สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๘

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๔ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิกที่เคารพ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๗๒ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมจึงขอดำเนินการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

รับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานสภา และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเชิญท่านเลขาธิการ

นายสรศักดิ์ เพียรเวช ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

เรื่อง แต่งตั้งประธานสภาและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ มาตรา ๓๙/๒ วรรคสาม ให้นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่เกินสองคน ทั้งนี้ ตามมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ในคราวประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๘ วันอังคารที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้มีมติเลือก ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ เป็นประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และนายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ เป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้ง

๑. ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ เป็น ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ

๒. นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็น รองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

๓. นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ เป็น รองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี”

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานสภา และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วนะครับ ขอบคุณครับ

ต่อไปก่อนที่จะพิจารณาเรื่องระเบียบวาระการประชุม ผมมีเรื่องที่ประธาน จะแจ้งต่อที่ประชุมซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระการประชุม ๓ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรกก็คือการปฏิญาณตนของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งยังไม่ได้กล่าวคำปฏิญาณตนในคราวที่แล้ว เนื่องจากในการประชุมคราวที่แล้ว มีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยังไม่ได้รับการปฏิญาณตนในที่ประชุม ผมจึงขอเรียนที่ประชุมว่าถึงแม้ว่าจะไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับกำหนดไว้ เกี่ยวกับการปฏิญาณตนของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่เพื่อรักษาระเบียบ และธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ก็ควรที่จะกล่าวคำปฏิญาณตนก่อน จึงขอเรียนเชิญท่านสมาชิกที่ยังไม่ได้รับการปฏิญาณตนโปรดยืนขึ้นเพื่อกล่าวคำปฏิญาณตน โดยผมจะกล่าวนำและท่านโปรดระบุชื่อท่านด้วยในตอนต้นนะครับ ขอเรียนเชิญนะครับ

(สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ยังไม่ได้ปฏิญาณตนและ ได้มาประชุมวันนี้ได้ยืนขึ้นและกล่าวคำปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำ พร้อมกัน)

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ”

ขอบคุณครับ เชิญนั่ง

เรื่องแจ้งเพื่อทราบเรื่องที่ ๒ การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในรูปแบบพิเศษ

ด้วยในวันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ ผมได้นัดประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ

ด้วยในวันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ ผมได้นัดประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ โดยการประชุมในครั้งนี้จะเป็นการประชุมในรูปแบบพิเศษคือเป็น การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ณ ห้องประชุมรัฐสภา เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา เพื่อแบ่งกลุ่มในการหารือด้านต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อ เป็นแนวทางและวิธีการทำงานที่เหมาะสม และรูปแบบการประชุมของสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในครั้งนี้จะร่วมกับรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม จึงขอเรียนเชิญท่านสมาชิก เข้าร่วมประชุมตามกำหนดวันและเวลาดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งในการนี้เจ้าหน้าที่ จะแจกแบบฟอร์มเพื่อให้ท่านสมาชิกเลือกว่าจะเข้าร่วมประชุมด้านใด เมื่อท่านสมาชิก ได้พิจารณาแล้วขอให้ส่งคืนเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าห้องประชุมรัฐสภาด้วย จึงขอแจ้ง ให้ที่ประชุมทราบ ขอบคุณครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องที่ ๓ เรื่องขอเชิญสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศเข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์สื่อสาร สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดำเนินการจัดตั้งศูนย์สื่อสารสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เพื่อเป็นช่องทางร่วมเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญและการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจะเป็นประธานในพิธี ในวันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ศูนย์สื่อสารสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ บริเวณ หน้าอาคารรัฐสภา ๑ จึงขอเรียนเชิญท่านสมาชิกทุกท่านเข้าร่วมในพิธีเปิดศูนย์สื่อสาร สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันและเวลาดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน จึงขอแจ้งให้ ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ขอบคุณครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

๖.๑ กำหนดวันและเวลาการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ประชุมยังไม่ได้กำหนด วันและเวลาว่าจะประชุมกันอย่างไร จึงขอปรึกษาที่ประชุมว่าจะมีการประชุมสัปดาห์ละกี่วัน และวันและเวลาใดด้วยนะครับ ขอแยกถาม ๒ ประเด็นด้วยกันดังนี้ ประเด็นที่ ๑ กำหนด วันประชุมสัปดาห์ละกี่วันและวันใด ประเด็นที่ ๒ กำหนดการประชุมเวลาใด ประเด็นที่ ๑ กำหนดวันประชุมสัปดาห์ละกี่วันและวันใด ขอเชิญท่านสมาชิกกำหนดวันประชุมว่า จะประชุมสัปดาห์ละกี่วันและวันใดของสัปดาห์ และขอให้ท่านสมาชิกรับรอง ไม่น้อยกว่า ๕ คน ตามข้อบังคับของ สปช. ที่อนุโลมมาใช้ชั่วคราวด้วยนะครับ ขอเรียนเชิญครับ ท่านเสรียกมือ เรียนเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอวันและเวลา การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ท่านประธานถามว่าสัปดาห์ละกี่วันนั้น ผมขออนุญาตเสนอสัปดาห์ละ ๒ วันคือวันจันทร์และวันอังคารเป็นหลัก ส่วนจะมีวันอื่นเพิ่ม ก็สุดแต่ท่านประธานและที่ประชุมจะพิจารณา เหตุผลที่กำหนดสัปดาห์ละ ๒ วันนั้น ก็เนื่องจากเป็นวันที่สภาเราเคยปฏิบัติและกำหนดวันและเวลาโดยแบ่งเวลาการทำงานของ การใช้ห้องประชุมแห่งนี้ในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติกำหนดวันประชุมไว้ก็คือ วันพฤหัสบดีกับวันศุกร์เป็นหลัก ส่วนสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมาก็กำหนดวันจันทร์และวันอังคารเป็นหลัก ส่วนวันที่ประชุม ก็คือวันจันทร์ วันอังคารนั้นถ้าหากท่านประธานเห็นสมควรจะเรียกประชุมวันใดก็สุดแต่ จะพิจารณา แต่หลักการก็คือขอเสนอวันประชุมสัปดาห์ละ ๒ วัน คือวันจันทร์และวันอังคาร ส่วนเวลานั้นขอให้เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา เนื่องจากก่อนเวลานี้เจ้าหน้าที่ อาจจะต้องเตรียมงานเพื่อจะเข้าที่ประชุม ส่วนจะประชุมถึงเวลาใดนั้นก็ดูแต่ละภารกิจ ของงานที่ได้ทำ จึงขอที่ประชุมพิจารณาและรับรองว่าการประชุมนั้นขอเป็นสัปดาห์ละ ๒ วัน คือวันจันทร์และวันอังคารเป็นหลัก แล้วเวลาประชุมก็คือเริ่มตั้งแต่ ๐๙.๓๐ นาฬิกา เป็นต้นไป ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองนะครับ ผมขอแยกทีละประเด็นได้ไหมครับ ประเด็นแรกก็คือว่าจะประชุม สัปดาห์ละกี่วัน ท่านเสรีเสนอมีผู้รับรองแล้ว จะมีท่านผู้อื่นเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ถ้าไม่มีเสนอเป็นอย่างอื่น ในประเด็นที่ว่าจะประชุมสัปดาห์ละกี่วันก็ได้คำตอบว่า สัปดาห์ละ ๒ วันนะครับ ที่ประชุมมีมติอย่างนั้น ในประเด็นที่ ๒ คือประชุมวันใด นี่ประเด็นที่ ๒ คือประชุมวันใด ท่านเสรีได้กรุณาเสนอว่าวันจันทร์ วันอังคาร ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ รู้สึกจะมีผู้รับรองพอสมควรเหมือนกัน แต่ว่าเราพิจารณาทีละประเด็น ทีนี้อยากจะเรียนถาม ท่านว่ามีสมาชิกท่านอื่นเสนอวันอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ถ้าไม่มีเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบว่าเราประชุมวันจันทร์ วันอังคาร ขอเรียนเชิญท่านสังศิตครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

ท่านประธานครับ ผม สังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมคิดว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากเรามากที่สุดคือผลงาน ผลงานจะเกิดขึ้นผมคิดว่า มันต้องอยู่ในชุดของกรรมาธิการเป็นหลัก ผมจึงอยากจะเสนอว่าให้เป็นการประชุมใหญ่ วันจันทร์ แล้วก็ให้เป็นการประชุมกรรมาธิการในวันอังคารทั้งวัน อาทิตย์ละ ๒ วันเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเรามาประชุมร่วมกันทั้งหมดในวันจันทร์ แล้วก็วันอังคารก็ไปประชุมกรรมาธิการ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองไหมครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบคุณครับ ในประเด็นที่ว่าเราจะประชุมวันใดคือวันจันทร์ วันอังคาร ผมเชื่อว่า ที่ประชุมก็มีความเห็นร่วมกันทั้งหมด เพียงแต่ว่าในกรณีการประชุมของกรรมาธิการนี่ ก็สามารถจะกำหนดวันใดของตนเองได้ต่างหากในการทำงานเพื่อความสำเร็จ มันเฉพาะกรรมาธิการเองก็สามารถที่จะกำหนดในวันของตัวได้ในแต่ละชุดของตัวเอง ซึ่งเราจะต้องพิจารณากันต่อไป เรียนเชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ที่กำหนดวันประชุมนั้น ๒ วัน ส่วนท่านประธานจะเห็นว่าภารกิจ ในวันอังคารก็ดี หรือวันจันทร์ก็ดี ไม่มีนั้นก็เป็นอำนาจของท่านประธานที่จะสั่งงดการประชุม ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการกำหนดไว้วันจันทร์ วันอังคารนั้นเหมาะสมแล้ว นั่นประการที่ ๑ ประการต่อมานั้นการประชุมของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะหากจะพึงมีนั้น ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะกรรมาธิการที่จะกำหนดเอง ไม่ควรจะไปกำหนดว่าวันอังคารนั้นจะต้องเป็นการประชุมของคณะกรรมาธิการเท่านั้น เพราะเราอาจจะทำงานวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ ก็เป็นเรื่องของกรรมาธิการ แต่ละคณะ เพราะฉะนั้นกระผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่าน่าจะกำหนดวันประชุม ของที่ประชุมใหญ่นั้นคือวันจันทร์และวันอังคารครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ใครมีความเห็นอย่างอื่นอีกไหมครับ เรียนเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ชื่อมันยาวครับท่านประธาน ต่อไปคงจะใช้คำว่า สปท. น่าจะพอนะครับ คือกราบเรียนเพิ่มเติมเหตุผลเพื่อสมาชิกจะได้เข้าใจว่าสิ่งที่เสนอ ๒ วันดังกล่าวนั้นก็เห็นตรงกับท่านวันชัย สอนศิริ ก็เนื่องจากว่าแนวคิดของการที่จะทำงาน ในสภานี่ผมคิดว่าเราน่าจะมีการให้ความสำคัญต่อการตัดสินใจของสมาชิกทั้งหมด โดยการทำงานนั้นกรรมาธิการก็คือส่วนหนึ่งของการที่จะกำหนดประเด็นเข้ามาพิจารณา ในสภา แต่การทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคราวต่อไปนี้ก็คือเรื่องของ การที่จะต้องมีประเด็นสำคัญ ๆ แล้วประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องมาให้ที่ประชุม พิจารณาให้ตกผลึก ดังนั้นการใช้เวลาในสภานั้นจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ เนื่องจาก สมาชิกแต่ละท่านนั้นสามารถเสนอความเห็นในแต่ละประเด็นที่สำคัญ ๆ ควรจะต้องเน้น ตรงนี้นะครับ คือจะไม่ทำแบบรายงานของกรรมาธิการแล้วก็เข้ามาเสนอความเห็น ในแต่ละช่วงเวลาสั้น ๆ เราน่าจะใช้เวลาของสภาแห่งนี้เพื่อที่จะทำเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องสำคัญ ๆ เรื่องที่กระทบกับประชาชนทั้งประเทศ โดยใช้ที่ประชุมแห่งนี้ในการจะขับเคลื่อน ก็เลยเสนอ เป็น ๒ วันไว้ก่อน ส่วนจะสะดวกหรือมีเนื้อหาสาระที่จะประชุมมากน้อยแค่ไหนก็สุดแต่ ท่านประธานจะพิจารณากำหนด เลยขออนุญาตกำหนดไว้ ๒ วันเพื่อที่ประชาชน จะได้ประโยชน์ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก็มีอีกท่านที่ยกมือนะครับ คือท่านอัครินทร์ ขอเรียนเชิญครับ ท่านครับ ผมขอประทานโทษนะครับ เพราะว่าท่านสมาชิกบางท่านนั่งผิดตำแหน่ง ฉะนั้นขอเรียนเชิญ ท่านเฉลิมชัยครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ พอดีผมมีปัญหาเรื่องสายตานิดหน่อย ต้องนั่งตรงกลางและประมาณระยะนี้ ก็ได้ยกมือนานแล้ว แต่ว่าท่านประธานไม่เห็น ขออนุญาตโอกาสนี้เพื่อที่จะอภิปราย ท่านประธานครับ ผมค่อนข้างเห็นด้วยที่ท่านเสรีเสนอว่าให้มีการประชุมสัปดาห์ละ ๒ วัน แต่ประเด็น ที่ผมขออนุญาตเห็นต่างแล้วก็เสนอเพื่อความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ การขับเคลื่อนประเทศนั้นทุกคนพูดกันว่า มีความเร่งรีบ รีบด่วน แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือการทำงานที่ต้องมีการประสานความร่วมมือกับ หลาย ๆ ฝ่าย ผมขอกราบเรียนว่าการประชุมวันจันทร์นั้นผมเห็นด้วยไม่ขัดข้อง แต่การประชุมวันอังคารนั้นจะมีอุปสรรคบางอย่างที่จะขัดขวางหรือว่าขัดขวางอาจจะไม่มาก แต่ว่าเป็นความเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งอาจจะมีปัญหาที่ทำให้การขับเคลื่อนหรือความเร่งรีบ ในการทำงานของเรานั้นอาจจะมีปัญหาได้ วันอังคารนั้นเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งการขับเคลื่อนของเรานี้ในอนาคตนี่มีอะไรหลายอย่างมากที่จะต้องทำงาน ประสานความร่วมมือกับทางคณะรัฐมนตรี ไม่ว่ากฎหมายเราที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องมีผู้ไปชี้แจง รวมทั้งการที่ สปท. สภาแห่งนี้มีสมาชิกหลายท่านที่เป็นข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ระดับอธิบดี ผู้ตรวจราชการ รองปลัดกระทรวง หรือปลัดกระทรวงก็แล้วแต่ หลายท่านจะต้องนำเรื่องข้อมูลต่าง ๆ ไปนั่งรออยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเตรียมเข้า คณะรัฐมนตรี บางทีท่านอาจจะหายไปทั้งวัน แม้กระทั่งวันจันทร์ครับท่านจะต้องเตรียมเรื่อง เข้าคณะรัฐมนตรี เอกสารข้อมูลต่าง ๆ ท่านจะต้องไปรอชี้แจงอยู่ รวมทั้งเรื่องที่เราจะต้อง นำเสนอคณะรัฐมนตรีเราก็ย่อมมีทีมของเราอีกทีมหนึ่งที่จะไปชี้แจงคณะรัฐมนตรี การชี้แจงนั้นมีความสำคัญมาก เราจะขับเคลื่อนได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ เราจะไปอภิปราย หรืออธิบายทางคณะรัฐมนตรีให้เขาเห็นคล้อยตามด้วยที่เราจะผ่านกฎหมาย เสนอกฎหมาย ต่าง ๆ ได้หรือไม่ เราต้องจัดทีมไปอภิปราย ไปสแตนบาย (Standby) อันนี้เป็นปัญหา ที่ตอนนี้ยังไม่เกิดครับ แต่ในอนาคตหลาย ๆ อย่างผมเชื่อว่ามันอาจจะเกิด อีกประการหนึ่ง วันอังคารเท่าที่ทราบมีการประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่าวิป (Whip) สนช. วิป สนช. นี่งานของเขามีความสำคัญมาก เขาจะกรองงานทุกเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สนช. ในวันพฤหัสบดี หรือวันศุกร์ รวมทั้งกฎหมายต่าง ๆ ด้วย นี่ก็อีกประการหนึ่ง กฎหมายต่าง ๆ ทั้งหมด ที่เราจะเสนอในอนาคตจาก สปท. ไปสู่ สนช. ต้องผ่านวิป สนช. เราก็ต้องมีการอภิปราย มีการไปชี้แจง เขาจะต้องเชิญครับ ผมเคยเข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษาเคยเข้าไปนั่งฟังอยู่ เขาจะเชิญส่วนราชการ เชิญข้าราชการต่าง ๆ นี่มาอภิปรายกฎหมายนั้น ๆ มาตรานั้นเป็นอย่างไร ๆ มีปัญหาเรื่องอะไร ๆ สปท. ถ้าจะเสนอกฎหมายในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นงานหลักที่จะต้องทำในอนาคตผ่าน สนช. เราก็ต้องส่งคนของเราไปนั่งรอ ไปสแตนบายอยู่ที่วิป สนช. เพื่ออภิปราย อย่าเรียกว่าล็อบบี (Lobby) เลยครับ ต้องทำงาน ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นวันอังคารผมคิดว่ามันอาจจะมีปัญหา อีกประการหนึ่งครับ ที่ผมเห็นความสำคัญเลย การประชุมเพื่ออภิปรายหรือผ่านกฎหมายต่าง ๆ ที่เราประชุม ในวันจันทร์บางครั้งมันอาจจะไม่สมบูรณ์ มันอาจจะไม่เรียบร้อย เราจะต้องให้เขาไปแก้ไข ไปดัดแปลง ไปทำอะไรบางอย่าง ซึ่งถ้าประชุมวันอังคาร รอกลับเข้าไปอีกวันอังคาร วันหนึ่งหรือคืนหนึ่งของวันจันทร์อาจจะไม่ทัน แต่ปัญหาที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นจะแก้ได้ ถ้าเราประชุมอีกวันหนึ่งเป็นวันพุธ วันพุธเป็นวันที่เหมาะสม งานที่คั่งค้างในวันจันทร์ แทนที่ทำวันอังคารไม่เสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ต้องรอในสัปดาห์ถัดไปงานก็จะไปกอง ไปคั่งค้าง ในสัปดาห์ถัดไป แต่ถ้าวันอังคารกรรมาธิการต่าง ๆ เอาไปแก้ไขเสียให้เรียบร้อยที่มีปัญหา ในวันจันทร์ท่านเอากลับเข้ามาในวันพุธได้อีก งานจะสำเร็จภายในสัปดาห์เดียวคือวันจันทร์ แล้วก็วันพุธ เพราะฉะนั้นวันอังคารหรือวันพุธมันห่างกันแค่วันเดียวแต่ผลสัมฤทธิ์ ขีดเส้น คำว่าผลสัมฤทธิ์ของงานนี่จะมีมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตนำเสนอว่า เราควรจะประชุมสัปดาห์ละ ๒ วัน แต่วันที่ ๒ ควรจะเป็นวันพุธ อันนี้ผมโยนหินถามทาง แล้วก็ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกที่จะเข้าใจสิ่งที่ผมได้อภิปรายแล้วก็เห็นด้วย ผมขอเสียง สนับสนุนในการที่จะประชุมสัปดาห์ละ ๒ วันเป็นวันจันทร์และวันพุธ ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมเรียนว่าเราได้ผ่านมติไปเรียบร้อยแล้วนะครับว่าเป็นวันจันทร์ วันอังคาร ทีนี้ข้อคิดของ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติเป็นข้อคิดที่มีคุณค่าเราก็จะรับไว้พิจารณา ซึ่งความจริงที่เรากำหนด วันประชุมว่าวันจันทร์ วันอังคารนี่เราสามารถประชุมวันอื่นได้อีกในกรณีพิเศษ อันนี้หมายความว่าเราล็อกไว้วันจันทร์ วันอังคาร เช่นเดียวกันทาง สนช. เองเขาก็กำหนด วันประชุมไว้วันพฤหัสบดี วันศุกร์ เขาก็เผื่อจะใช้วันพุธอีกได้เหมือนกันในกรณีพิเศษ เพราะฉะนั้นเราเปิดทางไว้เท่านั้น แต่ว่ามันไม่ตายตัวว่าถ้าเรามีวาระเร่งด่วน หรือจำเป็นอย่างยิ่งเราก็สามารถประชุมพิเศษได้อยู่แล้วเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นทุกท่าน ที่เสนอมาเป็นข้อคิดที่มีคุณค่าเรารับไว้พิจารณา แต่ว่าประเด็นมันผ่านไปแล้ว ถือว่าสมาชิก ลงมติเห็นว่าเราประชุม ๒ วันคือวันจันทร์และวันอังคาร ขอบพระคุณครับ ทีนี้ว่าเราจะกำหนดเวลาเท่าไร เมื่อกี้ท่านเสรีได้กรุณาเสนอเวลามาว่า ๐๙.๓๐ นาฬิกา ซึ่งก็มีผู้รับรองมากมาย ทีนี้จะมีท่านสมาชิกท่านอื่นเสนอว่าควรจะเป็นเวลาอื่นไหม เรียนเชิญท่านจินดาครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นายจินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกหมายเลข ๒๖ กราบเรียนท่านประธานนะครับ ตามที่ท่านเสรีได้เสนอเป็น ๐๙.๓๐ นาฬิกานั้นผมอยากเสนอเป็น ๑๐.๐๐ นาฬิกา เพราะว่าช่วงเช้ามากการจราจร ในกรุงเทพมหานครค่อนข้างติดขัดครับ แล้วก็ขนาดช่วงนี้โรงเรียนต่าง ๆ ปิดเทอมก็ยังติด ผมคิดว่าเพื่อหลีกเลี่ยงจราจรก็ขอเลื่อนไปสักครึ่งชั่วโมงเป็น ๑๐.๐๐ นาฬิกาครับ ท่านประธาน ผมขอเสนอนะครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบคุณครับ ท่านเฉลิมชัยยกมือ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธานอีกครั้งครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านจินดา ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านจินดาแต่ขออภิปรายเหตุผลสนับสนุนเพิ่มเติมประกอบ การพิจารณา ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้มีสมาชิกหลายท่านที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ บ้างเป็นอธิบดี ผู้ตรวจราชการ รองปลัดกระทรวง หรือปลัดกระทรวงก็แล้วแต่ ดังที่ผมได้อภิปรายในประเด็นแรกไปแล้ว ประเด็นที่สำคัญครับ ๐๙.๓๐ นาฬิกา หรือ ๑๐.๐๐ นาฬิกานี่ต่างกันแค่ครึ่งชั่วโมง แต่สิ่งที่จะมีปัญหาก็คือทางรัฐบาลหรือ คสช. แต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาแห่งนี้ ที่จะมีปัญหาก็คือวันอังคาร ก็ดังที่กล่าวแล้วอีกเหมือนกันเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี แม้กระทั่งวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันทำงานตามปกติหลังจากที่หยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์มา ผมเชื่อว่า การสวมหมวก ๒ ใบของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะเป็นปัญหาในการปฏิบัติงาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับ คือในตอนนี้เราเป็นขั้นเสนอ ยังไม่ถึงขั้นอภิปราย เมื่อกี้มี ๒ ท่านที่เสนอมาว่าควรจะเป็นเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา เพราะฉะนั้นเมื่อมีผู้รับรองแล้ว มันก็มีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็นก็คือว่าเราจะประชุมกัน ๐๙.๓๐ นาฬิกา หรือว่า ๑๐.๐๐ นาฬิกา หรือมีท่านอื่นจะเสนอเพิ่มเติมอีกไหมครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้เป็นขั้นเสนอ ว่าจะกี่นาฬิกา ส่วนการอภิปรายก็เป็นทีหลังอีกทีหนึ่ง มีเสนอเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าอย่างนั้น ก็คงจะต้องขอมติที่ประชุมว่าที่ประชุมเห็นว่าจะประชุมเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา หรือว่า จะประชุมเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกากันดี เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วมันก็มี ๒ ประเด็นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณาเปิดอภิปรายได้ ท่านจินดาครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ ผมไม่มีอะไรครับ ผมอยากเสนอท่านประธานเรื่องที่ว่าก่อนลงมติก็อยากขอให้เพื่อนสมาชิก ได้เสนอความคิดเห็นก่อน ขอบคุณมากครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ถึงเวลาที่อยากจะให้ท่านแสดงความคิดเห็นด้วย ท่านเฉลิมชัยครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ ขออภิปรายต่อก็แล้วกันครับ คืออย่างนี้ครับโดยสรุปแล้วผมต้องการให้ข้าราชการที่มาเป็น สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี่ตอนเช้าท่านเข้าไปทำงาน ท่านเข้าออฟฟิศ ของท่านก่อน ท่านไปเคลียร์ (Clear) งาน ท่านไปสะสางงานของท่านให้เรียบร้อย ท่านไปเซ็นเอกสารอะไรให้เรียบร้อย วันจันทร์หยุด จากวันเสาร์ วันอาทิตย์มานี่มีงานกองคั่งค้าง อยู่เยอะแยะมากมายครับ ท่านรีบเข้าไปเคลียร์ ท่านไปแต่เช้าเลยครับ แล้วท่านมาทำงาน ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ แล้วท่านอยู่จนเที่ยง จนบ่าย จนเย็น จนค่ำ ผมไม่ต้องการให้ท่านเข้ามาเซ็นชื่อที่นี่แล้วท่านกลับไปทำงานที่โน่น แล้วก็ไม่คิดว่า ท่านจะกลับมาที่นี่อีก อันนี้มีความสำคัญครับ สื่อก็ครหา ประชาชนก็ครหาว่าเราหลายคน สวมหมวก ๒ ใบบ้าง ๓ ใบบ้าง จะมีปัญหาถ้าท่านเข้ามาที่นี่เซ็นชื่ออยู่ประชุมแป๊บเดียว แล้วเช็ก (Check) ดูแล้วตอนเที่ยง ตอนบ่ายไม่มีงานอะไรที่จะต้องลงมติ ที่จะต้องไปนับ ให้มีปัญหาตามมาตรา ๙ ของรัฐธรรมนูญ ท่านอาจจะกลับไปเลยไปออฟฟิศของท่าน แต่ถ้ากลับกันท่านเข้าไปที่ออฟฟิศแต่เช้า ๗ โมง ๗ โมงครึ่ง ๘ โมงท่านไปเซ็นเอกสาร เสียให้เรียบร้อย แล้ว ๐๙.๓๐ นาฬิกา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ท่านมาถึงที่นี่แล้วก็ประชุม แล้วอยู่กับเราจนเที่ยง จนบ่าย ช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไป ผมว่าอันนี้น่าจะบรรลุ วัตถุประสงค์ของการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมากกว่า เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วย กับญัตติในการให้มีการประชุมเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีท่านผู้ใดจะอภิปรายอะไรอีกไหมครับ ขอเรียนเชิญครับ

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกลำดับที่ ๑๙๗ ขณะนี้สมาชิก สปท. ทั้ง ๒๐๐ ท่าน ขึ้นรถเรียบร้อย ท่านประธานกำลังจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถคันนี้ ถ้าเราใช้เวลา ในการขับเคลื่อนน้อยเราคงได้ระยะทางน้อย ถ้าเริ่มที่ ๑๐.๐๐ นาฬิกาเราคงได้เริ่มกัน ประมาณ ๑๐.๓๐ นาฬิกาหรือ ๑๑.๐๐ นาฬิกา รับประทานข้าวกลางวันเสียเลย เราคงจะเอาข้ออ้างการรับราชการมาใช้เพื่อเอาเวลาสภาให้น้อยลง ผมว่าจะมีข้อครหา เป็นหน้าที่ของคนขับคือท่านประธานสภาครับ ท่านควรจะต้องรีบออกจากป้ายได้แล้ว ประชาชนเขาติดตามดูอยู่ ผมยืนยันท่านเสรี ๐๙.๓๐ นาฬิกา เมื่อกี้เกือบ ๑๐.๐๐ นาฬิกา กว่าจะประชุม ถ้าเราเริ่มที่ ๑๐.๐๐ นาฬิกาเรามารับประทานข้าวกลางวันก่อน แล้วค่อยประชุมดีกว่าครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีท่านผู้ใดจะอภิปรายอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี ผมคงต้องขอเรียนปรึกษาว่าขณะนี้เรามี ๒ ญัตติด้วยกัน ก็คือว่าจะประชุม เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา หรือว่าจะประชุมเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ถ้าไม่มีสมาชิกท่านอื่น เสนอเป็นอย่างอื่นก็คงจะต้องขอมติจากที่ประชุมนะครับ ก่อนที่จะดำเนินการ เพื่อให้มีสมาชิกออกเสียงลงคะแนน ขอความกรุณาคือเพื่อการตรวจสอบองค์ประชุม

(ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอให้ท่านสมาชิกได้แสดงตนโดยโปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนของท่านด้วย เพื่อจะได้ ตรวจสอบว่าครบองค์ประชุมหรือไม่

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ขณะนี้สมาชิกแสดงตนเสร็จเรียบร้อยแล้วมีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๕ ท่านด้วยกัน ครบองค์ประชุมครับ

จากนี้ไปจะขอมติครับ ถ้าสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับการประชุม เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ซึ่งตรงกับหมายเลข ๒ หากท่านสมาชิกท่านใด เห็นด้วยกับการประชุมเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ซึ่งตรงกับหมายเลข ๓ หมายเลข ๓ หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ถ้าเห็นด้วยกับ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ก็กดปุ่มหมายเลข ๒ ถ้าสมาชิกท่านใดงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม หมายเลข ๔ เรียนเชิญท่านคำนูณครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธาน กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก่อนจะลงมติกระผมขอให้ญัตติครั้งนี้ เป็นเฉพาะการประชุมวันจันทร์ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา หรือเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา จะได้ไหมครับ คือกระผมเห็นว่าอันที่จริงที่ท่านเฉลิมชัยกล่าวมาก็มีเหตุผลครับ โดยเฉพาะ เมื่อเรากำหนดวันประชุมไปแล้วเป็นวันจันทร์ วันอังคาร วันอังคารเป็นวันประชุม คณะรัฐมนตรี ในทางปฏิบัติของ สปช. เท่าที่ผ่านมาแม้จะมีการประชุม ๒ วันคือวันจันทร์ กับวันอังคาร แต่วันอังคารก็จะสามารถกำหนดระยะเวลาการประชุมให้ล่าออกไป อาจจะได้ถึงเวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการประจำที่เป็นสมาชิก ได้มีโอกาสไปชี้แจงกับคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นไปได้การลงมติในครั้งนี้ กระผมขอความกรุณาเป็นการประชุมเฉพาะวันจันทร์ได้ไหมครับ จะเป็นเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา หรือเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ส่วนวันอังคารกระผมเห็นว่าท่านประธาน อาจจะใช้อำนาจของประธานกำหนดวันและเวลาให้ล่าออกไปเพื่อประโยชน์กับการประชุม คณะรัฐมนตรีแล้วก็ประโยชน์กับงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และทำให้ สมาชิกที่เป็นข้าราชการประจำได้มีเวลาที่จะปฏิบัติหน้าที่ทั้ง ๒ ทางพร้อมกันไป กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ คือเราได้ผ่านขั้นตอนเหล่านั้นมาเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ เรียนเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบพระคุณครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๗ ครับ พอดีท่านประธานได้พูดแล้วว่าเราได้ผ่านไปแล้ว แต่ขอย้อนไปนิดครับ ผมในฐานะข้าราชการประจำมาก่อน ผมคิดว่าจะทำงาน ๒ อย่างควบคู่กัน ไม่น่าจะเป็นปัญหาโดยเฉพาะวันอังคาร แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกอธิบดี ปลัดกระทรวง เลขาธิการ จะต้องไป ครม. ในวันนั้น เพราะว่าทั้งกระทรวง ทบวง กรม ก็มีรองอธิบดี มีรองปลัดกระทรวงซึ่งสามารถที่จะไปปฏิบัติหน้าที่แทนข้าราชการที่นั่งอยู่ที่ สปท. ในวันอังคารที่ ครม. ได้ ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาอะไรนะครับ แล้วผมก็มั่นใจ ในขีดความสามารถของท่าน สปท. ที่เป็นข้าราชการประจำที่นี่ทุกท่านว่า ท่านมีความสามารถที่จะทำงาน ๒ อย่างควบคู่กันไปได้ แค่ ๒๐ เดือนเท่านั้นเอง ที่จะอุทิศเวลา สติปัญญา แล้วก็กำลังใจทั้งหลายเพื่องานอันสำคัญของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นผมว่าไม่น่าจะเถียงกันในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านประธานก็ได้สรุป พวกเราก็คล้อยตามกับท่านไปหมดแล้ว ก็ขอให้ดำเนินการต่อไป ขอขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณนะครับ ขอเรียนเชิญท่านธวัชชัย

พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร

ผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปท. หมายเลข ๗๓ ผมเห็นด้วยกับท่านกษิต คงจะพูดเหมือนกันคือจริง ๆ แล้ววันจันทร์ วันอังคาร ๒ วันจริง ๆ มันก็น้อยอยู่แล้วแต่เรามีเวลาแค่นี้ ถ้าวันพุธส่วนใหญ่จะแย่งกัน ระหว่าง สปท. กับ สนช. ในส่วนนี้ สำหรับกรรมาธิการประชุมได้ทุกวันแหละครับ วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ และวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็ยังได้เลยในปัจจุบัน นอกจากถ้าวันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็ต้องประสานเจ้าหน้าที่สภาหน่อยที่เคยทำมา ผมว่าเรามีเวลาน้อยเพราะฉะนั้น เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาถูกต้องแล้ว เพราะว่าปัจจุบันรถติดหรือไม่ติดทุกคนก็ต้องบริหารเวลา ในส่วนของตัวเองในส่วนนี้ ถ้ามาสายก็เลท (Late) ธรรมดาคนไทยอยู่แล้ว เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ผมยืนยันว่าทุกวันประมาณ ๑๐.๐๐ นาฬิกาอยู่แล้ว ถ้าเลยไปอย่างนี้มันก็จะถึงเวลาเที่ยงตามที่สมาชิกบางคนได้เรียนให้ทราบในส่วนนี้ สำหรับ ที่อธิบดีหรือปลัดกระทรวงต่าง ๆ คือแต่ละวันอังคาร รัฐมนตรีก็คงจะพูดแต่ละกระทรวง คงไม่เยอะมากอะไรต่าง ๆ ถ้าอันไหนสำคัญตัวเองก็ไป ถ้าไม่สำคัญตัวเองก็ต้องอยู่ที่นี่ เพราะทำหน้าที่ ๒ อย่าง ผมว่าคงไม่ต้องเป็นห่วงท่านเป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง ถ้าท่าน บริหารเวลาไม่ได้ท่านคงจะต้องลาออกของท่านเองในส่วนนี้ ขอขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณต่อความเห็นทุกท่านนะครับ มีคุณค่าทั้งสิ้น ถึงเรารับไว้พิจารณา ซึ่งถ้ามันมี กรณีจำเป็นของเราเราก็สามารถเรียกประชุมพิเศษได้อีกต่างหาก ขอมติเลยนะครับ ก็อย่างที่เรียนให้ทราบเมื่อกี้ว่าถ้าท่านเห็นด้วยกับการประชุมเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา กรุณากดปุ่ม หมายเลข ๒ ถ้าเห็นด้วยกับการประชุมเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ขอความกรุณากดปุ่ม หมายเลข ๓ ถ้างดออกเสียง กดปุ่มหมายเลข ๔ ขอเชิญลงมติได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ถ้าท่านใดมีปัญหาลงคะแนนขอความกรุณาให้เจ้าหน้าที่ช่วยด้วยนะครับ ท่านนิกร จำนง ใช่ไหมครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ดอกเตอร์ดุสิต ลงคะแนนแล้วใช่ไหมครับ ถ้าท่านลงคะแนนกันแล้วผมก็ขอปิดการลงคะแนน ก็ขอให้เจ้าหน้าที่ส่งผล ผลการลงคะแนนเป็นดังนี้นะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๕ ท่าน คือเห็นด้วยให้ประชุมเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ไม่เห็นด้วย ๓๔ ท่าน ที่ต้องการให้ประชุมเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนน ไม่มี

ก็เป็นอันว่าเราประชุมกันเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แต่ก็ฝากไว้นะครับ ถ้ามีกรณี จำเป็นเร่งด่วนหรือพิเศษอะไรเราก็สามารถเพิ่มเติมได้หมด ขอบพระคุณครับ

๖.๒ เลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ

เนื่องจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยังไม่มีข้อบังคับการประชุม เพื่อเป็นกติกาในการดำเนินการประชุม จึงต้องมีการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมอยากจะขอรับฟังความคิดเห็นของท่านสมาชิก เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ในความเห็นส่วนตัวของผมอยากจะกราบเรียน ให้ทราบว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้เป็นสภาที่ปรึกษา เป็นสภาวิชาการ ซึ่งต่างกับสภาทางการเมืองซึ่งเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา เรามีหน้าที่ในการศึกษา แล้วก็เสนอแนะการแก้ปัญหาเพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาตัดสินใจตราเป็นกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับอื่น ๆ ต่อไป เพราะฉะนั้นหน้าที่หลักของเราคือสภาวิชาการ ด้วยเหตุนั้นการใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ในอดีตที่ผ่านมามันอาจจะเป็นอุปสรรคในการทำงานของเราพอสมควร เพราะฉะนั้น ก็ฝากท่านสมาชิกได้กรุณาพิจารณาด้วยนะครับ แล้วก็ผมคิดว่ามันจำเป็นที่เราจะต้อง รีบตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อเราจะได้ทำงานกันต่อไป เพราะว่ามันมีงานที่ต้องทำรออยู่มากมายเลยข้างหน้า ขอเชิญ ท่านสมาชิกแสดงความคิดเห็นครับ ท่านกษิต ภิรมย์ เรียนเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลำดับที่ ๗ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับท่านประธานที่บอกว่างานของ สปท. นั้น เป็นไปในลักษณะขององค์กรทางด้านวิชาการ แล้วก็เป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาแล้วก็คำแนะนำ ต่ออีก ๓-๔ สายแม่น้ำ โดยเฉพาะ คสช. ครม. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ สนช. เรามีหน้าที่ที่จะระดมความคิดร่วมกันทั้ง ๒๐๐ คน เพื่อนำเสนอต่อ ๔ สายแม่น้ำดังกล่าว อื่น ๆ เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะไปผมคิดว่าในการอภิปรายเช้านี้น่าจะให้แนวต่อ คณะกรรมาธิการที่จะยกร่างกฎเกณฑ์ แล้วผมก็อยากจะขอเสนอแนวสัก ๓-๔ ประเด็น ด้วยกัน อันที่ ๑ ก็ขอย้ำสิ่งที่ท่านประธานได้กล่าวไว้คือเป็นวิชาการ เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ให้คำเสนอแนะ อันที่ ๒ เราไม่มีพรรคแล้วก็ไม่มีพวกอันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมคิดว่า พวกเรา ๒๐๐ คนคือหนึ่งเดียวกันภายใต้การนำของท่านประธานแล้วก็ท่านรองประธาน แล้วก็ ๒๐๐ ชีวิต ณ ที่นี้มีงานสำคัญอันเดียวเท่านั้นเองคือการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศไทยเพื่อให้เป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข สังคมประชาธิปไตยที่จะมีความยั่งยืน ไม่ถอยหลัง ไม่กลับไปสู่การประท้วง ปฏิวัติ รัฐประหาร การขัดแย้งกันบนท้องถนนถึงขั้นการใช้ความรุนแรง แต่จะสร้าง สังคมประชาธิปไตยด้วยการปฏิรูปต่าง ๆ อย่างน้อยก็ ๓๗ ประการด้วยกันนี้เพื่อความยั่งยืน แล้วก็ความก้าวหน้าของประเทศไทย ผมก็ขอย้ำว่าพวกเราทั้ง ๒๐๐ คนที่นี่จะต้องมีสปิริต (Spirit) เดียวกัน น้ำหนึ่งใจเดียวกันในการที่จะเข้ามาอุทิศสติปัญญาหรือกำลังใจ เพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ คราวนี้เวลาเราพูดถึงสังคมประชาธิปไตย มันอะไรก็คือท้องเรื่อง หรือเนื้อหา ผมขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษคำว่าธีม (Theme) ภาพยนตร์ ละครทุกเรื่อง นวนิยายทุกเรื่องมันจะต้องมีท้องเรื่อง ต้องมีเนื้อหา และอะไรคือเนื้อหาสาระแก่นสารสำคัญ ท้องเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทย ผมว่าหัวใจของมันก็คือการเข้ามามีส่วนร่วม ของผู้เป็นเจ้าของอำนาจแห่งรัฐคือประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคน เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะปฏิรูป ๓๗ สาขาต่าง ๆ เหล่านี้ต้องคิดถึงประชาชนเป็นใหญ่ว่าเขาเป็นเจ้าของอำนาจ เป็นเจ้าของประเทศ แล้วเขาจะต้องมีส่วนร่วม เขาจะต้องเข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสาร เขาจะต้องตรวจสอบได้ จะต้องติดตามได้ รวมทั้งในการที่จะลงมติจะโดยประชามติ เป็นประชาธิปไตยโดยตรงหรือจะผ่านองค์กรต่าง ๆ ของรัฐโดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภาที่เราจะมีมาในอนาคต เพราะฉะนั้นในการทำงานของเรานั้นต้องมีประชาชน เป็นหัวใจ เป็นพื้นฐาน แล้วก็การปฏิรูปของเรานั้นจะต้องนำไปสู่การมีส่วนร่วม แล้วก็ ด้วยเหตุฉะนั้นการที่จะตั้งกฎเกณฑ์ให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นจะต้องไม่ลืมซึ่งความเป็นเจ้าของของคนไทย แล้วในที่สุดแล้วเขาจะต้องมีส่วนร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในการเป็นเจ้าของประเทศ และในการที่เขาจะเป็นผู้กำหนดทิศทางแล้วก็ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย ผมอยากจะขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธาน ท่านรองประธานว่า เราจะต้องมีความคิดเห็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและจะต้องทำงานเพื่อประชาชนเป็นสำคัญ เราจะมีความคิดเพื่อจะเป็นกลุ่มผลประโยชน์ มีความคิดที่จะเป็นอนุรักษ์นิยม ไม่อยากจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง เราไม่ควรจะมานั่งอยู่ในนี้นะครับ เพราะว่าการปฏิรูปคือ การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า แล้วก็ความเจริญ มั่นคง และยั่งยืน ต่อประเทศไทย ผมขอกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสที่จะระบายความในใจอันนี้ แล้วก็อยากจะขอฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานด้วย ขอขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณนะครับ ท่านประมนต์ขอเรียนเชิญครับ

นายประมนต์ สุธีวงศ์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ประมนต์ สุธีวงศ์ สปท. หมายเลข ๘๙ อยากจะขอเรียนให้ข้อคิดเห็นในฐานะที่เป็นอดีต สปช. แล้วก็ทำงานมา ๑ ปีในรอบปีที่ผ่านมาว่ามีความคิดอย่างไรต่อการประชุมสภานะครับ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วย กับท่านประธานและท่านกษิตที่ได้พูดถึงว่าเราควรจะใช้เวลาในที่ประชุมนี้ให้น้อย ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ หน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามนี้ก็คือว่า ๑. เราต้องพยายามขับเคลื่อนสิ่งที่ สปช. ได้ทำไว้เดิมให้เป็นไปตามขั้นตอน หรือว่า ๒. ถ้าเผื่อว่าจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงข้อเสนอเหล่านั้นก็มาทำงานร่วมกัน ๓. ก็คือว่า อาจจะพิจารณาข้อเสนอใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรา จริง ๆ แล้วก็เป็นสภาวิชาการกึ่งปฏิบัติการ คำว่ากึ่งปฏิบัติการก็คือว่าเราจะต้องเข้าไป ทำงานกับหน่วยงานราชการหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการที่จะไปประสานให้เกิด การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงขึ้นเวลาของเราที่ใช้กับการไปคุยกับคนต่าง ๆ เหล่านี้ คงจะต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นผมก็เห็นว่าในการที่จะทำงานร่วมกัน เราน่าจะต้องใช้เวลาในการที่จะอยู่ข้างนอกมากกว่าอยู่ข้างใน การที่สมาชิกในอนาคต จะต้องสังกัดกรรมาธิการใดกรรมาธิการหนึ่งที่เรากำลังจะตั้งขึ้น ผมอยากจะเรียนเสนอว่า น่าจะเป็นเพียงกรรมาธิการเดียวเพื่อที่จะให้เวลากับกรรมาธิการนั้นอย่างชัดเจน แต่กรรมาธิการอาจจะมีอนุกรรมาธิการเพิ่มขึ้น ซึ่งสมาชิกแต่ละท่านอาจจะเป็น อนุกรรมาธิการได้อีก ๒ หรือ ๓ ในกรรมาธิการเดียวกัน ผมก็อยากจะเสนอเป็นข้อพิจารณา ว่าการที่สังกัดเพียงกรรมาธิการเดียว ยกเว้นนอกจากว่ามีความจำเป็นและท่านประธาน เห็นประโยชน์จะให้ไปสังกัดกรรมาธิการอื่นเพิ่มเติมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็จะได้เป็นส่วนที่จะทำให้สามารถใช้เวลากับเรื่องที่ท่านสนใจจริง ๆ ได้อย่างจริง ๆ ในการร่างกฎหมายครับท่านประธาน ที่ผ่านมาสภาปฏิรูปแห่งชาติเวลาร่างกฎหมาย มาดูในรายละเอียดกันมากพอสมควร ผมอยากจะเรียนปรึกษาว่าอย่างนี้ครับ คือกฎหมาย ที่จะออกไปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงจะต้องผ่านไปที่ ครม. แล้วก็ผ่านไปที่ สนช. มีการปรับแต่งระหว่างทางมากพอสมควร ถ้าเผื่อกฎหมายที่จะออกจากสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเรารับเฉพาะหลักการแล้วให้กรรมาธิการไปทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้องจนกระทั่งได้ร่างสุดท้ายที่จะไปถึง สนช. แล้วค่อยมานำเสนอเพื่อให้เป็นที่ทราบ โดยทั่วกันผมคิดว่าอันนั้นน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า แทนที่เราจะมาใช้เวลาลง ในแต่ละมาตราอย่างที่เคยเห็นมาในอดีต เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นส่วนที่ผมอยากจะนำเสนอ เพื่อที่จะให้เป็นข้อพิจารณาต่อคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศต่อไป ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านนิกร จำนง ครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๗๙ ผมขออนุญาตท่านประธาน เสนอความเห็นนะครับ ที่จริงแล้วอาจจะเกี่ยวพันกับประเด็นที่กำลังพูดอยู่ก็คือประเด็น เรื่องของการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่จริง ๆ แล้ว การยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นการกำหนด เหมือนการเดินของกรรมการชุดนี้ดูเหมือนกับมีแค่กำหนดเราจะประชุมกันเวลาไหน อย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ มันเป็นการกำหนดโครงสร้างในการบริหาร ดังนั้นถือว่ามีความสำคัญ เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นผมขอเวลาท่านสมาชิกจะกล่าวเกี่ยวกับงานของสภาแห่งนี้ด้วย ซึ่งอาจจะลงไปในรายละเอียด ขอเวลาสักเล็กน้อยนะครับ ขออภัย ผมอยากจะกล่าว ใน ๓ ประเด็น ประเด็นเรื่องความคาดหวังของพี่น้องประชาชนหรือสังคมต่อกรรมการชุดนี้ ตามที่ท่านกษิต ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้กล่าวแล้วนะครับ ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องจริงในโลกแห่งความเป็นจริงของเราก็คือว่าข้อจำกัดของเราเองที่มี ซึ่งถ้ามองให้ดีแล้วเรามีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ถ้าหากว่าเราจะเคลื่อนไปโดยข้ามตรงนี้ไปแล้ว ก็มองโลกเป็นโลกสวย เราก็คงจะมีปัญหา ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าปัญหาเร่งด่วนขณะนี้ ซึ่งผมถือเป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินมากที่เราจะต้องเร่งให้เร็วที่สุดก่อนงานอื่นเสียด้วยซ้ำ ที่จะต้องดำเนินการ ประเด็นแรก ท่านประธานครับ เราจะเห็นว่าภาพปรากฏในสื่อก็ดี หรือที่ไหนก็ดีเขามีความรู้สึกที่ดีมากกับสภาแห่งนี้ อาจจะเป็นอย่างที่ท่านบอกว่าชื่อก็คือ เป็นการปฏิรูปสาระสำคัญ อาจจะเป็นว่าประชาชนจมอยู่กับความขัดแย้งทางด้านการเมือง แล้วก็ทุก ๆ ทางมายาวนานมาก ดังนั้นพอเขาเห็นปลายแสงขึ้นมานิดหนึ่งก็มีความหวัง ขึ้นมามาก แล้วเราจะสังเกตได้ว่าการตอบสนองตรงนี้ไม่เหมือนกับกรรมการชุดอื่นที่ตั้งขึ้นมา กรรมการชุดยกร่างหรือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้จะมีความเห็นเป็น ๒ ทาง คือเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนหนึ่งพอมีประเด็นอะไรออกมาเราจะเห็นทุกวัน วันนี้ก็มี พอเสนอความเห็นตรงนี้ขึ้นมาฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย ฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย จะมี ๒ ข้างคือ บวกกับลบ แต่ของ สปท. เองไม่มีครับ มีเป็นด้านบวกด้านเดียว แต่ตรงนั้นเป็นความคาดหวัง ที่มากมายซึ่งส่วนนี้ผมมองว่าเป็นดาบสองคมสำหรับเรา คมที่ ๑ เป็นประโยชน์มากก็คือ เราสามารถจะประสานกับใคร ไปทำงานกับประชาชนกับหน่วยงานใดนี่เขาจะยินดีให้ผ่าน เพราะว่าเป็นความคาดหวังของทุกคนเป็นด้านบวก แต่ด้านลบนี่ก็คือมากดดันเราเอง ในที่สุดแล้วอย่างกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี่เขาจะมีการสอบ ไม่ใช่สอบปลายเทอม จะเป็นการสอบปลายทางก็คือว่าทุกอย่างที่เสนอเข้าไปจะไปตัดสินครั้งเดียวตอนที่มี การลงประชามติ แต่ของเราก็มีครั้งเดียวเหมือนกัน พองานเราเสร็จถ้าเราไม่ได้เนื้องานเลย เราจะรู้สึกผิดกับตัวเองแล้วก็ผิดหวัง ที่ผมกล่าวแล้วต่อความคาดหวังที่มีมากมายมหาศาล ตรงนั้น ผมจะเข้ามาประเด็นที่ ๒ เป็นข้อจำกัดของเราเอง ผมมองว่าข้อจำกัดของ สปท. ขณะนี้ถ้ามองให้ชัดเรามีข้อจำกัดในเรื่องกรอบอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ตามมาตรา ๓๙/๒ ว่าให้มีขึ้นแทนและดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ สืบต่อจาก สปช. แล้วก็คำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลในระยะเวลา ที่เหลืออยู่เป็นประเด็นที่ ๒ และนำมาตรา ๓๑ (๑) และวรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม นี่เป็นกรอบอำนาจของเรา ผมมีความเห็นว่าหน้าที่ตามมาตรา ๒๗ ๑๑ ด้านขณะนี้ ที่มีการกำหนดซึ่งตรงกับนโยบายรัฐบาล ๑๑ ด้านที่กำหนด นี่คือกรอบงานของเรา ขณะนี้ ผมเรียนว่าได้ถูกกำหนดไว้หมดแล้วโดยอดีต สปช. ทั้ง ๓๗ ด้าน มีการกำหนดไว้โดยละเอียด แล้วก็เป็นข้อจำกัด ตรงนี้เป็นข้อจำกัด ดังนั้นถ้าเราจะไปเริ่มประเด็นอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ผมเกรงว่าจะทำไม่ได้ สมมุติว่าไปทำกระทบใครเขายื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความนี่เรากลายเป็น ทำนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญได้คือตรงนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเพราะว่างานถูกกำหนดแล้ว แล้วโดยเฉพาะภารกิจตรงนี้จะเห็นว่ามีการกำหนดตามมาตรา ๓๑ ก็คือให้ทำสืบต่อ เท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความว่าไปเริ่มใหม่ใน ๑๑ ด้าน ทำสืบต่อ ทำสืบต่อก็หมายความว่า ทำต่อจากที่ทำไว้แล้ว ถ้าไปทำใหม่ใน ๑๑ ด้านก็อาจจะทำได้ แต่อย่างไรก็มีข้อโต้แย้งได้ ดังนั้นในการทำสืบต่อถามว่าเป็นอะไรบ้าง ผมเรียนว่างานเดิม อย่างเรื่องกฎหมายที่มี การกำหนดในมาตรา ๓๑ ก็คือว่าให้ทำอะไรได้บ้าง ให้ดำเนินการก็คือเสนอไปยัง สนช. ในกรณีจะแก้กฎหมาย เสนอไปยัง ครม. ในกรณีที่จะมีประเด็นวาระในการปฏิรูป เสนอไปยัง คสช. เสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรามาทวนดูสิว่าอดีต สปช. นั้นท่านได้ทำอะไร ไว้แล้วบ้าง ผมเรียนว่าในข้อสรุปประเด็นที่ว่ามีการปฏิรูปแล้วอดีต สปช. ได้เสนอกฎหมาย ขอแก้ ๘๒ ฉบับ ขอยกใหม่ ๑๐๐ ฉบับ ซึ่งตรงนี้เป็นงานที่เป็นจำนวนมากมายมหาศาลก็คือ ๑๐๐ บวก ๘๒ คือ ๑๘๒ ฉบับ ดังนั้นจุดตรงนี้ในเมื่อเสนอไปแล้วเราเองก็คงมีข้อจำกัดว่า ต้องมาทบทวนกันตรงนี้ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วในเรื่องกฎหมายที่จะเกิดขึ้น ผมได้ทำ กฎหมายมาเยอะฉบับหนึ่งปกติแล้วใช้เวลาประมาณ ๒ ปี ซึ่งขณะนี้เรื่องที่เสนอต่อ สนช. คราวที่แล้วมีการเตรียมจะเสนอแล้วปรากฏว่า สนช. ก็มีความเห็นว่าเรื่องนี้อย่างไรก็ต้องไปเข้ารัฐบาล ทางรัฐบาลก็เลยดึงเรื่องไปดูก่อน ก็คือ ตกลงยังไม่ได้เข้า สนช. ไปที่รัฐบาลก่อน แล้วรัฐบาลจะคัดดูว่าอย่างไรแล้วจะส่งมา จนบัดนี้ ก็ยังไม่ได้ส่งก็แสดงว่า สปช. ที่ทำไว้เรื่องกฎหมาย ๑๘๒ ฉบับที่ว่านี่ยังไม่ได้มาที่นี่เลย จนถึงขณะนี้ไม่ได้เริ่มเลย ประเด็นต่อมาที่ว่าได้มีการดำเนินการแล้วก็คือเรื่องวาระปฏิรูป วาระปฏิรูปได้มีการดำเนินการไป ๓๗ เรื่อง ตามที่เราทราบแล้วเป็นวาระปฏิรูปพิเศษ ๑๕ วาระ วาระการพัฒนา ๗ วาระ และวาระเสนอเพื่อปฏิรูปเร็วอีก ๙ วาระนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ผมอยากจะเรียนว่ามันผ่านกระบวนการไปมากแล้วเหลือเกิน แล้วก็ มันก็เหลือแต่ว่าเราจะทำอะไรต่อจากนี้ ผมอยากจะขอเวลาว่าไม่ได้ขออ่านนะครับ แต่ว่าคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมว่ารับทราบงาน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและมีคำสั่งออกมาแล้ว มีมติออกมาแล้วว่าให้มอบให้นะครับ คือเป็นเรื่องว่าได้มีคณะกรรมการปฏิรูปได้เสนอตามมาตรา ๓๑ ตามที่เรากำลังจะทำนี่แหละ ไปยัง ครม. ครม. ก็มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมว่าให้รับทราบงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วมอบให้กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการกฤษฎีกา รับข้อเสนอของคณะกรรมการไปพิจารณาว่า สมควรดำเนินการตามข้อเสนอแนะหรือไม่ประการใดก่อน มติ ครม. ยังบอกอีกว่า โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานกลาง ในการรวบรวมผลการดำเนินการและแจ้งผลให้ทราบภายใน ๓๐ วัน เสนอไปเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนสิงหาคม ขณะนี้ ๑๑ กันยายน ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้ว ๑๑ ตุลาคม ๒ เดือนแล้ว ยังไม่ได้เสนอมาเพราะว่าทุกอย่างสะดุดหยุดลงตอนที่ว่าสภา สปช. นี่ยุบตัวลงไปจาก การไม่ผ่านรัฐธรรมนูญ แล้วก็นอกจากนั้นมีประเด็นที่สำคัญซึ่งเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาประเด็นความสอดคล้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตรงนี้เป็นประเด็นที่จะเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ผมเสนอต่อไปว่าในส่วนองค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ด้วย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตอนนี้สอดคล้องกันอยู่แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ยังไม่มีเลย เริ่มใหม่หมด ดังนั้นจุดที่เราจะทำ ๓๗ เรื่องนี้จะไปสอดคล้องรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่กันอย่างไร แค่ไหน ผมถือเป็นเรื่องด่วนมากนะครับ ประเด็นต่อมาท่านประธาน ที่เคารพครับ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวที่มีการเสนอแล้วนี่นะครับ พอมาถึงวันที่ ขออนุญาต ขอเวลาอีกนิดเดียวนะครับ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ในการประชุม ครม. มีการเพิ่มเติมอีก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการเดินแล้วของงานที่เรากำลังจะทำ มีการพิจารณาใน ครม. ว่า ตามรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นเส้นทางของการพัฒนาว่าเป็นหน้าที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพราะตอนนั้นมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ มาแล้ว คือแก้รัฐธรรมนูญแล้วในการปฏิรูปประเทศคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และประชาชนต้องรับรู้ ปฏิรูป ๑๑ ด้านตามที่บัญญัติไว้ ๒.๒ แล้วก็แบ่งระยะ ครม. มีมติว่าการทำปฏิรูปให้มี ๓ ระยะ ระยะที่ ๑ คือเรื่องทำทันที ระยะที่ ๒ คือเรื่องที่จะทำในระยะต่อไป แล้วก็ระยะที่ ๓ คือเรื่องเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ ส่งให้รัฐบาลต่อไปดำเนินการต่อ แสดงว่า ครม. ผ่าประเด็นออกแล้วว่าที่เสนอไป ๑๑ ด้าน ให้มีเรื่องทำทันที เรื่องที่จะต้องดำเนินการในระยะต่อไปคือระยะที่ ๒ ซึ่งมอบให้ อาจารย์วิษณุเป็นคนดูแล แล้วเรื่องเพื่อความยั่งยืนก็คือทำต่อไปส่งต่อให้รัฐบาลภายหลัง ซึ่งอาจจะมี ๕ ปี ๑๐ ปี อะไรก็ว่าไป แล้วก็กำหนดไว้ด้วยว่าใน ครม. กำหนดนะครับว่า ความหมายของคำว่าปฏิรูปคือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากเดิมให้เป็นแบบใหม่ ซึ่งอาจเป็น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์โครงสร้าง อำนาจหรือระบบบุคลากร แล้วกรอบวาระ ๓๗ เรื่อง เขาก็ชี้ไว้ในมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคมที่ผ่านมา คือกำหนดไว้อย่างนี้ แผน ๓๗ เรื่อง ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายนี่นะครับ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ดังกล่าวให้หน่วยที่เกี่ยวข้องคือ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปดำเนินการ กรรมการยุทธศาสตร์ที่ตั้งขึ้นมาโดย ครม. ว่าไปตั้งยุทธศาสตร์ชาตินี่ ดำเนินการขับเคลื่อนไปตามนี้นะครับ แล้วก็ที่สำคัญคือมอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการระยะที่ ๒ หมายความว่าตอนนี้ถ้าตามมติ ครม. เราอยู่ในระยะที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือข้อจำกัดที่ว่างานมันไปเยอะแล้ว แล้วเราจะทำยกงานใหม่นี่มันเป็นปัญหาของเราว่าเราจะต้องคัดงาน แล้วก็คงต้องไปตามเอา ทั้ง ๒ อย่าง กฎหมาย ๑๘๒ ฉบับ เราจะไปตามอย่างไร เราจะใช้หน่วยไหนตาม เรื่องที่ไป ที่ ครม. แล้ว ขณะนี้ ครม. สั่งการไปยังหน่วยราชการลึกลงไปแล้ว เดินแล้ว เราจะไปตามตรงนี้อย่างไร ไปตามที่ ครม. อย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงว่างานเป็นกิจการที่มีการดำเนินการ เพราะฉะนั้น ความเห็นผมก็คือว่าการกำหนดดีไซน์ (Design) โครงสร้างตอนนี้กรรมาธิการแต่ละชุด ๑๑ ด้านคงจะต้องตั้ง แต่ว่าอาจจะต้องมีเหมือนสเตียริง คอมมิตตี (Steering committee) ในฟิลลิง แอสเซมบลี (Feeling assembly) หมายความว่าเป็นกรรมการติดตาม ซึ่งปกติ ที่เราทำกันอยู่ก็คือว่าเราจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญกิจการใช่ไหมที่เราใช้กันอยู่ กิจการสภาไหน สภาไหนก็ว่ากันไป กรรมาธิการชุดนี้ประกอบด้วยท่านประธาน มีคนโน้นคนนี้ แล้วก็มีเลขาธิการทางวุฒิสภามาร่วมแล้วไปตามงาน คือติดตาม แต่จริง ๆ ขณะนี้งานติดตามเรามีเยอะมาก ผมก็มีความเห็นว่าอาจจะต้องมี คณะอนุกรรมาธิการ ๒ ทาง หมายความว่าอนุกรรมาธิการหนึ่งเหมือนกับว่าไปติดตาม จากชุดใหญ่ ตรงนี้ไปติดตามจาก ครม. เลย คือตาม ครม. ประเด็น ๓๗ เรื่องที่รัน (Run) ไปแล้ว รันไปแค่ไหนแล้วมารายงานวันจันทร์ วันอังคาร ที่ว่าอีกชุดหนึ่งเป็นฝ่ายติดตาม นิติบัญญัติ กฎหมาย ๑๘๒ ฉบับไม่ใช่น้อย ก็เอาผู้ที่ชำนาญกฎหมายอาจจะเป็นอาจารย์เสรี หรือใครมาตามทางด้านนี้ มันจะเป็น ๒ ทาง บริหารแล้วก็นิติบัญญัติ ถ้าอย่างนั้น เราจะได้งาน แต่ถ้าเราใช้ชุดใหญ่เป็นกิจการสภากว่าจะประชุมกัน แล้วท่านประธาน จะมีภาระเยอะ ตรงนี้มันจะทำให้งานมันติดตามได้เหมือนไม่เข้าไปคลุก ประเด็นต่อมา สุดท้ายขออนุญาตว่าผมมีประเด็นที่เป็นห่วงมากก็คือเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน เรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน ขณะนี้เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา ร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์ เป็นนะ ไม่ใช่ตาย พอเป็นแบบนั้นมันจะตามกันไป หมายความว่าให้ไปสอดคล้อง แต่ขณะนี้ รัฐธรรมนูญไม่มี พอไม่มี ขณะนี้อาจารย์มีชัยกำลังยกร่างอยู่ กำลังทำ ปัญหาก็คือว่า งานปฏิรูปทางด้านการเมืองขณะนี้ของเรา ถ้าเราไม่รีบส่งคือถ้าเรารอไปอีก ๒-๓ เดือนนี่ เขาจบ เพราะว่าในการเสนอของอาจารย์สมบัติที่มีการเสนอขึ้นมา กรรมการปฏิรูปมีการแก้ เรื่องกฎหมายการเลือกตั้งซึ่งเป็นกฎหมายลูกของกฎหมายแม่ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย กกต. กฎหมายหลายฉบับมาก แต่ขณะนี้แม่ไม่อยู่แล้ว ลูกยังอยู่ ปัญหาคือถ้าหากว่า เราส่งลูกไปแล้วเกิดไม่ถูกกับแม่ ไม่เป็นไปตามแม่มันจะเกิดอะไรขึ้น ผมถึงเห็นว่า ในข้อจำกัดของเราไม่มีกฎหมายมาตราใดที่กำหนดให้เรามีอำนาจในการเสนอความเห็น ต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเลย ไม่มีเลย ขาดไปเลยตรงนี้ คือ (๒) หมายถึงว่า (๒) ไม่มี พอไม่มีแล้วตรงนี้เรื่องการปฏิรูปการเมือง โน่นเขากำลังร่างระบบการเมืองอยู่ในขณะที่ การปฏิรูปของเรายังอยู่ที่นี่ แล้วไม่มีอำนาจที่จะส่งเราจะทำอย่างไร ผมถือว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องฉุกเฉิน อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือว่าในการยกร่างเมื่อ ๒-๓ วันที่แล้วได้มีการสรุปว่า จะมีแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ของปี ๒๕๕๘ ของอาจารย์บวรศักดิ์ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก แถมมีวาระข้างหลังก็คือการปฏิรูปและการปรองดองเลย แยกส่วนเสียด้วยซ้ำ ประเด็นก็คือว่าขณะนี้มีการกำหนดว่าจะมีเรื่องนี้ ถ้าเรื่องนี้รันไปแล้วเราไม่รีบส่งไป ในกรอบถ้าหากว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมีการกำหนดเป็นกรอบเสร็จแล้ว ของเรา ที่ตรงเราก็ได้ แต่ถ้าไม่ตรงเราตกรถไฟเลย หรือถ้าหากขัด ไม่ว่าเราจะส่งเรื่องไปจะขัดกับ รัฐธรรมนูญก็คือจบไปในตัว ก็คือเป็นโมฆะหมดที่เราเสนอไว้ ผมก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ อาจจะต้องรีบประสาน ๒ ทาง ตามอำนาจที่เรามีอยู่คือว่าอาจจะต้องประสานกับ ครม. เพราะ ครม. ก็เชื่อมกับทางนั้นได้ ท่านประธานอาจจะมีความสัมพันธ์เป็นการภายใน ก็อยากจะใช้ตรงนั้นด้วยว่าตรงนี้เราต้องรีบส่งไป แต่ว่าถ้าตามกฎหมายคงจะต้องเสนอ ไปยัง ครม. ให้ ครม. ส่งไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของท่านประธานมีชัย หรือส่งไปที่ คสช. เลย เราต้องรีบสรุปโดยด่วนว่ามีอะไรบ้าง เขาจะได้ไปกำหนดอยู่ในกรอบ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่อย่างนั้นเราตกรถไฟ ไม่อย่างนั้นเราจะไปขัดกับตรงนั้น แล้วเราจะลำบากมากในการทำงาน ก็นำเรียนประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อประกอบ การพิจารณา เพราะว่าจะได้สัมพันธ์กับการยกร่าง แล้วก็งาน และข้อจำกัดที่เรามีอยู่ ขอกราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณอย่างมากเลยนะครับ มีคุณค่ามหาศาลเลย แล้วก็สิ่งเหล่านี้กรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราจะนำข้อเสนอที่มีคุณค่า เหล่านี้ไปอยู่ในนั้นมากกว่าเป็นเรื่องของพิธีการ วิธีการในการประชุม เนื้องานสำคัญที่สุด เห็นด้วยอย่างยิ่ง ซึ่งขณะนี้ที่ท่านนิกรได้กรุณาพูดไปนี่ ทางพวกเรากำลังมอบหมายให้สำนักกฎหมายช่วยรวบรวมสิ่งที่ท่านพูดไว้ แล้วก็แยกแยะ ประเด็นต่าง ๆ เพื่อเสริมที่ท่านนิกรได้กรุณาพูดแจกจ่ายพวกเราอีกทีหนึ่ง ที่สำคัญยิ่งก็คือว่า เราคงจะต้องจัดไพรออริตี (Priority) ในการทำงานแล้วละ ทุกอย่างมันมากมาย ทีนี้เพื่อให้ มันออกมาสำเร็จ ปฏิรูปสำเร็จแต่ละเรื่อง ๆ แต่กรรมาธิการชุดต่าง ๆ คงจะต้องรีบจัด ความสำคัญก่อนหลังของเรื่องที่จะต้องทำอันดับ ๑ ๒ ๓ ไปเลยทีเดียว อันนี้สำคัญมาก เพราะฉะนั้นมีคุณค่าอย่างมหาศาล ซึ่งในแง่หนึ่งผมรับปากท่านสมาชิกว่า จะเป็นตัวประสานงานกับท่านประธานมีชัย ท่านประธาน สนช. แล้วก็แม้กระทั่งทาง คสช. หรือทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรา แม่น้ำ ๕ สาย ซึ่งแม่น้ำ ๕ สาย วันพุธที่ ๒๘ จะมีการประชุม แม่น้ำ ๕ สายที่นี่ที่สภาของเรา คือคงจะต้องเรียนเชิญสมาชิกทั้ง ๒๐๐ ท่านมาด้วย ซึ่ง สนช. หรือเราอาจจะเป็นเจ้าภาพด้วยซ้ำ แต่ว่าน่าจะเป็น สนช. มากกว่า แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นคนมาพูดกับพวกเราให้ฟัง ขอรับว่าจะเป็นคนประสานงานให้ กราบเรียนอย่างนี้ในฐานะที่เรามา ๒๐๐ ชีวิตนี้ขณะนี้เป็นชีวิตเดียวแล้วนะ ชีวิตข้างนอก เราจะเป็นอย่างไรก็ตามเมื่อเรามาอยู่ที่นี่เป็น ๒๐๐ ชีวิตซึ่งมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน กราบเรียนว่าตั้งแต่มีการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปี ๒๔๓๕ เป็นต้นมาประเทศไทย ยังไม่เคยมีการปฏิรูปที่แท้จริงอีกเลย กราบเรียนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในคราวนี้ประชาชน หวังไว้มากเลย เราจะต้องมีผลการปฏิรูปออกมาเป็นรูปธรรม เป็นเรื่อง เป็นเรื่อง เป็นเรื่องไป ถ้าปฏิรูปครั้งนี้ไม่สำเร็จหมดโอกาสแล้วนะครับ ในกรณีปกติไม่มีทางที่จะปฏิรูปได้เลย ต้องเป็นกรณีไม่ปกติเท่านั้น กราบเรียนฝากความหวังไว้เพื่อนสมาชิกทั้ง ๒๐๐ คน ที่ผมเคารพมาก แต่ทุกท่านที่ผมฟังดูแล้วทำให้ผมมีกำลังใจมาก ๆ ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านอื่นถัดไปก็คือท่านวันชัยครับ

