เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเรื่องหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงหน้าที่ของสปท.
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ใคร่ขออนุญาตใช้เวลา กราบเรียนชี้แจงถึงข้อคิดเห็นของผมต่อการอภิปราย และต่อความคิดของท่านสมาชิก ที่ได้กรุณากล่าวไปแล้วหลายท่าน ผมเองที่ผ่านมาได้อยู่ในทั้ง ๒ ส่วน คืออยู่ใน สปช. และอยู่ในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เดิมคำว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นสภาซึ่งกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่เราคิดจะให้เป็นผู้ปฏิบัติในการขับเคลื่อนการปฏิรูป เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว โดยนำผลงานกรอบการปฏิรูปที่ สปช. เป็นผู้จัดทำไปดำเนินการ ในการขับเคลื่อน แล้วก็ให้กระบองไว้หลายอันเลยอย่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ว่าเราเหมือนยักษ์ ไม่มีกระบอง วันนี้เมื่อได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ก็ได้ปรับเปลี่ยนชื่อเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นชื่อซึ่งเดิมมีเจตนาจะให้เป็น หน่วยงานองค์กรที่จะไปทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง พร้อมด้วย อำนาจ แล้วก็ด้วยขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการบริหารประเทศของ รัฐบาลใหม่ แต่เมื่อได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการยกเลิก สปช. แล้วตั้ง สปท. มาแทน ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านมาตรา ๓๙ ให้ชัดเจนนะครับ แล้วก็ต้องเปิดกว้าง ในการตีความ ถ้าไปหยิบเพียงคำเดียวมาพูดบอกว่าสำคัญเร่งด่วน เพราะเราจะต้องไป ขับเคลื่อนประเทศ ๓ เรื่อง ๕ เรื่องนี้ นั่นก็แล้วแต่การตีความ บ้านเรานี่ตีความกฎหมาย ตีความคำพูดแต่ละคำออกไปได้หลายทิศหลายแนวทางตามที่ตัวเองอยากจะต้องการตีความ เพราะฉะนั้นจึงทำให้การทำงานมันจึงยาก แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวได้แก้ไขไว้คือ สปท. ก็คือ สปช. การไปให้ความสำคัญคำว่าขับเคลื่อน จนกระทั่งคิดว่าเราเป็นผู้ที่จะไปขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศใน ๒๐ เดือนข้างหน้า ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่อาจจะตีความเกินกว่าที่เราจะสามารถทำได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องดี เพราะฉะนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านหัวหน้า คสช. จะมาในวันที่ ๒๘ นี้ ผมอยากให้ พวกเราได้รอฟัง รอฟังจากท่าน หรือจากผู้ที่ท่านจะมอบหมายให้มาชี้แจงให้ชัดเจนว่า หน้าที่ของ สปท. ที่แท้จริงนั้นคืออะไร ๖ ๔ ๖ ๔ นี่มันแป๊บเดียวนะท่าน ๖ ๔ แรกก็คือ ๑๐ เดือนเท่านั้นเองที่เราหรือรัฐบาลจะมีเวลาทำงาน พอ ๖ ๔ แรกผ่านไปแล้ว มีรัฐธรรมนูญแล้ว สนช. เองจะไม่มีเวลาหันมาดูเราเลย สนช. จะต้องไปทำหน้าที่ ในการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๑๐ กว่าฉบับ ตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกหลายฉบับที่ กรธ. จะเป็นผู้เสนอ และใน ๔ สุดท้ายนั้นคือช่วงของการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วถึงเราจะมีเวลา ๒๐ เดือน แต่เป็นเวลาของการทำงานของเราเอง จะไปพึงหวังว่า สนช. หรือรัฐบาลจะมาขับเคลื่อนสิ่งที่เราคิดในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ผมคิดว่าทำได้ยาก