คำนูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างที่มีอยู่ 100 ปีมาแล้ว และขจัดเงื่อนไขที่นำไปสู่วิกฤติก่อน 22 พฤษภาคม 2557
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คำนูญ สิทธิสมาน จะใช้เวลาไม่มาก ท่านประธานครับ ผมมีความยินดีที่ได้เห็นท่านประธานแสดงวิสัยทัศน์นะครับ ในการประชุมวันนี้ เป็นการประชุมเป็นทางการครั้งแรกแต่ท่านประธานพูดถึงหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทย มาอย่างชนิดที่ถ้าเป็นไปได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ ท่านประธานได้กล่าวว่า ประเทศไทยเราปฏิรูปโครงสร้างครั้งสุดท้ายมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๕ มากกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าในรอบ ๑๐๐ ปีมานี้แม้ว่าเราจะมี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากมายหลายครั้ง รวมทั้งปี ๒๔๗๕ แต่แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงผู้กุมอำนาจอยู่บนส่วนยอดของโครงสร้างเบื้องบน ยุคของการปฏิรูปประเทศปี ๒๔๓๕ คือการสร้างรัฐชาติขึ้นมา เป็นการรวมศูนย์อำนาจ เข้าสู่ส่วนกลาง จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้ที่อยู่บนจุดสูงของการรวมศูนย์อำนาจนั้น ในปี ๒๔๗๕ หรือว่าปี ๒๕๑๖ ก็เริ่มมาสู่นักการเมือง เริ่มมาสู่กลุ่มทุน แล้วก็ สลับสับเปลี่ยนกันไปกับข้าราชการประจำ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่านี่คือหัวใจที่แท้จริง แต่หัวใจที่แท้จริงนี้เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะใช้ระยะเวลา ๒๐ เดือน ท่านประธานก็ได้กรุณาแสดงวิสัยทัศน์ว่ามันมีอีก ๑ หัวใจก็คือว่าภารกิจเร่งด่วนของเรา ก็คือว่าจะทำอย่างไรจึงจะขจัดเงื่อนไขที่นำไปสู่วิกฤติก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ไม่ใช่ว่า เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป สักแต่ว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่อีกฉบับหนึ่ง มีเลือกตั้งทั่วไปใหม่ อีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วเราก็กลับมาสู่วังวนเดิม เพราะฉะนั้น ๒ โจทย์นี่น่าจะเป็นโจทย์สำคัญ ที่น่าจะอยู่ในกระบวนการปฏิรูปประเทศ หรืออยู่ใน ผมอยากจะพูดว่าโรดแมป (Road map) ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะฉะนั้นร่างข้อบังคับที่จะไปจัดทำนี่มันจะต้องมี ๒ อย่างนี้ครับ ๑. ก็คือมันต้องตอบโจทย์ใหญ่ที่ท่านประธานแสดงมาว่าเราจะเปลี่ยนแปลง ประเทศที่เปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้วมาอย่างไร ๒๐ เดือนไม่ทันครับ แต่เราน่าจะได้ตั้งรากฐานหรือตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนที่แท้จริงต่อไปหลังจากมี ระบอบการเมืองตามปกติแล้ว ประการที่ ๒ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนก็คือว่าเราจะขจัดเงื่อนไขที่ ก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งที่จริงมันก็เป็นรากฐานของวิกฤติที่ต่อเนื่องกันมายาวนาน ๑๐ ปีเป็นอย่างต่ำ นับตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ผมไม่มีเวลามากจะไม่อภิปรายยาวว่า มันสร้างความเสียหายให้กับแผ่นดินนี้ไปเท่าไร เพราะฉะนั้นเราจะต้องตอบโจทย์ให้ได้ นี่คือลักษณะของร่างข้อบังคับใหม่ คือเบื้องต้นก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วยว่าเราจะต้องไม่เข้าไป อยู่ในกับดักของการทำงานในระบบสภานิติบัญญัติเพราะเราไม่ใช่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เราไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เกือบจะโดยตรงเลย แต่เราก็ไม่ใช่สภาวิชาการโดยแท้จริง เพราะว่า