สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๘

เฉลิมชัย เครืองาม หารือเรื่องการประสานความร่วมมือในการออกกฎหมาย และเสนอกรณีศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าการประสานความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็นในการออกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และเสนอให้ใส่มาตรา ๔๔ ในข้อบังคับการประชุมเพื่อให้รัฐบาลหรือ คสช. ใช้มาตรา ๔๔ ในเรื่องที่เป็นควิกวิน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบพระคุณท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธาน ขออภัยที่เพิ่งจะเพิ่มรายชื่อขึ้นมา เพราะว่าผมนั่งฟังการอภิปรายของสมาชิกทุกท่าน โดยตลอด ผมพยายามจะหาว่าประเด็นใดที่ยังน่าจะต้องมีการเสริม ซึ่งผมก็พยายามหา แล้วก็พบ ท่านประธานครับ หน้าที่ของเรา ภารกิจของเรานั้นคือการขับเคลื่อนการปฏิรูป ทุกท่านพูดมากมายแล้ว ผมไม่ลง พยายามไม่พูดซ้ำ ประเด็นที่ผมจะขออนุญาต อภิปรายเสริมก็คือสิ่งที่จะต้องใส่ไว้ในข้อบังคับการประชุมซึ่งเป็นสาระที่มีความสำคัญ อย่างมาก เพราะเราอภิปรายกันมาตั้งแต่เช้า ประเด็นที่สำคัญก็คือประเด็นของการประสาน ความร่วมมือ เพราะเราไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปครั้งนี้ได้เลยถ้าขาดความร่วมมือ จากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เอาที่สำเร็จแน่ ๆ คือการประสานความร่วมมือกับ ภาคราชการ กระทรวง ทบวง กรม สนช. รัฐบาล ผมขออนุญาตยกกรณีศึกษา เป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ประกอบการพิจารณาของสมาชิก ขออนุญาตใช้เวลานิดหนึ่ง เมื่อ ๓ เดือนที่แล้วเองมีกฎหมายฉบับหนึ่งเสนอโดย สนช. ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔ วรรคสอง อนุญาตให้ สนช. เสนอกฎหมายได้โดยร่วมลงรายชื่อกัน ๒๕ ท่าน มีสมาชิก สนช. ท่านหนึ่งเสนอกฎหมายชื่อว่ากฎหมายป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เสนอโดย สนช. นะครับ เสนอเข้าสู่ที่ประชุม วิป (Whip) สนช. อนุมัติให้ผ่านกฎหมายนี้ได้ก็ส่งกฎหมายฉบับนี้ไปที่รัฐบาล รัฐบาล พิจารณาแล้ว สลค. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีส่งให้กฤษฎีกาไปศึกษา นี่คือขั้นตอนการออกกฎหมายตามปกติของ รัฐบาล กฤษฎีกาไปพิจารณาก็ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาดู ผลสุดท้ายมีเวลาพิจารณา ๒๐ วัน มติของกฤษฎีกาออกมาว่าให้ชะลอไว้ก่อน ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้สมัยผม เป็น ส.ว. ผมได้ร่วมศึกษากฎหมายฉบับนี้ ท่านอาจารย์พรพันธุ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านเป็นพยานได้ กฎหมายนี้ถูกผลักดัน ถูกพยายามฟอร์ซ (Force) จากต่างประเทศ ที่จะให้รัฐไทยออกกฎหมายนี้ให้ได้ เราเห็นความสำคัญของกฎหมายนี้เป็นอย่างมาก มีการพิจารณาต่าง ๆ ใช้เวลาประมาณ ๔ ปีออกกฎหมายฉบับนี้มาได้ แต่กฤษฎีกา ใช้เวลาพิจารณาเพียง ๒๐ วัน ภาษาที่ใช้ที่จะเป็นมติ ครม. ที่จะนำกลับเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีใหม่ก็คือคำว่าชะลอไว้ก่อน ภาษาสุภาพมาก คำว่าชะลอไว้ก่อน ถ้าภาษาเราก็คือคว่ำนั่นเอง เพราะว่ากฤษฎีกาได้ถามความเห็นไปที่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขก็บอกว่าออกเป็นข้อบังคับอื่น ๆ ก็ได้ ออกเป็นนโยบายก็ได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะออกเป็นพระราชบัญญัติ ผลสุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ก่อนจะนำกลับเข้าสู่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผมเป็นคนประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประสานกับกฤษฎีกา คือเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ประสานกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นขอเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรี ถ้าท่านจะเข้าวันอังคาร คือวันพรุ่งนี้ว่าขอให้ขยายเวลาการศึกษาไปอีก ๖๐ วัน นี่คือเทคนิคของการประสาน ความร่วมมือของการออกกฎหมาย ในที่สุดเมื่อ ๒ เดือนที่แล้วกฎหมายฉบับนี้ก็เข้าสู่ ครม. อีกครั้งหนึ่ง มติออกมาว่าให้ขยายเวลาศึกษาไปอีก ๖๐ วัน ผลสุดท้ายใช้เวลาเกือบ ๕๐ วัน กฎหมายฉบับนี้กำลังจะนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช. นี่คือเคส (Case) ศึกษาให้เห็นว่า กฎหมายต่าง ๆ ที่เราจะเสนอ สนช. นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประสาน ความร่วมมือต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าเรามโนเอา เราอยากจะให้กฎหมายต่าง ๆ นี้ออกมา แล้วในที่สุด ท่านจะผิดหวัง เพราะว่ากฎหมายฉบับนั้นในที่สุดแล้วประธานกรรมาธิการสาธารณสุข ต้องไปล็อบบี (Lobby) ขออนุญาตใช้คำว่าล็อบบี (Lobby) เลย คุยกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขก็เซย์ เยส (Say yes) อธิบายและเห็นด้วย เพราะว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง ดังนั้นนี่คือกรณีศึกษาให้เห็นว่ากฎหมายต่าง ๆ ที่เราจะเสนอ สนช. นั้น อย่าลืมว่า สนช. เขามีงานของเขาอยู่มากมาย เราจะเสนอไปโดยที่เรา ไม่มีการประสานความร่วมมือก่อนนั้นไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย ที่ผมขออนุญาตเสนอ ที่ประชุมแห่งนี้ว่า ท่านประธานครับ การปฏิรูปบางเรื่องผมได้ยินท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่าอาจจะต้องใช้มาตรา ๔๔ ซึ่งผมเห็นด้วย เพราะฉะนั้นข้อบังคับการประชุมที่จะใส่เอาไว้ เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี จึงเสนอว่าการใช้มาตรา ๔๔ คือการให้รัฐบาลหรือ คสช. เป็นคนใช้ เราไม่ได้เป็นผู้ใช้ เราเป็นผู้เสนอ เพราะฉะนั้นเราควรจะขอความร่วมมือประสาน ไปทางรัฐบาล คสช. เพื่อให้ใช้มาตรา ๔๔ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นควิกวิน (Quick win) ที่เป็นประโยชน์และมีความเร่งรีบเป็นอย่างยิ่ง แต่การใช้มาตรา ๔๔ นั้นก็เป็นดาบสองคม เพราะฉะนั้นการที่จะเสนอจาก สปท. ไปควรจะใส่ไว้ในข้อบังคับการประชุม มีคณะกรรมการ พิเศษขึ้นมากลั่นกรอง ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ใด ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของ ท่านประธานท่านเดียว หรือไม่ใช่หน้าที่ของวิป (Whip) สปท. เพราะฉะนั้นมีการกลั่นกรอง ๓ ขั้นตอน ขั้นตอนที่ ๑ กรรมาธิการที่ศึกษากฎหมายฉบับนั้นเห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้ มาตรา ๔๔ ขั้นตอนที่ ๒ นำเข้าสู่วิป (Whip) สปท. ที่จะมีในอนาคต ให้วิป (Whip) สปท. มีมติเห็นด้วยที่จะให้ใช้มาตรา ๔๔ ขั้นตอนที่ ๓ ต้องนำกลับเข้ามาสู่ที่ประชุมแห่งนี้ให้มีมติ ด้วยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๔ หรือ ๔ ใน ๕ ก็สุดแล้วแต่ที่จะนำเสนอ ร่างกฎหมายฉบับนั้นสู่ คสช. เพื่อขอให้ใช้บังคับมาตรา ๔๔ จะเห็นว่ามาตรา ๔๔ เขียนเรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๒ วัน ๓ วันใช้ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความจำเป็นเราใช้ได้ เพราะว่าการทำงานของ สปท. นั้น ทำงานอยู่บนปากเหว เราไม่ได้มาด้วยประกาศ พระบรมราชโองการ เรามาด้วยประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าวิธีคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญตอนแก้ไข เขาคิดอย่างไร เราอาจจะไม่ได้อยู่ ๖ ๔ ๖ ๔ ๖ ๔ หรอกครับ เราอาจจะอยู่ ๖ เดือนก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามานั่งจินตนาการว่าเราจะต้องค่อย ๆ ทำโรดแมป (Road map) ของเรา ๑ บวก ๑ บวก ๑๘ เราอาจจะต้องหงายหลัง มันอาจจะ ๑ บวก ๑ แล้วก็คว่ำไปเลยก็ได้ หรืออาจจะ ๑ บวก ๑ บวก ๔ แล้วก็คว่ำไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นอันไหนที่คิดได้ ทำได้ เร็วได้ ดีที่สุดรีบผลักดัน รีบทำผลงานออกมาให้ได้เร็วที่สุด วิธีไหนที่จะทำได้รอบคอบ รัดกุม รวดเร็วออกมาได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นการจะทำข้อบังคับการประชุมนั้นต้องมีตรรกะ ของความกระฉับกระเฉง อย่าอุ้ยอ้าย อย่าคิดว่าจะทำงานแบบสภา ไม่ว่า ส.