รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันอังคารที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
ฝาก ไม่ได้ให้รัฐบาลมาชี้แจงนะ ฝากนะครับ ก็รับฝาก เพราะพวกผมไม่นานก็ออกไปแล้ว ต่อไปนะครับท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องที่กระผมจะหารือคือปัญหาภัยแล้งซ้ําซาก ด้วยพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครพนม ทั้ง ๔ อําเภอได้ร้องเรียนมา ได้แก่ อําเภอนาหว้า อําเภอศรีสงคราม อําเภอนาทม และอําเภอบ้านแพง ได้ร้องเรียนกันมามากเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งซ้ําซาก ไม่มีน้ําดื่ม น้ําใช้ และน้ําเพื่อการเกษตร น้ําในหนองน้ํา และในแหล่งน้ําก็แห้งขอด และจังหวัดนครพนม ได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้งทั้ง ๔ อําเภอ จึงขอให้กรมชลประทานได้ก่อสร้างระบบ ชลประทานให้แก่เกษตรกรทั้ง ๔ อําเภอ และอย่าได้ไปตัดงบประมาณลง เพราะว่าโครงการ ที่ประชาชนขอมาเดือดร้อนกันมามาก และกระผมได้ยื่นเป็นกระทู้ไว้แล้ว ขอให้ กรมชลประทานเพิ่มระบบชลประทานและเพิ่มงบประมาณให้แก่ภาคอีสานมาก ๆ เพราะ แห้งแล้งมาก มีระบบชลประทานน้อยมาก บางหมู่บ้านไม่มีแหล่งน้ําเพื่อการเกษตรเลย และส่วนมากมีแหล่งน้ําไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตร ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้กระผมได้สอบถามหลายท่าน ทุกท่านตอบตรงกันว่ามีน้ํามากเกินแล้ว มีจนน้ํา ท่วม กระผมก็ไม่เข้าใจทําไมกรมชลประทานก็ยังให้งบประมาณภาคอีสานน้อยกว่า ภาคอื่น ๆ ทั้งที่แห้งแล้ง เกษตรกรยากจนมาก ทุกคนก็ทราบ ภาคอื่น ๆ มีระบบชลประทาน มากจนน้ําท่วมก็ยังได้งบประมาณมากกว่าภาคอีสาน งบประมาณของประเทศก็จะทุ่มลงสู่ เฉพาะจังหวัดน้ําท่วม ทั้งระบบชลประทานและเงินช่วยเหลือน้ําท่วม ส่วนที่จังหวัดแห้งแล้ง มาก ๆ เกษตรกรยากจนก็ยิ่งมีงบประมาณไปน้อยมากก็ย่ําแย่มากยิ่งขึ้น
เรื่องต่อมา ประชาชนร้องเรียนกันมามากซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ กรมพัฒนาที่ดิน เกี่ยวกับโครงการขุดลอกหนองน้ําและขุดสระในไร่นาที่เกษตรกรสมทบ ๒,๕๐๐ บาท ขุดไปแล้วเสียทั้งเงิน และงบประมาณของรัฐบาลก็ใช้ไม่ได้เพราะได้เนื้องาน ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณรั่วไหลถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องประชาชนร้องเรียนมา ขอให้รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณครับ
หมดเวลาแล้วครับ คุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.จังหวัดเลย พรรค เพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ มีเรื่องหารือปัญหาของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่องนะคะ
เรื่องแรก ได้รับหนังสือขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้านบ้านกกสะทอน หมู่ที่ ๒ ผู้ใหญ่บ้านบ้านดอนผาภูมิพัฒนา หมู่ที่ ๑๒ กํานันบ้านแก่งหิน หมู่ที่ ๔ ตําบล เขาหลวง ผู้ใหญ่บ้านบ้านศรีสุวรรณ หมู่ที่ ๑๕ ตําบลผาน้อย อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ว่าอุปกรณ์หอกระจายข่าวได้เกิดการชํารุด สาเหตุเนื่องจากใช้งานมานานนะคะ ไม่สามารถ ที่จะส่งข่าวสารทางราชการให้กับพี่น้องประชาชนได้ จึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยนะคะ ช่วยนําปัญหานี้ไปพิจารณาและผลักดันงบประมาณ ในการซ่อมแซมด้วย
เรื่องที่ ๒ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายอภิชาติ นามุ่น กํานันตําบล ทรายขาว อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งเป็นตัวแทนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ๔ หมู่บ้าน คือบ้านกุดตอเรือ หมู่ที่ ๑๔ บ้านดอนสําราญ หมู่ที่ ๑๕ บ้านนาวัว หมู่ที่ ๗ บ้านนาวัวพัฒนา หมู่ที่ ๑๖ ตําบลทรายขาว อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ว่าพี่น้องประชาชนทั้ง ๔ หมู่บ้านได้รับ ความเดือดร้อน ขาดแคลนน้ําเพื่อที่จะทําการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ในปี ๒๕๔๘ ส.ส. ในพื้นที่คือท่านปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ได้ทําหนังสือหารือและของบประมาณ ถึงกรมชลประทานแล้วนะคะ และปี ๒๕๕๒ นายวิจิตร กลิ่นจันทร์ และพวก ทําหนังสือ ทวงถามไป ก็ได้รับคําตอบว่าได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาแล้วและปีนี้ ปี ๒๕๕๔ แล้วเป็นเวลา ๖ ปี ยังไม่ได้รับงบประมาณเกี่ยวกับโครงการสถานีสูบน้ําด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ําเลย จึงกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยนําปัญหาที่เดือดร้อนนี้นําไปแก้ไขโดยด่วนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านวรวิทย์ บารู ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ มีเรื่องหารือ ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของสหกรณ์ไร้ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสหกรณ์รูปแบบใหม่ ที่เกิดขึ้นทั้งในภาคกลางและภาคใต้ สหกรณ์ประเภทนี้กระตุ้นการออมเงินเข้าสู่ระบบตามวิถี ความเชื่อและวัฒนธรรมของท้องถิ่นและที่สนับสนุนหลักการของสากล คือหลักการ การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แล้วก็สามารถที่จะนําเอาเงินที่ออมอยู่ในครอบครัวต่าง ๆ เพื่อไปสู่การออมที่เป็นระบบและช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถที่จะส่งเสริม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลที่เรียกว่าครีเอทีฟ อิโคโนมี (Creative Economy) หรือว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์นะครับ แต่อย่างไรก็ตามการดําเนินการยังติดขัดอยู่ เพราะว่าสหกรณ์ประเภทที่ ๘ ได้รับการไม่เห็นด้วยจากคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์ แห่งชาติ โดยพยายามบ่ายเบี่ยงทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กระจายทั่วทั้งภาคใต้และภาคกลาง นั่นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ อยากจะเรียนในเรื่องของการพัฒนาภาคใต้ การพัฒนาเศรษฐกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังต้องการการสนับสนุนเม็ดเงินการสนับสนุนจากรัฐบาลในลักษณะ ของซอฟท์โลน (Soft Loan) อีกมาก เพราะฉะนั้นในปีที่ผ่านมาต้องขอขอบคุณรัฐบาล โดยผ่านธนาคารอิสลามให้สินเชื่อที่ผลตอบแทนที่ต่ํานะครับให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนขณะนั้นยังไม่เพียงพอ ต้องการที่จะให้รัฐบาลเพื่อให้เกิดการลงทุน ในภาคใต้ซึ่งเป็นการลงทุนระหว่างนักลงทุนในพื้นที่กับนักลงทุนนอกพื้นที่ให้เป็นไปได้ จึงอยากจะให้รัฐบาลได้ทุ่มเงินไปอีกเป็นหมื่นล้านบาทลงไปนะครับ ขอบพระคุณครับ
คุณขยัน วิพรหมชัย ครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวลําพูน
เรื่องที่ ๑ ปัญหานักเรียนโรงเรียนจักรคําคณาทร และโรงเรียนส่วนบุญ อุปถัมภ์ ที่เรียนชั้น ม. ๓ โรงเรียนเดิม และสอบเลื่อนชั้นเข้า ม. ๔ ไม่ได้ จึงขอถือโอกาส ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้หาสถานที่เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรียนโรงเรียนเดิมได้ก็จะเป็นการดี
เรื่องที่ ๒ ติดตามโครงการก่อสร้างหินเรียงแนวตลิ่งป้องกันน้ําท่วม อันเนื่องมาจากอุทกภัยเสียหายเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ในพื้นที่บ้านดอยแดน บ้านท้องฝาย ตําบลเหล่ายาว บ้านหล่ายแก้ว ตําบลศรีเตี้ย บ้านดงฤาษี ตําบลบ้านโฮ่ง บ้านโฮ่งถึงบ้านจาง ตําบลบ้านโฮ่ง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้เดินทางไปดู ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นจึงขอถือโอกาสติดตามโครงการก่อสร้างเพราะพี่น้องประชาชนได้รับ ความเดือดร้อน
เรื่องที่ ๓ ขอติดตามการจดทะเบียนตั้งวัดป่าตันเจริญธรรม ตําบลเหมืองจี้ อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน จากสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เรื่องที่ ๔ พี่น้องประชาชนหมู่บ้านหมู่ที่ ๑ ตําบลป่าซาง อําเภอป่าซาง ร้องเรียนมาว่าขณะนี้มีท่อระบายน้ําขนาดใหญ่กีดขวางการจราจรเข้าบ้านทําให้ประชาชน เดือดร้อนกีดขวางมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ตั้งแต่ซอยที่ ๙ ถึงหลังวัดป่าซางงาม ซึ่งประชาชน ผู้สัญจรใช้รถใช้ถนนเดือดร้อน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดเคลื่อนย้ายท่อ ระบายน้ําดังกล่าวออกไปด้วย
เรื่องสุดท้ายนะครับ ขอให้ ปตท. จัดส่งแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ไปยังพื้นที่ จังหวัดลําพูนและจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้ขาดแคลนทําให้ผู้ใช้รถเดือดร้อน จึงขอให้ ปตท. กระทรวงพลังงานได้ดําเนินการจัดส่งแก๊สเอ็นจีวีไปยังพื้นที่จังหวัดลําพูนและจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
คุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้รับคําร้องเรียนจากราษฎร ในจังหวัดชัยภูมิว่า กรมทางหลวงชนบทได้ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามลําน้ําชี เชื่อมจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิที่อําเภอคอนสวรรค์ไว้ ๒ แห่ง แห่งแรกสร้างเสร็จ เมื่อ ๕-๖ ปีที่แล้ว สะพานนี้เรียกว่าสะพานท่าวังเวิน เป็นสะพานที่สร้างเสร็จ การสัญจร ระหว่าง ๒ จังหวัดดีขึ้น แต่ถนนจากหัวสะพานท่าวังเวินมายังอําเภอคอนสวรรค์ระยะทาง ๔ กิโลเมตรครึ่งยังเป็นลูกรัง เดินทางไม่สะดวก ขอให้กรมทางหลวงชนบทได้ดําเนินการ ก่อสร้างถนนลาดยางเพื่อที่จะให้พี่น้อง ๒ จังหวัดสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกขึ้น แห่งที่ ๒ เป็นสะพานข้ามลําน้ําชีเช่นเดียวกัน เชื่อมอําเภอคอนสวรรค์และอําเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น ขณะนี้กําลังก่อสร้าง เดิมบอกว่าจะลาดยางจากหัวสะพานมายัง ถนนลาดยางที่บ้านหนองปลาปึ่ง ตําบลศรีสําราญ อําเภอคอนสวรรค์ ระยะทาง ๕๐๐ เมตร แต่บอกว่าหัวสะพานทรุด ต้องใช้งบประมาณบางส่วนปรับแบบ ทําให้การก่อสร้างถนนที่จะ เป็นลาดยางนั้น บัดนี้กลายเป็นถนนลูกรัง ซึ่งมีความยาวเพียง ๕๐๐ เมตร ขอให้ กรมทางหลวงได้จัดงบประมาณเหลือจ่ายหรืองบอย่างอื่นไปเพิ่มเติมให้ก่อสร้างเป็น ถนนลาดยางให้เสร็จจากหัวสะพาน อันนี้ซึ่งเรียกว่าสะพานนกโมก สะพานท่านกโมก ลาดยางความยาวเพียง ๕๐๐ เมตร งบประมาณได้คํานวณแล้วประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญ คุณสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้จะปรึกษาหารือเกี่ยวกับนโยบายการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม กล่าวคือในวันนี้เกิดวิกฤติน้ําท่วมในภาคใต้ ซึ่งเราจะเห็นว่าในรอบปีนี้ประเทศไทยเกิดวิกฤติ เรื่องน้ําท่วม หรือเรื่องภัยพิบัติมากมาย แม้กระทั่งแผ่นดินไหวที่พม่ายังสะเทือนมาถึง บ้านเรา เพราะฉะนั้นดิฉันจึงมีความคิดว่าในช่วงที่เมื่อเกิดวิกฤติรัฐบาลควรที่จะได้รับรู้ว่า นี่มันคือบทเรียน แล้วก็ต้องกังวล แล้วก็ต้องจัดการว่าเมื่อหลังจากวิกฤตินี้หายไป ก็น่าที่ จะต้องทําอะไรในช่วงที่วิกฤตินั้นหายไป ไม่ใช่ว่าพอน้ําท่วมหมดแล้ว ลืมแล้ว แล้วพอเกิดใหม่ ก็แก้อีก มันก็คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้ง ๆ ไป แล้วเมื่อไรมันจะเกิดการแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน นั่นหมายถึงว่าในช่วงที่ไม่มีน้ําท่วมรัฐบาลต้องการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดทําแก้มลิงหรือทําอะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นเรื่องของการกักเก็บน้ํา ไม่ให้น้ําผ่านพ้นไป หรือจะปลูกต้นไม้เพื่อป้องกันน้ําท่วมอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งต้องมีกิจกรรมที่จะเกิดการจัดการ เพราะฉะนั้นในวันนี้ดิฉันจึงถือว่าการที่เกิดซ้ําซาก แล้วเราก็ต้องแก้ไปอย่างนี้ตลอด ดิฉันว่า นานมาแล้ว ไม่รู้ว่ารัฐบาลกี่รัฐบาลก็จะเป็นอย่างนี้ อยากให้เปลี่ยนแปลงความคิดอย่างนี้ ในช่วงรัฐบาลที่ยังอยู่อีกไม่นานนี้ แม้จะเป็นเดือนกว่าก็สามารถที่จะสั่งการได้ ว่าให้ไปรีบ ดําเนินการป้องกันการเกิดอุทกภัยและวิบัติภัย ขอบคุณค่ะ
คุณชุมพล จุลใส ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในกรณีที่เกิดเหตุ น้ําท่วมที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดระนอง และจังหวัดชุมพร ในเขตพื้นที่เลือกตั้งของกระผมครับ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะที่อําเภอหลังสวนหนักที่สุดครับ มีอยู่ ๗ ตําบล มีตําบลนาพญา ตําบลบ้านควน ตําบลบางมะพร้าว ตําบลพ้อแดง ตําบลท่ามะพลา ตําบลแหลมทราย ตําบลบางน้ําจืด ท่านประธานครับ จากที่ผมลงพื้นที่ไปพร้อมกับท่านสุวโรช พะลัง ท่านธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ท่านสราวุธ อ่อนละมัย นั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้คือในส่วน ของตําบลนาพญา ตําบลพ้อแดง และตําบลบางมะพร้าวนั้นน้ําท่วมทั้งตําบล ไฟฟ้าใช้การ ไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ฝากนําเรียนรัฐบาล อยากให้รัฐบาลช่วยให้ถุงยังชีพ โดยเฉพาะข้าวกล่องครับ สําคัญมากที่สุดครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ จังหวัดชุมพรนั้นได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล กรณีที่รัฐบาลได้จ่ายเงินชดเชยจากประสบอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น ๕,๖๒๘ ครอบครัว ได้รับเงินชดเชยครอบครัวละ ๕,๐๐๐ บาทไปแล้ว ๔,๔๔๐ ครัวเรือน ยังไม่ได้รับอีก ๑,๑๘๘ ครัวเรือน ก็ขอฝากให้รัฐบาลช่วยประสานงานให้ผู้เกี่ยวข้องได้เบิกจ่ายในส่วนที่เหลือ ด้วยครับ
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ จากกรณีที่นักศึกษาไปเที่ยวที่เกาะแกลบ ตําบลด่านสวี อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร ตอนนี้ตอนขอขอบคุณทางท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ ที่ได้ประสานกับทางจังหวัดให้นํา เรือตํารวจน้ําไปช่วย ตอนนี้ ณ ขณะนี้ขึ้นมาเรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
คุณสุนทรีเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ
เรื่องแรก ที่อยากจะหารือกับท่านประธานในวันนี้ก็คือ ดิฉันได้รับการ ร้องเรียนจากท่านหลวงพ่อแท่น ซึ่งเป็นอดีตเจ้าคณะอําเภอบ้านเขว้า ว่าท่านได้ถูกเด็กขึ้นกุฏิ ของท่านเป็นจํานวนถึง ๔ ครั้งแล้ว ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องเด็กที่ตอนนี้ยาบ้าระบาดมาก ทําให้ไม่มีสตางค์ก็ต้องไปขึ้นกุฏิ ของพระ ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลควบคุมแก้ไขปัญหา เรื่องยาเสพติดในเด็กด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะหารือกับท่านประธานในวันนี้ก็คือ ดิฉันได้รับเรื่อง ร้องเรียนจากพี่น้องชาวบ้านหลุบโพธิ์ ตําบลตลาดแร้ง จํานวน ๒ หมู่บ้าน แล้วก็พี่น้อง บ้านหางเรียง ตําบลลุ่มลําชี แล้วก็พี่น้องที่ตําบลหนองบัวบาน อําเภอจัตุรัส ว่าสถานีสูบน้ํา ด้วยไฟฟ้าที่ทางกรมชลประทานได้ไปทําการก่อสร้างให้กับพี่น้องใน ๓ ตําบล ที่ดิฉัน ได้กล่าวถึงมาแล้วนั้น ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่ว่าคลองส่งน้ําที่จะนําน้ําไปสู่ พี่น้องประชาชนใน ๓ ตําบล ยังไม่ได้รับการก่อสร้าง ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยดูแลจัดสรรงบประมาณในการ ก่อสร้างคลองส่งน้ํา เพื่อนําน้ําที่จะได้จากสถานีสูบน้ําไปช่วยบรรเทาในการเพาะปลูกของ พี่น้อง ซึ่งขณะนี้ประสบปัญหาไม่มีน้ําจะใช้ในการเพาะปลูกด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน นะครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อมาประชุมจํานวน ๒๘๔ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว กระผมขอเปิดการประชุม เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมนะครับ
รับทราบคําสั่งศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระนะครับ
ตามที่ผมประธานรัฐสภาได้ส่งคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี คุณศิริโชค โสภา กับคณะ รวม ๘๐ คนอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ (๑) เข้าชื่อเสนอคําร้องต่อประธานรัฐสภาเพื่อขอให้ พิจารณาวินิจฉัยว่าบันทึกการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคําสั่งรับคําร้อง ไว้พิจารณาตามคําสั่งที่ ๕/๒๕๕๔ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
รายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึก การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมครั้งที่แล้ว ขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจําที่ครับ เชิญครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
มีอะไรคุณชลน่าน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตเรียนหารือท่านประธานในประเด็นที่ท่านได้แจ้งต่อที่ประชุม และก็ก่อนที่กรรมาธิการของรัฐสภาจะขึ้นสู่ที่นั่งเพื่อที่จะนําเสนอรายงานของ คณะกรรมาธิการกรณีบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ท่านประธานที่เคารพ เมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณาแจ้งต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ว่า ท่านเองได้นําเรื่องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญกรณีที่สมาชิกรัฐสภา ซึ่งนําด้วยท่าน ส.ส. ศิริโชค โสภา กับคณะ ๘๐ ท่าน ได้ทําเรื่องผ่านท่านประธานเพื่อจะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีบันทึกข้อตกลงร่วมเจบีซี (JBC) จะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ขณะนี้ท่านบอกว่าศาลได้รับเอาไว้แล้ว ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธาน หารือท่านประธานว่าในวาระการประชุมวันนี้ของเรา มีความเกี่ยวเนื่องกัน ๒ เรื่องนะครับ
เรื่องที่ ๑ เรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการไปที่พิจารณาศึกษาบันทึก การประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ซึ่งนําโดยอาจารย์ดอกเตอร์เจริญ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน กรรมาธิการก็ดูเสมือนว่าจะนํารายงานนี้มาให้ สภารับทราบ และมีข้อเสนอว่าจะให้เห็นชอบกับบันทึกข้อตกลง ทํานองนั้น วันนี้ต้องยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่าเราจะต้องทําอะไร แต่ผมเองได้อภิปรายทักท้วงไว้ว่าในข้อตกลงนั้น มีร่างข้อตกลงชั่วคราวแนบท้ายมาในบันทึกการประชุม ซึ่งร่างข้อตกลงนั้นแน่นอน เป็นหนังสือสัญญาแน่ ร่างข้อตกลงชั่วคราวนะครับ ท่านประธานครับ ผมมี ๒ ประเด็น
ประเด็นแรกสุด อยากจะกราบเรียนถามท่านประธานว่ากรณีเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยู่ในการพิจารณาของสภาเรา แล้วอยู่ในศาลด้วย โดยวิธีการปฏิบัติ โดยธรรมเนียมปฏิบัติ และก็บทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรามีอํานาจหน้าที่ที่ผูกพันซึ่งกันและกัน ถ้าเรื่องใดที่อยู่ในการพิจารณาของศาล สภาเราก็จะไม่ทําการพิจารณาจนกว่าที่จะมีผล การพิจารณาจากศาลแล้วเสร็จ เพราะถือว่าขณะที่ศาลมีการพิจารณา ทั้งสภามีการพิจารณา มันก็จะเป็นการก้าวก่ายอํานาจหน้าที่ซึ่งกันและกัน ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และก็การปกครองระบอบประชาธิปไตย เราก็มักจะดําเนินการอย่างนั้นมาตลอด ผมถึงหารือ ท่านประธาน ถามท่านประธานว่ากรณีนี้จะเข้าข่ายลักษณะนั้นหรือไม่ เพราะขณะนี้ เรื่องบันทึกการประชุม ผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ได้อยู่ในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือสัญญาหรือไม่ แล้วเราเองนี่นะครับ โดยข้อเท็จจริงแล้วนี่เรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมของรัฐสภาเพื่อให้สภา เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เท่านั้น จะเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบนี่ คําว่า หนังสือ สัญญา ไม่เป็นหนังสือสัญญา ต้องเป็นองค์ประกอบที่สําคัญ ขณะนี้เรามีข้อสงสัย เราก็ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ใช่หนังสือสัญญาเราก็ไม่ต้อง ไปเห็นชอบ มันก็จะมีผลเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นผมเองกราบเรียนถาม ท่านประธาน อยากให้ท่านประธานช่วยยืนยันกับสภาแห่งนี้ว่า ผลการประชุมของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชานี่ ที่เราจะให้ความเห็นชอบ ผมคิดว่าในวาระนี้ สภาต้องหยุดที่จะพิจารณา เพราะเนื่องจากว่าอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ อันนั้นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของรายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษา บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ของกรรมาธิการของรัฐสภา ซึ่งมีท่านอาจารย์เจริญ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ เป็นประธานกรรมาธิการอยู่ มีกรรมาธิการทั้งหมด ๓๐ ท่านจากสมาชิกที่เป็นทั้ง ส.ว. และ ส.ส. ร่วมกันพิจารณา รายงานฉบับนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า มันจะต้องเป็นรายงานที่เป็นองค์ประกอบให้กับสมาชิกเพื่อจะพิจารณาว่า จะให้ ความเห็นชอบ ไม่ให้ความเห็นชอบ บันทึกการประชุม พร้อมกับร่างข้อตกลงชั่วคราว แนบท้ายหรือไม่ แต่เผอิญว่าท่านกรรมาธิการได้ไปนําเสนอมาและมีข้อสังเกต แต่ไม่มี ข้อคิดเห็นว่าจะให้เราคิดอย่างไร ทําอย่างไร ฉะนั้นประเด็นวันนี้นี่มีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นแรกสุดผมอยากให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยว่าเราเหมาะสมหรือไม่ที่จะพิจารณา ผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมคือเจบีซีทั้ง ๓ ครั้ง เพราะคณะนี้อยู่ในศาล อันที่ ๒ กรณีรายงานตรงนี้แล้วเราจะทําอย่างไร และผมอยากฟังท่านประธานและทาง ท่านประธานกรรมาธิการช่วยชี้แจงต่อรัฐสภาว่าเราจะดําเนินการเรื่องนี้อย่างไร เพราะ อํานาจหน้าที่เราคือให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ กับเรื่องที่จะเป็นหนังสือสัญญาเท่านั้น ต่อกรณีที่เราตั้งกรรมาธิการไป กรรมาธิการก็ต้องมาให้ข้อมูลเราว่าเราจะให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบเท่านั้น ส่วนข้อสังเกตอะไรต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องแนบท้ายไป ผมกราบเรียนถาม ท่านประธานทั้ง ๒ ประเด็นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านสุทัศน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของ สมาชิกรัฐสภา ต่อข้อหารือของท่านประธานเฉพาะประเด็นที่ท่านประธานได้แจ้งว่า ขณะนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับวินิจฉัยเรื่องที่ท่านประธานส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามคําขอ ของคุณศิริโชคกับพวก ซึ่งผมก็ทราบว่าทางศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งมาวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ ที่แล้ว ถ้าจําไม่ผิดก็คงเป็นวันศุกร์ ต่อประเด็นนี้ครับท่านประธาน คําว่า สนธิสัญญา นั้นก็คือ ข้อตกลงระหว่างประเทศ อาจจะเป็น ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่ายหรือหลายฝ่ายก็ได้ คงไม่ได้เขียนไว้ว่า เป็นสนธิสัญญาหรือไม่ประการใด อาจจะเป็นความหมายอื่น แต่เป็นลักษณะข้อตกลง ระหว่างประเทศก็ได้ หลักการทั่วไปของการทําสนธิสัญญานั้นมียาวมากครับท่านประธาน ไม่ใช่มันจะจบลงสั้น ๆ กระผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ขั้นตอนแรกนั้นก็คือ เป็นเรื่องระหว่างประเทศที่จะทําสนธิสัญญากัน เจรจากันก่อน เมื่อเจรจาในขั้นตอน การเจรจานี้ก็ต้องดูว่าใครเป็นผู้มีอํานาจในการเจรจา กรอบของการเจรจา การจัดทํา ข้อตกลง ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือการลงนาม การลงนามก็ยังมีทั้งการลงนามเต็ม ลงนามชั่วคราว และลงนามย่อ ขั้นตอนที่ ๓ คือการให้สัตยาบัน ซึ่งก่อนจะนําไปประกาศใช้นั้นก็จะต้องได้รับ ความยินยอมจากรัฐสภาเสียก่อน กรณีนี้นั้นก็มีการถกเถียงกันว่าเป็นขั้นตอนที่จะเข้ามาสู่ การพิจารณาของรัฐสภาหรือไม่ จนมีข้อสงสัยว่าจําเป็นจะต้องมาขออนุมัติต่อรัฐสภาหรือไม่ หรือจําเป็นจะต้องให้รัฐสภารับรองหรือไม่ บังเอิญกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีส่งเข้ามาเราก็ต้องมาพิจารณากัน มาถึงตรงนี้แล้วในความเห็นผม เบื้องต้นนั้นผมยังเห็นว่าไม่น่าจะต้องส่งเข้ามารัฐสภา ในเมื่อส่งเข้ามาแล้วก็จําเป็น และเมื่อมีการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว กรณีเช่นนี้ ผมเชื่อว่าคงไม่ค่อยมีตัวอย่างมากนัก ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๔ ซึ่งได้พูดถึงการควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ในความเห็นของกระผมนั้น เห็นว่าข้อหารือหรือเรื่องที่ทางกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลส่งเข้ามาให้สภา พิจารณานั้น เราจะอนุมานได้ไหมว่าเหมือนกับการตราพระราชบัญญัติ เมื่อเหมือนกับ การตราพระราชบัญญัติแล้ว เมื่อมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญ ปกติไม่ว่าศาลใดครับ ถ้ารับเรื่องใด ไว้พิจารณาแล้ว องค์กรอื่นก็จะต้องหยุดการดําเนินการต่อไป ถ้าเป็นการขัดแย้งกันระหว่างศาล ว่าศาลใดจะรับไว้หรือศาลใดควรจะได้รับการพิจารณา ก็จะมีคณะกรรมการระหว่างศาล มาพิจารณาว่าเรื่องนั้น ๆ ควรจะไปอยู่ศาลใด โดยมีกฎหมายมารองรับคณะกรรมการ ดังกล่าวนั้น กรณีนี้กระผมจึงเห็นว่าน่าจะเข้ากับมาตรา ๑๕๔ โดยบทบัญญัติใน (๒) บรรทัดที่ ๒ วรรคสองได้เขียนไว้นะครับ ใน (๑) นั้นได้พูดถึงเรื่องผู้ที่มีสิทธิเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ส่วน (๒) นั้นได้พูดถึงอย่างนี้ครับ ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ให้นายกรัฐมนตรี ระงับการดําเนินการเพื่อประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคําวินิจฉัย ในตัวบทของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดถึงนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันไม่มี บทบัญญัติใดที่พูดถึงเรื่องรัฐสภา แต่ผมก็เชื่อว่าองค์กรของรัฐสภาก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ นายกรัฐมนตรีก็คือฝ่ายบริหาร ผมจึงเชื่อว่าทุกองค์กรถ้าดําเนินการพิจารณาเรื่องใดอยู่แล้ว ถ้าเรื่องนั้นเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องหยุดเรื่องนั้นไว้ก่อน จนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรจึงค่อยมาพิจารณากันต่อไป เพราะได้มีบทบัญญัติ ไว้ชัดเจนว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประการใดแล้วย่อมผูกพันทุกองค์กร เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะหยุดการพิจารณาไว้ก่อนครับท่านประธาน
