อำพล จินดาวัฒนะ หารือเรื่องความหมายของการปฏิรูปและหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สปท. ขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงที่กรุณาอนุญาต ให้แจกเอกสาร ๒ แผ่นนะครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มอบให้กับทางเพื่อนสมาชิกไปแล้ว ต้องกราบขอบพระคุณครับ ผมจะพูดเพียง ๒ ประเด็นเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการที่เราจะได้ ไปทำงานในขั้นต่อไปนะครับ ประเด็นที่ ๑ ผมอยากกราบเรียนว่าหลายท่านพูดไปแล้ว เรื่องการกำเนิดของเราคือมาตรา ๓๙/๒ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นการทำงาน ต่อยอดจาก สปช. ผมอยากกราบเรียนเพื่อจะเป็นการแลกเปลี่ยนกันสำหรับที่เรา จะไปทำงานต่อข้างหน้า เนื่องจากคำว่าปฏิรูปนี่มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง แล้วก็เป็น การเรียกร้องของสังคมทั้งสังคมว่าจะให้มีการปฏิรูป แต่การปฏิรูปนี้ส่วนใหญ่เราจะเข้าใจ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายนะครับ เริ่มแต่เรื่องเล็ก ๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ กระผมและคณะ จึงได้มีการค้นว่ามันหมายความว่าอย่างไร ได้แจกเป็นเอกสารแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อจะรวบรวมมาจากหลาย ๆ แหล่ง กระผมคิดว่าความหมายเรื่องการปฏิรูปนี้ ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่เรื่องงานพัฒนา ไม่ใช่เรื่องการปรับปรุงแก้ไขเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่ในระดับเชิงระบบและโครงสร้าง ซึ่งเมื่อกี้มีเพื่อนสมาชิก พูดชัดเจนนะครับ จริง ๆ ก็คือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศนั่นเอง ไม่ใช่เป็น เรื่องเล็ก ๆ ผมคิดว่าความหมายที่อยู่ในเอกสาร ความหมายที่ ๒ ความหมายที่ ๓ ความหมายที่ ๕ ความหมายที่ ๗ มีความสำคัญมาก ก็จะได้ทำให้เราได้เดินหน้าต่อไป ได้ถูกทิศทางว่าเราคงทำเรื่องใหญ่ครับ หลบที่จะไปทำเรื่องเล็กที่เป็นเรื่องการพัฒนา หรือการแก้ปัญหา อันนั้นน่าจะเป็นของฝ่ายบริหารคือรัฐบาลนะครับ ก็ขอฝากกราบเรียน เอกสารนี้เพื่อจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับการทำงานในขั้นต่อไปของ สปท. เราครับ ประเด็นที่ ๒ ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องภารกิจ ซึ่งก็คงจะนำไปสู่การเขียน ข้อบังคับ ผมจะพูดเฉพาะประเด็นเรื่องกระบวนการ ผมคิดว่ามาตรา ๓๙/๒ พูดชัดว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นการทำงานสืบต่อจาก สปช. คำนึงถึงความเร่งด่วน สัมฤทธิผลในระยะเวลาที่เหลือ ซึ่งระยะเวลาที่เหลือคงไม่ใช่แค่ ๒๐ เดือน แต่หมายความว่า เราต้องวางแผนเลย ๒๐ เดือนไปด้วยนะครับ สปช. ที่ทำมาแล้วในกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ เขียนชัดเจนว่ามีหน้าที่ศึกษา เสนอแนะให้เกิดการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ๑๑ ด้าน ซึ่งก็ได้มีการทำข้อเสนอไว้ ๓๗ วาระการปฏิรูปและอื่น ๆ นะครับ ตรงนี้ก็ชัดเจนว่าหน้าที่ของ สปช. ก็คือทำโพลิซีดิเวลลอปเมนต์ (Policy development) พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายไว้เรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์ไม่สมบูรณ์ก็ว่ากันไปนะครับ แต่ได้ตั้งต้นแล้ว เพราะฉะนั้น สปท. เราเกิดขึ้นมาเราก็ทำต่อแน่นอนครับในกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขาเขียนชัดเจน เราคงไม่มีหน้าที่ไปทำซ้ำ สปช. อีก แต่ทำเสริมได้ถ้าอะไร มันยังไม่สมบูรณ์ เราต่อยอดเพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติ ผมกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้ว ข้อเสนอที่ สปช. ส่งไปให้รัฐบาลเพราะ สปช. ทำเองไม่ได้ เหมือนกับ สปท. เราก็ทำเองไม่ได้ ส่งไปที่รัฐบาลแล้วถ้าเราได้ติดตามจะพบว่าบางอย่างรัฐบาลทำไปแล้ว บางอย่าง อยู่ระหว่างการดำเนินการ รวมทั้งมีการเสนอกฎหมายไป สนช. ด้วย และบางอย่าง ยังอยู่ในการพิจารณา ผมเองก็เลยมองดูว่าการที่รัฐธรรมนูญได้ตั้ง สปท. ขึ้นมา ค่อนข้างชัดเจนว่าให้เรามีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่เราขับเคลื่อนเองไม่ได้ ก็คือต้องขับเคลื่อนร่วมกับรัฐบาลหรือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลนั่นเอง ผมคิดว่าหน้าที่เรา ชัดเจนคือโพลิซี ไดรฟ์ (Policy drive) สปช. ได้ทำโพลิซีดิเวลลอปเมนต์ (Policy development) เราทำโพลิซี ไดรวิง (Policy driving) เพื่อทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติครับด้วย ตรงนี้ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าเป็นในลักษณะนี้เราก็คงมีหน้าที่อยู่ประมาณ ๓ เรื่อง กระผม ได้ลองเขียนออกมาในชาร์ต (Chart) ในเอกสารที่มอบให้กับเพื่อนสมาชิกนะครับ ถ้าท่านดู ในชาร์ตนี่ข้อเสนอเชิงนโยบายในการปฏิรูปพัฒนาโดย สปช. แล้วส่งไปที่รัฐบาล แล้วตอนนี้ รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีตั้ง สปท. ขึ้นมา เรามีหน้าที่ก็ชัดเจนอีกคือขับเคลื่อน กระผม ได้ลองพยายามวิเคราะห์แล้วก็ฟังเพื่อนสมาชิกเมื่อกี้ก็สอดคล้องกันว่าเราน่าจะมีบท ๓ บท ครับ คือทำการสังเคราะห์ข้อเสนอของ สปช. รวมทั้งติดตามด้วยว่าขณะนี้แต่ละเรื่องไปอยู่ ที่ไหน อย่างไร ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาตั้ง สปท. โดยมีตัวแทนกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลายเข้ามาอยู่ในนี้ด้วยทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการเกษียณ เพราะฉะนั้น เราน่าจะได้ช่วยกันดูว่าทุกอย่างไปอยู่ตรงไหนบ้าง แล้วเราคงต้องจัดลำดับความสำคัญ พิจารณาความเป็นไปได้ บริบท ปัจจัยบวกลบ ผลกระทบต่าง ๆ และสร้างการมีส่วนร่วม ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะว่าการปฏิรูปนั้นกระทบคนแน่ครับ มีได้มีเสียแน่นอน แล้วเราทำโรดแมป (Road map) ที่ชัด ๆ เหมือนท่านกษิตพูดเมื่อกี้ ๖ เดือนทำอะไร ๑๔ เดือนทำอะไร ประเด็นที่ ๒ ก็สอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกสักครู่ได้พูดไปว่าเราคงช่วยรัฐบาล กำกับติดตามด้วยว่าแต่ละเรื่องไปถึงไหน เพราะว่ารัฐบาลท่านทำหน้าที่บริหารประเทศ งานมากมายก่ายกอง แต่เรื่องปฏิรูปถ้าเราทำหน้าที่ช่วยก็จะชัดเจน และประเด็นที่ ๓ คงจะต้องมีการสื่อสาร