รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๙ กันยายน ๒๕๕๖

(นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเรวัต มีอะไรครับ

นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภูเก็ต

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองไม่กล้าใช้ คําพูดว่า ตําหนิ แต่ว่าผมเองก็ไม่เคยมาประท้วงมาพูดอะไรต่อมิอะไรในสภาแห่งนี้ แต่วันนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะพูดระบายความในใจให้ท่านประธานฟัง เพราะครั้งที่แล้ว ท่านประธานก็ระบายความในใจของท่านประธานให้พวกเราฟัง ท่านเห็นไหมครับ ตอนนี้ เวลาประมาณเกือบจะห้าโมงเย็น ท่านประธานนัดพวกผมเวลาบ่ายสอง วันนี้ผมไม่ได้ตําหนิ วุฒิสมาชิก วุฒิสภาเลยครับ เพราะว่าเป็นวันที่วุฒิสภาจะต้องมาประชุม วันประชุมวันนี้ ควรจะเลื่อนออกไป น่าจะเป็นวันอังคาร ท่านประธานไม่น่าจะมานัดวันจันทร์เลย แล้ววาระ ของวันพุธกับวันพฤหัสบดีเป็นวาระของสภาผู้แทนราษฎร ที่นําความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนมาพูดในสภา ท่านประธานครับ ฟังสิครับท่านประธานครับ แล้วปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเร่งด่วน อยากจะให้ประธานฟังพวกผมในฐานะฝ่ายค้าน เสียงข้างน้อย บ้างครับท่านครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอเจตน์จะอภิปราย หรือจะหารือครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานครับ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมหารือท่านประธานด้วยความเป็นห่วงท่านประธาน ผมหารือตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เพราะว่าผมกลัวว่าการประชุมจะเป็นโมฆะ ถ้าหากว่าการประชุมเป็นโมฆะมันก็จะนํามาซึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะตามไปด้วย ที่ผมหารือท่านประธานแล้วท่านประธานตอบผม ยังไม่เคลียร์ ก็เพราะว่าท่านประธานท่านนัดประชุมในวันศุกร์มันยังไม่เกินเที่ยงคืน ถ้าหากว่า ท่านจะพักการประชุมมันจะต้องเที่ยงคืน ๑ นาที หรือเที่ยงคืน ๕ นาที ถึงจะพักการประชุม แล้วประชุมต่อในวันเสาร์ได้ แต่ทีนี้การประชุมในวันศุกร์เรายุติลงเมื่อ ๕ ทุ่ม เพราะฉะนั้น การนัดวันเสาร์มันต้องเป็นอีกวันหนึ่งเพราะว่าในข้อบังคับการประชุมข้อ ๑๒ วรรคสอง ในกรณีเร่งด่วนมันต้องอย่างน้อย ๑ วัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็เป็นห่วงนะครับ อันนั้นเป็น ประเด็นที่ผ่านไป ทีนี้ในกรณีของที่ท่านประธานจะนัดต่อมาจนถึงวันนี้ก็คือจากวันเสาร์ นะครับ ท่านประธานก็จะนัดมาซึ่งท่านประธานก็บอกว่าชี้แจงในที่ประชุม นัดในที่ประชุม ก็นัดได้ครับท่านประธาน แต่การประชุมในวันเสาร์มันเป็นโมฆะเพราะองค์ประชุมไม่ครบ มันเป็นโมฆะแล้วท่านประธานนัดหลังจากการประชุมเป็นโมฆะ ก็เลยนัดในที่ประชุมไม่ได้ แล้วการออกหนังสือ พวกผมเพิ่งได้รับหนังสือเอกสารวันนี้ผมก็เลยไม่ทราบว่าท่านประธาน นัดอย่างไร ตั้งแต่เมื่อไร เพราะว่าพวกเราก็เพิ่งได้หนังสือ ได้เอกสารวันนี้เท่านั้นเองครับ อันนี้หารือด้วยความเป็นห่วงท่านประธานกับเป็นห่วงการประชุมจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่มีปัญหาอะไรครับ ก็คงไม่ขัดข้อบังคับอะไร ท่านจุฤทธิ์ เชิญครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมนายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมมีเรื่องจะคุยกับ ท่านประธาน ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรกคือการนัดประชุมในวันนี้ ประการที่ ๑ ในการนัดประชุมในวันนี้ครับ ท่านประธานได้ออกหนังสือเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๖ ประเด็นก็คือท่านนัดเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ในวันจันทร์ที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๖ ขณะนี้เวลาอีก ๑๐ นาที เป็นเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา เกือบ ๓ ชั่วโมง เลยเวลานัดของท่านประธานมา คราวนี้ผมก็เปิดข้อบังคับ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในข้อ ๑๗ ข้อ ๑๗ ได้เขียนไว้อย่างนี้ครับ เรื่องการเลื่อน การประชุม ข้อ ๑๗ เมื่อพ้นกําหนดประชุมรัฐสภาไป ๓๐ นาทีแล้ว ตอนนี้เกินแล้วครับเกือบ ๓ ชั่วโมงแล้วครับเลยมา สมาชิกรัฐสภายังไม่ครบองค์ประชุม ประธานสั่งให้เลื่อนการประชุม รัฐสภาไปก็ได้ ประเด็นของผมก็คือนอกจากเรื่องครบองค์หรือไม่ครบองค์แล้ว ห้องประชุม รัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่เป็นการประชุมของวุฒิสมาชิกหรือ ส.ส. เท่านั้น ไม่ใช่เป็นแค่การประชุม ร่วมเท่านั้น วุฒิสมาชิกในวันจันทร์ก็มีโอกาสที่จะใช้ห้องประชุมนี้ในการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน วันนี้การประชุมร่วมเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญกําลังมา เบียดเบียนเวลาในการประชุมของวุฒิสมาชิก เมื่อสักครู่นี้ผมดูการถ่ายทอดการประชุมของ วุฒิสมาชิก ปรากฏว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่วุฒิสมาชิกต้องการใช้ห้องประชุมนี้ เพื่อพิจารณากฎหมายและเรื่องที่พิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่างมาก วุฒิสมาชิกก็ไม่สามารถดําเนินการได้ ผมเลยเรียนถามท่านประธานว่าท่านคิด อย่างไรครับ ในวันนั้นเมื่อวันเสาร์ที่ท่านนัดประชุมในวันนี้ทั้ง ๆ ที่ท่านก็ทราบว่าวาระ มันซ้อนกับวาระของวุฒิสมาชิก เรื่องที่ ๒ ครับ วันนั้นมีผู้เสนอญัตติให้นับองค์ประชุม เมื่อวันเสาร์ พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้นับองค์ประชุมโดยการกดบัตรลงคะแนน ปรากฏว่า มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเสนอให้นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ แต่ที่สุดญัตติให้นับองค์ประชุม โดยการขานชื่อก็ยังคาอยู่ ท่านประธานไม่ได้อ่านว่าองค์ประชุมมีอยู่เท่าไร แต่ผมมทราบจากท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ซึ่งเป็นกรรมการในการนับองค์ประชุม ทราบว่า มีองค์ประชุมแค่ ๓๑๙ คน ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่งคือ ๓๒๕ คน ท่านประธานก็ไม่ยอมขาน องค์ประชุม ท่านก็นัดเลื่อนให้มาประชุมในวันจันทร์นี้แทน ผมก็ถามอีกว่าท่านคิดอย่างไร ทําไมท่านไม่ขานองค์ประชุมก่อน ถ้าองค์ประชุมไม่ครบ เป็นอํานาจของประธานหรือเปล่าครับ ในการนัดครั้งต่อไป แล้ววันนี้ท่านจะขานองค์ประชุมหรือเปล่าว่าครั้งที่แล้วญัตติที่คาอยู่ องค์ประชุมมีอยู่ ๓๑๙ ที่ไม่ครบองค์ประชุม ที่เขาเร่งรีบบอกว่าสภานี้ต้องรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พวกท่านที่บอกว่ารีบกลับไม่มาประชุม กลับอยู่ไม่ครบองค์ประชุม วันนั้นกว่าจะขานชื่อ กันเสร็จจากเวลานัด ๑๐.๐๐ นาฬิกา ผ่านไป ๓ ชั่วโมงครึ่งคล้าย ๆ วันนี้องค์ประชุมก็ยัง ไม่ครบอยู่ดี ผมจึงถามท่านประธาน ๒ คําถามนี้ครับ ขอให้ท่านตอบด้วย ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีเรื่องที่จะต้องกราบเรียนท่านประธาน อยู่ ๒-๓ เรื่องเช่นเดียวกัน