ท่านวิทยา แก้วภราดัย
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ฟังข้อคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิก ทั้ง ๒ ท่านนะครับ ประเด็นที่เราพิจารณาก็คงสอดคล้องไปในทิศทางเดียวที่ทั้ง ๒ ท่าน ได้แสดงความคิดเห็น มูลสาเหตุทั้งหมดเกิดมาจากคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา ระดับเจ้าหน้าที่ซึ่งไปปฏิบัติงานอยู่ ได้ไปดําเนินการประชุมมา ๓ ครั้ง แล้วก็มีความเห็นของ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานว่าถ้าการประชุมของเขาทั้ง ๓ ครั้ง และมีการลงบันทึกการประชุม ลงนามกันนั้นไม่ได้รับการรับรองจากรัฐสภา เขาก็กังวลครับว่าถ้าเขาทําอะไรไปมากกว่านั้น ก็จะเป็นความผิดซึ่งเคยมีแนวในกรณีที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว แต่โดยข้อพิจารณาของเพื่อน สมาชิกในสภารวมทั้งผมซึ่งได้ประชุมวิปรัฐบาล ก็ได้ซักถามข้อเท็จจริงทั้งหมดจากเจ้าหน้าที่ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ท่านรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ในกระทรวง การต่างประเทศก็ยอมรับข้อเท็จจริงครับว่า ขณะนี้เขาปฏิบัติอยู่ในกรอบ ซึ่งสภาได้อนุมัติไว้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๑ ผมก็ย้ําถามกับเขาว่าท่านไปดําเนินการอะไรเกินกรอบนั้นหรือยัง เขาก็แจ้งกับผมว่าการดําเนินการยังไม่เกินกรอบ ผมก็ยืนยันว่าเมื่อท่านปฏิบัติหน้าที่ยังไม่เกิน กรอบจะขอให้สภาอนุมัติเพิ่มอะไรขึ้นมาก็หามีความจําเป็นไม่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า มาถึงวันนี้ ข้อคิดเห็นที่แตกต่างก็เกิดขึ้นครับ เพื่อนสมาชิกบางส่วนก็คิดว่าองค์กรที่ตัดสินได้ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญครับ เรื่องไหนจําเป็นที่จะต้องให้รัฐสภารับรองหรือไม่รับรอง ก็มีสมาชิก ในสภานี้ได้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อสักครู่ท่านประธานรัฐสภาก็ได้กรุณาแจ้ง ต่อพวกเราว่าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องนี้ไว้วินิจฉัยแล้ว เพราะฉะนั้นข้อคิดเห็นทั้ง ๒ ฝ่ายแตกต่างกันครับ ข้อคิดเห็นสมาชิกในรัฐสภาคิดเห็นว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติได้ครับ อยู่ในกรอบของปี ๒๕๕๑ ที่อนุมัติไปแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่กลัว จะติดคุกถ้าปฏิบัติต่อ เพราะฉะนั้นดีที่สุดครับ ข้อเสนอของเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่ว่าคุณหมอชลน่าน หรือท่านสุทัศน์ เงินหมื่น เป็นข้อคิดเห็นที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติ เราต้อง รอครับ ศาลจะได้วางบรรทัดฐานว่าเรื่องเช่นนี้จําเป็นที่จะต้องมาให้รัฐสภารับรองหรือไม่ ถ้าศาลบอกว่ารับรองก็พากลับมารับรองครับ แต่ถ้าศาลบอกว่ามันอยู่ในกรอบซึ่งไม่จําเป็น จะต้องรับรองอีก เราก็ไม่จําเป็นจะต้องไปรับรอง และจะทําให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติไปได้
ประเด็นที่ ๒ เรื่องที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ตามวาระการประชุม ก็คือรายงานของคณะกรรมาธิการรัฐสภา ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนาม มีท่านอาจารย์เจริญ เป็นประธานคณะไปดําเนินการท่านก็ทําเสร็จเรียบร้อยครับ สภาเราก็มีหน้าที่รับทราบ และเมื่อคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตมา อยู่ที่สภาเราว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกต หรือไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกต เราสามารถดําเนินกระบวนการซึ่งสภาเราทํานี้ให้เรียบร้อย ส่วนกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญผมก็คิดว่าเห็นสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ เราก็ต้องรอ ศาลรัฐธรรมนูญชี้มาอย่างไร สภาเราก็จะได้ดําเนินตามแนวนั้นและข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ ทุกคนก็ควรจะได้เดินตามแนวทางที่ศาลได้วินิจฉัยไว้ กระผมเห็นว่าเราควรที่จะพิจารณา เรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการรัฐสภา ซึ่งท่านอาจารย์เจริญเป็นประธาน อยู่ให้แล้วเสร็จ เมื่อรับทราบแล้วก็ควรมีมติว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการ ก็เป็นอันยุติครับ นอกนั้นก็รอศาลวินิจฉัยครับ
เชิญคุณพีรพันธุ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในกรรมาธิการ ที่ไปศึกษาเองก็มีความเห็นกันอยู่ ๒ ฝ่าย ซีกหนึ่งบอกว่าบันทึกการประชุมนี้ บันทึกก็คือ บันทึก มันเป็นสนธิสัญญาที่จะต้องดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ คือขอความเห็นชอบจากสภา หรือไม่ ฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็น แต่ว่าเจ้าของเรื่องคือกระทรวงการต่างประเทศเขาก็ บอกว่ามันสุ่มเสี่ยงสําหรับพวกเราเหมือนกัน เพราะว่าที่ผ่านมาแล้วข้าราชการระดับสูงของ กระทรวงการต่างประเทศยังถูกดําเนินเรื่องอยู่ตอนนี้ เนื่องจากกรณีที่เคยเกิดขึ้นคือกรณี เอ็มโอยู เรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่เป็นตัวอย่างมาแล้ว ซึ่งศาลวินิจฉัยว่ามันอาจจะเป็น เขาก็ไม่แน่ใจ แต่ว่ากระทรวงการต่างประเทศก็มีความเห็นว่าบันทึกนี้มันเกี่ยวข้องกับ เรื่องเขตแดนอยู่ เขาก็มีความเห็นว่ามันอาจจะเป็นถ้ายึดมาตรฐานจากคําวินิจฉัยของศาล ในเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นเพื่อความแน่นอนของเจ้าหน้าที่เขาก็เลยเสนอให้สภา ให้ความเห็นชอบจึงดําเนินการต่อไปได้ แต่ระหว่างที่มีการแก้นั้น เมื่อกี้ท่านประธานวิป ฝ่ายรัฐบาลได้บอกแล้ว ผมทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาว่าบันทึกนี้เข้าข่าย ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ ผมเห็นด้วยว่าควรจะรอฟังคําวินิจฉัยของศาลในเรื่องนั้น ไว้ก่อน เรายังไม่พิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับบันทึกทั้ง ๓ ฉบับที่ส่งมาให้สภา พิจารณาครับ ส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการที่บางท่านจะเห็นว่าคณะกรรมาธิการเอง ซึ่งผมก็เป็นอยู่ด้วย ไม่ได้เสนอให้สภาบอกว่าควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะก็บอกว่า ให้ไปศึกษา และเราก็ไปศึกษามาแล้วก็มีข้อสังเกตอย่างนี้ครับ ตามที่ได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้ว ส่วนจะมีความเห็นอย่างไรมันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ผมยังไม่ได้ตอบท่านเลย ท่านชลน่าน ท่านจะถามอีกหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านประธานคงจะตอบคําถามผมแล้วก็ ความเห็นของท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่สอดคล้องในประเด็นการที่จะให้ความเห็นชอบ ผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี แต่ประเด็น ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานต่อกรณีของรายงานการประชุมของกรรมาธิการ ของรัฐสภา ท่านประธานมันน่าจะเป็นผลเกี่ยวเนื่องกันเพราะเป็นเรื่องเดียวกัน คณะกรรมาธิการชุดนี้เกิดจากเรื่องที่คณะรัฐมนตรีเสนอเจบีซีเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ ๒๖ และวันที่ ๒ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๒ เป็นต้นมา มูลเหตุที่เกิดคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าเราต้องการความชัดเจน ต้องการองค์ความรู้ ต้องการ หลักฐานสนับสนุนว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้สามารถจะให้ความเห็นชอบบันทึกการประชุม ของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ได้หรือไม่ ก็ให้คณะกรรมาธิการไปช่วยทําหน้าที่ ผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการออกมานี่ ดูเสมือนให้เป็นความเห็นในเรื่องของรายละเอียดของบันทึก พร้อมกับความเห็นของ คณะกรรมาธิการออกมา ๕ ข้อ ท่านใช้คําว่า ผลการพิจารณา ผลการพิจารณาจะตีความว่า เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่นี่ผมไม่แน่ใจ เพราะว่ารายงานท่านบอกว่า เป็นผลการพิจารณาซึ่งผมก็สามารถอภิปรายได้ แต่ถ้าเป็นข้อสังเกตสมาชิกอภิปรายไม่ได้ นะครับขัดข้อบังคับ ผลการพิจารณาของท่านก็มีความเห็นของท่านที่จะเสนอแนะส่วนที่ เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายบริหาร แต่ประเด็นสําคัญที่สุดท่านไม่ได้เสนอฝ่ายสภาเลยว่าสภา ควรจะเห็นอย่างไร เพราะฉะนั้นความเห็นมันยังมีก้ํากึ่งอยู่ พูดง่าย ๆ ก็คือไม่สามารถที่จะใช้ ผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของรัฐสภานี่ครับมาประกอบกับการตัดสิน แต่ว่า เผอิญว่าการตัดสินในเรื่องนี้จําเป็นต้องยุติไว้ก่อน เนื่องจากศาลรับไว้พิจารณา ผมก็เลยถือว่า เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นข้อสังเกตหรือรายงานการประชุมนี้ควรจะ ถ้าท่านถามว่า สภาควรรับทราบไหม แล้วผมก็ถามท่านประธานกลับว่ารับทราบแล้วได้อะไรขึ้นมา ใช้ประโยชน์อะไร ความเห็นผมนะท่านประธานครับ ถ้าจะเป็นไปได้ไหน ๆ เราก็จะรอ เรื่องของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคท้ายแล้วว่า เป็นหนังสือสัญญาไหม กรณีบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ผมว่าถ้าสมมุติคณะกรรมาธิการของรัฐสภายังไม่มีความเห็นให้เรามันยังมีความเห็นก้ํากึ่งอยู่ อย่างนี้ ผมก็คิดว่าเรื่องนี้ก็พักไว้ก่อน ไม่จําเป็นจะต้องไปแสดงความเห็นใด ๆ เพราะจริง ๆ เราไม่มีหน้าที่ที่จะไปให้รับทราบหรือทําอะไรเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ถึงแม้จะเป็น รายงานคณะกรรมาธิการแต่รับทราบมันก็มีผลผูกพัน มันมีผลผูกพันต่อเรื่องที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตข้างหน้า ถ้าเรื่องนี้ยังไม่ชัด เรื่องนี้ก็ไม่ชัด ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่า เราควรจะหยุดไว้ทั้ง ๒ ซีกไม่ได้หรือครับท่านประธาน ทั้งรายงาน อันนี้แน่นอนครับเพราะว่า สมาชิกหลายท่านเห็นคล้อยกัน ผมก็เชื่อว่าท่านประธานคงเห็นเหมือนท่านสมาชิก เพราะท่านเป็นคนถือกฎเองที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญเองถ้าท่านประธานอ่านเรื่องของการรับไว้ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องของรายงาน คณะกรรมาธิการผมเลยกราบเรียนท่านประธานว่าเราก็ไม่น่าจะพิจารณาใด ๆ เพราะ การพิจารณาของเราเพื่อเป็นการเอามาใช้เป็นองค์ประกอบในการที่จะให้ความเห็นชอบเจบีซี ว่าเป็นหนังสือสัญญาหรือไม่เท่านั้นเอง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เพื่อที่จะไม่ให้เป็นข้อขัดแย้งกัน เราน่าจะพักเรื่องนี้ไว้ก่อนก็ได้ เราพักเรื่องนี้ไว้ก่อนพอเรื่องนี้ เข้ามา ถ้าคณะกรรมาธิการจะกรุณาไปทําต่อนะครับหรือไม่ทําก็ได้ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าเป็นหนังสือสัญญาคณะกรรมาธิการก็อาจจะมาให้ความเห็นเราว่าจะให้ความเห็นชอบ หนังสือสัญญานี้ไหมเท่านั้นเอง ถ้าไม่เป็นหนังสือสัญญาก็จบไปครับ ก็จบไปแค่นั้นเอง ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับเพื่อจะได้ไม่เป็นข้อลักลั่นก็น่าจะพักเรื่อง รายงานนี้ไว้ก่อน เหมือนกับที่เราพักเรื่องบันทึกการประชุมของเจบีซีไว้ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
คุณรสนา โตสิตระกูล
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ดิฉันเองก็มีความเห็นเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้นะคะว่า ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับวินิจฉัยว่าบันทึกเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนั้นเป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ทางสภาของเราก็น่าจะต้องหยุดการพิจารณาในเรื่องของผลการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภาไปด้วยนะคะ เนื่องจากว่าคําว่า รับทราบ นั้นดิฉันคิดว่า มันมีความคลุมเครือ รับทราบแล้วฝ่ายบริหารจะนําไปปฏิบัติอย่างไรก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะ ถ้าหากว่าในกรณีของบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้นถ้าหากว่า ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ทางสภาของเรา ก็คงจะต้องรับฟังคําชี้แจง แล้วก็มีมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับบันทึก ๓ ฉบับนั้น ส่วนความเห็นของคณะกรรมาธิการร่วม ก็คือองค์ประกอบในการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา แต่การที่เราจะบอกว่ารับทราบ ไม่ทราบว่าจะไปทําอะไร แล้วถ้าเราดูในบทบาทอํานาจ หน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในการประชุมร่วม ๒ สภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๖ เราก็จะ เห็นได้ชัดเจนว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ได้มีอํานาจที่จะรับทราบในกรณีอะไรเลย กรณีที่รับทราบนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถ้าหากในมาตรา ๑๓๖ (๑๕) นี้บอกว่าอํานาจหน้าที่ของการประชุม ร่วมกันของ ๒ สภาคือการรับฟังคําชี้แจงให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นเวลานี้เรายังไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า บันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้นเป็นหนังสือ สัญญาตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ เราต้องรอศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยมาเสียก่อน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่เราจะมาประชุมกันในลักษณะแบบนี้แล้วมารับทราบนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีความชัดเจน แล้วก็ไม่ใช่อํานาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาแต่ประการใด ดิฉันยังคิดว่าเมื่อรับทราบแล้วนี้ถ้าเกิดต่อไปเป็นความเสียหายขึ้นมานี้ดิฉันคิดว่าสมาชิก รัฐสภาเราก็ไม่สามารถจะรับได้ แล้วเมื่อมีการทักท้วงขึ้นมาในเรื่องนี้แล้ว ดิฉันคิดว่าดิฉันต้อง ขอประทานกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าเราควรจะหยุดเรื่องนี้ เพราะเมื่อเราได้มี การทักท้วงแล้ว แต่เรายังขืนในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปว่าจะรับทราบหรือไม่รับทราบนี้ ดิฉันก็เกรงว่าจะเข้าข่ายการจงใจกระทําการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะเข้าข่ายมาตรา ๒๗๐ นําไปสู่การถอดถอนได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ามาตรา ๑๓๖ ไม่ได้ระบุอํานาจหน้าที่ของ การประชุมร่วมของ ๒ สภา ว่าเราสามารถทําสิ่งนี้ได้ และถ้าหากว่าการทําสิ่งนี้การรับทราบนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายในอนาคต ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นการกระทําขัดต่อรัฐธรรมนูญนะคะ แล้วก็ดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะยุติไป รอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านจะมีคําวินิจฉัยออกมา เพื่อที่จะนํามาสู่การที่ว่าการประชุมร่วมกัน ๒ สภานั้นจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ต่อบันทึก ๓ ฉบับนั้น ถ้าในกรณีที่ศาลเห็นว่าเป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่มีปัญหาที่เราจะต้องไปรับทราบ แต่ประการใด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ ก็ขอประทานกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าขอให้ยุติเรื่องนี้ไปก่อน แล้วเราจะได้ ดําเนินการในการพิจารณาเรื่องอื่นต่อไป ซึ่งมีอยู่มากมาย เราไม่ควรจะมาเสียเวลากับเรื่องนี้ เป็นเวลามากขนาดนี้ เมื่อวันศุกร์เราใช้ทั้งวันมาพิจารณาในเรื่องนี้ใน ขณะที่เราไม่มีอํานาจ ในการพิจารณาค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
คุณวรงค์
ราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีเรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธานว่า เราจะต้อง แยก ๒ เรื่องออกจากให้กันชัดเจนครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกบางคนได้พูดถึงทั้งเจบีซี และคณะกรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญ บางคนเอามาปนกันเป็นเรื่องเดียวกัน ผมขอให้ ที่ประชุมแยกเรื่องเจบีซีออกไปเรื่องหนึ่ง และเรื่องกรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญ ที่ทําการศึกษานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเห็นด้วยกับท่านประธานและท่านประธานวิป และเพื่อนสมาชิก ในส่วนของเรื่องเจบีซีนั้นมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาแล้ว ผมขอขยายภาพให้เห็นนิดหนึ่งเนื่องจากว่า ผมมีส่วนในการลงชื่อเพื่อเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ และอยากจะกราบเรียนต่อท่านกษิต ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา เราเห็นว่าคณะกรรมาธิการเจบีซีที่ไปประชุมกัน ๓ ครั้งเรื่องชายแดนนี้ เรื่องการสํารวจ และปักหลักเขตแดนนั้นพวกเรามองว่ายังไม่เข้าข่ายต่อสนธิสัญญา เหตุผลที่มองว่ายังไม่ เข้าข่ายเนื่องจากว่าในเดือนตุลาคมปี ๒๕๕๑ นั้นมีการเสนอกรอบมาครั้งหนึ่ง และคณะกรรมาธิการเจบีซีไปทํางาน เรามองว่ากรรมาธิการเจบีซีทํางานยังไม่ครบ ทุกขั้นตอน กระบวนการในการทํางานก็มีทั้ง ๕ ขั้นตอน แต่วันนี้เจบีซีทํางานมาแค่ ๑ ขั้นตอน และจะมาให้สมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ซึ่งพวกเรามองว่าเขาทํางานยังไม่ ครบทั้ง ๕ ขั้นตอน ถ้าเขาทํางานครบ ๕ ขั้นแล้ว ผมเชื่อว่าถึงวันนั้นแล้วเราจะเห็นภาพหลักหรือหมุดต่าง ๆ ๗๓ หมุด วางอยู่ในตําแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่ หรือว่าสันปันน้ําตามแนวมันอยู่ในตําแหน่ง ที่เหมาะสมหรือไม่ ประเทศเราเสียผลประโยชน์อะไรหรือไม่ วันนั้นรัฐสภาควรให้ ความเห็นชอบ แต่อยู่ ๆ กรรมาธิการเจบีซีประชุมกัน ๓ ครั้ง และมีความรู้สึกวิตกกังวลว่า จะขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงหยุดไม่กล้าทําต่อ แม้แต่ความเห็นส่วนตัวผม ผมก็ยังมองว่าทําไมประชุมกัน ๓ ครั้งแล้วมากลัวขัดรัฐธรรมนูญ ทําไมไม่ประชุมตั้งแต่ ครั้งที่ ๑ ถึงกลัวขัดรัฐธรรมนูญ ถึงเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาขอความเห็นชอบตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ทําไมถึงต้องรอครั้งที่ ๓ ถ้าผิดมันก็ต้องผิดตั้งแต่ครั้งที่ ๑ เพราะครั้งที่ ๑ ไม่เสนอต่อที่ประชุม รัฐสภา ดังนั้นผมจึงมองว่าต้องให้คณะกรรมาธิการเจบีซีทํางานให้ครบทั้ง ๕ ขั้นตอน วันนั้น จึงมาขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมรัฐสภา และผมอยากจะย้ําว่าที่ประชุมควรจะเห็นภาพ จริง ๆ ว่าวันนั้นเอาท์ไลน์ (Out line) หรือขอบเขตประเทศเราเป็นอย่างไรบ้าง อันนี้ผมสนับสนุนแนวคิดเพื่อนสมาชิกทุกคนครับ ว่าประเด็นเจบีซีให้รอไว้ก่อน รอจนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย
ประเด็นถัดมาเป็นประเด็นของคณะกรรมาธิการอาจารย์เจริญ อยากจะ เรียนกับเพื่อนสมาชิกและพี่น้องที่รับฟังทางบ้านว่าคณะกรรมาธิการของชุดอาจารย์เจริญ ได้รับมอบอํานาจจากรัฐสภาไปศึกษา ไปศึกษาเรื่องผลกระทบต่าง ๆ เฉย ๆ เป็นเพียง ข้อสังเกตและข้อคิดเห็นเฉย ๆ สมาชิกของรัฐสภาหลังจากลงมติแล้วไม่ได้ผูกมัดต่อสมาชิก รัฐสภาว่า จะตัดสินใจเห็นชอบตามที่ชุดของอาจารย์เจริญหรือไม่ และผมถือว่าวันนี้ คณะกรรมาธิการชุดของอาจารย์เจริญได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการประชุมร่วมรัฐสภา ข้อ ๗๓ และข้อ ๗๔ ชัดเจนครับ ข้อบังคับการประชุมข้อ ๗๓ เขียนไว้ชัดเจนว่า เมื่อคณะกรรมาธิการได้กระทํากิจการหรือพิจารณาสอนสวนหรือศึกษาเรื่องใดตามที่รัฐสภา มอบหมายเสร็จแล้ว ให้รายงานต่อรัฐสภา ซึ่งวันนี้ท่านอาจารย์เจริญก็เข้าสู่ที่ประชุมนี้ ตามข้อ ๗๓ และดูข้อ ๗๔ นะครับว่า ในกรณีที่รัฐสภาเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ให้ประธานรัฐสภาแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กร ตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง อันนี้คือข้อ ๗๔ ซึ่งก็ตรงไปตรงมาว่าคณะกรรมาธิการชุด อาจารย์เจริญได้มีข้อสังเกตอยู่ ๕ ข้อ ที่เป็นความห่วงใย ไม่ว่าจะเป็นคําพูดของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเขมร หรือพื้นที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ หรือการเยียวยาพี่น้องประชาชน อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมคิดว่าก็เป็นข้อสังเกตที่ดี ที่ทางคณะกรรมาธิการควรจะให้ท่านประธานรัฐสภาเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรีให้เอาไป ปฏิบัติเพื่อจะได้ดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมถือว่าวันนี้อย่าสับสน เจบีซีแยกไปเจบีซี ของอาจารย์เจริญวันนี้ผมคิดว่าไม่แปลกถ้าที่ประชุมรัฐสภาจะให้ ความเห็นชอบและส่งต่อ ครม. ให้เอาไปปฏิบัติครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุมลเอาสักหน่อย สั้น ๆ หน่อยครับ เราอภิปรายมาพอสมควรแล้วนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันคงไม่รับทราบและก็ไม่ลงมติในเรื่องนี้ ด้วยเหตุ ๒ ประการ
