นิกร จำนง หารือเรื่องข้อจำกัดของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และขอให้สมาชิกสภาให้เวลาสักเล็กน้อยในการกล่าวถึงงานของสภาแห่งนี้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๗๙ ผมขออนุญาตท่านประธาน เสนอความเห็นนะครับ ที่จริงแล้วอาจจะเกี่ยวพันกับประเด็นที่กำลังพูดอยู่ก็คือประเด็น เรื่องของการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่จริง ๆ แล้ว การยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นการกำหนด เหมือนการเดินของกรรมการชุดนี้ดูเหมือนกับมีแค่กำหนดเราจะประชุมกันเวลาไหน อย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ มันเป็นการกำหนดโครงสร้างในการบริหาร ดังนั้นถือว่ามีความสำคัญ เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นผมขอเวลาท่านสมาชิกจะกล่าวเกี่ยวกับงานของสภาแห่งนี้ด้วย ซึ่งอาจจะลงไปในรายละเอียด ขอเวลาสักเล็กน้อยนะครับ ขออภัย ผมอยากจะกล่าว ใน ๓ ประเด็น ประเด็นเรื่องความคาดหวังของพี่น้องประชาชนหรือสังคมต่อกรรมการชุดนี้ ตามที่ท่านกษิต ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้กล่าวแล้วนะครับ ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องจริงในโลกแห่งความเป็นจริงของเราก็คือว่าข้อจำกัดของเราเองที่มี ซึ่งถ้ามองให้ดีแล้วเรามีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ถ้าหากว่าเราจะเคลื่อนไปโดยข้ามตรงนี้ไปแล้ว ก็มองโลกเป็นโลกสวย เราก็คงจะมีปัญหา ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าปัญหาเร่งด่วนขณะนี้ ซึ่งผมถือเป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินมากที่เราจะต้องเร่งให้เร็วที่สุดก่อนงานอื่นเสียด้วยซ้ำ ที่จะต้องดำเนินการ ประเด็นแรก ท่านประธานครับ เราจะเห็นว่าภาพปรากฏในสื่อก็ดี หรือที่ไหนก็ดีเขามีความรู้สึกที่ดีมากกับสภาแห่งนี้ อาจจะเป็นอย่างที่ท่านบอกว่าชื่อก็คือ เป็นการปฏิรูปสาระสำคัญ อาจจะเป็นว่าประชาชนจมอยู่กับความขัดแย้งทางด้านการเมือง แล้วก็ทุก ๆ ทางมายาวนานมาก ดังนั้นพอเขาเห็นปลายแสงขึ้นมานิดหนึ่งก็มีความหวัง ขึ้นมามาก แล้วเราจะสังเกตได้ว่าการตอบสนองตรงนี้ไม่เหมือนกับกรรมการชุดอื่นที่ตั้งขึ้นมา กรรมการชุดยกร่างหรือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้จะมีความเห็นเป็น ๒ ทาง คือเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนหนึ่งพอมีประเด็นอะไรออกมาเราจะเห็นทุกวัน วันนี้ก็มี พอเสนอความเห็นตรงนี้ขึ้นมาฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย ฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย จะมี ๒ ข้างคือ บวกกับลบ แต่ของ สปท. เองไม่มีครับ มีเป็นด้านบวกด้านเดียว แต่ตรงนั้นเป็นความคาดหวัง ที่มากมายซึ่งส่วนนี้ผมมองว่าเป็นดาบสองคมสำหรับเรา คมที่ ๑ เป็นประโยชน์มากก็คือ เราสามารถจะประสานกับใคร ไปทำงานกับประชาชนกับหน่วยงานใดนี่เขาจะยินดีให้ผ่าน เพราะว่าเป็นความคาดหวังของทุกคนเป็นด้านบวก แต่ด้านลบนี่ก็คือมากดดันเราเอง ในที่สุดแล้วอย่างกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี่เขาจะมีการสอบ ไม่ใช่สอบปลายเทอม จะเป็นการสอบปลายทางก็คือว่าทุกอย่างที่เสนอเข้าไปจะไปตัดสินครั้งเดียวตอนที่มี