เรื่องแรกครับท่านประธาน ผมเข้าใจว่าท่านประธานก็มีความกดดันอย่างมาก ในการทําหน้าที่ประชุม เป็นประธานในที่ประชุม แล้วก็โดยเฉพาะการประชุมที่ต้องใช้เวลา เนิ่นนาน ต่อเนื่องกันติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ความกดดันก็มีอยู่ที่ท่านประธาน แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าผมเสียดายความในใจที่ท่านประธานได้พูด วันก่อนว่าท่านประธานพยายามทําหน้าที่ให้เป็นกลาง ซึ่งผมก็พยายามเข้าใจท่านประธานว่า ท่านก็มีความกดดัน แต่ท่านประธานครับ คําแถลงในใจของท่านประธานมันสูญสิ้นไปหมด เลยครับเมื่อการประชุมเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา สิทธิของท่านสมาชิกในการที่จะขอนับองค์ประชุม ท่านประธานก็ทราบดีว่าเราก็ใช้กันเป็นปกติ เพราะการประชุมใดก็ตามถ้าไม่ครบองค์ประชุมนั้น ถือว่าจะปรึกษาหารือเรื่องใดไม่ได้เลย เมื่อเพื่อนสมาชิกเห็นว่าองค์ประชุมมีน้อยก็ใช้สิทธิ ในการขอให้นับองค์ประชุม แต่ท่านประธานกลับพูดคําพูดซึ่งผมเองผมไม่สบายใจ ท่านประธานพูดคําว่า อย่าใช้ลูกเล่นแบบนี้ ถ้าใช้ลูกเล่นแบบนี้ผมก็จะมีลูกเล่นเหมือนกัน คํานี้ท่านประธานไม่ควรพูดเลยครับ มันทําให้ความสง่างามของท่านประธานเสียไปหมดเลย ท่านประธานไม่ต้องมีลูกเล่นกับใครหรอกครับ ท่านทําหน้าที่เป็นประธาน เป็นกลาง ในที่ประชุมเท่านั้น ท่านไม่ต้องยืนฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่การที่ท่านออกตัวว่าสิ่งที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาขอนับองค์ประชุมท่านมองว่าเป็นลูกเล่น แสดงว่าท่านไม่ได้ดํารงสถานะ ที่จะทําหน้าที่เพื่อให้การประชุมเดินหน้าได้โดยมีความเป็นกลาง ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเสียดายคําแถลงความในใจของท่านที่พยายามพูดให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นว่าท่านพยายาม ทําหน้าที่ให้เป็นกลางอย่างไร และท่านก็ทําลายสิ่งนั้นลงหมดสิ้นในวันที่ท่านทําหน้าที่เมื่อ วันเสาร์ที่ผ่านมา เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะให้พูดจบก่อนหรือ จะประท้วงก่อน

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้กําลังอภิปราย แล้วก็ ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ วกเวียน ซ้ําซาก ซ้ําประเด็นกับผู้อภิปรายที่แล้ว วันนี้ก็รู้นะครับท่านประธาน มีการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีกฎหมายสําคัญเรื่องของอัยการ ก็เห็นกันอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปเล่นเกม กันมากนัก วันนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พี่น้องประชาชนยังรออยู่เพราะเขาต้องการเลือก ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ขอให้ท่านประธานดําเนินการตามข้อ ๕ องค์ประชุมก็ครบแล้วครับ ท่านประธาน ให้ดําเนินการต่อไปเลยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็ให้ได้ระบาย พูดคุยกันสักนิดหนึ่งก็คงไม่เป็นไรครับ ใช้เวลาให้พอสมควรสักนิดหนึ่ง เชิญท่านธนาต่อครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

เรื่องที่ ๒ ก็เรื่องที่ท่านสมาชิกลุกขึ้นมาประท้วงเมื่อสักครู่นี้ละครับ พวกผม ไม่ได้ขัดขวางการทํางานของสมาชิกวุฒิสภาเลยครับ แต่พวกผมกําลังท้วงท่านประธานว่า ทําไมท่านประธานถึงจะต้องนัดประชุมในวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่สมาชิกวุฒิสภาจะต้อง ทําหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และมีหลายเรื่องที่กรอบเวลาก็จํากัด วุฒิสภาที่ต้อง ทําให้เสร็จภายในเวลาที่รัฐธรรมนูญได้ขีดเส้นไว้เช่นเดียวกัน การที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา จะได้ทําหน้าที่อย่างเต็มที่ ท่านก็มากังวลว่าท่านประธานได้เรียกประชุมรัฐสภาเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ผมมาถึงก่อนเวลา ผมก็นั่งฟังท่านสมาชิกวุฒิสภาอภิปราย หลายคนก็ ลุกขึ้นมา ก็เป็นห่วงว่าท่านประธานได้เรียกตอน ๑๔.