วิทยา แก้วภราดัย หารือเรื่องภารกิจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายความว่า สภานี้ทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาและ สภาเชิงวิชาการ และต้องแปรคำปรึกษาเป็นรูปธรรม
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๔๒ นะครับ ในการร่าง ข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผมคิดว่าสาระสำคัญก็ต้องเอามาจาก ว่าภารกิจของสภานี้คืออะไร ผมขอขอบคุณท่านประธานครับที่ให้คำจำกัดความที่จะทำให้ เราเห็นภารกิจของสภานี้ชัดเจนขึ้น ก็คือสภานี้ทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาและ สภาเชิงวิชาการ การให้คำปรึกษาและทางวิชาการนี้จะต้องถูกแปรเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ข้อเสนอแนะอย่างลอย ๆ อย่างเป็นวิชาการเฉย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อภารกิจเรา เป็นอย่างนี้เราก็จะได้มารู้จักตัวเองครับ ปกติผมอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีภารกิจ แล้วก็มีอำนาจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นสภาที่มีภารกิจแต่ไม่มีอำนาจครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไม่มีอำนาจในทางที่จะบริหาร และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้มีอำนาจในทางตุลาการ แต่เป็นเพียงสภาที่มีภารกิจ พอมีภารกิจสภานี้ก็เป็นที่ คาดหวังมาก เพราะมันใช้คำว่าขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนก็คาดหวังครับว่าสภานี้ ต้องทำอะไรได้ที่เป็นการปฏิรูปประเทศ จริง ๆ ท่านประธานให้คำจำกัดความถูกครับ มันทำอะไรไม่ได้ครับ แต่มันสามารถหาข้อสรุปไปยังช่องทางอำนาจที่ทำได้ และต้องไม่ปิด ตัวเองครับ ท่านประธานครับ ต้องไม่ปิดว่าข้อคิดค้นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ จะถูกส่งต่อไปยังรัฐบาล จะถูกส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือข้อคิดเห็นของเรา จะถูกส่งต่อไปยัง คสช. หรือจะถูกส่งต่อไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเพื่อนสมาชิก หลายท่านที่ให้คำจำกัดความนะครับ ผมเข้าใจว่าเราจะเริ่มเจอวัฒนธรรมภารกิจ ขององค์กรเราแล้วครับว่าทุกอย่างที่เราจะทำต้องเป็นเรื่องที่มีความสำคัญจำเป็นเร่งด่วน ภายใต้เวลาอันจำกัด ซึ่งขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไปก่อนได้ให้คำจำกัดความอันนี้ไว้ คราวนี้เมื่อมาดูตัวกฎหมายครับ เราอยู่ภายใต้เวลาอันจำกัดอะไรครับ ปกติองค์กรทุกองค์กร จะต้องมีระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งตัวเอง แต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้เขียนนะครับว่าต้องขับเคลื่อนให้เสร็จภายใน ๒๐ เดือน ไม่ได้เขียนครับว่าครบปี จะครบวาระ ไม่ได้เขียนอะไรไว้เลยครับ เป็นสภาที่กำหนดการก่อตั้ง ส่วนการจะมีชีวิตอยู่ ของสภานี้เป็นเรื่องการจะออกกฎหมายในวันข้างหน้าให้ยุติสภานี้หรือจะต่ออายุสภานี้ เพราะฉะนั้นภารกิจขององค์กรนี้มันต้องมีเงื่อนไขของเวลาที่จำกัดครับการขับเคลื่อน การปฏิรูป ผมคิดว่าสภาเราคณะกรรมาธิการที่ไปยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศต้องไม่ติดอยู่ในหล่มของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ติดในหล่ม ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และไม่ติดในวงล้อมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราเห็น สภาปฏิรูปแห่งชาติตั้งคณะกรรมาธิการ ๑๘ คณะ อนุกรรมาธิการอีก ๕ คณะ กรรมาธิการวิสามัญอีก ๕ คณะ อนุกรรมาธิการอีกไม่ทราบจำนวน เพราะฉะนั้นภารกิจ ของเราไม่ได้มีภารกิจทางนิติบัญญัติ การตั้งคณะกรรมาธิการหากจำเป็นต้องตั้งก็ต้องรองรับ ภายใต้ความสำคัญจำเป็นเร่งด่วนในเวลาที่จำกัด จำกัดอันแรกที่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเราต้องทำให้ปรากฏผลในสายตาประชาชนก็คือโรดแมป (Road map) ของรัฐบาลครับ รัฐบาลบอกว่าจะเลือกตั้งใน ๒ ปีข้างหน้า ระยะเวลาที่เหลือ ๒๐ เดือน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คาดหวังของประชาชนว่าเรามีจำกัดเวลาแน่ ๆ ว่าอย่างน้อยท่านต้องปฏิรูป การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง เพราะถ้าปฏิรูปการเลือกตั้ง สุจริตเที่ยงธรรมไม่ได้การได้อำนาจรัฐที่ท่านประธานเคยสอนพวกเรามันมาด้วยปืนหรือเงิน ก็ไม่ได้ต่างกันครับ ถ้าเราเลือกตั้งแล้วชนะด้วยเงินก็ไม่ต่างกับการปฏิวัติที่ได้อำนาจรัฐมา เพราะฉะนั้นอำนาจที่มาทั้ง ๒ อำนาจอยู่ที่ว่าใครประพฤติคุณธรรมมอบไว้กับคนนั้นดีกว่า ผมคิดว่าภารกิจเรามีข้อจำกัดประการที่ ๑ ครับ ซึ่งจะต้องเป็นหัวใจที่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศต้องไปทำให้ได้ก็คือ ๑. ต้องจัดการกับการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ให้รับมือก่อนโรดแมป (Road map) รัฐบาลใน ๒๐ เดือนข้างหน้า อันนี้เป็นภารกิจเร่งด่วน ที่เรามีจำกัดเวลา ส่วนภารกิจอื่น ๆ แต่ละชุดที่จะตั้งขึ้นมาผมไม่ขัดข้องครับที่จะมี กรรมาธิการแต่ละด้านไปพิจารณาแต่ละเรื่อง แต่มันต้องมีข้อจำกัดครับว่าทุกคณะที่ไปศึกษา จะต้องมีเงื่อนเวลาว่าภายในระยะเวลา ๒-๓ เดือนคุณต้องนำข้อสรุปวาระเร่งด่วน แห่งคณะคุณเข้าสู่สภาแห่งนี้ เพื่อสภาแห่งนี้ได้ระดมกันว่าข้อสรุปเร่งด่วน เช่นในเรื่องปฏิรูป ระบบราชการคณะไหนไปเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิรูปอะไรบ้างแล้วก็มาอยู่ในสภานี้ ถ้าสภานี้ เห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องทำเป็นวาระเร่งด่วนแล้วก็สรุปส่งให้คนที่รับผิดชอบไปดำเนินการ การปฏิรูประบบราชการอาจจะแค่คำสั่งคณะรัฐมนตรีก็จบ หรืออาจจะต้องออกเป็น ช่องกฎหมายก็ผ่าไปทางนั้น เพราะฉะนั้นสภาของเราที่จะขับเคลื่อนได้ก็แต่ละองค์กรที่เรา จะตั้งในข้อบังคับไปศึกษามาและสรุปภารกิจเร่งด่วนผ่านพวกเรามา และพวกเราจะพาไป ช่องทางที่ปฏิบัติการได้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอยากเห็นการปฏิบัติของ สภานี้ที่บรรลุผลไม่ต้อง ๖๐ ด้านหรอก ไม่ต้อง ๖๐ วาระ ถ้าเราเริ่มผ่านวาระ สร้างการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมได้ ผมคิดว่าเป็นคุณูปการกับประเทศนี้แล้วครับ ถ้าเราก้าวลึกไปว่าเราสามารถวางกลไกกับดักจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันได้มันก็ยิ่งเป็น คุณูปการ ถ้าเราก้าวล่วงต่อไปว่าเราจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เป็นธรรมจริง ๆ เพื่อ ยุติความขัดแย้งไม่ต้องปรองดองหรอกครับ แค่กระบวนการยุติธรรมได้รับการปฏิรูปและ สร้างความเป็นธรรมอย่างที่เป็นมาตรฐานเดียวจริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงปรองดอง ทุกคนต้องอยู่ ภายใต้กติกาแห่งกฎหมาย ประการสุดท้ายครับ ถ้าเราแค่ขับเคลื่อนว่าประเทศนี้จะเข้าสู่ การกระจายอำนาจไหม กระบวนการการกระจายอำนาจมีเรื่องเร่งด่วน ๑ ๒ ๓ ๔ อะไรบ้าง ๓-๔ เรื่องนี้ครับ แค่นี้ก็เป็นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว ไม่ต้อง ๖๐ วาระ หรอกครับ ผมคิดว่าระดม ๓-๔ เรื่องที่เพื่อนสมาชิกเริ่มเห็นสอดคล้องต้องกัน ท่านประธาน เป็นคนชี้ให้ได้ว่าเราคืออะไร วันนี้เมื่อค้นตัวตนจนเจอแล้วว่าเราคืออะไร ข้อบังคับที่ทำทั้งหมด ก็เพื่อมารองรับตัวตนของเรา เราไม่มีอำนาจครับไม่ต้องบอกยกมือก่อน ยกมือหลังเพื่อให้ เป็นไปตามข้อบังคับเพราะเราไม่มีอำนาจในทางนิติบัญญัติ ไม่เหมือนสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาจะต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ชัดเจนและลงละเอียดเพราะมันมีการใช้อำนาจ แต่สภาแห่งนี้ เป็นสภาวิชาการ เป็นสภาระดมความคิด เป็นสภาที่ปรึกษาอย่างที่ท่านประธานว่าครับ วัฒนธรรมที่ถูกสร้างภายใต้ข้อบังคับต้องสร้างภายใต้วัฒนธรรมที่แท้จริงขององค์กร เราเริ่มจะหาเจอครับ เพราะฉะนั้นไม่ยากครับที่คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะไปสร้างข้อบังคับให้สอดคล้องกับองค์กรที่เป็นจริง ที่เพิ่งเกิดครั้งแรก ขอขอบพระคุณครับ