รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๔

สุทัศน์ เงินหมื่น พูดถึงการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับญัตติที่เสนอ และเรียกร้องให้ท่านประธานสภาวินิจฉัยสั่งการให้ยุติเรื่องนี้ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคําสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับก่อนนี้กระผมได้อภิปรายพูดถึงเรื่องการที่ท่านประธานรัฐสภาส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ท่านประธานรัฐสภาก็ได้แจ้งว่าคณะทํางานกฎหมาย ได้พิจารณาแล้วว่าเมื่อส่งแล้วก็มาแจ้งให้สภาทราบ ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยแล้วสภาจะดําเนินการอย่างไร ท่านประธาน ขออนุญาต เอ่ยนามท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่านแจ้งว่าไม่มีตัวบทกฎหมายใดบัญญัติไว้ในเรื่องนี้ ท่านประธานครับตามหลักแล้วท่านไม่มีตัวบทกฎหมายใดบัญญัติไว้ชัดเจนก็ต้องอาศัย ขนบธรรมเนียมประเพณี แต่กรณีนี้ไม่เคยเกิดมาก่อน จําเป็นจะต้องดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๒๑๖ และมาตรา ๒๑๑ ประกอบกัน กล่าวคือ มาตรา ๑๕๔ นั้นได้พูดถึง กรณีร่างพระราชบัญญัติที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นกราบบังคมทูลลงพระปรมาภิไธย หากมีการยื่นตีความที่ศาลรัฐธรรมนูญ และประธานรัฐสภายื่นตีความแล้วต้องแจ้งให้ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบ และขณะเดียวกันจะดําเนินการต่อไปไม่ได้ จนกว่าจะมีการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยได้ระบุไว้ในบทมาตรา ๑๕๔ รัฐธรรมนูญชัดเจนว่า ในระหว่าง ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีระงับการดําเนินการเพื่อประกาศใช้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย ขณะเดียวกันถ้าเทียบเคียงกับการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ถ้ากรณีมีการส่งเนื้อหาไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลก็จะต้องรอการ พิจารณาพิพากษาคดี รอการพิพากษาคดีไว้จนกว่าผลของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะตกมาก่อน แต่ไม่ได้ให้หยุดการพิจารณาคดีครับ ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว แต่ในระหว่างนั้นศาลดําเนินการพิจารณาคดีต่อไปได้ และขณะเดียวกันเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วก็จะปรากฏในมาตรา ๒๑๖ คือคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่น ๆ ของรัฐ กรณีนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เทียบเคียงได้กับกรณีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเพราะนี่คือญัตติที่เสนอ เข้ามา เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าในระหว่างนี้นั้นศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยสภาจะต้องหยุด การพิจารณาเรื่องนี้ ส่วนจะหยุดโดยวิธีใดนั้นผมมีความเห็นว่าท่านประธานสภาเป็นผู้ส่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานรัฐสภาจะต้องเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในการสั่งและวินิจฉัย ประเด็นนี้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมาขอมติสภา อาจจะมีคําสั่งให้หยุดการพิจารณาเพื่อรอการ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ขณะเดียวกันการดําเนินงานของฝ่ายบริหารคือกระทรวง การต่างประเทศในความจําเป็นที่จะดําเนินการไปพรางก่อนนั้นก็ย่อมจะสามารถดําเนินไปได้ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วผลเป็นประการใดจึงมาแจ้งให้สภาทราบและ ดําเนินการต่อไป ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าท่านประธานจะต้องมีคําสั่งให้หยุดการ พิจารณาในเรื่องนี้ไปก่อน ส่วนจะสั่งโดยวิธีใดนั้นแล้วแต่ท่านประธานจะเห็นสมควร ขณะเดียวกันท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กรุณาอธิบายถึงความจําเป็นที่จะต้องให้มีความเห็น เกี่ยวกับเรื่องข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เพราะความจําเป็นดังกล่าวนั้นก็เป็นความ จําเป็นในการที่จะไปพิจารณาดําเนินการในฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่เกี่ยวกับการที่จะผูกพันกับ มาตรา ๑๙๐ แต่ประการใด เพราะเป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งฝ่ายบริหารจะต้อง รับไปปฏิบัติหรือรับไปเป็นข้อสังเกตในการเดินหน้าในการทําสัญญา สนธิสัญญาต่อไป ในอนาคต กระผมได้กราบเรียนนะครับว่า ขณะนี้นั้นเรื่องนี้ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นและ ช่วงกลาง ๆ เท่านั้นเอง เพราะกระบวนการทําสนธิสัญญานั้นยาวครับ ตั้งแต่เริ่มต้น มอบอํานาจว่าให้ใครทํา ต่อมาถึงกรอบการเจรจาและยังมาพูดถึงอีกด้วยว่าเจรจามาแล้ว ได้ความอย่างไร แล้วยังมาพูดถึงว่าการลงนามนั้นลงนามชั่วคราว ลงนามถาวร ขั้นตอน สุดท้ายถึงแม้จะลงนามในสนธิสัญญาแล้วก็ยังบังคับไม่ได้จนกว่าจะมาผ่านรัฐสภา และรัฐสภาก็ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน นั่นจึงถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่รัฐสภาจะต้องให้ ความยินยอมและให้การรับรองเป็นการใช้อํานาจฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขเป็นผู้ใช้อํานาจฝ่ายนิติบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎรหรือผ่านรัฐสภา ผมจึงเห็นว่า ท่านประธานควรจะวินิจฉัยสั่งการให้ยุติเรื่องนี้ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคําสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ถึงที่สุดแล้วจึงพิจารณาต่อไปครับ