การลงประชามติ แต่ของเราก็มีครั้งเดียวเหมือนกัน พองานเราเสร็จถ้าเราไม่ได้เนื้องานเลย เราจะรู้สึกผิดกับตัวเองแล้วก็ผิดหวัง ที่ผมกล่าวแล้วต่อความคาดหวังที่มีมากมายมหาศาล ตรงนั้น ผมจะเข้ามาประเด็นที่ ๒ เป็นข้อจำกัดของเราเอง ผมมองว่าข้อจำกัดของ สปท. ขณะนี้ถ้ามองให้ชัดเรามีข้อจำกัดในเรื่องกรอบอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ตามมาตรา ๓๙/๒ ว่าให้มีขึ้นแทนและดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ สืบต่อจาก สปช. แล้วก็คำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลในระยะเวลา ที่เหลืออยู่เป็นประเด็นที่ ๒ และนำมาตรา ๓๑ (๑) และวรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม นี่เป็นกรอบอำนาจของเรา ผมมีความเห็นว่าหน้าที่ตามมาตรา ๒๗ ๑๑ ด้านขณะนี้ ที่มีการกำหนดซึ่งตรงกับนโยบายรัฐบาล ๑๑ ด้านที่กำหนด นี่คือกรอบงานของเรา ขณะนี้ ผมเรียนว่าได้ถูกกำหนดไว้หมดแล้วโดยอดีต สปช. ทั้ง ๓๗ ด้าน มีการกำหนดไว้โดยละเอียด แล้วก็เป็นข้อจำกัด ตรงนี้เป็นข้อจำกัด ดังนั้นถ้าเราจะไปเริ่มประเด็นอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ผมเกรงว่าจะทำไม่ได้ สมมุติว่าไปทำกระทบใครเขายื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความนี่เรากลายเป็น ทำนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญได้คือตรงนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเพราะว่างานถูกกำหนดแล้ว แล้วโดยเฉพาะภารกิจตรงนี้จะเห็นว่ามีการกำหนดตามมาตรา ๓๑ ก็คือให้ทำสืบต่อ เท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความว่าไปเริ่มใหม่ใน ๑๑ ด้าน ทำสืบต่อ ทำสืบต่อก็หมายความว่า ทำต่อจากที่ทำไว้แล้ว ถ้าไปทำใหม่ใน ๑๑ ด้านก็อาจจะทำได้ แต่อย่างไรก็มีข้อโต้แย้งได้ ดังนั้นในการทำสืบต่อถามว่าเป็นอะไรบ้าง ผมเรียนว่างานเดิม อย่างเรื่องกฎหมายที่มี การกำหนดในมาตรา ๓๑ ก็คือว่าให้ทำอะไรได้บ้าง ให้ดำเนินการก็คือเสนอไปยัง สนช. ในกรณีจะแก้กฎหมาย เสนอไปยัง ครม. ในกรณีที่จะมีประเด็นวาระในการปฏิรูป เสนอไปยัง คสช. เสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรามาทวนดูสิว่าอดีต สปช. นั้นท่านได้ทำอะไร ไว้แล้วบ้าง ผมเรียนว่าในข้อสรุปประเด็นที่ว่ามีการปฏิรูปแล้วอดีต สปช. ได้เสนอกฎหมาย ขอแก้ ๘๒ ฉบับ ขอยกใหม่ ๑๐๐ ฉบับ ซึ่งตรงนี้เป็นงานที่เป็นจำนวนมากมายมหาศาลก็คือ ๑๐๐ บวก ๘๒ คือ ๑๘๒ ฉบับ ดังนั้นจุดตรงนี้ในเมื่อเสนอไปแล้วเราเองก็คงมีข้อจำกัดว่า ต้องมาทบทวนกันตรงนี้ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วในเรื่องกฎหมายที่จะเกิดขึ้น ผมได้ทำ กฎหมายมาเยอะฉบับหนึ่งปกติแล้วใช้เวลาประมาณ ๒ ปี ซึ่งขณะนี้เรื่องที่เสนอต่อ สนช. คราวที่แล้วมีการเตรียมจะเสนอแล้วปรากฏว่า สนช. ก็มีความเห็นว่าเรื่องนี้อย่างไรก็ต้องไปเข้ารัฐบาล ทางรัฐบาลก็เลยดึงเรื่องไปดูก่อน ก็คือ ตกลงยังไม่ได้เข้า สนช. ไปที่รัฐบาลก่อน แล้วรัฐบาลจะคัดดูว่าอย่างไรแล้วจะส่งมา จนบัดนี้ ก็ยังไม่ได้ส่งก็แสดงว่า สปช. ที่ทำไว้เรื่องกฎหมาย ๑๘๒ ฉบับที่ว่านี่ยังไม่ได้มาที่นี่เลย จนถึงขณะนี้ไม่ได้เริ่มเลย ประเด็นต่อมาที่ว่าได้มีการดำเนินการแล้วก็คือเรื่องวาระปฏิรูป วาระปฏิรูปได้มีการดำเนินการไป ๓๗ เรื่อง ตามที่เราทราบแล้วเป็นวาระปฏิรูปพิเศษ ๑๕ วาระ วาระการพัฒนา ๗ วาระ และวาระเสนอเพื่อปฏิรูปเร็วอีก ๙ วาระนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ผมอยากจะเรียนว่ามันผ่านกระบวนการไปมากแล้วเหลือเกิน แล้วก็ มันก็เหลือแต่ว่าเราจะทำอะไรต่อจากนี้ ผมอยากจะขอเวลาว่าไม่ได้ขออ่านนะครับ แต่ว่าคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมว่ารับทราบงาน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและมีคำสั่งออกมาแล้ว มีมติออกมาแล้วว่าให้มอบให้นะครับ คือเป็นเรื่องว่าได้มีคณะกรรมการปฏิรูปได้เสนอตามมาตรา ๓๑ ตามที่เรากำลังจะทำนี่แหละ ไปยัง ครม. ครม. ก็มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมว่าให้รับทราบงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วมอบให้กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการกฤษฎีกา รับข้อเสนอของคณะกรรมการไปพิจารณาว่า สมควรดำเนินการตามข้อเสนอแนะหรือไม่ประการใดก่อน มติ ครม. ยังบอกอีกว่า โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานกลาง ในการรวบรวมผลการดำเนินการและแจ้งผลให้ทราบภายใน ๓๐ วัน เสนอไปเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนสิงหาคม ขณะนี้ ๑๑ กันยายน ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้ว ๑๑ ตุลาคม ๒ เดือนแล้ว ยังไม่ได้เสนอมาเพราะว่าทุกอย่างสะดุดหยุดลงตอนที่ว่าสภา สปช. นี่ยุบตัวลงไปจาก การไม่ผ่านรัฐธรรมนูญ แล้วก็นอกจากนั้นมีประเด็นที่สำคัญซึ่งเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาประเด็นความสอดคล้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตรงนี้เป็นประเด็นที่จะเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ผมเสนอต่อไปว่าในส่วนองค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ด้วย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตอนนี้สอดคล้องกันอยู่แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ยังไม่มีเลย เริ่มใหม่หมด ดังนั้นจุดที่เราจะทำ ๓๗ เรื่องนี้จะไปสอดคล้องรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่กันอย่างไร แค่ไหน ผมถือเป็นเรื่องด่วนมากนะครับ ประเด็นต่อมาท่านประธาน ที่เคารพครับ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวที่มีการเสนอแล้วนี่นะครับ พอมาถึงวันที่ ขออนุญาต ขอเวลาอีกนิดเดียวนะครับ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ในการประชุม ครม. มีการเพิ่มเติมอีก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการเดินแล้วของงานที่เรากำลังจะทำ มีการพิจารณาใน ครม. ว่า ตามรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นเส้นทางของการพัฒนาว่าเป็นหน้าที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพราะตอนนั้นมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ มาแล้ว คือแก้รัฐธรรมนูญแล้วในการปฏิรูปประเทศคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และประชาชนต้องรับรู้ ปฏิรูป ๑๑ ด้านตามที่บัญญัติไว้ ๒.