ส. ส.ว. หรือ สปช. นั้นคงไม่ได้แล้ว อันไหนที่จะเร่งรีบได้ทำ อันไหนที่จะมีควิกวิน (Quick win) ได้ทำ อันไหนที่จะต้องมีการล็อบบี (Lobby) มีการประสานได้ทำ อันนั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งสำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้เวลาแค่ ๒ นาที สมัยเป็น ส.ว. นี่ กฎหมายไหนที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร วาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ทันทีเลยแทบจะวันนั้นเลย ส.ว. ซึ่งเป็นสภาพี่เลี้ยง สภากลั่นกรองกฎหมายจะนำกฎหมายฉบับนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของ ส.ว. เพื่อตั้งกรรมาธิการไปศึกษากฎหมายฉบับนั้นทันที คู่ขนานกับการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ผมจึงเสนอว่ากฎหมายต่าง ๆ ที่ สปช. ทำเอาไว้เสร็จแล้วจะกี่ร้อย กี่สิบฉบับก็แล้วแต่ในเวลานี้นี่ทันทีท่านทำข้อบังคับการประชุมครับ ให้อนุญาตให้เราส่ง กฎหมายฉบับนั้นไปที่ สนช. ให้ สนช. ช่วยกรุณาศึกษารับพิจารณาเป็นคู่ขนานกับ การดำเนินการในการออกกฎหมายได้ กฎหมายฉบับนั้นถ้าเกี่ยวกับคมนาคมเขาก็จะนำเข้า กรรมาธิการคมนาคม ถ้าเกี่ยวกับการศึกษาก็เอาเข้ากรรมาธิการศึกษา ศึกษาคู่ขนานกันไป เราจะบอกว่าค่อย ๆ ทำแล้วค่อยเอาส่งให้ สนช. นี่ไม่มีทันหรอกครับ แล้วในที่สุดแล้วเวลา กฎหมายเข้า สนช. เขาก็จะไปพิจารณาตามที่กรรมาธิการคณะนั้นละครับศึกษามา จะเซย์เยส (Say yes) เซย์โน (Say no) อนุมัติหรือไม่อนุมัตินี่ดูข้อศึกษา ดูผลยุติของกรรมาธิการ คณะนั้นที่ศึกษาเอาไว้ วิธีนี้ทำให้การศึกษากฎหมายของ สนช. เร็วขึ้น เร็วขึ้นอย่างน้อย ๖ เดือนครับกฎหมายถ้าพิจารณาคู่ขนาน ท่านอลงกรณ์ท่านเคยเป็นสภาผู้แทนราษฎร ท่านทราบเรื่องนี้ดี ขอเสนอเอาไว้อีกอันหนึ่งครับ แล้วอีกอันที่สำคัญที่สุดคือหลักการ ของกฎหมาย หลักการนี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเขียนหลักการเอาไว้ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม ผ่านเข้าไปสู่ สนช. สนช. เขารื้อได้เขายำใหญ่เลยครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายที่มีหลักการ และข้อกฎหมายที่มันไม่สอดคล้องกันจะมีปัญหา ผมจึงเสนอว่าเราอุตส่าห์ปฏิรูปแทบตาย เราเขียนมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๒๐ แทบตาย แต่พอเราเขียนหลักการเอาไว้ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม ไม่ปิดเอาไว้ให้มิดชิด ในที่สุดแล้วไปสู่ สนช. สนช. เขามีสิทธิที่จะรื้อกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะปฏิรูปมันก็จะไม่ได้ปฏิรูป ผมขออนุญาตฝากเอาไว้ เพราะฉะนั้น ข้อบังคับการประชุมช่วยกรุณาใส่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ สุดท้ายครับท่านประธาน งบประมาณ ไม่เคยมีข้อบังคับการประชุมที่บรรจุเรื่องงบประมาณเอาไว้ ผมไม่ประสงค์ที่จะเห็น การพิจารณางบประมาณของ สปท. คือมี ๗ กรรมาธิการ สมมุติเอา ๗ หาร มี ๒๐ กรรมาธิการ เอา ๒๐ หาร มี ๑๒ กรรมาธิการ เอา ๑๒ หาร การพิจารณางบประมาณ ต้องใส่ไว้ใหม่ ต้องปฏิรูปใหม่ มีการจัดสรรอย่างรอบคอบ รัดกุม อย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ ขอบพระคุณครับ