ประการแรก ก็คือว่าตามที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้ไปแล้ว หลายท่านซึ่งดิฉันเห็น ด้วย ดิฉันขอเอ่ยนาม โดยเฉพาะท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ซึ่งท่านได้บอกว่าขั้นตอนว่ารัฐสภา แห่งนี้จะลงมติให้ความเห็นชอบในขั้นตอนใด แต่ ณ วันนี้มันไม่ใช่ ยังไม่ขึ้นขั้นตอนนั้น เรารู้อยู่ท่านประธานรัฐสภาก็แจ้งแล้ว ว่าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หรือแกนนํารัฐบาลได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ ก็รอ ดิฉันเชื่อว่าในรัฐสภาแห่งนี้ทุกคน สมาชิกทุกท่านเห็นควรที่จะต้องให้รอ ทีนี้ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนาม คุณหมอวรงค์ บอกให้แยก ดิฉันเข้าใจ กับคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งรัฐสภาแห่งนี้มอบให้ท่านไปพิจารณา มีข้อสังเกต ๕ ข้อ ซึ่งดิฉันเห็นว่าก็เป็นข้อสังเกตที่ใช้ได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่ที่รัฐสภาแห่งนี้ จะมารับทราบ เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่มีใครกล้าในการที่จะไปรับทราบโดยมีผล ภายหลังย้อนหลัง เพราะฉะนั้นดิฉันว่าทางออกที่ดีดิฉันเสนอข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว นั้นควรที่จะให้นายกรัฐมนตรี กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านได้มานั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ก็คือว่าออกเป็นมติ ครม. เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพราะข้อสังเกตในกฎหมาย เยอะแยะเลยที่ผ่านมามักจะหายไป รัฐบาลไม่ได้เอามาใช้ ข้อสังเกตก็จะเป็นข้อสังเกต อยู่อย่างนั้น แต่ ณ วันนี้ข้อสังเกตนี้สําคัญ ดิฉันเสนอว่าควรเป็นมติคณะรัฐมนตรีเสีย แล้วมตินี้จะทําให้ผู้ที่หวั่นเกรง ข้าราชการประจําไม่กล้าทํา ไม่กล้าทํางาน ก็จะได้กล้าทํา เพราะมันมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับ ในความคิดของดิฉัน ขอบพระคุณค่ะ
เนื่องจากการประชุมคราวที่แล้ว เมื่อวันที่ ๒๕ ที่ผ่านมาเราได้พิจารณากันอย่างรอบคอบพอสมควร และฯพณฯนายกรัฐมนตรี เองก็รับปากว่าจะไปปรึกษาหารือกับคณะกรรมาธิการ ฉะนั้นผมจึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นคนแถลงให้ทราบว่าไปพิจารณาอย่างไร จะดําเนินการอย่างไร เรียนเชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงประเด็น ซึ่งยังค้างในการหารือระหว่างทางรัฐบาลกับทางกรรมาธิการนะครับ แล้วก็อยากจะขอ ใช้โอกาสนี้ได้ตอบข้อสังเกตหรือความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับการพิจารณาของสภา นะครับ ผมย้ําว่าเรื่องเริ่มต้นทั้งหมดนี่มาจากการที่มีการยึดถือเป็นแนวปฏิบัติมาโดยตลอดว่า บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา ซึ่งมีทั้งหมด ๓ ครั้ง เป็นเรื่องซึ่งเข้าข่ายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ได้ปฏิบัติเช่นนี้มาตั้งแต่แรก ดังนั้นก็ต้องมา ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เมื่อมีการนําเรื่องนี้เข้ามาเสนอต่อรัฐสภา รัฐสภาเห็นว่า เป็นเรื่องซึ่งมีรายละเอียด มีประเด็นละเอียดอ่อน ไม่ต้องการที่จะพิจารณาและลงมติกัน ในขณะนั้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อที่จะไปศึกษาเรื่องนี้นะครับ วันนี้เรื่องที่ มันค้างอยู่ในสภาก็คือว่า ๑. ทางคณะกรรมาธิการก็รายงานกลับมา กับ ๒. ตัวบันทึกก็รอ ความเห็นชอบ ทีนี้ในรายงานคณะกรรมาธิการนั้นปกติตามข้อบังคับและตามแนวปฏิบัติ ก็คือว่าเราก็รับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อใดที่คณะกรรมาธิการมีข้อสังเกต สภาก็ต้องลงมติว่าจะส่งข้อสังเกตนั้นไปให้รัฐบาลหรือไม่ ซึ่งถ้าสภามีมติส่งข้อสังเกตไป รัฐบาลก็จะต้องปฏิบัตินะครับ คือตัดสินใจ แล้วก็ต้องแจ้งให้สภากลับมาให้ทราบว่า ได้ดําเนินการตามข้อสังเกตอย่างไร หรือไม่ ถ้ากระผมจําไม่ผิดก็คือภายใน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่วันนี้เราจะต้องมาดําเนินการ ประการแรก ก็คือในส่วนของรายงาน กรรมาธิการ ซึ่งเราก็ได้อภิปรายกันมาจน เข้าใจว่าท่านประธานถือว่าได้ปิดการอภิปราย ไปแล้ว เราก็รับทราบตามปกติ ขณะเดียวกันตัวข้อสังเกตซึ่งผมมั่นใจนะครับว่าเป็นข้อสังเกต ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทํางานของรัฐบาล และได้อภิปรายไปแล้ว สภาก็กรุณามีมติ ส่งไปที่รัฐบาล รัฐบาลก็จะไปนําเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรี ซึ่งผมยืนยันว่า ถ้ารัฐสภาส่งไปก็จะเอาเข้าที่ประชุมโดยเร็วที่สุดนะครับ ไม่สัปดาห์หน้าก็สัปดาห์ถัดไป แล้วก็ จะแจ้งกลับมาให้ทราบว่าได้ดําเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของรัฐสภา อย่างไร หรือไม่นะครับ ส่วนตัวบันทึก ซึ่งคนที่เป็นผู้ปฏิบัติก็ยืนยันว่าต้องการที่จะให้สภา ได้พิจารณา แต่ว่าทางคณะกรรมาธิการและท่านประธานเองได้กรุณาแจ้งว่ามันยังมีปัญหา ข้อกฎหมาย เนื่องจากขณะนี้ทางศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาว่าเป็นหนังสือสัญญา ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง หรือไม่ ก็ได้ปรึกษากันนะครับ ทั้งในส่วนของกรรมาธิการ ทั้งในส่วนของทางรัฐบาล ทั้งในส่วนของท่านประธาน ก็กราบเรียนว่ารัฐบาลก็เข้าใจว่า มันอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมถ้าหากว่าทางศาลยังไม่ได้ชี้ว่าเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง หรือไม่ แล้วไปพิจารณา ขณะเดียวกันก็อยากให้ทางเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้รับทราบว่าความพยายามในการที่ รัฐบาลกําลังแก้ปัญหาแล้วก็ปกป้องดินแดน ปกป้องอธิปไตยของไทยเราต้องการที่จะใช้กลไก ทวิภาคีเพื่อที่จะเดินเรื่องนี้ มิฉะนั้นแล้วการแก้ปัญหาเรื่องนี้จะมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น โดยลําดับเพราะจะมีความพยายามที่จะเอาเรื่องนี้เข้าสู่เวทีที่เป็นเวทีพหุภาคี ดังนั้นก็มีการ พยายามที่จะตรวจสอบว่าความเป็นไปได้ในเรื่องนี้เราจะมีเวลามากน้อยแค่ไหนอย่างไร เพราะรัฐบาลก็ต้องการที่จะฟื้นกลไกทวิภาคีขึ้นมาทั้งหมดดังที่ได้รับทราบข่าวอยู่แล้วว่า เราก็มีความตั้งใจว่าอยากจะไปประชุมเจบีซีกัน ภายในสัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนเมษายน ทีนี้เท่าที่ดูแล้วก็ประเมินกันว่าศาลรัฐธรรมนูญคงจะใช้เวลาอีกไม่นานนะครับ คําว่า ไม่นาน นี้ ก็คือก็หวังว่าคงจะได้ข้อยุติทันเวลาที่รัฐบาลในกรณีที่จําเป็นจะต้องเอาบันทึกกลับเข้ามาก็ สามารถนํากลับเข้ามาได้ทัน แล้วก็สามารถที่จะอาจจะขอเจรจากับฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะ กับทางกัมพูชาว่าขอเลื่อนการประชุมเจบีซีออกไปอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองเพื่อให้เกิด ความชัดเจนในข้อกฎหมาย ซึ่งถ้าเป็นในแนวทางนี้รัฐบาลก็ไม่ขัดข้องเพราะฉะนั้นถ้าผมจะ ขอความกรุณาท่านประธานก็คือว่าตัวบันทึกก็รอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีการชี้ว่าจะต้อง เข้ามาหรือไม่ ถ้าไม่ต้องเข้ามาก็จบ ถ้าต้องเข้ามารัฐบาลก็ต้องเอาเรื่องนี้กลับเข้ามาอีกครั้ง เพื่อที่จะให้สภาให้ความเห็นชอบ ส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการนั้นเนื่องจากรัฐบาล เห็นว่ามันเป็นประโยชน์สําหรับการทํางานในการเจรจาและกําหนดจุดยืนของรัฐบาลก็ขอให้ สภาได้พิจารณาได้ตามปกติ ก็คือรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการแล้วมีมติว่า จะเห็นชอบกับข้อสังเกตหรือไม่ครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการมีอะไร จะแถลงไหมครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมของ คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ที่จริงแล้วทางคณะกรรมาธิการนี้ ก็ได้พยายามศึกษามาอย่างรอบคอบหลายแง่หลายมุมโดยสดับตรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ของประชาชนทุกหมู่เหล่าทั้งสมาชิกรัฐสภาและภาคของประชาชนข้างนอกรัฐสภา แล้วก็พยายามหาจุดร่วมอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้มากที่สุดโดยไม่ให้มีการเสียดินแดน ไม่ให้มีการเสียผลประโยชน์ของประเทศชาติ แม้แต่ตารางนิ้วเดียวแล้วก็บัดนี้ได้มีข้อเสนอต่าง ๆ มาแล้ว ฉะนั้นกระผมอยากจะขออนุญาต เสนอต่อที่ประชุมว่าขอให้ทางรัฐสภานั้นได้โปรดรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการแล้วก็ ส่งให้รัฐบาลไปพิจารณาต่อไป ส่วนบันทึก ๓ ฉบับนั้นก็คงจําเป็นต้องค้างไว้ก่อนเพราะว่า อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญในขณะนี้ครับ
คุณสุรจิต ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิก รัฐสภา คือความจริงประเด็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญผมเป็นคนพูดเองเมื่อคราวที่แล้วนะครับ เพราะได้ทราบว่ามีความขัดแย้งในคณะกรรมาธิการแล้วก็ได้มีการยื่นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญก็รับไว้พิจารณาเมื่อวันที่เราพิจารณาเรื่องนี้กันนะครับแต่ผมเห็นว่า เรื่องนี้ตามความเห็นผมอย่างไรมันก็เป็นหนังสือสัญญาเพราะว่ารัฐบาลเองก็เสนอมาเพื่อให้ รัฐสภาเห็นชอบไม่ใช่รับทราบนะครับ เมื่อคืนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกทีวีก็พูดเห็นชอบทุกคํานะครับ เพราะว่าโดยเนื้อหามันเป็นผลพวงมาจากเอ็มโอยู (MOU) ๒๕๔๓ ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นสนธิสัญญาเพราะมันกําหนดกรอบในการทํางานเพื่อ ปักปันเขตแล้วก็ปักหลักหมุด มันเกี่ยวกับเขตแดนก็ต้องเกี่ยวกับอํานาจอธิปไตยนะครับ และรายงานของท่านประธานคณะกรรมาธิการเอง ของท่านอาจารย์เจริญในหนังสือที่ท่าน แจ้งเรามาก็พูดไว้แล้วว่าตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาหนังสือสัญญา เรื่องบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่ง ครม. เป็นผู้เสนอแล้วลงมติตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา อันนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วนะครับ แต่ทีนี้ท่านก็จะ พูดแบบวันนั้นอีกว่ารับทราบก็ได้ รับรองก็ได้ ซึ่งผมก็พูดไปแล้วถ้าแบบนี้ออกสูงออกต่ํา เจ้ามือกินหมด หกสี่เอี่ยว สิบเอ็ดแต้ม ไฮโล เพราะฉะนั้นเราจะบริหารราชการแผ่นดิน กันแบบนี้หรือครับ คือถ้ามันเข้ามาตรา ๑๙๐ สภาก็ต้องพิจารณาเท่านั้น ถ้ามันไม่เข้าก็เป็น เรื่องฝ่ายประจําไปทํางานเราจะต้องไปรับรู้อะไรด้วยใช่ไหมครับ แต่เพราะเนื้อในอย่างไรครับ เนื้อในของเขามันจะพูดว่ามีหลักอยู่ ๗๘ หลัก ไส้ในรายละเอียดใช่ไหมครับที่ท่านรัฐมนตรี พูดเมื่อคืนนี้ พบแล้ว ๔๘ ต้องไปหาอีก ๒๕ ๓๓ ยุติแล้ว คือเนื้อในในทางเทคนิค ผลที่สุดมัน ก็ลงไปแตะเนื้อหาในเรื่องการปักปันแล้วก็การปักหมุดอยู่ดีนะครับ เพราะฉะนั้น ในประเด็นนี้ผมก็เสนอตั้งแต่คราวที่แล้วแล้วว่าเมื่อมีข้อขัดแย้งสู่ศาลแล้วเราก็สมควรที่จะรอ ท่านก็จะบอกว่าให้เรารับทราบอีก ตรงนี้นะครับคราวที่แล้วท่านก็ส่งเลขาฯ ลงมาคุยกัน ผมก็ยกประเด็นว่าในข้อสังเกตของท่านเราก็รับไม่ได้ เพราะพฤติกรรมสิ่งที่เราทําจะมีผล ที่เราคิดว่าไม่มีผลทางกฎหมาย ผลที่สุดแล้วมันมีผลทางกฎหมายใช่ไหมครับ กรณีที่ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพเสด็จไปทอดพระเนตรเขาพระวิหารใช่ไหมครับ ประเทศฝรั่งเศสปักธงไว้ แต่งตัวเต็มยศ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ตามเสด็จ ไปให้การต่อศาลโลกด้วยว่าความจริงแล้วสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพบอกว่า ให้เขาถอดเครื่องแบบ แล้วก็บอกว่าประเทศฝรั่งเศสทะลึ่ง นั่นละคือการประท้วงแบบผู้ดี แต่ฝรั่งมันไม่ได้ ประท้วงมันต้องโวยวาย นี่ประท้วงแบบไทยมันถือว่าไม่ประท้วงถือเป็นการ ยอมรับ ถ้ารัฐสภารับรองรายงาน ท่านดูในข้อ ๒ สิครับ ส่วนพื้นที่พิพาทอย่างเช่นกรณี พื้นที่บริเวณรอบปราสาทพระวิหาร วันนั้นก็พูดกันแล้วว่าสภาไม่ใช่คู่เจรจา ฝ่ายบริหาร ไปเป็นคู่เจรจา สภาก็ต้องหนุนหลังฝ่ายบริหารว่าพื้นที่พิพาทนี่อย่าใช้ ใช้ว่าพื้นที่ประเทศไทย รอบปราสาทพระวิหาร ใช่ไหมครับ แล้วก็ข้อ ๓ การเยียวยาผู้มีเอกสารสิทธิของทางราชการ และเป็นผู้ได้รับผลกระทบ อันนี้เท่ากับรัฐไทยยอมรับว่าเอกสารสิทธิของรัฐไทย รัฐไทย ไม่สามารถไปปกป้องเขาได้ ข้อความเหล่านี้มันใส่ไม่ได้เพราะพฤติกรรมจะมีผลต่อเทคนิคทาง กฎหมายในอนาคตหากเป็นคดี และเราก็รู้สึกอยู่ว่าผลที่สุดประเทศกัมพูชาก็อาจจะเอาเรื่องนี้ ขึ้นไปสู่ศาลโลกอีก เรามีความพร้อมหรือยัง คําขอท้ายฟ้องข้อ ๑ ข้อ ๒ ของประเทศกัมพูชา ก็คือแผนที่ระวางดงรักใช่ไหมครับ ซึ่งศาลโลกไม่ได้พิจารณาให้ ศาลโลกพิจารณาให้เฉพาะ ข้อ ๓ ถึงข้อ ๕ เรื่องก็มาวนมาซ้ําเก่า ความเห็นของศาสตราจารย์อังรี โรแลง พูดประเด็นนี้ไว้ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่เพราะว่าเราไม่มั่นใจว่าพฤติกรรมของฝ่ายราชการประจําของ กระทรวงกลาโหม พฤติกรรมที่ประธานเจบีซีไทยมิได้โต้แย้ง เห็นไหมครับคําพูดของ นายวาร์ คิม ฮง สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในนี้อย่างไรครับ เวลาเรารับเรารับไปทั้งพวง จะไม่ให้เรากังวล ได้อย่างไร และการที่ศาลรับมันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งว่าศาลก็ต้องเห็นว่ามีมูลเช่นกันนะครับ แต่สิ่งที่เราทํานี่มันเหมือนกับว่าเรายืนยันไปในอีกแนวทางหนึ่ง ผมก็เข้าใจข้อวิตกกังวลของ ท่านนายกรัฐมนตรีว่ามันจะนําไปสู่พหุภาคี แต่จะให้ทําอย่างไรเราส่งสัญญาณไม่ชัดมาตลอด ผมพูดตั้งแต่คราวที่แล้วว่าการพูดเรื่องนี้ในรัฐสภามันไม่ควรจะถ่ายทอดด้วยซ้ําไป ผมไม่ได้ อยากจะดังใช่ไหมครับ แต่ว่าถ้าเราทํางานกันแบบนี้มันก็เหมือนกับว่าเราเป็นประเทศเสรี เอาทุกอย่างขึ้นโต๊ะหมดใช่ไหมครับ เสร็จแล้วประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งเราก็ทราบหมดทุกอย่าง แล้วเราก็ออกอากาศกันทุกวัน อันนี้มันเป็นเรื่องน่ากลุ้มใจจริง ๆ ไม่รู้จะทําอย่างไร และถ้าเรายกเลิกหมดทุกระวางก็ไปกระทบเพื่อนประเทศลาวเข้าไปอีก เรื่องนี้มันเดินหน้า ก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ หยุดอยู่ก็ไม่ได้ ผมทราบว่ามันยากนะครับ ทีนี้ท่านประธานท่านไม่ ชัดเจน ท่านก็ไม่ได้รายงานข้อขัดแย้งของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วย ซึ่งมันก็นําไปสู่ เรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ท่านถอยไปเถอะ รอศาล มันก็ไม่ได้นานอะไร มันก็ต้องลําบากกัน ไม่รู้จะทําอย่างไร จะไปอินโดนีเซียไปอะไร ผมก็ ทราบนะครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คือในส่วนของกรรมาธิการคงจะต้องชี้แจง ในส่วนของท่านในเรื่องข้อสังเกต แต่ผมกราบเรียนย้ําอย่างนี้นะครับว่าขณะนี้ที่เสนอ เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ให้รับทราบบันทึกนะครับ เป็นเรื่องของรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน แล้วผมคิดว่าการที่สภาไทยจะได้พิจารณารายงานของกรรมาธิการ และมีข้อสังเกตก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นการยืนยันให้เห็นว่ากลไกของไทยนี้ยังเดินหน้า ให้ความสําคัญกับกลไกทวิภาคี แต่ถ้าเราไม่พิจารณาอะไรเลย นั่นละครับคือความไม่ชัดเจน ที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการทํางานมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผมอยากให้เดินหน้าไป ในส่วนนี้ ตัวบันทึกจะเห็นชอบหรือไม่เห็น จะเข้าสภาหรือไม่เข้าสภา ก็รอทาง ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็รอมติของสภาถ้าจะเอาเข้ามาทีหลัง ส่วนประเด็นที่ท่านพูดถึงเรื่อง เอกสารสิทธิ์ ขอให้ท่านคิดให้ดีนะครับ เพราะว่าเมื่อคราวที่แล้วผมก็ชี้แจงไป การที่รัฐบาล จะบอกว่างดเว้นการเก็บภาษีที่ตรงนี้ ผมว่าเป็นการยืนยันว่าที่ตรงนี้เป็นของประเทศไทย นะครับ เพราะผมไม่คิดว่ารัฐบาลไทยจะไปมีอํานาจในการยกเว้นการเก็บภาษีในที่ดินที่เป็น ของประเทศอื่นได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพูดเลยนะครับ เป็นการยืนยันด้วยซ้ํา ว่าเอกสารสิทธิ์ออกแล้วชอบ เพียงแต่ว่ามีปัญหาอุปสรรคว่าคนที่มีเอกสารสิทธิ์ไม่สามารถ เข้าทํากินได้ รัฐบาลก็บรรเทาความเดือดร้อนโดยการไม่ยกเว้นไม่เก็บภาษีให้ ซึ่งถ้าเป็นที่ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอื่นรัฐบาลไม่มีอํานาจที่จะไปตัดสินใจอะไรอย่างนี้เลยครับ ตรงกันข้ามครับ การตัดสินใจตรงนี้เป็นการยืนยันว่าที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินของประเทศไทยครับ
เชิญประธานกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก กรรมาธิการ ตามที่ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตต่อข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการที่ไปศึกษา ๕ ข้อ โดยมีข้อ ๒ และข้อ ๒ ที่ได้เสนอแนะไว้ว่าบางถ้อยคํา น่าจะระบุให้มีความชัดเจนหนักแน่นยิ่งขึ้น เพื่อให้การดําเนินงานของรัฐบาลในการเจรจา ในโอกาสหน้าเป็นการทําได้ง่ายขึ้นนะคะ ที่จริงแล้วกรรมาธิการได้รับข้อสังเกตของท่าน ไปแล้วเมื่อครั้งวันศุกร์ที่แล้ว แล้วก็ได้แถลงถึงถ้อยคําที่จะมีการปรับเปลี่ยนใหม่เมื่อวันศุกร์ ในโอกาสนี้ดิฉันจะขออนุญาตท่านประธานอ่านอีกครั้งว่าถ้อยคําที่คณะกรรมาธิการได้รับ ไปปรับเป็นอย่างไรบ้าง ข้อ ๒ ในบรรทัดที่ ๔ ที่ขึ้นต้นด้วย กัมพูชา ดิฉันจะขออ่านใหม่นะคะ กัมพูชาจนหาข้อสรุปในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพื้นที่ที่เป็นของไทย อย่างเช่น กรณีพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยควรให้กัมพูชา นําชุมชนและประชาชนหรือทหารออกนอกพื้นที่ เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อม สําหรับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนอย่างแท้จริง ส่วนคําว่า พื้นที่พิพาท นั้น ท่านได้ ถามว่าคณะกรรมาธิการไม่มีความชัดเจนหรืออย่างไรถึงใช้คํานี้ จริง ๆ แล้วเรามีความชัดเจน ว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของประเทศไทย แต่ขออนุญาตชี้แจงค่ะว่าพิพาทนั้น แปลว่าไทยเรา ยึดมั่นว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่ของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันทางกัมพูชาเขาก็มีการอ้างสิทธิ แต่ว่าเพื่อความสบายใจดิฉันก็จะขอเรียนย้ําว่ากรรมาธิการจะเปลี่ยนจากคําว่า พื้นที่พิพาท เป็น พื้นที่ของไทย ส่วนในข้อ ๓ ที่ท่านตั้งข้อสังเกตว่าทําไมถึงต้องใช้คําว่า มีเอกสารสิทธิ เพื่อให้เกิดความสบายใจ ดิฉันขอปรับใหม่ในข้อ ๓ เป็นดังนี้นะคะ เนื่องจากการสํารวจและ จัดทําหลักเขตแดนตามกรอบของเจบีซียังไม่แล้วเสร็จ ทําให้พื้นที่ที่ยังเป็นปัญหาซึ่งมี ทั้งส่วนที่ไทยได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในส่วนที่ประชาชนจํานวนหนึ่งไม่สามารถเข้าไป ทํากินในพื้นที่ของตัวเองได้ จึงเห็นควรให้คณะรัฐมนตรีไปกําหนดแนวทางการเยียวยา เพื่อ บรรเทาความทุกข์ของประชาชนในระหว่างที่การสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนยังไม่ได้ ข้อยุติ ซึ่ง ๒ ประเด็นในข้อ ๒ และข้อ ๓ ได้ชี้แจงไปแล้วเมื่อวันศุกร์ค่ะ
เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ที่ผมต้องลุกขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี กับท่านประธานได้สรุปชัดเจนว่าจะขอความเห็นชอบในรายงาน ขอความเห็นชอบหรือขอ รับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภาที่ไปทําการศึกษา เพื่อรัฐบาลจะ นําไปใช้ประโยชน์ ฟังดูก็เหมือนเป็นเจตนารมณ์ที่ดีครับท่านประธาน แต่ผมเองกราบเรียน ท่านประธานว่าการที่เราเอารายงานคณะกรรมาธิการเข้ามาสู่ที่ประชุมของรัฐสภาได้นี้ ท่านประธานอย่าลืมต้นมันนะครับ เราอาศัยมาตรา ๑๙๐ นะครับ การประชุมครั้งนี้เราอาศัย บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ซึ่งมี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านรสนา ท่าน ส.ว. ได้อ้างไป เมื่อสักครู่ การที่เราจะประชุมใด ๆ ที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ของรัฐสภาก็ต้องปฏิบัติตาม มาตรา ๑๓๖ เท่านั้น ถ้าท่านบอกว่าการประชุมเรื่องพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ต้องแยกจากมาตรา ๑๙๐ อันนั้นเราส่อเจตนานะครับว่าเรากําลังทําในสิ่งที่ไม่ใช่อํานาจ หน้าที่เรา ท่านประธานอย่าแยกเรื่องนี้เป็น ๒ เรื่องนะครับ ถ้าแยกเป็น ๒ เรื่องแล้วเราจะ ไม่มีอํานาจหน้าที่ ผมก็ยืนยันกับท่านประธานมาตลอด จริงอยู่ครับว่าข้อบังคับของรัฐสภา เองเมื่อคณะกรรมาธิการไปศึกษาพิจารณาแล้วต้องกลับมารายงานต่อสภา สภาจะมีความเห็น อย่างไรก็แล้วแต่สภา แต่กรณีเป็นรัฐสภาครั้งนี้นะครับ การที่มอบให้คณะกรรมาธิการ ไปทําหน้าที่ คณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา กรรมาธิการรัฐสภา ไม่ใช่คณะกรรมาธิการร่วม คณะกรรมาธิการของรัฐสภาที่รัฐสภาตั้งขึ้นนี้มันตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๙๐ ไปพิจารณาเรื่อง มาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นพอกลับมาบอกเราก็บอกตามมาตรา ๑๙๐ เท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าจะแยกรับทราบโดยไม่เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๑๙๐ ผมเกรงครับท่านประธาน เกรงว่าเราจะ ทําผิดอํานาจหน้าที่ของรัฐสภา คือไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ซึ่งระบุเรื่อง ไว้ชัดเจนว่าคุณจะทําอะไรได้บ้าง ถ้าไม่เช่นนั้นท่านประธานครับท่านต้องไปขออนุญาต เอาเรื่องอื่นเข้าประชุมที่ไม่ใช่อํานาจหน้าที่ ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้น การพิจารณาต้องพิจารณาเป็นลักษณะเนื้อเดียวกัน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า เมื่อเนื้อหลักนี่ผมเข้าใจว่าสภามีมติระงับการพิจารณาไว้ก่อน ท่านประธานเองเสมือนจะ ไม่สรุป แต่ว่าท่านเองก็น่าจะสรุปในทํานองนั้น เพราะว่าสมาชิกทุกท่านมีความเห็นพ้องกัน เรื่องการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่าผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการเกี่ยวเนื่องกับบันทึก ข้อตกลงไหม ต้องเกี่ยวเนื่องครับท่านประธาน เมื่อตัวหลักถูกระงับ ยุติเอาไว้ ตรงอื่นก็ต้อง ระงับไปด้วย ไม่ได้เสียหายอะไร ท่านประธานครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าการที่สภา ไม่ได้รับทราบรายงานคณะกรรมาธิการเพื่อนําไปใช้ประโยชน์ในครั้งนี้ทําให้ประเทศชาติ เสียหาย ผมไม่แน่ใจหรอกครับ ผลการศึกษาคณะกรรมาธิการไม่จําเป็นต้องผ่านสภาท่านก็ เอาไปใช้ได้ครับ แต่ไม่ต้องอ้างสภา เอาไปใช้ได้ ท่านจะเอาไปใช้อย่างไรก็ได้ แต่ไม่ต้องอ้าง สภาครับ แต่ว่าดี ถ้าผ่านสภาก็เป็นข้อสังเกตของสภาที่มีผลผูกพันต่อฝ่ายบริหารในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ตรงนี้ถามมากจะไปมีผลผูกพันอย่างไร เมื่อเรื่องหลักยังไม่ได้พิจารณา เรื่องหลักยังไม่พิจารณาครับ ผมก็เพียงแต่กราบเรียนท่านประธานว่าเราขอว่าชะลอไว้ก่อน ไม่ได้ให้ถอนนะครับ แล้วก็อ้างศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยเรื่องนี้ ทุกเรื่องก็ต้องยุติเอาไว้ก่อน หลังจากมีข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็ค่อยกลับเข้ามาใหม่ ผมก็ว่าแค่นั้นก็จบไป ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานผมอยากจะให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจ เรื่องนี้ครับจะได้จบ เราได้เดินหน้าต่อไปได้ ผมไม่อยากให้ไปเกิดการตีความว่ารัฐสภา ทําการประชุมในเรื่องที่ไม่อยู่ในอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ครับ