เราก็ต้องทำหน้าที่ขับเคลื่อนผ่านรัฐบาล ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย เพราะฉะนั้น ลักษณะของร่างข้อบังคับที่จะเกิดขึ้นนี่ผมฝันเห็นว่ามันจะต้องมีกระบวนการระยะเวลา ที่แน่นอน และที่สำคัญที่สุดผมเชื่อว่าการปฏิรูปทั้ง ๒ มุมที่จะเกิดขึ้นได้มันจะเกิด การเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพี่น้องประชาชนเขาจะต้องจับต้องให้ได้ภายในระยะเวลา ๒๐ เดือนนี้ ถ้าเขาจับต้องไม่ได้กระผมเชื่อมั่นเลยว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่ มีเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าจะเขียนระบบเลือกตั้งแบบไหนผมเกรงว่าผลมันจะเป็นแบบเดิมครับ แล้วเราก็ต้องมา เริ่มต้นกันใหม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคำว่าปฏิรูปนี่ทำไมต้องปฏิรูป ที่ต้องปฏิรูป ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ดี คณะ คสช. ก็ดี หรือพวกเราทั้งหมดก็ดี ตระหนักดีว่า พวกเราทุกคนในฐานะที่วันนี้เป็นคนไทย ท่านประธานอายุมากกว่าผม ๒๐ ปี แต่กระผม ก็อาวุโสแล้ว ๖๐ ปี เราจะส่งมอบบ้านเมืองแบบไหนให้กับลูกหลานของเราครับ ลูกผม กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยนี่เขาจะโตขึ้นมาในบ้านเมืองที่ขัดแย้งกันไม่รู้จักจบ ทุก ๘ ปี มีรัฐประหาร ๑ ครั้ง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็เลือกตั้งใหม่ เราต้องตอบโจทย์ข้อนี้ให้ได้ แล้วทุกคนก็เห็นตรงกันว่าสิ่งสำคัญก็คือว่ามันต้องขจัดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา ๒๗ เพราะอันนั้นก็คือว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้พี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ สีต่าง ๆ เขาออกมา เรียกร้องภายใต้วาทกรรมที่แตกต่างกัน แต่ว่าที่กระผมจะพูดต่อไปนี้ผมยังไม่เห็นมี สมาชิกท่านใดได้พูดว่าปฏิรูป ปฏิรูป ปฏิรูป ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็บอกแต่ว่าปฏิรูป แต่ว่าผมก็เห็นมีสมาชิกบางท่านเมื่อได้รับการแต่งตั้งเข้ามาก็ได้พูดถึงเรื่องการปรองดอง ท่านประธาน ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ก็ได้พูดถึงเรื่องการปรองดอง กระผมเห็นว่าเรื่องนี้ ก็มีความสำคัญเช่นกันว่าการปฏิรูปไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่จะกระทำการ เป็นครั้งใหม่ต่อจากเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อน หรือจะเป็นการปฏิรูปเพื่อขจัดอุปสรรคขวากหนาม ที่เป็นรากฐานของวิกฤติก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็ตามแต่ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่กระทบกับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งคนจน ทั้งคนมั่งมี ทั้งคนในชนบท ทั้งคนในเมือง เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจาก พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทีนี้เราจะได้รับความร่วมมืออย่างไรล่ะครับว่าทุกคนจะพร้อมเข้ามา ร่วมมือภายใต้ธงการปฏิรูปนี้ ตราบเท่าที่ความขัดแย้งหรือวิกฤติในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดความคิดที่แตกต่างกันขนานใหญ่ แม้จนบัดนี้ก็ยังคงแตกต่างอยู่แต่มันอยู่ภายใต้ อำนาจพิเศษก็ไม่ได้แสดงออกมา เรามีพี่น้องที่ต้องคดีความเป็นจำนวนมากทุกฝ่ายและกำลัง จะต้องคดีความต่อไปอีก เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรที่จะรวบรวมพลังเหล่านั้น มาสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศได้ ผมเห็นว่าเมื่อพูดถึงการปฏิรูปมันเป็นเหมือนเหรียญ ที่มี ๒ หน้า หน้าหนึ่งคือหน้าว่าด้วยการปฏิรูป อีกหน้าหนึ่งก็ว่าด้วยความปรองดอง