สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๐ · ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘

เดชา ปุญญบาล เสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน โดยเน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ การปฏิรูปการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ และการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของภาคแรงงาน และส่งเสริมการออมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของภาคแรงงาน โดยมีเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ และมีนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะแก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศ

พลโท เดชา ปุญญบาล ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พลโท เดชา ปุญญบาล ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ขอเรียนเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การแรงงาน ในการปฏิรูปเป็นวาระการปฏิรูปที่ ๓๗ ปฏิรูปการแรงงาน โดยสรุปสาระในเรื่อง ที่สำคัญ ๆ อยู่ ๓ เรื่อง ซึ่งประกอบด้วย

เรื่องที่ ๑ การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถ การแข่งขันของแรงงานไทย การมีงานทำที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

เรื่องที่ ๒ การปฏิรูปการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ และ

เรื่องสำคัญในเรื่องที่ ๓ คือการจัดตั้งธนาคารแรงงานและการจัดทำ ฐานข้อมูล

จากสถิติขององค์การสหประชาชาติในปี ๒๕๕๐ ระบุชัดเจนในอัตราการเกิด และการลดของคนไทย ซึ่งเรามีอายุยืนขึ้น สัดส่วนของคนสูงอายุต่อประชากรทั้งหมดจึงได้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากการคุมกำเนิดทางด้านประชากรของประเทศไทย ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีผู้ที่เกิดในอัตราส่วนที่ลดน้อยลง จากจำนวนร้อยละในปี ๒๕๓๓ มีอยู่ในอัตราส่วนร้อยละ ๗.๔ และในปี ๒๕๔๘ ร้อยละ ๑๐.๒๕ และสถิติผู้สูงอายุได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปี ๒๕๕๑ ได้สูงขึ้นร้อยละ ๑๒.๕๕ รวมทั้งคาดว่า ในปี ๒๕๖๘ จะสูงถึงเกือบร้อยละ ๒๐ ฉะนั้นตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากลได้กำหนด หากประเทศใดมีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๑๐ ของประชากรของประเทศก็จะ ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุ ประชากรในวัยทำงานจะมีสัดส่วนลดน้อยลงมากจะ ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการผลิตและการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับสถิติการสำรวจในปี ๒๕๕๐ เช่นกัน จะเห็นว่าผู้ที่สูงอายุของประเทศไทยนั้นจะมี อัตราส่วนมากกว่าร้อยละ ๔๐ ซึ่งอยู่ในสถานะที่ยังยากลำบาก หมายถึงว่ายังอยู่ในเกณฑ์ ที่ต้องทำงานเลี้ยงชีพ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว หรืออยู่ในฐานะที่ข้ามเส้นความยากจนขึ้นมา เพียงเล็กน้อย บางส่วนก็ยังไม่พ้นเส้นความยากจนซึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้เมื่อพ้นเกณฑ์เกษียณ ในวัยทำงานแล้วก็ยังต้องรับภาระซึ่งจะละทิ้งการทำงานไม่ได้ ก็ยังต้องแสวงหางานที่ทำ เพื่อให้มีรายได้ในการเลี้ยงตนเองแล้วก็ครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ รวมทั้งผู้สูงอายุของกลุ่มสตรีด้วย ประมาณอัตราส่วนร้อยละ ๖๐ ยังต้องรับภาระหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว แล้วก็ตนเอง ซึ่งในสิ่งเหล่านี้ประกอบกับจากสภาพปัญหาของสังคมไทยซึ่งประเทศไทยได้มีการพัฒนา เศรษฐกิจ ทำให้ทางด้านเศรษฐกิจนั้นมีการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องการภาคแรงงาน เป็นจำนวนมากเข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนผลักดันทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นสามารถ ที่จะเจริญเติบโตและสร้างมูลค่าให้กับประเทศในการพัฒนาประเทศ ประกอบกับอัตราการเกิด ของพลเมืองลดลงตามที่กล่าวไว้แล้วในขั้นต้น จึงทำให้เราต้องหาวิธีการในการที่จะ ดำเนินการปฏิรูปภาคแรงงานของเราให้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ โดยอันดับแรก คือ มุ่งไปที่ภาคแรงงานของคนไทยเป็นหลักในการที่จะต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมทักษะให้สามารถ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือทำงานได้มากขึ้น ประกอบควบคู่ไปกับเทคโนโลยี ด้านใหม่ ๆ ที่เข้ามาเพื่อเป็นการทดแทนภาคแรงงานที่ขาดลง รวมทั้งต้องกำหนดมาตรการ หรือหากลยุทธ์ใหม่ ๆ มาทำการแก้ไขภาคแรงงานของไทย เพราะมิเช่นนั้นแล้วก็จะส่งปัญหา อย่างที่เราประสบอยู่ก็คือ อาจจะต้องรับแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ซึ่งจะ ก่อเกิดปัญหามากมายให้กับภาคสังคมและภาคเศรษฐกิจ ภาคความมั่นคงต่าง ๆ ดังที่ปรากฏเป็นข่าว และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำลายภาพพจน์ของประเทศเรา ซึ่งในส่วนนี้เอง จึงทำให้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานจึงต้องหาวิธีการที่จะดำเนินการปฏิรูปแก้ไข เพื่อให้ประเทศไทยเราสามารถก้าวพ้นปัญหาดังกล่าว นำมาพัฒนาประเทศชาติให้สามารถ ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โดยอันดับแรก ต้องมีการพัฒนาฝีมือแรงงานและความสามารถของแรงงาน ไทยในการเพิ่มผลผลิตในการเพิ่มทักษะ เพื่อให้สามารถทำงานและเพิ่มรายได้ให้กับ ประชาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผู้สูงอายุต้องส่งเสริมให้มีโอกาสในการใช้ความสามารถในการทำงาน และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เพิ่มภาระกับลูกหลานหรือเป็นภาระให้กับสังคม ให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ท่านสามารถใช้ความรู้ความสามารถ ความชำนาญของท่านสามารถที่จะ ทำงานได้และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ดูแลตนเองหรือดูแลผู้ที่อยู่รอบข้างได้บ้าง ซึ่งจะสอดคล้องกับสภาวะของประเทศไทยต่อไปนี้ที่จะต้องเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ในการแก้ปัญหาเหล่านี้เราจะต้องดำเนินการแก้ปัญหาทั้งระบบแบบบูรณาการ โดยทาง คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาในเรื่องจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของภาคแรงงานที่เป็นคนไทยด้วยกันเอง หรือภาคแรงงานที่มาจากต่างชาติ หรือแรงงานข้ามชาติ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เราจะต้องดำเนินการสร้างศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ เพื่อบูรณาการจัดทำข้อมูลในภาคแรงงานทั้งหมด ซึ่งจะประกอบไปด้วย ข้อมูลทางด้าน กำลังคน กำลังงาน แล้วก็กำลังเงิน คือ คน งาน เงิน ในความหมายของธนาคารแรงงาน ที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณานำเสนอ และได้ถูกบรรจุไว้แล้วในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๙ (๒) เพื่อจัดระบบการบริหารจัดการและพัฒนาด้านแรงงานของประเทศไทยให้เป็นไปอย่าง มีระบบ อย่างชัดเจนและสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ไปถึง ๒๐ ปีข้างหน้า และเป็น การส่งเสริมพัฒนาให้ภาคแรงงานไทยนั้น จากเดิมที่ทำงานในระดับพื้นฐานมีรายได้ไม่สูงนัก ต้องพัฒนาขึ้นมาให้มีรายได้สูงขึ้น และเป็นระดับหัวหน้างาน เพื่อท่านเหล่านี้จะได้มีรายได้สูงขึ้น แล้วก็เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือต้องส่งเสริมให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งเอามาประกอบในการเข้าทำงานได้ครับ

หลังจากที่ผมได้กล่าวในภาพรวมแล้วผมจะขอมอบหมายให้ตัวแทนของ อนุกรรมาธิการในแต่ละด้านได้ชี้แจงในรายละเอียดเพิ่มเติม

ซึ่งในด้านแรก ก็คือการพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย การมีงานทำที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งก็จะขอมอบหมายให้คุณพรรณี จารุสมบัติ ซึ่งเป็นผู้นำเสนอในโอกาสต่อไป

สำหรับในเรื่องที่ ๒ ก็จะขอมอบหมายให้ผู้แทนของอนุกรรมาธิการ คือท่าน กิตติ โกสินสกุล ซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปการ บริหารจัดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ

ท่านที่ ๓ คือท่านกิตติภณ ทุ่งกลาง จะเป็นผู้ที่นำเสนอรายงานในเรื่องการ จัดตั้งธนาคารแรงงาน และ