เพราะฉะนั้นในความคิดของผมสภาเรานี่มีหน้าที่หลักในการที่จะเตรียม กรอบการปฏิรูปทั้ง ๑๑ ด้านนั้น คำว่าสภามีหน้าที่หลักคือแต่ละด้านมันจะมีหลายเรื่องที่มีความสำคัญ เราก็หยิบเอามา ที่สำคัญเร่งด่วนมาเตรียมให้พร้อม ที่เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้ว มีสภาใหม่แล้ว มีรัฐบาลใหม่แล้ว แล้วก็อาจจะมีคณะกรรมการหรือมีองค์กรหนึ่งใดที่รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นผู้กำหนดทำหน้าที่ ในการขับเคลื่อนตามกรอบปฏิรูป ซึ่ง สปท. ได้จัดเตรียมไว้ ใน สปช. เองก็มุ่งหวังที่จะทำ การปฏิรูปเพื่อให้เป็นผลงานจึงได้มีการจัดทำควิกวิน (Quick win) คือข้อเสนอในการปฏิรูป อย่างรวดเร็ว เราลองดูควิกวิน (Quick win) ของ สปช. ๙ เรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำง่าย ๆ อย่างเช่นเรื่องของการกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาในการใช้งาน ที่เป็นจริงโดยคิดเป็นวินาที ซึ่งไม่มีอำนาจอะไรส่งไปให้เขา ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ได้ทำอะไร มากมาย เรื่องการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ครม. ก็มีมติส่งให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไป หรือแม้แต่เรื่องโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ รูฟ (Solar roof) อย่างเสรี เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างว่างานปฏิรูปที่เราจะเป็นผู้จัดดำเนินการนั้นมันจะซับซ้อน มันจะ ใช้เวลานานเพราะปฏิรูปคือ ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี เพื่อจะปฏิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาทรัพยากรอื่น ๆ ต้องใช้เวลาทั้งนั้น แต่เราเองนี่แหละ หน้าที่ของเรานี่แหละที่จะต้องเป็นผู้เตรียมอาหารสำเร็จรูปสำหรับให้คณะกรรมการ หรือรัฐบาลเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วเป็นผู้นำไปดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด ให้การปฏิรูปนั้นนำไปสู่ความสำเร็จ ฉะนั้น ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าไม่อยากให้เพื่อนสมาชิกมีไมนด์เซต (Mindset) วันนี้ว่า ใน ๒๐ เดือนนี้เราจะขับเคลื่อนอะไรกันให้สำเร็จ เพราะไม่มีอะไรที่จะขับเคลื่อนได้สำเร็จ ภายในไม่กี่เดือนถ้าเป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริง อย่างที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงความหมาย ของคำว่าปฏิรูป อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนคือร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. ดำเนินการยกร่างอยู่นี้ วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้แยกความรับผิดชอบจาก สปท. และ กรธ. ลงอย่างชัดเจนคือไม่เกี่ยวกันเลย ไม่เกี่ยวกันแม้แต่นิดเดียวแต่ สปท. จะเดินไปข้างหน้าโดยไม่หันไปดู กรธ. ไม่ได้ ผมยกตัวอย่างในการปฏิรูปด้านการเมือง ในอดีตตอนที่ สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังเกี่ยวกันอยู่ก็จะมีการเสนอแนะ แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งเห็นต่าง เห็นพ้อง เพราะฉะนั้นการดำเนินการ ของกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองจึงดำเนินการไปได้ตามความคิดของเขา แล้วก็เสนอไปที่ กรรมาธิการยกร่างว่าจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่สมมุติว่าถ้ารัฐธรรมนูญออกมาแล้ว แนวความคิดของกรรมาธิการปฏิรูปทางการเมืองถ้าไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นที่ผมเรียนคือว่าในปลายเดือนมกราคมนี้ อีก ๓ เดือน เราจะเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ กรธ. จะดำเนินการแล้วเสร็จ เราต้องติดตามการยกร่าง รัฐธรรมนูญแล้วก็นำสิ่งซึ่งจะเป็นผลของการยกร่างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาเป็นแนวทางในการกำหนดแนวทางในการปฏิรูป สมมุติว่าเขากำหนดให้มี ๒ สภา ให้ ส.