๒ แล้วก็แบ่งระยะ ครม. มีมติว่าการทำปฏิรูปให้มี ๓ ระยะ ระยะที่ ๑ คือเรื่องทำทันที ระยะที่ ๒ คือเรื่องที่จะทำในระยะต่อไป แล้วก็ระยะที่ ๓ คือเรื่องเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ ส่งให้รัฐบาลต่อไปดำเนินการต่อ แสดงว่า ครม. ผ่าประเด็นออกแล้วว่าที่เสนอไป ๑๑ ด้าน ให้มีเรื่องทำทันที เรื่องที่จะต้องดำเนินการในระยะต่อไปคือระยะที่ ๒ ซึ่งมอบให้ อาจารย์วิษณุเป็นคนดูแล แล้วเรื่องเพื่อความยั่งยืนก็คือทำต่อไปส่งต่อให้รัฐบาลภายหลัง ซึ่งอาจจะมี ๕ ปี ๑๐ ปี อะไรก็ว่าไป แล้วก็กำหนดไว้ด้วยว่าใน ครม. กำหนดนะครับว่า ความหมายของคำว่าปฏิรูปคือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากเดิมให้เป็นแบบใหม่ ซึ่งอาจเป็น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์โครงสร้าง อำนาจหรือระบบบุคลากร แล้วกรอบวาระ ๓๗ เรื่อง เขาก็ชี้ไว้ในมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคมที่ผ่านมา คือกำหนดไว้อย่างนี้ แผน ๓๗ เรื่อง ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายนี่นะครับ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ดังกล่าวให้หน่วยที่เกี่ยวข้องคือ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปดำเนินการ กรรมการยุทธศาสตร์ที่ตั้งขึ้นมาโดย ครม. ว่าไปตั้งยุทธศาสตร์ชาตินี่ ดำเนินการขับเคลื่อนไปตามนี้นะครับ แล้วก็ที่สำคัญคือมอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการระยะที่ ๒ หมายความว่าตอนนี้ถ้าตามมติ ครม. เราอยู่ในระยะที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือข้อจำกัดที่ว่างานมันไปเยอะแล้ว แล้วเราจะทำยกงานใหม่นี่มันเป็นปัญหาของเราว่าเราจะต้องคัดงาน แล้วก็คงต้องไปตามเอา ทั้ง ๒ อย่าง กฎหมาย ๑๘๒ ฉบับ เราจะไปตามอย่างไร เราจะใช้หน่วยไหนตาม เรื่องที่ไป ที่ ครม. แล้ว ขณะนี้ ครม. สั่งการไปยังหน่วยราชการลึกลงไปแล้ว เดินแล้ว เราจะไปตามตรงนี้อย่างไร ไปตามที่ ครม. อย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงว่างานเป็นกิจการที่มีการดำเนินการ เพราะฉะนั้น ความเห็นผมก็คือว่าการกำหนดดีไซน์ (Design) โครงสร้างตอนนี้กรรมาธิการแต่ละชุด ๑๑ ด้านคงจะต้องตั้ง แต่ว่าอาจจะต้องมีเหมือนสเตียริง คอมมิตตี (Steering committee) ในฟิลลิง แอสเซมบลี (Feeling assembly) หมายความว่าเป็นกรรมการติดตาม ซึ่งปกติ ที่เราทำกันอยู่ก็คือว่าเราจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญกิจการใช่ไหมที่เราใช้กันอยู่ กิจการสภาไหน สภาไหนก็ว่ากันไป กรรมาธิการชุดนี้ประกอบด้วยท่านประธาน มีคนโน้นคนนี้ แล้วก็มีเลขาธิการทางวุฒิสภามาร่วมแล้วไปตามงาน คือติดตาม แต่จริง ๆ ขณะนี้งานติดตามเรามีเยอะมาก ผมก็มีความเห็นว่าอาจจะต้องมี คณะอนุกรรมาธิการ ๒ ทาง หมายความว่าอนุกรรมาธิการหนึ่งเหมือนกับว่าไปติดตาม จากชุดใหญ่ ตรงนี้ไปติดตามจาก ครม. เลย คือตาม ครม. ประเด็น ๓๗ เรื่องที่รัน (Run) ไปแล้ว รันไปแค่ไหนแล้วมารายงานวันจันทร์ วันอังคาร ที่ว่าอีกชุดหนึ่งเป็นฝ่ายติดตาม นิติบัญญัติ กฎหมาย ๑๘๒ ฉบับไม่ใช่น้อย ก็เอาผู้ที่ชำนาญกฎหมายอาจจะเป็นอาจารย์เสรี หรือใครมาตามทางด้านนี้ มันจะเป็น ๒ ทาง บริหารแล้วก็นิติบัญญัติ ถ้าอย่างนั้น เราจะได้งาน แต่ถ้าเราใช้ชุดใหญ่เป็นกิจการสภากว่าจะประชุมกัน แล้วท่านประธาน จะมีภาระเยอะ ตรงนี้มันจะทำให้งานมันติดตามได้เหมือนไม่เข้าไปคลุก