพ้ทางผิวหนัง โรคกระเพาะอาหาร การปวดเมื่อยคอ เมื่อยล้าต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือโรคความเครียด
ผมจึงขออนุญาตเสนอแนะข้อคิดความเห็นในเรื่องแรงงานนอกระบบ ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานควรจะไปพิจารณา นั่นก็คือ ๑. แรงงานนอกระบบที่มี ผู้ว่าจ้างที่ชัดเจน ควรมีสิทธิเข้าสู่พระราชบัญญัติประกันสังคม ๒. การจัดสวัสดิการแรงงาน นอกระบบนั้นควรสอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงและเพศสภาพที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานะ อาชีพที่แรงงานนอกระบบนั้นประสบอยู่ ดังที่กล่าวมาข้างต้นครับ ท่านควรจะบูรณาการ ไปกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปสวัสดิการเรื่องสังคม เพื่อจะทำงานให้กับแรงงานนอกระบบ ที่เป็นคนไทย ก่อนจะไปพูดถึงแรงงานต่างชาติ กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ข้อเสนอ ๓ เรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานได้เสนอนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ นี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ผมมีความเห็นคล้ายเมื่อวานก็คือว่า เราเสนอกฎหมายอีกแล้ว เรามีกฎหมายเยอะมาก แล้วก็ คาดว่ากฎหมายจะช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งผมคิดว่าจำเป็น แต่ผมคิดว่าการบูรณาการที่จะ นำพระราชบัญญัติบูรณาการเรื่องแรงงาน อาจจะต้องมานั่งดู แล้วก็รวบรวมกฎหมายเหล่านั้น ให้อยู่ในที่เดียวกัน เหมือนอย่างเช่นสวัสดิการสังคมที่ผมเคยกล่าวไปแล้วว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะทำให้กฎหมายมีน้อย และเอากฎหมายที่มีหลากหลายนี้มาใส่ไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน มากกว่าเสนอกฎหมายเพิ่มอีก ๑ ฉบับ เรื่องการศึกษาอาชีวศึกษานั้น ผมคิดว่ามันเป็นเรื่อง นอกจากการฝึกอบรมแล้วการเปลี่ยนค่านิยมคนในสังคมไทยก็มีความสำคัญยิ่ง ถ้าเราสอน ให้รู้สึกว่าการเข้าไปทำงานแรงงานนั้นไม่ใช่เป็นอาชีพที่น่าเกลียด แต่ว่าเป็นอาชีพ ที่น่าส่งเสริมเหมือนอย่างประเทศเยอรมัน ตอนนี้ประเทศสิงคโปร์เริ่มตั้งคำถามกับนักศึกษาเขาว่า ควรจะหยุดเข้าไปทำงานก่อนเรียนจบระดับปริญญาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นประเทศไทย อาจจะต้องเปลี่ยนค่านิยมการมุ่งแต่ปริญญาอย่างเดียว การมีกฎหมายและไม่เปลี่ยนค่านิยม เชื่อว่าไม่ได้ผล เราจะมีกฎหมายเฟ้อขึ้นมาอีก ซึ่งการเปลี่ยนค่านิยมนั้นจะต้องเปลี่ยนในทุก รูปแบบ การศึกษา สื่อสารต่าง ๆ นั่นคือความเห็นที่อยากตั้งข้อสังเกต
เรื่องแรงงานข้ามชาติก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เราจะต้องดูแล กฎหมายภายในให้ดีว่าเราปฏิบัติกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเป็นธรรม เพราะว่าเดี๋ยวนี้บริบท ของเรานั้นมันเกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ การทำผิดอนุสัญญาอย่างที่เราเจอ เรื่องของประมงก็ดี แล้วจะตามมาอีกเยอะแยะ เรื่องเกษตรพันธะสัญญาก็ดี เรื่องเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลอย่างบูรณาการและไม่ก่อให้เกิดแหล่งอภิสิทธิ์ หรือการใช้ดุลยพินิจในการจะเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากแรงงานต่างด้าว ที่นับวันจะเพิ่ม มากขึ้น
