วรรณธรรม กาญจนสุววรณ หารือเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผลักดันการปฏิรูปในเชิงเนื้อหาและกระบวนการ และขอให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการปฏิรูป
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๑๒๙ ขอให้ข้อสังเกตดังต่อไปนี้ เบื้องต้นเราทราบกันดีว่าพวกเรานั้นได้ก่อกำเนิดจากเจตนารมณ์ แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๙/๒ ซึ่งจุดเริ่มต้นตรงนี้ถ้าเราลองดูกันให้ดี เราก็จะพบว่าจะมีความเชื่อมโยงกับการทำหน้าที่ของรุ่นพี่ของเราคือ สปช. สปช. เองนั้น ในกฎหมายมีเจตนารมณ์ชัดเจนเช่นเดียวกันครับว่าให้ทำการศึกษาเสนอแนะเรื่องการปฏิรูป ใน ๑๑ ด้าน นั่นคือภาระงานเบื้องต้นที่เราคงหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะกฎหมายได้บัญญัติไว้ อย่างนั้น แต่สิ่งที่ผมจะอภิปรายเพิ่มเติมต่อไปนี้นั้นคงเป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่า สังคมวันนี้คาดหวังมากว่าการขับเคลื่อนนั้นคืออะไร ในความหมายของการขับเคลื่อนนั้น เพื่อนสมาชิกหลายคนให้ความหมายที่หลากหลายกัน แต่สิ่งหนึ่งถ้าเราดูตามเจตนารมณ์ ของพจนานุกรม ผมไปค้นมาพบว่าการขับเคลื่อนนั้นก็คือการผลักดันนั่นเอง แต่การผลักดัน อย่างไรที่จะสู่เป้าหมายของเราได้ คงจะต้องมีการผลักดันอย่างน้อย ๒ เรื่องด้วยกันครับ คือ ๑. ในเชิงเนื้อหา เนื้อหาทั้ง ๑๑ ด้านนั้นจะไปอย่างไร จะมีการเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จัดลำดับความสำคัญก่อนหน้าหลัง ในระยะเวลาที่จำกัด ๒๐ เดือนจากนี้ไป ประการที่ ๒ คือ เรื่องกระบวนการ ผมคิดว่าความสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่เรื่องกระบวนการนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากว่ากระบวนการที่ผ่านมานั้นหลายคนสะท้อนให้เห็นคำว่าแม่น้ำ ๕ สาย ไม่ใช่เฉพาะส่วนของเราเท่านั้น ยังทำงานกันแบบไม่ประสานเป็นเรื่องเดียวกัน คงเป็นโอกาสที่ดีถ้าข้อบังคับนั้นได้มีโอกาสที่จะเสนอให้เห็นภาพว่าการทำงานร่วมกับ แม่น้ำ ๕ สายนั้นต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร กระบวนการผลักดันไปหน่วยงาน ครม. จะทำอย่างไร กระบวนการผลักดันที่จะทำให้เกิดเนื้องานทางกฎหมาย สนช. จะทำอย่างไร และที่สำคัญคือกรรมาธิการยกร่างกฎหมายหรือกฎหมายสูงสุด ณ ขณะนี้มีเรื่องอะไรจำเป็น แค่ไหนที่เราจะต้องส่งไปให้เขาอย่างเร่งด่วนมาก รวมถึงในส่วนของภาคประชาชนด้วยว่า สิ่งที่เราทำอยู่นี้นั้นเป็นที่คาดหวังหรือความต้องการของประชาชนอย่างไร ผมมีข้อสังเกต อีกประการหนึ่งว่าพวกเราเข้ามา ๒๐๐ ชีวิตตรงนี้นั้นมีความหลากหลายที่แตกต่างกับ สปช. ในครั้งเริ่มต้น สปช. ในครั้งเริ่มต้นนั้นใช้หลักวิชาการสำคัญมากคือหลักการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน เอาประชาชนที่หลากหลายสาขาเข้ามากัน มีการกลั่นกรองกัน แต่ครั้งนี้ ของเราได้รับภารกิจโดยตรงจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านได้กำหนดตัวบุคคลมา ซึ่งแน่นอนแสดงว่ามีการศึกษาในเบื้องต้นไม่มากก็น้อยแล้วว่าพวกเรานั้นน่าจะทำงาน ร่วมกันได้ น่าจะเป็นเอกภาพกันได้ และมีความหลากหลายที่จะไปตอบสนองต่อ ความต้องการของกลุ่มคนที่มาไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง กลุ่มข้าราชการ หรือกลุ่ม สปช. เดิม ผมคิดว่าตรงนี้มีความหมายอย่างมากว่าการกำหนดข้อบังคับเพื่อให้มีทิศทาง เพื่อใช้คนให้ตรงกับงานนั้นจะมีความหมายยิ่งยวด สิ่งหนึ่งที่ควรละเลยไม่ได้เลยว่า ในแต่ละส่วนของแม่น้ำ ๕ สายนั้นเขาทำอะไร อย่างไรอยู่ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านนิกร จำนง ก็ดีหรือหลายท่านก็ดีได้แสดงให้เห็นว่ามีงานที่ขับเคลื่อนหรือผลักดันในเชิงปฏิรูป ไปแล้วเราตามทันเขาหรือไม่ แล้วเราจะเข้าไปมีส่วนบทบาทผลักดันต่อเนื่องได้อย่างไร ผมคิดว่าในเชิงกระบวนการกระบวนการหนึ่งที่อยากจะอยู่ในข้อบังคับเลยคือการติดตาม และประเมินผล