สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๐ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘

กิตติภณ ทุ่งกลาง รายงานการการศึกษาเรื่องการจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยเน้นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการออมและการพัฒนาตนเองของคนงาน และเสนอแนวคิดเรื่องธนาคารแรงงาน โดยมีเป้าหมายที่จะให้ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมในการลงทุนและให้รายได้เพิ่มเติมจากการดำเนินงานของธนาคาร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องวันที่ ๑ พฤษภาคม วันกรรมกรสากล และเสนอแนวทางในการจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อช่วยเหลือคนงาน

นายกิตติภณ ทุ่งกลาง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม นายกิตติภณ ทุ่งกลาง ขอนำรายงาน การศึกษาเรื่องการจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยหลักการและเหตุผลแล้ว การดำเนินการจัดตั้ง ธนาคารแรงงานให้เป็นของคนทำงานเพื่อการส่งเสริมการออมและการพัฒนาดำรงชีพ ของตนเอง อันจะนำไปสู่การดำรงชีพของคนงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดขึ้นจาก ๓ ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ ๑ ในอดีตของผู้ใช้แรงงานมีแนวคิดที่จะจัดตั้งธนาคารแรงงาน ของคนทำงาน ซึ่งมีการเรียกร้องจากการทำงานเกิดขึ้นมาช้านาน ในสภาวะความเดือดร้อน ของคนทำงานที่ต้องทำงานภายใต้ค่าตอบแทนที่ต่ำ ต้องทำงานหนักกว่าปกติ เพราะต้อง ทำงานล่วงเวลาเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพที่ไม่ดี เมื่อประสบปัญหา การขาดรายได้จึงต้องหันไปหาแหล่งเงินกู้นอกระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง

ในประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยกร่างขึ้นโดยคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ จากผู้ทรงเกียรติหลากหลายสาขาได้บรรจุไว้ในมาตรา ๒๘๙ ให้มี การปฏิรูปด้านแรงงานตามแนวทางดังต่อไปนี้

๑. ตรากฎหมายและกำหนดกลไกเพื่อรับรองเสรีภาพของคนทำงาน นายจ้าง สมาคม การรวมกันตัวกัน การร่วมเจรจาต่อรอง ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลระหว่างประเทศ

๒. สนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อเป็นสถาบันการเงินของคนทำงาน ในการส่งเสริมการออมและพัฒนาตนเอง อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ประเด็นที่ ๓ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับวันที่ ๑ พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันกรรมกรสากล ในปีนี้ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีเปิดในปี ๒๕๕๘ มีความตอนหนึ่งว่า คนงานคือบุคคลที่มีความสำคัญ ต่อระบบการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ และการเจริญเติบโตของภาคธุรกิจด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นพลังขับเคลื่อนการทำงาน ในทุกกระบวนการ ทั้งภาคการผลิตและการบริการ เป็นฟันเฟืองที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมเจริญเติบโต ส่งผลให้ฐานเศรษฐกิจของไทยมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในการร่วมกัน ทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพงานให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ รัฐบาลพร้อมที่จะแก้ไข เรื่องแรงงานที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญอันดับ ๑ ของประเทศ โดยจะนำปัญหาเหล่านี้ มาคลี่คลายในแต่ละเรื่อง และยึดหลักการบริการจัดการด้วยความเป็นธรรม ความเสมอภาค และความสมัครสมานสามัคคี มีความมุ่งมั่นที่จะดูแลแก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศ ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนทำงานให้มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ เพื่อให้แรงงานทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๓ ประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุผลที่กรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ได้ดำเนินการจัดตั้งให้มีธนาคารแรงงานขึ้นในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

๑. เพื่อเป็นแหล่งทุนของคนทำงานในการจัดสวัสดิการแรงงานตามนโยบาย ที่ตนเองมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ

๒. เพื่อให้เป็นสถาบันการเงินของคนทำงานในการแก้ไขปัญหาที่เคยมีในอดีต ซึ่งต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง

๓. เพื่อเป็นสถาบันการเงินของคนทำงาน ในการส่งเสริมการออมและพัฒนา ตนเองให้พ้นจากวงจรความยากจนสู่ความมั่งคั่งทางรายได้

๔. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้เข้าถึงแหล่งทุน ได้อย่างเป็นธรรม เป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของคนในชาติที่จะได้รับ การช่วยเหลือ ดูแลจากรัฐ