ส. มาแบบนี้ ส.ว. มาแบบนั้น แล้วในที่สุดแล้วออกเป็นรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองจะไปเขียนเป็นอื่นไม่ได้ก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องแล้วก็จัดตรงนั้นว่า จะปฏิรูปอย่างไรให้ได้คนดีเข้าสู่สภา ปฏิรูปอย่างไรให้การเลือกตั้งตามระบบที่กำหนด ในรัฐธรรมนูญนั้นสามารถดำเนินการได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะฉะนั้น การยกร่างรัฐธรรมนูญถึงเราจะไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เราจะไปบอก กรธ. บอกคุณต้องร่าง ตามนั้นตามนี้ไม่ใช่ครับ กรธ. จะร่างตามแนวคิดที่ กรธ. ได้ศึกษา ได้รับฟังจากทุกฝักทุกฝ่าย เขารับฟังจาก คสช. จาก ครม. จาก สนช. และจากประชาชน ไม่มีกำหนดข้อไหน ให้รับฟังจาก สปท. เพราะฉะนั้น สปท. เองต้องคอยติดตามการยกร่างแล้วนำบทสรุปสุดท้าย มาเป็นแนวทางในการเขียนกรอบการปฏิรูป แต่เราปฏิรูปเราเดินเลยไปจากรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องเดินอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมจึงฝากอันนี้เป็นข้อสังเกตว่า ไม่ใช่เราจะคิดปฏิรูปอย่างนั้นอย่างนี้แล้วส่งไปให้ กรธ. เขาบอกต้องทำตามนี้ มันไม่ได้เดิน เป็นแบบนั้นเหมือนในตอนแรกนะครับ สุดท้ายก็ขอกราบเรียนว่าอย่างไรนะครับร่างข้อบังคับการประชุมมันกำหนดอะไรครับ กำหนด ๒-๓ อย่าง กำหนดว่าในที่ประชุมนี้ใครจะเป็นคนลุกขึ้นพูดก่อนพูดหลัง พูดกี่นาที อันนี้มันต้องมีนะครับ เราไม่ใช่สภาวิชาการแบบที่ต่างคนต่างลุกขึ้นพูด เดินเข้าเดินออกกัน นี่คือสิ่งที่ต้องมีอยู่ในการกำหนดการประชุม แต่ว่าการที่จะนำการขับเคลื่อนหรือการปฏิรูป ไปขนาดไหนนั้น ท่านประธานและท่านรองประธานก็จะเป็นผู้ดำเนินการแล้วก็ดำเนินการ ผ่าน ที่เราเรียกว่าวิป (Whip) ซึ่งก็คงจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอย่างไรก็คงจะต้องตั้ง กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้ครบอย่างน้อย ๑๑ ด้านตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำหนดไว้ ผมเห็นด้วยกับบางท่านที่เสนอว่าสมาชิกแต่ละท่านนั้นควรจะอยู่ ใน ๑ กรรมาธิการ ไปคอนเซนเตรท (Concentrate) ในเรื่องนั้น ๆ ส่วนจะไปอยู่ ในอนุกรรมาธิการอะไรบ้างก็แล้วแต่ของกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ก็ยังคิดว่า เราคงน่าจะลดกรรมาธิการลงจากเดิมที่มี ๑๘ คณะ ให้เหลือประมาณ ๑๑-๑๒ คณะ แล้วแต่ละคณะหนึ่งก็จะมีประมาณ ๑๗-๑๘ คนนะครับ แต่ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ส่วนใหญ่เราจะกำหนดเป็นเกณฑ์ เช่น ๑๕-๒๕ คนอย่างนี้ เราดูว่ามินิมัม (Minimum) นั้น ควรจะน้อยที่สุดเท่าไรที่ให้สามารถทำงานได้ แล้วก็มีแม็กซิมัม (Maximum) ไว้เพื่อไม่ให้ คนแห่ไปอยู่ในกรรมาธิการที่บางทีคนชอบกันมากเพราะพวกลากมากก็ไปอยู่ตรงนี้กัน เต็มไปหมด ที่อื่นเลยมีคนไม่พอผมขออนุญาตฝากข้อสังเกตในขั้นต้นไว้แค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธาน