สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๘

ชูชัย ศุภวงศ์ หารือเรื่องร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเสนอข้อเสนอ ๔ ประเด็น เช่น กำหนดกลไกการทำงานของ สปช. กำหนดจำนวนชุดของ กรรมาธิการ และคณะกรรมการที่มีประเด็นร่วม และเรียกร้องให้ สปช. พิจารณาเฉพาะประเด็นหลักการในการร่าง พ.ร.บ. และไม่ให้แปรญัตติในสภา

นายชูชัย ศุภวงศ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ในฐานะอดีต สปช. และอดีตรองประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ถูกคว่ำไปนี่ครับ ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปราย ก็อยากจะอภิปรายสนับสนุนความเห็นท่านคำนูณที่เสนอให้ท่านประธานและรองประธาน ผมคิดว่าท่านประธานและรองประธานทั้ง ๒ ท่านควรจะเข้าไปอยู่ ขอประทานโทษนะครับ อันนี้ก็เห็นความสำคัญว่าจะเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นการกำหนดโครงสร้างการทำงานทั้งหมดจากนี้ ไปอีก ๒๐ เดือน ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้เป็นสภาวิชาการอย่างที่ท่านประธานพูด แต่กระผมคิดว่าอีกสภาหนึ่งที่จะต้องลืมไม่ได้คือสภาการสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชน ปราศจากความเข้าใจของสังคมของประชาชนและการสนับสนุนแล้วนี่การปฏิรูป ยากที่จะประสบความสำเร็จและยั่งยืนครับ ดังนั้นกลไกที่จะรองรับในเรื่องสร้างความเข้าใจ ต่อสังคม สร้างความเข้าใจต่อประชาชนทุกหมู่เหล่าเป็นหัวใจสำคัญ และท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดเรื่องนี้ในเวทีสหประชาชาติว่าการปฏิรูปนั้นต้องทำครบวงจรและจะต้องอาศัย ความมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นเป็นวาทะที่ท่านได้ฝากไว้กับสากลนะครับ การที่เราจะทำ เรื่องวิชาการนั้นท่านประธานได้ย้ำหลายครั้งเรื่องงานวิจัย ข้อมูลความรู้ ผมคิดว่าหลายส่วนที่ สปช. ได้ทำแล้วเอามาต่อยอดได้เลย เราไม่ต้องตั้งต้นใหม่ แต่ว่าแน่นอนมีบางส่วนที่ สปช. ด้วยเวลาที่จำกัดยังมีความรู้บางส่วนไม่ชัดเจน เราก็อาจจะต้องมาศึกษาวิจัย แล้วทำการสังเคราะห์เพื่อที่จะนำไปสู่ว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป ไม่ใช่ว่าเราไม่คิดจะทำอะไร ให้เป็นมรรคเป็นผลใน ๒๐ เดือนข้างหน้า อันนั้นผมคิดว่าภารกิจของเราต้องทำออกมา ให้เป็นมรรคเป็นผลจะกี่เรื่องอะไรก็แล้วแต่ เรากำลังพูดถึงเรื่องร่างข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็หมายความว่าเราต้องการบังคับกลไกกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการทำงานการประชุมของ สปท. เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอ ๓-๔ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ กลไกที่อยู่ใน สปท. จำเป็นต้องกำหนดด้วยว่าสมาชิกแต่ละท่าน จะอยู่ในกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการได้กี่ชุด ครั้งที่ผ่านมา