เรื่องที่ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการ คือเรื่องการตั้ง ธนาคารแรงงาน ดังที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคุณเฉลิมศักดิ์ได้กล่าว ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมคิดว่าการตั้งธนาคารแรงงานไม่ใช่ทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่บอกว่าให้ระดมทุน ด้วยการเอากองทุนประกันสังคมไปซื้อพันธบัตร ท่านทราบไหมครับว่า กองทุนประกันสังคมของเรา ปัจจุบันนี้มีสถานะที่ล่อแหลมเต็มทน เพราะว่าเรานำเอาไปใช้เรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องของ รักษาพยาบาล ถ้าท่านดูผลเชื่อว่ากองทุนประกันสังคมนั้นจะไม่มีเงินเหลืออีกภายใน ๒๐-๓๐ ปี ข้างหน้านี้ แล้วยิ่งเราเอากองทุนประกันสังคมมาซื้อพันธบัตรตั้งธนาคารดังที่ท่านสมาชิกได้กล่าว เรามีบทเรียนเยอะครับ การตั้งธนาคารเอสเอ็มอีก็ดี วันนี้แก้กันไม่จบเลยครับ ธนาคารหลายอย่าง เฉพาะกิจ วันนี้เรามีกลไกเพิ่มขึ้น ท่านอาจจะทราบหรือไม่ไม่ทราบ กฎหมายนาโน ไฟแนนซ์ (Nano finance) ที่ให้คนจนเข้าสู่ การเงินได้ครบถ้วนได้ดีขึ้น ธนาคารออมสินก็มีแหล่งเงิน ผมเชื่อว่าถ้าหากกระบวนการปล่อยกู้ ของบุคคลเหล่านี้ควรจะใช้กลไกนาโน ไฟแนนซ์ หรือธนาคารออมสิน และให้ความรู้แก่เขา การตั้งธนาคารแรงงานขึ้นมาจะเป็นปัญหาที่หมักหมมในสังคมไทยต่อไปในอนาคต ผมพูดด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ ครับ
ประการที่ ๓ เรื่องข้อมูล ซึ่งอันนี้ผมก็คิดว่าสอดคล้องกับแผนที่เราพูดถึง การใส่ในรัฐธรรมนูญว่าทุกคนต้องแสดงรายได้ คนงานของเรามี ๓๕ ล้านคนในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน เกษตรกร คนใช้แรงงาน เราแยกกันขึ้นทะเบียนครับ เรามี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ระบบฐานข้อมูลเดียวกันหมด คือมีเลขเดียวกัน แล้วเชื่อมโยงกัน ให้หมด ผมจะได้ขอเสนอว่าน่าจะมีการพิจารณาบูรณาการของทุกกรรมาธิการ ไม่ว่าแรงงาน เกษตร และไอที (IT) วทน. ที่จะทำระบบฐานข้อมูลที่เรียกว่าคอนเน็คเต็ด กัฟเวิร์นเมนท์ (Connected government) ที่เอาเลขเดียวครับ สามารถใช้ได้ทั้งภาษี ใช้ได้ทั้งสาธารณสุข การศึกษา แรงงาน และต้องฝากไว้ที่กระทรวงดิจิตอล (Digital) ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น อันนี้ ผมว่าสำคัญมาก และจะเป็นประเด็นเรื่องการขยายฐานภาษี การขยายฐานการดูแลบุคคล ได้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจน เพราะฉะนั้นผมจึงฝากว่าฐานข้อมูลนั้นไม่ใช่ไปฝาก กับธนาคารครับ ต้องเป็นฐานข้อมูลกลางที่ใครก็ได้ เกษตรก็ได้ แรงงานก็ได้นำมาใช้ครับ ขอฝากแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอุบล หลิมสกุล ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน เพื่อนสมาชิก ดิฉัน นางอุบล หลิมสกุล เป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปแรงงานศึกษาอยู่ เรื่องแรงงานเป็นเรื่องใหญ่ และมีปัญหาที่ซับซ้อน จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งที่จะจัดการ กับเรื่องนี้ ดิฉันขอให้กำลังใจคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานที่มีความพยายามในเรื่อง ดังกล่าวนี้ จากการรับรู้ของดิฉันพบว่ามีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแรงงานไทยอยู่ ๓-๔ ประการ ประกอบด้วย
ข้อเท็จจริงที่ ๑ แรงงานไทยซึ่งเคยอยู่ในภาคเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ขณะนี้ เคลื่อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ
ประการที่ ๒ แรงงานส่วนใหญ่ทำงานในภาคการผลิตที่ใช้แรงงาน อย่างเข้มข้น คนเหล่านี้อายุ ๓๐ ปีขึ้นไป อันนี้ข้อมูลในปี ๒๕๕๗ ดิฉันเคยคุยกับเครือข่าย ยานยนต์ ตอนที่มีนโยบายรถยนต์คันแรกเขาบอกว่าคนงานของเขาไม่ได้หลับได้นอน ต้องควงกะโอที (OT) กันเป็นการใหญ่
ประการที่ ๓ การขาดทักษะและประสบการณ์ในแรงงานและแต่ละกลุ่ม อาทิเช่น กลุ่มทักษะที่จบ ปวช. ปวส. ไม่เพียงพอ กลุ่มทักษะผลิตไม่ตรงกับความต้องการ ของตลาดแรงงาน ขาดทักษะพื้นฐานของวิชาการที่ผู้จ้างงานต้องการ เช่น ภาษาอังกฤษ ความสามารถในการคำนวณและความคิดสร้างสรรค์
ประการที่ ๔ ขณะนี้แรงงานสตรีเข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนพอ ๆ กับแรงงานชาย