๐๐ นาฬิกา การจะทําหน้าที่ก็ทําด้วย ความอีหลักอีเหลื่อ เพราะว่ามันเลยเวลามามาก แล้วท้ายที่สุดก็เลยเวลามา ๓ ชั่วโมง ผมขออนุญาตถามท่านประธาน คําถามสั้น ๆ ครับ ท่านประธานจะหยุดประเทศไทย ไว้สําหรับเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียวหรือครับ จะไม่ให้ทุกอย่างมันเดินหน้าได้เลยหรือครับ วุฒิสมาชิกก็ไม่ต้องทําหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ต้องทําหน้าที่ ปัญหาความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชนวันนี้หยุดชะงักหมดครับ พูดไม่ได้เลยครับ แก้กฎหมายสําคัญ การที่จะให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ หยุดหมดครับ หยุดเพียงเพื่อให้แก้กฎหมายฉบับนี้ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเสียงข้างมาก และปฏิเสธไม่ได้ว่าที่เร่งรีบกันก็เพื่อให้ทัน การเลือกตั้งในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ เพื่อจะให้วุฒิสมาชิกเหล่านี้ได้มีโอกาสกลับไปลง เลือกตั้งอีก ท่านประธานปฏิเสธผมไม่ได้หรอกครับว่าที่เร่งกันก็เพราะว่านี่คือเหตุผลสําคัญ แล้วก็จําเป็น ผมถึงถามท่านประธานว่า ท่านจะหยุดประเทศไทยไว้สําหรับเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มาของ ส.ว. เท่านั้นใช่ไหม

เรื่องที่ ๓ ครับท่านประธาน การที่ท่านประธานนัดประชุมในวันเสาร์แจ้งว่า จะมีการประชุมในวันจันทร์เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ลุกขึ้นทักท้วง ท่านประธานแล้ว ถ้าท่านประธานกลับไปใหม่ วันนั้นท่านประธานแต่งตั้งคณะกรรมการ ตรวจนับคะแนน มันไม่เหมือนกับการส่งผลคะแนนทางจอทีวี (TV) ให้กับท่านประธาน ซึ่งพวกผมไม่มีโอกาสรู้ว่าครบองค์ประชุมหรือไม่ครบองค์ประชุม แต่ญัตติวันนั้นคือเสนอให้ นับองค์ประชุมเนื่องจากแกรงว่าจะไม่ครบองค์ประชุม คณะกรรมการตรวจนับคะแนน ซึ่งท่านโดยท่านประธานได้ดําเนินการเสร็จสิ้นแล้ว องค์ประชุมไม่ครบ ใครจะรู้ไม่รู้ว่า องค์ประชุมไม่ครบไม่เป็นไรครับ แต่ท่านประธานรู้ว่าองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อท่านประธาน รู้ว่าองค์ประชุมไม่ครบ ท่านประธานก็รู้ว่าไม่สามารถปรึกษาหารือเรื่องใดได้ทั้งสิ้น ถือว่า มันไม่มีองค์ประชุมครับ ถือว่าไม่มีการประชุมครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานเอ่ยปาก แจ้งสมาชิกให้มาประชุมวันนี้ เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ลุกขึ้น แล้วว่าถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยข้อบังคับหรือไม่ ผมก็ฝากท่านประธานให้กลับไปคิด พวกผมพยายามที่จะทําหน้าที่ แม้ว่าท่านประธานจะเรียกประชุมอย่างไรก็ตาม แต่พวกผม ก็มีสิทธิที่จะทักท้วงท่านประธานว่าท่านประธานทําไม่ถูก ท่านประธานเร่งรัดเกินไป ท่านประธานไม่ได้ให้สนใจกับปัญหาบ้านเมืองอย่างอื่นเลย แต่ท่านประธานเลือกที่จะสนใจ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า วันนี้ข้าวของแพง ของขึ้นราคา พืชผลเกษตรกรรมตกต่ํา การแต่งตั้งบุคคลสําคัญที่รอค้างอยู่ ในที่ทํางานของวุฒิสมาชิก ของสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ท่านประธานจะไม่เอาใจใส่ เรื่องเหล่านั้นเลยใช่ไหม ท่านประธานมุ่งเน้นที่จะให้ ส.ว. ชุดนี้ได้กลับมาเลือกตั้งเป็น ส.ว. ในครั้งหน้า เพราะมี

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมพยายาม อะลุ่มอล่วยแล้วก็พยายามให้ผ่อนคลายนะครับ ได้มีการพูดคุยกันบ้าง ได้หารือกันบ้าง ถือว่าเป็นการให้เกียรติ แต่พอให้เกียรติแล้วก็ถือโอกาสเอาเกียรติตรงนี้มาขึ้นหารือไปบ้าง ใส่ร้ายไปด้วยอยู่อย่างนี้ ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์ เชิญครับ ท่านประท้วงนานแล้วท่านประสิทธิ์

