อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการยึดถือบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา ตามมาตรา 190 วรรคสอง และเรียกร้องให้รัฐสภามีมติเห็นชอบในการส่งข้อสังเกตไปยังรัฐบาล
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงประเด็น ซึ่งยังค้างในการหารือระหว่างทางรัฐบาลกับทางกรรมาธิการนะครับ แล้วก็อยากจะขอ ใช้โอกาสนี้ได้ตอบข้อสังเกตหรือความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับการพิจารณาของสภา นะครับ ผมย้ําว่าเรื่องเริ่มต้นทั้งหมดนี่มาจากการที่มีการยึดถือเป็นแนวปฏิบัติมาโดยตลอดว่า บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา ซึ่งมีทั้งหมด ๓ ครั้ง เป็นเรื่องซึ่งเข้าข่ายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ได้ปฏิบัติเช่นนี้มาตั้งแต่แรก ดังนั้นก็ต้องมา ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เมื่อมีการนําเรื่องนี้เข้ามาเสนอต่อรัฐสภา รัฐสภาเห็นว่า เป็นเรื่องซึ่งมีรายละเอียด มีประเด็นละเอียดอ่อน ไม่ต้องการที่จะพิจารณาและลงมติกัน ในขณะนั้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อที่จะไปศึกษาเรื่องนี้นะครับ วันนี้เรื่องที่ มันค้างอยู่ในสภาก็คือว่า ๑. ทางคณะกรรมาธิการก็รายงานกลับมา กับ ๒. ตัวบันทึกก็รอ ความเห็นชอบ ทีนี้ในรายงานคณะกรรมาธิการนั้นปกติตามข้อบังคับและตามแนวปฏิบัติ ก็คือว่าเราก็รับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อใดที่คณะกรรมาธิการมีข้อสังเกต สภาก็ต้องลงมติว่าจะส่งข้อสังเกตนั้นไปให้รัฐบาลหรือไม่ ซึ่งถ้าสภามีมติส่งข้อสังเกตไป รัฐบาลก็จะต้องปฏิบัตินะครับ คือตัดสินใจ แล้วก็ต้องแจ้งให้สภากลับมาให้ทราบว่า ได้ดําเนินการตามข้อสังเกตอย่างไร หรือไม่ ถ้ากระผมจําไม่ผิดก็คือภายใน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่วันนี้เราจะต้องมาดําเนินการ ประการแรก ก็คือในส่วนของรายงาน กรรมาธิการ ซึ่งเราก็ได้อภิปรายกันมาจน เข้าใจว่าท่านประธานถือว่าได้ปิดการอภิปราย ไปแล้ว เราก็รับทราบตามปกติ ขณะเดียวกันตัวข้อสังเกตซึ่งผมมั่นใจนะครับว่าเป็นข้อสังเกต ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทํางานของรัฐบาล และได้อภิปรายไปแล้ว สภาก็กรุณามีมติ ส่งไปที่รัฐบาล รัฐบาลก็จะไปนําเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรี ซึ่งผมยืนยันว่า ถ้ารัฐสภาส่งไปก็จะเอาเข้าที่ประชุมโดยเร็วที่สุดนะครับ ไม่สัปดาห์หน้าก็สัปดาห์ถัดไป แล้วก็ จะแจ้งกลับมาให้ทราบว่าได้ดําเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของรัฐสภา อย่างไร หรือไม่นะครับ ส่วนตัวบันทึก ซึ่งคนที่เป็นผู้ปฏิบัติก็ยืนยันว่าต้องการที่จะให้สภา ได้พิจารณา แต่ว่าทางคณะกรรมาธิการและท่านประธานเองได้กรุณาแจ้งว่ามันยังมีปัญหา ข้อกฎหมาย เนื่องจากขณะนี้ทางศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาว่าเป็นหนังสือสัญญา ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง หรือไม่ ก็ได้ปรึกษากันนะครับ ทั้งในส่วนของกรรมาธิการ ทั้งในส่วนของทางรัฐบาล ทั้งในส่วนของท่านประธาน ก็กราบเรียนว่ารัฐบาลก็เข้าใจว่า มันอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมถ้าหากว่าทางศาลยังไม่ได้ชี้ว่าเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง หรือไม่ แล้วไปพิจารณา ขณะเดียวกันก็อยากให้ทางเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้รับทราบว่าความพยายามในการที่ รัฐบาลกําลังแก้ปัญหาแล้วก็ปกป้องดินแดน ปกป้องอธิปไตยของไทยเราต้องการที่จะใช้กลไก ทวิภาคีเพื่อที่จะเดินเรื่องนี้ มิฉะนั้นแล้วการแก้ปัญหาเรื่องนี้จะมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น โดยลําดับเพราะจะมีความพยายามที่จะเอาเรื่องนี้เข้าสู่เวทีที่เป็นเวทีพหุภาคี ดังนั้นก็มีการ พยายามที่จะตรวจสอบว่าความเป็นไปได้ในเรื่องนี้เราจะมีเวลามากน้อยแค่ไหนอย่างไร เพราะรัฐบาลก็ต้องการที่จะฟื้นกลไกทวิภาคีขึ้นมาทั้งหมดดังที่ได้รับทราบข่าวอยู่แล้วว่า เราก็มีความตั้งใจว่าอยากจะไปประชุมเจบีซีกัน ภายในสัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนเมษายน ทีนี้เท่าที่ดูแล้วก็ประเมินกันว่าศาลรัฐธรรมนูญคงจะใช้เวลาอีกไม่นานนะครับ คําว่า ไม่นาน นี้ ก็คือก็หวังว่าคงจะได้ข้อยุติทันเวลาที่รัฐบาลในกรณีที่จําเป็นจะต้องเอาบันทึกกลับเข้ามาก็ สามารถนํากลับเข้ามาได้ทัน แล้วก็สามารถที่จะอาจจะขอเจรจากับฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะ กับทางกัมพูชาว่าขอเลื่อนการประชุมเจบีซีออกไปอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองเพื่อให้เกิด ความชัดเจนในข้อกฎหมาย ซึ่งถ้าเป็นในแนวทางนี้รัฐบาลก็ไม่ขัดข้องเพราะฉะนั้นถ้าผมจะ ขอความกรุณาท่านประธานก็คือว่าตัวบันทึกก็รอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีการชี้ว่าจะต้อง เข้ามาหรือไม่ ถ้าไม่ต้องเข้ามาก็จบ ถ้าต้องเข้ามารัฐบาลก็ต้องเอาเรื่องนี้กลับเข้ามาอีกครั้ง เพื่อที่จะให้สภาให้ความเห็นชอบ ส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการนั้นเนื่องจากรัฐบาล เห็นว่ามันเป็นประโยชน์สําหรับการทํางานในการเจรจาและกําหนดจุดยืนของรัฐบาลก็ขอให้ สภาได้พิจารณาได้ตามปกติ ก็คือรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการแล้วมีมติว่า จะเห็นชอบกับข้อสังเกตหรือไม่ครับ ขอบคุณครับ