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อบังคับเดิมในเล่มที่ผม ถืออยู่นี่ แล้วก็อยู่ในลิ้นชักของสภาปฏิรูปแห่งชาติมีทั้งหมดด้วยกันประมาณ ๑๔๓ ข้อ ซึ่งผมคิดว่าในขณะนั้นในสถานการณ์แบบนั้นร่างออกมาอย่างนี้ แต่ ณ วันนี้ เป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผมคิดว่าไม่น่าจะใช่แบบนั้นแล้ว แต่สิ่งที่ผม จะกราบเรียนต่อท่านประธานประกอบการพิจารณา ท่านประธานครับ สมัยที่ผมเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติมีพี่น้องประชาชนรวมทั้งท่านทั้งหลายที่เป็น สปท. เข้ามาใหม่ ในขณะที่ ท่านอยู่ข้างนอก ทั้งบ่น ทั้งว่า ทั้งสอบถามว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติปฏิรูปอะไรให้กับ บ้านนี้เมืองนี้บ้าง และมีเหมือนหลายท่านกล่าวเชิงตำหนิด้วยว่าไม่เห็นมีอะไรเลย ปีกว่านั้นยังไม่ได้ทำการปฏิรูปอะไรเลยในบ้านนี้เมืองนี้ สภาปฏิรูปไปมัวทำอะไร ผมดีใจครับ ท่านประธานที่มีเพื่อนสมาชิกข้างนอกได้เข้ามานั่งวันนี้ และจะช่วยกันขับเคลื่อนตามที่ท่าน เคยตำหนิไว้ ว่าไว้ แล้วก็บางคนได้บอกไว้ว่าน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ประเด็นที่ผม อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานประกอบการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เมื่อกี้นี้ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนิกรได้พูดถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙/๒ ได้พูดไว้ชัดตอนหนึ่ง ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุม เน้นขีดเส้นใต้ โดยให้มีสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทำการตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ โดยให้คำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผล ของการปฏิรูป ขีดเส้นใต้ ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ นั่นหมายความว่า ๓๗ วาระการปฏิรูป ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทำการศึกษาและได้เสนอแนะและเสนอไปยังรัฐบาลนั้น เอามาทำทุกเรื่องไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะเรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน และระยะเวลาของเรานั้นเหลือจำกัด ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมว่า การร่างข้อบังคับนั้นน่าจะเป็นไปตามกรอบที่ท่านสมาชิกทั้งมวลที่นั่งอยู่ในที่นี้ ตกผลึกร่วมกันว่าเราต้องการปฏิรูปเรื่องอะไรเร่งด่วนในบ้านนี้เมืองนี้มีสักกี่เรื่อง เช่นที่ประชุมถกแถลงกันเลยครับ ผมเสนอเลยครับว่าเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนที่ควรทำ ในขณะนี้อย่างมากคือเรื่องทำอย่างไรให้การเลือกตั้งนั้นสุจริต เที่ยงธรรม นี่สมมุติว่าผมเสนอ ที่ประชุมอภิปรายกันบอกไม่เห็นด้วยว่ามีเรื่องอย่างนี้ ๑ ๒ ๓ ผมว่าถ้าเราตกผลึกร่วมกัน สัก ๕ เรื่อง ๗ เรื่อง หรือ ๑๐ เรื่องก็ตาม เราเดินไปตามกรอบนั้นโดยกำหนดไว้เลยว่า เรื่องนี้ต้องเสร็จภายใน ๓ เดือน เรื่องนี้ต้องเสร็จภายใน ๖ เดือน เรื่องนี้ ๘ เดือน เรื่องนี้ ๑๒ เดือนจบ และแต่ละเรื่องนั้นผมเชื่อว่าจะต้องเป็นการประสานความร่วมมือกับรัฐบาล อย่างใกล้ชิดว่าท่านเห็นด้วยไหมครับว่า ๕ เรื่องนี้ไม่ใช่ที่ประชุมมีมติแล้วบอกว่าผมเห็นด้วย ที่จะต้องทำการปฏิรูปกิจการตำรวจ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไม่เอาด้วย แล้วถามว่าเราจะทำ ไปทำไม เพราะฉะนั้นผมว่าทุกเรื่องถ้าที่ประชุมตกผลึกร่วมกันแล้วว่าเห็นว่าควรจะปฏิรูป เร่งด่วนเรื่องดังต่อไปนี้ เราทุกคน ขออภัยนะครับ ทั้ง ๒๐๐ คนนี่แหละครับจะต้องขับเคลื่อน ใน ๗ เรื่อง ๕ เรื่องนี้ให้เสร็จในระยะเวลาที่เหลืออยู่เขาเขียนไว้ ไม่ใช่ทำทุกเรื่อง ดังนั้นประเด็นที่บอกว่าจะแบ่งกรรมาธิการทั้งหมดเป็น ๑๑ คณะ ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน แม้หลายท่านจะอ้างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑ ขอโทษนะครับ รัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๗ ทั้งหมดมี ๑๑ ด้านนั้นก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทำไว้แล้ว เขาให้เราคำนึงถึงเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า จำเป็นต้องทำทั้ง ๑๑ คณะ หรือแยกเป็น ๑๑ คณะ ผมเห็นว่าถ้าพวกเราทุกคน ตกลงร่วมกันว่าในเวลาที่เหลืออยู่นี้เราจะทำเพียง ๕ เรื่องเท่านั้น แบ่งเป็นเรื่องละ ๕๐ คน ได้ไหม หรือเรื่องละ ๔๐ คนได้ไหม และไปตกลงกันทำ และแต่ละคนนั้น ใน ๔๐ คนนั้น อาจจะแบ่ง เพราะในเรื่องนั้นอาจจะมีหลายประเด็นก็แบ่งกันทำ และเมื่อตกผลึกร่วมกัน เสร็จเรียบร้อยเสนอต่อที่ประชุม เป็นมติเสนอต่อท่านประธานนำสู่รัฐบาลเพื่อสู่การปฏิบัติ ให้เกิดขึ้นต่อไป เพราะฉะนั้นผมเองค่อนข้างจะไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะพอบอกว่า ทุกคนจะต้องเป็นประธานกรรมาธิการชุดนั้นชุดนี้ก็จะไปคำนึงถึงว่า เราจะเป็นประธาน เราจะเป็นโน่นเป็นนี่กันมากกว่าที่จะคำนึงถึงความสัมฤทธิ์เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพต่อท่านประธานและที่ประชุม กระผมคิดว่าข้อบังคับ น่าจะเป็นเรื่องแนวทางหลวม ๆ แต่มุ่งความสัมฤทธิผลเป็นสำคัญ เพราะเวลาเขียนข้อบังคับ ท่านประธานลองดูสิครับ ญัตติซ้อนญัตติตกไปยุ่งกันใหญ่เลย บางเรื่องจะนั่นก็ต้องยกมือ เหนือศีรษะทำการประท้วงโน่นนี่นั่น ผมว่ามันเป็นเรื่องรายละเอียดของสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส.ว. หรือ ส.ส. มากกว่าที่จะเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยความเคารพผมจึงขอเสนอเป็นข้อสังเกตต่อท่านประธานและที่ประชุม กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านเสรี เสร็จแล้วใช่ไหม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ต้องกราบเรียนที่ประชุมครับว่าข้อบังคับที่เรากำหนด ในวาระจะต้องดำเนินการต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญของการทำงานร่วมกัน ของการประชุมร่วมกัน ซึ่งข้อบังคับจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการทำงานของสภาของเรา สิ่งที่เป็นสาระสำคัญยิ่งของข้อบังคับนั้น ต้องกราบเรียนครับว่าท่านสมาชิกทุก ๆ ท่าน ในสภาแห่งนี้คือผู้ที่จะต้องมีความรับผิดชอบ และทำงานร่วมกันให้ประสบความสำเร็จ และมีประสิทธิภาพ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะกำหนดทิศทางการทำงานของพวกเรา ซึ่งอยู่ในข้อบังคับที่เราจะต้องดำเนินการต่อไป ในส่วนของข้อบังคับที่เราจะต้องดำเนินการ ทำงานที่เรียกว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ต้องขอเรียนท่านสมาชิกครับว่า แนวคิดเดิมที่เคยนำมาใช้ในสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ที่ผ่านมานั้นถือเป็นตัวอย่าง เป็นแนวทางที่เราจะต้องนำมาพิจารณาศึกษา เพราะสิ่งที่เรากำลังทำหน้าที่อยู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมาหรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เรากำลังทำหน้าที่อยู่นี้เป็นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ประเทศไทยเราไม่เคยทำมาก่อน การทำงานในสภาเราก็เลยไม่มีประสบการณ์ สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ก็คือพอเรามี สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ที่ผ่านมานั้นเราก็ไม่เคยทำมาก่อน ถูกผิดอย่างไร บางครั้งก็ไม่ทราบ แต่สิ่งที่ทำไปแล้วไม่ใช่เรื่องถูกผิดครับ แต่เป็นเรื่องที่เป็นบทเรียน เป็นตัวอย่างอันดีที่เราจะต้องนำมาศึกษาว่าสิ่งที่เราเคยทำไปนั้นช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่เราต้องกลับมาทบทวน กลับมาพิจารณาดูว่าการจะทำงานในสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศคราวนี้จะเดินในทิศทางใดหรือในแบบอย่างใด เราอาจจะไปเคยชิน กับการประชุมของสภาในระบบรัฐสภา ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์วันชัย ก็เสนอความเห็นไว้แล้วว่ามันมีกระบวนการที่อิงอยู่กับแนวทางที่มีระบบอาจจะมีเรื่องของ กระบวนการที่ซับซ้อนทำให้การทำงานในเรื่องงานปฏิรูปนั้นเกิดปัญหาได้ ดังนั้นแนวคิด ที่เราควรจะต้องนำมาพิจารณาในข้อบังคับของเรานั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องเอาตัวอย่าง เอาปัญหาที่ผ่านมามาเป็นคำตอบว่าทิศทางของการปฏิรูป การขับเคลื่อนประเทศในคราวนี้จะทำอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงก็คือการมีส่วนร่วม และการทำงานนั้นไม่ใช่ทำแค่ของสภานี้เท่านั้น การทำงานต่อไปก็เป็นอย่างที่ท่านประธาน ได้เอ่ยถึงว่าเราคงจะต้องร่วมงานกับรัฐบาล ร่วมงานกับ คสช. ร่วมงานกับ สนช. ร่วมงานกับ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญน้อยของการปฏิรูปที่ผ่านมา คือเราไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของงานราชการเท่าที่ควร เราอาจจะมองในรูปของราชการว่าเช้าชามเย็นชาม มองในรูประบบราชการว่าไม่ยอมกล้า จะเปลี่ยนแปลง เราเลยไม่ได้รับความร่วมมือจากงานราชการที่ผ่านมาในเรื่องของการปฏิรูป รวมถึงเราให้ความสำคัญกับฝ่ายการเมืองน้อย มีการดูถูกดูแคลนฝ่ายการเมืองกันอยู่ตลอด จนขาดความร่วมมือและความสำคัญในการจะปฏิรูปร่วมกัน ในส่วนของประชาชนเองนั้น เราอาจจะบอกว่าเราพยายามจะรับฟังให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ในทางปฏิบัติเอง เรากลับกลายเป็นเอาผลงานเราไปหาเสียงกับประชาชน เราไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชน แล้วนำมาปฏิรูป เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่า แนวทางการทำงานของสภาแห่งนี้ควรที่จะต้องนำแนวร่วมทั้งหลายที่กระผมได้กราบเรียนนี้ ทั้งหมดเข้ามาขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน เราคงจะไม่ได้มาทำงานเฉพาะในส่วนของสภาเรา เท่านั้น เราจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศนั้นจึงต้องได้รับ ความร่วมมือจากทุกฝ่าย และทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบงานราชการเองเป็นกลไก ของการบริหารประเทศก็ควรที่จะต้องมีการขับเคลื่อนตั้งแต่ผู้ปฏิบัติ ขับเคลื่อนปฏิรูปงาน ของตัวเองเสนอตามลำดับชั้นจนถึงกรม จนถึงกระทรวง แล้วก็ให้สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศหรือ สปท. นี้เป็นแกนหลักแกนนำในการหาผลสัมฤทธิ์ หรือข้อเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปประเทศทั้งหมด ดังนั้นข้อบังคับที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเราคงจะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันที่จะหาแนวทางออก ที่ไม่เหมือนเดิม เป็นแนวทางออกที่จะต้องให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ ขับเคลื่อนประเทศไปพร้อม ๆ กันทุกภาคส่วนทั้งระบบ เพื่อความร่วมมือกันทุกฝ่าย การปฏิรูปก็จะสำเร็จ ดังนั้นข้อบังคับการประชุมจึงเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งต่อการทำงาน ในสภาของเราครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญคุณอนุสิษฐครับ

นายอนุสิษฐ คุณากร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อนุสิษฐ คุณากร สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๑๘๓ ในประเด็นที่เป็นเนื้อหาสาระที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวไปแล้วมีรายละเอียดค่อนข้างมากครับ ผมขออนุญาตเสนอในส่วนของ การเป็นข้อบังคับการประชุมซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญก็คือความคาดหวังของประชาชนทั้งประเทศ ที่คาดหวังว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราใน ๒๐๐ คนนั้นกำลังทำหน้าที่อะไร ให้กับพวกเขา ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความสำเร็จหรือความก้าวหน้าในแต่ละเรื่อง แต่ละห้วงเวลานั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ สปท. เองจะต้องแสดงถึงความก้าวหน้า ถึงความสำเร็จต่าง ๆ เหล่านั้นให้กับประชาชนได้รับรู้ รับทราบ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในส่วนของสภาแห่งนี้ครับ ในฐานะที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องขออนุญาตที่ได้เอ่ยนามในตำแหน่งนะครับ ผมเองไม่แน่ใจว่าในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะมีกลไกในเรื่องของการที่จะขับเคลื่อน ความก้าวหน้า ความสำเร็จในเรื่องนี้แค่ไหน อย่างไร ถ้ากลไกนี้ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการ ในส่วนนี้ได้อย่างเต็มที่ ผมเสนอว่าในข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำเป็นที่จะต้องตั้งกลไกพิเศษขึ้นมา หลายท่านได้เสนอว่าเป็นอนุกรรมาธิการบางคณะ ซึ่งผมคิดว่าการขับเคลื่อนความสำเร็จในทุก ๆ เรื่องนั้นจำเป็นที่จะต้องทำหน้าที่โดยมีกลไก ในการบูรณาการในทุก ๆ เรื่อง ในทุก ๆ มิติ ในทั้ง ๑๑ เรื่องที่เป็นทิศทางของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะได้ถูกกำหนดไว้ ในข้อบังคับ นี่เป็นประการแรกในเรื่องของกลไก ประการที่ ๒ ครับ ในข้อบังคับนี้ ผมคิดว่าอาจจะต้องมีความจำเป็นที่จะต้องมีความเชื่อมโยงถึงความก้าวหน้าให้กับประชาชน ได้รับรู้รับทราบครับ ยกตัวอย่างเช่นในห้วงระยะเวลา ๑ เดือนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ได้มีการดำเนินการ มีการทำหน้าที่ไปแค่ไหน อย่างไร รวมทั้งอาจจะต้องมีการรับข้อมูล หรือข้อคิดเห็นจากประชาชนโดยตรงต่อแนวทาง ต่อความคืบหน้า ความก้าวหน้า ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเรื่องนั้น ๆ ในแต่ละเรื่อง ฉะนั้นกลไกตรงนี้ จึงมีความสำคัญสูงยิ่งจะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจะต้องสามารถเชื่อมโยง ในประเด็นในวาระต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน สิ่งใดเป็นเรื่องที่เป็นภาวะฉุกเฉินที่จะต้องมี การเร่งรัดให้มีการขับเคลื่อนในช่วงระยะเวลาอันสั้น สิ่งใดเป็นภาวะที่จะต้องมีการดำเนินการ ในระยะต่อไป สิ่งใดที่ต้องทำไม่ทำไม่ได้โดยทันที ผมคิดว่าประชาชนจะรับรู้รับทราบ ในเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็จะเกิดประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในช่วงระยะเวลาที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ในประเด็นนี้ผมเสนอในเรื่องของกลไกการขับเคลื่อน แล้วก็อยากจะเสนอประเด็นในเรื่องของห้วงระยะเวลาในการทำหน้าที่ที่เราจะเชื่อมโยง กับประชาชนเพื่อทำให้ความคาดหวังของประชาชนนั้นได้รับการตอบสนองอย่างต่อเนื่อง ผมขออนุญาตอภิปรายในประเด็นของการกำหนดข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญคุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ การปฏิรูปเป็นเสมือนหนึ่งวัฏจักร เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองเปลี่ยนแปลงไปก็มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทยทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐการปฏิรูปจะติดตามมา ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐเมื่อปี ๒๕๑๖ การเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐปี ๒๕๓๕ หรือในปัจจุบันที่วาระของการปฏิรูปได้ปรากฏขึ้นมา ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากว่า ในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไปนั้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป ความจำเป็นในการปฏิรูปจึงเกิดขึ้น และในครั้งนี้เสียงเรียกร้องของการปฏิรูปดังกึกก้อง มหาศาลว่าจะต้องมีการปฏิรูปจึงได้เกิดแม่น้ำ ๕ สายขึ้นมา ๑ ในนั้นคือสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานว่าสภานี้เป็นสภาทางวิชาการ แต่ด้วยความเคารพ ผมเห็นด้วยเพียงครึ่งเดียว เพราะว่าเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับการปฏิรูปถ้ามองเฉพาะ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีไว้หมดสิ้นแล้ว และเอกสารทางวิชาการในเรื่องของการปฏิรูป ถ้าจะดูจากที่อื่นไม่ว่าจะเป็นที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสถาบันวิจัยอื่นเช่นสถาบันพัฒนาและวิจัยแห่งประเทศไทยก็มีเอกสารในเรื่องของ การปฏิรูปที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันอยู่มากมาย ด้วยความเคารพผมจึงเห็นว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงจะมีบทบาทมากไปกว่าการเป็นสภาวิชาการ กล่าวคือ ต้องเป็นสภาที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเอกสารทางวิชาการในการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างแท้จริง กล่าวสั้น ๆ ก็คือว่าสภาแห่งนี้คงไม่ได้เป็นสภาที่ผลิตรายงาน แต่เป็นสภาที่ขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ ถ้ามองในเชิงวิชาการเรื่องการปฏิรูปเป็นส่วนหนึ่ง ของนโยบายสาธารณะ จุดเริ่มต้นของนโยบายสาธารณะก็คือการก่อตัวทางนโยบาย ท่านประธานเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนโยบายสาธารณะท่านทราบดีอยู่แล้ว นั่นก็คือ การก่อกำเนิด การเสนอแนะในเรื่องของนโยบาย ในกรณีนี้ก็คือเรื่องของการปฏิรูป ถัดจาก การก่อกำเนิดทางนโยบายคือการกำหนดนโยบาย ตรงส่วนนี้แหละที่เป็นเรื่องที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้ว่าการกำหนดนโยบายนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นการกำหนดโดยฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็ตาม แต่ว่าสภานี้ มีหน้าที่ขับเคลื่อนให้การกำหนดนโยบายนั้นเกิดขึ้นจริง ซึ่งผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิก บางท่านที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าเมื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน แล้วก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง พิเคราะห์ว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนในระยะเวลาที่จำกัด อาจจะไม่ได้มี การกำหนดในคำสั่งว่าสภานี้จะต้องทำการขับเคลื่อนในเวลาเท่าใด แต่ถ้ามอง ในเชิงตรรกะแล้ว โดยยึดถือตัวเลข ๖ บวก ๔ บวก ๖ บวก ๔ มีเวลา ๒๐ เดือน ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดขึ้นจริง ในการทำให้รายงานกลายเป็นผลงาน ซึ่งในกรณี เช่นนี้ผมเห็นด้วยกับท่านประธานสภาเป็นอย่างยิ่งว่าเราจำเป็นจะต้องจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งการจัดลำดับความสำคัญนี้คงจะต้องเอาเรื่องการปฏิรูปเป็นตัวตั้ง เพราะนี่คือสภาปฏิรูป การปฏิรูปนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมดา เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลง โครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางการเมือง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรือโครงสร้าง ทางสังคมก็ตาม และด้วยระยะเวลาที่จำกัดนั้นเราคงจะต้องมีกลไกพิเศษในการตอบสนอง เป้าหมายที่ได้กล่าวไว้แล้ว เพราะฉะนั้นกลไกเดิม ๆ ที่มีอยู่อาจจะเหมาะสม สำหรับวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้น ๆ แต่สำหรับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมคิดว่าคงจะต้องมีกลไกที่แยกออกไป มีลักษณะพิเศษต่างหากที่สามารถนำไปสู่ วัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้สำเร็จในวาระของการปฏิรูปที่แท้จริง โดยมีการจัดลำดับความสำคัญและมีเป้าหมายให้สำเร็จในระยะเวลาที่จำกัด ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณต่อความเห็นที่มีคุณค่าอันนี้นะครับ ถูกต้องที่บอกว่าสภานี้ไม่ใช่สภาวิชาการ บริสุทธิ์เท่านั้น เพราะหน้าที่หลักของเราก็มีชื่อว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คำว่า ขับเคลื่อนเป็นคีย์ เวิร์ด (Key word) เลยทีเดียว แต่ทีนี้การที่เราจะขับเคลื่อนได้ผู้มีอำนาจรัฐ จะรับเอาไปขับเคลื่อนได้ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับการวิจัย การศึกษาที่มีข้อมูลที่แน่นหนา ประกอบการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นหน้าที่หนึ่งของเราก็คือเรื่องการขับเคลื่อน แต่การขับเคลื่อนนั้นมันจะต้องอาศัยผลการศึกษาที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ ความสำเร็จ ของการที่เราจะผลักดันให้เขารับไปขับเคลื่อนอยู่ที่ผลการศึกษามาก ๆ อันนี้เป็นหัวใจ ซึ่งในแง่หนึ่งต้องขอบคุณสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มีผลงานวิจัย ผลการศึกษาที่มากมายอยู่แล้ว หน้าที่ของเราก็คงจะต้องนำสิ่งนั้นมาพิจารณาว่าถ้าไปได้เลยแล้วก็ขับเคลื่อนต่อ ถ้าเราคิดว่า สมควรปรับปรุงแก้ไขก็ปรับปรุงแก้ไขเติมเต็มขึ้นมา หรือว่าถ้าเห็นว่าจะมีเรื่องอื่น ที่สำคัญกว่าเราก็สามารถจะศึกษาเพิ่มเติมได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าอันนี้เป็นหัวใจของเรา ทีนี้อยากจะให้ท่านสมาชิกทั้ง ๒๐๐ คน เชื่อมั่นในตัวผมว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเรื่องการปฏิรูปศึกษาค้นคว้าวิจัยมาตลอดตั้งแต่เริ่ม เป็นอาจารย์ รวมทั้งวิจัยเรื่องนี้แล้วไปทำการปฏิรูปประมาณ ๘ ปีครึ่งด้วยกัน ไปอยู่ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็ทำวิจัยเรื่องปฏิรูปประมาณ ๑๖ กรมบวกลบเพื่อวางแผนแม่บท อะไรต่าง ๆ นี่ ทีนี้เนื่องจากว่าอยากจะพูดด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนสักเล็กน้อยว่า โดยจิตวิญญาณของผมเป็นนักทำงานสำเร็จ ทีนี้ผมก็อยากจะปฏิรูปให้สำเร็จ ประสบการณ์ ที่มีคุณค่ามากที่ผมทำงานสำเร็จ ผมเรียนรู้จากการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและองคมนตรี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาท่านอยู่ตั้งแต่วันแรก จนถึงวันสุดท้าย ๘ ปีครึ่ง เพราะฉะนั้นประสบการณ์นี่เยอะ แต่ว่าผมชอบปิดทองหลังพระ ทำงานเบื้องหลัง ถ้าเปิดตัวออกมาคนเขาหมั่นไส้เขาจะขัดขวางไม่ให้ทำสำเร็จหรอก เพราะฉะนั้นกราบเรียนเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒๐๐ คนว่าเมื่อเรารวมเป็นหนึ่งเดียว ๒๐๐ คน ใจหนึ่งเดียวจะเป็นกำลังสำคัญที่เราจะทำงานสำเร็จ คือผมมุ่งทำงานสำเร็จอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการที่ว่าเราทำวิจัยแล้วไปวางเฉย ๆ มันไม่ได้ ส่วนใหญ่พวกนักวิชาการ มักจะหยุดเพียงแค่นั้น ถ้าเรามีหน้าที่อย่างนี้เราก็ต้องผลักดันให้มันสำเร็จ เพราะฉะนั้น สำเร็จได้ที่สำคัญคือปัญหาสำคัญ ๆ ที่เราต้องปฏิรูปแก้ไขมาก ๆ ที่สุดก็คือก่อนที่จะมี เหตุการณ์เกิดขึ้นมานี่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องช่วยประเทศ แก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ให้มันเสร็จสิ้นไปให้ทันก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีรัฐบาลประชาธิปไตย ตามที่เรามุ่งหวังไว้ เราต้องทำเรื่องนี้แก้ปัญหาให้เขาสำเร็จได้เสียก่อน สำเร็จได้ ต้องใช้เวลานานมากนะครับ อาจจะมีกฎหมายขึ้นมา พอมีกฎหมายปั๊บต้องดำเนินการ ตามกฎหมาย จนกระทั่งปัญหานั้นคลี่คลายหมดแล้ว สะอาดแล้วเราก็จะมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่เข้ามา ผมมุ่งหวังอย่างนั้น กราบขอบพระคุณอย่างสูงเลย เรียนเชิญท่านสมาชิก คืออย่างนี้บางท่านบอกว่ากรณียกมือมานานแล้วแล้วก็ยังไม่ได้พูด ก็อยากกราบเรียนว่า มันมีคิวจัดลำดับความสำคัญที่ท่านยกมือมา เพราะฉะนั้นอยากจะอ่านคิวล่วงหน้า ต่อไปก็อยากจะเรียนเชิญท่านวรรณธรรม พลเอก เลิศรัตน์ พลเอก ธวัชชัย ท่านดุสิต แล้วก็ท่านจินดา และท่านกษิต ท่านจะได้ทราบคิวล่วงหน้า ขอเรียนเชิญท่านวรรณธรรม

นายวรรณธรรม กาญจนสุววรณ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๑๒๙ ขอให้ข้อสังเกตดังต่อไปนี้ เบื้องต้นเราทราบกันดีว่าพวกเรานั้นได้ก่อกำเนิดจากเจตนารมณ์ แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๙/๒ ซึ่งจุดเริ่มต้นตรงนี้ถ้าเราลองดูกันให้ดี เราก็จะพบว่าจะมีความเชื่อมโยงกับการทำหน้าที่ของรุ่นพี่ของเราคือ สปช. สปช. เองนั้น ในกฎหมายมีเจตนารมณ์ชัดเจนเช่นเดียวกันครับว่าให้ทำการศึกษาเสนอแนะเรื่องการปฏิรูป ใน ๑๑ ด้าน นั่นคือภาระงานเบื้องต้นที่เราคงหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะกฎหมายได้บัญญัติไว้ อย่างนั้น แต่สิ่งที่ผมจะอภิปรายเพิ่มเติมต่อไปนี้นั้นคงเป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่า สังคมวันนี้คาดหวังมากว่าการขับเคลื่อนนั้นคืออะไร ในความหมายของการขับเคลื่อนนั้น เพื่อนสมาชิกหลายคนให้ความหมายที่หลากหลายกัน แต่สิ่งหนึ่งถ้าเราดูตามเจตนารมณ์ ของพจนานุกรม ผมไปค้นมาพบว่าการขับเคลื่อนนั้นก็คือการผลักดันนั่นเอง แต่การผลักดัน อย่างไรที่จะสู่เป้าหมายของเราได้ คงจะต้องมีการผลักดันอย่างน้อย ๒ เรื่องด้วยกันครับ คือ ๑. ในเชิงเนื้อหา เนื้อหาทั้ง ๑๑ ด้านนั้นจะไปอย่างไร จะมีการเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จัดลำดับความสำคัญก่อนหน้าหลัง ในระยะเวลาที่จำกัด ๒๐ เดือนจากนี้ไป ประการที่ ๒ คือ เรื่องกระบวนการ ผมคิดว่าความสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่เรื่องกระบวนการนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากว่ากระบวนการที่ผ่านมานั้นหลายคนสะท้อนให้เห็นคำว่าแม่น้ำ ๕ สาย ไม่ใช่เฉพาะส่วนของเราเท่านั้น ยังทำงานกันแบบไม่ประสานเป็นเรื่องเดียวกัน คงเป็นโอกาสที่ดีถ้าข้อบังคับนั้นได้มีโอกาสที่จะเสนอให้เห็นภาพว่าการทำงานร่วมกับ แม่น้ำ ๕ สายนั้นต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร กระบวนการผลักดันไปหน่วยงาน ครม. จะทำอย่างไร กระบวนการผลักดันที่จะทำให้เกิดเนื้องานทางกฎหมาย สนช. จะทำอย่างไร และที่สำคัญคือกรรมาธิการยกร่างกฎหมายหรือกฎหมายสูงสุด ณ ขณะนี้มีเรื่องอะไรจำเป็น แค่ไหนที่เราจะต้องส่งไปให้เขาอย่างเร่งด่วนมาก รวมถึงในส่วนของภาคประชาชนด้วยว่า สิ่งที่เราทำอยู่นี้นั้นเป็นที่คาดหวังหรือความต้องการของประชาชนอย่างไร ผมมีข้อสังเกต อีกประการหนึ่งว่าพวกเราเข้ามา ๒๐๐ ชีวิตตรงนี้นั้นมีความหลากหลายที่แตกต่างกับ สปช. ในครั้งเริ่มต้น สปช. ในครั้งเริ่มต้นนั้นใช้หลักวิชาการสำคัญมากคือหลักการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน เอาประชาชนที่หลากหลายสาขาเข้ามากัน มีการกลั่นกรองกัน แต่ครั้งนี้ ของเราได้รับภารกิจโดยตรงจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านได้กำหนดตัวบุคคลมา ซึ่งแน่นอนแสดงว่ามีการศึกษาในเบื้องต้นไม่มากก็น้อยแล้วว่าพวกเรานั้นน่าจะทำงาน ร่วมกันได้ น่าจะเป็นเอกภาพกันได้ และมีความหลากหลายที่จะไปตอบสนองต่อ ความต้องการของกลุ่มคนที่มาไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง กลุ่มข้าราชการ หรือกลุ่ม สปช. เดิม ผมคิดว่าตรงนี้มีความหมายอย่างมากว่าการกำหนดข้อบังคับเพื่อให้มีทิศทาง เพื่อใช้คนให้ตรงกับงานนั้นจะมีความหมายยิ่งยวด สิ่งหนึ่งที่ควรละเลยไม่ได้เลยว่า ในแต่ละส่วนของแม่น้ำ ๕ สายนั้นเขาทำอะไร อย่างไรอยู่ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านนิกร จำนง ก็ดีหรือหลายท่านก็ดีได้แสดงให้เห็นว่ามีงานที่ขับเคลื่อนหรือผลักดันในเชิงปฏิรูป ไปแล้วเราตามทันเขาหรือไม่ แล้วเราจะเข้าไปมีส่วนบทบาทผลักดันต่อเนื่องได้อย่างไร ผมคิดว่าในเชิงกระบวนการกระบวนการหนึ่งที่อยากจะอยู่ในข้อบังคับเลยคือการติดตาม และประเมินผล อยากเห็นครับว่าเรื่องอะไรเมื่อจัดลำดับแล้วได้บรรลุถึงเส้นชัยหรือยัง ได้ติดตามประเมินผลก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในสิ่งที่ดีกว่า นอกจากนี้ วันนี้เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของประเทศชาติของเรานั้นอยู่ในห้วงของการเปลี่ยนแปลง แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ ๑๑ กำลังสิ้นสุดลงเรากำลังไปสู่ แผนที่ ๑๒ คณะกรรมการขับเคลื่อนของพวกเราทั้งหลายคงมีส่วนภารกิจสำคัญมาก ที่จะต้องไปวางกรอบในการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้เกิดความต่อเนื่อง ยังมิรวมถึงว่าคณะรัฐบาลเองหรือคณะรัฐมนตรีเองได้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำงานเป็นเนื้ออันเดียวกัน ผมอยากเห็นว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นมีเนื้อหาอะไรที่ตรงกันกับการขับเคลื่อนประเทศ ณ ขณะนี้ และทราบว่าเขาวางแผนล่วงหน้า ๒๐ ปี เรื่องของเรานั้น ๒๐ เดือน ๒๐ เดือน กับ ๒๐ ปีนั้น ค่อนข้างต่างกันมากเลย มีอะไรที่ซ้ำซ้อนกันหรือตรงกันก็ต้องพูดให้ชัดเพื่อให้ประชาชน โดยรวมเข้าใจกัน และคงจะสนับสนุนให้เห็นภาพว่าเรายังมีภาคีที่เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปนี้ อีกมากมาย เช่นวันนี้เรามีแผนพัฒนาการเมืองของสภาพัฒนาการเมือง ถึงแม้ว่าเป็นองค์กร ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ แล้วถูกฉีกทิ้งไปแล้วแต่เราก็ไม่ควรละเลย เพราะวันนี้ เขาก็ยังทำตามหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองอยู่ หรือยังมีการคงไว้ ซึ่งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งท่านประธานได้กรุณาว่าสภาของเรา ควรจะเป็นสภาปรึกษาทางวิชาการ ตรงนี้เองผมไม่อยากให้เกิดความสับสนของประชาชนว่า เรานั้นไม่ใช่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ แต่เราคือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่อยู่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ดังนั้นการนิยามการขับเคลื่อน ผมคิดว่าวันนี้มีความแหลมคมจากท่านประธานแล้วว่าเรานั้นต้องทำหน้าที่ในฐานะ สภาวิชาการและสภาที่ปรึกษา แต่ของเราต้องมีกระบองเป็นยักษ์ที่มีกระบองคือ การผลักดันได้ ขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง เพราะจุดอ่อนของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติที่ผ่านมานั้นใครก็ตาม ถ้าตามงานนี้คงพบว่าเป็นยักษ์ที่ไม่มีกระบอง ให้คำปรึกษากับแม่น้ำ ๕ สายหรือคณะรัฐมนตรีแล้วก็เท่านั้นเองไม่มีผลต่อการที่จะไปบังคับ ให้เกิดเป็นรูปธรรม แต่ของเรานั้นผมคิดว่าเราคงมีความตั้งใจกันทุกฝ่าย ทุกคน ๒๐๐ ชีวิตนั้นอยากเห็นการปฏิรูปที่กินได้ ที่สามารถที่จะทำให้เป็นผลงานได้ว่า เรากำลังทำงานให้กับชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง และสุดท้ายครับ ผมคิดว่าวันนี้นั้นนอกจากที่จะมีภาคีทั้งหลาย นั่นหมายความว่าภารกิจ ที่ควรอยู่ในข้อบังคับอย่างหนึ่ง คือการประสานงานกับผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เราต้องการปฏิรูป ประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขให้เกิดความถูกต้อง และยั่งยืน ดังนั้นจึงคิดว่าในเบื้องต้นขอให้เน้นว่าเนื้อหาอะไรเราต้องมีการกลั่นกรอง ๓๗ เรื่อง บางเรื่องต้องมีการทำยุทธศาสตร์ และมีแผนขั้นตอนการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืน ที่สำคัญครับคือกระบวนการ กระบวนการวันเริ่มต้นนี่ผมดีใจครับ ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ประธาน คสช. นั้นจะมาพบกับพวกเรา ผมอยากเห็นครับว่าสภาแห่งนี้นั้นเราได้มีข้อเสนอ อย่างชัดแจ้งเป็นประจักษ์ชัดและทำได้ ในระยะเวลา ๒๐ เดือนนั้นว่าเราจะทำงานร่วมกับ แม่น้ำ ๕ สายนั้นอย่างไร เพื่อต้องการเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกันในการแก้ปัญหา ชาติบ้านเมือง จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านเลิศรัตน์ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ใคร่ขออนุญาตใช้เวลา กราบเรียนชี้แจงถึงข้อคิดเห็นของผมต่อการอภิปราย และต่อความคิดของท่านสมาชิก ที่ได้กรุณากล่าวไปแล้วหลายท่าน ผมเองที่ผ่านมาได้อยู่ในทั้ง ๒ ส่วน คืออยู่ใน สปช. และอยู่ในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เดิมคำว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นสภาซึ่งกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่เราคิดจะให้เป็นผู้ปฏิบัติในการขับเคลื่อนการปฏิรูป เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว โดยนำผลงานกรอบการปฏิรูปที่ สปช. เป็นผู้จัดทำไปดำเนินการ ในการขับเคลื่อน แล้วก็ให้กระบองไว้หลายอันเลยอย่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ว่าเราเหมือนยักษ์ ไม่มีกระบอง วันนี้เมื่อได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ก็ได้ปรับเปลี่ยนชื่อเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นชื่อซึ่งเดิมมีเจตนาจะให้เป็น หน่วยงานองค์กรที่จะไปทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง พร้อมด้วย อำนาจ แล้วก็ด้วยขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการบริหารประเทศของ รัฐบาลใหม่ แต่เมื่อได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการยกเลิก สปช. แล้วตั้ง สปท. มาแทน ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านมาตรา ๓๙ ให้ชัดเจนนะครับ แล้วก็ต้องเปิดกว้าง ในการตีความ ถ้าไปหยิบเพียงคำเดียวมาพูดบอกว่าสำคัญเร่งด่วน เพราะเราจะต้องไป ขับเคลื่อนประเทศ ๓ เรื่อง ๕ เรื่องนี้ นั่นก็แล้วแต่การตีความ บ้านเรานี่ตีความกฎหมาย ตีความคำพูดแต่ละคำออกไปได้หลายทิศหลายแนวทางตามที่ตัวเองอยากจะต้องการตีความ เพราะฉะนั้นจึงทำให้การทำงานมันจึงยาก แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวได้แก้ไขไว้คือ สปท. ก็คือ สปช. การไปให้ความสำคัญคำว่าขับเคลื่อน จนกระทั่งคิดว่าเราเป็นผู้ที่จะไปขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศใน ๒๐ เดือนข้างหน้า ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่อาจจะตีความเกินกว่าที่เราจะสามารถทำได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องดี เพราะฉะนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านหัวหน้า คสช. จะมาในวันที่ ๒๘ นี้ ผมอยากให้ พวกเราได้รอฟัง รอฟังจากท่าน หรือจากผู้ที่ท่านจะมอบหมายให้มาชี้แจงให้ชัดเจนว่า หน้าที่ของ สปท. ที่แท้จริงนั้นคืออะไร ๖ ๔ ๖ ๔ นี่มันแป๊บเดียวนะท่าน ๖ ๔ แรกก็คือ ๑๐ เดือนเท่านั้นเองที่เราหรือรัฐบาลจะมีเวลาทำงาน พอ ๖ ๔ แรกผ่านไปแล้ว มีรัฐธรรมนูญแล้ว สนช. เองจะไม่มีเวลาหันมาดูเราเลย สนช. จะต้องไปทำหน้าที่ ในการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๑๐ กว่าฉบับ ตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกหลายฉบับที่ กรธ. จะเป็นผู้เสนอ และใน ๔ สุดท้ายนั้นคือช่วงของการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วถึงเราจะมีเวลา ๒๐ เดือน แต่เป็นเวลาของการทำงานของเราเอง จะไปพึงหวังว่า สนช. หรือรัฐบาลจะมาขับเคลื่อนสิ่งที่เราคิดในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ผมคิดว่าทำได้ยาก เพราะฉะนั้นในความคิดของผมสภาเรานี่มีหน้าที่หลักในการที่จะเตรียม กรอบการปฏิรูปทั้ง ๑๑ ด้านนั้น คำว่าสภามีหน้าที่หลักคือแต่ละด้านมันจะมีหลายเรื่องที่มีความสำคัญ เราก็หยิบเอามา ที่สำคัญเร่งด่วนมาเตรียมให้พร้อม ที่เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้ว มีสภาใหม่แล้ว มีรัฐบาลใหม่แล้ว แล้วก็อาจจะมีคณะกรรมการหรือมีองค์กรหนึ่งใดที่รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นผู้กำหนดทำหน้าที่ ในการขับเคลื่อนตามกรอบปฏิรูป ซึ่ง สปท. ได้จัดเตรียมไว้ ใน สปช. เองก็มุ่งหวังที่จะทำ การปฏิรูปเพื่อให้เป็นผลงานจึงได้มีการจัดทำควิกวิน (Quick win) คือข้อเสนอในการปฏิรูป อย่างรวดเร็ว เราลองดูควิกวิน (Quick win) ของ สปช. ๙ เรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำง่าย ๆ อย่างเช่นเรื่องของการกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาในการใช้งาน ที่เป็นจริงโดยคิดเป็นวินาที ซึ่งไม่มีอำนาจอะไรส่งไปให้เขา ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ได้ทำอะไร มากมาย เรื่องการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ครม. ก็มีมติส่งให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไป หรือแม้แต่เรื่องโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ รูฟ (Solar roof) อย่างเสรี เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างว่างานปฏิรูปที่เราจะเป็นผู้จัดดำเนินการนั้นมันจะซับซ้อน มันจะ ใช้เวลานานเพราะปฏิรูปคือ ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี เพื่อจะปฏิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาทรัพยากรอื่น ๆ ต้องใช้เวลาทั้งนั้น แต่เราเองนี่แหละ หน้าที่ของเรานี่แหละที่จะต้องเป็นผู้เตรียมอาหารสำเร็จรูปสำหรับให้คณะกรรมการ หรือรัฐบาลเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วเป็นผู้นำไปดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด ให้การปฏิรูปนั้นนำไปสู่ความสำเร็จ ฉะนั้น ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าไม่อยากให้เพื่อนสมาชิกมีไมนด์เซต (Mindset) วันนี้ว่า ใน ๒๐ เดือนนี้เราจะขับเคลื่อนอะไรกันให้สำเร็จ เพราะไม่มีอะไรที่จะขับเคลื่อนได้สำเร็จ ภายในไม่กี่เดือนถ้าเป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริง อย่างที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงความหมาย ของคำว่าปฏิรูป อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนคือร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. ดำเนินการยกร่างอยู่นี้ วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้แยกความรับผิดชอบจาก สปท. และ กรธ. ลงอย่างชัดเจนคือไม่เกี่ยวกันเลย ไม่เกี่ยวกันแม้แต่นิดเดียวแต่ สปท. จะเดินไปข้างหน้าโดยไม่หันไปดู กรธ. ไม่ได้ ผมยกตัวอย่างในการปฏิรูปด้านการเมือง ในอดีตตอนที่ สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังเกี่ยวกันอยู่ก็จะมีการเสนอแนะ แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งเห็นต่าง เห็นพ้อง เพราะฉะนั้นการดำเนินการ ของกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองจึงดำเนินการไปได้ตามความคิดของเขา แล้วก็เสนอไปที่ กรรมาธิการยกร่างว่าจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่สมมุติว่าถ้ารัฐธรรมนูญออกมาแล้ว แนวความคิดของกรรมาธิการปฏิรูปทางการเมืองถ้าไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นที่ผมเรียนคือว่าในปลายเดือนมกราคมนี้ อีก ๓ เดือน เราจะเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ กรธ. จะดำเนินการแล้วเสร็จ เราต้องติดตามการยกร่าง รัฐธรรมนูญแล้วก็นำสิ่งซึ่งจะเป็นผลของการยกร่างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาเป็นแนวทางในการกำหนดแนวทางในการปฏิรูป สมมุติว่าเขากำหนดให้มี ๒ สภา ให้ ส.ส. มาแบบนี้ ส.ว. มาแบบนั้น แล้วในที่สุดแล้วออกเป็นรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองจะไปเขียนเป็นอื่นไม่ได้ก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องแล้วก็จัดตรงนั้นว่า จะปฏิรูปอย่างไรให้ได้คนดีเข้าสู่สภา ปฏิรูปอย่างไรให้การเลือกตั้งตามระบบที่กำหนด ในรัฐธรรมนูญนั้นสามารถดำเนินการได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะฉะนั้น การยกร่างรัฐธรรมนูญถึงเราจะไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เราจะไปบอก กรธ. บอกคุณต้องร่าง ตามนั้นตามนี้ไม่ใช่ครับ กรธ. จะร่างตามแนวคิดที่ กรธ. ได้ศึกษา ได้รับฟังจากทุกฝักทุกฝ่าย เขารับฟังจาก คสช. จาก ครม. จาก สนช. และจากประชาชน ไม่มีกำหนดข้อไหน ให้รับฟังจาก สปท. เพราะฉะนั้น สปท. เองต้องคอยติดตามการยกร่างแล้วนำบทสรุปสุดท้าย มาเป็นแนวทางในการเขียนกรอบการปฏิรูป แต่เราปฏิรูปเราเดินเลยไปจากรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องเดินอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมจึงฝากอันนี้เป็นข้อสังเกตว่า ไม่ใช่เราจะคิดปฏิรูปอย่างนั้นอย่างนี้แล้วส่งไปให้ กรธ. เขาบอกต้องทำตามนี้ มันไม่ได้เดิน เป็นแบบนั้นเหมือนในตอนแรกนะครับ สุดท้ายก็ขอกราบเรียนว่าอย่างไรนะครับร่างข้อบังคับการประชุมมันกำหนดอะไรครับ กำหนด ๒-๓ อย่าง กำหนดว่าในที่ประชุมนี้ใครจะเป็นคนลุกขึ้นพูดก่อนพูดหลัง พูดกี่นาที อันนี้มันต้องมีนะครับ เราไม่ใช่สภาวิชาการแบบที่ต่างคนต่างลุกขึ้นพูด เดินเข้าเดินออกกัน นี่คือสิ่งที่ต้องมีอยู่ในการกำหนดการประชุม แต่ว่าการที่จะนำการขับเคลื่อนหรือการปฏิรูป ไปขนาดไหนนั้น ท่านประธานและท่านรองประธานก็จะเป็นผู้ดำเนินการแล้วก็ดำเนินการ ผ่าน ที่เราเรียกว่าวิป (Whip) ซึ่งก็คงจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอย่างไรก็คงจะต้องตั้ง กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้ครบอย่างน้อย ๑๑ ด้านตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำหนดไว้ ผมเห็นด้วยกับบางท่านที่เสนอว่าสมาชิกแต่ละท่านนั้นควรจะอยู่ ใน ๑ กรรมาธิการ ไปคอนเซนเตรท (Concentrate) ในเรื่องนั้น ๆ ส่วนจะไปอยู่ ในอนุกรรมาธิการอะไรบ้างก็แล้วแต่ของกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ก็ยังคิดว่า เราคงน่าจะลดกรรมาธิการลงจากเดิมที่มี ๑๘ คณะ ให้เหลือประมาณ ๑๑-๑๒ คณะ แล้วแต่ละคณะหนึ่งก็จะมีประมาณ ๑๗-๑๘ คนนะครับ แต่ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ส่วนใหญ่เราจะกำหนดเป็นเกณฑ์ เช่น ๑๕-๒๕ คนอย่างนี้ เราดูว่ามินิมัม (Minimum) นั้น ควรจะน้อยที่สุดเท่าไรที่ให้สามารถทำงานได้ แล้วก็มีแม็กซิมัม (Maximum) ไว้เพื่อไม่ให้ คนแห่ไปอยู่ในกรรมาธิการที่บางทีคนชอบกันมากเพราะพวกลากมากก็ไปอยู่ตรงนี้กัน เต็มไปหมด ที่อื่นเลยมีคนไม่พอผมขออนุญาตฝากข้อสังเกตในขั้นต้นไว้แค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณท่านเลิศรัตน์นะครับ ก็มีคุณค่าอย่างมากที่กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะได้นำไปพิจารณาทุกท่านเลย แล้วพวกเรายังสามารถ ที่จะให้ข้อเสนอแนะได้ตลอดเวลานะครับในการที่เราจะทำงานร่วมกันอย่างนี้ มันไม่ใช่หยุด เพียงแค่นี้เอง เนื่องจากวาระที่ ๖.๒ เลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยังอยู่ในวาระอยู่ เพราะฉะนั้นผมจะขอความกรุณาให้ ผู้ที่ยกมืออีก ๔ ท่านได้กรุณาอภิปรายเพิ่มเติม สำหรับท่านกษิตเป็นท่านสุดท้าย ส่วนท่าน พลเอก ธวัชชัย ท่านดุสิต และท่านจินดา ก็ตามลำดับนะครับ จากนี้ก็อยากจะเข้าสู่วาระ เลือกตั้งคณะกรรมาธิการภายหลังนะครับ ขอความกรุณาเรียนเชิญท่าน พลเอก ธวัชชัยครับ

พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร

เรียนท่านประธาน ท่านรองประธาน และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๓ ครับ จริง ๆ ผมก็อยากจะเรียนที่ท่านประธานพูดมาเมื่อกี้นี้ว่าเป็นวาระที่ ถ้าผมจำไม่ผิดก็เป็นวาระร่างระเบียบข้อบังคับคัดเลือกผู้ที่มาร่างระเบียบข้อบังคับ เพื่อจะให้สามารถดำเนินการกำหนดกรอบระเบียบการทำงานของสภาอันนี้โดยถูกต้อง ไหน ๆ ขึ้นมาพูดแล้วก็อยากจะเรียนว่าการที่กำหนดมา ๑๑ ด้าน คือในความเดิมผมเคยอยู่ ด้านแรงงานเพราะผมเห็นว่ามีความสำคัญเรื่องความมั่นคง เพราะว่า ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาอยู่บ้านเรากระทรวงแรงงานลงทะเบียนได้ประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน อีก ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่า ๆ มันเดินไปเดินมา เพราะฉะนั้นในส่วนที่เรา เคยเสนอใน สปช. ไปแล้วผมเลยไปสมัครอยู่ในด้านอื่น ๆ นะครับ แต่ว่าไม่ควรจะเกิน แต่อาจจะไปจับอยู่ในด้านสังคมหรือด้านอะไรต่าง ๆ ก็จะดูอีกทีหนึ่ง อยากจะเรียนอย่างนั้น เกี่ยวกับในด้านอื่น ๆ ที่มีสมาชิกบางท่านได้พูดมาเรื่อง ๖ ๔ ๖ ๔ แล้วผมก็อยู่ในแวดวง พรรคพวกเพื่อนฝูงทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร แล้วก็ทางการเมืองว่า ๖ ๔ ๖ ๔ มันหมายถึงว่าอย่างไร ผมก็บอกว่ามันตีความได้หลายอย่าง อันนี้ก็เล่าให้ฟังเฉย ๆ นะครับ ก็อาจจะรวมกันแล้ว ๒๐ เดือน หรือร่างเสร็จในปี ๒๕๖๔ แล้วก็เลือกตั้งปี ๒๕๖๕ แล้วผมก็ยังเรียนว่าถ้าเราทำกันจริง ๆ แล้วการทำงาน หรือการบริหาร หรือสร้างโครงการ อะไรต่าง ๆ ปีสองปีมันมองไม่สัมฤทธิผลแน่นอนนะครับ อย่างน้อย ๕-๖ ปีจะได้เห็นผล แล้วประชาชนจะได้ยอมรับว่ารัฐบาลนี้ทำงานได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ รัฐบาลเลือกตั้ง เข้ามาก็ไม่สามารถจะดำเนินการอะไรได้เพราะประชาชนจะเป็นเกราะป้องกันอย่างดี เพราะว่ามองเห็นถึงความสำเร็จ ถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านคอร์รัปชัน (Corruption) หรือการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนนะครับในส่วนนี้ และผมก็เรียนให้ฟังเมื่อคราวที่แล้วที่เป็น สปช. ผมก็เข้ามาในนามการเมืองนะครับ ก็ไปอยู่ในการเมือง แต่ดูแล้วตัวเองความรู้คงจะไปเสนอกฎหมายอะไรมากคงไม่ได้ ก็เลยหนีไปด้านแรงงานกับสิ่งแวดล้อม แต่ว่าครั้งนี้ก็อยากจะให้คน ๑ คน ควรจะอยู่ด้านเดียว เพราะว่าถ้าอยู่ ๒ ด้าน ผมไปประชุมอยู่ด้านเดียวมันจะชนกันตลอด ในกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการต่าง ๆ แล้วผมก็ไม่สามารถจะไปเซ็นชื่อแล้วออกมา แล้วถึงเวลารับเงินเดือนก็อายเจ้าหน้าที่รัฐสภานะครับ ก็เลยไปเฉพาะแรงงานด้านเดียว เพราะว่าจะมีประสบการณ์เรื่องความมั่นคงทางด้านนั้น แล้วผมก็เพียงแต่เสนอทางกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญสั้น ๆ จริง ๆ แล้วทั่ว ๆ ไปคือเราควรจะเลือกตั้งทุกระดับนี่คือ ๒ สมัย สมัยละ ๔ ปี คนเราทำงานเพื่อประเทศชาติในชีวิตหนึ่ง ๘ ปีน่าจะเพียงพอ แล้วสุดท้าย อายุ ๗๐ ปีจบ หมายถึงว่าจะสมัยครึ่งเมื่ออายุ ๗๐ ปีก็ต้องยกเลิกแล้วก็เลือกตั้งใหม่ เพราะว่าเราจะได้มีเวลาดูลูกดูหลานสัก ๑๐ ปีก่อนตาย ผมก็เสนอไปอย่างนั้นในส่วนนี้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าผมเห็นแล้วที่ผมอยู่ในชายแดนตลอด แล้ว อบต. หรือ อบจ. ต่าง ๆ ถ้าอยู่สมัยที่ ๓ ไม่ทำอะไรครับ เพราะว่าตัวเองทำหมดแล้วก็รู้ว่าวันไหนงบประมาณออก แกจะรู้ละเอียดแค่นั้นเองในส่วนนี้ ก็อยากจะเรียนให้ท่านทราบว่าผมอยากจะเสนอแนะ เรื่องเดียวก็คือว่าคนละ ๒ สมัย ๘ ปี เพราะทั่ว ๆ ไปทุกประเทศเขาก็ทำอย่างนั้น แล้วก็ อายุผมก็ไม่ได้นั่นอะไร บางคนอายุมากอย่างท่านประธาน ๘๑ ปีแล้วท่านยังมีความรู้ ความสามารถที่เรียบร้อยและมีความแข็งแรง อันนี้ก็แล้วแต่แต่ละบุคคล ผมก็จะเรียน เพิ่มเติมในส่วนนี้ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ เมื่อกี้ที่เรียนให้ท่านสมาชิกทราบว่ามีท่านผู้ขออภิปรายจนถึงท่านสุดท้าย คือท่านกษิต ทีนี้ก็ยังมีเพิ่มเติมอีกคือท่านอำพล ท่านคำนูณ ท่านชูชัย แล้ว พลเอก ชูศักดิ์ ก็เรียนปรึกษาท่านว่าท่านจะขออภิปรายต่อหรือไม่ จากที่ผมบอกว่าขอความกรุณา เพียงแค่ท่านกษิต อันนี้เราคุยกันได้ ไม่ได้เคร่งครัดอะไร แล้วแต่ท่านจะพิจารณาเอาเอง ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นจนถึงท่านกษิตแล้วผมจะเรียนปรึกษาอีกครั้งหนึ่ง ทีนี้คิวก็ตามนี้ ที่ยกมือคือ ศาสตราจารย์ดุสิต ท่านจินดา ท่านถวิลวดี ท่านวิทยา แก้วภราดัย แล้วก็มาถึง ท่านกษิต ที่อยู่เดิมเป็นอย่างนั้น ส่วนเพิ่มเติมคือท่านอำพล ท่านคำนูณ ท่านชูชัย ท่านชูศักดิ์ เดี๋ยวก็เรียนปรึกษาทีหลัง ต่อไปนี้ขอเรียนเชิญท่านดุสิตครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม สปท. หมายเลข ๕๓ ครับ ผมขออนุญาตให้ความเห็น อภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแบ่งประเด็นสำคัญไว้เป็น ๓ ประเด็นดังต่อไปนี้ ประเด็นที่ ๑ การที่จะไป ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นหัวข้อที่จะเกี่ยวข้อง บรรจุในข้อบังคับก็คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับระเบียบ ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระเบียบวินัย การประชุม การลงมติ การแสดงมติอะไรต่ออะไรที่เกี่ยวข้องกับข้อปฏิบัติ ตรงนั้น ก็คงสามารถหาดูได้ในตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับของ สปช. เดิม หรือ สนช. หรือ ส.ว. หรือ ส.ส. ก็แล้วแต่นำมาประยุกต์ใช้ ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เนื้อหาของ การขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ควรจะต้องบรรจุไว้ในข้อบังคับดังกล่าว แล้วผมก็ยังแบ่งกลุ่ม ของเนื้อหาของการขับเคลื่อนการปฏิรูปออกไว้เป็นประมาณ ๕ หัวข้อใหญ่ ๆ หรือว่า ๕ กลุ่มใหญ่ ๆ ข้อ ๒.๑ ก็คือกลุ่มของคณะกรรมาธิการว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ซึ่งหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ข้อ ๒.๒ กลุ่มของคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่อง กิจการต่าง ๆ ของสภา สปท. ของเรานะครับ ข้อ ๒.๓ กลุ่มคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับ การประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ และการติดตามประเมินผล ในการติดตามประเมินผล และการประสานงานนั้นสำคัญมากครับ ซึ่งเราอาจจะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ล้อเลียนที่คณะรัฐมนตรีเขามีการแต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรีดูแลกลุ่มต่าง ๆ ก็ได้ครับ เมื่อคราว สปช. นั้นเรามีคณะกรรมาธิการ วิสามัญติดตาม ขอโทษครับ มีคณะกรรมาธิการกิจการสภา ถ้าแบบนั้นไม่สำเร็จครับ คณะกรรมาธิการกิจการสภาของ สปช. นั้นมีหน้าที่อยู่ข้อหนึ่งบอกว่าติดตามประเมินผล ติดตามนะครับ ไม่ทันนะครับ เพราะฉะนั้น ข้อ ๒.๓ ผมจึงเรียนว่าควรจะมี กลุ่มคณะกรรมาธิการที่จะต้องทำการประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ และประเมินผล ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็นกลุ่มอาจจะมีสัก ๔-๕ กรรมาธิการก็ได้ ๒.๔ กลุ่มกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ ตรงนี้สำคัญมากครับ ๒.๕ กลุ่มกรรมาธิการที่เกี่ยวกับ การติดตามความคืบหน้าของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตกลงผมเสนอไว้เป็น ๕ กลุ่มใหญ่แล้วนะครับ ใน ๕ กลุ่มใหญ่นั้นรายละเอียดอย่างไรเดี๋ยวผู้ยกร่างก็คงไปยกร่างกันเอง หัวข้อที่ ๓ ผมจะ ขออภิปรายเรื่องการส่งเสริมให้ภารกิจการขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้สัมฤทธิผลตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๗ บวกกับปี ๒๕๕๘ ที่แก้ไขเพิ่มเติมผมจับประเด็นได้ว่าอำนาจหน้าที่ ของ สปท. นั้นก็คือศึกษาวิเคราะห์ เสนอการปฏิรูป เสนอร่าง พ.ร.บ. เสนอร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วพอมาดูในมาตรา ๓๑/๒ ของแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น เขียนเพิ่มไว้ว่า สปท. คือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการ ให้การปฏิรูปเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นจิตมโนแล้วดำเนินการให้การปฏิรูปนั้นเกิดขึ้น ลองไปอ่านดู ในมาตรา ๓๙/๒ แล้วยังเขียนไว้อีกว่าโดยทั้งนี้ให้ดูเรื่องที่มีความเร่งด่วนและสัมฤทธิผล เพราะฉะนั้นการที่จะให้มีความสัมฤทธิผลได้ในข้อ ๓ ของผม ผมก็แตกออกเป็น ๓.๑ เสนอว่าในคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ที่เราจะไปแต่งตั้งนั้นขอให้มีที่ปรึกษา ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขอให้มีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้ามาเพื่อความมีส่วนร่วม และ ๓.๒ ขอเชิญให้มีการเรียนเชิญอดีต สปช. ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน มาร่วมให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ และ ๓.๓ เสนอให้มีการย่อยข้อมูลต่าง ๆ ที่ สปช. เคยศึกษามาแล้วตั้งหลายร้อยเรื่อง ทั้งหมดผมขอกราบเรียนสรุป อีก ๑ นาทีครับ ท่านประธาน วันนี้เราเป็นการพิจารณาเรื่องการที่จะไปแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมจับปฏิทินมาดังนี้ว่า วันนี้วันที่ ๑๙ เราประชุมกันเรื่องข้อบังคับเบื้องต้น พรุ่งนี้วันที่ ๒๐ ก็จะมีการพูดถึงเรื่อง ประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูป เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะเรียนต่อไปก็คล้าย ๆ กับที่ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ได้กล่าวไว้แล้วก็คือว่าพรุ่งนี้เราจะมีการทำเวิร์กชอป (Workshop) กัน ที่จะคุยกันเรื่องประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูป ผมจึงเสนอว่าเมื่อเรามีการแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว วันที่ ๒๖ หรือวันที่ ๒๗ ในวันจันทร์ วันอังคาร สัปดาห์หน้านั้นเราน่าจะเห็นตุ๊กตายกร่าง ของร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นขึ้นเป็นเฟิร์ส เวอร์ชัน (First version) จะดีไหม แล้วพอวันที่ ๒๘ เมื่อมีการประชุมแม่น้ำ ๕ สาย เมื่อเช้า ผมได้ไปพบกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุท่านแจ้งว่า ๕ สายนั้นมากันครบครับท่าน ผมถามว่ามาเฉพาะนายกรัฐมนตรีไหม บอกไม่ใช่ คณะรัฐมนตรีมากันหมดครบทุกกระทรวง คสช. ก็จะมากันครบ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขาก็คงจะมากันครบ มากันครบหมด ทุกแม่น้ำ ๕ สาย เพราะฉะนั้นวันที่ ๒๘ จะเป็นวันที่เรามีโอกาสที่จะได้ฟังข้อคิดเห็นต่าง ๆ แล้วพอไปที่สัปดาห์ถัดไปวันที่ ๒ หรือวันที่ ๓ พฤศจิกายนนั่นละครับ พิจารณาร่างข้อบังคับ ของสภาเราเป็นรายมาตราและลงมติในแต่ละมาตราไปในวันที่ ๒ หรือวันที่ ๓ พฤศจิกายน ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณมาก กราบเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้นะครับ ทุกความเห็นของท่าน ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้บันทึกไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ จะนำไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศดังกล่าว ทุกอย่างมีคุณค่ามหาศาลกับพวกเรา ขอเรียนเชิญต่อ คือท่านจินดาครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ ผมอยากเสนอประเด็นเล็ก ๆ สักประเด็นหนึ่งเพื่อให้กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ไปยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กราบเรียนท่านประธานว่าในความคิดเห็นผมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศคือเป็นสภาที่รับช่วงต่อจาก สปช. ซึ่งทำผลงานเอาไว้ แล้วก็ยังเอามา ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมได้นะครับ คือพูดง่าย ๆ ว่าต่อยอดจาก สปช. การต่อยอดจาก สปช. นั้นก็คือต้องมีผลในทางปฏิบัติตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เสนอความคิดเห็น แล้วก็ท่านอาจารย์เมื่อสักครู่นี้ก็เสนอไว้นะครับว่าสิ่งสำคัญที่สุดเราต้องทำอย่างไร ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้มีผลงานออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นสภาเพื่อจะวิจัย และออกเป็นเล่มเหมือนกับ สปช. เพราะว่าหน้าที่เราปัจจุบันนี้ชื่อเขาชัดเจนนะครับว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ฉะนั้นประเด็นเล็ก ๆ ผมอยากเรียนนิดหนึ่งว่าหลายท่าน อย่างท่านอาจารย์วันชัยอาจจะเห็นว่าเราอาจจะกลัวว่าไม่มีผลงานออกมา เพราะว่า กรรมาธิการเราเยอะมากไม่รู้จะทำอะไร ผมก็อยากเรียนเสนอท่านประธานอย่างนี้ว่า ในความคิดผมการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราก็คือคณะกรรมาธิการ ต่าง ๆ พิจารณาแต่ละเรื่อง ๆ แล้วเสนอไปยังสภาแห่งนี้ แล้วสภาแห่งนี้ก็จะมาพิจารณา อีกทีหนึ่งแล้วก็ลงมติ ถ้าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ลงมติเป็นมติของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแล้วส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการปฏิรูป อันนี้คือ ความเข้าใจของผมนะครับท่านประธาน ผิดถูกอย่างไรผมไม่ทราบ แล้วแต่ที่ประชุม ท่านสมาชิกเห็นนะครับ ฉะนั้นทำอย่างไรจะให้มติของ สปท. หรือสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเรานี้บรรลุผลสำเร็จหรือออกมาเป็นรูปธรรมอย่างไม่ถูกครหาว่า ไม่มีผลงาน ฉะนั้นผมเห็นกรรมาธิการในข้อบังคับการประชุมสภาของ สปช. มันมีหมวด ๔ ซึ่งเขาเขียนจำนวนกรรมาธิการไว้ของเก่านะครับ ฉะนั้นผมคิดว่าในร่างข้อบังคับใหม่ก็ต้องมี การกำหนดกรรมาธิการมาด้วยเหมือนกัน แต่ผมไม่เห็นมีกรรมาธิการอยู่คณะหนึ่ง ซึ่งผมอยากเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ก็คืออยากให้กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาอีกคณะหนึ่งนะครับ คือคณะกรรมาธิการติดตามการปฏิบัติตามมติสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย การปฏิรูปประเทศ ตัดคำว่า ไทย ออกก็ได้ครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าในความคิดผมก็คือ อยากจะให้กรรมาธิการทุกคณะที่เราจะตั้งไม่รู้ว่ามีกี่คณะที่มี ๑๑ ด้านนี้ แล้วพิจารณา ไม่ต้องให้มันเสร็จทุกเรื่องในแต่ละคณะ ไม่ต้องเสร็จทุกเรื่องครับ เสร็จเป็นเรื่อง ๆ เล็ก ๆ ที่เราคิดว่าจะเป็นประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างประเด็นสมมุติว่า เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเร่งด่วน เสร็จประเด็นหนึ่งก็ส่งเข้าในที่ประชุมสภาแห่งนี้ แล้วสภาแห่งนี้ก็พิจารณาว่าจะทำอย่างไร แล้วก็จะออกมา กรรมาธิการ ขอโทษนะครับ สิ่งแวดล้อมอาจจะเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมอะไรก็ได้ นิด ๆ หน่อย ๆ เป็นประเด็นสองประเด็น เพื่อจะแก้ปัญหาเรื่องใหญ่คือสิ่งแวดล้อม ของประเทศเราซึ่งมันมีปัญหาอยู่ทั่วประเทศตอนนี้ แล้วก็ให้สภาของเรานี้พิจารณา เป็นประเด็นไปเลยว่าโอเค (OK) เห็นด้วย ลงมติและส่งเรื่องนี้ไปหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะภาครัฐบาล แต่เราส่งไปเฉย ๆ เราก็ไม่รู้ว่ามันจะปฏิบัติออกมาเป็นรูปธรรม หรือเขาขัดข้องอย่างไรถึงไม่ทำ ไม่มีใครติดตามว่าจะกลับมารายงานให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบ ฉะนั้นผมก็เสนอให้กรรมาธิการที่จะยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้ตั้งคณะกรรมาธิการติดตามการปฏิบัติตามมติสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เป็นประเด็น ขอบคุณมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ที่ท่านจินดาได้กรุณาพูดก็คล้าย ๆ กับท่านดุสิตเหมือนกัน แล้วก็คล้าย ๆ กับ ท่านสมาชิกหลายท่านนะครับ ก็คือว่ามันมีคำว่าขับเคลื่อนอยู่ เพราะฉะนั้นตัวเชื่อมสำคัญก็คือว่าสานต่อจากชุดที่แล้ว นั่นเอง ทีนี้ชุดที่แล้วเน้นในเรื่องการวิจัยมาก ๆ แต่เมื่อเรามีผลการวิจัยมาก ๆ ที่ดี ๆ แล้ว ถ้าเราพิจารณาแล้วก็สานต่อคือขับเคลื่อน ผลักดันให้เป็นข้อบัญญัติของสังคมขึ้นมาให้ได้ คือเราจะทำหน้าที่ ๒ อย่าง เราพยายามผลักดันปัญหาและวิธีแก้ปัญหาของเรา ในเรื่องที่สำคัญที่สุดตามลำดับให้เป็นข้อบัญญัติของสังคมให้ได้ ข้อบัญญัติของสังคม มันออกมาในรูปรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา แผน โครงการอะไรต่าง ๆ ได้หมด หรือคำสั่งได้หมด เป็นข้อบัญญัติของสังคม ต่อมาเมื่อแต่ละเรื่องที่สำคัญ ที่เราสามารถผลักดันออกมาได้ต้องผลักดัน หมายความว่าต้องสั่งมาเดี๋ยวนี้ ต้องเป็นกฎหมาย เดี๋ยวนี้ เราก็มีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งก็คือนำข้อบัญญัติไปปฏิบัติ ซึ่งในส่วนนี้เมื่อมันมีข้อบัญญัติ ของสังคมออกมาแล้ว ออกมาในรูปรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา หรือคำสั่งอื่นใดก็สุดแท้แต่ เป็นหน้าที่ที่หน่วยราชการไทย ๒๐ กระทรวง ๑๔๕ กรม ณ ส่วนกลาง ๗๗ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ณ ส่วนภูมิภาค องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อบจ. อบต. เทศบาล ดังกล่าว รัฐวิสาหกิจ ๗๐ แห่งบวกลบ องค์กรมหาชนอีก ๔๐ แห่งบวกลบในตลาดหลักทรัพย์ที่จะนำไปปฏิบัติ ฉะนั้นหน้าที่ของเราเมื่อมันมีข้อบัญญัติ ของสังคมในเรื่องนั้น ๆ ออกมาแล้วเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องติดตามประเมินผล หมายความว่าจงทำเดี๋ยวนี้นะ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ และแก้ปัญหา เสร็จด้วย ไม่ใช่ว่าเพิ่งสั่งเดี๋ยวนั้นก็มีเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ปัญหายังไม่แก้ ผมว่าหัวใจ ของงานหลักของเราอยู่ตรงนี้ ขอบพระคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านต่อไปท่านถวิลวดี