สร้างความร่วมมือกับสังคม ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนที่จะไปออกแบบกัน ที่อยู่ในข้อบังคับ สุดท้ายครับท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าผมได้พบว่าในกระบวนการ ทำงานของเราในตอนที่เป็น สปช. มีคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบ อนาคตประเทศไทย ที่มีดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นประธาน ซึ่งท่านไปเป็นรัฐมนตรีแล้ว นี่นะครับ ท่านได้ออกแบบให้กับพวกเราไว้อันหนึ่งคือเรียกว่ากำหนดวิธีและกระบวนการ ปฏิรูปครับ มีเอกสารซึ่งได้เขียนไว้เป็นขั้นตอนต่าง ๆ มีอยู่ ๕ เรื่อง อันที่ ๑ มีการสังเคราะห์ดูช่องว่าง และสิ่งที่ควรจะเป็นแล้วก็ทำแผน อันที่ ๒ มีการกำหนดผู้รับผิดชอบ กลุ่มเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลลัพธ์ มี ๗ ประเด็น อันที่ ๓ คือค้นหามาตรการปฏิรูปจุดคานงัดตัวขับเคลื่อนหลัก ๓ ประเด็น อันที่ ๔ คือกำหนดภารกิจการปรับรื้อระบบและกลไกเดิม มี ๖ ขั้นตอน อันที่ ๕ คือกำหนดการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพราะว่ามีการปฏิรูปต้องมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็จะต้องมีทั้งบวกและลบเกิดขึ้นมีอยู่ ๖ ขั้นตอน กระผมอยากกราบเรียนว่า ถ้าท่านประธานจะกรุณาผมคิดว่าทางฝ่ายเลขานุการน่าจะได้นำเอกสารชิ้นนี้มามอบให้กับ ท่านสมาชิก สปท. เพื่อเราจะได้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์แล้วเราพิจารณาต่อครับ ดูเหมือนว่า ตอนที่เป็น สปช. นั้น พวกเราทำข้อเสนอไป ๓๗ บวกนี่นะครับ เรายังลงไม่ถึงขั้นนี้ครับ เพราะว่าหมดเวลา ๑๑ เดือน ตอนนี้พอเรามี สปท. ผมคิดว่าท่านที่มีการเขียนไว้ ซึ่งได้เขียนไว้แบบวิชาการมาก ถ้าอ่านดูแล้วจะพบว่ามีการบ้านที่เราต้องทำอย่างประณีต สมมุติว่าจะปฏิรูปอะไรสักเรื่องหนึ่งจะกระทบใคร มีใครได้ใครเสีย จะบริหาร การเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะชดเชยเขาอย่างไร เยียวยาอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร ดูเหมือนมีเรื่องที่เราจะต้องคิดอันนี้ทั้งหมดผมรวมได้ ๒๖ เรื่องที่จะต้องพิจารณา ในกระบวนการ แล้วก็มีเอกสารอยู่แล้ว ถ้าท่านจะกรุณาให้ทางฝ่ายเลขานุการ มอบให้กับพวกเราแล้วก็ไปใช้พิจารณาต่อในขั้นที่เราจะทำงานหลังจากมีข้อบังคับ แล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สุดท้ายครับท่านประธาน ต้องขออภัยที่เกินเวลา ๕ นาที ผมคิดว่าตอนนี้เราคิดได้ แล้วเราเตรียมตัวของเราในส่วนที่ทำไป แต่อย่างไรก็ตาม เราเป็น ๑ ในแม่น้ำ ๕ สาย เราเกิดจากรัฐบาลชัดเจนนะครับ เราจะต้องทำงาน ผสมกลมกลืนกับรัฐบาลและเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้นเราจะต้องรับฟังความคิด และนโยบายของรัฐบาลโดยที่เราไม่ได้คิดลำพัง เพื่อจะมาประสานกับสิ่งที่เราคิด แล้วก็จะได้ ทำงานแบบที่เรียกว่าบูรณาการและเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด การขับเคลื่อนการปฏิรูป เรื่องสำคัญ ๆ ก็น่าจะสำเร็จได้ในระยะเวลาสั้น กลาง และยาวต่อไป ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