จากประเด็นดังกล่าว ธนาคารแรงงานมีที่มาของเงินลงทุน จากแนวความคิด ผู้ใช้แรงงานทั้งสิ้น กลุ่มเป้าหมายก็คือผู้ใช้แรงงาน ๓๙ ล้านคน โดยแบ่งเป็นแรงงานในระบบ จำนวน ๑๘ ล้านคน แรงงานนอกระบบ จำนวน ๒๑ ล้านคน แนวความคิดของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงาน ได้มีแนวความคิดว่าจะให้เป็นธนาคารของคนแรงงานโดยตรง อัตรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จนถึงเป็นหน่วยงานของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ ในขณะนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาความเหมาะสมว่าจะอยู่ในอัตราส่วนที่เท่าไร ในเบื้องต้น ที่คณะกรรมาธิการได้คิดเอาไว้ ก็คือให้คนทำงานทั้ง ๒๐ ล้านคน เป็นผู้ลงทุนก่อนในเบื้องต้น โดยการซื้อหุ้น หุ้นละ ๑,๐๐๐ บาท ก็จะมีเงินลงทุนประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทและส่วนต่าง ๆ ก็จะมาจากสำนักงานประกันสังคม ก็คือเงินฝาก ใช้คำว่า เงินฝาก ต้องเรียนว่าไม่ใช่เงิน ในส่วนของประกันสังคม เป็นเงินในส่วนของเงินฝากที่จะไปทำทุน รวมถึงกระทรวงการคลัง เป็นหลักในการบริหารจัดการการลงทุนในครั้งนี้

สำหรับที่มาของเงินทุนนั้น ในอันดับต่อไป คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า

๑. ต้องตราพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยให้เป็นธนาคารการเงิน ที่เป็นพิเศษเฉพาะกิจ เป็นธนาคารที่รัฐถือหุ้น ซึ่งต่างไปจากธนาคารพาณิชย์ทั่ว ๆ ไป

๒. ให้ธนาคารเปิดขายหุ้นให้แก่กลุ่มคนงานเป็นผู้ซื้อหุ้นก่อน โดยหน่วยงาน ภาครัฐและกองทุนประกันสังคมร่วมลงทุนซื้อหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมกับลักษณะของการ เป็นธนาคารแรงงาน

๓. จัดโครงการเงินกู้จากธนาคารแรงงาน ให้คนทำงานกู้ และให้ชำระคืน ภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้โดยให้มีบุคคลค้ำประกัน จำนวน ๓ ท่าน

๔. รายได้เพิ่มเติมจากการดำเนินงานของธนาคารให้จัดสรรตามกรอบภารกิจ ของธนาคาร ดังนี้

(๑) จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ลงทุน

(๒) จ่ายเป็นค่าบริการจัดการของธนาคาร

(๓) จ่ายค่าบริการให้นายจ้างหักเงินค่าจ้าง ณ ที่จ่ายของผู้กู้ส่งธนาคาร

(๔) ธนาคารสามารถให้สินเชื่อเพื่อการจัดสร้างฐานเศรษฐกิจของผู้ใช้แรงงาน เช่น

๑. สินเชื่อสนับสนุนสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการ

๒. สินเชื่อเพื่อการศึกษา การเรียนรู้สาขาต่าง ๆ

๓. สินเชื่อเพื่อการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน

๔. ศูนย์ประชุมสัมมนาและการพัฒนาทักษะ

๕. สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ

๖. สินเชื่อเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

๗. สินเชื่อเพื่อแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ

๘. สินเชื่อกองทุนพัฒนาทางสังคม

๙. สินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน

จากการบริหารงานดังกล่าว โครงสร้างของการบริหารจัดการ คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานได้ออกแบบไว้ โดยให้มีคณะกรรมการบริหารจากผู้แทนจากฝ่ายต่าง ๆ ตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้น แยกเป็นฝ่ายบริการ ฝ่ายเงินออม ฝ่ายสินเชื่อ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการลงทุน ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายบริหารกลุ่มลูกค้า ฝ่ายกฎหมาย โดยทั้งหมดนี้ เป็นกลไกที่มาจากกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือพระราชบัญญัติที่จะนำเรียนในภายภาคหน้า ต่อไป

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการตั้งธนาคารแรงงาน

๑. คนทำงานมีธนาคารแรงงานในรูปแบบของธนาคารเฉพาะกิจ เป็นธนาคารพิเศษ โดยไม่พึ่งพาการกู้นอกระบบอีกต่อไป

๒. คนทำงานได้รับการส่งเสริมการออมในรูปของสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาตนเอง ให้พ้นวงจรความยากจน ก้าวขึ้นสู่ความมั่นคงทางรายได้อย่างยั่งยืน

๓. คนทำงานเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม ลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ ของคนในชาติจากการรับความช่วยเหลือจากรัฐ

๔. คนทำงานได้รับสวัสดิการทางการเงิน สังคมและครอบครัว ตามนโยบาย ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมบริหารจัดการและเป็นเจ้าของทุนได้ด้วยตนเอง

ข้อเสนอแนวทางในการดำเนินการ ควรตรากฎหมายและกำหนดกลไกในรูป ของพระราชบัญญัติการจัดตั้งธนาคารแรงงานให้เป็นสถาบันการเงิน ธนาคารเฉพาะกิจ ธนาคารพิเศษ เพื่อเป็นสถาบันการเงินของคนทำงานที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุน เงินกู้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นกลไกส่งเสริมการออม การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ของคนทำงานและยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ขออนุญาตกราบเรียนเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