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันมีข้อสังเกตเล็กน้อยสำหรับการที่จะร่างข้อบังคับในครั้งนี้นะคะ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา ๓๙/๒ ข้อที่ ๑ ก็คือ การทบทวนสิ่งที่ สปช. ได้ดำเนินการไปแล้ว แล้วก็ติดตามมติ ครม. ว่าดำเนินการไปถึงไหน ตรงนี้เราอาจจะต้องมาพิจารณาทบทวนว่าอะไรที่จะต้องทำ อะไรที่ควรทำ พึงทำ หรืออะไร ที่เราอยากจะทำ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เราจะได้อย่างน้อยเป็นข้อเสนอจาก สปท. หลาย ๆ ท่าน ว่าอะไรที่เราจะต้องทำก่อน อันนั้นดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วนอกจากนี้เราควรจะมองว่า ทำอย่างไรเราถึงจะเชื่อมกับแม่น้ำ ๕ สาย คือทุกสายต้องเชื่อมกันอย่างไร แล้วทำอย่างไร ในเรื่องของการที่เราจะปฏิรูป ผู้ที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญอยู่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะได้ยินแล้วก็นำไปพิจารณาด้วย อันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเราไม่มีทางเชื่อมสำหรับ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเลยนะคะ นอกจากนี้การขับเคลื่อนการปฏิรูปคงไม่ได้ทำเพียงลำพัง พวกเรา ๒๐๐ ท่าน แต่ว่ามันเป็นไปด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ดิฉันจึงเห็นว่า เราอาจจะต้องมีกลไกที่ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ที่ไม่ใช่จะเป็นเฉพาะในวงการราชการเท่านั้น แต่ว่ารวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ประชาชน และภาคเอกชน ต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับเราในการขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นในการตั้งกรรมาธิการ ดิฉันคิดว่าเราน่าจะทบทวนการตั้งกรรมาธิการที่อาจจะเป็นกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามามีโอกาส โดยเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญที่จะทำหน้าที่ ติดตามงานเฉพาะเรื่องหรือครอสคัตติง (Cross cutting) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันถือว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก แล้วนอกจากนี้ในกระบวนการที่จะทำข้อตกลงหรือว่ามติที่ประชุม เราอาจจะต้องมีการปฏิรูปเพิ่มเติมโดยเขียนในข้อบังคับว่าการลงมติทุกครั้งอาจจะไม่ใช่ การโหวตเสมอไป แต่เราจะมีการปฏิรูป เช่น ใช้กระบวนการประชาเสวนาหาทางออก หรือว่าพูดคุยกันด้วยความเข้าใจหาเหตุผล แล้วก็มีมติร่วมกันเป็นการสร้างความปรองดอง แทนที่จะมีการโหวตแพ้ ชนะ ต้องขอขอบคุณท่านประธานค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ต่อไปท่านวิทยาครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๔๒ นะครับ ในการร่าง ข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผมคิดว่าสาระสำคัญก็ต้องเอามาจาก ว่าภารกิจของสภานี้คืออะไร ผมขอขอบคุณท่านประธานครับที่ให้คำจำกัดความที่จะทำให้ เราเห็นภารกิจของสภานี้ชัดเจนขึ้น ก็คือสภานี้ทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาและ สภาเชิงวิชาการ การให้คำปรึกษาและทางวิชาการนี้จะต้องถูกแปรเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ข้อเสนอแนะอย่างลอย ๆ อย่างเป็นวิชาการเฉย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อภารกิจเรา เป็นอย่างนี้เราก็จะได้มารู้จักตัวเองครับ ปกติผมอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีภารกิจ แล้วก็มีอำนาจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นสภาที่มีภารกิจแต่ไม่มีอำนาจครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไม่มีอำนาจในทางที่จะบริหาร และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้มีอำนาจในทางตุลาการ แต่เป็นเพียงสภาที่มีภารกิจ พอมีภารกิจสภานี้ก็เป็นที่ คาดหวังมาก เพราะมันใช้คำว่าขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนก็คาดหวังครับว่าสภานี้ ต้องทำอะไรได้ที่เป็นการปฏิรูปประเทศ จริง ๆ ท่านประธานให้คำจำกัดความถูกครับ มันทำอะไรไม่ได้ครับ แต่มันสามารถหาข้อสรุปไปยังช่องทางอำนาจที่ทำได้ และต้องไม่ปิด ตัวเองครับ ท่านประธานครับ ต้องไม่ปิดว่าข้อคิดค้นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ จะถูกส่งต่อไปยังรัฐบาล จะถูกส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือข้อคิดเห็นของเรา จะถูกส่งต่อไปยัง คสช. หรือจะถูกส่งต่อไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเพื่อนสมาชิก หลายท่านที่ให้คำจำกัดความนะครับ ผมเข้าใจว่าเราจะเริ่มเจอวัฒนธรรมภารกิจ ขององค์กรเราแล้วครับว่าทุกอย่างที่เราจะทำต้องเป็นเรื่องที่มีความสำคัญจำเป็นเร่งด่วน ภายใต้เวลาอันจำกัด ซึ่งขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไปก่อนได้ให้คำจำกัดความอันนี้ไว้ คราวนี้เมื่อมาดูตัวกฎหมายครับ เราอยู่ภายใต้เวลาอันจำกัดอะไรครับ ปกติองค์กรทุกองค์กร จะต้องมีระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งตัวเอง แต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้เขียนนะครับว่าต้องขับเคลื่อนให้เสร็จภายใน ๒๐ เดือน ไม่ได้เขียนครับว่าครบปี จะครบวาระ ไม่ได้เขียนอะไรไว้เลยครับ เป็นสภาที่กำหนดการก่อตั้ง ส่วนการจะมีชีวิตอยู่ ของสภานี้เป็นเรื่องการจะออกกฎหมายในวันข้างหน้าให้ยุติสภานี้หรือจะต่ออายุสภานี้ เพราะฉะนั้นภารกิจขององค์กรนี้มันต้องมีเงื่อนไขของเวลาที่จำกัดครับการขับเคลื่อน การปฏิรูป ผมคิดว่าสภาเราคณะกรรมาธิการที่ไปยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศต้องไม่ติดอยู่ในหล่มของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ติดในหล่ม ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และไม่ติดในวงล้อมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราเห็น สภาปฏิรูปแห่งชาติตั้งคณะกรรมาธิการ ๑๘ คณะ อนุกรรมาธิการอีก ๕ คณะ กรรมาธิการวิสามัญอีก ๕ คณะ อนุกรรมาธิการอีกไม่ทราบจำนวน เพราะฉะนั้นภารกิจ ของเราไม่ได้มีภารกิจทางนิติบัญญัติ การตั้งคณะกรรมาธิการหากจำเป็นต้องตั้งก็ต้องรองรับ ภายใต้ความสำคัญจำเป็นเร่งด่วนในเวลาที่จำกัด จำกัดอันแรกที่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเราต้องทำให้ปรากฏผลในสายตาประชาชนก็คือโรดแมป (Road map) ของรัฐบาลครับ รัฐบาลบอกว่าจะเลือกตั้งใน ๒ ปีข้างหน้า ระยะเวลาที่เหลือ ๒๐ เดือน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คาดหวังของประชาชนว่าเรามีจำกัดเวลาแน่ ๆ ว่าอย่างน้อยท่านต้องปฏิรูป การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง เพราะถ้าปฏิรูปการเลือกตั้ง สุจริตเที่ยงธรรมไม่ได้การได้อำนาจรัฐที่ท่านประธานเคยสอนพวกเรามันมาด้วยปืนหรือเงิน ก็ไม่ได้ต่างกันครับ ถ้าเราเลือกตั้งแล้วชนะด้วยเงินก็ไม่ต่างกับการปฏิวัติที่ได้อำนาจรัฐมา เพราะฉะนั้นอำนาจที่มาทั้ง ๒ อำนาจอยู่ที่ว่าใครประพฤติคุณธรรมมอบไว้กับคนนั้นดีกว่า ผมคิดว่าภารกิจเรามีข้อจำกัดประการที่ ๑ ครับ ซึ่งจะต้องเป็นหัวใจที่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศต้องไปทำให้ได้ก็คือ ๑. ต้องจัดการกับการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ให้รับมือก่อนโรดแมป (Road map) รัฐบาลใน ๒๐ เดือนข้างหน้า อันนี้เป็นภารกิจเร่งด่วน ที่เรามีจำกัดเวลา ส่วนภารกิจอื่น ๆ แต่ละชุดที่จะตั้งขึ้นมาผมไม่ขัดข้องครับที่จะมี กรรมาธิการแต่ละด้านไปพิจารณาแต่ละเรื่อง แต่มันต้องมีข้อจำกัดครับว่าทุกคณะที่ไปศึกษา จะต้องมีเงื่อนเวลาว่าภายในระยะเวลา ๒-๓ เดือนคุณต้องนำข้อสรุปวาระเร่งด่วน แห่งคณะคุณเข้าสู่สภาแห่งนี้ เพื่อสภาแห่งนี้ได้ระดมกันว่าข้อสรุปเร่งด่วน เช่นในเรื่องปฏิรูป ระบบราชการคณะไหนไปเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิรูปอะไรบ้างแล้วก็มาอยู่ในสภานี้ ถ้าสภานี้ เห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องทำเป็นวาระเร่งด่วนแล้วก็สรุปส่งให้คนที่รับผิดชอบไปดำเนินการ การปฏิรูประบบราชการอาจจะแค่คำสั่งคณะรัฐมนตรีก็จบ หรืออาจจะต้องออกเป็น ช่องกฎหมายก็ผ่าไปทางนั้น เพราะฉะนั้นสภาของเราที่จะขับเคลื่อนได้ก็แต่ละองค์กรที่เรา จะตั้งในข้อบังคับไปศึกษามาและสรุปภารกิจเร่งด่วนผ่านพวกเรามา และพวกเราจะพาไป ช่องทางที่ปฏิบัติการได้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอยากเห็นการปฏิบัติของ สภานี้ที่บรรลุผลไม่ต้อง ๖๐ ด้านหรอก ไม่ต้อง ๖๐ วาระ ถ้าเราเริ่มผ่านวาระ สร้างการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมได้ ผมคิดว่าเป็นคุณูปการกับประเทศนี้แล้วครับ ถ้าเราก้าวลึกไปว่าเราสามารถวางกลไกกับดักจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันได้มันก็ยิ่งเป็น คุณูปการ ถ้าเราก้าวล่วงต่อไปว่าเราจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เป็นธรรมจริง ๆ เพื่อ ยุติความขัดแย้งไม่ต้องปรองดองหรอกครับ แค่กระบวนการยุติธรรมได้รับการปฏิรูปและ สร้างความเป็นธรรมอย่างที่เป็นมาตรฐานเดียวจริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงปรองดอง ทุกคนต้องอยู่ ภายใต้กติกาแห่งกฎหมาย ประการสุดท้ายครับ ถ้าเราแค่ขับเคลื่อนว่าประเทศนี้จะเข้าสู่ การกระจายอำนาจไหม กระบวนการการกระจายอำนาจมีเรื่องเร่งด่วน ๑ ๒ ๓ ๔ อะไรบ้าง ๓-๔ เรื่องนี้ครับ แค่นี้ก็เป็นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว ไม่ต้อง ๖๐ วาระ หรอกครับ ผมคิดว่าระดม ๓-๔ เรื่องที่เพื่อนสมาชิกเริ่มเห็นสอดคล้องต้องกัน ท่านประธาน เป็นคนชี้ให้ได้ว่าเราคืออะไร วันนี้เมื่อค้นตัวตนจนเจอแล้วว่าเราคืออะไร ข้อบังคับที่ทำทั้งหมด ก็เพื่อมารองรับตัวตนของเรา เราไม่มีอำนาจครับไม่ต้องบอกยกมือก่อน ยกมือหลังเพื่อให้ เป็นไปตามข้อบังคับเพราะเราไม่มีอำนาจในทางนิติบัญญัติ ไม่เหมือนสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาจะต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ชัดเจนและลงละเอียดเพราะมันมีการใช้อำนาจ แต่สภาแห่งนี้ เป็นสภาวิชาการ เป็นสภาระดมความคิด เป็นสภาที่ปรึกษาอย่างที่ท่านประธานว่าครับ วัฒนธรรมที่ถูกสร้างภายใต้ข้อบังคับต้องสร้างภายใต้วัฒนธรรมที่แท้จริงขององค์กร เราเริ่มจะหาเจอครับ เพราะฉะนั้นไม่ยากครับที่คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะไปสร้างข้อบังคับให้สอดคล้องกับองค์กรที่เป็นจริง ที่เพิ่งเกิดครั้งแรก ขอขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ต่อไปท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ผมขอย้อนกลับไปที่คำกล่าวของท่านประธาน การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ไพรออริตี (Priority) ของการที่เราจะทำงานด้วยกัน แล้วก็ได้มีการขยายความโดยท่านนิกร ท่านสถิตย์ แล้วก็ล่าสุดคุณวิทยา และหลาย ๆ ท่านผมอาจจะตกไปบางชื่อ ผมขอแบ่ง การทำงานของเรา ๒๐ เดือนข้างหน้าเพื่อจะสะท้อนออกไปในการวางข้อบังคับของสภา ๒๐ เดือนข้างหน้าอาจจะขอเป็น ๖ เดือนแรกเป็นส่วนแรกก่อน แล้วก็อีก ๑๔ เดือนหลังก่อน การเลือกตั้ง ใน ๖ เดือนแรกผมอยากจะขอเชิญชวนให้พวกเรามาร่วมกันระดมความคิดว่า ด้วยเรื่องโครงสร้างทางอำนาจของรัฐ เพื่อเราจะได้มีข้อยุติ มีข้อเสนอแนะส่งให้ทาง คสช. ครม. เพื่อส่งต่อให้กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมก็มีข้อสงวนว่าถ้าไม่มีข้อห้ามอันใดที่เราจะไม่สามารถเชิญท่านมีชัยและคณะ มาพูดคุยกับเราที่สภานี้ได้ ผมคิดว่าเรามีความจำเป็น เพราะว่าเรามีหัวข้อว่าด้วยการปฏิรูป เรื่องการเมือง เราก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะมีข้อสรุป มีข้อยุติ แล้วก็เสนอไปที่คณะของท่านมีชัยได้ จะทำตรง ทำผ่าน อันนี้เดี๋ยวเราหารือกับทาง คสช. ครม. ได้ แต่ผมคิดว่าเรามีภารกิจ อันสำคัญในการที่จะมีการอภิปราย มีข้อยุติว่าด้วยโครงสร้างอำนาจรัฐไทยนะครับ ประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนอีก ๑๔ เดือน หลังจากนั้นไปมันก็เป็นเรื่องของการที่จะต้องวางระบบการเลือกตั้ง อย่างที่เมื่อกี้คุณวิทยา ก็ได้พูดไปแล้วผมขอไม่ขยายความ ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมือง ทุนของพรรคการเมือง องค์ประกอบของพรรคการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองมีอุดมการณ์ แน่ชัด มีจุดยืนแน่ชัดที่ต้องผูกมัดต่อประชาชน แล้วแต่ละพรรคก็ต้องเป็นพรรคของสมาชิก ไม่ใช่เป็นของนายห้างหรือว่าของทุนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ คู่ขนานกันไปมันก็เป็นเรื่องของ การกระจายอำนาจ ประเด็นปัญหาของประเทศไทยดังที่ประธานท่านพูดเมื่อกี้นี้ว่า เรามี ๒๐ กระทรวงแต่ว่าอำนาจมันกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และประชาชนก็เรียกร้อง การมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นเราต้องกระจายหรือว่าลดการกระจุกตัวของอำนาจที่กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมด แล้วก็โดยปริยายด้วย เมื่อมีการกระจายอำนาจออกไปบรรดาเสนาบดี หรือว่ารัฐมนตรีที่เข้ามาปกครองแต่ละกระทรวงก็จะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับงบประมาณหลวง อันนี้ก็จะไปเกี่ยวข้องกับการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ แล้วก็ท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่าพรุ่งนี้เราหารือกันได้ว่าจะจัดลำดับ ความสำคัญอย่างไร แต่ผมขอเน้นนะครับ ขอเป็น ๒ ส่วนที่พวกเราสามารถจะกระทำได้ อันแรกเร่งด่วนภายใน ๓ เดือน ๖ เดือน เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของรัฐที่เราน่าจะมี ข้อคิดเห็นเสนอต่อประชาชน แล้วก็องค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นก็ในเรื่องของการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน การปฏิรูป ระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเรื่องที่สำคัญ การบริการของรัฐ โดยเฉพาะ สมัยนี้มีไอจี (IG) เรื่องอีกัฟเวิร์นแนนซ์ (e-Governance) อีกัฟเวิร์นแนนซ์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ก็ขอกล่าวโดยสรุปแค่นี้ครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเรียนปรึกษากับอีก ๔ ท่านที่เหลือ คือท่านอำพล ท่านคำนูณ ท่านชูชัย ท่านชูศักดิ์ ว่าท่านจะอนุญาตให้ผมดำเนินการประชุมต่อไป ในเรื่องตั้งกรรมาธิการหรือว่าท่านจะขออภิปราย ขอเรียนเชิญนะครับเสรีเต็มที่เลย ท่านอำพลเรียนเชิญครับ

นายอำพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ผมจะขออนุญาตนำเสนอสั้น ๆ คิดว่า ๔ ท่านนี้ก็เพื่อจะประกอบ ในการเป็นข้อคิดสำหรับการไปยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอความกรุณา ไม่ทราบท่านจะกรุณา เพราะว่าเหลืออีกแค่เพียง ๔ ท่านครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรียนเชิญครับ ขอเวลา ๕ นาทีได้ไหมครับ