ท่านที่ ๔ คืออาจารย์สุชาติ นวกวงษ์ จะได้นำเสนอรายละเอียดในเรื่อง ฐานข้อมูลแรงงานเพื่อทำให้การแก้ไขการปฏิรูปการแรงงานครั้งนี้สามารถแก้ไขปัญหาให้กับ ภาคแรงงานให้กับประเทศชาติได้อย่างบูรณาการ

สำหรับในเรื่องแรก การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อยกระดับ ขีดความสามารถการแข่งขัน ในหลักการและเหตุผล เนื่องจากประเทศไทยได้รับการพัฒนา มาอย่างต่อเนื่องและมีการขยายภาคเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ประเทศไทย ขาดแคลนแรงงาน มีแรงงานไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการขาดแคลน และประกอบกับมีบุคคลที่เกิดขึ้นอยู่ในเกณฑ์อัตราส่วนที่ต่ำ ส่งผลให้แรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด มีอัตราส่วนที่ลดน้อยลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ และแรงงานที่มีอยู่ มาตรฐานฝีมือ และทักษะ ต้องเร่งรัดให้มีความสามารถมากขึ้น ให้สอดคล้องกับการทำงาน กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ กับเครื่องจักรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้กับ ประเทศได้ เรายังต้องปฏิรูปและพัฒนาโดยให้มีการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา กำลังคน ฝีมือแรงงานของประเทศไทยไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน โดยใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มพูนฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ของภาคแรงงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้อง บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนทางด้านการศึกษาของชาติ ต้องเปลี่ยนทัศนคติให้เยาวชนของชาติ เรียนในภาคที่สามารถที่จะออกมาปฏิบัติงานได้ตรงกับ ความต้องการของตลาดแรงงานไทย มิใช่เรียนเพื่อต้องการปริญญาบัตร ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก แต่จบออกมาแล้วไม่มีงานตรงกับสาขาอาชีพ จึงทำให้เป็นการสูญเสีย ของประเทศอย่างมหาศาล ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาคนใหม่ และยกระดับ มาตรฐานฝีมือตามกรอบคุณวุฒิ วิชาชีพและส่งเสริมให้มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หรือว่า ตลอดชีวิต ซึ่งถ้ามีกำลังพอหรือยังอยู่ในวัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงงานได้ การพัฒนา การเรียนรู้ตลอดชีวิตนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนภาคแรงงานให้ทำงานที่เหมาะสมและมีรายได้มากขึ้น ตรงกับสภาพสภาวะปัจจุบันของประเทศ และดำเนินการพัฒนาทักษะฝีมือเพิ่มความสามารถ เพิ่มผลผลิตด้วยการทำงานกับเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญที่จะต้องมีการปฏิรูปและพัฒนา โดยดำเนินการปรับนโยบาย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เตรียมคนตั้งแต่วัยเรียนว่าชอบหรือถนัดงานด้านใด เพื่อพัฒนา ด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานของไทยในอนาคต หรือตลาดแรงงานโลก ซึ่งในอนาคตนั้นในการปฏิรูปแรงงานที่คณะกรรมาธิการคิดไว้นั้นจะต้องส่งผลไปถึง การพัฒนาภาคแรงงานไทยให้สามารถออกไปทำงานในภาคสากล หรือเป็นการส่งออก ภาคแรงงานไทยได้ แต่เราไม่ใช่ส่งออกภาคแรงงานในระดับพื้นฐานที่มีรายได้ต่ำ ๆ หรือไปทำงานหนัก หรือทำงานอันตราย แต่ต้องส่งออกในระดับผู้บริหาร ในระดับหัวหน้างาน ในด้านเทคนิคสูง ๆ และปรับนโยบายการพัฒนาบุคคลด้วยการบูรณาการร่วมกันทางด้านการศึกษาและการฝึกทักษะ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานของไทยในสภาวการณ์ปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเตรียมการในอนาคตอย่างน้อย ๒๐ ปีว่าเราจะวางแผน การศึกษาเพื่อสนองตอบภาคแรงงาน ภาคธุรกิจ ส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศ ให้กับลูกหลานของเราอย่างไรใน ๒๐ ปีข้างหน้า เพื่อประเทศไทยจะได้ไม่ประสบกับปัญหา ด้านแรงงานนี้อีกอย่างเช่นปัจจุบัน

สำหรับตัวบ่งชี้ที่ส่งให้เห็นว่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์หรือไม่

