ชรินทร์ หาญสืบสาย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องเอ็มโอยู และเรียกร้องให้รัฐสภาต้องมีความเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตาก ผมก็นั่งฟังตลอดเวลาแล้วก็ ได้รับทราบข้อมูลที่มีความเห็นที่หลากหลายมากมายนะครับ ก็ใคร่ในหน้าที่ติดตามเรื่องนี้ มาโดยตลอดก็อยากแสดงความคิดเห็นนิด ๆ หน่อย ในฐานะที่เป็นข้าราชการเก่าคนหนึ่ง ได้เห็นระเบียบการปฏิบัติของข้าราชการที่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าการพิจารณาเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่ควรจะอนุญาตให้ส่งออก หรือควรอนุญาตอะไรหรือเปล่าสักเรื่องนี้มันจะต้อง มาจากข้าราชการประจําครับ ข้าราชการประจําเสนอขึ้นไปแล้วรัฐมนตรีมีความเห็นอย่างใด อย่างหนึ่งก็แล้วแต่รัฐมนตรีจะตัดสิน เมื่อรัฐมนตรีตัดสินไปแล้วก็โดยอาศัยความเห็นของ ข้าราชการประจํามันก็ไม่ผิดพลาดอะไร แต่ถ้าเกิดรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งฝืนความเห็นของ ข้าราชการประจํา แล้วมาพบภายหลังว่ามันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รัฐมนตรีคนนั้นก็พ้น ความรับผิดชอบไปไม่ได้ แต่ถ้าเกิดมีความเห็นไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ข้าราชการนั้นดําเนินการโดยที่ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ แต่มีเหตุสุดวิสัยก็อาจจะไม่มีปัญหา อะไรเกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องการที่จะเสนอเรื่องต่าง ๆ กับกรอบความตกลงหรือว่าสนธิสัญญาต่าง ๆ มาให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ผมก็เห็นมาโดยตลอดว่าทางกระทรวงการต่างประเทศ เสนอเข้ามา ทั้งที่บางเรื่องไม่น่าจะเข้ามาเลยแต่ก็บอกว่าต้องเข้ามา แล้วส่วนใหญ่เราก็เสนอ เห็นชอบไปตลอด เพราะฉะนั้นเรื่องเอ็มโอยูเกี่ยวกับเรื่องไหนก็ตามที่ว่าจะถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญหรือไม่ ขัดกับมาตรา ๑๙๐ หรือไม่นั้นกรมสนธิสัญญาก็จะต้องเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณา อย่างรอบคอบแล้วว่าควรจะต้อง นําเสนอเข้ามาแล้วก็ตอบทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเรื่องนี้ต้องเอาเข้า แล้วก็เข้ามา ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในเรื่องไหนที่จะขัดหรือไม่ขัดทั้งหลายนี่นะครับรัฐสภาต้องฟัง ข้าราชการประจําครับ เมื่อส่งเข้ามาแล้วเราไปออกเสียงว่าเห็นด้วยแล้วเกิดว่าจะทําให้ เสียดินแดนอะไรในภายหลังนะครับมันก็ไม่ใช่ที่รัฐสภาจะต้องไปรับผิดชอบ เพราะว่า ข้าราชการประจําเขาทํามาอย่างถูกต้องเรียบร้อยแล้ว บ้านเมืองจะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางครับ กระทรวงใดคนใดคนหนึ่งไม่อาจจะรู้เรื่องทุกเรื่อง แต่ขณะนี้สภาของเรา พยายามที่จะเป็นผู้รอบรู้ รู้หมดทุกเรื่อง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ไม่อย่างนั้นเราจะมี กระทรวงแยกไปกระทรวงต่าง ๆ ได้อย่างไรครับ แล้วข้าราชการทุกคนกว่าจะขึ้นเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงก็ต้องผ่านงานละเอียดรอบคอบแล้ว การรีครูท (Recruit) การคัดเลือกคน เข้ามารับราชการก็จะมีการสอบแข่งขัน เพราะฉะนั้นเมื่อข้าราชการประจําได้เสนอว่าเรื่องนี้ ก็จะต้องเข้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ รัฐสภาก็บันทึกออกเสียงว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเท่านั้น ส่วนในเรื่องที่พอเรื่องนี้เข้ามาแล้วเราเห็นว่าควรจะให้ตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภา เพื่อพิจารณา ซึ่งเราก็ได้มอบให้ทางท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ศึกษาเรื่องนี้มา เพราะฉะนั้น เมื่อส่งกลับมารัฐสภา รัฐสภาก็ต้องมีความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าบอกจะเพื่อพิจารณาทางรัฐสภาก็ชอบที่จะบรรจุว่าเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา รัฐสภา เราก็ต้องมีความเห็นไป เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะบอกเฉย ๆ ไม่พิจารณาแล้วก็ไม่รับทราบด้วย ก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่เคยได้ยินนะครับว่าเรื่องขึ้นมาแล้วก็อยู่เฉย ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องเป็นเรื่องที่จะต้องรับทราบก็ต้องรับทราบ เพราะว่าหลายท่านก็ได้ให้ความเห็นไปแล้วว่า มันต้องแยกกัน เรื่องขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ทางคณะกรรมาธิการร่วม ได้ศึกษามาแล้วก็ควรจะให้เกียรติทางคณะกรรมาธิการ กับกรรมการร่วมที่ได้พิจารณา เรียบร้อยนะครับ แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เกิดขึ้นจากแรงกดดันจากการเมือง ภาคประชาชนหรือพูดอย่างตรง ๆ ก็คือการเมืองภาคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รัฐบาลนี้ก็จะมีความกล้าหาญว่า ถ้าถูกต้องแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไปใช่ไหมครับ ถ้าหากว่า จะใช้กลวิธีให้ท่าน ส.ส. ศิริโชคเข้าไปส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก็ว่าไป นั่นแสดง ให้เห็นว่าเขาถือว่าเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ทราบ เพราะเรื่องนี้เป็น เรื่องสําคัญ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งรับผิดชอบเข้ามาแถลงนโยบายทั้งหลายก็ควรจะตระหนักดี ว่าเรื่องนี้ควรจะดําเนินการอย่างไร ไม่ใช่ว่าพอจะใกล้เลือกตั้งแล้วก็ไม่รับผิดชอบอีกต่อไป ครับ ขอแสดงความเห็นเท่านี้ ขอบคุณมากครับ