กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปการแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการกฎหมายแรงงานให้อยู่ในที่เดียวกัน พร้อมเสนอแนวทางในการดูแลแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นธรรม และการบูรณาการระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลภาษี สาธารณสุข การศึกษา และแรงงาน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ข้อเสนอ ๓ เรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานได้เสนอนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ นี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ผมมีความเห็นคล้ายเมื่อวานก็คือว่า เราเสนอกฎหมายอีกแล้ว เรามีกฎหมายเยอะมาก แล้วก็ คาดว่ากฎหมายจะช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งผมคิดว่าจำเป็น แต่ผมคิดว่าการบูรณาการที่จะ นำพระราชบัญญัติบูรณาการเรื่องแรงงาน อาจจะต้องมานั่งดู แล้วก็รวบรวมกฎหมายเหล่านั้น ให้อยู่ในที่เดียวกัน เหมือนอย่างเช่นสวัสดิการสังคมที่ผมเคยกล่าวไปแล้วว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะทำให้กฎหมายมีน้อย และเอากฎหมายที่มีหลากหลายนี้มาใส่ไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน มากกว่าเสนอกฎหมายเพิ่มอีก ๑ ฉบับ เรื่องการศึกษาอาชีวศึกษานั้น ผมคิดว่ามันเป็นเรื่อง นอกจากการฝึกอบรมแล้วการเปลี่ยนค่านิยมคนในสังคมไทยก็มีความสำคัญยิ่ง ถ้าเราสอน ให้รู้สึกว่าการเข้าไปทำงานแรงงานนั้นไม่ใช่เป็นอาชีพที่น่าเกลียด แต่ว่าเป็นอาชีพ ที่น่าส่งเสริมเหมือนอย่างประเทศเยอรมัน ตอนนี้ประเทศสิงคโปร์เริ่มตั้งคำถามกับนักศึกษาเขาว่า ควรจะหยุดเข้าไปทำงานก่อนเรียนจบระดับปริญญาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นประเทศไทย อาจจะต้องเปลี่ยนค่านิยมการมุ่งแต่ปริญญาอย่างเดียว การมีกฎหมายและไม่เปลี่ยนค่านิยม เชื่อว่าไม่ได้ผล เราจะมีกฎหมายเฟ้อขึ้นมาอีก ซึ่งการเปลี่ยนค่านิยมนั้นจะต้องเปลี่ยนในทุก รูปแบบ การศึกษา สื่อสารต่าง ๆ นั่นคือความเห็นที่อยากตั้งข้อสังเกต
เรื่องแรงงานข้ามชาติก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เราจะต้องดูแล กฎหมายภายในให้ดีว่าเราปฏิบัติกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเป็นธรรม เพราะว่าเดี๋ยวนี้บริบท ของเรานั้นมันเกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ การทำผิดอนุสัญญาอย่างที่เราเจอ เรื่องของประมงก็ดี แล้วจะตามมาอีกเยอะแยะ เรื่องเกษตรพันธะสัญญาก็ดี เรื่องเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลอย่างบูรณาการและไม่ก่อให้เกิดแหล่งอภิสิทธิ์ หรือการใช้ดุลยพินิจในการจะเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากแรงงานต่างด้าว ที่นับวันจะเพิ่ม มากขึ้น
เรื่องที่ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการ คือเรื่องการตั้ง ธนาคารแรงงาน ดังที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคุณเฉลิมศักดิ์ได้กล่าว ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมคิดว่าการตั้งธนาคารแรงงานไม่ใช่ทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่บอกว่าให้ระดมทุน ด้วยการเอากองทุนประกันสังคมไปซื้อพันธบัตร ท่านทราบไหมครับว่า กองทุนประกันสังคมของเรา ปัจจุบันนี้มีสถานะที่ล่อแหลมเต็มทน เพราะว่าเรานำเอาไปใช้เรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องของ รักษาพยาบาล ถ้าท่านดูผลเชื่อว่ากองทุนประกันสังคมนั้นจะไม่มีเงินเหลืออีกภายใน ๒๐-๓๐ ปี ข้างหน้านี้ แล้วยิ่งเราเอากองทุนประกันสังคมมาซื้อพันธบัตรตั้งธนาคารดังที่ท่านสมาชิกได้กล่าว เรามีบทเรียนเยอะครับ การตั้งธนาคารเอสเอ็มอีก็ดี วันนี้แก้กันไม่จบเลยครับ ธนาคารหลายอย่าง เฉพาะกิจ วันนี้เรามีกลไกเพิ่มขึ้น ท่านอาจจะทราบหรือไม่ไม่ทราบ กฎหมายนาโน ไฟแนนซ์ (Nano finance) ที่ให้คนจนเข้าสู่ การเงินได้ครบถ้วนได้ดีขึ้น ธนาคารออมสินก็มีแหล่งเงิน ผมเชื่อว่าถ้าหากกระบวนการปล่อยกู้ ของบุคคลเหล่านี้ควรจะใช้กลไกนาโน ไฟแนนซ์ หรือธนาคารออมสิน และให้ความรู้แก่เขา การตั้งธนาคารแรงงานขึ้นมาจะเป็นปัญหาที่หมักหมมในสังคมไทยต่อไปในอนาคต ผมพูดด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ ครับ
ประการที่ ๓ เรื่องข้อมูล ซึ่งอันนี้ผมก็คิดว่าสอดคล้องกับแผนที่เราพูดถึง การใส่ในรัฐธรรมนูญว่าทุกคนต้องแสดงรายได้ คนงานของเรามี ๓๕ ล้านคนในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน เกษตรกร คนใช้แรงงาน เราแยกกันขึ้นทะเบียนครับ เรามี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ระบบฐานข้อมูลเดียวกันหมด คือมีเลขเดียวกัน แล้วเชื่อมโยงกัน ให้หมด ผมจะได้ขอเสนอว่าน่าจะมีการพิจารณาบูรณาการของทุกกรรมาธิการ ไม่ว่าแรงงาน เกษตร และไอที (IT) วทน. ที่จะทำระบบฐานข้อมูลที่เรียกว่าคอนเน็คเต็ด กัฟเวิร์นเมนท์ (Connected government) ที่เอาเลขเดียวครับ สามารถใช้ได้ทั้งภาษี ใช้ได้ทั้งสาธารณสุข การศึกษา แรงงาน และต้องฝากไว้ที่กระทรวงดิจิตอล (Digital) ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น อันนี้ ผมว่าสำคัญมาก และจะเป็นประเด็นเรื่องการขยายฐานภาษี การขยายฐานการดูแลบุคคล ได้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจน เพราะฉะนั้นผมจึงฝากว่าฐานข้อมูลนั้นไม่ใช่ไปฝาก กับธนาคารครับ ต้องเป็นฐานข้อมูลกลางที่ใครก็ได้ เกษตรก็ได้ แรงงานก็ได้นำมาใช้ครับ ขอฝากแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