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ เสียดสีใส่ร้ายว่ารัฐบาลไม่ให้ความสําคัญกับความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน และมาโกหกกลางสภาว่าไม่เคยคัดค้านในเรื่องที่รัฐบาลได้ทําประโยชน์กับ ประชาชน ผมเห็นเขาค้านทุกเรื่อง เรื่องที่เป็นประโยชน์ก็ค้านครับ ดังนั้นให้ท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาใช้เวลาพอสมควร แล้วกระมังครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมก็จะไม่ใช้เวลานี้มากหรอกครับ แต่ผมก็มีสิทธิที่จะถามท่านประธาน ท่านประธานก็รู้แล้วครับ ไม่เคยมีการพิจารณากฎหมายฉบับไหนที่มีการนัดประชุมกันแบบนี้ มาก่อน ยกเลิกการประชุมของหน่วยงานอื่นทั้งหมด ประชุมกันทุกวันถึงค่ํา ถึงดึก ถึงดื่น เรียกประชุมกันล่วงหน้าไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงก็ทํา เรียกประชุมโดยองค์ประชุมไม่ครบขัดต่อ ข้อบังคับก็ทํา ในฐานะผมเป็นสมาชิกรัฐสภา ผมก็มีสิทธิจะถามท่านประธานว่าท่านมี วัตถุประสงค์อะไร ท่านมีเจตจํานงอะไร เป็นอย่างที่ผมได้พูดหรือไม่ว่าเป็นเพราะต้องการ เร่งรัดการดําเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จทันก่อนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้แล้วครับ แต่สิ่งที่ผมได้พูดไปจะได้บันทึกไว้ในรัฐสภาแห่งนี้ว่า เมื่อช่วงเวลาหนึ่งของการทําหน้าที่นั้นเราเร่งรัด เร่งรีบ จนกระทั่งไม่ได้สนใจเลยครับว่า ประเทศนี้จะเป็นอย่างไร กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าครบประเด็นที่จะ หารือแล้วกระมังครับ เชิญคุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อข้อหารือ ผมถือเป็นข้อหารือนะครับ ท่านประธานครับ เพราะไม่ใช่เป็นข้อประท้วง ถึงแม้ว่าลักษณะของการเสนอเพื่อจะให้ ท่านประธานอนุญาต เป็นการยกมือแล้วก็ลุกยืนขึ้น ประเด็นข้อหารือเพื่อนสมาชิกประเด็นแรก ที่ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ประเด็นนัดประชุมเมื่อวันเสาร์ เพื่อนสมาชิก ได้ให้ข้อสังเกตว่า น่าจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับและไม่สามารถกระทําได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องนี้นะครับ ถ้าไปดูข้อบังคับให้ชัด การที่ท่านประธานสั่งเลิกประชุมก็เป็น อํานาจท่านประธาน เป็นตามข้อบังคับ เป็นอํานาจเลยนะครับ ให้เลิกประชุมในวันเสาร์ แล้วก่อนที่จะเลิกท่านประธานก็บอกนัดประชุม ก็เป็นไปตามข้อบังคับในการนัดประชุม เมื่อมีการประชุมนะครับ การนัดการประชุมตรงนี้ก็ต้องไปดูข้อบังคับว่าการประชุมเริ่มเมื่อไร เขียนชัดเจนครับ ข้อบังคับ ข้อ ๑๖ ของรัฐสภา เมื่อมีลงชื่อครบ วันก่อนนี้ ๓๗๙ ท่าน ก็ครบ ก็ถือว่าเริ่มการประชุมได้ แต่องค์ประชุมในการที่จะใช้ในการพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อันนี้ ชอบครับ ถ้าองค์ประชุมไม่ครบก็พิจารณาเรื่องนั้น ๆ ไม่ได้ อันนี้ก็ถือปฏิบัติกันมาชัดเจน เช่น ก่อนลงคะแนนเราก็ต้องมีการตรวจสอบองค์ประชุม การพิจารณากฎหมายสําคัญที่เพื่อน สมาชิกใช้สิทธิว่าจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนว่าจะพิจารณาได้หรือไม่ ถ้าไม่ครบ ท่านประธานก็มีสิทธิที่จะปิด หรือเลื่อนการประชุมไปได้ หรือเลิกการประชุมไปได้ อันนั้น เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและข้อบังคับอยู่แล้ว แต่การประชุมไม่ได้หมายความว่า ตรงนั้นเป็นการประชุมเฉพาะการประชุมทั้งหมด ไม่ใช่ครับ เราเปิดการประชุมมาแล้ว โดยองค์ประชุมที่มีครบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการนั้นผ่านไป การเฉพาะที่จะทําเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่ไม่จําเป็นต้องใช้องค์ประชุมนะครับ เช่นการนัดประชุมนี้ไม่ถือว่าอยู่ในระเบียบ วาระการประชุมครับ ไม่จําเป็นต้องใช้องค์ประชุมที่จะทําการเพื่อนัดองค์ประชุม ประชุม ที่ครบแล้วก็ถือเป็นการประชุมก็สามารถนัดได้ อันนี้ตีความอย่างนี้ครับ นั่นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เรื่องเวลา ผมได้นําเรียนท่านประธานไปแล้วว่า กรณีจําเป็น เร่งด่วนนี้เรานัดกันโดยใช้วันต่อวันเราไม่ได้นับชั่วโมงนะครับ วันต่อวันไม่ได้นับชั่วโมง วันต่อวันหมายถึงถ้านัดวันนี้พรุ่งนี้ก็ประชุมได้ เขาเลยใช้บอกนัดในที่ประชุมอย่างไรครับ มันก็สามารถกระทําได้ นั่นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ข้อกล่าวหาเพื่อนสมาชิกว่าทําไมเราต้องเร่งรัด โดยเฉพาะ ท่านประธานเอง ท่านประธานครับ เรื่องนี้ตอบคําถามกันชัดเจน ผมสั้น ๆ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรเชษฐ์ประท้วง หรือครับ เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานครับ การชี้แจงคําถาม ข้อซักถามของบรรดาสมาชิกเป็นหน้าที่ของท่านประธาน ผมไม่เข้าใจว่าสมาชิกลุกขึ้นมา ชี้แจงแทนท่านประธาน จะถูก จะผิดผมก็ไม่ทราบว่าในใจของท่านประธานจริง ๆ แล้ว การดําเนินการการประชุมทั้งหมดว่าท่านประธานได้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคําถามที่เพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะคุณธนาก็ได้ตั้งคําถาม ถามท่านประธาน รวมถึงคําถามที่เพื่อนสมาชิกที่ได้ชี้แจงอยู่ในขณะนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าไม่ใช่สมาชิก จะเป็นผู้ชี้แจงในกรณีในการที่จะเรียกประชุมหรือในระยะเวลาของการที่จะพักการประชุม หรือเลื่อนการประชุม เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านประธานทําหน้าที่ให้ถูกต้อง ความใด ที่ได้เป็นคําถามของเพื่อนสมาชิกท่านประธานก็โปรดกรุณาตอบให้ความชัดเจน คําถาม ทุกคําถามที่คุณธนาถามล้วนแล้วเป็นคําถามคาใจอยู่ของเพื่อนสมาชิก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ผมเอง ก็แปลกใจเหมือนกันว่าท่านประธานมีการเรียกประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิจารณาการแก้ไข รัฐธรรมนูญนี่มันมีความจําเป็นสําคัญถึงขนาดไหนที่จะต้องไปยุติปัญหาของประเทศไทย ไปทั้งหมด ก็อยากจะให้ท่านประธานชี้แจงตรงนี้ให้ชัดเจนครับ เพื่อจะได้สร้างความกระจ่าง ให้กับบรรดาสมาชิกครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่จริงนี่ ผมเปิดโอกาสให้ได้หารือกัน ทีนี้ฝั่งฝ่ายค้านหารือกันหลายท่าน ฝ่ายรัฐบาลก็ยกมือหารือ ไม่ได้ประท้วงนะครับ คุณหมอไม่ได้ประท้วงนะครับ ยกมือหารือเหมือนกัน ทีนี้ถ้าผมอนุญาต ให้ฝ่ายค้านได้หารือตั้งหลายท่าน แล้วผมไม่อนุญาตทางฝั่งรัฐบาลบ้างก็จะหาว่าผมลําเอียงอีก ก็จะโดนตําหนิ เพราะฉะนั้นเพื่อให้มันเกิดความสมดุลครับ ให้โอกาสฝั่งนี้แล้วก็ต้องให้โอกาส ฝั่งนี้บ้างเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนครับ ทุกคําถามก็คําถามพื้น ๆ ตอบง่าย ๆ ไม่มีอะไร เชิญคุณหมอต่อครับ เดี๋ยวผมตอบครับ ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมตอบ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ผมสั้น ๆ จะจบแล้ว ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิในการที่จะแสดงความเห็นต่อข้อหารือของเพื่อนสมาชิกในการ ทําหน้าที่ของพวกเรา เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะมีความเห็นต่าง ท่านเห็นอีกประการหนึ่ง ผมก็เห็นอีกประการหนึ่ง เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้บันทึกเอาไว้นะครับว่าสภาแห่งนี้มีความเห็น อยู่หลากหลาย ส่วนสภาแห่งนี้จะเห็นเป็นอย่างไรโดยรวมก็คือมตินะครับ ตรงนั้นก็ว่ากันไป ประเด็นผมที่จะเพิ่มเติมประเด็นสุดท้าย เพื่อนสมาชิกบอกว่าเลยเวลาไป ๓ ชั่วโมงแล้ว ตามข้อบังคับท่านประธานต้องมาสั่งเลื่อนประชุมออกไป ท่านประธานครับ ถ้าตีความ ข้อบังคับอย่างนั้นแล้ว ข้อบังคับเราเขียนเพื่อประโยชน์ในการที่จะทําหน้าที่นะครับ ท่านประธาน ท่านอ่านชัด ๆ ในข้อนี้นะครับ ประธานจะสั่งเลื่อนการประชุมรัฐสภาไปก็ได้ เจตนารมณ์คืออะไรครับ เขียนอย่างนี้ เราชอบตีความครับ ก็ได้ ไม่เลื่อนก็ได้ครับ จะเลื่อนก็ได้ ถ้าเห็นเป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องเลื่อน ก็ตีความกันให้เป็นประโยชน์ครับ ให้เป็นประโยชน์ กับการทําหน้าที่ ไม่ใช่ตีความให้เป็นโทษ

ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกบอกเป็นการเร่งรัดหรือเปล่า ความเห็นผมนะครับ ต้องเร่งรัดครับ เพราะเราใช้เวลา ๙ วันในการประชุมญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียง ๑๓ มาตรา สูญเสียเวลาของพี่น้องประชาชน สูญเสียเวลาของประเทศชาติที่เราจะต้อง มาแก้ไขปัญหา จริง ๆ ๒ วันจบครับ เราก็ทําอย่างอื่นได้ แต่ ๙ วันที่ผ่านมานี่ต้องทําเสียเวลา ทําไม เมื่อท่านต้องการที่จะดึงออกไป พวกผมมีหน้าที่จะทําให้เสร็จก็ต้องทําให้เสร็จ นี่คือกติกาในรัฐสภาแห่งนี้ เราต่างฝ่ายต่างทําหน้าที่นะครับ ถ้าต่างฝ่ายต่างทําหน้าที่ สิทธิ ของการทําหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ต้องยอมรับซึ่งกันและกันครับ ท่านมีสิทธิขยายได้ แต่ผม มีสิทธิก็ต้องเร่งรัดให้จบให้ได้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออนุญาตตอบชี้แจงเลย ดีไหมครับ อย่างไรนะครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านขออภัย รัฐสภา ยินดีต้องรับคณะผู้บริหารสมาชิกผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาศรีสะเกษ และผู้อํานวยการ โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกนะครับ ด้วยความยินดีครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้ทักท้วงการทําหน้าที่ของ ท่านประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภา กระผมมีเหตุผลที่จําเป็นต้องทักท้วงไว้ตรงนี้ อีกครั้งหนึ่งเป็นหลักฐาน เหตุผลที่กระผมต้องทักท้วง

ประการที่หนึ่งครับ ผมเข้าใจโดยสุจริตว่าการนัดประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ ที่ผ่านมาของท่านประธานน่าจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับ

ประการที่สอง การนัดประชุมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งในวันจันทร์ คือวันนี้ วันอังคารวันพรุ่งนี้ และวันพุธในวันมะรืนนี้ถือเป็นการเบียดบังการทําหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเกินความจําเป็น

ประการแรกที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่ที่บอกว่า การนัดประชุมในวันเสาร์ที่ ๗ ที่ผ่านมาน่าจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับก็เพราะเหตุว่า ถ้าท่านประธานย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ ๖ ปรากฏว่าเมื่อมีการลงมติ ซึ่งกระผมเข้าใจว่า เป็นการลงมติโดยมิชอบและได้ทักท้วงไปแล้วนั้น เนื่องจากมีผู้เสนอปิดอภิปราย ขณะที่ สมาชิกรัฐสภาจํานวนมากที่สงวนความเห็นและสงวนคําแปรญัตติไว้ยังใช้สิทธิอภิปราย ไม่หมด ถือว่าไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ แต่เมื่อมีความพยายามที่จะปิดอภิปราย และลงมติไปแล้วนั้น หลังจากนั้นท่านประธานผู้ทําหน้าที่ในที่ประชุมได้สั่งพักการประชุม และนัดให้มีการประชุมใหม่ในวันรุ่งขึ้นคือวันเสาร์ที่ ๗ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา กระผมคิดว่า ไม่ชอบตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒ ที่บอกไม่ชอบตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒ ก็เพราะเหตุว่าข้อบังคับ ระบุไว้ชัดเจนครับ ข้อ ๑๒ ว่าการประชุมรัฐสภา การนัดขีดเส้นใต้ นัด ครับ การนัดประชุม