ประการแรก คือ ร่วมมือบูรณาการปรับกับกระทรวงศึกษาธิการทางด้าน หลักสูตรการศึกษา ทางด้านอุดมศึกษาและทางด้านอาชีวะ รวมทั้งภาคการศึกษานอกระบบ หรือส่งเสริมทักษะให้กับภาคแรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการแล้ว ให้ได้รับการเพิ่มพูน ทักษะในแรงงานที่ตนเองชอบและตนเองถนัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของ แรงงานไทย

ในเรื่องที่ ๒ คือปรับเพิ่มพูนประสิทธิภาพแรงงานไทยให้ได้มาตรฐาน เพื่อสามารถที่จะเข้าไปทำงานในสถานประกอบการที่มีมาตรฐานที่เขาวางมาตรฐานไว้ อย่างน้อย ก็สถานประกอบการในประเทศไทยเราให้ได้ และให้สามารถทำงานได้หลาย ๆ ประเภทที่จะ สามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาด้านแรงงานนี้ เพื่อเป็นการลดการขาดแคลนแรงงานที่เรา ประสบอยู่ในปัจจุบัน และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้เพิ่มศักยภาพของประเทศทางด้าน การแข่งขัน ทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรายละเอียดจะมีผู้แทนกรรมาธิการ ได้นำเสนอต่อจากผม

สำหรับการปฏิรูปเรื่องที่สำคัญในเรื่องที่ ๒ คือการปฏิรูปการบริหารจัดการ การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งการปฏิรูปการบริหารจัดการและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ข้ามชาตินี้ มีสาเหตุมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและทำให้ขาดแรงงาน ในภาคพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานภาคอันตราย สกปรก และการใช้แรงงานหนัก ซึ่งพวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าได้ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศเรา จึงทำให้เกิดการอพยพ เคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในลักษณะลักลอบอพยพอย่างผิดกฎหมาย ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเรากำหนดยุทธศาสตร์การจัดการจะต้องดำเนินการ วางมาตรการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา เพราะแรงงานข้ามชาติเหล่านี้เข้ามา ในหลายวิธีการและมีจำนวนมากที่ไม่สามารถหาต้นเหตุได้ว่าเข้ามาอย่างไร แล้วก็มาโผล่ขึ้น แล้วก็ทำงานในประเทศไทย สร้างปัญหาไม่ว่าทางด้านการเพิ่มประชากร การใช้ สาธารณูปโภค การใช้โรงพยาบาล รวมทั้งปัญหาอาชญากรรม และความมั่นคงของประเทศ ด้านอื่น ๆ การกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่นี้

ประการแรก คือดำเนินการบริหารจัดการผู้ลักลอบเข้าเมืองให้มีฐานะ ที่ชัดเจนเพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบดูแล แล้วก็บริหารแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ให้มี ประสิทธิภาพสามารถสนองตอบ ตอบสนองต่อความต้องการในภาคแรงงานของประเทศเรา ได้อย่างแท้จริง และให้มีปริมาณที่เพียงพอเหมาะสม มิใช่มีน้อยเกินไปก็เกิดปัญหา หรือมี มากเกินไปก็เข้ามาสร้างปัญหาซึ่งเราทราบดีอยู่แล้ว กรณีที่ขาดแคลนเราสามารถที่จะ นำเสนอให้นำเข้ามาได้ แต่ให้เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีมาตรการในการควบคุม

สำหรับในด้านการปฏิรูปด้านนโยบาย ในเรื่องแรก คือใช้แรงงานข้ามชาติ ตามสภาวะความจำเป็นและตามจำนวนที่เหมาะสม ต่อการขาดแคลนของภาคแรงงานไทยจริง ๆ โดยสมควรเน้นในภาคแรงงานขั้นพื้นฐาน คือแรงงานระดับล่าง ส่วนระดับหัวหน้า ระดับ ผู้บริหาร หรือระดับบนนั้นเราควรจะพัฒนาคน พัฒนาแรงงานไทยให้ปฏิบัติงานในส่วนนี้ ใช้แรงงานข้ามชาติตามสภาวะที่เหมาะสม

ส่วนในเรื่องที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายให้ไปรายงานตัว เพื่อจัดทำประวัติ ทราบประวัติบุคคล ภูมิลำเนา และผ่อนปรนโดยอนุญาตให้ทำงานเป็นการชั่วคราว และต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เมื่อหมดความจำเป็นแล้วหรือหมดห้วงเวลาที่เราให้โอกาสแล้ว เพราะเราต้องการจัดระบบแรงงานของเรา เราก็ต้องส่งกลับอย่างแท้จริง ต้องใจแข็ง ไม่ใช่ ขยายห้วงเวลาออกไปเรื่อย ๆ