ประการที่ ๕ มีแรงงานนอกระบบขนาดใหญ่ ๑๐ ปีที่ผ่านมาแรงงาน นอกระบบมีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ ๖๐ ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด และ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานนอกระบบอยู่ในภาคเกษตร การศึกษา ประถมศึกษา หรือต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง อายุ ๔๐ ปีขึ้นไป
ดิฉันพยายามจะแยกแยะให้เห็นว่าหากเราพูดการพัฒนาฝีมือแรงงานรวม ๆ ไป โดยเราไม่แยกแยะตามเพศสภาพ ตามวัย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เราจะไม่เห็นภาพที่จะนำไปสู่ การพัฒนาที่เป็นรูปธรรม จึงมีข้อเสนอ ๒-๓ ประการ
ประการที่ ๑ อยากให้การศึกษานี้ในรายงานนี้มีข้อมูลสถานการณ์เหล่านี้ เช่น การแบ่งแรงงานตามเพศสภาพ ตามกลุ่มวัย ตามกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ เพราะว่า ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมหรือบริการ มาตรฐานแรงงานในแต่ละกลุ่มมีความต้องการทักษะ ที่แตกต่างกัน
ประการที่ ๒ มาตรการและแนวทางพัฒนาในแต่ละกลุ่มประชากร มีความแตกต่างกัน
ประการที่ ๓ มาตรการแนวทางในการพัฒนาแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมีความ แตกต่างกัน
ประการที่ ๔ ปัญหาในการพัฒนาฝีมือแรงงานในประเทศไทยที่เป็นอยู่คือ อะไร ทำอะไรอยู่บ้าง เพื่อจะได้รู้ว่าต้องทำอะไรในอนาคต มันมีตัวอย่างที่ดีของสถาน ประกอบการใหญ่ ๆ ที่เขาพัฒนาฝีมือแรงงานคนของเขาเอง
ในประการต่อมา ความสามารถในการแข่งขัน เราพูดถึงจะรับมือเออีซี นอกจากจะมีการพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว ควรจะต้องมีการปลูกฝังคุณลักษณะและทัศนคติ ในการทำงาน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานของลูกจ้างตามที่สถาน ประกอบการต้องการ
อยากเน้น ๙ พฤติกรรม รายงานนี้ยังไม่ได้พูดถึง ซึ่ง ๙ พฤติกรรม ประกอบด้วย
ประการที่ ๑ พฤติกรรมความซื่อสัตย์
ประการที่ ๒ ความรับผิดชอบ
ประการที่ ๓ การมีระเบียบวินัย
ประการที่ ๔ ความขยันและอดทน เราทราบกันดีว่าคนงานไทย จะไม่ทำอยู่ ๓ เรื่อง คือ เรื่องที่สกปรก เรื่องที่อันตราย งานที่หนัก
ประการที่ ๕ การทำงานเป็นทีม
ประการที่ ๖ การคิดสร้างสรรค์
ประการที่ ๗ พฤติกรรมใฝ่เรียนรู้
ประการที่ ๘ การประหยัด
ประการที่ ๙ เรื่องความปลอดภัย
และมาถึงประเด็นสุดท้ายที่เป็นข้อเสนอ จริง ๆ แล้วเรื่องแรงงานดิฉัน มีความคิดเห็นว่าต้องดูทั้งระบบ คงจะไม่ใช่เฉพาะเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมไปถึง การจัดสวัสดิการ การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม เช่นในเรื่องการจัดสวัสดิการนั้น คงจะต้องดูสวัสดิการที่เป็นตัวเงินและสวัสดิการที่ไม่เป็นตัวเงิน ซึ่งทุก ๆ เรื่องเกี่ยวเนื่องกัน เพราะมันเป็นเรื่องคุณภาพชีวิตของคนซึ่งเป็นเป้าประสงค์สุดท้ายที่เราต้องการ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปรายชื่อที่จะอภิปรายได้ในวันนี้ มีท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ท่านผู้ว่าฯ สยุมพร ลิ่มไทย แล้วก็ท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ค่ะ ขอเชิญท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพอย่างสูงครับ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๐๑๕ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วเรื่องที่ผม อยากจะหารือเอาไว้วันหลังเพราะวันนี้ไม่มีวาระหารือ แต่ผมขอเข้าประเด็นเรื่องกรรมาธิการ เมื่อครู่ผมฟังกรรมาธิการหลายท่านอภิปราย จริง ๆ แล้วมันต้องอธิบายกลายเป็นอภิปราย ซึ่งฟังดูแล้วมันก็ครอบคลุมไปหมดเลย ซึ่งการอภิปรายของพวกเราอาจจะซ้ำซ้อนกับท่าน กรรมาธิการข้างบน เพราะว่าฟังดูที่ทุก ๆ ท่านพูดเป็นการอภิปรายมากกว่าอธิบาย แต่ว่า ทุกท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ผมนั่งจับตามอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเรื่องแรงงาน มีเรื่องลึก ๆ มากมาย ท่านกรรมาธิการหลายท่านอาจจะไม่รู้เรื่องหรือรู้ แต่ไม่ทราบ หรือทราบแต่ไม่เห็น ท่านรู้ไหมว่าระบบแรงงานต่างชาติเกิดขึ้นในประเทศไทย ผมมองดูว่า สิ่งหนึ่งที่มันน่าหดหู่ใจทั้งสิ้น มันเกิดหมู่บ้านพม่า หมู่บ้านเขมร หมู่บ้านลาว ท่านประธานครับ พอถึงวันชาติเขาชักธง ประชาชนเหล่านั้นผมไม่เรียกพลเมืองนะครับ ประชาชนเหล่านั้น มารวมตัวกันเป็นพันคน ร้องเพลงชาติพม่า ท่านเคยไปดูไหมครับ ความรู้สึกของคนไทย ผมที่เป็นพลเมือง ความรู้สึกมันหดหู่ใจมากว่าประเทศเราจะกลายเป็นพม่าแล้วหรือ ยิ่งมีกลุ่มทุนหนึ่ง บอกว่าขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท เมื่อสัก ๒-๓ ปีที่ผ่านมาท่านประธานรู้ไหมครับเกิดอะไรขึ้น กับประเทศไทย แม่บ้านที่บ้านผมเคยจ้างเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท มันขอ ๙,๐๐๐ บาท ตามนโยบายรัฐบาล แล้วลองศึกษาดี ๆ กลุ่มทุนเหล่านั้นที่เสนอรัฐบาลตอนนั้นได้ประโยชน์ อย่างสูงเพราะกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่หารู้ไม่ว่ากลุ่มทุนต่างชาติเดี๋ยวนี้เขาไปลงทุนต่างประเทศแล้ว ที่แรงงานขั้นต่ำ ท่านประธานครับ ท่านเคยอ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ไหมครับ พม่าฆ่าคนไทย ขอโทษนะครับ ผมพูดเรื่องจริง ฆ่าต่างชาติ แต่จับไม่ได้ เพราะอะไรครับ กลับประเทศง่ายนิดเดียว เสียเงิน ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมเคยเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ฯพณฯ อุไรวรรณ เทียนทอง ผมไปตรวจแรงงานที่จังหวัดตาก ผลักดันแรงงาน ที่ต้องการกลับประเทศ หรือแรงงานที่ผิดกฎหมาย เชื่อไหมครับ นั่งอยู่หลายร้อยคน ผมไป นั่งสัมภาษณ์ว่ามาทำอะไร มารับจ้าง เมืองไทยน่าอยู่ แล้วมาอย่างไร ก็เดินข้ามมา มีผู้หญิงคนหนึ่ง ท้องครับ ท่านประธาน บอกอยากเอาลูกไปฝากแม่ที่บ้านเลี้ยง แล้วทำอย่างไร เดินมา ให้ตำรวจจับแล้วส่งกลับบ้าน แล้วจะมาใหม่ไหม มาครับ นี่คือความรู้สึกอย่างไรครับ มันมา อย่างไรครับ มาง่ายมาก ส่วนเหล่านี้ละครับ ยิ่งเราเปิดเออีซี อะไรต่าง ๆ โดยหลักผมไม่เห็นด้วยเลย ประเทศเราทำไมต้องมาเปิดเออีซี ดูเรื่องการศึกษาสิครับ เราเคยปิดเทอมปีหนึ่ง ๒ ครั้ง เพื่อนักเรียนจะได้พักผ่อน ทำงาน ทำอะไรต่าง ๆ กลายเป็นว่าต้องเอาประเทศอื่นมาเป็น ตัวอย่าง ทำไมไม่เอาไทยเป็นตัวอย่างครับ เรื่องการศึกษาก็ดี หลายเรื่องที่เกิดขึ้น ผมอยากให้ กรรมาธิการนำไปพิจารณาว่า การเกิดฆาตกรรม เกิดคดีต่าง ๆ ในประเทศ เสร็จแล้วพม่า ก็กลับบ้าน ตามจับได้ไหมครับ ไม่ได้ ท่านต้องตรวจ กลั่นกรองเจ้าหน้าที่ของรัฐนี่ละครับ เป็นตัวที่ขับเคลื่อนพวกนี้ในสิ่งที่ไม่ดี อยากเข้ามาเสียเงินเสียทอง เอาเรือไปรับด้วยซ้ำ ปรากฏว่าอยากกลับบ้านก็กลับง่าย ๆ แต่เวลามีหมายจับกลับประเทศไปแล้ว หาที่อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องกลั่นกรองครับ แล้วทำเรื่องไปถึงประเทศเขาว่าเขาเหล่านี้มาถูกต้องไหม ที่อยู่ที่ใด มีคนรับรองไหม พอเกิดเหตุที่เมืองไทยสามารถตามกลับไปจับกุมได้ มันต้องอย่างนั้นครับ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นมาคลอดลูกในประเทศไทยเยอะแยะมากมาย ผู้หญิงพม่าได้กับคนไทย มันจะทำให้ประเทศเราเป็นอะไรครับในอนาคต ลองกลับไปศึกษา ไปดูนะครับท่านกรรมาธิการ ว่าสิ่งที่ผมพูดเหล่านี้ กฎหมายลูกที่จะออกมา ผมเคยเสนอบอกว่าแรงงานพม่า หรือแรงงานต่างชาติ ทั้งหมดจะมาทำงานในประเทศไทย จับทำหมันให้หมด ไม่อย่างนั้นคุณทำหมัน มาจากประเทศคุณ ต้องมาเกี่ยวเรื่องสิทธิมนุษยชน ขอโทษครับ เรื่องอะไรต่าง ๆ มนุษยชน ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีผมสั่งปลดไม่ให้มี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คิดแต่เรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ ต่อไปแรงงานต่างชาติจะมาอยู่ในประเทศไทย ตอนนี้ตัวเลขที่ผมดูในรายงาน ๒.๘ ล้านคน ท่านดูสิครับ แล้วที่ถูกต้อง ๑.