คือความเห็นที่ผมได้ศึกษา กับฝ่ายกฎหมายของสภานะครับ คือเราตรวจสอบหลักตัวบทกฎหมายและข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้วไม่พบว่ามีบทบัญญัติที่กําหนดให้ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาต้องชะลอหรือระงับการพิจารณาเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาไว้ก่อน เพื่อรอคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่ประการใด คือไม่มีตัวบทนะครับ แต่ว่ามันก็ไปโยง ถึงมาตรา ๑๕๔ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญใน (๑) ที่โยง ที่คุณศิริโชค โสภา เป็นผู้ยื่น และคุณศิริโชค โสภา ก็เป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้ที่เราส่งไปทั้ง ๓๐ ท่าน เราก็พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ก็จึงแจ้งให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย ฉะนั้นปัญหาเรื่องนี้ เป็นปัญหาที่ว่า แต่วันนี้วิธีปฏิบัติคือหมายความว่าส่วนใหญ่ เช่น กฎหมายที่สภาที่รัฐบาล ยับยั้งไม่ส่งโปรดเกล้าฯ โดยมีการเสนอเรื่องว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีนั้นทําไม่ถูกต้อง สภาส่งไปให้นายกรัฐมนตรี แล้วก็มีการตีความ ผมก็ส่งเรื่องไป ตีความ นายกรัฐมนตรีก็หยุดการส่งกฎหมายฉบับนั้นทูลเกล้าฯ อันนี้เป็นตัวอย่างในยุคนี้ เราก็ศึกษาละเอียดรอบคอบครับ ผมจะเรียนให้ท่านทราบอย่างนี้นะครับ เราได้รับหนังสือ จากนายกรัฐมนตรี ผมจะบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อเป็นบรรทัดฐานของสภานะครับ ท่านได้ เสนอเรื่องบันทึกการประชุมของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ รัฐสภามีเวลาพิจารณา ๖๐ วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และก็ครบกําหนดวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ นี่เรียนให้ท่านสมาชิกรัฐสภา ได้ทราบ ต่อมานายกรัฐมนตรีได้เสนอเรื่องบันทึกนี่นะครับเข้าสู่การพิจารณาไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕๗ มาใช้บังคับอนุโลมระหว่างยัง ไม่มีข้อบังคับของรัฐสภาในยุคนั้นนะครับ แล้วต่อมาท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เสนอเรื่องบันทึก การประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับต่อรัฐสภามาครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ รัฐสภามีเวลาพิจารณา ๖๐ วันเหมือนกัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๒ และครบกําหนดในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ กระผมในฐานะ ประธานรัฐสภาได้บรรจุระเบียบวาระเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ และได้มีการประชุม พิจารณากันกับรัฐสภา ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ และครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันอังคารที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ได้พิจารณา แล้วลงมติตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาจํานวน ๓๐ ท่าน เพื่อพิจารณาก่อนที่จะพิจารณาลงมติ ให้ความเห็นชอบ โดยกําหนดเวลาพิจารณาศึกษาไว้ ๓๐ วัน ต่อมาก็มีการลาออก อะไรออก นะครับ และตั้งกรรมการร่วมเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ประธานคณะกรรมาธิการ ได้มีหนังสือขออนุญาตขยายเวลาพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๙๐ วัน ซึ่งเป็นช่วง ปิดสมัยประชุมนะครับ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ประธานคณะกรรมาธิการได้เสนอ รายงานต่อประธานรัฐสภาและก็นัดประชุมร่วมกันบรรจุระเบียบวาระวันที่ ๓ มีนาคม แล้วมีการประชุมเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคมที่ผ่านมา เราก็ได้พิจารณา แล้วหลังจากนั้นวันที่ ๒๕ เราได้ทราบคําสั่งของศาลรัฐธรรมนูญว่าได้รับเรื่องไว้พิจารณา ซึ่งคุณศิริโชค โสภา กับคณะ จํานวน ๘๐ คนได้ทําหนังสือยื่นต่อประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ โดยอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และมาตรา ๑๕๔ (๑) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องเสนอต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ อันนี้ก็ชัดนะครับ แล้วผมก็ได้สอบถามไปยัง สํานักนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบมานะครับ ท่านบอกเป็นเรื่องของสภา และได้ถามไปประธานคณะกรรมาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการท่านก็ตอบมาว่า การดําเนินการของนายศิริโชค เป็นการดําเนินการในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่มติของ คณะกรรมาธิการ ตราบใดที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณาคณะกรรมาธิการน่าจะยังคง ปฏิบัติภารกิจต่อไป นี่ชัดนะครับ นอกจากนี้ได้มีการนําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของ ประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คณะกรรมาธิการยังมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า เมื่อมีการดําเนินการเพื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และมาตรา ๑๕๔ (๑) มีผลผูกพันต่อการใช้อํานาจของประธานรัฐสภาแล้ว และประธานรัฐสภาจึงต้องส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔ ขอให้ ประธานรัฐสภาส่งเอกสารเพิ่มเติม คือให้ส่งบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๔ ประธานรัฐสภาได้ส่งเรื่องเพิ่มเติมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามหนังสือ ฉบับลงวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๔ สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ แจ้งว่าได้รับเอกสารที่ส่งเพิ่มเติมไว้ในสํานวนและรับคําร้องไว้พิจารณา วินิจฉัยแล้ว สรุปความเห็นนะครับ เรื่องนี้ก็จึงแจ้งให้สมาชิกรัฐสภาได้ทราบเพื่อโปรดวินิจฉัย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐสภานะครับ เพราะผมได้เรียนแจ้งตั้งแต่ต้นแล้ว เราได้ตรวจสอบ กฎหมายและข้อบังคับแล้ว ไม่พบว่ามีบทบัญญัติที่กําหนดให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ต้องชะลอหรือระงับการพิจารณาเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาไว้ก่อน เพื่อรอ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ผมจึงแจ้งให้ท่านชลน่านที่ถามนี้ได้ทราบ แล้วก็ได้วินิจฉัยกับสภาต่อไปนะครับ เชิญคุณประเกียรติ ผมแจ้งให้ทราบหมดแล้วนะครับ ขั้นตอน เราได้ทําตามขั้นตอนทุกอย่าง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่จริงก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องนะครับที่ท่านประธานได้กรุณาอ่าน ให้สภาได้รับทราบ ซึ่งก็สอดคล้องกับความคิดและแนวทางที่ผมจะกราบเรียนท่านประธาน ดังต่อไปนี้ คือรายงานเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับที่ส่งเข้ามาเพื่อให้สภาลงมติเมื่อคราวก่อนนี้ บังเอิญในเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนั้นมีร่างข้อตกลงชั่วคราวแนบมาด้วยทุกครั้ง เพราะฉะนั้นจึงเป็น ปัญหาในสภานี้ว่าจะดําเนินการอย่างไรกันดี เนื่องจากต้นเรื่อง คือพิจารณารายงานเจบีซี ทั้ง ๓ ฉบับว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยประการใด ที่จริงรายงานเจบีซีนี่ไม่จําเป็นต้อง รายงานให้รัฐสภาได้รับทราบ เนื่องจากเป็นกรอบการทํางานที่มาจากเอ็มโอยู ของปี ๒๕๔๓ ซึ่งตัวเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ จะชอบด้วยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็เป็นปัญหาอยู่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ ก็เป็นเรื่องที่บัญญัติไว้ว่า เรื่องพรรค์นี้จะต้องเข้าสู่การรับอนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อนหรือไม่ อันนั้นก็ประเด็น ข้อกฎหมายอยู่อันหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงว่าทาง ๒ แพร่งที่เราไม่สามารถที่จะตัดสินใจว่าจะลงมติ รับรายงานเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนี้หรือไม่ เพราะพ่วงร่างข้อตกลงเข้ามาด้วย จึงทําให้รัฐสภาของ เราในวันนั้นตัดสินใจไม่ได้ เมื่อตัดสินใจไม่ได้ทางออกก็คือตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาขึ้นมา เพื่อศึกษา ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นคณะกรรมาธิการรัฐสภาเพื่อศึกษาเรื่องนี้ ทีนี้การศึกษานี้ ก็มีความเห็นอยู่ว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นสนธิสัญญาที่จะต้องให้การอนุมัติจากสภาเสียก่อนถึงจะ ดําเนินการต่อไปได้ นี่คือเสียงข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็ว่าไม่น่าจะเป็น น่าจะเป็นสัญญาธรรมดา ไม่น่าจะเข้ามาผ่านรัฐสภาด้วย ทีนี้เมื่อคณะกรรมาธิการได้ลงความเห็นโดยมีข้อสังเกตขึ้นมา ว่าเอกสารของรายงานของเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ รวมทั้งร่างข้อตกลงชั่วคราวนั้นไม่ใช่สนธิสัญญา แต่เป็นบันทึกรายงานธรรมดาจึงไม่น่าจะผ่านมติของที่ประชุม ทีนี้มันก็มีอยู่ ๒ เรื่องเกิดขึ้นมา พร้อม ๆ กันในขณะนี้ คือเรื่องที่ ๑ เรายังพิจารณาไม่จบเรื่องเจบีซี ความเห็นของคณะกรรมาธิการ ก็บอกว่าไม่ใช่บันทึกที่เราจะต้องมาอนุมัติในสภาจึงรายงานให้สภาได้รับทราบ นี่คือเรื่องที่ ๑ ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็น่าจะรับทราบไปได้อย่างที่นายกรัฐมนตรีได้เสนอในที่ประชุม และที่ประธานได้อ่านบันทึกให้รับทราบน่าจะรับทราบไว้ได้ เพราะเรื่องนี้เราพิจารณาไปได้ แต่ส่วนเรื่องเจบีซีนั้นพ่วงบันทึกร่างข้อตกลงทั้ง ๓ ร่างที่บันทึกแนบเข้ามามันยังไม่จบ มันยังไม่จบสภานี้ก็ยังไม่จบ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่รู้จะวินิจฉัยว่าอย่างไร จะวินิจฉัยว่า ใช่หรือไม่ก็ยังไม่ทราบ ถ้าใช่ก็จะต้องเอามาผ่านสภาอีกครั้งหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อเรา รับทราบแล้วรับทราบรายงานการประชุมมันก็ไม่กระทบกับเรื่องเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ อันนี้คือ ความเห็นของผม ไม่กระทบเพราะว่าเรายังไม่จบ สภาก็ยังไม่จบ ศาลรัฐธรรมนูญก็ยัง ไม่วินิจฉัย เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเดินทางไป ๒ ทางด้วยกัน ถ้าเราแยกหัวของเราออกเป็น ๒ ข้างเราจะมองเห็นได้ชัด แต่ถ้าเรามาคิดร่วมกันมันคิดไม่ออก ถ้าคิดรวมกันเรื่องมันก็จะ อึมครึมไปอย่างนี้ เราก็ตัดสินอะไรไม่ได้ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานได้รับทราบครับ
ก็เป็นทางออกที่ดีนะครับ ต่อไป คุณชรินทร์ หาญสืบสาย อยู่ไหมครับ เชิญ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตาก ผมก็นั่งฟังตลอดเวลาแล้วก็ ได้รับทราบข้อมูลที่มีความเห็นที่หลากหลายมากมายนะครับ ก็ใคร่ในหน้าที่ติดตามเรื่องนี้ มาโดยตลอดก็อยากแสดงความคิดเห็นนิด ๆ หน่อย ในฐานะที่เป็นข้าราชการเก่าคนหนึ่ง ได้เห็นระเบียบการปฏิบัติของข้าราชการที่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าการพิจารณาเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่ควรจะอนุญาตให้ส่งออก หรือควรอนุญาตอะไรหรือเปล่าสักเรื่องนี้มันจะต้อง มาจากข้าราชการประจําครับ ข้าราชการประจําเสนอขึ้นไปแล้วรัฐมนตรีมีความเห็นอย่างใด อย่างหนึ่งก็แล้วแต่รัฐมนตรีจะตัดสิน เมื่อรัฐมนตรีตัดสินไปแล้วก็โดยอาศัยความเห็นของ ข้าราชการประจํามันก็ไม่ผิดพลาดอะไร แต่ถ้าเกิดรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งฝืนความเห็นของ ข้าราชการประจํา แล้วมาพบภายหลังว่ามันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รัฐมนตรีคนนั้นก็พ้น ความรับผิดชอบไปไม่ได้ แต่ถ้าเกิดมีความเห็นไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ข้าราชการนั้นดําเนินการโดยที่ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ แต่มีเหตุสุดวิสัยก็อาจจะไม่มีปัญหา อะไรเกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องการที่จะเสนอเรื่องต่าง ๆ กับกรอบความตกลงหรือว่าสนธิสัญญาต่าง ๆ มาให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ผมก็เห็นมาโดยตลอดว่าทางกระทรวงการต่างประเทศ เสนอเข้ามา ทั้งที่บางเรื่องไม่น่าจะเข้ามาเลยแต่ก็บอกว่าต้องเข้ามา แล้วส่วนใหญ่เราก็เสนอ เห็นชอบไปตลอด เพราะฉะนั้นเรื่องเอ็มโอยูเกี่ยวกับเรื่องไหนก็ตามที่ว่าจะถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญหรือไม่ ขัดกับมาตรา ๑๙๐ หรือไม่นั้นกรมสนธิสัญญาก็จะต้องเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณา อย่างรอบคอบแล้วว่าควรจะต้อง นําเสนอเข้ามาแล้วก็ตอบทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเรื่องนี้ต้องเอาเข้า แล้วก็เข้ามา ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในเรื่องไหนที่จะขัดหรือไม่ขัดทั้งหลายนี่นะครับรัฐสภาต้องฟัง ข้าราชการประจําครับ เมื่อส่งเข้ามาแล้วเราไปออกเสียงว่าเห็นด้วยแล้วเกิดว่าจะทําให้ เสียดินแดนอะไรในภายหลังนะครับมันก็ไม่ใช่ที่รัฐสภาจะต้องไปรับผิดชอบ เพราะว่า ข้าราชการประจําเขาทํามาอย่างถูกต้องเรียบร้อยแล้ว บ้านเมืองจะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางครับ กระทรวงใดคนใดคนหนึ่งไม่อาจจะรู้เรื่องทุกเรื่อง แต่ขณะนี้สภาของเรา พยายามที่จะเป็นผู้รอบรู้ รู้หมดทุกเรื่อง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ไม่อย่างนั้นเราจะมี กระทรวงแยกไปกระทรวงต่าง ๆ ได้อย่างไรครับ แล้วข้าราชการทุกคนกว่าจะขึ้นเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงก็ต้องผ่านงานละเอียดรอบคอบแล้ว การรีครูท (Recruit) การคัดเลือกคน เข้ามารับราชการก็จะมีการสอบแข่งขัน เพราะฉะนั้นเมื่อข้าราชการประจําได้เสนอว่าเรื่องนี้ ก็จะต้องเข้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ รัฐสภาก็บันทึกออกเสียงว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเท่านั้น ส่วนในเรื่องที่พอเรื่องนี้เข้ามาแล้วเราเห็นว่าควรจะให้ตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภา เพื่อพิจารณา ซึ่งเราก็ได้มอบให้ทางท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ศึกษาเรื่องนี้มา เพราะฉะนั้น เมื่อส่งกลับมารัฐสภา รัฐสภาก็ต้องมีความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าบอกจะเพื่อพิจารณาทางรัฐสภาก็ชอบที่จะบรรจุว่าเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา รัฐสภา เราก็ต้องมีความเห็นไป เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะบอกเฉย ๆ ไม่พิจารณาแล้วก็ไม่รับทราบด้วย ก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่เคยได้ยินนะครับว่าเรื่องขึ้นมาแล้วก็อยู่เฉย ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องเป็นเรื่องที่จะต้องรับทราบก็ต้องรับทราบ เพราะว่าหลายท่านก็ได้ให้ความเห็นไปแล้วว่า มันต้องแยกกัน เรื่องขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ทางคณะกรรมาธิการร่วม ได้ศึกษามาแล้วก็ควรจะให้เกียรติทางคณะกรรมาธิการ กับกรรมการร่วมที่ได้พิจารณา เรียบร้อยนะครับ แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เกิดขึ้นจากแรงกดดันจากการเมือง ภาคประชาชนหรือพูดอย่างตรง ๆ ก็คือการเมืองภาคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รัฐบาลนี้ก็จะมีความกล้าหาญว่า ถ้าถูกต้องแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไปใช่ไหมครับ ถ้าหากว่า จะใช้กลวิธีให้ท่าน ส.ส. ศิริโชคเข้าไปส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก็ว่าไป นั่นแสดง ให้เห็นว่าเขาถือว่าเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ทราบ เพราะเรื่องนี้เป็น เรื่องสําคัญ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งรับผิดชอบเข้ามาแถลงนโยบายทั้งหลายก็ควรจะตระหนักดี ว่าเรื่องนี้ควรจะดําเนินการอย่างไร ไม่ใช่ว่าพอจะใกล้เลือกตั้งแล้วก็ไม่รับผิดชอบอีกต่อไป ครับ ขอแสดงความเห็นเท่านี้ ขอบคุณมากครับ
คุณวิรัตน์ กัลยาศิริ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ ปัญหา ที่กําลังพูดคุยกันนี่นะครับ เพราะว่ามันเป็นกรณีที่พี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งถูกสื่อสาร ให้เข้าใจว่าประเทศไทยจะเสียดินแดน เพราะฉะนั้นยากครับที่จะตัดสินใจทําอะไร ก็เดี๋ยวเสียดินแดน แล้วก็เรื่องดินแดนก็มากระทบกับคําว่า ขายชาติ ซึ่งก็เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นการที่รัฐสภาได้รับเรื่องนี้เข้ามาก็ถือว่าเข้ามาโดยช่องทางที่ถูกต้อง และการที่รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภาขึ้นก็เป็นประเพณีปฏิบัติที่ปฏิบัติอยู่ คณะกรรมาธิการรัฐสภาก็ได้ไปศึกษาท่านประธานครับ ขณะกําลังศึกษากรรมาธิการ ท่านหนึ่งกับคณะเห็นว่าเรื่องนี้มีประเด็นที่จะต้องไปศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานเองก็เป็น คนส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นประเด็นมันจึงแยกกันครับระหว่างผลการศึกษา ของคณะกรรมาธิการของท่านอาจารย์เจริญเรื่องหนึ่ง กับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกําลังจะวินิจฉับอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการที่แม้ว่า จริง ๆ แล้วท่านประธานก็อ่านระเบียบแล้วว่าเราจะดําเนินการต่อไปในกรณีที่ส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญก็ทําได้ แต่ว่าท่านประธานก็ดี เพื่อนสมาชิกก็ดี ไปในทางเดียวกันว่า ควรจะต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ อันนั้นชอบแล้วครับท่านประธานครับ ตรงนั้นแปลว่า เรื่องบันทึกก็รอ ถูกแล้ว แต่ว่ากรณีรายงานผลการพิจารณาผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการศึกษาเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ ซึ่งปกติแล้วคณะกรรมาธิการรายงาน มีหลายเรื่องครับ มีเป็นจํานวนมากมาย สมาชิกสภาไม่เคยถามเลยครับ แต่ว่าเรื่องนี้ก็ถือว่า ดีครับ ที่บรรดาสมาชิกรัฐสภาได้ตั้งใจซักถาม เพราะฉะนั้นการที่เรานําเรื่องนี้เข้ามาชี้แจง กรรมาธิการนําเรื่องนี้เข้ามาชี้แจง ก็ถือว่าถูกแล้ว และประเพณีปฏิบัติของสมาชิกรัฐสภา ก็เพียงรับทราบ เมื่อรับทราบก็เหมือนกับที่พวกเรารับทราบไปกี่ร้อยเรื่อง ก็เป็นเรื่องปกติ แล้วผมดูด้วยซ้ําครับว่า การที่รัฐ รัฐบาลไหนก็แล้วแต่มีหน้าที่รักษาดินแดนที่ต้องรักษา ดินแดนไม่ให้เสียดินแดน รัฐบาลไหนก็แล้วแต่ต้องไม่ทําผิดกฎหมาย แล้วต้องรักษา ผลประโยชน์ของประเทศไทยให้มากที่สุด ผมมาดูบันทึกเพิ่มเติม หรือความเห็นซึ่งเป็น ข้อสังเกต ข้อสังเกตทั้ง ๕ ข้อก็เป็นเรื่องที่เป็นการรักษาผลประโยชน์ประเทศไทยโดยแท้ เช่นอะไรครับ เช่น ให้มีการเจรจาระดับทวิภาคี เช่น ให้มีการประชุมปรึกษาหารือกัน โดยสันติ เช่น บอกว่าประเทศไทยไม่เคยรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ หรือเช่นกรณีที่ หาช่องทางให้รัฐบาลช่วยดูว่ากรณีที่ประชาชนชาวไทยไม่สามารถไปทําประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลออกเอกสารสิทธิให้หาช่องทาง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ารัฐสภาควรอย่างยิ่งที่จะ รับทราบรายงานนี้ แล้วก็ไปพิจารณาในข้อสังเกต หากเห็นว่าข้อสังเกตมีประโยชน์ก็ควรจะ เห็นด้วย แล้วก็ส่งให้รัฐบาล ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีตอบชัดเจนแล้วว่าท่านจะรีบหยิบยก เข้ามาดําเนินการประชุมหาช่องทางในคณะรัฐมนตรีต่อไป เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ อยากให้ท่านประธานเดินหน้า ๑. ขอให้ที่ประชุมรับทราบรายงานของ ท่านอาจารย์เจริญ แล้วก็เห็นด้วยกับข้อสังเกต ส่วนกรณีบันทึก ๓ ฉบับก็เป็นเรื่อง ของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ดัวยความเคารพท่านประธานครับ
ท่านสุรชัย ชัยตระกูลทอง ครับ ไม่อยู่ ถ้าท่านสุรชัยไม่อยู่ก็เชิญท่านเรืองไกรครับ ตามลําดับอักษรที่บอกมา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๗ วรรคสาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ติดตามวาระการประชุม เรื่องที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ซึ่งจะเห็นว่าสิ่งที่ผมจะร่วมแสดงความคิดเห็นนั้นน่าจะเป็น ประโยชน์ต่อทั้งทางรัฐบาล ทั้งทางสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชน ผมเห็นด้วยที่ท่านประธาน ได้นําข้อมูลการยื่นคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัย ตามคําร้องของเพื่อนสมาชิก จํานวน ๘๐ ท่านที่ว่านะครับ แต่ในการยื่นคําร้องนั้นโดยอาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็คงจะต้องกลับไปดูแนวคําวินิจฉัยเดิมเกี่ยวกับเรื่องสัญญาหรือสนธิสัญญาด้วย กรณีนี้อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจํานวน ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ เป็นคําวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าหนังสือแจ้งความจํานงขอรับความ ช่วยเหลือทางวิชาการหรือการเงินที่รัฐบาลมีไปถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศเป็น หนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ วรรคสองหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยกรณีดังกล่าว โดยพิจารณาความหมายคําว่า สนธิสัญญา ว่ามีลักษณะอย่างไร ในหน้า ๑๐ ของคําวินิจฉัยบอกว่าสนธิสัญญานั้นมีลักษณะ คือ ๑. ทําขึ้นระหว่างรัฐ หรือระหว่างรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์กร ระหว่างประเทศด้วยกันเอง ๒. ความตกลงนั้นต้องทําเป็นหนังสือ ๓. เป็นความตกลง ๒ ฝ่ายหรือหลายฝ่ายที่มีเจตนาก่อให้เกิดพันธะผูกพันทางกฎหมาย และ ๔. ความตกลงนั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยหลักการเช่นนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ วินิจฉัยนะครับ กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยว่า อยู่ในหน้า ๑๓ โดยเหตุผลดังกล่าว ข้างต้นศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่าหนังสือแจ้งความจํานงขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการ และการเงิน ที่รัฐบาลมีไปถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศไม่เป็นหนังสือสัญญาตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ จึงไม่เป็นกรณีที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตาม วรรคสองของมาตราดังกล่าว นี่ฉบับปี ๒๕๔๒ นะครับท่านประธาน อีกฉบับหนึ่งปี ๒๕๔๓ คําวินิจฉัยที่ ๓/๒๕๔๓ วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๓ พ.