สำหรับการดำเนินการปฏิรูปด้วย ๓ มาตรการหลัก และ ๒ กลไก

มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการป้องกัน มาตรการปราบปรามและมาตรการ คุ้มครอง ซึ่งดำเนินการควบคู่กันไป โดยมองแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ คือต้องมองในเชิงบวกว่า แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ก็สามารถที่จะเข้ามาช่วยเราพัฒนาประเทศได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไข ในมาตรการที่เราควบคุมอย่างเหมาะสมเพียงพอ แล้วก็ไม่มาสร้างปัญหาและทำอันตราย ต่อประเทศเรา

สำหรับ ๒ กลไกนั้น ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานข้ามชาติ อันนี้ก็จะอยู่ เป็นส่วนหนึ่งของธนาคารแรงงานที่เราได้เสนอจัดตั้งขึ้น

การจัดระบบ การจัดหางานภายในประเทศ อันนี้ก็อยู่ในฐานข้อมูลที่เรา จะต้องมีฐานข้อมูล ศูนย์ข้อมูล ทำให้เราทราบถึงธนาคารกำลังคน ธนาคารกำลังงาน เพื่อเรา จะได้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกองทุนหรือการเงินที่เรามีอยู่ ในธนาคารแรงงาน เพื่อให้โอกาสกับภาคแรงงานได้ใช้ประโยชน์และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อเป็น การลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็สร้างโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับภาคแรงงานของไทย

สำหรับในเรื่องที่ ๓ คือการจัดตั้งธนาคารแรงงานและการจัดทำฐานข้อมูล การจัดตั้งธนาคารแรงงาน ประเด็นที่ควรบัญญัติไว้ ซึ่งก็น่าจะประกอบไปด้วยเรื่องหลัก ๆ ก็คือหลักการ เหตุผล วิธีการจัดตั้ง เงินลงทุนของธนาคารแรงงาน ภารกิจหลักของธนาคารแรงงาน โครงสร้างการบริหารจัดการและผลที่คาดว่าจะได้รับกลับ ซึ่งในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานก็ได้มีหนังสือเรียนเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ชำนาญหรือผู้ที่ รับผิดชอบโดยตรง ผู้ที่มีความถนัดในเรื่องการจัดตั้งธนาคารของประเทศไทยขึ้นมาเป็น คณะทำงาน ซึ่งก็มีผู้แทนจากกระทรวงการคลัง จากธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็ภาคส่วนอื่น ๆ ที่เคยจัดตั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเอสเอ็มอี (SME) หรือธนาคาร ธ.ก.ส. อะไรต่าง ๆ หรือธนาคารอิสลาม เพราะธนาคารแรงงานของเรานั้นจะมีข้อแตกต่างไม่เหมือนกับธนาคาร ๔-๕ ธนาคารที่เป็นธนาคารเพื่อสนองตอบช่วยเหลือในภาคสังคมที่ผมได้กล่าวไว้ในขั้นต้น ของเรานั้นจะมีหลักการ เหตุผลและเป้าหมายนั้นเพื่อสนองตอบภาคแรงงาน และเป็น ธนาคารของคนแรงงานจริง ๆ ซึ่งแรงงานที่ผมกล่าวไว้นี้ก็รวมถึงแรงงานในโรงงาน อุตสาหกรรมหรือแรงงานอิสระทั่วไป คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส คือคนไทยที่มีรายได้น้อย และด้อยโอกาสก็สามารถที่จะใช้ธนาคารแรงงานนี้เข้ามาในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ของเขาได้ คือเราจะกำหนดกฎเกณฑ์ให้สามารถเข้ามาใช้ได้ง่าย แล้วก็ดอกเบี้ยต่ำที่สุด เพราะธนาคารแห่งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลประกอบการในเรื่องกำไร แต่ก็ต้องไม่เสี่ยงต่อการที่จะ หนี้สูญ ซึ่งในจุดนี้ทางคณะกรรมาธิการเราได้ปรึกษาหารือทำกันอย่างดี แล้วก็มองแล้วว่า เราทราบดีแล้วว่า คนจนในประเทศไทยที่จริงแล้วเมื่อกู้ยืมเงินในธนาคารต่าง ๆ หนี้สูญ น้อยกว่าคนรวยที่มากู้ในสถิติธนาคารของประเทศ ก็คือคนจนดูแล้วจะโกงไม่ค่อยเป็น อันนี้ ก็คือข้อสรุป แล้วเราถึงตัดสินใจที่จะเสนอในการจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนให้กับภาคแรงงาน ภาคแรงงานในความหมายของเรานั้นรวมทั้งพี่น้อง ที่ทำอาชีพอิสระ แม่บ้าน แล้วก็บุคคลผู้เปราะบาง เป็นโรคสำคัญ อย่างเช่นโรคเอดส์ คือผู้ที่มีรายได้น้อย แล้วก็เป็นผู้ที่ค่อนข้างจะลำบาก รวมทั้งเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ นอกจาก ธนาคาร ธ.ก.ส. แล้ว ตรงนี้ก็จะเป็นธนาคารที่สามารถให้เกษตรกร ชาวนาชาวไร่เข้ามา ใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งยอดที่เราทราบอยู่ในภาคแรงงานจริง ๆ แล้ว ภาคแรงงานที่เข้าสู่ระบบ ประกันสังคมแล้ว ประมาณ ๑๔ ล้านคน อีก ๒๕ ล้านคน คือภาคแรงงานอิสระต่าง ๆ รวมทั้งเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ ผู้มีรายได้น้อยต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวแล้วอีกประมาณ ๒๕ ล้านคน ซึ่งในยอดนี้ก็คือประมาณ ๓๙ ล้านคนเศษที่จะต้องมีส่วนได้ส่วนเสียและเข้ามาดูแลบริหาร จัดการและใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือใช้บริการจากธนาคารแรงงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนไทยร่วมชาติของเรา ให้มีการลดความเหลื่อมล้ำให้น้อยลง แล้วก็มีคุณภาพชีวิต มีรายได้ที่ดีขึ้น