สปช. บางท่านอยู่ ๕-๑๐ ชุด แล้วเวลาประชุมก็วิ่งกันขวักไขว่ ท่านรองประธานอลงกรณ์คงทราบดีนะครับ แล้วก็ทำให้ กระบวนการทำงานรวนมาก เพราะว่าเรื่องสำคัญก็ไม่ได้ทำ แต่ว่ามีความจำเป็นจะต้อง เข้าประชุมเพื่อให้รู้ว่ามาประชุม อันนี้จำเป็นต้องกำหนด บางท่านก็เสนอแล้วว่า อยู่ชุดเดียวบ้าง ๒ ชุดบ้าง อันนี้คงต้องไปพิจารณาดู ประเด็นที่ ๒ กลไกที่เป็น อีกรูปแบบหนึ่งนอกจากกรรมาธิการแล้วนี่ ผมคิดว่าในรูปแบบคณะกรรมการที่มีประเด็นร่วม หรือกลุ่มเป้าหมายร่วมที่ทาง สปช. ใช้ ที่เรียกว่าครอสคัตติง (Cross cutting) ซึ่งต้องอาศัย กรรมาธิการหรือผู้รู้หลาย ๆ ส่วนมาตั้งเป็นคณะกรรมการ อันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ กลไกนี้ต่อไป เพราะว่าถ้าใช้เฉพาะกรรมาธิการนั้นก็คงไม่สามารถที่จะเกิดความสำเร็จ ที่เป็นรูปธรรมได้ กรณี สปช. ที่ผ่านมาคือเรื่องของผู้สูงอายุและเรื่องอื่น ๆ นะครับ ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่า เรื่องที่จำเป็นและสำคัญจริง ๆ จึงต้องนำเข้ามาพิจารณาในสภาที่เต็มรูปแบบนี้ เช่น ร่าง พ.ร.บ. แต่อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ. ท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ท่านก็บอกว่า ก็ควรจะพิจารณาเฉพาะประเด็นหลักการ เพราะว่ากระบวนการมันต้องไปอีกเยอะ นี่ผมก็ขออภิปรายเพิ่มเติมว่าถ้าจะมีการแปรญัตติควรจะไปแปรญัตติในกรรมาธิการแต่ละชุด อย่ามาแปรญัตติในสภาเลยครับ เพราะจะอภิปรายกันยาวเหยียดและจะหาข้อยุติได้ยาก อันนี้จะร่นระยะเวลาไปอีกเยอะ แล้วก็การสรุปมติของคณะกรรมาธิการแต่ละชุด ไม่จำเป็นต้องเอามาเข้าที่ประชุมทุกเรื่องหรอกครับ บางเรื่องแจกเอกสารเพื่อทราบ ก็เพียงพอแล้วนะครับ ประเด็นต่อมาคือเรื่องที่หลายท่านได้พูดไปแล้วว่าเราอาจจะต้อง กำหนดว่าเรื่องที่เราจะต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรมอาจจะมีสัก ๓-๕ เรื่อง ใน ๒๐ เดือนข้างหน้าที่จะต้องจับต้องได้จึงจะต้องให้เวลาเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเรื่องอื่น ๆ อาจจะอีก ๑๐ เรื่องเราไม่ทำนะครับ ๕ เรื่องหรือ ๓ เรื่องนี้ คงจะต้องทำให้ทิศทาง จังหวะ ความสอดคล้องกับแม่น้ำ ๕ สายมันไปด้วยกัน จึงจะเกิดมรรคเกิดผลนะครับ ถ้าไปสวนทางกันก็จะเสียแรงแล้วก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์ ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าเรื่องสำคัญอื่น ๆ ที่เหลือก็ใช้เวลาในการศึกษาความรู้เพิ่มเติม สร้างเครื่องมือให้ครบถ้วน เตรียมร่างกฎหมายให้พร้อมสำหรับไปผลักดันรัฐบาลหน้านะครับ ประเด็นสุดท้ายผมอยากจะเรียนว่าการปฏิรูปประเทศเป็นเจตจำนงของประชาชน หลากหลายกลุ่มเหลือเกินที่ได้ชุมนุมเรียกร้องในช่วง ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา สปท. เป็นกลไก ที่สำคัญกลไกหนึ่งที่จะละเลยเจตจำนงของประชาชนไม่ได้เลย นั่นเป็นประเด็นที่ผม อยากจะฝากไว้ ขอบพระคุณครับ