ศ. นี้คุ้นไหมครับ ปีเดียวกับเอ็มโอยู ๒๕๔๓ นั่นแหละครับ แต่เอ็มโอยูรู้สึกจะเดือนมิถุนายน อันนี้คําวินิจฉัยออกเดือนตุลาคม เช่นเดียวกันในคําวินิจฉัยฉบับดังกล่าวหน้า ๑๔ ศาลรัฐธรรมนูญได้อาศัยบทบัญญัติ แล้วก็ มาบันทึกไว้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๒๔๔ วรรคหนึ่งบัญญัติให้การทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศเป็นพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงกระทําทางคณะรัฐมนตรี อันนี้นะครับ คําว่า ทรงกระทําทาง คณะรัฐมนตรี ก็จะได้ตอบเพื่อนสมาชิกเมื่อ ๓ วันก่อน ที่ถามว่าอันนี้เป็นพระราชอํานาจ ใช่หรือไม่ ใช่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการใช้พระราชอํานาจนั้นต้องกลับไปดูมาตรา ๓ ว่า การใช้พระราชอํานาจในกรณีนี้จะผ่านคณะรัฐมนตรี คงชัดเจนนะครับ โดยมีเงื่อนไขที่ บัญญัติไว้ในวรรคสองว่า หนังสือสัญญา ๓ ประเภท คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตอํานาจแห่งรัฐ และหนังสือสัญญา ที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญานั้นต้องได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภา คําว่า หนังสือสัญญา แม้จะมิได้บัญญัติความหมายไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็อาจ กล่าวได้หนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ มีความหมายครอบคลุมถึงความตกลง ทุกประเภท ที่ประเทศไทยทําขึ้นกับกับนานาประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศ โดยมี ความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาดังกล่าวต้องมีลักษณะที่ทําเป็นหนังสือ อันนี้ยกขึ้นมาจากคําวินิจฉัยปี ๒๕๔๒ และเป็นหนังสืออยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ กล่าวถึงหนังสือสัญญาสันติภาพ หนังสือสัญญาสงบศึกและสัญญาอื่น ดังนั้นคําว่า สัญญาอื่น ย่อมหมายถึงหนังสือสัญญาที่ทํากับนานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งต้องอยู่ ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับหนังสือสัญญาสันติภาพ และหนังสือ สัญญาสงบศึก แต่เป็นหนังสือสัญญาภายใต้บังคับของกฎหมายภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง มิได้ ดังนั้นอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ จึงเป็นหนังสือสัญญาตาม ความหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ ด้วยเหตุผลดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง เขตอํานาจแห่งรัฐ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ฉบับที่ ๓ ครับท่านประธานครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ท่านประธานชัยและท่านประธานประสพสุขส่งไปกรณีจอยท์ คอมมูนิเก้ (Joint Communique) เข้าเรื่องไทย-เขมรแล้วนะครับ คําวินิจฉัยที่ ๖ ถึง ๗/๒๕๕๑ เรื่องพิจารณาที่ ๒๓/๒๕๕๑ และเรื่องพิจารณาที่ ๒๔/๒๕๕๑ ก็ได้อ้างถึง ๒ ฉบับที่กล่าวมา เมื่อสักครู่ คําวินิจฉัยหน้าที่ ๒๐ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่าคําแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา หรือจอยท์ คอมมูนิเก้ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ อันนี้เข้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว ส่วนประเด็นที่ ๒ หากคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือจอยท์ คอมมูนิเก้ ฉบับ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ แล้ว คําแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ เพื่อนสมาชิกในนี้ทุกคนทราบ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านหรือผู้ที่กําลังแสดง ความคิดเห็นก็ทราบว่าศาลวินิจฉัยว่าจอยท์ คอมมูนิเก้ เป็นสนธิสัญญา เป็นหนังสือสัญญา ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง โดยในคําวินิจฉัยดังกล่าวได้อ้างถึงคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยให้ความหมายของคําว่า สนธิสัญญา ไว้ในคําวินิจฉัยที่ ๑๑/๒๕๔๒ และคําวินิจฉัย ที่ ๓๓/๒๕๔๓ ด้วยแล้ว ผมจึงเอาทั้ง ๓ ฉบับขึ้นมากราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ในนี้ให้ทราบ ดังนั้นผมเห็นด้วยที่มีการยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนี้ควรจะ เป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ แต่ผมมีความเห็นเพิ่มเติมประกอบที่ดูจาก คําวินิจฉัยทั้ง ๓ ฉบับนี้ ก่อนที่จะดูว่าเจบีซีซึ่งควรจะเรียกว่าลูก ลูกของใคร ลูกของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ควรจะดูก่อนว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ นั้นเป็นสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ หรือไม่ด้วย ถ้าเราวินิจฉัยเพียงว่าลูกเจบีซีเป็น หรือไม่เป็น ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้หมายความว่ามีคําวินิจฉัยว่าแม่เป็นหรือไม่เป็น แต่ถ้าเราเสนอไปว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งมีผลผูกพันเราอยู่ขณะนี้เป็นหนังสือสัญญาที่ต้อง ขอความเห็นชอบหรือเปล่า อันนี้มันก็จะได้ข้อยุติทั้งหมด เป็นประโยชน์กับรัฐบาล เป็นประโยชน์กับสมาชิกรัฐสภา และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใย อยู่ในขณะนี้ และถ้าเราจะรอว่าเจบีซีเป็นสนธิสัญญาหรือเป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ ขณะที่รอ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกบางท่านก็เห็นด้วยว่าเราน่าจะ ให้ความเห็นชอบในข้อสังเกตและรับทราบทั้ง ๓ กรณีที่กรรมาธิการไปศึกษา มันก็เป็น เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าจะรอผมว่าน่าจะดีกว่า การรอนั้นท่านอาจจะยกเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การรอนั้นทําได้อีกทางหนึ่งก็คือคณะรัฐมนตรีท่านถอนได้ไหม ถอนเพี่อรอเรื่องนี้ หรือเปล่า ขณะเดียวกันเมื่อถอนไปแล้วเพื่อนสมาชิก ๘๐ ท่านที่ว่านี้สามารถจะยื่นคําร้อง เพิ่มเติมได้ไหมว่าขอให้วินิจฉัยไปเลยว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ นั้นต้องขอความเห็นชอบมาก่อน หรือไม่ และในปัจจุบันจะต้องให้รัฐสภาเห็นชอบได้หรือเปล่า ข้อนี้ผมก็หารือกับท่านประธาน วุฒิสภาในการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อวานนะครับ ถ้าทําได้อย่างนี้นะครับผมว่า เพื่อนสมาชิกสบายใจ ท่านประธานก็สบายใจ รัฐบาลก็สบายใจ เป็นไปได้ไหมครับ ผมเสนอ อย่างนี้ครับ ถ้าเห็นว่าเป็นไปได้ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่นั่งอยู่นะครับว่าเรากล้าที่จะทําเรื่องนี้ให้เสร็จเด็ดขาดหรือไม่ และบาง เรื่องผมก็ทราบดีว่าคณะรัฐมนตรีเองก็วินิจฉัยไปด้วยตัวเองว่าไม่ใช่สนธิสัญญา ไม่ใช่สัญญาตาม มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กรณีนั้นเรื่องหนี้ข้าวรัสเซียครับ ผมว่าเรื่องนี้คณะรัฐมนตรีก็รู้ เพราะผมก็รู้ ผมเรียนหนังสือมาถาม ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ให้ความเห็นได้ ถ้าแน่ใจว่า ๓ ฉบับไม่เข้า ท่านถอนไปสิครับ และท่านก็ไปดําเนินการเหมือนกรณีหนี้ข้าว รัสเซียที่ท่านยกไปนั่นละครับ ขอบคุณครับ
คุณบุญยอด
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นว่าผมและสมาชิกได้ฟัง คําชี้แจงของท่านประธานรัฐสภาอย่างกระจ่างชัดถึงขั้นตอนต่าง ๆ แล้วนะครับ สมาชิกก็ได้ อภิปรายเรื่องนี้ตั้งแต่วันศุกร์สัปดาห์ที่แล้วมาจนกระทั่งถึงวันนี้ และทางกรรมาธิการเองก็ได้แก้ไขในข้อสังเกตที่ทางสมาชิกก็ได้ทักท้วงไว้ในข้อสังเกตที่เป็น ความห่วงใยทางกรรมาธิการก็ได้แก้ไขในจุดสําคัญให้แล้ว ผมคิดว่าท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้ยุติการอภิปรายในประเด็นนี้ แล้วนําไปสู่การลงมติในการรับ หรือไม่รับในข้อสังเกตต่อไป ท่านประธานอาจจะใช้ข้อ ๔๗ ของตัวข้อบังคับการประชุมร่วมของ สองสภานี้ ข้อ ๔๗ ก็ได้หรือข้อ ๔๘ ก็ได้ท่านประธานครับ
นําเสนอใช้ข้อบังคับข้อ ๔๗ ก็ต้องหา สมาชิกรับรองสิครับ
ก็แล้วแต่ท่านประธานครับ เพราะว่าถ้า ข้อ ๔๘ ท่านประธานก็มีคําวินิจฉัยได้ แต่ ข้อ ๔๗ (๒) ท่านประธานต้องขอมติที่ประชุมครับ
ตอนนี้ก็มีอยู่ ๒-๓ ท่านครับ ให้เขาสักหน่อยเถอะครับ เพราะเขาเป็นสมาชิกรัฐสภา เขาตั้งใจจะมาพูด ต่อไปท่านสุรจิต ชิรเวทย์ แล้วก็ท่านพิเชษฐ์ แล้วก็ท่านรสนา แล้วก็กรรมาธิการชี้แจง แล้วเราปิดครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผมได้ฟังที่ท่านประธานไปศึกษาข้อมูลมา แล้วก็บอกว่าท่านประธานนั้นเห็นว่าไม่ได้มีข้อห้าม อะไรที่สภาจะดําเนินการต่อไป แต่ทีนี้เรื่องที่รัฐบาลเสนอเข้ามาก็เพราะรัฐบาลเห็นว่าเข้า มาตรา ๑๙๐ ใช่ไหมครับ เสร็จแล้วพอกรรมาธิการไปทําแล้วกรรมาธิการบอกว่าไม่เข้า ทีนี้ในมาตรา ๑๙๐ เองมันให้เครื่องมือไว้แล้วอย่างไรครับว่าในการดําเนินการตามวรรคสอง ก็คือมันชัดเจนว่าสมาชิกรัฐสภาบางส่วนเห็นว่าบันทึกรายงานการประชุมเหล่านี้กับสิ่งที่ กรรมาธิการทํามันเข้าองค์ประกอบตามวรรคสอง ตามมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน เกี่ยวกับเรื่องอธิปไตย แต่เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ วรรคท้ายก็ให้เครื่องมือ ไว้แล้วว่า ต้องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญซึ่งก็มีการเสนอแล้ว แต่ว่าเรื่องนี้มันไม่ได้ซับซ้อนอะไร ก็คือมีความเห็นเป็น ๒ ฝ่ายว่า ฝ่ายหนึ่งว่าเข้า มาตรา ๑๙๐ ฝ่าหนึ่งว่าไม่เข้า รัฐธรรมนูญ ก็ได้ให้เครื่องมือไว้แล้ว ถ้าความเห็นในวรรคสองของ มาตรา ๑๙๐ ต่างกันก็ต้องไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ ทีนี้ท่านประธานกรรมาธิการก็พูดเหมือนว่าให้มารับทราบเฉย ๆ คือผมนี่ ไม่ได้ให้เราต้องการทะเลาะกับเพื่อนบ้านชั่วนิรันดรนะครับ แล้วก็ไม่ได้พูดเพื่อเอาความสะใจ แต่ว่าเราพยายามจะจําแนกว่าเรื่องนี้เป็นตอนหนึ่งเรื่องนั้นเป็นตอนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันคง เป็นไปไม่ได้หรอก รัฐบาลก็เหมือนพ่อ รัฐสภาก็เหมือนแม่ มอบภารกิจให้คณะกรรมาธิการร่วม จีบีซีไปทํา จีบีซีก็ไปใช้หลานต่อ ก็คือคณะอนุกรรมการเทคนิคจีทีเอสซีไปทํา ทําโดยให้ กรอบไปใช่ไหมครับ และให้ขณะเดียวกันมันมีปัญหาในการทําว่าเวลาจะปักปัน ปักหลัก ต้องเคลียร์ทุ่นระเบิดต้องทําพื้นที่ให้เคลียร์ให้กระจ่างก็หวังจะสร้างกลไกก็คือร่างข้อตกลง ชั่วคราว เพื่ออํานวยความสะดวกในการทํางานเหล่านั้น ทีนี้พอมาขออนุญาตแม่ มาขอ อนุมัติกรอบ สภาอนุมัติกรอบไปให้ กรอบนั้นก็ล้อเอ็มโอยูว่าที่จริงแล้วแต่ละสภาอาจจะลืม ไปแล้ว ทีนี้กรอบเอ็มโอยูนั้นว่าที่จริงที่ผมอ่าน ผมก็ชัดเจนว่ามันต้องใช้ผลงานของ คณะกรรมาธิการร่วมสยาม-อินโดจีน สยาม-ฝรั่งเศส แต่เนื่องจากตรงนี้จะไม่ให้เรารับรู้เลย มันไม่ได้ ก็คือว่าเราอ่านคําพิพากษาศาลโลก ประเทศกัมพูชาก็อ้างแผนที่ดงรักใส่เข้าไปตรงนี้ ในคําขอท้ายฟ้อง ข้อ ๑ ข้อ ๒ ใช่ไหมครับ แล้วศาลโลกก็ไม่ได้พิจารณาให้ในคําขอ ๒ ข้อนี้ ซึ่งอันนี้มันน่าจะเป็นบรรทัดฐานในการดําเนินการของเราตลอดมาว่าชัดนะ ว่าแผนที่นั้นไม่ใช่ ผลงานของคณะกรรมการร่วม ไม่ใช่คณะทํางานผสม แต่ถ้าไม่ให้เราถามอะไรเลย เราก็รู้ว่า มันเป็นความบกพร่องสะสมมาตลอดนะครับ แม้แต่ข้อ ๕ ของเจบีซีว่าจะต้องไม่ทําอะไรในพื้นที่นั้นแต่ก็มีการทํา สิ่งเหล่านี้มันไปได้ไกล แค่ไหน แล้วเหตุไฉนแผนที่จึงเข้ามามีบทบาทแล้วก็สะสมมาจนกระทั่งมาถึงท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าทําแถลงการณ์โต้แย้งไปว่าระวางดงรักนี้ไม่ใช้ กระทรวงการต่างประเทศก็ทําหนังสือ ประท้วง คือผมก็ทราบว่าทุกคนรักชาติก็บอกว่าได้แต่ประท้วงแต่ความจริงแล้ว เมื่อสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เสร็จเรากลับเข้าไปยึดเขาพระวิหารมาตั้งแต่ ค.ศ. ๒๔๙๒ พ.ศ.๒๔๙๖ ประเทศฝรั่งเศสฟื้นตัวจากสงครามก็กลับมาประท้วงเราแล้วเป็นอย่างไร หนังสือประท้วงของประเทศฝรั่งเศสเป็นท่าที เป็นพฤติกรรมที่มีผลต่อคดีพระวิหาร เพราะฉะนั้นมันต้องทําทุกมิติในเรื่องนี้ เพราะบทเรียนจากพระวิหารบอกเราว่ามันไม่ใช่แค่ ข้อกฎหมายอย่างเดียว พฤติกรรมท่าทีด้วยใช่ไหมครับ ซึ่งเราทําไปโดยไม่ได้มีผล ทางกฎหมาย เราคิดว่าไม่เกี่ยวกับเทคนิคทางกฎหมายแต่มาเกี่ยวทีหลัง ทีนี้ในบันทึก ที่รายงานมาสู่เรา ท่านจะบอกว่าอันนี้มันรายงานเฉพาะข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ยังไม่เกี่ยวกับเนื้อในนั้น ยังไม่เกี่ยวกับร่างข้อตกลง แต่สิ่งเหล่านี้มันมาจากพ่อแม่เดียวกัน เราจะไปแยกส่วนอย่างนั้นได้อย่างไร ทีนี้พอเราไปดูไส้ในเราก็เป็นห่วงว่าการที่ลูกเรามอบให้ ไปทํางาน เวลาจิ๊กโก๋ข้างบ้านเขาว่าอะไรไม่เคยไปเถียงเขาเลย ไม่ปรากฏหลักฐาน ไม่ปรากฏ ท่าที ก็เรื่องมันละเอียดอ่อนทุกกระดิกอย่างนี้ สภาจึงต้องร่วมพิจารณา แต่ทีนี้ผมอยู่ในปีก ที่เห็นว่าทั้งหมดนี้เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง แต่อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะบอกว่าไม่เห็น เห็นต่างเป็น ๒ ซีก รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็ให้เครื่องมือไว้แล้วในวรรคท้าย กระผมก็มี ความเห็นอย่างนี้แหละครับว่าเมื่อมีความเห็นเป็น ๒ ซีกตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคท้ายให้เครื่องมือว่าต้องนําไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญก็รอจะให้ทําอย่างไรได้ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับที่จริงผมก็ไม่อยาก อภิปรายหรอกครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วทางคณะกรรมาธิการบอกว่าจะรายงานเรื่องนี้ ต่อสภา ต่อรัฐสภาให้รับทราบเท่านั้นไม่มีการลงมติ เราถึงพูดกันมาได้ มาจนถึงวันนี้จะลงมติ ท่านประธานครับผมคิดว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ทํางานเกินอํานาจ เกินขอบเขตของตัวเอง ผมอยากจะเรียนถามท่านประธานว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ไปทอดผ้าป่าที่วัดแก้วไหม ช่วยตอบในสภาด้วย วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่ในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรท่านได้ไป ทอดผ้าป่าไหม แล้วก็เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ขออนุญาต เอ่ยนามนะครับ ท่านพนิชนะครับ ซึ่งได้อ้างว่าคณะ ๗ คนนั้นที่ข้ามที่ไปถูกจับนั้นนะครับบอกว่า ในนามคณะกรรมาธิการ แล้ว ณ วันนี้นะครับ ๗ คนก็ถูกจับ เสร็จแล้วศาลประเทศเขมร ใช้อํานาจศาลตัดสินจําคุกนายวีระและคุณราตรี แสดงว่าประเทศเขมรได้ใช้อํานาจศาล โดยสมบูรณ์เหนือดินแดนของตนแล้ว ดังนั้นกระบวนการศาลของประเทศเขมรที่ใช้ตัดสินนั้น มันจะเป็นหลักฐานในการต่อสู้ในศาลโลกต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก ถ้าสภาของเรา รัฐสภาของเรารับทราบและมีมติ อาจจะไปรับรองการกระทําผิดหรือผมก็ ไม่ทราบผมไม่ใช่นักกฎหมาย หรือเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นซึ่งยังไม่จบ ผมเห็นควรว่าควรจะ ชะลอไว้ก่อน ให้เรื่องของคุณวีระกับคุณราตรีให้มันจบสิ้นแบบใดแบบหนึ่งเสียก่อน แล้วเรา ค่อยเอาเรื่องนี้เข้ามาสู่สภา และอีกด้านหนึ่งครับเจบีซีที่เรายื่นไปที่ศาลให้ตัดสินว่าถูกต้อง หรือไม่นั้น เราก็รออยู่ ดังนั้น ๒ เรื่องนี้นะครับมันสําคัญมาก แล้วคุณวีระ คุณราตรีก็อยู่ในคุกนะครับ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ทําเกินอํานาจของ ตัวเอง แล้วปล่อยให้มีการกระทําผิด ที่จริงเราคนไทยก็คิดว่าไม่ผิด แต่ในเมื่อเรารุกล้ํา เราไม่ไปแย่งชิงตัวตอนที่เขมรอ้างสิทธิ จริง ๆ แล้วนายกรัฐมนตรีต้องใช้กองทัพไปชิงตัว ในขณะที่อยู่ที่ชายแดน ในเมื่อไม่ใช่ดินแดนของเขมร เราต้องไปชิงตัวกลับมาก่อนแล้วค่อย เจรจา แต่ตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว เราได้ยอมรับอํานาจเขตศาลของประเทศเขมรไปแล้ว ดังนั้นผมคิดว่ารายงานฉบับนี้จะต้องชะลอไว้ก่อนหรือระงับไว้ก่อน ให้รัฐสภามีมติให้ระงับ ไว้ก่อน ให้เรื่องทั้งหลายมันเข้ามาพร้อมกันแล้วค่อยพิจารณาให้มันสมบูรณ์ อาจจะเป็น สมัยหน้าก็ได้นะครับ อันนี้คือความเสี่ยงที่จะสูญเสีย ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของประเทศไทย นะครับท่านประธาน ผมขอชะลอไว้ก่อนครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรสนาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกของรัฐสภา คือดิฉันเองก็ยังอยากจะเริ่มกลับมาที่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมนะคะ การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมนี้เกิดขึ้นจากการที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการนําบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ เข้ามาในที่ประชุมร่วม ๒ สภา ในฐานะที่เป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ เพราะ ถ้าหากว่าไม่ใช่การพิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ ก็จะไม่ใช่อํานาจหน้าที่ของการประชุมร่วม ๒ สภา ที่จะพิจารณาได้ตามมาตรา ๑๓๖ (๑๕) นะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้เริ่มต้น พิจารณาร่างบันทึกการประชุมเจบีซี ๓ ฉบับนั้น แล้วในที่สุดก็ได้มีมติให้ตั้งกรรมาธิการร่วม ขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมาธิการร่วมซึ่งมีท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ เป็นประธาน ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะคะ ก็ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาบนฐานการพิจารณา ว่าบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้นเป็นสัญญาตามมาตรา๑๙๐ แล้วเมื่อสักครู่ที่มีการอภิปรายไป ที่มีการบอกว่าต้องขออภัยเอ่ยนามอีกท่านหนึ่ง ท่านศิริโชค โสภา ได้รวบรวมเพื่อนสมาชิก เพื่อเสนอให้ประธานนําเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้น เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ท่านอาจารย์เจริญขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อีกครั้งนะคะ ท่านได้บอกว่าไม่ใช่เป็นความเห็นของกรรมาธิการของท่าน เพราะฉะนั้น ท่านศิริโชคจึงเสนอเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะฉะนั้นแสดง ว่าประธานกรรมาธิการศึกษาบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ยอมรับว่าคณะกรรมาธิการของท่าน ไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งว่ากรรมาธิการของท่านมิได้ตั้งขึ้นมาโดยบนพื้นฐานของบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ที่เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นท่านจะบอกว่าขอให้มีการแยกพิจารณา โดยขออนุญาตเอ่ยนามอีกท่านนะคะ ท่านคุณหมอวรงค์ที่มายกบันทึกข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ในข้อที่ ๗๓ และข้อที่ ๗๔ ดิฉันคิดว่าเราจะมาพิจารณาแยกแบบนั้นไม่ได้ เราต้องเริ่มดูจากจุดเริ่มต้นว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ตั้งขึ้นมาบนฐานอะไร และถ้าดูเอกสาร ของท่านลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ส่งถึงประธานรัฐสภา ท่านบอกว่าตามที่ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาหนังสือสัญญาเรื่องบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ แล้วลงมติตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ เพราะฉะนั้นต้องบอกว่ากรรมาธิการ ของท่านตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานของบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ที่ถูกนําเข้ามาในรัฐสภา ในฐานะ สัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งทําให้อยู่ในกรอบอํานาจหน้าที่ของที่ประชุมรัฐสภาที่จะพิจารณา บันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ (๑๕) เพราะฉะนั้นเวลานี้ท่านบอกว่า เอาละเรื่องบันทึกเจบีซีนั้นอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ รอให้พิจารณาก่อน แต่ขอให้รับทราบ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ชุดของท่านอาจารย์เจริญนะคะ แล้วก็ให้ลงมติด้วยเพื่อจะส่ง ความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี ดิฉันเห็นว่าอันนี้มันมาโดยลักษณะที่คุณต้องลําดับ เราต้อง ให้ความสําคัญกับกระบวนการที่ถูกต้องนะคะ เวลานี้เราจะมาตัดทุกอย่างเป็นท่อน ๆ แล้วก็ บอกว่า เราไม่ไปพูดเรื่องบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ขอพูดเฉพาะข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เท่านั้น ดิฉันคิดว่าไม่สามารถทําได้นะคะ เพราะว่าเราจะมาพูดถึงลูกโดยไม่พูดถึงพ่อและแม่ ได้อย่างไร ถ้าหากว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้นมิใช่สัญญาตาม มาตรา ๑๙๐ ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่ทางสภาจะมาพิจารณาในเรื่องนี้ แล้วก็ไปให้ความเห็นชอบ หรือรับรู้รับทราบ ลงมติอะไรนี่นะคะ กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการแต่ประการใด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้อยากจะให้รัฐสภาเราให้ความสําคัญกับกระบวนการ กระบวนการที่ถูกต้องนั้นจะแก้ปัญหาความยุ่งยากทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ถ้าหากว่าเราเน้นเป้าหมายว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายแล้วใช้วิธีการอย่างไรก็ได้ ดิฉันคิดว่า อันนี้เราก็จะก่อปัญหาความยุ่งยาก ซึ่งเราเกิดขึ้นเสมอในสังคมไทย เรามักจะยึดหลักว่า ดิ เอ็น จัสทิไฟน์ เดอะ มีนส์ (The end justify the means) ก็คือเพื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว ใช้วิธีการอย่างไรก็ได้ แล้วสิ่งเหล่านี้มันก็กลายเป็นปัญหาที่มันมัดคอเราในภายหลัง ดิฉันคิดว่า โดยหลักการแบบชาวพุทธ เป้าหมายและวิธีการเป็นสิ่งเดียวกัน แล้วเราต้องให้ความสําคัญ กับเป้าหมาย ถ้าเราคิดว่าจุดมุ่งหมายนั้นเป็นความถูกต้องและเป็นสิ่งที่ดีเราต้องดําเนินการ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ากรรมาธิการชุดของท่านอาจารย์เจริญนะคะ ไม่ได้ปฏิเสธว่าคณะของท่านไม่ได้ตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๙๐ ที่รัฐมนตรีได้เสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณากรณีบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับแล้ว ดิฉันคิดว่าเรา สมาชิกรัฐสภาก็ไม่สามารถที่จะไปรับทราบหรือลงมติในข้อสังเกตของท่านได้ เพราะมัน จะพัวพันกัน แต่ถ้าหากท่านบอกว่าของท่านไม่ได้เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ มันก็จะไม่อยู่ ในกรอบอํานาจหน้าที่ในการประชุมของการประชุมร่วม ๒ สภา ตามมาตรา ๑๓๖ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม ดิฉันคิดว่าเราก็ต้องรอค่ะ แล้วดิฉันเอง เห็นว่าเราก็อภิปรายเรื่องนี้มานานแล้ว ดิฉันเองก็อยากจะเห็นด้วยกับทางท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านบุญยอด ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะคะ ว่าเราควรจะปิดอภิปรายเรื่องนี้แล้วเลื่อนเรื่องนี้ ออกไป เลื่อนเรื่องอื่นที่สําคัญกว่านี้ขึ้นมาพิจารณาดีกว่า ดิฉันเองจะไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการรับทราบหรืออะไรทั้งสิ้น และดิฉันคิดว่าอยากขอให้สภาแห่งนี้ปฏิบัติ ทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านวิชาญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าจะไม่ได้เสนอ ความคิดอะไรนะครับ เพราะว่าหลายคนพูดเสร็จแล้วก็บอกว่าเสนอปิดอภิปราย บางคนพูด ๒-๓ รอบครับผมก็ฟังอยู่ ขออนุญาตนะครับ ผมมองว่าประเด็นนี่มันคงเข้าใจกันหมดแล้ว มาตรา ๑๓๖ (๑๕) นี่ก็คง ไม่น่าจะเข้าในส่วนของมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๒๑๖ นี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องฟังแล้วก็จะต้องคอย เพราะว่าคุณศิริโชคเอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับเป็นผู้ดําเนินการยื่นไปแล้ว ถ้ายื่นแล้วไม่ ฟังนี่ผมคิดว่าไม่มีประโยชน์ สั้น ๆ ครับ ฉะนั้นต้องฟัง แต่วันนี้นี่ถ้าเอาเรื่องเข้าคาไว้นี่มันก็ทํา ได้ครับท่านประธาน ก็คาเอาไว้อย่างนี้แหละครับ เพราะเรื่องหลายเรื่องนี่ที่มีเรื่องซึ่งค้าง พิจารณานี่มันก็อยู่ในสภา แล้วก็คอยเรื่องที่มีความชัดเจนให้เกิดการลงมติของคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่ามีคําวินิจฉัยอย่างไรซึ่งเป็นเด็ดขาด แล้วเราค่อยเอาส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ มาพูดคุย แต่ประโยชน์นี่ถ้าเราดื้อนะครับ ผมว่าท่านประธานเองคงไม่ดื้อ ขออนุญาตครับ ท่านประธานชัยอาจจะมองมุมมองอีกด้านหนึ่งว่าคงจะต้องผ่าน ๆ ไปก่อน แต่ถ้าผ่านไปแล้ว นี่ดูไม่ได้แล้วครับ รัฐสภาแห่งนี้ดูไม่ได้เลย เพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งสาธารณชนให้ความสําคัญ เมื่อเรามีโอกาสส่งเรื่องเข้าศาลรัฐธรรมนูญคอยนิดหนึ่งครับ ช่องนั้นจะเป็นช่องที่ดีที่สุด สําหรับพวกเรา แล้วมันจะเป็นช่องที่ไม่ทําให้คณะกรรมาธิการร่วมที่ไปพิจารณามานี่เสียหาย เพราะผมดูในเนื้อหาของรายงานนี่ก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นสาระอะไรเลย เป็นเพียงแต่รายงาน แล้วก็มีข้อเป็นส่วน ๆ ซึ่งท่านเองไปดูรายละเอียดมา แต่เอามาเสนอรายงานแล้วก็ให้สภานี้ เป็นคล้าย ๆ กับว่าเป็นผู้วินิจฉัยในเรื่องของข้อสรุปทั้งหมด ผมเองคนหนึ่งละครับ ถ้าบอกว่า เอาพวกเราเองเป็นส่วนที่ต้องรับผิดชอบเดี๋ยวเราจะตกเป็นจําเลยของสังคมแล้วก็ ต่อประเทศชาติ ฉะนั้นก็ขออนุญาตว่าอย่าทําให้สภาต้องเสียเวลา หยุดแล้วก็ยุติไว้ตรงนี้ก่อน ก็ได้ครับ แล้วก็ตรงนี้ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองนั่งอยู่ตรงนี้ท่านเองก็คงทราบ สถานการณ์อยู่แล้วว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่โทษกันครับ เมื่อมันเกิดเรื่องขึ้นมาแล้วนี่ มันต้องหาข้อยุติ แต่วันนี้ข้อยุติจะเอารัฐสภาเป็นข้อยุติไม่ได้แน่นอน เพราะมีการหยิบยก เรื่องนี้ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ฉะนั้นผมว่าทางประธานคณะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพ ท่านอาจารย์ดอกเตอร์เจริญ คันธวงศ์ ท่านเองก็อาจจะมีความเห็นว่าเรื่องนี้รอไว้ก่อน ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา ไม่ต้องถอนก็ได้ครับ เอาชะลอไว้ก่อนในส่วนหนึ่ง แล้วมาตรา ๑๙๐ ตรงนี้ก็ค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่ง หรือท่านอาจจะบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็เห็นรายงาน ฉบับนี้แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีลองไปดูแล้วหารือในส่วนของ พ.ร.บ. ล่วงหน้าไว้นะครับ เผื่อทางศาลรัฐธรรมนูญได้ยินพวกเราพูดประเด็นนี้ท่านเองอาจจะรีบวินิจฉัยให้เป็นข้อยุติ เพราะเรื่องนี้คาอยู่ในส่วนของระบบของท่านเองนะครับ ผมก็มีความเห็นว่าไม่ควรมีมติใด ๆ แล้วก็ไม่ควรมีการพิจารณาต่อไปครับ ขอบคุณครับ