ในเรื่องที่ ๓ ในเรื่องการจัดตั้งธนาคารแรงงาน การดำเนินการจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยให้เป็นของคนทำงานเพื่อส่งเสริมการออมและพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เราได้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๙ (๒) เพื่อให้เกิดแนวคิดการจัดตั้งธนาคารแรงงานของคนทำงาน ซึ่งในส่วนนี้มีแนวคิดในการจัดตั้ง มาช้านานแล้ว แต่จากสภาวะความเดือดร้อนของคนทำงานที่ต้องทำงานภายใต้ค่าตอบแทนที่ต่ำ ทำงานหนักกว่าปกติและเพื่อให้ตัวเองมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวก็ต้อง ทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้รายได้มากขึ้น เราก็ต้องการแก้ไขปัญหาซึ่งจะส่งผลต่อภาคแรงงาน ของไทย ทางด้านสุขภาพจะไม่ดี เจ็บป่วยง่าย เมื่อรายได้ไม่เพียงพอก็ต้องพึ่งแหล่งเงินกู้นอก ระบบซึ่งเราทราบอยู่แล้วดอกเบี้ยแพง บางที่ก็ร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๑๕ ร้อยละ ๑๐ ซึ่งรายได้ ก็น้อยอยู่แล้วแต่ไปกู้เงินกู้นอกระบบ ต้องเสียดอกเบี้ยแพงก็ทำให้ทุกข์ยากมากยิ่งขึ้น จึงเกิด กระแสการเรียกร้องจากคนทำงาน ขอให้รัฐช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความยากจนดังกล่าว มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในปัจจุบันจากการเยี่ยมพบปะภาคแรงงานต่าง ๆ รวมทั้งรับเรื่อง ร้องทุกข์ร้องเรียน และการพบปะในส่วนภูมิภาคของคณะกรรมาธิการที่ไปเยี่ยมเยือน เราก็ ได้รับข้อเสนอ ข้อร้องเรียนเหล่านี้เป็นจำนวนมาก สำหรับเหตุผลที่ต้องให้มีก็คือแม้แต่ ท่านนายกรัฐมนตรี คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่เป็นประธานในพิธีเปิดงาน วันแรงงานแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งท่านก็ได้กล่าวไว้ว่า ท่านต้องการที่จะ แก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมเสมอภาค สามัคคี ยกระดับคุณภาพชีวิต คนทำงาน ให้มั่นคงทั้งในอาชีพและรายได้ สร้างนวัตกรรมใหม่ให้คนทำงานก้าวสู่ นานาชาติโดยทุกภาคส่วน อันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ให้ความสำคัญ แล้วก็มีนโยบาย ที่จะแก้ไขปัญหา จากเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๙ (๒) มีบทบัญญัติไว้ สนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อเป็นสถาบันการเงินของผู้ใช้แรงงานในการส่งเสริม การออมและพัฒนาตนเองไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันนี้ความหมายก็คืออยู่ในตัวเองแล้วนะครับ เป็นธนาคารเพื่อส่งเสริมการออมแล้วก็พัฒนาคุณภาพชีวิตของภาคแรงงาน ซึ่งเราจะทำให้ ภาคแรงงานทั้ง ๓๙ ล้านคนเศษนั้น ต้องสามารถที่จะเข้าถึง แล้วมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการธนาคารแรงงานแห่งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาคแรงงานของเขาจริง ๆ

สำหรับการจัดทำฐานข้อมูลด้านแรงงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา การขาดฐานข้อมูลหรือขาดข้อมูลที่เราจะมาใช้ในการบริหารจัดการหรือใช้กลยุทธ์ในการ แก้ไขปัญหาให้กับภาคแรงงานของประเทศ เราจึงต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีฐานข้อมูล เป็นศูนย์ข้อมูลทางด้านแรงงานขึ้นในธนาคารแรงงาน ให้เป็นการบูรณาการที่สามารถแก้ไข ปัญหาให้สอดคล้องกับทางด้านภาคการเงินด้วย โดยจัดให้มีระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการ มีการสำรวจข้อมูลและการพัฒนาศักยภาพแรงงาน ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลทางด้านกำลัง แรงงาน กำลังแรงงานก็หมายถึง ยกตัวอย่างเช่น ในภาคแรงงานขณะนี้ประเทศไทยทางด้าน ธุรกิจหรือด้านต่าง ๆ นั้นขาดภาคแรงงานจำนวนเท่าใด และในนั้นจะต้องมีรายละเอียดลงไปว่า ภาคแรงงานที่ขาดนั้นมีด้านใดบ้าง ถ้าแรงงานไทยมีไม่เพียงพอทางด้านสถานศึกษาก็ต้อง บูรณาการ ร่วมกันที่จะผลิตภาคแรงงานให้สอดคล้องกับความขาดแคลนในด้านแรงงานของประเทศ ในการป้อนให้สามารถดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยอาศัยแรงงานจากต่างประเทศให้น้อยที่สุด

ในเรื่องที่ ๒ ก็คือข้อมูลด้านตำแหน่งงาน อันนี้ก็สามารถที่จะมีข้อมูล ด้านตำแหน่งงานที่ผมได้กล่าวไปแล้วจากบริษัท ห้างร้าน หรือโรงงานอุตสาหกรรม หรือภาค แรงงานทั่ว ๆ ไป ให้ภาคแรงงานไทยสามารถเข้าไปดูได้ว่า มีที่ใดบ้างที่ยังต้องการภาคแรงงาน ถ้าตัวเองมีความถนัดอะไรก็จะได้ไปสมัคร คือนอกจากเป็นธนาคารทางด้านการเงินแล้ว ก็คือเป็นธนาคารที่บริการฐานข้อมูลให้ผู้ที่ต้องการจ้างงานมาพบกับผู้ที่ต้องการจะทำงาน คือนายจ้างและลูกจ้างมาพบกันก็จะทำให้แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

และประการต่อไป วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อสร้างระบบเครือข่ายคลังข้อมูล ที่สามารถเชื่อมโยงการให้บริการฐานข้อมูลด้านแรงงานของประเทศระหว่างกระทรวง ที่เกี่ยวข้องภายใต้ฐานข้อมูลและมาตรฐานเดียวกัน ในลักษณะของวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ก็คือใช้ ณ จุดนี้จบ ในส่วนนี้เราก็อาจจะพัฒนามาจากนำข้อมูลทางด้านแรงงาน ของกระทรวงแรงงาน และนำข้อมูลทางด้านคน ทางด้านประชากรจากกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงต่าง ๆ หรือแม้แต่ กระทรวงศึกษาธิการที่ทำการผลิตให้ประชากรไทยมีความรู้ความสามารถที่จะทำงานในด้านต่าง ๆ นำมาประสานสอดคล้องกัน

