รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๔

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการกำหนดข้อพิจารณาของกรรมาธิการร่วมว่าบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ และขอให้รัฐสภาให้ความสำคัญกับกระบวนการที่ถูกต้อง

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกของรัฐสภา คือดิฉันเองก็ยังอยากจะเริ่มกลับมาที่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมนะคะ การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมนี้เกิดขึ้นจากการที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการนําบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ เข้ามาในที่ประชุมร่วม ๒ สภา ในฐานะที่เป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ เพราะ ถ้าหากว่าไม่ใช่การพิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ ก็จะไม่ใช่อํานาจหน้าที่ของการประชุมร่วม ๒ สภา ที่จะพิจารณาได้ตามมาตรา ๑๓๖ (๑๕) นะคะ เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้เริ่มต้น พิจารณาร่างบันทึกการประชุมเจบีซี ๓ ฉบับนั้น แล้วในที่สุดก็ได้มีมติให้ตั้งกรรมาธิการร่วม ขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมาธิการร่วมซึ่งมีท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ เป็นประธาน ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะคะ ก็ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาบนฐานการพิจารณา ว่าบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้นเป็นสัญญาตามมาตรา๑๙๐ แล้วเมื่อสักครู่ที่มีการอภิปรายไป ที่มีการบอกว่าต้องขออภัยเอ่ยนามอีกท่านหนึ่ง ท่านศิริโชค โสภา ได้รวบรวมเพื่อนสมาชิก เพื่อเสนอให้ประธานนําเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้น เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ท่านอาจารย์เจริญขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อีกครั้งนะคะ ท่านได้บอกว่าไม่ใช่เป็นความเห็นของกรรมาธิการของท่าน เพราะฉะนั้น ท่านศิริโชคจึงเสนอเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะฉะนั้นแสดง ว่าประธานกรรมาธิการศึกษาบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ยอมรับว่าคณะกรรมาธิการของท่าน ไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งว่ากรรมาธิการของท่านมิได้ตั้งขึ้นมาโดยบนพื้นฐานของบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ที่เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นท่านจะบอกว่าขอให้มีการแยกพิจารณา โดยขออนุญาตเอ่ยนามอีกท่านนะคะ ท่านคุณหมอวรงค์ที่มายกบันทึกข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ในข้อที่ ๗๓ และข้อที่ ๗๔ ดิฉันคิดว่าเราจะมาพิจารณาแยกแบบนั้นไม่ได้ เราต้องเริ่มดูจากจุดเริ่มต้นว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ตั้งขึ้นมาบนฐานอะไร และถ้าดูเอกสาร ของท่านลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ส่งถึงประธานรัฐสภา ท่านบอกว่าตามที่ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาหนังสือสัญญาเรื่องบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ แล้วลงมติตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ เพราะฉะนั้นต้องบอกว่ากรรมาธิการ ของท่านตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานของบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ที่ถูกนําเข้ามาในรัฐสภา ในฐานะ สัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งทําให้อยู่ในกรอบอํานาจหน้าที่ของที่ประชุมรัฐสภาที่จะพิจารณา บันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ (๑๕) เพราะฉะนั้นเวลานี้ท่านบอกว่า เอาละเรื่องบันทึกเจบีซีนั้นอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ รอให้พิจารณาก่อน แต่ขอให้รับทราบ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ชุดของท่านอาจารย์เจริญนะคะ แล้วก็ให้ลงมติด้วยเพื่อจะส่ง ความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี ดิฉันเห็นว่าอันนี้มันมาโดยลักษณะที่คุณต้องลําดับ เราต้อง ให้ความสําคัญกับกระบวนการที่ถูกต้องนะคะ เวลานี้เราจะมาตัดทุกอย่างเป็นท่อน ๆ แล้วก็ บอกว่า เราไม่ไปพูดเรื่องบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ขอพูดเฉพาะข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เท่านั้น ดิฉันคิดว่าไม่สามารถทําได้นะคะ เพราะว่าเราจะมาพูดถึงลูกโดยไม่พูดถึงพ่อและแม่ ได้อย่างไร ถ้าหากว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้นมิใช่สัญญาตาม มาตรา ๑๙๐ ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่ทางสภาจะมาพิจารณาในเรื่องนี้ แล้วก็ไปให้ความเห็นชอบ หรือรับรู้รับทราบ ลงมติอะไรนี่นะคะ กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการแต่ประการใด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้อยากจะให้รัฐสภาเราให้ความสําคัญกับกระบวนการ กระบวนการที่ถูกต้องนั้นจะแก้ปัญหาความยุ่งยากทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ถ้าหากว่าเราเน้นเป้าหมายว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายแล้วใช้วิธีการอย่างไรก็ได้ ดิฉันคิดว่า อันนี้เราก็จะก่อปัญหาความยุ่งยาก ซึ่งเราเกิดขึ้นเสมอในสังคมไทย เรามักจะยึดหลักว่า ดิ เอ็น จัสทิไฟน์ เดอะ มีนส์ (The end justify the means) ก็คือเพื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว ใช้วิธีการอย่างไรก็ได้ แล้วสิ่งเหล่านี้มันก็กลายเป็นปัญหาที่มันมัดคอเราในภายหลัง ดิฉันคิดว่า โดยหลักการแบบชาวพุทธ เป้าหมายและวิธีการเป็นสิ่งเดียวกัน แล้วเราต้องให้ความสําคัญ กับเป้าหมาย ถ้าเราคิดว่าจุดมุ่งหมายนั้นเป็นความถูกต้องและเป็นสิ่งที่ดีเราต้องดําเนินการ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ากรรมาธิการชุดของท่านอาจารย์เจริญนะคะ ไม่ได้ปฏิเสธว่าคณะของท่านไม่ได้ตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๙๐ ที่รัฐมนตรีได้เสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณากรณีบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับแล้ว ดิฉันคิดว่าเรา สมาชิกรัฐสภาก็ไม่สามารถที่จะไปรับทราบหรือลงมติในข้อสังเกตของท่านได้ เพราะมัน จะพัวพันกัน แต่ถ้าหากท่านบอกว่าของท่านไม่ได้เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ มันก็จะไม่อยู่ ในกรอบอํานาจหน้าที่ในการประชุมของการประชุมร่วม ๒ สภา ตามมาตรา ๑๓๖ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม ดิฉันคิดว่าเราก็ต้องรอค่ะ แล้วดิฉันเอง เห็นว่าเราก็อภิปรายเรื่องนี้มานานแล้ว ดิฉันเองก็อยากจะเห็นด้วยกับทางท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านบุญยอด ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะคะ ว่าเราควรจะปิดอภิปรายเรื่องนี้แล้วเลื่อนเรื่องนี้ ออกไป เลื่อนเรื่องอื่นที่สําคัญกว่านี้ขึ้นมาพิจารณาดีกว่า ดิฉันเองจะไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการรับทราบหรืออะไรทั้งสิ้น และดิฉันคิดว่าอยากขอให้สภาแห่งนี้ปฏิบัติ ทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องค่ะ ขอบพระคุณค่ะ