นายอำพล จินดาวัฒนะ

ครับ จะพยายามครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สปท. ขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงที่กรุณาอนุญาต ให้แจกเอกสาร ๒ แผ่นนะครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มอบให้กับทางเพื่อนสมาชิกไปแล้ว ต้องกราบขอบพระคุณครับ ผมจะพูดเพียง ๒ ประเด็นเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการที่เราจะได้ ไปทำงานในขั้นต่อไปนะครับ ประเด็นที่ ๑ ผมอยากกราบเรียนว่าหลายท่านพูดไปแล้ว เรื่องการกำเนิดของเราคือมาตรา ๓๙/๒ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นการทำงาน ต่อยอดจาก สปช. ผมอยากกราบเรียนเพื่อจะเป็นการแลกเปลี่ยนกันสำหรับที่เรา จะไปทำงานต่อข้างหน้า เนื่องจากคำว่าปฏิรูปนี่มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง แล้วก็เป็น การเรียกร้องของสังคมทั้งสังคมว่าจะให้มีการปฏิรูป แต่การปฏิรูปนี้ส่วนใหญ่เราจะเข้าใจ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายนะครับ เริ่มแต่เรื่องเล็ก ๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ กระผมและคณะ จึงได้มีการค้นว่ามันหมายความว่าอย่างไร ได้แจกเป็นเอกสารแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อจะรวบรวมมาจากหลาย ๆ แหล่ง กระผมคิดว่าความหมายเรื่องการปฏิรูปนี้ ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่เรื่องงานพัฒนา ไม่ใช่เรื่องการปรับปรุงแก้ไขเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่ในระดับเชิงระบบและโครงสร้าง ซึ่งเมื่อกี้มีเพื่อนสมาชิก พูดชัดเจนนะครับ จริง ๆ ก็คือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศนั่นเอง ไม่ใช่เป็น เรื่องเล็ก ๆ ผมคิดว่าความหมายที่อยู่ในเอกสาร ความหมายที่ ๒ ความหมายที่ ๓ ความหมายที่ ๕ ความหมายที่ ๗ มีความสำคัญมาก ก็จะได้ทำให้เราได้เดินหน้าต่อไป ได้ถูกทิศทางว่าเราคงทำเรื่องใหญ่ครับ หลบที่จะไปทำเรื่องเล็กที่เป็นเรื่องการพัฒนา หรือการแก้ปัญหา อันนั้นน่าจะเป็นของฝ่ายบริหารคือรัฐบาลนะครับ ก็ขอฝากกราบเรียน เอกสารนี้เพื่อจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับการทำงานในขั้นต่อไปของ สปท. เราครับ ประเด็นที่ ๒ ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องภารกิจ ซึ่งก็คงจะนำไปสู่การเขียน ข้อบังคับ ผมจะพูดเฉพาะประเด็นเรื่องกระบวนการ ผมคิดว่ามาตรา ๓๙/๒ พูดชัดว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นการทำงานสืบต่อจาก สปช. คำนึงถึงความเร่งด่วน สัมฤทธิผลในระยะเวลาที่เหลือ ซึ่งระยะเวลาที่เหลือคงไม่ใช่แค่ ๒๐ เดือน แต่หมายความว่า เราต้องวางแผนเลย ๒๐ เดือนไปด้วยนะครับ สปช. ที่ทำมาแล้วในกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ เขียนชัดเจนว่ามีหน้าที่ศึกษา เสนอแนะให้เกิดการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ๑๑ ด้าน ซึ่งก็ได้มีการทำข้อเสนอไว้ ๓๗ วาระการปฏิรูปและอื่น ๆ นะครับ ตรงนี้ก็ชัดเจนว่าหน้าที่ของ สปช. ก็คือทำโพลิซีดิเวลลอปเมนต์ (Policy development) พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายไว้เรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์ไม่สมบูรณ์ก็ว่ากันไปนะครับ แต่ได้ตั้งต้นแล้ว เพราะฉะนั้น สปท. เราเกิดขึ้นมาเราก็ทำต่อแน่นอนครับในกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขาเขียนชัดเจน เราคงไม่มีหน้าที่ไปทำซ้ำ สปช. อีก แต่ทำเสริมได้ถ้าอะไร มันยังไม่สมบูรณ์ เราต่อยอดเพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติ ผมกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้ว ข้อเสนอที่ สปช. ส่งไปให้รัฐบาลเพราะ สปช. ทำเองไม่ได้ เหมือนกับ สปท. เราก็ทำเองไม่ได้ ส่งไปที่รัฐบาลแล้วถ้าเราได้ติดตามจะพบว่าบางอย่างรัฐบาลทำไปแล้ว บางอย่าง อยู่ระหว่างการดำเนินการ รวมทั้งมีการเสนอกฎหมายไป สนช. ด้วย และบางอย่าง ยังอยู่ในการพิจารณา ผมเองก็เลยมองดูว่าการที่รัฐธรรมนูญได้ตั้ง สปท. ขึ้นมา ค่อนข้างชัดเจนว่าให้เรามีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่เราขับเคลื่อนเองไม่ได้ ก็คือต้องขับเคลื่อนร่วมกับรัฐบาลหรือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลนั่นเอง ผมคิดว่าหน้าที่เรา ชัดเจนคือโพลิซี ไดรฟ์ (Policy drive) สปช. ได้ทำโพลิซีดิเวลลอปเมนต์ (Policy development) เราทำโพลิซี ไดรวิง (Policy driving) เพื่อทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติครับด้วย ตรงนี้ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าเป็นในลักษณะนี้เราก็คงมีหน้าที่อยู่ประมาณ ๓ เรื่อง กระผม ได้ลองเขียนออกมาในชาร์ต (Chart) ในเอกสารที่มอบให้กับเพื่อนสมาชิกนะครับ ถ้าท่านดู ในชาร์ตนี่ข้อเสนอเชิงนโยบายในการปฏิรูปพัฒนาโดย สปช. แล้วส่งไปที่รัฐบาล แล้วตอนนี้ รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีตั้ง สปท. ขึ้นมา เรามีหน้าที่ก็ชัดเจนอีกคือขับเคลื่อน กระผม ได้ลองพยายามวิเคราะห์แล้วก็ฟังเพื่อนสมาชิกเมื่อกี้ก็สอดคล้องกันว่าเราน่าจะมีบท ๓ บท ครับ คือทำการสังเคราะห์ข้อเสนอของ สปช. รวมทั้งติดตามด้วยว่าขณะนี้แต่ละเรื่องไปอยู่ ที่ไหน อย่างไร ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาตั้ง สปท. โดยมีตัวแทนกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลายเข้ามาอยู่ในนี้ด้วยทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการเกษียณ เพราะฉะนั้น เราน่าจะได้ช่วยกันดูว่าทุกอย่างไปอยู่ตรงไหนบ้าง แล้วเราคงต้องจัดลำดับความสำคัญ พิจารณาความเป็นไปได้ บริบท ปัจจัยบวกลบ ผลกระทบต่าง ๆ และสร้างการมีส่วนร่วม ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะว่าการปฏิรูปนั้นกระทบคนแน่ครับ มีได้มีเสียแน่นอน แล้วเราทำโรดแมป (Road map) ที่ชัด ๆ เหมือนท่านกษิตพูดเมื่อกี้ ๖ เดือนทำอะไร ๑๔ เดือนทำอะไร ประเด็นที่ ๒ ก็สอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกสักครู่ได้พูดไปว่าเราคงช่วยรัฐบาล กำกับติดตามด้วยว่าแต่ละเรื่องไปถึงไหน เพราะว่ารัฐบาลท่านทำหน้าที่บริหารประเทศ งานมากมายก่ายกอง แต่เรื่องปฏิรูปถ้าเราทำหน้าที่ช่วยก็จะชัดเจน และประเด็นที่ ๓ คงจะต้องมีการสื่อสาร สร้างความร่วมมือกับสังคม ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนที่จะไปออกแบบกัน ที่อยู่ในข้อบังคับ สุดท้ายครับท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าผมได้พบว่าในกระบวนการ ทำงานของเราในตอนที่เป็น สปช. มีคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบ อนาคตประเทศไทย ที่มีดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นประธาน ซึ่งท่านไปเป็นรัฐมนตรีแล้ว นี่นะครับ ท่านได้ออกแบบให้กับพวกเราไว้อันหนึ่งคือเรียกว่ากำหนดวิธีและกระบวนการ ปฏิรูปครับ มีเอกสารซึ่งได้เขียนไว้เป็นขั้นตอนต่าง ๆ มีอยู่ ๕ เรื่อง อันที่ ๑ มีการสังเคราะห์ดูช่องว่าง และสิ่งที่ควรจะเป็นแล้วก็ทำแผน อันที่ ๒ มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ กลุ่มเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลลัพธ์ มี ๗ ประเด็น อันที่ ๓ คือค้นหามาตรการปฏิรูปจุดคานงัดตัวขับเคลื่อนหลัก ๓ ประเด็น อันที่ ๔ คือกำหนดภารกิจการปรับรื้อระบบและกลไกเดิม มี ๖ ขั้นตอน อันที่ ๕ คือกำหนดการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพราะว่ามีการปฏิรูปต้องมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็จะต้องมีทั้งบวกและลบเกิดขึ้นมีอยู่ ๖ ขั้นตอน กระผมอยากกราบเรียนว่า ถ้าท่านประธานจะกรุณาผมคิดว่าทางฝ่ายเลขานุการน่าจะได้นำเอกสารชิ้นนี้มามอบให้กับ ท่านสมาชิก สปท. เพื่อเราจะได้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์แล้วเราพิจารณาต่อครับ ดูเหมือนว่า ตอนที่เป็น สปช. นั้น พวกเราทำข้อเสนอไป ๓๗ บวกนี่นะครับ เรายังลงไม่ถึงขั้นนี้ครับ เพราะว่าหมดเวลา ๑๑ เดือน ตอนนี้พอเรามี สปท. ผมคิดว่าท่านที่มีการเขียนไว้ ซึ่งได้เขียนไว้แบบวิชาการมาก ถ้าอ่านดูแล้วจะพบว่ามีการบ้านที่เราต้องทำอย่างประณีต สมมุติว่าจะปฏิรูปอะไรสักเรื่องหนึ่งจะกระทบใคร มีใครได้ใครเสีย จะบริหาร การเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะชดเชยเขาอย่างไร เยียวยาอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร ดูเหมือนมีเรื่องที่เราจะต้องคิดอันนี้ทั้งหมดผมรวมได้ ๒๖ เรื่องที่จะต้องพิจารณา ในกระบวนการ แล้วก็มีเอกสารอยู่แล้ว ถ้าท่านจะกรุณาให้ทางฝ่ายเลขานุการ มอบให้กับพวกเราแล้วก็ไปใช้พิจารณาต่อในขั้นที่เราจะทำงานหลังจากมีข้อบังคับ แล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สุดท้ายครับท่านประธาน ต้องขออภัยที่เกินเวลา ๕ นาที ผมคิดว่าตอนนี้เราคิดได้ แล้วเราเตรียมตัวของเราในส่วนที่ทำไป แต่อย่างไรก็ตาม เราเป็น ๑ ในแม่น้ำ ๕ สาย เราเกิดจากรัฐบาลชัดเจนนะครับ เราจะต้องทำงาน ผสมกลมกลืนกับรัฐบาลและเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้นเราจะต้องรับฟังความคิด และนโยบายของรัฐบาลโดยที่เราไม่ได้คิดลำพัง เพื่อจะมาประสานกับสิ่งที่เราคิด แล้วก็จะได้ ทำงานแบบที่เรียกว่าบูรณาการและเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด การขับเคลื่อนการปฏิรูป เรื่องสำคัญ ๆ ก็น่าจะสำเร็จได้ในระยะเวลาสั้น กลาง และยาวต่อไป ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ เอกสารผมคิดว่าคงได้แจกแล้วนะครับ ก็สำคัญมากที่สุดที่กรุณาบรีฟ (Brief) ให้พวกเราฟัง แต่หัวใจของงานที่สำเร็จก็คือว่าข้อเสนอของเราผู้มีอำนาจรับที่จะทำ กับไม่รับที่จะทำก็แค่นี้ ถ้าท่านรับที่จะทำมันก็จะไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริงเลย แต่ท่านไม่รับ ตัดสินใจไม่รับก็จบเพียงแค่นั้น กราบเรียนอย่างนี้ ขอบพระคุณครับ ขอต่อมาท่านคำนูณครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คำนูญ สิทธิสมาน จะใช้เวลาไม่มาก ท่านประธานครับ ผมมีความยินดีที่ได้เห็นท่านประธานแสดงวิสัยทัศน์นะครับ ในการประชุมวันนี้ เป็นการประชุมเป็นทางการครั้งแรกแต่ท่านประธานพูดถึงหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทย มาอย่างชนิดที่ถ้าเป็นไปได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ ท่านประธานได้กล่าวว่า ประเทศไทยเราปฏิรูปโครงสร้างครั้งสุดท้ายมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๕ มากกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าในรอบ ๑๐๐ ปีมานี้แม้ว่าเราจะมี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากมายหลายครั้ง รวมทั้งปี ๒๔๗๕ แต่แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงผู้กุมอำนาจอยู่บนส่วนยอดของโครงสร้างเบื้องบน ยุคของการปฏิรูปประเทศปี ๒๔๓๕ คือการสร้างรัฐชาติขึ้นมา เป็นการรวมศูนย์อำนาจ เข้าสู่ส่วนกลาง จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้ที่อยู่บนจุดสูงของการรวมศูนย์อำนาจนั้น ในปี ๒๔๗๕ หรือว่าปี ๒๕๑๖ ก็เริ่มมาสู่นักการเมือง เริ่มมาสู่กลุ่มทุน แล้วก็ สลับสับเปลี่ยนกันไปกับข้าราชการประจำ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่านี่คือหัวใจที่แท้จริง แต่หัวใจที่แท้จริงนี้เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะใช้ระยะเวลา ๒๐ เดือน ท่านประธานก็ได้กรุณาแสดงวิสัยทัศน์ว่ามันมีอีก ๑ หัวใจก็คือว่าภารกิจเร่งด่วนของเรา ก็คือว่าจะทำอย่างไรจึงจะขจัดเงื่อนไขที่นำไปสู่วิกฤติก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ไม่ใช่ว่า เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป สักแต่ว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่อีกฉบับหนึ่ง มีเลือกตั้งทั่วไปใหม่ อีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วเราก็กลับมาสู่วังวนเดิม เพราะฉะนั้น ๒ โจทย์นี่น่าจะเป็นโจทย์สำคัญ ที่น่าจะอยู่ในกระบวนการปฏิรูปประเทศ หรืออยู่ใน ผมอยากจะพูดว่าโรดแมป (Road map) ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะฉะนั้นร่างข้อบังคับที่จะไปจัดทำนี่มันจะต้องมี ๒ อย่างนี้ครับ ๑. ก็คือมันต้องตอบโจทย์ใหญ่ที่ท่านประธานแสดงมาว่าเราจะเปลี่ยนแปลง ประเทศที่เปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้วมาอย่างไร ๒๐ เดือนไม่ทันครับ แต่เราน่าจะได้ตั้งรากฐานหรือตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนที่แท้จริงต่อไปหลังจากมี ระบอบการเมืองตามปกติแล้ว ประการที่ ๒ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนก็คือว่าเราจะขจัดเงื่อนไขที่ ก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งที่จริงมันก็เป็นรากฐานของวิกฤติที่ต่อเนื่องกันมายาวนาน ๑๐ ปีเป็นอย่างต่ำ นับตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ผมไม่มีเวลามากจะไม่อภิปรายยาวว่า มันสร้างความเสียหายให้กับแผ่นดินนี้ไปเท่าไร เพราะฉะนั้นเราจะต้องตอบโจทย์ให้ได้ นี่คือลักษณะของร่างข้อบังคับใหม่ คือเบื้องต้นก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วยว่าเราจะต้องไม่เข้าไป อยู่ในกับดักของการทำงานในระบบสภานิติบัญญัติเพราะเราไม่ใช่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เราไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เกือบจะโดยตรงเลย แต่เราก็ไม่ใช่สภาวิชาการโดยแท้จริง เพราะว่า เราก็ต้องทำหน้าที่ขับเคลื่อนผ่านรัฐบาล ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย เพราะฉะนั้น ลักษณะของร่างข้อบังคับที่จะเกิดขึ้นนี่ผมฝันเห็นว่ามันจะต้องมีกระบวนการระยะเวลา ที่แน่นอน และที่สำคัญที่สุดผมเชื่อว่าการปฏิรูปทั้ง ๒ มุมที่จะเกิดขึ้นได้มันจะเกิด การเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพี่น้องประชาชนเขาจะต้องจับต้องให้ได้ภายในระยะเวลา ๒๐ เดือนนี้ ถ้าเขาจับต้องไม่ได้กระผมเชื่อมั่นเลยว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่ มีเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าจะเขียนระบบเลือกตั้งแบบไหนผมเกรงว่าผลมันจะเป็นแบบเดิมครับ แล้วเราก็ต้องมา เริ่มต้นกันใหม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคำว่าปฏิรูปนี่ทำไมต้องปฏิรูป ที่ต้องปฏิรูป ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ดี คณะ คสช. ก็ดี หรือพวกเราทั้งหมดก็ดี ตระหนักดีว่า พวกเราทุกคนในฐานะที่วันนี้เป็นคนไทย ท่านประธานอายุมากกว่าผม ๒๐ ปี แต่กระผม ก็อาวุโสแล้ว ๖๐ ปี เราจะส่งมอบบ้านเมืองแบบไหนให้กับลูกหลานของเราครับ ลูกผม กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยนี่เขาจะโตขึ้นมาในบ้านเมืองที่ขัดแย้งกันไม่รู้จักจบ ทุก ๘ ปี มีรัฐประหาร ๑ ครั้ง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็เลือกตั้งใหม่ เราต้องตอบโจทย์ข้อนี้ให้ได้ แล้วทุกคนก็เห็นตรงกันว่าสิ่งสำคัญก็คือว่ามันต้องขจัดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา ๒๗ เพราะอันนั้นก็คือว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้พี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ สีต่าง ๆ เขาออกมา เรียกร้องภายใต้วาทกรรมที่แตกต่างกัน แต่ว่าที่กระผมจะพูดต่อไปนี้ผมยังไม่เห็นมี สมาชิกท่านใดได้พูดว่าปฏิรูป ปฏิรูป ปฏิรูป ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็บอกแต่ว่าปฏิรูป แต่ว่าผมก็เห็นมีสมาชิกบางท่านเมื่อได้รับการแต่งตั้งเข้ามาก็ได้พูดถึงเรื่องการปรองดอง ท่านประธาน ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ก็ได้พูดถึงเรื่องการปรองดอง กระผมเห็นว่าเรื่องนี้ ก็มีความสำคัญเช่นกันว่าการปฏิรูปไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่จะกระทำการ เป็นครั้งใหม่ต่อจากเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อน หรือจะเป็นการปฏิรูปเพื่อขจัดอุปสรรคขวากหนาม ที่เป็นรากฐานของวิกฤติก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็ตามแต่ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่กระทบกับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งคนจน ทั้งคนมั่งมี ทั้งคนในชนบท ทั้งคนในเมือง เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจาก พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทีนี้เราจะได้รับความร่วมมืออย่างไรล่ะครับว่าทุกคนจะพร้อมเข้ามา ร่วมมือภายใต้ธงการปฏิรูปนี้ ตราบเท่าที่ความขัดแย้งหรือวิกฤติในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดความคิดที่แตกต่างกันขนานใหญ่ แม้จนบัดนี้ก็ยังคงแตกต่างอยู่แต่มันอยู่ภายใต้ อำนาจพิเศษก็ไม่ได้แสดงออกมา เรามีพี่น้องที่ต้องคดีความเป็นจำนวนมากทุกฝ่ายและกำลัง จะต้องคดีความต่อไปอีก เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรที่จะรวบรวมพลังเหล่านั้น มาสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศได้ ผมเห็นว่าเมื่อพูดถึงการปฏิรูปมันเป็นเหมือนเหรียญ ที่มี ๒ หน้า หน้าหนึ่งคือหน้าว่าด้วยการปฏิรูป อีกหน้าหนึ่งก็ว่าด้วยความปรองดอง ร่างข้อบังคับฉบับใหม่จะตอบโจทย์นี้ได้อย่างไร จำเป็นจะต้องมีคณะกรรมาธิการปรองดอง หรือไม่ หรือจะเป็นอำนาจของท่านประธานที่จะตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมา เพราะว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติชุดที่แล้วท่านอดีตประธานก็ได้ตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาที่มี ท่านอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน แล้วก็ได้มีผลการศึกษาสรุปออกมาในระดับหนึ่ง เราจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าสืบทอดนี้ไหม จะใช้อำนาจท่านประธานตั้งคณะกรรมการขึ้นมา หรือว่าควรจะต้องเป็นคณะกรรมาธิการด้านกระบวนการหนึ่งในข้อบังคับใหม่ ซึ่งจะต้องอยู่ใน โรดแมป (Road map) ว่าจะต้องมีผลสรุปในระดับหนึ่ง ท่านประธานครับความปรองดองนั้น ไม่ใช่เรื่องของการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ความปรองดองนั้น แน่นอนในที่สุดอาจจะต้องมีการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษออกมาในท้ายที่สุด แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือกระบวนการที่จะนำไปสู่จุดนั้นและหลักการสำคัญที่จะดำเนินการ ไม่ใช่ว่าพอเริ่มต้นขึ้นมาก็พูดถึงการอภัยโทษหรือการนิรโทษกรรมซึ่งรังแต่จะก่อให้เกิด ความขัดแย้ง อันนี้โดยสรุปคือผมก็ฝากกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศชุดใหม่ได้คำนึงถึงในจุดนี้ด้วยว่า ๑. คือข้อบังคับควรจะเป็นโรดแมป (Road map) ที่มีระยะเวลาชัดเจนว่าภายใน ๒๐ เดือนนี้จะทำอะไรบ้าง จะเป็นไปตามที่ ท่านสมาชิกกษิต ภิรมย์ ท่านได้พูดถึงไว้ก่อน หรือจะนอกเหนือไปจากนั้น ก็สุดแท้แต่ครับ ๒. กระผมเห็นว่ากรรมาธิการประจำไม่ควรจะมีมากจนเกินไป หลายท่าน บอกว่า ๑๑ คณะพอแล้ว กระผมมีความคิดแผลง ๆ ขึ้นมาว่าจำเป็นจะต้องมีหรือไม่ อาจจะเป็นไปได้ว่าชุดแรกที่จะต้องมีอย่างจำเป็นที่สุดคือคณะกรรมาธิการที่จะต้องกลั่นกรอง เนื้อหาทั้งหมดของ ๓๗ วาระการปฏิรูปให้ออกมาเป็นสารัตถะสำคัญผมเชื่อว่าอาจจะเป็น ๑ เรื่อง ๒ เรื่อง หรือ ๓ เรื่องที่รัฐบาลจะต้องทำสำเร็จให้ประชาชนจับต้องได้ ภายในระยะเวลา ๒๐ เดือน กรรมาธิการชุดนี้อาจจะไปทำภายในโรดแมป (Road map) ๑ เดือนหรือ ๒ เดือน จากนั้นก็เข้ามาอภิปรายทั่วไปกันในสภา เมื่อได้กี่เรื่องแล้วก็ ตั้งกรรมาธิการชุดใหม่ขึ้นมาอีก ๓ หรือ ๔ ชุดหรือ ๕ ชุดก็สุดแท้แต่ กลั่นกรองสังเคราะห์ ในเรื่องที่เลือกขึ้นมาแล้วก็เอาเข้ามาอภิปรายทั่วไปอีก อันนี้ก็จะเป็นการทำงานในวิธีการใหม่ ซึ่งกระผมก็ไม่ยืนยันความคิด แต่ว่าอยากจะเสนอแนวทางเพื่อพิจารณาต่อไป และถ้าเป็นไปได้ประเพณีของสภาโดยทั่วไปคือนัดแรกตั้งกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ไปประชุมเลือกประธานกันขึ้นมา ผมไม่ทราบจะเป็นไปได้ หรือไม่ว่าท่านประธานเอง ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง เองจะเข้ามาอยู่ในกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพราะท่านประธานก็มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการปฏิรูป ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ในชุดของ สภาปฏิรูปแห่งชาติท่านเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการประสานงานหรือวิป (Whip) ก็จะทำงานควบคู่มากับท่านอดีตประธานเทียนฉาย กีระนันทน์ แล้วก็มีความรู้ทั้งข้อบวก ทั้งข้อลบ ทั้งอุปสรรคต่าง ๆ ถ้าทั้ง ๒ ท่านจะเข้ามาอยู่ร่วมด้วย ก็น่าจะเป็นประโยชน์ครับ ถ้าเข้ามาไม่ได้โดยตรงก็ควรจะเข้ามาเป็นประธานที่ปรึกษา เป็นรองประธานที่ปรึกษาก็สุดแท้แต่ครับ ผมก็มีเรื่องที่จะฝากแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ขออีก ๒ ท่านนะครับ คือท่านชูชัยกับท่านชูศักดิ์ แล้วก็ขออนุญาต นำเข้าสู่วาระเรื่องเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอเรียนเชิญท่านชูชัยครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ในฐานะอดีต สปช. และอดีตรองประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ถูกคว่ำไปนี่ครับ ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปราย ก็อยากจะอภิปรายสนับสนุนความเห็นท่านคำนูณที่เสนอให้ท่านประธานและรองประธาน ผมคิดว่าท่านประธานและรองประธานทั้ง ๒ ท่านควรจะเข้าไปอยู่ ขอประทานโทษนะครับ อันนี้ก็เห็นความสำคัญว่าจะเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นการกำหนดโครงสร้างการทำงานทั้งหมดจากนี้ ไปอีก ๒๐ เดือน ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้เป็นสภาวิชาการอย่างที่ท่านประธานพูด แต่กระผมคิดว่าอีกสภาหนึ่งที่จะต้องลืมไม่ได้คือสภาการสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชน ปราศจากความเข้าใจของสังคมของประชาชนและการสนับสนุนแล้วนี่การปฏิรูป ยากที่จะประสบความสำเร็จและยั่งยืนครับ ดังนั้นกลไกที่จะรองรับในเรื่องสร้างความเข้าใจ ต่อสังคม สร้างความเข้าใจต่อประชาชนทุกหมู่เหล่าเป็นหัวใจสำคัญ และท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดเรื่องนี้ในเวทีสหประชาชาติว่าการปฏิรูปนั้นต้องทำครบวงจรและจะต้องอาศัย ความมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นเป็นวาทะที่ท่านได้ฝากไว้กับสากลนะครับ การที่เราจะทำ เรื่องวิชาการนั้นท่านประธานได้ย้ำหลายครั้งเรื่องงานวิจัย ข้อมูลความรู้ ผมคิดว่าหลายส่วนที่ สปช. ได้ทำแล้วเอามาต่อยอดได้เลย เราไม่ต้องตั้งต้นใหม่ แต่ว่าแน่นอนมีบางส่วนที่ สปช. ด้วยเวลาที่จำกัดยังมีความรู้บางส่วนไม่ชัดเจน เราก็อาจจะต้องมาศึกษาวิจัย แล้วทำการสังเคราะห์เพื่อที่จะนำไปสู่ว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป ไม่ใช่ว่าเราไม่คิดจะทำอะไร ให้เป็นมรรคเป็นผลใน ๒๐ เดือนข้างหน้า อันนั้นผมคิดว่าภารกิจของเราต้องทำออกมา ให้เป็นมรรคเป็นผลจะกี่เรื่องอะไรก็แล้วแต่ เรากำลังพูดถึงเรื่องร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็หมายความว่าเราต้องการบังคับกลไกกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการทำงานการประชุมของ สปท. เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอ ๓-๔ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ กลไกที่อยู่ใน สปท. จำเป็นต้องกำหนดด้วยว่าสมาชิกแต่ละท่าน จะอยู่ในกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการได้กี่ชุด ครั้งที่ผ่านมา สปช. บางท่านอยู่ ๕-๑๐ ชุด แล้วเวลาประชุมก็วิ่งกันขวักไขว่ ท่านรองประธานอลงกรณ์คงทราบดีนะครับ แล้วก็ทำให้ กระบวนการทำงานรวนมาก เพราะว่าเรื่องสำคัญก็ไม่ได้ทำ แต่ว่ามีความจำเป็นจะต้อง เข้าประชุมเพื่อให้รู้ว่ามาประชุม อันนี้จำเป็นต้องกำหนด บางท่านก็เสนอแล้วว่า อยู่ชุดเดียวบ้าง ๒ ชุดบ้าง อันนี้คงต้องไปพิจารณาดู ประเด็นที่ ๒ กลไกที่เป็น อีกรูปแบบหนึ่งนอกจากกรรมาธิการแล้วนี่ ผมคิดว่าในรูปแบบคณะกรรมการที่มีประเด็นร่วม หรือกลุ่มเป้าหมายร่วมที่ทาง สปช. ใช้ ที่เรียกว่าครอสคัตติง (Cross cutting) ซึ่งต้องอาศัย กรรมาธิการหรือผู้รู้หลาย ๆ ส่วนมาตั้งเป็นคณะกรรมการ อันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ กลไกนี้ต่อไป เพราะว่าถ้าใช้เฉพาะกรรมาธิการนั้นก็คงไม่สามารถที่จะเกิดความสำเร็จ ที่เป็นรูปธรรมได้ กรณี สปช. ที่ผ่านมาคือเรื่องของผู้สูงอายุและเรื่องอื่น ๆ นะครับ ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่า เรื่องที่จำเป็นและสำคัญจริง ๆ จึงต้องนำเข้ามาพิจารณาในสภาที่เต็มรูปแบบนี้ เช่น ร่าง พ.ร.บ. แต่อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ. ท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ท่านก็บอกว่า ก็ควรจะพิจารณาเฉพาะประเด็นหลักการ เพราะว่ากระบวนการมันต้องไปอีกเยอะ นี่ผมก็ขออภิปรายเพิ่มเติมว่าถ้าจะมีการแปรญัตติควรจะไปแปรญัตติในกรรมาธิการแต่ละชุด อย่ามาแปรญัตติในสภาเลยครับ เพราะจะอภิปรายกันยาวเหยียดและจะหาข้อยุติได้ยาก อันนี้จะร่นระยะเวลาไปอีกเยอะ แล้วก็การสรุปมติของคณะกรรมาธิการแต่ละชุด ไม่จำเป็นต้องเอามาเข้าที่ประชุมทุกเรื่องหรอกครับ บางเรื่องแจกเอกสารเพื่อทราบ ก็เพียงพอแล้วนะครับ ประเด็นต่อมาคือเรื่องที่หลายท่านได้พูดไปแล้วว่าเราอาจจะต้อง กำหนดว่าเรื่องที่เราจะต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรมอาจจะมีสัก ๓-๕ เรื่อง ใน ๒๐ เดือนข้างหน้าที่จะต้องจับต้องได้จึงจะต้องให้เวลาเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเรื่องอื่น ๆ อาจจะอีก ๑๐ เรื่องเราไม่ทำนะครับ ๕ เรื่องหรือ ๓ เรื่องนี้ คงจะต้องทำให้ทิศทาง จังหวะ ความสอดคล้องกับแม่น้ำ ๕ สายมันไปด้วยกัน จึงจะเกิดมรรคเกิดผลนะครับ ถ้าไปสวนทางกันก็จะเสียแรงแล้วก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์ ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าเรื่องสำคัญอื่น ๆ ที่เหลือก็ใช้เวลาในการศึกษาความรู้เพิ่มเติม สร้างเครื่องมือให้ครบถ้วน เตรียมร่างกฎหมายให้พร้อมสำหรับไปผลักดันรัฐบาลหน้านะครับ ประเด็นสุดท้ายผมอยากจะเรียนว่าการปฏิรูปประเทศเป็นเจตจำนงของประชาชน หลากหลายกลุ่มเหลือเกินที่ได้ชุมนุมเรียกร้องในช่วง ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา สปท. เป็นกลไก ที่สำคัญกลไกหนึ่งที่จะละเลยเจตจำนงของประชาชนไม่ได้เลย นั่นเป็นประเด็นที่ผม อยากจะฝากไว้ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ความเห็นของทุกท่านมีคุณค่ามหาศาลนะครับ ขอกราบขอบพระคุณจากใจมาก ๆ เลย เพราะว่ามันเป็นข้อคิดที่สร้างสรรค์อย่างมากมายที่พวกเราควรจะต้องรับไว้พิจารณา ทีนี้ระหว่างทางขอเรียนให้ท่านสมาชิกทราบดังนี้นะครับ ขณะนี้ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือมาว่าขอรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ การร่างรัฐธรรมนูญจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วย ซึ่งเราก็คงจะต้อง ปรึกษาหารือกันต่อไป อันนี้ก็เรียนให้ท่านสมาชิกทราบเสียก่อน เอกสารอยู่ที่นี่แล้วนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ต่อไปขอเรียนเชิญท่านชูศักดิ์ครับ

พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๔๓ ผมมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ครับ ผมเองเป็น ๑ ในคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีของรัฐบาล แล้วทางรัฐบาลก็ส่งผมมาเป็นผู้แทนรัฐบาลในการทำงานร่วมกับ คณะสังเคราะห์การปฏิรูปของ สปช. ผมได้มาร่วมทำงานด้วย ผมทราบว่าสิ่งที่ทาง สปช. ได้ส่งมอบให้กับท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคมนั้นไม่ใช่เฉพาะ ๓๗ วาระ การปฏิรูปเท่านั้น แต่ยังมี ๑๕ วาระการปฏิรูปพิเศษซึ่งมีเรื่องที่สำคัญ ๆ อยู่ในนั้น อย่างเช่น การสร้างความปรองดอง การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติอยู่ในนั้น แล้วก็ยังมีอีก ๙ วาระ การปฏิรูปเร็ว เพราะฉะนั้นเรื่องทั้งหมดที่ สปช. ส่งให้กับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมีมากกว่า ๓๗ เรื่อง ถ้าทาง สปท. เราได้นำทั้งหมดมากรุปปิง (Grouping) ท่านจะเห็นว่างานอะไร ที่จะต้องทำให้สำเร็จก่อน ทำให้สำเร็จทีหลัง ตามที่ท่านสมาชิกบางท่านได้กล่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ทางสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนำ ๓๗ วาระ การปฏิรูปมากรุปปิง (Grouping) ให้เหลือแค่ ๑๑ กลุ่มตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตรงกับทาง คสช. ตรงกับของรัฐบาลซึ่งมี ๑๑ ข้อเหมือนกัน ในการกรุปปิง (Grouping) ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นก็ได้ทำ นายกรัฐมนตรีรับทราบ แต่ว่าในเรื่องอื่น ๆ ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีเรื่องเดียวคือเรื่องกีฬา เรื่องกีฬาเท่านั้นอยู่ในเรื่องอื่นๆ ถ้าจะตั้งคณะกรรมาธิการเรื่องอื่น ๆ ก็มีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องกีฬา แต่ว่าผมมาทำงานกับ คณะสังเคราะห์ของ สปช. เพิ่มไปอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการศาสนา ก็มี ๒ เรื่องในเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นผมอยากให้มาพิจารณากันใหม่ว่าแต่ละหัวข้อนั้นมากรุปปิง (Grouping) กันใหม่ ให้อยู่ใน ๑๑ เรื่องตามรัฐธรรมนูญ และจะเห็นว่างานใดที่มีความสำคัญ ขณะนี้ทางเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปจัดตรวจสอบดูว่า ที่กรุปปิง (Grouping) ไว้นั้นมันถูกต้องไหม ขณะนี้ทางสภาพัฒน์กำลังทำอยู่และนำเสนอ เพราะอย่างบางเรื่องอย่างเช่นแรงงานเป็นไปได้ทั้งสังคมเป็นไปได้ทั้งเศรษฐกิจ ตอนนี้ กำลังทำอยู่นะครับ แต่ว่าสภาของเราก็น่าจะมาพิจารณาเสียใหม่ เมื่อพิจารณาใหม่แล้ว จะเห็นว่าในเรื่องอื่น ๆ นั้นมันอาจจะมีงานที่เพิ่มขึ้นมากมาย เรื่องอะไรที่ไม่อยู่ใน ๑๐ คณะแรกนะครับ มันจะมีเพิ่มเยอะแยะการปรองดองการอะไรต่าง ๆ พวกนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องอื่น ๆ อาจจะต้องตั้งเป็นถึง ๒ คณะ และคณะหนึ่งมาทำเรื่อง การสร้างความปรองดองโดยเฉพาะซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ทางรัฐบาลให้ความสำคัญมาก เรื่องการปรองดอง เดิมจะมีบรรจุอยู่ในหมวด ๔ ของรัฐธรรมนูญเดิมที่อาจารย์บวรศักดิ์ ยกร่าง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญหมดไปเรื่องการปฏิรูปการปรองดองมันก็หมดไปด้วย ขณะนี้มีที่ทำ อยู่ที่เดียวก็คือของคณะ คสช. เท่านั้นที่ยังทำเรื่องปรองดองที่เดินหน้าอยู่ เพราะฉะนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่เร่งด่วนสำหรับเรานะครับ ส่วนเรื่องทำยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็คือให้นำเอา ๓๗ วาระการปฏิรูปของ สปช. ที่ทำไว้บรรจุเข้าไปใน เนื้อหาของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งขณะนี้กำลังทำอยู่ จะมีการประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง ในวันพฤหัสบดีนี้ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมก็คือว่าในการตั้งคณะกรรมาธิการ ก็อาจจะมากกว่า ๑๑ คณะได้ อาจจะเป็น ๑๒ คณะหรือ ๑๓ คณะก็ได้แล้วแต่นะครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ขณะนี้มีอีกท่านหนึ่งเสนอมา ขอเป็นท่านสุดท้าย ขอเรียนเชิญ ท่านเฉลิมชัยครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธาน ขออภัยที่เพิ่งจะเพิ่มรายชื่อขึ้นมา เพราะว่าผมนั่งฟังการอภิปรายของสมาชิกทุกท่าน โดยตลอด ผมพยายามจะหาว่าประเด็นใดที่ยังน่าจะต้องมีการเสริม ซึ่งผมก็พยายามหา แล้วก็พบ ท่านประธานครับ หน้าที่ของเรา ภารกิจของเรานั้นคือการขับเคลื่อนการปฏิรูป ทุกท่านพูดมากมายแล้ว ผมไม่ลง พยายามไม่พูดซ้ำ ประเด็นที่ผมจะขออนุญาต อภิปรายเสริมก็คือสิ่งที่จะต้องใส่ไว้ในข้อบังคับการประชุมซึ่งเป็นสาระที่มีความสำคัญ อย่างมาก เพราะเราอภิปรายกันมาตั้งแต่เช้า ประเด็นที่สำคัญก็คือประเด็นของการประสาน ความร่วมมือ เพราะเราไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปครั้งนี้ได้เลยถ้าขาดความร่วมมือ จากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เอาที่สำเร็จแน่ ๆ คือการประสานความร่วมมือกับ ภาคราชการ กระทรวง ทบวง กรม สนช. รัฐบาล ผมขออนุญาตยกกรณีศึกษา เป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ประกอบการพิจารณาของสมาชิก ขออนุญาตใช้เวลานิดหนึ่ง เมื่อ ๓ เดือนที่แล้วเองมีกฎหมายฉบับหนึ่งเสนอโดย สนช. ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔ วรรคสอง อนุญาตให้ สนช. เสนอกฎหมายได้โดยร่วมลงรายชื่อกัน ๒๕ ท่าน มีสมาชิก สนช. ท่านหนึ่งเสนอกฎหมายชื่อว่ากฎหมายป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เสนอโดย สนช. นะครับ เสนอเข้าสู่ที่ประชุม วิป (Whip) สนช. อนุมัติให้ผ่านกฎหมายนี้ได้ก็ส่งกฎหมายฉบับนี้ไปที่รัฐบาล รัฐบาล พิจารณาแล้ว สลค. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีส่งให้กฤษฎีกาไปศึกษา นี่คือขั้นตอนการออกกฎหมายตามปกติของ รัฐบาล กฤษฎีกาไปพิจารณาก็ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาดู ผลสุดท้ายมีเวลาพิจารณา ๒๐ วัน มติของกฤษฎีกาออกมาว่าให้ชะลอไว้ก่อน ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้สมัยผม เป็น ส.ว. ผมได้ร่วมศึกษากฎหมายฉบับนี้ ท่านอาจารย์พรพันธุ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านเป็นพยานได้ กฎหมายนี้ถูกผลักดัน ถูกพยายามฟอร์ซ (Force) จากต่างประเทศ ที่จะให้รัฐไทยออกกฎหมายนี้ให้ได้ เราเห็นความสำคัญของกฎหมายนี้เป็นอย่างมาก มีการพิจารณาต่าง ๆ ใช้เวลาประมาณ ๔ ปีออกกฎหมายฉบับนี้มาได้ แต่กฤษฎีกา ใช้เวลาพิจารณาเพียง ๒๐ วัน ภาษาที่ใช้ที่จะเป็นมติ ครม. ที่จะนำกลับเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีใหม่ก็คือคำว่าชะลอไว้ก่อน ภาษาสุภาพมาก คำว่าชะลอไว้ก่อน ถ้าภาษาเราก็คือคว่ำนั่นเอง เพราะว่ากฤษฎีกาได้ถามความเห็นไปที่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขก็บอกว่าออกเป็นข้อบังคับอื่น ๆ ก็ได้ ออกเป็นนโยบายก็ได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะออกเป็นพระราชบัญญัติ ผลสุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ก่อนจะนำกลับเข้าสู่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผมเป็นคนประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประสานกับกฤษฎีกา คือเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ประสานกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นขอเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรี ถ้าท่านจะเข้าวันอังคาร คือวันพรุ่งนี้ว่าขอให้ขยายเวลาการศึกษาไปอีก ๖๐ วัน นี่คือเทคนิคของการประสาน ความร่วมมือของการออกกฎหมาย ในที่สุดเมื่อ ๒ เดือนที่แล้วกฎหมายฉบับนี้ก็เข้าสู่ ครม. อีกครั้งหนึ่ง มติออกมาว่าให้ขยายเวลาศึกษาไปอีก ๖๐ วัน ผลสุดท้ายใช้เวลาเกือบ ๕๐ วัน กฎหมายฉบับนี้กำลังจะนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช. นี่คือเคส (Case) ศึกษาให้เห็นว่า กฎหมายต่าง ๆ ที่เราจะเสนอ สนช. นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประสาน ความร่วมมือต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าเรามโนเอา เราอยากจะให้กฎหมายต่าง ๆ นี้ออกมา แล้วในที่สุด ท่านจะผิดหวัง เพราะว่ากฎหมายฉบับนั้นในที่สุดแล้วประธานกรรมาธิการสาธารณสุข ต้องไปล็อบบี (Lobby) ขออนุญาตใช้คำว่าล็อบบี (Lobby) เลย คุยกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขก็เซย์ เยส (Say yes) อธิบายและเห็นด้วย เพราะว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง ดังนั้นนี่คือกรณีศึกษาให้เห็นว่ากฎหมายต่าง ๆ ที่เราจะเสนอ สนช. นั้น อย่าลืมว่า สนช. เขามีงานของเขาอยู่มากมาย เราจะเสนอไปโดยที่เรา ไม่มีการประสานความร่วมมือก่อนนั้นไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย ที่ผมขออนุญาตเสนอ ที่ประชุมแห่งนี้ว่า ท่านประธานครับ การปฏิรูปบางเรื่องผมได้ยินท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่าอาจจะต้องใช้มาตรา ๔๔ ซึ่งผมเห็นด้วย เพราะฉะนั้นข้อบังคับการประชุมที่จะใส่เอาไว้ เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี จึงเสนอว่าการใช้มาตรา ๔๔ คือการให้รัฐบาลหรือ คสช. เป็นคนใช้ เราไม่ได้เป็นผู้ใช้ เราเป็นผู้เสนอ เพราะฉะนั้นเราควรจะขอความร่วมมือประสาน ไปทางรัฐบาล คสช. เพื่อให้ใช้มาตรา ๔๔ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นควิกวิน (Quick win) ที่เป็นประโยชน์และมีความเร่งรีบเป็นอย่างยิ่ง แต่การใช้มาตรา ๔๔ นั้นก็เป็นดาบสองคม เพราะฉะนั้นการที่จะเสนอจาก สปท. ไปควรจะใส่ไว้ในข้อบังคับการประชุม มีคณะกรรมการ พิเศษขึ้นมากลั่นกรอง ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ใด ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของ ท่านประธานท่านเดียว หรือไม่ใช่หน้าที่ของวิป (Whip) สปท. เพราะฉะนั้นมีการกลั่นกรอง ๓ ขั้นตอน ขั้นตอนที่ ๑ กรรมาธิการที่ศึกษากฎหมายฉบับนั้นเห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้ มาตรา ๔๔ ขั้นตอนที่ ๒ นำเข้าสู่วิป (Whip) สปท. ที่จะมีในอนาคต ให้วิป (Whip) สปท. มีมติเห็นด้วยที่จะให้ใช้มาตรา ๔๔ ขั้นตอนที่ ๓ ต้องนำกลับเข้ามาสู่ที่ประชุมแห่งนี้ให้มีมติ ด้วยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๔ หรือ ๔ ใน ๕ ก็สุดแล้วแต่ที่จะนำเสนอ ร่างกฎหมายฉบับนั้นสู่ คสช. เพื่อขอให้ใช้บังคับมาตรา ๔๔ จะเห็นว่ามาตรา ๔๔ เขียนเรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๒ วัน ๓ วันใช้ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความจำเป็นเราใช้ได้ เพราะว่าการทำงานของ สปท. นั้น ทำงานอยู่บนปากเหว เราไม่ได้มาด้วยประกาศ พระบรมราชโองการ เรามาด้วยประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าวิธีคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญตอนแก้ไข เขาคิดอย่างไร เราอาจจะไม่ได้อยู่ ๖ ๔ ๖ ๔ ๖ ๔ หรอกครับ เราอาจจะอยู่ ๖ เดือนก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามานั่งจินตนาการว่าเราจะต้องค่อย ๆ ทำโรดแมป (Road map) ของเรา ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ เราอาจจะต้องหงายหลัง มันอาจจะ ๑ บวก ๑ แล้วก็คว่ำไปเลยก็ได้ หรืออาจจะ ๑ บวก ๑ บวก ๔ แล้วก็คว่ำไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นอันไหนที่คิดได้ ทำได้ เร็วได้ ดีที่สุดรีบผลักดัน รีบทำผลงานออกมาให้ได้เร็วที่สุด วิธีไหนที่จะทำได้รอบคอบ รัดกุม รวดเร็วออกมาได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นการจะทำข้อบังคับการประชุมนั้นต้องมีตรรกะ ของความกระฉับกระเฉง อย่าอุ้ยอ้าย อย่าคิดว่าจะทำงานแบบสภา ไม่ว่า ส.ส. ส.ว. หรือ สปช. นั้นคงไม่ได้แล้ว อันไหนที่จะเร่งรีบได้ทำ อันไหนที่จะมีควิกวิน (Quick win) ได้ทำ อันไหนที่จะต้องมีการล็อบบี (Lobby) มีการประสานได้ทำ อันนั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งสำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้เวลาแค่ ๒ นาที สมัยเป็น ส.ว. นี่ กฎหมายไหนที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร วาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ทันทีเลยแทบจะวันนั้นเลย ส.ว. ซึ่งเป็นสภาพี่เลี้ยง สภากลั่นกรองกฎหมายจะนำกฎหมายฉบับนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของ ส.ว. เพื่อตั้งกรรมาธิการไปศึกษากฎหมายฉบับนั้นทันที คู่ขนานกับการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ผมจึงเสนอว่ากฎหมายต่าง ๆ ที่ สปช. ทำเอาไว้เสร็จแล้วจะกี่ร้อย กี่สิบฉบับก็แล้วแต่ในเวลานี้นี่ทันทีท่านทำข้อบังคับการประชุมครับ ให้อนุญาตให้เราส่ง กฎหมายฉบับนั้นไปที่ สนช. ให้ สนช. ช่วยกรุณาศึกษารับพิจารณาเป็นคู่ขนานกับ การดำเนินการในการออกกฎหมายได้ กฎหมายฉบับนั้นถ้าเกี่ยวกับคมนาคมเขาก็จะนำเข้า กรรมาธิการคมนาคม ถ้าเกี่ยวกับการศึกษาก็เอาเข้ากรรมาธิการศึกษา ศึกษาคู่ขนานกันไป เราจะบอกว่าค่อย ๆ ทำแล้วค่อยเอาส่งให้ สนช. นี่ไม่มีทันหรอกครับ แล้วในที่สุดแล้วเวลา กฎหมายเข้า สนช. เขาก็จะไปพิจารณาตามที่กรรมาธิการคณะนั้นละครับศึกษามา จะเซย์เยส (Say yes) เซย์โน (Say no) อนุมัติหรือไม่อนุมัตินี่ดูข้อศึกษา ดูผลยุติของกรรมาธิการ คณะนั้นที่ศึกษาเอาไว้ วิธีนี้ทำให้การศึกษากฎหมายของ สนช. เร็วขึ้น เร็วขึ้นอย่างน้อย ๖ เดือนครับกฎหมายถ้าพิจารณาคู่ขนาน ท่านอลงกรณ์ท่านเคยเป็นสภาผู้แทนราษฎร ท่านทราบเรื่องนี้ดี ขอเสนอเอาไว้อีกอันหนึ่งครับ แล้วอีกอันที่สำคัญที่สุดคือหลักการ ของกฎหมาย หลักการนี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเขียนหลักการเอาไว้ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม ผ่านเข้าไปสู่ สนช. สนช. เขารื้อได้เขายำใหญ่เลยครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายที่มีหลักการ และข้อกฎหมายที่มันไม่สอดคล้องกันจะมีปัญหา ผมจึงเสนอว่าเราอุตส่าห์ปฏิรูปแทบตาย เราเขียนมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๒๐ แทบตาย แต่พอเราเขียนหลักการเอาไว้ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม ไม่ปิดเอาไว้ให้มิดชิด ในที่สุดแล้วไปสู่ สนช. สนช. เขามีสิทธิที่จะรื้อกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะปฏิรูปมันก็จะไม่ได้ปฏิรูป ผมขออนุญาตฝากเอาไว้ เพราะฉะนั้น ข้อบังคับการประชุมช่วยกรุณาใส่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ สุดท้ายครับท่านประธาน งบประมาณ ไม่เคยมีข้อบังคับการประชุมที่บรรจุเรื่องงบประมาณเอาไว้ ผมไม่ประสงค์ที่จะเห็น การพิจารณางบประมาณของ สปท. คือมี ๗ กรรมาธิการ สมมุติเอา ๗ หาร มี ๒๐ กรรมาธิการ เอา ๒๐ หาร มี ๑๒ กรรมาธิการ เอา ๑๒ หาร การพิจารณางบประมาณ ต้องใส่ไว้ใหม่ ต้องปฏิรูปใหม่ มีการจัดสรรอย่างรอบคอบ รัดกุม อย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก็เป็นความเห็นที่มีคุณค่ามาก ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศควรจะพิจารณานำเข้าสู่สิ่งนั้นด้วย กราบเรียนให้ ท่านสมาชิกทราบว่านั่นคือวิธีการหนึ่งที่จะทำให้งานสำเร็จ ในการเมืองไทยนี้นะครับ ถ้า ครม. รับหลักการ แค่รับหลักการอย่าเพิ่งดีใจนะ รับหลักการก็เพื่อรักษาหน้าไว้เฉย ๆ นั่นแหละ ถ้ารัฐบาลต้องการทำจริงก็ส่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณา เป็นไปตามแผนไหม ถ้าสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นด้วย ก็จะหารือกับสำนักงบประมาณและ ก.พ. คือหมายความว่าถ้าผู้มีอำนาจเห็นด้วยกับสิ่งนั้น ครม. ก็จะรับหลักการ รับหลักการแล้วก็จะส่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็จะประสานงานกับสำนักงบประมาณ และ ก.พ. คือจะให้ทั้งแผนงาน คือให้อนุมัติงานนั้น แล้วก็อนุมัติเงินโดย สงป. แล้วอนุมัติคน ในการทำงานนี้ให้สำเร็จ แต่ถ้ารัฐบาลไม่เห็นชอบก็ส่งแค่รับหลักการที่ ครม. เท่านั้น แล้วส่งไปดองไว้ที่ สศช. คือสภาพัฒน์ อันนี้การเมืองไทยตั้งแต่ในอดีตเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าในกรณีที่นายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งจะไม่ยอมใช้สภาพัฒน์ นี่การวิจัยของผมนะ ถ้านายกรัฐมนตรีไม่มาจาก การเลือกตั้งจะอาศัยสภาพัฒน์เป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมือง ทั้งสำนักงบประมาณ ก.พ. และธนาคารแห่งประเทศไทย งานทุกอย่างมันต้องใช้เงินทุกอย่างครับ ก็เสริมท่านไว้ ก็แล้วกัน อันนี้เป็นข้อคิดที่ดีมาก เพราะฉะนั้นมาถึงวาระนี้แล้วก็คือการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยังไม่มีข้อบังคับการประชุม เพื่อเป็นกติกาในการดำเนินการประชุมจึงต้องมีการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขอรับฟังความคิดเห็นของท่านสมาชิกเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้อภิปรายกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญ ท่านสมาชิกให้ความเห็นในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรียนเชิญครับ

นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ หมายเลข ๐๓๓ นะครับ ก็ขอเข้าประเด็น ขอเสนอรายชื่อ สมาชิก สปท. เพื่อเป็นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอประทานโทษครับ ผมขอจำนวนสมาชิกก่อน ผมคิดว่าไม่ควรจะเกิน ๒๕ คน ผมตั้งเป็น ตุ๊กตาไว้เฉย ๆ ขอจำนวนคนก่อน แล้วค่อยเสนอชื่อก็แล้วกัน ขอเรียนเชิญท่านวันชัยครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ผมขอเสนอกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจำนวนไม่เกิน ๒๕ ท่าน ตามข้อเสนอที่ท่านประธานได้ให้ข้อเสนอเมื่อสักครู่ เพราะว่าในอดีตเองก็มีไม่เกิน ๒๕ ท่าน และผมคิดว่าจำนวนไม่เกิน ๒๕ ท่านนั้นเป็นจำนวนที่พอเหมาะพอดี จึงขอเสนอ ท่านประธาน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีใครเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ตกลงก็เป็นไปตามนั้นนะครับ เรียนเชิญท่านเฉลิมศักดิ์ครับ

นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๓๓ กระผมขอเสนอรายชื่อท่านสมาชิก สปท. เพื่อเป็นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๑. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ๒. นายวันชัย สอนศิริ ๓. นายวิทยา แก้วภราดัย ๔. พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก็มีผู้รับรองตามนั้นนะครับ มีใครเสนอท่านอื่นอีกไหมครับ ขอเรียนเชิญครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล นะคะ ดิฉันขอเสนอรายชื่อสมาชิกที่จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นางเบญจวรรณ สร่างนิทร แล้วก็คุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองนะครับ มีท่านอื่นเสนออะไรอีกไหมครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอชื่อ กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๓ ท่าน คือ ๑. ท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ท่านเป็นอดีต สปช. แล้วก็เป็นอดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูป การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ๒. ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านเคยเป็น สปช. และเคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓. ท่านจุมพล สุขมั่น ท่านเคยเป็น สปช. และเคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๓ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเชิญท่านวันชัยครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานครับ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอจำนวน ๓ ท่าน คือ ๑. ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ๒. ท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ๓. ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ กระผมขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองนะครับ มีท่านอื่นเสนอท่านผู้ใดอีกไหมครับ ขอเรียนเชิญครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สปท. ลำดับที่ ๑๓๑ ขอเสนอ ๓ ท่าน ท่านที่ ๑ คือ คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ท่านที่ ๒ พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์ ท่านที่ ๓ พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองนะครับ ท่านอื่นเสนออีก เรียนเชิญครับ

พลเอก จิระ โกมุทพงศ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ลำดับที่ ๐๒๗ ผมขออนุญาตเสนอ ๑. พลเอก วัฒนา สรรพานิช ๒. ท่านสุชน ชาลีเครือ ๓. ท่านสมพงษ์ สระกวี ขอบคุณครับ ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองครบนะครับ มีท่านอื่นเสนอท่านผู้ใดอีกไหมครับ ขอเรียนเชิญครับ

นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์

ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๖๘ ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ จำนวน ๓ ท่านดังต่อไปนี้ ๑. นางนรรัตน์ พิมเสน ๒. นายนิกร จำนง ๓. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองนะครับ ขอเรียนเชิญอีกท่านหนึ่งครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ขอเรียนเสนอชื่อท่านกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๒ ท่าน ก็คือ คุณวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขณะนี้มีผู้เสนอมาได้ ๒๓ ท่านแล้วนะครับ ขออีก ๒ ท่าน เชิญครับ

นายชูชาติ อินสว่าง

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. หมายเลข ๐๔๑ ขอเสนอ คุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีใครเสนออีกท่านไหมครับ มีไหมครับ ขอเชิญท่านครับ

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๑๒๒ ขอเสนอชื่อกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็คือ พลเอก พอพล มณีรินทร์ แล้วก็นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ สำหรับท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ก็มีผู้เสนอมาแล้ว ขอบพระคุณครับ ก็ครบ ๒๕ คน ท่านสมาชิกคิดว่า ๒๕ คนนี้เราจะให้ความเห็นชอบให้เป็นไปตามนั้นไหมครับ ท่านยกมือ ใช่ไหม

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ ท่านประธานครับ ผมอยากหารือท่านประธาน เมื่อกี้ท่านกอบศักดิ์เสนอยังไม่มีผู้รับรองเลย เดี๋ยวผิดระเบียบนะครับท่านประธาน ขออนุญาตครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้เสนอท่านกอบศักดิ์ มีผู้รับรองไหมครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

มีผู้รับรอง ขอบพระคุณครับ ผมขอเรียนถามที่ประชุมทั้งสภานะครับว่าท่านจะกรุณา ให้ความเห็นชอบสมาชิกของเรา ๒๕ ท่านเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ถ้าท่านเห็นชอบด้วยกรุณายกมือได้ไหม ผมขอใช้วิธีนั้น ก็แล้วกัน ได้ไหมครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบพระคุณครับ มีท่านผู้ใดไม่เห็นชอบตามนั้นมีไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ไม่มี ผมก็สามารถที่จะสรุปได้ว่าสมาชิกที่มาประชุม ณ ที่นี้เห็นชอบให้แต่งตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๒๕ ท่าน ตามที่มีการเสนอมา เมื่อได้อย่างนั้นแล้วก็ให้ท่านไปร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศมาแล้วก็เสนอพวกเรา แล้วท่านก็คงทำงานได้ไม่นาน ขอเรียนเชิญ ท่านเลขาธิการครับ

นายจีรพงศ์ วัฒนะรัตน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

รายชื่อคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๑. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ๒. นายวันชัย สอนศิริ ๓. นายวิทยา แก้วภราดัย ๔. พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ๕. นางเบญจวรรณ สร่างนิทร ๖. นายชูชัย ศุภวงศ์ ๗. นายประมนต์ สุธีวงศ์ ๘. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ๙. นายจุมพล สุขมั่น ๑๐. นายคำนูณ สิทธิสมาน ๑๑. นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ๑๒. นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ๑๓. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ๑๔. พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์ ๑๕. พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ ๑๖. พลเอก วัฒนา สรรพานิช ๑๗. นายสุชน ชาลีเครือ ๑๘. นายสมพงษ์ สระกวี ๑๙. นางนรรัตน์ พิมเสน ๒๐. นายนิกร จำนง ๒๑. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ๒๒. นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ๒๓. พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ๒๔. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ๒๕. พลเอก พอพล มณีรินทร์

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

จากนี้ไปก็ขอความกรุณาให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศกำหนดการประชุมตามวันและเวลาที่จะตกลงกันนะครับ จากนี้ไป ก็ขออนุญาตประกาศว่าขอนัดประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งแรก ในวันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๕-๒๑๖ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ให้สมาชิกเสนอว่าคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจะทำหน้าที่กี่วัน เราจะได้กำหนดกรอบการทำงานไว้ให้ ขอเรียนเชิญครับ ท่านเสรี

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอระยะเวลา การทำงานในเบื้องต้นจะร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เสร็จ ภายใน ๗ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้รับรองแล้วนะครับ แล้วก็มีผู้เสนออย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี สรุปคือว่าสมาชิกเห็นชอบให้มีการประชุม ๗ วันนะครับ เชิญท่านคำนูณครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม คำนูณ สิทธิสมาน ๗ วันก็ดี แต่ว่าผมมานึกอีกทีหนึ่งว่าจะเร็วเกินไป แล้วที่สำคัญก็คือเรามีวาระ ที่ต้องประชุมร่วมกับแม่น้ำสายอื่นโดยเฉพาะท่านหัวหน้า คสช. ก็ต้องมาพูดถึง ทีนี้ถ้ามันมี ประเด็นอะไรที่เราจะต้องเอาไปใส่ไว้ในข้อบังคับ ถ้าเราได้รับฟังตรงนั้นเรามีเวลาไปปรับ ผมว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะฉะนั้นผมขอเสนอ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ก็มี ๒ ญัตติ ญัตติแรกก็คือว่าท่านเสรีได้เสนอ ๗ วัน ท่านเสรีเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ที่เสนอ ๗ วันนี่เข้าใจว่าทีแรกน่าจะเป็นร่างแรก แต่เมื่อท่านคำนูณเสนอ ๑๕ วันผมก็ไม่ขัดข้อง ผมขอถอนครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ลืมเสนออะไรอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มีก็เป็นไปตามที่ท่านคำนูณเสนอก็คือ ๑๔ วัน ถูกต้องไหมครับท่านคำนูณ ขอประทานโทษนะครับ ๑๕ วัน ผมพูดผิดไปว่า ๑๔ วัน ขอประทานโทษ ทีนี้ก่อนที่เรา จะปิดประชุม ในเรื่องของการแบ่งกลุ่มย่อยในการกำหนดประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ซึ่งคุณถวิลวดีได้กรุณามีหนังสือมา ด้วยสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้แสดงความประสงค์ในการเสนอประเด็นการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศกลุ่มย่อย ๑๑ กลุ่ม ปรากฏว่ากลุ่มย่อยบางกลุ่มมีสมาชิกเป็นจำนวนมาก คือกลุ่มเศรษฐกิจ ๒๘ ท่าน กลุ่มสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ๒๐ ท่าน และกลุ่มอื่น ๆ ๒๑ ท่าน แต่เนื่องจากสื่อมวลชนมีสมาชิกแจ้งความประสงค์จำนวน ๓ ท่าน ในการนี้ จึงขอความร่วมมือสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่อยู่ในกลุ่มย่อย ๓ กลุ่มดังกล่าว มาเข้าร่วมเสนอประเด็นการขับเคลื่อนด้านสื่อมวลชน ก็ขอเรียนให้ท่านสมาชิกได้ทราบด้วย ก็แล้วกันครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ขอเรียนเชิญท่านถวิลวดีได้กรุณาพูดสักนิดหนึ่งครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล ดิฉันจะเสนอวิธีการที่เราจะทำการประชุมปฏิบัติการในวันพรุ่งนี้ คือเป็นการประชุม เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิกได้ช่วยกันเสวนาว่าประเด็นอะไรที่ท่านสมาชิกควรจะพิจารณาปฏิรูป เป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วน ๕ ประเด็นแรก อันนั้นเป็นสิ่งที่ ๑ แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็น การหารือว่าในเรื่องที่ท่านสนใจเช่นเรื่องการศึกษาหรือการเมืองอะไรแล้วแต่ ประเด็นอะไร ๕ ประเด็นที่ท่านเห็นว่าควรจะทำก่อนแล้วก็จะทำอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทาง ที่จะทำให้เราทำงานอย่างมีเป้าหมายต่อไป เพราะฉะนั้นการที่แบ่งคนลงไปในแต่ละกลุ่มนั้น มิได้หมายความว่าท่านจะเป็นกรรมาธิการในกลุ่มนั้น อันนี้เป็นเพียงที่จะเชิญชวนให้ท่าน เข้ากลุ่มย่อยเพื่อที่จะไปเสวนากันเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีบางกลุ่มมีสมาชิกน้อย ก็เลยอยากจะขอรบกวนกลุ่มที่มีสมาชิกมากช่วยเกลี่ยไปอยู่กลุ่มที่มีสมาชิกน้อย เพื่อที่จะไปเสวนากันอย่างสร้างสรรค์มากขึ้นดีไหมคะ อันนั้นเป็นสิ่งที่ดิฉันเสนอ แล้วส่วนประเด็นก็คือที่ดิฉันบอกไปแล้วคำถามหลัก ๓ คำถามเท่านั้นในตอนเช้าพรุ่งนี้ เราจะมาเจอกันที่นี่ในตอนเช้า หลังจากนั้นก็ชี้แจงกติกาแล้วเราก็ไปเข้ากลุ่มย่อย ซึ่งจะมีการบอกหมายเลขของกลุ่มย่อยอยู่ที่ด้านหน้านะคะ ถ้าท่านอยู่กลุ่มการเมือง ก็จะมีหมายเลขบอกว่าท่านจะไปที่กลุ่มไหน แล้วจะมีสมาชิกที่อาสาเป็นผู้เอื้อกระบวนการ หรือคุณอำนวยจะทำหน้าที่เสวนาแล้วก็มีเจ้าหน้าที่ของสภาช่วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เขาจะเป็นประธานกรรมาธิการในอนาคต แต่ว่าเป็นเพียงอาสาสมัครที่มาพาท่านคุยกัน เสวนากัน แล้วเราจะใช้กระบวนการเสวนาแบบเวิร์กชอป (Workshop) คือส่วนใหญ่จะเขียน เพื่อที่จะใช้เวลาไม่มาก จะรบกวนเวลาของท่านไม่มาก อย่างมากก็ตอนบ่ายประมาณ บ่ายสามโมงครึ่งก็จะเสร็จสิ้นทั้งหมด อันนี้เป็นสิ่งที่ได้ออกแบบไว้โดยมีสมาชิกหลายท่าน ช่วยกันออกความเห็นแล้วก็ดีไซน์ (Design) ออกมาเป็นลักษณะนี้ ขอบพระคุณค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ ทีนี้ก่อนปิดประชุมก็เรียนอย่างนี้ว่าพรุ่งนี้ ๙ โมงครึ่งเราประชุมปกติ แล้วก็ ๙ โมงขอเรียนเชิญท่านสมาชิกว่าถ้าท่านมีเวลาก็มาร่วมเปิดศูนย์สื่อสารของเราด้วย วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอกราบขอบพระคุณสมาชิกที่มาประชุม ทุกท่านครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ขออนุญาตท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านเลิศรัตน์เชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กราบเรียนท่านประธาน คือท่านอาจารย์ถวิลวดี ได้เรียนที่ประชุมว่าพรุ่งนี้เราน่าจะเสร็จการประชุมอย่างไม่เป็นทางการในการสัมมนา ประมาณเวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา ทีนี้ถ้าดูกำหนดการที่ออกมานี้ว่าจะให้มีงานเลี้ยงตอนเย็น ๑๘.๐๐ นาฬิกาจนถึง ๒๑.๓๐ นาฬิกา ผมไม่ทราบว่าอันนั้นยังมีอยู่หรือเปล่า หรือว่า ๑๕.๓๐ นาฬิกาเลิกเลย หรือว่าจะเลื่อนการสังสรรค์มาเป็น ๑๕.๓๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา ก็กราบเรียนให้ท่านประธานให้ความชัดเจนแก่ที่ประชุมครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

คือพรุ่งนี้เราจะรับประทานข้าวกันตามที่ข้อเสนอของท่านสมาชิกในการประชุมครั้งแรกนี้ หลังจากเสร็จประชุมสัมมนาปฏิบัติการแล้วเราก็จะรับประทานข้าวร่วมกันนะครับ ขอเรียนเชิญด้วย

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านดุสิตครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

พอดีเมื่อสักครู่พยายามยกมือ แล้วท่านมองไม่เห็นนะครับ ผมขออนุญาตกลับไปเรื่องที่เราสรุปเรื่องกำหนดการ การยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตฝากรบกวน ท่านประธานช่วยกรุณาสรุปแผนอีกสักครั้งได้ไหมครับว่า อาทิเช่น วันจันทร์หรือวันอังคาร สัปดาห์หน้าจะมีการรับฟังความคืบหน้าของการยกร่างข้อบังคับ แล้วก็เมื่อครบ ๑๔ วัน หรือ ๑๕ วันก็จะได้มาดูเป็นรายมาตรา ขออนุญาตฝากท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ เรื่องนี้ขอหารือกับประธานกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนนะครับ ขอบพระคุณครับ ฉะนั้นผมขอปิดประชุม กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๓.๒๓ นาฬิกา