อยากเห็นครับว่าเรื่องอะไรเมื่อจัดลำดับแล้วได้บรรลุถึงเส้นชัยหรือยัง ได้ติดตามประเมินผลก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในสิ่งที่ดีกว่า นอกจากนี้ วันนี้เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของประเทศชาติของเรานั้นอยู่ในห้วงของการเปลี่ยนแปลง แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ ๑๑ กำลังสิ้นสุดลงเรากำลังไปสู่ แผนที่ ๑๒ คณะกรรมการขับเคลื่อนของพวกเราทั้งหลายคงมีส่วนภารกิจสำคัญมาก ที่จะต้องไปวางกรอบในการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้เกิดความต่อเนื่อง ยังมิรวมถึงว่าคณะรัฐบาลเองหรือคณะรัฐมนตรีเองได้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำงานเป็นเนื้ออันเดียวกัน ผมอยากเห็นว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นมีเนื้อหาอะไรที่ตรงกันกับการขับเคลื่อนประเทศ ณ ขณะนี้ และทราบว่าเขาวางแผนล่วงหน้า ๒๐ ปี เรื่องของเรานั้น ๒๐ เดือน ๒๐ เดือน กับ ๒๐ ปีนั้น ค่อนข้างต่างกันมากเลย มีอะไรที่ซ้ำซ้อนกันหรือตรงกันก็ต้องพูดให้ชัดเพื่อให้ประชาชน โดยรวมเข้าใจกัน และคงจะสนับสนุนให้เห็นภาพว่าเรายังมีภาคีที่เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปนี้ อีกมากมาย เช่นวันนี้เรามีแผนพัฒนาการเมืองของสภาพัฒนาการเมือง ถึงแม้ว่าเป็นองค์กร ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ แล้วถูกฉีกทิ้งไปแล้วแต่เราก็ไม่ควรละเลย เพราะวันนี้ เขาก็ยังทำตามหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองอยู่ หรือยังมีการคงไว้ ซึ่งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งท่านประธานได้กรุณาว่าสภาของเรา ควรจะเป็นสภาปรึกษาทางวิชาการ ตรงนี้เองผมไม่อยากให้เกิดความสับสนของประชาชนว่า เรานั้นไม่ใช่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ แต่เราคือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่อยู่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ดังนั้นการนิยามการขับเคลื่อน ผมคิดว่าวันนี้มีความแหลมคมจากท่านประธานแล้วว่าเรานั้นต้องทำหน้าที่ในฐานะ สภาวิชาการและสภาที่ปรึกษา แต่ของเราต้องมีกระบองเป็นยักษ์ที่มีกระบองคือ การผลักดันได้ ขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง เพราะจุดอ่อนของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติที่ผ่านมานั้นใครก็ตาม ถ้าตามงานนี้คงพบว่าเป็นยักษ์ที่ไม่มีกระบอง ให้คำปรึกษากับแม่น้ำ ๕ สายหรือคณะรัฐมนตรีแล้วก็เท่านั้นเองไม่มีผลต่อการที่จะไปบังคับ ให้เกิดเป็นรูปธรรม แต่ของเรานั้นผมคิดว่าเราคงมีความตั้งใจกันทุกฝ่าย ทุกคน ๒๐๐ ชีวิตนั้นอยากเห็นการปฏิรูปที่กินได้ ที่สามารถที่จะทำให้เป็นผลงานได้ว่า เรากำลังทำงานให้กับชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง และสุดท้ายครับ ผมคิดว่าวันนี้นั้นนอกจากที่จะมีภาคีทั้งหลาย นั่นหมายความว่าภารกิจ ที่ควรอยู่ในข้อบังคับอย่างหนึ่ง คือการประสานงานกับผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เราต้องการปฏิรูป ประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขให้เกิดความถูกต้อง และยั่งยืน ดังนั้นจึงคิดว่าในเบื้องต้นขอให้เน้นว่าเนื้อหาอะไรเราต้องมีการกลั่นกรอง ๓๗ เรื่อง บางเรื่องต้องมีการทำยุทธศาสตร์ และมีแผนขั้นตอนการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืน ที่สำคัญครับคือกระบวนการ กระบวนการวันเริ่มต้นนี่ผมดีใจครับ ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ประธาน คสช. นั้นจะมาพบกับพวกเรา ผมอยากเห็นครับว่าสภาแห่งนี้นั้นเราได้มีข้อเสนอ อย่างชัดแจ้งเป็นประจักษ์ชัดและทำได้ ในระยะเวลา ๒๐ เดือนนั้นว่าเราจะทำงานร่วมกับ แม่น้ำ ๕ สายนั้นอย่างไร เพื่อต้องการเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกันในการแก้ปัญหา ชาติบ้านเมือง จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