เชิญทางท่านพินิจครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปไตย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องขอ อนุญาตใช้สิทธิพาดพิงที่ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้กรุณากล่าว ว่าผมได้ไปในฐานะของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนว่าข้อมูลของ ท่านพิเชษฐ์นั้นอาจจะคลาดเคลื่อน เพราะทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสพูดถึงเรื่องนี้ผมได้เรียน ทุกครั้งครับว่าผมไปในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ของเขตบึงกุ่ม หรือเขตพื้นที่เลือกตั้งที่ ๖ เพราะประชาชนของเขตบึงกุ่มได้มีการมาร้องเรียนผม เกี่ยวกับเรื่องปัญหาของพ่อแม่พี่น้องที่เขตสระแก้ว และผมเองก็ได้ไปทําหน้าที่ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ไปในฐานะสมาชิกหรือคณะกรรมาธิการ แล้วท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์เจริญก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เคย มอบหมายแล้วก็ไม่ทราบว่าผมไปทําเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกรณี ที่เป็นคําพิพากษาของศาลกัมพูชานั้นและที่อ้างว่าอาจจะมีผลผูกพันต่อประเทศ ผมก็ต้อง ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างศาลของกัมพูชาและเป็นความผิด ที่กระผมได้ถูกพิพากษาที่ศาลกัมพูชา ระหว่างศาลและตัวผม ซึ่ง ณ ตอนนี้ผมก็ได้มีการ ทําเรื่องอุทธรณ์อย่างเต็มรูปแบบอย่างครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันเพื่อยืนยันในเรื่องนี้ว่าเป็นรื่องระหว่างบุคคลไม่ใช่เรื่องระหว่างประเทศ ทางอัยการของทางประเทศกัมพูชาก็ได้มีการยื่นอุทธรณ์เหมือนกันนะครับในส่วนของเขา ดังนั้นจะเห็นชัดเจนครับว่ามันเป็นเรื่องระหว่างบุคคล และเรื่องระหว่างอัยการของประเทศ กัมพูชากับตัวผม ไม่ได้เป็นเรื่องระหว่างประเทศ ๒ ประเทศ ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลเอง ก็ได้มีการทําหนังสือคัดค้านในเรื่องของคดีของผมไปแล้ว ซึ่งอยากจะขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วผม คิดว่าในการที่เราสามารถที่จะดําเนินการเรื่องของการพิจารณารับข้อสังเกตนี้ก็จะเป็นการ แสดงเจตนารมณ์ที่ทําให้ทางประเทศกัมพูชาและทางการไทยสามารถที่จะมีเจตนารมณ์ ที่ชัดเจนครับว่าต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และให้มีการเดินเรื่องของการเจรจาต่อไป เพื่อประโยชน์ของทุกส่วนและเรื่องประโยชน์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ
เชิญท่านประสิทธิ์ แล้วก็ ถึงจะท่านสุทัศน์นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานไปอ่านดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ เขาระบุไว้ชัดเจนนะครับ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และ องค์กรอื่นของรัฐ วันนี้นะครับท่านประธานในเมื่อท่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านศิริโชค โสภา ท่านเสนอให้ศาลวินิจฉัยเจบีซี ๓ ฉบับนี้ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเราจะพิจารณาไปเพื่ออะไร วันนี้เป็นเรื่องแปลกนะครับ ผมว่ากฎแห่งกรรมมันมีจริง ท่านประธาน สมัยท่านนพดล ปัทมะ แค่แถลงการณ์ร่วม ปี ๒๕๕๑ ศาลวินิจฉัยอาจเสียดินแดน ผมว่าตอนนี้กฎแห่งกรรม เอ็มโอยู ปี ๒๕๕๓ มันจะเป็นกฎแห่งกรรมหรือไม่ เดี๋ยวเราก็จะรู้ ผมว่าวันนี้ความบาดหมาง ความทะเลาะเบาะแว้งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือว่าประเทศเพื่อนบ้าน ผมเคย ถูกสอนในสมัยเด็ก ๆ ถ้าทะเลาะกันอย่าเพิ่งไปคุยกัน ถ้าเกิดความขัดแย้งรุนแรงมันต้อง ถอยออกมาก่อน มันต้องนับ ๑ ถึง ๑๐ คนเกลียดแค้นกัน โกรธแค้นกัน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือไปกล่าวหาผู้นําอีกประเทศหนึ่งว่า เป็นอะไร เราก็รู้ ข้อขัดแย้งมันขัดแย้งอยู่แบบนี้แล้วเรายังไปเดินหน้าเจรจาอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ครับ มันเป็นไปไม่ได้เลย คนโบราณเขาสอนผมตลอดบอกถ้าทะเลาะกัน อย่าเพิ่งไปคุยก็เดินถอยหลังกันคนละก้าว นับ ๑ ถึง ๑๐ ไม่พอก็นับ ๑ ถึง ๑๐๐ ท่านประธาน นี่ไม่นับครับ นี่จะไปลุยต่อจะเจรจาไม่รู้จะไปเจรจา แล้วเขาจะคุยกับเราไหม ท่านประธานเขียนรายงานบอกให้พวกผมรับทราบ มันอยู่ในข้อไหนครับที่ให้สมาชิกรับทราบ เขามีแต่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่บอกให้รับทราบ หมายถึงเอาพวกผมไปเป็นพยาน หรือว่าท่านผิด มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ แล้วเอาพวกผมไปเป็นพยานมันเป็นเรื่องตลกท่านประธาน ถอนออกไปเถอะครับ ผมว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีกระซิบท่านประธานให้ถอนออกไป เรื่องที่ ไม่สมควรนี่ แล้วปัญหาภายในประเทศได้ทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายไหนถึงวันนี้การทะเลาะ เบาะแว้งขัดแย้งในเมืองไทยมันน่าจะยุติได้หรือยังท่านประธาน มันน่าจะยุติได้หรือยัง จะให้สู้กันให้เลือดตกยางออกจะได้ตายอีกเป็นร้อยเป็นพันศพอย่างนั้นหรือ ผมดูแล้วผมก็ วังเวงใจ ท่านประธานไปดูกฎหมายก็ชัดเจนท่านประธานดูสิครับ คําวินิจฉัยของศาลถือเป็น เด็ดขาด รอให้เขาวินิจฉัย ๓ อันนี้ใช่หรือไม่ วินิจฉัยเสร็จแล้วเอาเข้ามาอีกก็ไม่สายเกินไป แล้วท่านจะไปเจรจาอย่างไร ทะเลาะกันรุนแรงแบบนี้ เห็นน่ากันก็จะชูกําปั้นใส่กันแล้ว ท่านรัฐมนตรีว่าการจะไปคุยกับเขาอย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ครับ มันที่สุดต้องมีคนที่ ๓ เจรจา ไม่ได้ก็ต้องมีคนที่ ๓ เราต้องยอมรับสภาพข้อเท็จจริง ประชาชนเดือดร้อนไปหมดในบริเวณ ชายแดน ท่านยุติเสียทีครับ นับหนึ่งถึงร้อยก็ถอยออกมาสิบก้าว ในเมื่อเจรจากันไม่ได้ ก็หยุดก่อน ๕ ปี ๑๐ ปี ต่างประเทศ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ใช่เป็นเฉพาะประเทศไทย แต่เราจะ ดันทะลึ่งไปเจรจาให้ได้เป็นผลงานของรัฐบาล ผมว่าชาติหน้าก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะชาตินี้ รัฐบาล ชุดนี้ชาติหน้าก็เจรจาไม่สําเร็จครับ มีแต่เรื่องบาดหมาง มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง อยากฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี ท่านกระซิบให้ท่านประธานกรรมาธิการ ถอนเรื่องออกไปเถอะครับ พวกผมไม่สามารถที่จะพิจารณาต่อไปได้ ผมไม่อยากเป็นจําเลย อย่าให้พวกผมได้เป็นจําเลย เพราะไปขัดศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ฝากท่านประธานผ่านไปถึง ประธานกรรมาธิการ กรุณาถอนออกไปเถอะครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุทัศน์ แล้วเดี๋ยว ท่านประเกียรตินะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับก่อนนี้กระผมได้อภิปรายพูดถึงเรื่องการที่ท่านประธานรัฐสภาส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ท่านประธานรัฐสภาก็ได้แจ้งว่าคณะทํางานกฎหมาย ได้พิจารณาแล้วว่าเมื่อส่งแล้วก็มาแจ้งให้สภาทราบ ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยแล้วสภาจะดําเนินการอย่างไร ท่านประธาน ขออนุญาต เอ่ยนามท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่านแจ้งว่าไม่มีตัวบทกฎหมายใดบัญญัติไว้ในเรื่องนี้ ท่านประธานครับตามหลักแล้วท่านไม่มีตัวบทกฎหมายใดบัญญัติไว้ชัดเจนก็ต้องอาศัย ขนบธรรมเนียมประเพณี แต่กรณีนี้ไม่เคยเกิดมาก่อน จําเป็นจะต้องดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๒๑๖ และมาตรา ๒๑๑ ประกอบกัน กล่าวคือ มาตรา ๑๕๔ นั้นได้พูดถึง กรณีร่างพระราชบัญญัติที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นกราบบังคมทูลลงพระปรมาภิไธย หากมีการยื่นตีความที่ศาลรัฐธรรมนูญ และประธานรัฐสภายื่นตีความแล้วต้องแจ้งให้ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบ และขณะเดียวกันจะดําเนินการต่อไปไม่ได้ จนกว่าจะมีการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยได้ระบุไว้ในบทมาตรา ๑๕๔ รัฐธรรมนูญชัดเจนว่า ในระหว่าง ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีระงับการดําเนินการเพื่อประกาศใช้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย ขณะเดียวกันถ้าเทียบเคียงกับการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ถ้ากรณีมีการส่งเนื้อหาไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลก็จะต้องรอการ พิจารณาพิพากษาคดี รอการพิพากษาคดีไว้จนกว่าผลของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะตกมาก่อน แต่ไม่ได้ให้หยุดการพิจารณาคดีครับ ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว แต่ในระหว่างนั้นศาลดําเนินการพิจารณาคดีต่อไปได้ และขณะเดียวกันเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วก็จะปรากฏในมาตรา ๒๑๖ คือคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่น ๆ ของรัฐ กรณีนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เทียบเคียงได้กับกรณีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเพราะนี่คือญัตติที่เสนอ เข้ามา เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าในระหว่างนี้นั้นศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยสภาจะต้องหยุด การพิจารณาเรื่องนี้ ส่วนจะหยุดโดยวิธีใดนั้นผมมีความเห็นว่าท่านประธานสภาเป็นผู้ส่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานรัฐสภาจะต้องเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในการสั่งและวินิจฉัย ประเด็นนี้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมาขอมติสภา อาจจะมีคําสั่งให้หยุดการพิจารณาเพื่อรอการ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ขณะเดียวกันการดําเนินงานของฝ่ายบริหารคือกระทรวง การต่างประเทศในความจําเป็นที่จะดําเนินการไปพรางก่อนนั้นก็ย่อมจะสามารถดําเนินไปได้ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วผลเป็นประการใดจึงมาแจ้งให้สภาทราบและ ดําเนินการต่อไป ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าท่านประธานจะต้องมีคําสั่งให้หยุดการ พิจารณาในเรื่องนี้ไปก่อน ส่วนจะสั่งโดยวิธีใดนั้นแล้วแต่ท่านประธานจะเห็นสมควร ขณะเดียวกันท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กรุณาอธิบายถึงความจําเป็นที่จะต้องให้มีความเห็น เกี่ยวกับเรื่องข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เพราะความจําเป็นดังกล่าวนั้นก็เป็นความ จําเป็นในการที่จะไปพิจารณาดําเนินการในฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่เกี่ยวกับการที่จะผูกพันกับ มาตรา ๑๙๐ แต่ประการใด เพราะเป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งฝ่ายบริหารจะต้อง รับไปปฏิบัติหรือรับไปเป็นข้อสังเกตในการเดินหน้าในการทําสัญญา สนธิสัญญาต่อไป ในอนาคต กระผมได้กราบเรียนนะครับว่า ขณะนี้นั้นเรื่องนี้ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นและ ช่วงกลาง ๆ เท่านั้นเอง เพราะกระบวนการทําสนธิสัญญานั้นยาวครับ ตั้งแต่เริ่มต้น มอบอํานาจว่าให้ใครทํา ต่อมาถึงกรอบการเจรจาและยังมาพูดถึงอีกด้วยว่าเจรจามาแล้ว ได้ความอย่างไร แล้วยังมาพูดถึงว่าการลงนามนั้นลงนามชั่วคราว ลงนามถาวร ขั้นตอน สุดท้ายถึงแม้จะลงนามในสนธิสัญญาแล้วก็ยังบังคับไม่ได้จนกว่าจะมาผ่านรัฐสภา และรัฐสภาก็ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน นั่นจึงถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่รัฐสภาจะต้องให้ ความยินยอมและให้การรับรองเป็นการใช้อํานาจฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขเป็นผู้ใช้อํานาจฝ่ายนิติบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎรหรือผ่านรัฐสภา ผมจึงเห็นว่า ท่านประธานควรจะวินิจฉัยสั่งการให้ยุติเรื่องนี้ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคําสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ถึงที่สุดแล้วจึงพิจารณาต่อไปครับ
เชิญท่านประเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส. พรรคเพื่อไทย ในระบบสัดส่วน คือข้อเท็จจริงที่ได้กราบเรียนท่านประธานไปครั้งที่แล้วนี่นะครับ ก็คือว่าเรื่องเจบีซี ๓ ฉบับอยู่ในขั้นตอนของรัฐสภาตามคําเสนอขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ของรัฐบาลที่ส่งเข้ามา ซึ่งยังไม่จบ เกิดปัญหาว่าเจบีซี ๓ ฉบับนั้นประกอบร่าง ข้อตกลงชั่วคราวนั้นเป็นสนธิสัญญาที่จะต้องผ่านมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่เป็น ข้อสะดุดที่ยังพิจารณาไม่จบ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ขึ้นไป เพื่อศึกษาสอบสวนสิว่าใช่หรือไม่ใช่ คณะกรรมาธิการก็มีแนวคิดทั้ง ๒ ทางว่าทั้งใช่และไม่ใช่ แต่ว่าตามบันทึกความเห็นของคณะกรรมาธิการนี้บังเอิญก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพิจารณา เสร็จแล้วก็ต้องรายงานต่อสภาเหมือนกัน ทีนี้บังเอิญในข้อบังคับข้อที่ ๑๐ ท่านประธาน บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การประชุมรัฐสภาให้เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๖ ของ รัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านจะต้องพิจารณาว่า เมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้วจะบรรจุมาพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการนี้ไว้ในช่วงไหน ไว้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องที่ท่านประธานจะต้องวินิจฉัย แต่ทีนี้เมื่อวินิจฉัยเข้ามาวันนี้ก็ถามว่าวันนี้ พิจารณาอะไร วันนี้เราพิจารณามาตรา ๑๙๐ ซึ่งไม่ใช่การพิจารณาที่จะต้องไปพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการ ถ้าดูตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ แล้ว เพราะมาตรา ๑๓๖ ของ รัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการ ส่วนคณะกรรมาธิการจะไป รายงานในช่วงไหน อย่างไรนั้นอยู่ที่ประธานจะต้องวินิจฉัย ไม่ใช่ให้สภาวินิจฉัย เพราะ การบรรจุระเบียบนี้เป็นเรื่องของท่านประธาน เรื่องนี้ทางออกที่ดีที่สุดเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ รับเรื่องไปวินิจฉัยว่าเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับประกอบร่างข้อตกลงชั่วคราวนี้เป็นสนธิสัญญาที่จะต้อง ผ่านมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ซึ่งทางรัฐสภาของเราก็แคลงใจอยู่เหมือนกันว่าเป็นหรือไม่เป็น ตัดสินไม่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้จึงนําไปสู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ชอบที่จะนําไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ อยู่แล้วตามมาตรา ๑๙๐ วรรคท้าย การพิจารณาเจบีซี ๓ ฉบับนี้จึงน่าจะต้องยุติไว้ เพียงเท่านี้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมา ซึ่งสภาของเรายังไม่ต้องลงมติใด ๆ มันก็มาติดปัญหาเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการนี้อย่างที่ผมกราบเรียนว่า การบรรจุ เข้ามาวันนี้จริง ๆ แล้วเราไม่มีอํานาจวินิจฉัย แล้วไม่มีอํานาจที่จะพิจารณาด้วย เพราะว่า มันขัดกับข้อบังคับ ข้อ ๑๐ ก็น่าจะถอนออกไป ถ้าถอนออกไปเมื่อคําวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญออกมาอย่างไรแล้วนี้จะเสนออย่างไร มาเพื่อที่จะให้รายงานของ คณะกรรมาธิการรัฐสภานี้ได้รับการพิจารณานี้ก็เป็นหน้าที่ของท่านประธานอีก เพราะว่าเรา จะนัดประชุมีรัฐสภาร่วมอย่างนี้เพื่อมาพิจารณารายงานการประชุมไม่ได้อีกแล้ว เพราะ ในข้อ ๑๐ มันชัดเจนว่าไม่มี จะรายงานแบบไหน จะรายงานทีละสภาก็สุดแล้วแต่ อันนั้นจึงจะชอบเพราะฉะนั้นวันนี้เราคงเดินต่อไปไม่ได้ คงจะต้องหยุดพิจารณาเรื่องนี้ไว้ก่อน ถ้าพิจารณาโดยข้อกฎหมายแล้ว ข้อบังคับของการประชุม ผมจึงจะขอกราบเรียนท่าน ประธานไว้ว่า ถ้าเราจะหยุดการประชุมเรื่องนี้ไว้ก่อน หรือจะขอให้ท่านประธานนี้ถอนเรื่อง รายงานนี้ไปก่อนเพื่อความสะดวกก็จะเป็นการดี ในการที่จะทําให้การพิจารณาเรื่องนี้ได้ยุติลง ส่วนเรื่องเจบีซีนั้นมันยุติ ต้องยุติแน่ ๆ เพราะ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้ จะเป็นที่สิ้นสุดจะถึงที่สุดว่าจะเอาอย่างไร เพราะเราวินิจฉัย ไม่ได้ จึงไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เราพิจารณาต่อไม่ได้อยู่แล้ว นี่คือความเห็นของผมตั้งแต่แรก แล้วก็ผมอยากจะต่อความเห็นของผมเสียให้จบ ก็คือเรื่องนี้ เรื่องรายงานควรจะถอนออกไป เพราะเราพิจารณาไม่ได้ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านทศพลนะครับ ท่านทศพลไม่อยู่ใช่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผม จะอภิปรายก็คือประเด็นที่เกี่ยวกับรัฐสภาแห่งนี้จะต้องให้ความเห็นชอบกับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ท่านประธานครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอ ผลรายงานผลการพิจารณาศึกษา โดยที่ตั้งขึ้นมาเพราะที่ประชุมร่วมของรัฐสภาครั้งที่ ๕ วันอังคารที่ ๒๖ และครั้งที่ ๖ มีการบันทึก และโดยเฉพาะครับท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ไปศึกษาแนวทาง แล้วก็มาสรุปให้กับรัฐสภาแห่งนี้ได้รับฟัง ความคิดเห็นอีกรอบหนึ่ง โดยเฉพาะในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ๒๕๕๓ นั้น ในข้อ ๔๗ นี้เขียนไว้ชัดครับท่านประธานครับว่า ถ้าคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกต ในวรรคสองก็บอกแล้วว่า ในกรณีที่รัฐสภาเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ผมถึงบอกครับว่าวันนี้มีความจําเป็นที่เราจะต้องให้ความเห็นเรื่องข้อสังเกต ท่านใดจะ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็มีความจําเป็นครับ แต่ที่ผมจะเสนอว่ามีความจําเป็นที่ต้องเห็นชอบ กับข้อสังเกตก็คือ ๑. วันนี้เมื่อเราดูข้อสังเกตของรายงานแล้ว เราจะสังเกตว่าข้อสังเกต ที่เขาทํามานั้นทั้งหมด ๕ ข้อ แต่ปรากฏว่าเวลาเราไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกต ก็มีการแก้ไขหรือ ทักทวงกับคณะกรรมาธิการทันที เช่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่พิพาทก็ดี ทางท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็แก้ไขให้ แต่เนื่องจากในหลาย ๆ ข้อทั้ง ๕ ข้อนั้น ถ้าสมมุติเราไม่ให้ ความเห็นชอบกับข้อสังเกตมันก็จะเป็นประเด็นทันที คือในข้อ ๑ สมมุติว่าผมไม่ให้เห็นชอบ กับข้อสังเกตก็จะมีปัญหาทันทีว่าตกลงแผนที่ซึ่งเป็นระวางดงรัก ตกลงเราเองเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ๑ : ๒๐๐๐๐๐ มันก็จะมีปัญหาในแต่ละข้อครับว่ารัฐสภาแห่งนี้ ถ้าไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการแล้ว ที่คณะกรรมาธิการเขาบอกว่ามิได้มีถ้อยคําแสดงว่า ประเทศไทยยอมรับพื้นที่แผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ตกลงท่านรับหรือไม่รับครับ แต่ผม ผมก็ต้องยืนยันว่าผมรับตามข้อสังเกต เพราะผมเห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการ และข้อต่อไปครับท่านประธานครับ ในเมื่อเราพิจารณาจริง ๆ เราต้องพิจารณาเป็น รายข้อความเราเห็นด้วยกับข้อไหน ไม่เห็นด้วยกับข้อไหน สิ่งที่สําคัญที่โดยสรุปแล้วนะครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากในข้อ ๓ หรือในข้อ ๒ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ต้องใช้ระบบเจรจา หรือ ถ้าไม่เห็นด้วยกับระบบเจรจาที่กรรมาธิการเสนอมาครับ และข้อ ๓ ท่านไม่เห็นด้วย ในข้อ ๓ เขาบอกอยู่แล้วเจบีซียังไม่แล้วเสร็จ และข้อ ๔ เขาบอกอยู่แล้วครับว่า สมควรนําไปพิจารณา โต้แย้งทวงติง เพราะในกรณีที่นําข้อ ๔ มากล่าวนั้น เป็นเรื่องฝ่ายไทยถูกกล่าวหาโจมตีว่า ลุกล้ําดินแดน หรือท่านจะยอมรับครับว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการไปศึกษานั้นเป็นการศึกษาที่ ไม่ถูกต้อง และโดยเฉพาะข้อ ๕ ครับ เขียนชัดครับว่าทั้งสองฝ่าย ร่างข้อตกลงชั่วคราว ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ ต้องเจรจากันต่อไป ถ้าท่านสมาชิกท่านใดบอกว่า ตกลงกันได้แล้วไม่ต้องเจรจากันต่อไป อันนั้นละครับ สําคัญครับ แต่เนื่องจากวันนี้เรามาบอกว่า ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้เขาไปศึกษายอมรับสิ่งที่เขาศึกษาไหม เพื่อนสมาชิกหลายท่านสงสัยว่าแล้วเกี่ยวข้องกับข้อ ๑๐ ไหม ไม่เกี่ยวข้องครับ และ ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญ (๑๕) เหตุผลครับ ๑. คณะกรรมการชุดนี้ เกิดขึ้นโดยที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อศึกษา เมื่อเพื่อศึกษาแล้วหลังจากที่ศึกษาเสร็จ มีความจําเป็นครับที่จะต้องนําเข้ามารัฐสภาตามข้อ ๗๓ และข้อ ๗๔ ผมถึงบอกว่าวันนี้ผมถึง กล้ายืนยันเช่นเดียวกับหมอวรงค์ว่าเราต้องแยกครับ แยกระหว่างข้อสังเกตหรือข้อพิจารณา ของคณะกรรมการชุดนี้ว่าท่านเห็นด้วยว่าทั้ง ๔ ข้อ หรือ ๕ ข้อหรือไม่ ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ท่านก็โต้แย้งมารัฐสภาแห่งนี้ว่าท่านไม่เห็นด้วย อย่างเมื่อวานนี้จะสังเกตนะครับ เมื่อคราว ที่แล้วจะสังเกตว่าสมาชิกบางท่านไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งมา ท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็แก้ไข วันนี้เรามาดูครับว่าข้อพิจารณาทั้ง ๕ ข้อนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ท่านเห็นชอบกับ ข้อสังเกตทั้ง ๕ ข้อหรือไม่ แต่ถ้าไม่เห็นชอบกับข้อสังเกตก็โต้แย้งมา คณะกรรมาธิการที่ไป ศึกษาโดยท่านอาจารย์เจริญจะได้มีการแก้ไขและมีการชี้แจง แต่ไม่ใช่ไม่รับครับ เพราะว่า อย่าลืมว่าเราตั้งไปให้ศึกษาเพื่อรายงานมานะครับ ศึกษา รายงาน บันทึกการประชุมของ คณะกรรมาธิการเจบีซีนะครับ ไปศึกษาบันทึกเท่านั้นเองว่าคณะกรรมาธิการการเจบีซี เขาบันทึกอะไรบ้าง แล้วมารายงานให้สภาทราบ เมื่อคณะกรรมาธิการชุดนี้เขาศึกษามาแล้ว นี่ล่ะครับจุดประเด็นก็คือว่าเอาข้อสังเกตนั้นส่งไปให้รัฐบาลเพื่อดําเนินการได้ตามข้อ ๑ ถึง ข้อ ๕ ได้ทันที เพราะในข้อบังคับการประชุมข้อ ๗๔ ก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าจะต้องส่งไปให้ รัฐบาลดําเนินการ แต่ถ้าเกิดว่าวันนี้เราไม่ยอมรับข้อสังเกต ไม่ยอมรับผลการพิจารณา มันก็ ไม่มีค่าอะไรกับที่คณะกรรมาธิการเขาไปพิจารณามา แล้วก็ผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธาน
รัฐสภาขอต้อนรับ คณะอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านจากจังหวัดสมุทรสงครามด้วยความยินดีนะครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเรื่องที่เรากําลังพิจารณา ถกเถียงกันอยู่นี้คือเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณา ศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ของรัฐสภา คือประเด็นที่เราจะต้องพิจารณาผมอยากจะเสนอความคิดเห็นของผม เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ว่า รายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ตั้งโดยที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ ๒๖ เดือนตุลาคม และครั้งที่ ๖ แล้วก็วันอังคารที่ ๒ เดือนพฤศจิกายน เพื่อพิจารณารายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรงนี้คงจะ ไม่เกี่ยวกับบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการชายแดนร่วมไทย–กัมพูชา ๓ ฉบับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เพราะว่าการที่คณะกรรมาธิการที่จะมารายงานนี้เป็นการตั้ง ขึ้นมาเพื่อศึกษาบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการชายแดน เป็นการตั้งของรัฐสภา แต่ในกรณีที่มีข้อสังเกตเกิดขึ้นจากการรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่รัฐสภา ตั้งขึ้นมา ศึกษาตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๗๔ ของรัฐสภานั้น จําเป็นต้องให้มีความ เห็นชอบ เพราะฉะนั้นการที่รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่นั้นเป็นอํานาจของรัฐสภา คือคงทําได้ครับ ไม่จําเป็นต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามที่ได้มีผู้ได้ร้องเสนอไปนั้น เพราะฉะนั้นในวันนี้รัฐสภาจะพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือไม่นั้นเป็นอํานาจของรัฐสภาสามารถทําได้ จะให้เลื่อนหรือลงมติเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงไม่ขัดอะไรครับ ก็อยู่ที่อํานาจของรัฐสภาแห่งนี้ว่าจะพิจารณาอย่างไรในวันนี้ ถ้าจะพิจารณาให้คอยก็เป็น อํานาจของรัฐสภาที่จะพิจารณามีมติให้คอย แต่ถ้าจะมีมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ข้อสังเกตก็สามารถทําได้เลย เพราะฉะนั้นผมว่าไม่มีอะไรขัดนะครับ ทั้งรัฐธรรมนูญและ ข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมจะเสนอว่าก็คงให้เป็นมติของ ที่ประชุมครับว่าจะให้รอพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้หรือไม่ เพื่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนหรือในวันนี้จะลงมติเลยให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความ เห็นชอบของรายงาน ข้อสังเกตของรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะฝากเป็นข้อวินิจฉัยของที่ประชุมครับ
เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ความจริงผมเกรงใจท่านประธานและเพื่อน สมาชิกเพราะว่าเราได้พิจารณาเรื่องนี้กันมา ๒ วันแล้ว แล้วก็ยังไม่มีการคาดหมายได้ว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไรนะครับ แต่ว่าต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะใช้เวลา ผมก็เห็นใจท่านสมาชิกเพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็มีความสําคัญ กรณีที่เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ถ้าเราจะเสียสละหรือใช้เวลามากไปสักนิด ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่เขาก็คงจะรับได้และเข้าใจในประเด็นที่เรากําลังพิจารณา กันอยู่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณายืนขึ้นอภิปราย บางท่านก็ ๒ ครั้ง บางท่านก็ ๓ ครั้ง ด้วยความวิตกในผลประโยชน์ของชาติ ผมเรียนท่านประธานว่าเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องของประเทศชาติทั้งนั้นละครับเป็นเรื่องสําคัญทั้งสิ้น รวมทั้ง เรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาก็เป็นเรื่องใหญ่และนอกเหนือไปจากนั้นเรื่องที่เข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภาคือการพิจารณาร่วมระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็เป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้นมาอีก ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันการประชุมร่วมรัฐสภาเกิดขึ้นได้ตาม มาตรา ๑๓๖ และมีอยู่ ๑๖ กรณีด้วยกันที่เราต้องมีการประชุมร่วม การพิจารณาตาม มาตรา ๑๙๐ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องมีการพิจารณาร่วมกัน ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ เมื่อมันเป็นเรื่องใหญ่ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกบางท่านก็ไม่อยากที่จะ พิจารณา ไม่อยากที่จะตัดสินเรื่องนี้ บางท่านก็ได้กรุณากล่าวเลยไปถึงว่าถ้ามีการพิจารณา หรือลงมติไปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดําเนินคดี แล้วก็มีการขู่เข็ญกัน พอสมควรทั้งภายในรัฐสภานี้และนอกรัฐสภา ว่าท่านสมาชิกผู้ใดผู้หนึ่งลงมติเห็นชอบหรือ เห็นด้วยกับผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ก็อาจจะต้องเดินขึ้นสู่ การพิจารณาของศาลในอนาคตข้างหน้า แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับเมื่อผมกราบเรียน ท่านประธานเริ่มต้นว่าเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นเรื่องใหญ่และเป็นหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าเราปฏิเสธการแสดงความเห็นและเราปฏิเสธการลงมติไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าเราปฏิเสธการแสดงความเห็นหรือเราปฏิเสธการลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งในรัฐสภา แสดงว่าเราเองก็ไม่มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน พร้อมกันนี้ก็ต้องมีการ ลงมติไปอย่างใดอย่างหนึ่ง จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนหรือยากต่อการอธิบาย แต่ประการใดนะครับ เหมือนที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายแล้ว ผมก็อภิปราย สั้น ๆ ว่ามันมีเรื่องที่ต้องพิจารณาอยู่ ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ คือผลการพิจารณาการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ เรื่องนี้รัฐสภาต้องพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งท่านไปพิจารณา และเราต้องลงมติว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องนั้นก็สามารถแยกการพิจารณากันได้ ผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชาทั้ง ๓ ฉบับนั้นในขณะนี้ท่านประธานรัฐสภาก็ได้กรุณาบอกกับสมาชิกว่า อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แน่นอนครับ เรื่องนี้อย่างไรเราก็ พิจารณาไม่ได้เพราะอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ว่าข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เราดูข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ นะครับว่าข้อสังเกตทั้ง ๕ ข้อนี้มีประโยชน์ไหม ไล่ไปดูสิครับ ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕ ถ้าท่านคิดว่า ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕ นั้นมันไม่เป็นประโยชน์ ท่านก็มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการก็ตกไป แต่ว่าผมกราบเรียนท่านประธานว่าท่านสมาชิกเกือบทุกท่าน นะครับที่ได้กรุณายืนขึ้นอภิปรายในสภานี้ก็ได้ยอมรับว่าข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนั้น เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น เมื่อข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเป็นประโยชน์แล้วนะครับ ทําไม เราถึงไม่เห็นด้วยละครับ เราก็ต้องเห็นด้วยเมื่อเป็นประโยชน์ ผมเรียนท่านประธานว่า ท่านสมาชิกและท่านประธานก็คงทราบว่าเมื่อเราเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ แล้ว รัฐสภาก็ต้องส่งข้อสังเกตนี้ไปยังคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ต้องรับข้อสังเกต ของรัฐสภาไปปฏิบัติ ผมคิดว่าแนวของคณะรัฐมนตรีก็มีอยู่ตามที่คาดการณ์แล้วว่าเมื่อเข้าสู่ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วนะครับ ในส่วนของข้อสังเกต ผมคิดเองนะครับยังไม่ได้ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ต้องส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ไปยังคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมของฝ่ายไทย ต้องส่งไปยังคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ฝ่ายไทยว่ารัฐสภาแห่งนี้มีข้อกังวลอยู่ ๕ ประเด็นด้วยกัน รัฐสภาแห่งนี้มีข้อสังเกตอยู่ ๕ ประเด็นด้วยกัน แล้วก็ขอให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายไทยนําข้อสังเกตนั้น ไปพิจารณาหรือไปปฏิบัติ เมื่อคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายไทยนําข้อสังเกตทั้ง ๕ ข้อไป ปฏิบัติ ถามว่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติไหม เป็นประโยชน์แน่นอนครับ ทําไมเราไม่นึก อีกมุมละครับว่าในขณะนี้เราเป็นที่ปรึกษาใหญ่เลยนะครับ เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมฝ่ายไทย ปกติแล้วเมื่อเราอนุมัติกรอบการเจรจาไปแล้วทุกอย่างมันก็จบนะครับ คณะกรรมาธิการเขตแดนเขาก็ดําเนินการของเขาไป แต่ว่าเมื่อเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภาแล้วเรามีข้อสังเกตเหมือนกับเราเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการเขตแดนฝ่ายไทย คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายไทยก็ต้องนําข้อสังเกตทั้ง ๕ ข้อนี้ไปปฏิบัติแล้วข้อสังเกตนี้ ก็เป็นประโยชน์กับรัฐบาล เป็นประโยชน์กับประเทศชาติทั้งสิ้นครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า แล้วทําไมเราไม่ปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ละครับ ท่านประธานครับ มีข้อสังเกตบางข้อนะครับ ที่ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายแล้วและคิดว่ามันเป็น ประโยชน์ อย่างเช่น ในกรณีการปราศรัยของการเปิดประชุมเจบีซีของฝ่ายไทย-กัมพูชา มีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการว่าฝ่ายไทยถูกกล่าวหาและถูกโจมตีจากฝ่ายประเทศกัมพูชา แล้วคณะกรรมาธิการก็บอกว่า คณะผู้แทนเจบีซีฝ่ายไทยสมควรนําไปพิจารณาโต้แย้ง หรือท้วงติงข้อกล่าวหานั้นให้ถูกต้องในโอกาสต่อไป มันก็เป็นประโยชน์ แล้วเป็นประโยชน์ กับประเทศชาติด้วย เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อเรายังปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรารับมอบอํานาจอันศักดิ์สิทธิ์มาจากประชาชน ถึงแม้ว่ารัฐสภานี้ มีเวลาอยู่ ๑ วันหรือ ๑ ชั่วโมงผมคนหนึ่งละครับต้องทําหน้าที่จนวินาทีสุดท้ายตามที่ ประชาชนมอบหมายมา ผมกราบเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าผลการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชานั้นแยกออกจากกันได้จากการพิจารณา แยกออก จากกันได้จากข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ และกราบเรียนท่านประธานว่าข้อสังเกตทั้ง ๕ ข้อของคณะกรรมาธิการเป็นประโยชน์ควรที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายไทย จะนําไปปฏิบัติ ผมเห็นว่าเราควรจะลงมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ยังมี สมาชิกอีก ๒ ท่านนะครับคือท่านวิทยา แก้วภราดัย กับท่านทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัยนะครับ แล้วหลังจากนั้นจะให้คณะกรรมาธิการชี้แจงนะครับ เชิญท่านวิทยาครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าท่านประธานต้องตั้งหลักนะครับ แล้วเราต้องเดินหน้าต่อ เหตุผลอย่างนี้ครับ ในวาระการประชุมวันนี้ท่านอยู่ในวาระที่สาม เรื่องที่คณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว รายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการการพิจารณาศึกษา บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ พิจารณาเสร็จแล้ว หน้าที่ของคณะกรรมาธิการก็คือพิจารณาเสร็จแล้ว และท่านประธานครับ ระเบียบวาระนี้เราได้บรรจุในการนัดประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ครับท่าน รายงานของคณะกรรมาธิการได้รายงานต่อสภา เสร็จไปแล้วครับ ท่านปิดอภิปรายไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้จะปฏิเสธว่า สภายังไม่รับทราบไม่ได้ครับ เสร็จไปแล้วครับตั้งแต่วันศุกร์ แล้วก็ปิดการอภิปรายไปแล้ว เหลือเพียงประเด็นเดียวที่ค้างคามาวันนี้ ก็คือข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการสภา จะเอาอย่างไร แต่พอจะถึงข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการก็มีเรื่องแทรกเข้ามาครับ ว่าประธานรัฐสภาได้แจ้งให้ทราบว่าเรามีจดหมายจากศาลรัฐธรรมนูญว่ารับเรื่องซึ่ง ส.ส. ส่งไปให้ตีความไว้พิจารณา แล้วสภารวมทั้งสมาชิก รวมทั้งท่านประธานสภามีความเห็น ไปในทิศทางเดียวกัน ว่าสภาน่าจะรอการพิจารณาบันทึก ๓ ฉบับนั้น ว่าจะรับรองหรือไม่ รับรอง โดยรอศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน ทีนี้ประเด็นก็มาตั้งต้นแค่นี้เองครับท่านว่าเหลือ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการสภาจะเอาอย่างไรครับ ส่วนรับทราบรายงานจะรับทราบ หรือใครจะบอกไม่รับทราบอย่างไรคณะกรรมาธิการเขารายงานจบไปแล้วครับ ทราบกันแล้ว อภิปรายกันเต็มวันไปแล้วครับ เหลือเรื่องเดียวครับ เหลือเรื่องว่าจะลงมติว่าข้อสังเกต เอาหรือไม่เอา หรือจะเลื่อนข้อสังเกตออกไป ฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเริ่มต้นอภิปรายเรื่องรายงาน อีกมันก็จบ จะให้รายงานหรือไม่ให้รายงาน จะไม่ให้รายงานอย่างไรครับ ก่อนทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมานี่เรารายงานกันจบไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานครับ ท่านต้องเดินหน้าต่อขยับไปอีกนิดนะครับ ถามไปทางสภาสิครับว่าตกลงข้อสังเกต คณะกรรมาธิการเราจะเอาหรือไม่เอา ถ้าเอาก็จบครับ เรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญก็รอ ศาลรัฐธรรมนูญ เราจะได้ว่าเรื่องอื่นต่อไปครับ ไม่เช่นนั้นก็วนอยู่ที่เดิมครับ เราไม่ได้ขยับ ไปไหนครับ ขออนุญาตเรียนหารือแล้วก็ฟังความเห็นจากท่านครับ
เหลืออีกคนเดียวเท่านั้นครับ แล้วก็ให้คณะกรรมาธิการชี้แจง แล้วก็จะถามมติเลยนะครับ ท่านวิทยาครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประทานโทษท่านประธานด้วยครับ ที่ผมเรียนท่านก็คือ คณะกรรมาธิการหมดหน้าที่แล้วครับ เขารายงานจบไปแล้วครับ เหลือข้อสังเกต เขาอย่างเดียวว่าสภาจะเอาหรือไม่เอา คณะกรรมาธิการจะชี้แจงอะไรอีกครับ อาทิตย์นี้ ทั้งอาทิตย์ครับ วันศุกร์ ๕-๖ ชั่วโมง เราก็ซักถามคณะกรรมาธิการก็ตอบไปมาเยอะแล้วครับ ผมคิดว่าหมดภาระคณะกรรมาธิการนะครับ เหลืออย่างเดียวข้อสังเกตของท่าน พวกผม จะเอาหรือไม่เอาเท่านั้นเองครับ
เชิญท่านทวีวัฒน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสกลนคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฟังมาอยู่ ๒ วันแล้ว แล้ววันนี้มาเป็น ๒ ชั่วโมงกว่าแล้ว ความจริงผมอยากจะพูดเหตุผลเดียวกันกับท่านประธานวิป ที่พูดเมื่อกี้นี้ ขอประทานอภัยที่เอ่ยนามท่านวิทยา แก้วภราดัย นะครับ ว่าเราควรจะ ลงมติได้แล้วนะครับ ไม่ทราบว่าจะรีรอเพื่ออะไร เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของรายงานผล การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ผมก็อ่านมาและดูรายงานนี้ในข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ แทนที่จะอภิปรายว่าข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ นั้นเป็นอย่างไรนะครับ มีความคิดเห็นอย่างไรในที่ประชุมนี้ กลับไปพูดวนไปวนมา ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่อยากให้พิจารณา กัน แล้วไปตื่นเต้นกับที่กลุ่มเครือข่ายพลเมืองอาสาป้องกันแผ่นดินที่ท่านส่งจดหมายมา ๒ ข้อ ขอประทานอภัยลงนามโดยท่าน ผศ. นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน เพราะเป็นหนังสือที่ส่งถึงสมาชิกรัฐสภาทุกคนนะครับ เราก็ไปตื่นเต้นกับหนังสือต่าง ๆ เหล่านี้ กระผมเองไม่ใช่ว่าไม่เห็นความสําคัญนะครับ แต่ว่า ในคราวนี้เป็นการพิจารณารายงานว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ข้อ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ก็ควร จะลงมติกัน ไม่ใช่ว่าจะมาโยกโย้อภิปราย ๒-๓ ชั่วโมงไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่รู้จะไปลงมติตอนไหน ช่วงไหนอย่างไร อันนี้ก็ขอกราบเรียนว่ากระผมไม่เห็นด้วยนะครับ ผมในฐานะเป็นสมาชิก รัฐสภาผมจะลงมติให้ได้วันนี้นะครับ เพราะผมอยู่รอมานานแล้วครับ ขอประทานอภัยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เผอิญมีพาดพิงกรรมาธิการ กรรมาธิการชี้แจงครับ เชิญกรรมาธิการชี้แจงก่อน แล้วเดี๋ยวผมให้ท่านให้กรรมาธิการก่อน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี มาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการชุดนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นคล้าย ๆ กับ ท่านประธานวิปรัฐบาลละครับว่า เรื่องนี้เรื่องของการพิจารณามันสิ้นสุดลงไปแล้วครับ เหลือแต่ ข้อสังเกตซึ่งวันนี้รัฐสภานั้นจะต้องโหวตว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ชุดกระผมหรือไม่ พอมาดูใน ๕ ข้อที่เป็นเนื้อหาสาระสําคัญว่าข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ชุดกระผม เขียนถูกหรือไม่ ก็ต้องเรียนย้ํากับท่านอีกครั้งครับ ทุกอย่าง ๕ ข้อ เป็นข้อเท็จจริง ทั้งสิ้นครับ
ข้อที่ ๑ เราก็ชี้แจงว่า ไม่ควรยอมรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ในระวางดงรัก ก็ยืนยันชัดเจน ซึ่งก็คิดว่าสมาชิกรัฐสภาที่นี่หรือคนข้างนอกรัฐสภาแห่งนี้ มวลชนที่มีการ ขับเคลื่อนกันอยู่ก็ยอมรับครับว่าเราไม่เห็นด้วยในแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ในระวางดงรัก ท่านประธานครับ ก็ยังมองไม่ออกว่าข้อที่ ๑ ของผมมีตรงไหนที่ขัดกับข้อเท็จจริงบ้างครับ
ข้อที่ ๒ ก็กล่าวชัดเจนครับว่าตรงบริเวณที่พิพาทก็ควรที่จะบอกให้ประเทศ กัมพูชา พูดง่าย ๆ นะครับ ถอนกําลังครับ เอาคนเขาออกครับ ไม่ให้มีการบุกรุกโดยพฤตินัย อีก ซึ่งข้อที่ ๒ ก็ระบุชัดเจนครับว่า ต้องเจรจาไม่ให้ประเทศกัมพูชานั้นเอาคนเข้ามาในพื้นที่ ที่มีปัญหา ท่านประธานครับ
ข้อที่ ๓ ก็ระบุชัดเจนอีกครับว่า รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่จะมีในอนาคตต่อไป ต้องเยียวยาพี่น้องประชาชนที่มีเอกสารสิทธิที่อยู่บนดินแดนไทยในพื้นที่ดังกล่าวครับ แล้วมีตรงไหนครับที่ข้อสังเกตของพวกกระผมผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริง
ข้อที่ ๔ ท่านวาร์ คิม ฮง ท่านพูดในฐานะเป็นผู้นําเจบีซีของฝ่ายกัมพูชา มีข้อเท็จจริงหลายประการที่เราสังเกตจากรายงานการประชุมที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ที่พูดแล้วไทยเสียเปรียบ กระผมก็บอกว่าผู้แทนไทยในปัจจุบัน ในอนาคตช่วยโต้ด้วยครับ เราไม่ยอมครับ เพราะว่าท่านพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงครับ ท่านวาร์ คิม ฮง แล้วข้อสังเกต ของพวกผมในข้อที่ ๔ ผิดตรงไหนครับ
ข้อสุดท้ายครับ บันทึกรายงานการประชุมที่เราพิจารณา ที่เราได้ศึกษามา ๓ ฉบับ จะต้องมีการนําไปสู่ร่างข้อตกลงชั่วคราวอีก ๑ เรื่อง ซึ่งร่างข้อตกลงชั่วคราวเขาก็ได้ ใส่มาในเล่มสีน้ําตาลนี้ หน้า ๑๐๓ เราก็บอกครับว่า ร่างข้อตกลงชั่วคราวมันเป็นหนังสือ สัญญาใดแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าจะขอให้สภานี้เห็นชอบ เอามาซุกอยู่ในรายงานการประชุมนี้ไม่ได้ ท่านต้องเอาร่างบันทึกความเข้าใจหรือร่างข้อตกลงชั่วคราวนี้เข้าสู่รัฐสภาอีกครั้งหนึ่งเพื่อทํา การเห็นชอบ
ท่านประธานครับ ในส่วนของร่างข้อตกลงชั่วคราวเราก็ฟันธงชัดเจนว่า ต้องเข้าสภานี้อีกครั้งหนึ่ง ข้อตกลงนี้ครับเขาพูดอะไรกันบ้างครับ เขาพูดกันว่า เช่น ไม่คงกําลังของการทหารเอาไว้ที่วัดแก้วสิขาคีรีสะวารา เขาพูดกันเรื่องเจบีซีจะต้องกําหนด พื้นที่ต่าง ๆ ให้อยู่ในความพร้อมที่จะปักหมุดได้ ท่านประธานครับ ผมยืนยันอีกครั้งครับว่า ข้อสังเกตที่สมาชิกรัฐสภาจะต้องทําการเห็นด้วยกับพวกกระผมทั้ง ๕ ข้อ ไม่มีเรื่องใดเลยครับ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงและไม่มีเรื่องใดเลยครับที่ขัดหรือแย้งกับความเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องครับกับการรับรองรายงานการประชุม ๓ ฉบับ ก็ขอให้ที่ประชุมรัฐสภา แห่งนี้เราคุยกันด้วยหลักการ คุยกันด้วยเหตุผลเพื่อจะผ่านไปได้ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุนัยนะครับ และเดี๋ยวจะได้ลงมตินะครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา กระผมเองเป็นกรรมาธิการด้วย ท่านหนึ่ง กระผมเองได้นั่งเฝ้าฟังการอภิปรายในสภามา ๒ วัน กระผมเองได้เห็นบรรยากาศ อย่างหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานและบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่าบรรยากาศ ของสภาในปัญหาเรื่องนี้นั้นมี ๒ ด้าน ด้านที่ ๑ ฝ่ายรัฐบาลพยายามจะรวบให้มีการลงมติ อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้จะเรียกว่าเป็นลงมติข้อสังเกต ลงมติการรับทราบอะไรสักอย่างหนึ่ง ให้ได้ในสภาแห่งนี้ อีกด้านหนึ่งสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่มีความรู้สึก มีความคิดเห็นว่าเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องที่สภาไม่ควรจะลงมติ ในระหว่างนั้นก็มีการยื่นขอให้ศาลตีความอีกต่างหาก ทําให้ ความเห็นฝ่ายที่ไม่อยากจะให้มีการลงมติมีน้ําหนักมากขึ้น แต่ดูท่าทางเสมือนหนึ่งว่ารัฐบาล พยายามจะให้มีการลงมติให้ได้ สิ่งนี้ที่ผมอยากจะบอกท่านประธานสภาและมีการบันทึกไว้ ในที่ประชุมแห่งนี้ว่าบรรยากาศแห่งรัฐสภา ๒ วันนี้มันได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะกระทําอยู่ขณะนี้ นั่นคือลูกขององค์ประชุม ท่านครับการเปิด ประชุมเมื่อวันศุกร์ ปรากฏว่าท่านประธานรัฐสภา ท่านชัย ชิดชอบ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน ได้กระทําผิดข้อบังคับพยายามจะลากองค์ประชุมให้ครบให้ได้ผ่านไปเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้ว เพื่อนสมาชิกก็บอกมันผิดข้อบังคับแล้วนะครับ มันเกินเวลาแล้วนะครับ ท่านประธานสภา ก็กระทําเสมือนหนึ่งจะเอาใจอะไรนายกรัฐมนตรีผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แล้วสุดท้าย องค์ประชุมไม่ครบ ดูเถอะครับเปิดประชุมมาตั้งครึ่งวันครับ เมื่อวันศุกร์ก็ไม่ครบองค์ประชุม ลากมาจนถึงบ่ายขาด ๗ คน ลากมาให้ครบ พอครบก็เปิดประชุม แต่จริง ๆ บรรยากาศ ในห้องประชุมองค์ประชุมก็ไม่ครบครับ เพื่อนสมาชิกสภาก็บอกท่านครับองค์ประชุมไม่ครบ ขอให้ตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ท่านประธานสภาท่านชัย ชิดชอบ ก็ใช้ลูกที่สํานวนไทย เรียกว่าลูกเก๋า พยายามจะบอกว่าประชุมไปก่อน ๆ ส่วนเรื่องลงมติทีหลังก็ลากไป จนสุดท้าย ก็ลงมติไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะองค์ประชุมไม่ครบ ภาวะแห่งองค์ประชุมไม่ครบนี้ มันสะท้อนออกถึงสิ่งที่เรียกว่าภาษาทางกายของ ส.ส. ของรัฐสภาแล้วครับ ของ ส.ว. ส.ส. แล้ว เป็นการบ่งบอกถึงสิ่งที่รู้สึกไม่อยากขัดใจรัฐบาล ไม่เหมือนฝ่ายค้านขัดใจ ก็ขัดใจเลย แต่พอสมาชิก ส.