ลักษณะของศูนย์ข้อมูลแรงงาน การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานโดยปรับปรุง ระบบศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ จากกระทรวงแรงงานให้ครอบคลุมประเด็นข้อมูลที่มีความ จำเป็นจริง ๆ ให้สามารถตอบสนองการพัฒนาประเทศทางด้านภาคธุรกิจ ภาคเศรษฐกิจ ให้สอดคล้อง คือเราเพิ่มฐานข้อมูลเข้าไปในศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาตินี้ โดยพัฒนามาจาก กระทรวงแรงงาน บูรณาการร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สำหรับข้อมูลด้านตำแหน่งงาน และในแต่ละภาคของการผลิต การบริการก็เป็นข้อมูลของผู้ประกอบการขององค์การ ที่เกี่ยวข้อง ของตำแหน่งงาน ของประเภทอาชีพ ประเภทฝีมือแรงงาน สำหรับข้อมูลกำลังแรงคน ก็คือข้อมูลแรงงานของคนไทยที่ทำงานในประเทศไทยทั่วประเทศ รวมทั้งที่ไปทำงานในต่างแดน หรือต่างประเทศด้วย

สำหรับข้อมูลแรงงานข้ามชาติก็เป็นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง แต่เราคง จะต้องตั้งหลักให้ดี ปัจจุบันเราก็จะไปพูดแต่เรื่องแรงงานข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ แรงงานต่างด้าว โดยบางครั้งแล้วเรามองข้ามแรงงานไทยที่ถูกทอดทิ้ง ฉะนั้นคณะกรรมาธิการเราจึงให้ ความสำคัญ สำคัญที่สุดก็คือการแก้ไขการปฏิรูปด้านแรงงานให้กับคนไทยเราก่อน เพื่อให้ สนองกับงานในประเทศ โดยเราจะต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติให้น้อยที่สุดตามความจำเป็น และในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับข้อมูลแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยนั้น ซึ่งปัจจุบันก็เป็น ข่าวฮอต (Hot) ข่าวฮิต (Hit) ขึ้นในประเทศไทยอยู่ตลอดเกือบทุกวัน รวมทั้งมีการอพยพ ของโรฮีนจาที่เข้ามา แล้วก็มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เข้ามาสู่ประเทศไทย แล้วก็ประเทศ เพื่อนบ้าน อันนี้ก็ปัญหาหนึ่งก็อาจจะแตะ ๆ อยู่กับปัญหาภาคแรงงาน คือต้องการเข้ามา ทำงาน เข้ามาหางานทำเช่นกัน ฉะนั้นในเรื่องแรกก็คือแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาตาม ข้อตกลงเอ็มโอยู (MOU) คือแรงงานที่ถูกต้อง เข้ามาตามข้อตกลงเอ็มโอยูระหว่างประเทศ ซึ่งหลัก ๆ ก็มีพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม แรงงานข้ามชาติที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ อันนี้ รัฐบาลเราได้เปิดทำการพิสูจน์สัญชาติขึ้นเป็นระยะ ๆ แล้วปัจจุบันก็กระทำไปได้แต่ยังไม่ยุติ ก็มีแรงงานที่ผิดกฎหมายโผล่ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ

แรงงานข้ามชาติตามข้อตกลงการส่งเสริมการลงทุน ก็คือข้อตกลงทางด้าน การส่งเสริมการลงทุนของประเทศเรา แล้วก็แรงงานข้ามชาติตามสัญญาจ้างทั่วไปและกลุ่ม แรงงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้าเมืองมาทำงาน เพื่อให้เชื่อมโยงการบริหารจัดการข้อมูลร่วมกัน กับทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องของประเทศ เราจึงจัดตั้งศูนย์ข้อมูล หรือฐานข้อมูลขึ้นในธนาคารแรงงาน ซึ่งจะเกี่ยวข้องบูรณาการกับกระทรวงหลัก ๆ ก็คือกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ในลำดับแรกผมขอกล่าวในภาพรวมการปฏิรูปวาระที่ ๓๗ ปฏิรูปการแรงงาน ซึ่งมีเรื่องหลัก ๆ สำคัญ ๓ เรื่องดังที่กล่าวไปแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลาในลำดับต่อไป ก็ขออนุญาตนำเสนอในรายละเอียด กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาที่จะปฏิรูปในเรื่องการพัฒนา ฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย การมีงานทำ ที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ขอเชิญท่านพรรณี จารุสมบัติ เชิญครับ ขอบคุณมากครับ