๒ ล้านคน แล้วไม่ถูกต้องท่านมีตัวเลขอยู่ ทำไมไม่ผลักดัน ออกไป นี่ละครับท่านประธานครับ แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนด้วยว่า พลเมืองคือคนไทย แต่ประชาชนรวมหมายถึงคนในประเทศไทย แม้แต่ต่างชาติ ต่อไปเขาเหล่านั้นจะมี บัตรประชาชนครับ พวกเราจะมีบัตรพลเมืองหรือ นี่คือความรู้สึกสะท้อนกลับไปใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วการเขียนรัฐธรรมนูญผมขอพาดพิงรัฐธรรมนูญนิดหนึ่งท่านประธาน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เขียนไว้ทำไม เขียนไว้เยอะมาก มันต้องเขียนบางมาตราเท่านั้น นี่เขียนทุกมาตราเลย ข้างล่าง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผมงงครับท่านประธาน กฎหมายบัญญัติ แต่ว่าเขียนในรัฐธรรมนูญใช้ไม่ได้หรือ นี่ละครับ มันต้องเขียนบางมาตราเท่านั้น เพราะฉะนั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานครับ มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากท่านอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน สมัยผมเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี มีการตกเขียวบริษัทต่าง ๆ ที่จะเอา แรงงานมาทำงานในประเทศไทย กรรมาธิการอย่านะครับ นายกตุ้ยลุยแน่ อย่านะครับ ขอร้องท่านครับ แต่ผมไม่ได้กล่าวหาท่าน แต่อย่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนนะครับ เรามาทำงาน เพื่อประเทศชาติ ต้องโปร่งใส ผมเคยพูดไปแล้วในคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน หรืออะไรต่าง ๆ ท่านใดที่มีส่วนได้เสีย มีบริษัทแรงงานข้ามชาติอะไรต่าง ๆ ที่เป็นกรรมาธิการเหล่านั้น ลาออกเสีย อย่าเป็น ท่านมาเป็นกรรมาธิการด้านอื่น แต่ไปเป็นที่ปรึกษาให้ความรู้เขา กับกรรมาธิการ เพื่อจะเดินหน้าของประเทศไทยครับ ผมขอใช้เวลาแค่นี้ เดี๋ยวคนจะตำหนิ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ว่าฯ สยุมพร ลิ่มไทย ค่ะ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย เรื่องนี้ผมได้ดูเอกสารแล้ว ถือว่าทางคณะกรรมาธิการได้จัดทำ ค่อนข้างเป็นระบบ แล้วก็ครอบคลุมในแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว สิ่งที่จะให้ข้อสังเกตเพิ่มเติม เป็นการเน้นย้ำในบางเรื่องซึ่งคิดว่ามีความสำคัญมาก
เรื่องแรก ก็คือเรื่องการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว อันนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สังคมไทยรับรู้รับทราบ แล้วก็ได้เห็นมาตลอดว่า เรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวนั้น มีการกระทำผิดกฎหมายในทุกขั้นตอน แทบจะทุกขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าตั้งแต่ เริ่มจากการจัดหาแรงงานต่างด้าว เรื่องของการนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง เรื่องของการ นำแรงงานต่างด้าวมาลงทะเบียน เรื่องของการที่แรงงานต่างด้าวจะต้องเคลื่อนย้ายจากที่พัก ไปสู่สถานประกอบการ ทุกเรื่องจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วก็มักจะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่มีอยู่ในการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ ผมคิดว่าถ้ามีการสำรวจมันจะมีเงินนอกกฎหมายที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับ แรงงานต่างด้าวปีหนึ่งจำนวนมาก อาจจะเป็นหมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการน่าจะศึกษาเจาะลงไปในรายละเอียด ให้มันเกิดความชัดเจนว่า กระบวนการทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวนั้น มันมีหน่วยงานไหนบ้าง ที่เกี่ยวข้อง ไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายอะไรที่ยังมีช่องว่างช่องโหว่ หรือไปเกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมอะไรที่ควรจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทุกวันนี้เรารู้ดีครับ เวลา มีการขนย้ายแรงงานออกจากที่พักไปสถานประกอบการ นั่งรถปิกอัพ นั่งอะไรไปก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะถูกกฎหมาย หรือไม่ถูกกฎหมาย ต้องถูกตรวจค้นและหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีใครที่ถูกละเว้นไปได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สังคมรับรู้มาตลอด เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเรียนเป็นเรื่องแรกว่า อยากให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ชัด แล้วก็นำไปสู่ข้อเสนอในการแก้ไข ปัญหาที่เป็นระบบ อันนี้เป็นเรื่องที่ขอเสนอ
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องตลาดแรงงาน เมืองไทยเป็นที่ยอมรับกัน แล้วก็พูดกันมานานว่า ความต้องการแรงงานส่วนใหญ่จะต้องการแรงงานในลักษณะที่เป็นแรงงานมีฝีมือ หรือที่ เรียกว่าแรงงานที่ใช้ทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่ไม่จบระดับปริญญาตรี เป็นแรงงาน ที่ต้องเกี่ยวข้องกับทางช่างเทคนิค ปวช. ปวส. อาชีวะต่าง ๆ เหล่านี้ พูดกันมานานครับว่า ต้องการแรงงานประเภทนี้ แต่ทำไมการผลิตคนเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานถึงยังไม่ตรงกับ ความต้องการ เราจะเห็นได้ว่ามีการผลิตเด็กที่มุ่งไปสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษา ปีหนึ่ง จำนวนมาก แล้วทำให้เด็กเหล่านั้นต้องว่างงาน ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะต้องนำมากำหนด เป็นนโยบายให้ชัดเจน ชัดเจนอย่างไรครับ
๑. สำรวจข้อมูลตลาดแรงงานเรื่องนี้ออกมาให้ชัดว่า ปีหนึ่งหรือในระยะเวลา ๑-๕ ปี ๑-๑๐ ปี ประเทศไทยต้องการแรงงานในระดับทักษะจำนวนเท่าไรกันแน่ ขอให้มี ความชัดเจน
๒. ก็คือสร้างความมั่นใจให้กับบรรดาผู้ปกครอง เด็กนักเรียนว่าถ้าเรียนทางสายนี้แล้ว จบออกมามีงานทำแน่ ๆ ขอให้มั่นใจ แล้วก็จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับสถานศึกษา ก็คือ การที่จะต้องให้สถานศึกษาผลิตบุคลากรเหล่านี้ให้ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญก็คือให้เกิด ความมั่นใจว่ามีที่ทำงานรออยู่ข้างหน้า ถ้าสามารถทำได้ถึงขั้นทำเป็นลักษณะสัญญาล่วงหน้าว่า ถ้าสถานศึกษาแห่งนี้ผลิตเด็กที่จบระดับนี้มาแล้ว องค์กรเหล่านั้นพร้อมที่จะรับเข้าไปทำงาน ถ้าหากว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ผมว่าอย่างนี้ครับ จะเกิดความมั่นใจมากเลยว่าถ้าเรียน ทางด้านที่สร้างทักษะแล้วไม่ตกงานแน่นอนนะครับ ประชาชนที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ นี้นะครับ มั่นใจนะครับว่าส่งลูกหลานไปเรียนแล้วไม่ว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมอยากให้สำรวจ ข้อมูล ตลาดแรงงานใหญ่ นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศไทยลองสำรวจมาดู มีตลาดเหล่านี้ อยู่มาก ขอบคุณมากครับ
-๓๙/๑
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผม เทียนชัย ปิ่นวิเศษ ต้องขออนุญาตอภิปรายกล่าวเติมเสริมต่อ จากท่านกรรมาธิการกิตติในหมวดเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งในรายงานหน้า ๓ (๔) ได้มีถ้อยวลีตอนหนึ่งกล่าวไว้อย่างนี้ครับว่า ไม่มีอะไรถาวรมากไปกว่า การมีแรงงานข้ามชาติในลักษณะชั่วคราว ความหมายของวลีนี้หมายถึงว่าอย่าได้ไปคาดหวัง ว่าจะแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติได้สมบูรณ์ เพราะปัญหานี้มิได้มีไว้ให้แก้ แต่มีไว้สำหรับ การจัดการ หรือในวงเล็บ คือ ดิ อาร์ต ออฟ แมเนจเมนท์ (The Art of management) ดังนั้นเมื่อแก้ไม่ได้เราก็จะใช้ศาสตร์และศิลป์ในการจัดการว่าเราจะจัดการอย่างไร
