เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ หารือเรื่องการยื่นคำร้องของสมาชิกสภา 80 คน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ศาลพิจารณาคำวินิจฉัยเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 และมาตรา 244
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๗ วรรคสาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ติดตามวาระการประชุม เรื่องที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ซึ่งจะเห็นว่าสิ่งที่ผมจะร่วมแสดงความคิดเห็นนั้นน่าจะเป็น ประโยชน์ต่อทั้งทางรัฐบาล ทั้งทางสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชน ผมเห็นด้วยที่ท่านประธาน ได้นําข้อมูลการยื่นคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัย ตามคําร้องของเพื่อนสมาชิก จํานวน ๘๐ ท่านที่ว่านะครับ แต่ในการยื่นคําร้องนั้นโดยอาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็คงจะต้องกลับไปดูแนวคําวินิจฉัยเดิมเกี่ยวกับเรื่องสัญญาหรือสนธิสัญญาด้วย กรณีนี้อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจํานวน ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ เป็นคําวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าหนังสือแจ้งความจํานงขอรับความ ช่วยเหลือทางวิชาการหรือการเงินที่รัฐบาลมีไปถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศเป็น หนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ วรรคสองหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยกรณีดังกล่าว โดยพิจารณาความหมายคําว่า สนธิสัญญา ว่ามีลักษณะอย่างไร ในหน้า ๑๐ ของคําวินิจฉัยบอกว่าสนธิสัญญานั้นมีลักษณะ คือ ๑. ทําขึ้นระหว่างรัฐ หรือระหว่างรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์กร ระหว่างประเทศด้วยกันเอง ๒. ความตกลงนั้นต้องทําเป็นหนังสือ ๓. เป็นความตกลง ๒ ฝ่ายหรือหลายฝ่ายที่มีเจตนาก่อให้เกิดพันธะผูกพันทางกฎหมาย และ ๔. ความตกลงนั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยหลักการเช่นนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ วินิจฉัยนะครับ กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยว่า อยู่ในหน้า ๑๓ โดยเหตุผลดังกล่าว ข้างต้นศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่าหนังสือแจ้งความจํานงขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการ และการเงิน ที่รัฐบาลมีไปถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศไม่เป็นหนังสือสัญญาตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ จึงไม่เป็นกรณีที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตาม วรรคสองของมาตราดังกล่าว นี่ฉบับปี ๒๕๔๒ นะครับท่านประธาน อีกฉบับหนึ่งปี ๒๕๔๓ คําวินิจฉัยที่ ๓/๒๕๔๓ วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๓ พ.ศ. นี้คุ้นไหมครับ ปีเดียวกับเอ็มโอยู ๒๕๔๓ นั่นแหละครับ แต่เอ็มโอยูรู้สึกจะเดือนมิถุนายน อันนี้คําวินิจฉัยออกเดือนตุลาคม เช่นเดียวกันในคําวินิจฉัยฉบับดังกล่าวหน้า ๑๔ ศาลรัฐธรรมนูญได้อาศัยบทบัญญัติ แล้วก็ มาบันทึกไว้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๒๔๔ วรรคหนึ่งบัญญัติให้การทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศเป็นพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงกระทําทางคณะรัฐมนตรี อันนี้นะครับ คําว่า ทรงกระทําทาง คณะรัฐมนตรี ก็จะได้ตอบเพื่อนสมาชิกเมื่อ ๓ วันก่อน ที่ถามว่าอันนี้เป็นพระราชอํานาจ ใช่หรือไม่ ใช่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการใช้พระราชอํานาจนั้นต้องกลับไปดูมาตรา ๓ ว่า การใช้พระราชอํานาจในกรณีนี้จะผ่านคณะรัฐมนตรี คงชัดเจนนะครับ โดยมีเงื่อนไขที่ บัญญัติไว้ในวรรคสองว่า หนังสือสัญญา ๓ ประเภท คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตอํานาจแห่งรัฐ และหนังสือสัญญา ที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญานั้นต้องได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภา คําว่า หนังสือสัญญา แม้จะมิได้บัญญัติความหมายไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็อาจ กล่าวได้หนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ มีความหมายครอบคลุมถึงความตกลง ทุกประเภท ที่ประเทศไทยทําขึ้นกับกับนานาประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศ โดยมี ความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาดังกล่าวต้องมีลักษณะที่ทําเป็นหนังสือ อันนี้ยกขึ้นมาจากคําวินิจฉัยปี ๒๕๔๒ และเป็นหนังสืออยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ กล่าวถึงหนังสือสัญญาสันติภาพ หนังสือสัญญาสงบศึกและสัญญาอื่น ดังนั้นคําว่า สัญญาอื่น ย่อมหมายถึงหนังสือสัญญาที่ทํากับนานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งต้องอยู่ ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับหนังสือสัญญาสันติภาพ และหนังสือ สัญญาสงบศึก แต่เป็นหนังสือสัญญาภายใต้บังคับของกฎหมายภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง มิได้ ดังนั้นอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ จึงเป็นหนังสือสัญญาตาม ความหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ ด้วยเหตุผลดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง เขตอํานาจแห่งรัฐ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ฉบับที่ ๓ ครับท่านประธานครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ท่านประธานชัยและท่านประธานประสพสุขส่งไปกรณีจอยท์ คอมมูนิเก้ (Joint Communique) เข้าเรื่องไทย-เขมรแล้วนะครับ คําวินิจฉัยที่ ๖ ถึง ๗/๒๕๕๑ เรื่องพิจารณาที่ ๒๓/๒๕๕๑ และเรื่องพิจารณาที่ ๒๔/๒๕๕๑ ก็ได้อ้างถึง ๒ ฉบับที่กล่าวมา เมื่อสักครู่ คําวินิจฉัยหน้าที่ ๒๐ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่าคําแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา หรือจอยท์ คอมมูนิเก้ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ อันนี้เข้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว ส่วนประเด็นที่ ๒ หากคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือจอยท์ คอมมูนิเก้ ฉบับ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ แล้ว คําแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ เพื่อนสมาชิกในนี้ทุกคนทราบ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านหรือผู้ที่กําลังแสดง ความคิดเห็นก็ทราบว่าศาลวินิจฉัยว่าจอยท์ คอมมูนิเก้ เป็นสนธิสัญญา เป็นหนังสือสัญญา ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง โดยในคําวินิจฉัยดังกล่าวได้อ้างถึงคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยให้ความหมายของคําว่า สนธิสัญญา ไว้ในคําวินิจฉัยที่ ๑๑/๒๕๔๒ และคําวินิจฉัย ที่ ๓๓/๒๕๔๓ ด้วยแล้ว ผมจึงเอาทั้ง ๓ ฉบับขึ้นมากราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ในนี้ให้ทราบ ดังนั้นผมเห็นด้วยที่มีการยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนี้ควรจะ เป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ แต่ผมมีความเห็นเพิ่มเติมประกอบที่ดูจาก คําวินิจฉัยทั้ง ๓ ฉบับนี้ ก่อนที่จะดูว่าเจบีซีซึ่งควรจะเรียกว่าลูก ลูกของใคร ลูกของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ควรจะดูก่อนว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ นั้นเป็นสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ หรือไม่ด้วย ถ้าเราวินิจฉัยเพียงว่าลูกเจบีซีเป็น หรือไม่เป็น ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้หมายความว่ามีคําวินิจฉัยว่าแม่เป็นหรือไม่เป็น แต่ถ้าเราเสนอไปว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งมีผลผูกพันเราอยู่ขณะนี้เป็นหนังสือสัญญาที่ต้อง ขอความเห็นชอบหรือเปล่า อันนี้มันก็จะได้ข้อยุติทั้งหมด เป็นประโยชน์กับรัฐบาล เป็นประโยชน์กับสมาชิกรัฐสภา และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใย อยู่ในขณะนี้ และถ้าเราจะรอว่าเจบีซีเป็นสนธิสัญญาหรือเป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ ขณะที่รอ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกบางท่านก็เห็นด้วยว่าเราน่าจะ ให้ความเห็นชอบในข้อสังเกตและรับทราบทั้ง ๓ กรณีที่กรรมาธิการไปศึกษา มันก็เป็น เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าจะรอผมว่าน่าจะดีกว่า การรอนั้นท่านอาจจะยกเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การรอนั้นทําได้อีกทางหนึ่งก็คือคณะรัฐมนตรีท่านถอนได้ไหม ถอนเพี่อรอเรื่องนี้ หรือเปล่า ขณะเดียวกันเมื่อถอนไปแล้วเพื่อนสมาชิก ๘๐ ท่านที่ว่านี้สามารถจะยื่นคําร้อง เพิ่มเติมได้ไหมว่าขอให้วินิจฉัยไปเลยว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ นั้นต้องขอความเห็นชอบมาก่อน หรือไม่ และในปัจจุบันจะต้องให้รัฐสภาเห็นชอบได้หรือเปล่า ข้อนี้ผมก็หารือกับท่านประธาน วุฒิสภาในการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อวานนะครับ ถ้าทําได้อย่างนี้นะครับผมว่า เพื่อนสมาชิกสบายใจ ท่านประธานก็สบายใจ รัฐบาลก็สบายใจ เป็นไปได้ไหมครับ ผมเสนอ อย่างนี้ครับ ถ้าเห็นว่าเป็นไปได้ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่นั่งอยู่นะครับว่าเรากล้าที่จะทําเรื่องนี้ให้เสร็จเด็ดขาดหรือไม่ และบาง เรื่องผมก็ทราบดีว่าคณะรัฐมนตรีเองก็วินิจฉัยไปด้วยตัวเองว่าไม่ใช่สนธิสัญญา ไม่ใช่สัญญาตาม มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กรณีนั้นเรื่องหนี้ข้าวรัสเซียครับ ผมว่าเรื่องนี้คณะรัฐมนตรีก็รู้ เพราะผมก็รู้ ผมเรียนหนังสือมาถาม ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ให้ความเห็นได้ ถ้าแน่ใจว่า ๓ ฉบับไม่เข้า ท่านถอนไปสิครับ และท่านก็ไปดําเนินการเหมือนกรณีหนี้ข้าว รัสเซียที่ท่านยกไปนั่นละครับ ขอบคุณครับ