ร่างข้อบังคับฉบับใหม่จะตอบโจทย์นี้ได้อย่างไร จำเป็นจะต้องมีคณะกรรมาธิการปรองดอง หรือไม่ หรือจะเป็นอำนาจของท่านประธานที่จะตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมา เพราะว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติชุดที่แล้วท่านอดีตประธานก็ได้ตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาที่มี ท่านอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน แล้วก็ได้มีผลการศึกษาสรุปออกมาในระดับหนึ่ง เราจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าสืบทอดนี้ไหม จะใช้อำนาจท่านประธานตั้งคณะกรรมการขึ้นมา หรือว่าควรจะต้องเป็นคณะกรรมาธิการด้านกระบวนการหนึ่งในข้อบังคับใหม่ ซึ่งจะต้องอยู่ใน โรดแมป (Road map) ว่าจะต้องมีผลสรุปในระดับหนึ่ง ท่านประธานครับความปรองดองนั้น ไม่ใช่เรื่องของการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ความปรองดองนั้น แน่นอนในที่สุดอาจจะต้องมีการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษออกมาในท้ายที่สุด แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือกระบวนการที่จะนำไปสู่จุดนั้นและหลักการสำคัญที่จะดำเนินการ ไม่ใช่ว่าพอเริ่มต้นขึ้นมาก็พูดถึงการอภัยโทษหรือการนิรโทษกรรมซึ่งรังแต่จะก่อให้เกิด ความขัดแย้ง อันนี้โดยสรุปคือผมก็ฝากกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศชุดใหม่ได้คำนึงถึงในจุดนี้ด้วยว่า ๑. คือข้อบังคับควรจะเป็นโรดแมป (Road map) ที่มีระยะเวลาชัดเจนว่าภายใน ๒๐ เดือนนี้จะทำอะไรบ้าง จะเป็นไปตามที่ ท่านสมาชิกกษิต ภิรมย์ ท่านได้พูดถึงไว้ก่อน หรือจะนอกเหนือไปจากนั้น ก็สุดแท้แต่ครับ ๒. กระผมเห็นว่ากรรมาธิการประจำไม่ควรจะมีมากจนเกินไป หลายท่าน บอกว่า ๑๑ คณะพอแล้ว กระผมมีความคิดแผลง ๆ ขึ้นมาว่าจำเป็นจะต้องมีหรือไม่ อาจจะเป็นไปได้ว่าชุดแรกที่จะต้องมีอย่างจำเป็นที่สุดคือคณะกรรมาธิการที่จะต้องกลั่นกรอง เนื้อหาทั้งหมดของ ๓๗ วาระการปฏิรูปให้ออกมาเป็นสารัตถะสำคัญผมเชื่อว่าอาจจะเป็น ๑ เรื่อง ๒ เรื่อง หรือ ๓ เรื่องที่รัฐบาลจะต้องทำสำเร็จให้ประชาชนจับต้องได้ ภายในระยะเวลา ๒๐ เดือน กรรมาธิการชุดนี้อาจจะไปทำภายในโรดแมป (Road map) ๑ เดือนหรือ ๒ เดือน จากนั้นก็เข้ามาอภิปรายทั่วไปกันในสภา เมื่อได้กี่เรื่องแล้วก็ ตั้งกรรมาธิการชุดใหม่ขึ้นมาอีก ๓ หรือ ๔ ชุดหรือ ๕ ชุดก็สุดแท้แต่ กลั่นกรองสังเคราะห์ ในเรื่องที่เลือกขึ้นมาแล้วก็เอาเข้ามาอภิปรายทั่วไปอีก อันนี้ก็จะเป็นการทำงานในวิธีการใหม่ ซึ่งกระผมก็ไม่ยืนยันความคิด แต่ว่าอยากจะเสนอแนวทางเพื่อพิจารณาต่อไป และถ้าเป็นไปได้ประเพณีของสภาโดยทั่วไปคือนัดแรกตั้งกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ไปประชุมเลือกประธานกันขึ้นมา ผมไม่ทราบจะเป็นไปได้ หรือไม่ว่าท่านประธานเอง ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง เองจะเข้ามาอยู่ในกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพราะท่านประธานก็มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการปฏิรูป ท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ในชุดของ สภาปฏิรูปแห่งชาติท่านเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการประสานงานหรือวิป (Whip) ก็จะทำงานควบคู่มากับท่านอดีตประธานเทียนฉาย กีระนันทน์ แล้วก็มีความรู้ทั้งข้อบวก ทั้งข้อลบ ทั้งอุปสรรคต่าง ๆ ถ้าทั้ง ๒ ท่านจะเข้ามาอยู่ร่วมด้วย ก็น่าจะเป็นประโยชน์ครับ ถ้าเข้ามาไม่ได้โดยตรงก็ควรจะเข้ามาเป็นประธานที่ปรึกษา เป็นรองประธานที่ปรึกษาก็สุดแท้แต่ครับ ผมก็มีเรื่องที่จะฝากแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