ท่านประธานที่เคารพครับ การเคลื่อนย้ายของแรงงานจากถิ่นหนึ่งไปอีกถิ่นหนึ่ง ควรมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานและต้องมีการประสานด้านข้อมูล และข้อมูล ดังกล่าวนั้นต้องเป็นข้อมูลที่เป็นฐานข้อมูลรวมครับ เพราะการเคลื่อนย้ายของแรงงาน ไม่ว่าจะ เนื่องจากการย้ายฐานการผลิต การสร้างนิคมอุตสาหกรรม นิคมเกษตรกรรม นิคมประมง หรือการก่อกำเนิดของเขตเศรษฐกิจใหม่หรือเศรษฐกิจพิเศษ การที่บุคคลย้ายถิ่น หรือย้าย จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งต้องคำนึงและจัดเตรียมดังต่อไปนี้ครับ
ประการแรก คือเรื่องสาธารณสุข เพราะบุคคลอาจเป็นพาหะของโรค และนำไปสู่ถิ่นใหม่ได้ครับ เพราะต่างชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างถิ่น หมายถึงต่างโรค ซึ่งก็อาศัย ต่างวัคซีนกันครับ ซึ่งถ้าต่างชาติ ต่างถิ่น ต่างพาหะ ต่างวัคซีน ต่างโรค ดังนั้นเราก็ต้องมี การจัดเตรียมเรื่องสาธารณสุขที่มีความเพียงพอทางด้านบุคลากรและเวชภัณฑ์ การเคลื่อนย้ายในที่นี้ผมหมายถึงการเคลื่อนย้ายแบบเช้าไปเย็นกลับด้วยนะครับ จากขอบเขตแดนของประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง
ประการที่ ๒ คือทรัพยากรด้านอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เราต้องดูว่ามีเพียงพอในการที่จะรองรับกับทัพแรงงานที่จะย้ายไปอยู่หรือไม่
ประการที่ ๓ คือเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ครับว่าเราเพียงพอที่จะรองรับ ชุมชนถิ่นนั้นหรือไม่
มาตรการด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ก็เป็น อีกมาตรการหนึ่งครับที่เราต้องคำนึงถึง เพราะการหลั่งไหลของประชากรที่หลากถิ่น หลากพันธุ์ ปัญหาอาชญากรรมและความมั่นคงก็จะตามมาครับ
มาตรการเรื่องพหุวัฒนธรรมที่จะมารวมอยู่ในถิ่นเดียวกัน
มาตรการเรื่องความหลากหลายของความเชื่อและศาสนา
ความขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์ที่จะมารวมกันในถิ่นถิ่นหนึ่งเรามีมาตรการที่จะ ปกป้อง คุ้มครองและแก้ไขอย่างไร
มาตรการกรณีการไหลกลับซึ่งแรงงานทั้งชั่วคราวและถาวร เพราะความ หลากหลายของชาติพันธุ์ พหุวัฒนธรรม และความหลากหลายทางความเชื่อ อาจส่งผลให้ แรงงานขาดแคลนเป็นช่วง ๆ ในกรณีที่แรงงานลาหยุดงานเพื่อที่จะกลับบ้านไปในงาน เทศกาล
อีกอันหนึ่งครับ คือกระบวนการการให้การศึกษากับลูกหลานของแรงงาน ที่เกิดขึ้นที่ติดมากับพ่อแม่ผู้ใช้แรงงาน
ประการที่ ๑๐ มาตรการที่จะรองรับการเกิดเออีซี ในเรื่อง ๘ วิชาชีพที่เป็น แรงงานฝีมือที่จะพลวัตโดยเสรีซึ่งอาจจะมาแย่งอาชีพของคนไทย เรามีมาตรการที่จะแก้ไข หรือว่าปกป้องเรื่องนี้อย่างไรหรือไม่
สุดท้ายครับ มาตรการที่จะหยุดยั้งการหลอกลวงแรงงานไทยโดยคนไทยด้วยกัน ผมเชื่อ แล้วก็หวังครับว่ากรรมาธิการจะใช้ศิลปะของการจัดการเพื่อหามาตรการมาดำเนินการ ตามที่ผมนำเรียนเสนอ จึงขอกราบเรียนฝากไว้เท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณมากครับ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านชาลี เจริญสุข ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดฉะเชิงเทราครับ วันนี้ก็ขอชื่นชม ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพราะว่าท่านทำรายงานมานี้ ท่านได้ใช้ความคิดที่จะทำงานโดยไม่ไปแทรกแซงหน่วยงานอื่นเลย ผมดูจากรายงานนะครับ มีทั้งการแก้ปัญหาแรงงานต่างชาติ แรงงานต่างด้าวที่จะให้ดีขึ้น รวมทั้งการจะทำธนาคารแรงงาน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ ๆ ทั้งนั้น ในส่วนตัวของผมเองในฐานะที่อยู่ในจังหวัด อยู่ในภูมิภาค จะได้สัมผัสกับเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงแรงงานเยอะ เพราะเป็นที่ทราบกันว่ากระทรวงแรงงาน มี ๕ เสืออยู่ ก็คือมีทางปลัดกระทรวงแรงงาน มีกรมหลายกรม ซึ่งรวมกันแล้วมีทั้งหมด ๕ หน่วยงาน ซึ่งทำงานอยู่ในจังหวัด วันนี้ทางคณะกรรมาธิการได้แตะในเรื่องของแรงงานต่างด้าว และยังมีอีก ๔ หน่วยงานที่อาจจะเกี่ยวพันก็คือเรื่องของประกันสังคม ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ก็อาจจะเกี่ยวพันในเรื่องของการฝึก แต่ผมขออนุญาตที่จะเสริมก็แล้วกันในส่วนของแรงงานต่างด้าว แล้วก็อีกประเด็น เดี๋ยวผมจะเสริมอีก ๑ ประเด็น มี ๒ ประเด็นที่จะเสริม