ว. นั้นเขาไม่อยากขัดใจเขาก็ใช้วิธี สโลว์ ดาวน์ (Slow down) ไม่มาประชุมครับ ไม่ใช่เขาไม่อยากประชุมนะครับ แต่เขามีความรู้สึกว่ากําลังจะถูก ภาวการณ์ที่เรียกว่าพวกมากลากไปอยู่ ภาวการณ์ขณะนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ด้วยสายตาของ ท่านประธานเองดูเถอะครับ ไม่มีทางครบองค์ประชุมเลย ดังนั้นการที่จะบอกโมเมไปบอกว่า สภาแห่งนี้ได้รับทราบและเห็นชอบกับการรับทราบนั้นแล้ว ไม่ใช่หรอกครับ อย่างที่ ท่านประธานวิปพูดไม่ได้หรอกครับ มันเป็นภาษาทางกายเขาเรียก บอดี้ แลงเกจ (Body Language) ที่บอกแล้วว่าสภาแห่งนี้ไม่เห็นชอบกับสิ่งที่รัฐบาลกําลังดําเนินการอยู่ขณะนี้ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานยังจะพยายามดําเนินการต่อไปผมก็ไม่ว่าหรอกครับ ว่ากันไปตามกลไก แต่ขอให้บันทึกความจริงไว้แห่งบรรยากาศที่ประชุมเถอะครับว่า เป็นประเด็นสําคัญที่สุด และปรากฏว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาพยายามจะส่งสัญญาณทางกายว่าเขาไม่เห็นด้วย เขาจึง ไม่เข้าห้องประชุมกัน ท่านประธานครับ ผมไม่อยากจะมาพูดเรื่ององค์ประชุมเป็นเรื่องสําคัญ ผมไม่อยากเสนอให้นับองค์ประชุมด้วยการขานชื่ออะไรทั้งนั้น แต่ว่าก่อนที่จะลงมติใด ๆ ที่ท่านเห็นว่าพยายามจะลากไปให้ได้นั้นต้องตรวจสอบองค์ประชุมก่อน การตรวจสอบ องค์ประชุมกับการนับองค์ประชุมใกล้เคียงกันละครับ ท่านประธานครับ ถ้าผมจะขอเสนอ ให้นับองค์ประชุมก็คงไม่น่ารังเกียจกระมังครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้เห็นว่าความสําคัญ มันมีแล้ว นี่คือภาษาทางกายเขาเป็นอย่างนี้ครับ ผมว่าอย่างนี้มันบ่งบอกถึงนัยแล้วว่า ความรู้สึกส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภาเขารู้สึกอะไรกัน บรรยากาศอย่างนี้ก็สะท้อนอยู่ใน การประชุมขั้นคณะกรรมาธิการเหมือนกันครับ ผมเองไม่อยากจะพูดในเนื้อหาเพื่อไมให้ เสียเวลากับท่านนะครับ กระผมเองขอเสนอให้มีการนับองค์ประชุมเถอะครับเพื่อจะได้ ตรงกันเลยกับการตรวจสอบองค์ประชุมครับ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวนะครับท่านบุญยอด มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าขบางครั้งการอภิปรายของสมาชิกก็อาจจะทําให้คนข้างนอกเขาเข้าใจผิดนะครับ เป็นปกตินะครับ บางครั้งเราอยู่ในห้องประชุมใหญ่ บางครั้งเราก็อยู่ข้างนอก แต่ว่าเราก็มีการ ถ่ายถอดเสียงออกไปยังทุกห้อง อาจจะเป็นห้องประชุมทั้งกรรมาธิการหรือว่าในห้องอาหาร จนถึงในห้องน้ําก็ตาม หรือว่าโรงรถก็ตามนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านประธานจะได้ ทําตามที่สมาชิกเรียกร้องก็คือปิดการประชุมแล้วก็ลงมติด้วยการนับองค์ประชุมก่อนนะครับ ก็เป็นสิ่งที่ ขออภัยครับปิดการอภิปรายนะครับ แล้วก็ทําการลงมติในข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการชุดนี้แล้วก็มีการนับองค์ประชุมก่อน ทุกอย่างก็จะพิสูจน์ได้ครับว่า องค์ประชุมยังอยู่ครบหรือไม่ครบ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวผมก็จะทําอย่างนั้น อยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นไม่มีใครอภิปรายอีกแล้วนะครับ ถือว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับแล้ว ก็ตามที่คณะกรรมาธิการได้ เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมก็จะได้แจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๔ รายละเอียดของ ข้อสังเกตปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดส่งให้ท่านสมาชิกได้ศึกษาล่วงหน้าแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะมีการถามมติว่า จะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติก็ขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ
(นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ นอกห้องประชุมนะครับกรุณาเข้ามาในห้องประชุมเพื่อลงมติเกี่ยวกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการนะครับ ท่านเข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรแล้วก็กดที่ช่องแสดงตนด้วยครับ
ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ ที่อยู่นอก ประชุมนะครับ ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เมื่อท่านเข้ามา ในห้องประชุมโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมหรือท่านที่ อยู่กับห้องคณะกรรมาธิการต่าง ๆ โปรดหยุดประชุมชั่วคราวลงมาโหวต ข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการด้วยนะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุมนะครับ ท่านมีอะไรครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน คือกระผมอยากจะให้มีลําดับการพิจารณาประเด็นที่ค้างใจกันอยู่ว่ากรณีนี้ มันเข้ามาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ผมอยากจะเสนอญัตติให้รัฐสภาพิจารณาอันนี้ก่อนว่ารายงาน ของคณะกรรมาธิการที่รายงานมานี้มันเข้ามาตรา ๑๙๐ หรือไม่ แล้วค่อยไปลงมติว่า จะรับรองหรือไม่รับรองครับ
คือหมายความว่าจะให้เห็นชอบ หรือไม่ให้เห็นชอบตามทั้งฉบับอย่างนั้นใช่ไหมครับที่ท่านพูด
คือที่กระผมอภิปราย ตลอดมาก็คือว่า ผมคิดว่ามันเข้ามาตรา ๑๙๐ แล้วก็มีความเห็นแย้งกัน แล้วก็เรื่องไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว กระผมจึงอยากให้รัฐสภาพิจารณาก่อนว่าเรื่องนี้มันเข้าตาม มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ คืออยากจะเสนอญัตติว่าให้พิจารณาญัตตินี้ก่อน
เรื่องนี้มันก็ต้องอยู่ในองค์ประกอบของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่เราส่งให้คณะกรรมาธิการไปศึกษา มันก็อยู่ในมาตรา ๑๙๐ อยู่แล้ว แต่ทีนี้ที่ท่านพูดเมื่อกี้บอกว่าเห็นว่าจะลงมติเฉพาะข้อสังเกตเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ ชะลอ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
คือถ้าเราเห็นว่า เรื่องนี้เข้ามาตรา ๑๙๐ และมาตรา ๑๙๐ เขาให้เครื่องมือไว้แล้วว่าถ้ามีความเห็นแย้งกัน ก็ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญครับ
เราส่งแล้วตอนนี้ส่งแล้ว แต่ว่าให้ ฝ่ายบริหารเขามีโอกาสบ้างเท่านั้นเองครับ คือสภานี้เรายังไม่รับรองทั้ง ๓ เรื่อง คือเจบีซี ที่เราเสนอไปนั้นเราชะลอไว้ก่อนเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เราเอาเฉพาะข้อสังเกตที่คณะกรรมิการ จะเอาส่งคณะกรรมาธิการไปศึกษาเท่านั้นว่าเราจะรับข้อสังเกตหรือไม่เท่านั้นเองครับ
แต่ที่เราฟังคําอภิปราย มาแล้วนี่ล่ะครับ ความเห็นก็ยังเป็น ๒ ทางอย่างนี้อยู่นะครับ
ขอความกรุณาสักนิดหนึ่งครับ ท่าน ส.ว. คุณนิพนธ์มีอะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐ์ยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือเรื่องนี้ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าอันนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐสภาได้แต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปเพื่อศึกษา แล้วก็กรอบเอ็มโอยู ๓ ฉบับที่จะต้องขอความเห็นชอบ อันนี้เป็นรายงานซึ่งเมื่อศึกษาเสร็จแล้วต้องรายงานรัฐสภา ตอนนี้การรายงานได้จบไปแล้ว แต่ในข้อสังเกตคณะกรรมาธิการวิสามัญมีข้อสังเกต ข้อบังคับ ข้อ ๗๔ บังคับไว้ต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือว่าวันนี้รัฐสภาจะมีมติ ว่าวันนี้ยังไม่พิจารณาให้ความเห็นชอบนั้นก็เป็นเรื่องของรัฐสภา แต่อย่างไรก็ตาม ตามข้อบังคับก็อยู่ที่อํานาจของรัฐสภามันไม่เกี่ยวกันนะครับคนละส่วน แต่อย่างไรก็ตาม มันอยู่ในโครงสร้างของเอ็มโอยู ๓ ฉบับ เพราะว่าก่อนที่จะมีการพิจารณาให้ความ เห็นชอบเอ็มโอยู ๓ ฉบับนั้นได้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษา แล้วเพื่อมา ประกอบการพิจารณาในการให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นเมื่อมีข้อสังเกตรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเช่นนี้ ข้อบังคับบังคับครับ มาตรา ๗๔ ว่าข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการนั้นรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้น ต้องลงมติในเรื่องนี้ ขอบคุณครับ
ครับ ที่ท่านประธานท่านได้เรียน เมื่อสักครู่นี้ครับว่าเรื่องข้อสังเกตจะต้องมีการลงมติกันในสภา เพราะเราได้ส่ง คณะกรรมาธิการไปศึกษาด้วยข้อบังคับ ข้อ ๗๔ ก็เขียนไว้ชัดแล้วนะครับ ทั้งวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามนะครับ เชิญท่านสุรชัยมีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและเลขาธิการวุฒิสภา สืบเนื่องจากในวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับ คณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา เราได้อภิปรายกันเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แล้วจนกระทั่ง วันนี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ผมเองนั้นในฐานะที่เป็นวิปของวุฒิสภาเองก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกว่าทางวุฒิสภาเองก็มีความหนักใจนะครับ ต่อการอภิปราย ในช่วงเช้าวันนี้นะครับว่า ความเห็นของฝ่ายวุฒิสภาเองก็ยังเห็นว่าการลงความเห็นชอบ ในข้อสังเกตของกรรมาธิการนั้นยังไม่สมควรแก่เวลา ควรที่จะรอการวินิจฉัยจาก ศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าผลการปะชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เจบีซี ๓ ฉบับเข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ แล้วผมเองก็ยังได้ฟังฝ่ายรัฐบาลและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลหลายท่านก็ได้อภิปรายให้ความเห็นไว้อย่างดีมาก ไม่ว่าจะ มาตรา ๑๕๔ ก็ดี มาตรา ๑๓๖ ก็ดีนะครับ แล้วก็รวมทั้งยังได้พูดถึงข้อบังคับ ข้อ ๗๓ ข้อ ๗๔ นะครับ ผมเองเรียนอย่างนี้ครับว่าคือข้อบังคับเองก็คือจะมีผลหรือมีบทบาทที่ ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญคงเป็นไปไม่ได้นะครับ ผมเองก็อยากจะเรียนนําเสนอท่านประธาน อย่างนี้นะครับว่า ถ้าเราลงมติกันเพื่อเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบของข้อสังเกตกรรมาธิการ ผมคิดว่าคงจะทําให้เพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้อึดอัดใจ แล้วท่านประธานเองก็ยังมีหนังสือ เชิญประชุมร่วมในวันที่ ๑๙ เมษายน และวันที่ ๒๖ เมษายน อยู่ ฉะนั้นผมเองอยากจะขอ เสนอญัตติต่อท่านประธานนะครับ ว่าโดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๑ นะครับ ญัตติต่อไปนี้ไม่ต้อง เสนอล่วงหน้าหรือเป็นหนังสือนะครับ ใน (๕) ญัตติที่ประธานอนุญาตตามที่เห็นสมควร คืออยากจะให้พักเรื่องนี้ไว้ก่อน จนกระทั่งมีคําวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วจึงนําเข้ามา พิจารณาในการประชุมรัฐสภาต่อไป ผมจึงขอยื่นญัตตินี้ต่อท่านประธานและขอผู้รับรองด้วย ขอบคุณมากครับ
ก็มีผู้รับรองถูกต้องครับ ท่านผู้ใด มีความเห็นเป็นไปอย่างอื่นมีไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ผมขอทราบความชัดเจนของ ญัตติหน่อยครับ ท่านเสนอญัตติว่าอย่างไรครับ
คุณสรุชัย เชิญเสนอใหม่ครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ก็จะขอเสนอญัตติว่า ให้พักการรพิจารณารายงานผลพิจารณา ศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมณะกรรมาธิการเขตแดน ไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการศึกษาการประชุม กรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา รวม ๒ ฉบับ พิจารณาเสร็จแล้วให้พักไว้ก่อน จนกว่า มีคําวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ท่านประธานนํากลับเข้ามาพิจารณาในการประชุม รัฐสภาคครั้งต่อไปครับ
พอเข้าใจนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานของคณะกรรมาธิการนี้สภาได้พิจารณาไปจบสิ้นแล้วตั้งแต่ วันศุกร์ครับ ปิดอภิปราย ก็แหลือเพียงเรื่องเดียวครับว่า ขอสังเกตของคณะกรรมาธิการ รัฐสภาจะคิดอย่างไร เหลือเรื่องนี้เรื่องเดียว ส่วนรายงานเราปฏิเสธความจริงไม่ได้ครับ คณะกรรมาธิการเขารายงานจบไปแล้วครับ จะพักก็ต้องพักแยกส่วนครับ พักส่วนไหนครับ แล้วถ้าพักก็ขอทราบเหตุผลครับ เหตุผลที่พักเพราะกังวลเรื่องอะไรครับ
คือตอนนี้มีการเสนอญัตติ มีผู้รับรอง ถูกต้อง คือข้อบังคับมันเขียนไว้นะครับ คือถ้าท่านเสนอญัตตินี้ขึ้นมา ญัตติมันก็ตกนะครับ มันพิจารณาไม่ได้ ว่าอย่างไร
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิก รัฐสภาแล้วก็คณะกรรมาธิการครับ ผมเรียนอีกครั้งครับ ดูท่าทางเหมือนกับว่าจะมีความ ไม่เข้าใจอยู่หลายเรื่องครับ การพิจารณานี้เสร็จแล้วเหลือแต่ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ กระผมครับ แล้วข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการกระผมนั้นไม่ได้มีส่วนไหนเลยบอกว่า จะรับรองหรือไม่รับรองรายงานการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ ผมถึงบอกท่านว่า ของผมมีแค่ ๕ ข้อ และอยากวิงวอนเลยครับ ท่าน ส.ส. และ ส.ว. ครับ ท่านอ่านให้ดีนะครับ ๕ ข้อ บอกชัด ไม่เอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ข้อ ๒ บอกชัดว่าให้กัมพูชาเอาคนออกจากพื้นที่ไป เพื่อให้เตรียมพร้อมสําหรับการสํารวจ ข้อที่ ๓ ให้เยียวยาคนที่มีเอกสารสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว ข้อที่ ๔ วาร์ คิม ฮง พูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในรายงานการประชุม ขอให้ผู้นําไทยนี้ ผู้นําเจบีซี ฝั่งไทยนี้ไปโต้แย้งในการประชุมครั้งต่อไป ข้อที่ ๕ ร่างข้อตกลงชั่วคราวที่ได้มีการแทรก เข้ามาในรายงานการประชุมนี้ เราบอกว่าให้เอาออกไป แล้วก็ให้เอาร่างข้อตกลงนี้เสนอต่อ สภาอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นหนังสือสัญญาใดตามมาตรา ๑๙๐ ทั้ง ๕ ข้อของกระผมไม่มี เรื่องใดเลยทื่บอกว่ารับรอง หรือไม่ รับรองรายงานการประชุมทั้ง ๓ ฉบับ ทั้ง ๕ ข้อของ กระผมไม่มีเรื่องใดเลยที่คนนอกสภาไม่เห็นด้วย นี่เป็นข้อเท็จจริงครับท่านประธาน แล้วผมนี้ กังวลใจว่าถ้าท่านไม่รับรองนี้ ท่านประธานนิดเดียว ขออนุญาตนะครับ ถ้าท่านไม่เห็นด้วย วันนี้สิ่งที่ศึกษามารัฐบาลที่ต่อจากนี้ไป อาจจะเป็นรัฐบาลที่ต่อจากท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ถ้าเขาเดินผิดและเขาเดินพลาดละครับ วันนี้เรากําลังสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องเพื่อ เดินต่อไป และนี่คือความกังวลใจว่าท่านนั้นเข้าใจตรงกับที่เราศึกษาหรือไม่ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ขอชี้แจงเท่านี้ครับ
ก็คงจะเข้าใจกันทุกคน เชิญคุณนฤมลครับ
ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันคิดว่าเราต้องแยกกันนะคะท่านประธาน มันชัดเจนอยู่แล้วค่ะว่าประเพณีปฏิบัติของเรานี้ เมื่อคณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องใดออกไปแล้ว มีผลสรุปนํามาเสนอต่อสภานี้ ไม่ว่าจะเป็น สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาก็แล้วแต่ หรือวุฒิสภาก็แล้วแต่ เราก็มีหน้าที่ที่จะให้ ความเห็นชอบพิจารณาหรือไม่ให้ความเห็นชอบ หรืองดออกเสียง อันนี้เป็นมันเป็นเรื่อง ธรรมดาเลยค่ะ ต้องแยกออกจากเจบีซี มันคนละตอนกันนะคะ เพื่อนสมาชิกที่เคารพคะ มันเป็นคนละตอนกันค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตว่าต้องเดินตรงนี้ค่ะ มันไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ ไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นและปฏิบัติมาโดยตลอดค่ะท่านประธานที่เคารพคะ แล้วนี่ละค่ะ คือเหตุผลที่เมื่อคราวที่แล้วดิฉันได้เรียนถามว่าเราจะเดินกันไปถึงไหน เราจะแค่รับรอง รายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการ หรือเราจะเลยไปถึงเจบีซี ซึ่งก็ออกมาชัดเจน แล้วว่าเราจะต้องทําแค่ตรงนี้ก่อน เพื่อที่จะรอศาลรัฐธรรมนูญให้ตัดสินไว้ชัดเจนก่อน อันนี้ ที่จริงแล้วดิฉันก็ไม่เห็นด้วยเลยกับการที่เราจะต้อง แม้ว่าเป็นข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราพยายามแก้ในมาตรา ๑๙๐ ว่าเรื่องที่เป็นข้อที่ยังสงสัย เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาต้องส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ ดิฉันเสนอให้มีการแก้ภายในสภาของเรา แล้ววันนี้มันจะเป็นจุดที่สําคัญ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าไม่ใช่ เราจะทําอย่างไรกันนิติบัญญัติของเรา อันนี้ก็ขออนุญาต แสดงความเห็นว่า ท่านประธานมั่นใจเถอะค่ะ เดินได้ค่ะ ดิฉันมั่นใจอย่างนั้น ขอบพระคุณค่ะ
เชิญ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมี ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรกก็คือการที่ท่านสมาชิก ท่าน ส.ว. สุรชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนะครับ ท่านเสนอญัตติ ท่านประธานวินิจฉัยว่าเป็นญัตติซ้อนญัตติ ท่านประธานครับ ดูข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ครับ ประชุมร่วมรัฐสภา ท่านอาศัย (๔) เสนอได้ครับ (๔) ขอให้เลื่อน การปรึกษาหารือในเรื่องพิจารณา นั่นหมายความว่าการที่ท่านบอกว่าจะเอาข้อสังเกต ซึ่งในสภาแห่งนี้ใช้คําว่า ข้อสังเกต มาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ท่านก็บอกว่า อยากจะให้เลื่อนไปก่อน ผมเชื่อว่าญัตติที่ท่านเสนอนี้เป็นไปตามข้อบังคับข้อ ๓๒ เสนอได้ รับหรือไม่รับเท่านั้นเองครับ
ประการที่ ๒ ผมเองได้พยายามอภิปรายกราบเรียนท่านประธานไปยัง เพื่อนสมาชิกว่า รายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการรัฐสภาที่เราตั้งไป โดยมี ท่านอาจารย์ดอกเตอร์เจริญ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นประธาน มาดูในรายงานแล้ว ไม่มีตัวไหนเลยที่บอกว่าเป็นข้อสังเกต ไม่มีเลยครับ ท่านทํารายงานมาเราก็พยายามดู หรือท่านจะเจตนาบอกว่าเอาผลการพิจารณานี้มาเป็นข้อสังเกต นั่นก็หมายความว่าสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ถ้าจะให้ความเห็นรับผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ปกติการบันทึก ในรายงานมันก็ต้องมีข้อสังเกต มีผลการพิจารณา เพราะข้อสังเกตนั้นจะมีผลต่อการนําสู่ ปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่รายงานของเท่าที่มีอยู่ก็เป็นอย่างนี้ครับ หน้า ๑ เป็นรายชื่อ หน้า ๒ มีรายชื่อ มีที่ปรึกษา หน้า ๓ ข้อ ๕ ผลการพิจารณา ๕ ข้อ จบที่หน้า ๔ ลงชื่อเลขานุการแนบท้าย ไม่ได้มีข้อสังเกตเลยครับท่านประธาน นี่คือผลการพิจารณา ดังนั้น สมาชิกหลายท่านรวมทั้งตัวผมเองผมก็เสนอความเห็นว่ากรณีถ้าตัวแม่มันอยู่ในการ พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เองก็จะเป็นข้อเสนอที่จะไปนําสู่การปฏิบัติ เป็นข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการที่มีความเห็นต่อวิธีการปฏิบัติ ในเรื่องของการประชุม ในเรื่องของ การต่อรองการเจรจา ถ้าสมมุติว่าเราส่งศาล ศาลเขาวินิจฉัยว่าไม่ใช่ เรื่องเหล่านี้ ก็ไม่จําเป็นต้องมาผ่านเรา ท่านก็นําสู่การปฏิบัติได้ในระดับเจ้าหน้าที่ได้เลย ไม่จําเป็นครับ ที่จะต้องมาผ่านรัฐสภา ผมไม่ชอบนะครับที่เราจะเลื่อนการลงความเห็นตรงนี้ไปก่อน จริง ๆ แล้วความเห็นตรงนี้ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ มันเป็นความเห็น เพียงแต่สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ต้องการให้คณะกรรมาธิการช่วยบอกว่าจะให้ความเห็นชอบกับ บันทึกการประชุมร่วม ๓ ครั้งนี้หรือไม่เท่านั้นเอง ท่านประธานต้องมาตอบผมเท่านั้นเองครับ ว่าจะให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยเหตุผลอะไร แต่ถ้าไม่ได้ตอบอย่างนั้น ท่านกลับไปตอบ อะไรไม่รู้ครับ ๕ เรื่อง แล้วผมสามารถใช้ข้อพิจารณาของท่าน ๕ เรื่องมาจะลงคะแนนให้ เจบีซี ๓ บันทึกการประชุมนี้ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ สุดท้ายเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยก็หยุดอยู่ตรงนั้น ผมว่ามันอยู่ในกระบวนการมาตรา ๑๙๐ ทั้งหมด ท่านอย่าอ้างนะครับว่ากรรมาธิการไม่ได้ มาจากมาตรา ๑๙๐ มันต้องมาจากมาตรา ๑๙๐ ครับ ไม่อย่างนั้นเราไม่มีสิทธิออกมาประชุม ผมกราบเรียนท่านประธานว่าญัตติที่เสนอผมว่าชอบครับ น่าจะพิจารณาญัตตินั้น คือเลื่อนการให้ความเห็นกับเรื่องผลการพิจารณาของกรรมาธิการออกไปก่อน ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ก็โต้กันไปโต้กันมาก็ไม่จบสักทีครับ ระเบียบข้อบังคับก็มีอยู่ชัดแล้วครับ ให้อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านสุรจิตกับท่านวินัย ๒ คน ๓ คน คุณวิรัตน์ ก็จบนะครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิก รัฐสภา คือผมว่ากรรมาธิการนั่นล่ะหลงทางไปเองนะครับ รัฐบาลเสนอบันทึก ๓ ฉบับนี้ มาเพื่อให้รัฐสภาเห็นชอบ กรรมาธิการมีหน้าที่ไปศึกษาและให้ความเห็นมาว่าควรเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เพราะฉะนั้นมติที่จะลงก็คือควรเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบต่อบันทึก ๓ ฉบับ นี้ ไม่ใช่ให้ผมมารับรองรายงานอะไรของกรรมาธิการ ข้อสังเกตอะไร เขามอบภารกิจให้ท่าน ไปศึกษาบันทึก ๓ ฉบับนี้แล้วมาให้ความเห็นว่าควรจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เราก็จะ ได้มาถกกัน ไม่ใช่ให้ผมไปเห็นชอบกับรายงาน ข้อสังเกตอะไรของท่าน แต่ทีนี้เมื่อมาติด ปัญหาว่าเรื่องไปคาศาลรัฐธรรมนูญอยู่จึงชอบที่จะรอศาล มันก็เท่านี้เอง กรรมาธิการ หลงทางไปเองก็มาพาให้เราหลงเข้ารกเข้าพงอยู่อย่างนี้ เรื่องนี้มันตรงไปตรงมา ไม่มีอะไร มากนะครับ
เชิญคุณวินัย สมพงษ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบสัดส่วน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอกราบเรียนถามไปยัง ท่านกรรมาธิการนะครับเพื่อขอได้โปรดตอบให้ชัดเจนอีกสักครั้งหนึ่งครับ
ท่านวินัยครับ มันจบไปแล้วเรื่องการ พิจารณา จบไปแล้วครับ ยุติไปแล้ว ตอนนี้ก็มีที่ว่ามีผู้ขอเสนอเลื่อนการพิจารณา เท่านั้นเอง ครับ นอกนั้นมันจบกระบวนการแล้วครับ เขาได้ชี้แจงจนท่านประธานท่านสั่งให้มีการลงมติ แล้ว เรียนเพื่อโปรดทราบตามนี้ด้วยครับ ไม่อย่างนั้นจะยาวไปอีกครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตเสนอญัตติขอให้ รัฐสภาดําเนินการพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป โดยขอมติรัฐสภาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการร่วม เพราะว่าในข้อที่ ๕ ผลการพิจารณานั้นคณะกรรมาธิการ รัฐสภาได้เขียนไว้ชัดเจนครับ โดยตั้งข้อสังเกตและเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลได้นําไปปฏิบัติ ๕ ประการ รายละเอียดอยู่ที่กรรมาธิการได้แถลงไปหลายรอบแล้วครับ ผมขอผู้รับรองครับ
ก็มีผู้รับรองถูกต้อง แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ๑. เลื่อน ๒. ให้ดําเนินการต่อไป ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ก่อนถามมติที่ประชุม ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมครับ ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมด้วยครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้อง ประชุมนะครับ โปรดกรุณาเข้าห้องประชุม เมื่อท่านเข้าห้องประชุมแล้วโปรดเสียบบัตร แสดงตนนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมช่วยเข้าห้องประชุมด่วนนะครับ เมื่อเข้า ห้องประชุมเสียบบัตรแสดงตนทุกท่าน
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อย แล้วนะครับ เมื่อเสียบบัตรแสดงตนแล้ว มีท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนมีไหมครับ งดการเสียบบัตรแสดงตนได้ครับ ส่งผลมาเท่าไรแค่นั้น ถ้าครบเราก็จะได้มีมติกันถ้าไม่ครบ ก็เลื่อนไปเท่านั้นเองครับ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๒๖๒ ท่าน ขาดไป ๑๕ ท่าน ก็ถือว่า ไม่ครบองค์ประชุม
กระผมขอเลื่อนการพิจารณาไปวันอังคารหน้าครับ ขอปิดประชุมครับ