ประเด็นต่อมา สุดท้ายขออนุญาตว่าผมมีประเด็นที่เป็นห่วงมากก็คือเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน เรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน ขณะนี้เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา ร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์ เป็นนะ ไม่ใช่ตาย พอเป็นแบบนั้นมันจะตามกันไป หมายความว่าให้ไปสอดคล้อง แต่ขณะนี้ รัฐธรรมนูญไม่มี พอไม่มี ขณะนี้อาจารย์มีชัยกำลังยกร่างอยู่ กำลังทำ ปัญหาก็คือว่า งานปฏิรูปทางด้านการเมืองขณะนี้ของเรา ถ้าเราไม่รีบส่งคือถ้าเรารอไปอีก ๒-๓ เดือนนี่ เขาจบ เพราะว่าในการเสนอของอาจารย์สมบัติที่มีการเสนอขึ้นมา กรรมการปฏิรูปมีการแก้ เรื่องกฎหมายการเลือกตั้งซึ่งเป็นกฎหมายลูกของกฎหมายแม่ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย กกต. กฎหมายหลายฉบับมาก แต่ขณะนี้แม่ไม่อยู่แล้ว ลูกยังอยู่ ปัญหาคือถ้าหากว่า เราส่งลูกไปแล้วเกิดไม่ถูกกับแม่ ไม่เป็นไปตามแม่มันจะเกิดอะไรขึ้น ผมถึงเห็นว่า ในข้อจำกัดของเราไม่มีกฎหมายมาตราใดที่กำหนดให้เรามีอำนาจในการเสนอความเห็น ต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเลย ไม่มีเลย ขาดไปเลยตรงนี้ คือ (๒) หมายถึงว่า (๒) ไม่มี พอไม่มีแล้วตรงนี้เรื่องการปฏิรูปการเมือง โน่นเขากำลังร่างระบบการเมืองอยู่ในขณะที่ การปฏิรูปของเรายังอยู่ที่นี่ แล้วไม่มีอำนาจที่จะส่งเราจะทำอย่างไร ผมถือว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องฉุกเฉิน อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือว่าในการยกร่างเมื่อ ๒-๓ วันที่แล้วได้มีการสรุปว่า จะมีแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ของปี ๒๕๕๘ ของอาจารย์บวรศักดิ์ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก แถมมีวาระข้างหลังก็คือการปฏิรูปและการปรองดองเลย แยกส่วนเสียด้วยซ้ำ ประเด็นก็คือว่าขณะนี้มีการกำหนดว่าจะมีเรื่องนี้ ถ้าเรื่องนี้รันไปแล้วเราไม่รีบส่งไป ในกรอบถ้าหากว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมีการกำหนดเป็นกรอบเสร็จแล้ว ของเรา ที่ตรงเราก็ได้ แต่ถ้าไม่ตรงเราตกรถไฟเลย หรือถ้าหากขัด ไม่ว่าเราจะส่งเรื่องไปจะขัดกับ รัฐธรรมนูญก็คือจบไปในตัว ก็คือเป็นโมฆะหมดที่เราเสนอไว้ ผมก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ อาจจะต้องรีบประสาน ๒ ทาง ตามอำนาจที่เรามีอยู่คือว่าอาจจะต้องประสานกับ ครม. เพราะ ครม. ก็เชื่อมกับทางนั้นได้ ท่านประธานอาจจะมีความสัมพันธ์เป็นการภายใน ก็อยากจะใช้ตรงนั้นด้วยว่าตรงนี้เราต้องรีบส่งไป แต่ว่าถ้าตามกฎหมายคงจะต้องเสนอ ไปยัง ครม. ให้ ครม. ส่งไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของท่านประธานมีชัย หรือส่งไปที่ คสช. เลย เราต้องรีบสรุปโดยด่วนว่ามีอะไรบ้าง เขาจะได้ไปกำหนดอยู่ในกรอบ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่อย่างนั้นเราตกรถไฟ ไม่อย่างนั้นเราจะไปขัดกับตรงนั้น แล้วเราจะลำบากมากในการทำงาน ก็นำเรียนประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อประกอบ การพิจารณา เพราะว่าจะได้สัมพันธ์กับการยกร่าง แล้วก็งาน และข้อจำกัดที่เรามีอยู่ ขอกราบขอบพระคุณครับ