ประเด็นของแรงงานต่างด้าว ต้องยอมรับว่าวันนี้มาตรการใด ๆ ก็ตามที่เรา จะทำกันขอให้คำนึงถึงเรื่องของการเดินต่อของนักธุรกิจ ซึ่งเพื่อนผมเป็นนักธุรกิจ เป็นผู้รับเหมา เป็นอะไรนี่นะครับ วันนี้ถ้าอุปสรรคเปรียบเสมือนการเลื่อนไหลในการที่จะ อำนวยความสะดวกในเรื่องของแรงงานต่างด้าว มีการหยุดชะงักหรือล่าช้าไป นั่นหมายความว่า สัญญาในการรับเหมาของเขาสะดุดแน่นอน แล้วก็จะส่งผลในเรื่องของการโดนปรับ ฉะนั้นผมเอง ก็เคยอภิปรายไปแล้วในเรื่องการหารือต่าง ๆ ในเรื่องของการอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น ของกระทรวงมหาดไทยก็ดี ในเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุม ขอให้เป็นการควบคุม และให้ความร่วมมือในการที่จะให้แรงงานที่ไม่ถูกต้องให้จดทะเบียนให้ถูกต้อง อันนี้ผมเห็นด้วย
ในส่วนของอีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้รับการร้องเรียนแล้วก็ฝากมาครับ อยากให้ ทางคณะท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานได้แตะบ้าง คือเรื่องอะไรทราบไหมครับ เรื่องประกันสังคม เพราะในส่วนหนึ่งมันจะมาเกี่ยวพันกับตัวเลขที่ท่านได้อภิปรายชี้แจง เมื่อสักครู่ ๓๙ ล้านชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ปรากฏว่า ๑๙ ล้านชีวิตที่เป็นแรงงานถูกต้อง ๑ ในนั้นผมมั่นใจเลยว่าประกันสังคม ๑๑ ล้านชีวิตก็อยู่ในนั้นด้วย ปัญหามันเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ ตอนนี้ประกันสังคมมีกองทุนใหญ่มาก ๑.๑ ล้านล้านบาท แล้วตอนนี้เชื่อไหมครับว่าเงินนี้ เอาไประดมทุน และผลมันกลับมาอย่างนี้ครับ มันเกิดรีเฟล็กซ์ (Reflex) กลับมาที่ ผู้ประกันตนที่ได้ส่งเงินมาจนครบ จนถึงอายุ ๕๕ ปี ปรากฏว่าไตรภาคีก็คือมีข้าราชการ นายจ้าง ลูกจ้าง เขามีการประชุมกัน ปรากฏว่าเขาจะขอความร่วมมือกับผู้ประกันตนว่า ถ้าเกษียณอายุแล้วจะไม่ให้เงินก้อน จะไม่ให้บำเหน็จ จะให้บำนาญ ทีนี้มันเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ได้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ถ้าได้บำเหน็จได้ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ บาท เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในไตรภาคีเขาคุยกันในทำนองว่า ผมเคยเข้าประชุมได้ฟังคำชี้แจงครั้งหนึ่ง ในทำนองว่า จะเชิญชวนผู้ที่ประกันตนให้รับบำนาญเขาจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินก้อน ปัญหามันก็เกิดขึ้นว่า คนที่เขาส่งประกันสังคมไปแล้ว เขาก็อยากได้เงินก้อนเอามาเก็บไว้เพื่อความมั่นใจ แต่ถ้าเกิด ไปแบบเป็นบำนาญเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ถ้าเกิดเขาอายุไม่ยืน ใครกำไร ใครขาดทุน ใครได้เปรียบเสียเปรียบตรงนี้ เพราะว่าการประกันสังคมไม่ใช่ประกันชีวิต ไม่ใช่ในเรื่องของ บำเหน็จบำนาญ เป็นเรื่องของการแชร์ทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ฉะนั้นตรงนี้อยากให้ทาง คณะกรรมาธิการได้แตะบ้าง ไปดูแลในเรื่องเงินตรงนี้ แล้วก็ควบคู่กับธนาคารแรงงาน ผมอยากจะฝากว่าอยากจะให้บวกธนาคารเป็นแบบว่าพลังงานทดแทนไปด้วยจะได้ทำงานไป พร้อม ๆ กันกับคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนและอนุรักษ์ พลังงานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ วันนี้เราได้ใช้เวลาในการพิจารณาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ดิฉันขอนัดประชุมเพื่อพิจารณาต่อในวันพรุ่งนี้ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาตรง สำหรับ วันนี้ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่มาประชุม แล้วก็ได้ให้ความเห็นอย่างสร้างสรรค์ ดิฉัน ขอปิดประชุมค่ะ