รัฐสภาต้องทําเป็นหนังสือเว้นแต่เมื่อได้บอกนัดในที่ประชุมแล้ว กรณีนี้ถือว่าเป็นการบอกนัด ในที่ประชุม แต่การบอกนัดในที่ประชุมนั้นวรรคสองของข้อ ๑๒ ระบุไว้ชัดเจน การนัด ประชุมให้นัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓ วัน โดยไม่นับรวมวันส่งหนังสือและวันประชุม แปลว่าถ้านัดประชุมล่วงหน้า ๓ วัน วันที่ ๑ ที่นัดวันนัดเขาไม่นับต้องบวกไปอีกวันที่ ๒ วันที่ ๓ วันที่ ๔ แล้วประชุมได้วันที่ ๕ แต่มีข้อแม้ครับ แต่ ถ้าประธานรัฐสภาเห็นสมควร จะนัดเร็วกว่านั้นก็ได้ แปลว่าท่านประธานเห็นสมควรจะนัดเร็วกว่านั้นก็ได้ ในกรณีเร่งด่วน หากเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนครับ แต่ ยังมีแต่อีกว่าแม้จะเห็นเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ตาม แต่ทั้งนี้ ต้องไม่น้อยกว่า ๑ วัน เพราะฉะนั้นคําว่าต้องไม่น้อยกว่า ๑ วัน เป็นเวลาเร็วที่สุดที่ท่านประธาน จะนัดด้วยวาจาได้ แปลว่าวันที่ ๖ ท่านประธานนัด จะต้องประชุมวันที่ ๗ ไม่ได้ เพราะต้อง เว้นไป ๑ วัน แล้วประชุมได้คือวันที่ ๘ วันอาทิตย์ แต่ท่านประธานนัดประชุมวันเสาร์ ในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่สภาล่มนั่นละครับ การนัดประชุมวันนั้นจึงถือว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ข้อ ๑๒ อันนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนไว้เป็นหลักฐานครับ

ประการที่สอง ที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่ว่าการนัด ประชุมแก้รัฐธรรมนูญในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แล้วที่กําลังจะไปตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถือว่าเป็นการเบียดบังการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ ชัดเจนครับ เบียดบังเวลาของวุฒิสภาเพราะเหตุใดครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ เพราะวุฒิสภา เขามีหนังสือนัดประชุมตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน ที่ผ่านมานัดประชุมเสร็จแล้วครับ คือนัด ประชุมวันจันทร์คือวันนี้เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา แล้วยังนัดประชุมวันพรุ่งนี้อีก วันที่ ๑๐ เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา แต่ประธานรัฐสภาได้ออกหนังสือนัดประชุมวันนี้และวันพรุ่งนี้ของ การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแทนที่จะให้วุฒิสภาเขาได้ทําหน้าที่ ของเขาในวันจันทร์และวันพรุ่งนี้ในวันอังคาร ซึ่งเขามีวาระที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เยอะแยะ ตรงนี้จึงเป็นประการที่ ๑ ที่บอกว่าเบียดบังเวลาของการประชุมวุฒิสภา ประการที่ ๒ เบียดบังเวลาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันพุธที่ ๑๑ ที่กําลังจะถึงนี้เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ท่านประธานนัดอีกแล้วครับ นัดประชุมอะไร แก้รัฐธรรมนูญอีกแล้วครับ ทั้งที่ทุกวันพุธจะเป็นเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรเขาจะใช้ในการออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นแทนที่กฎหมายสําคัญ ๆ ที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้และเป็น ภารกิจของสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้เข้าสู่การพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น วันอังคารที่ผ่านมาครับ วันที่ ๓ กันยายน รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีออกพระราชกําหนดขึ้นภาษีสินค้าเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันอังคารที่ ๓ กันยายน ส่งเรื่องมาถึง รัฐสภาวันพุธที่ ๔ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ ระบุไว้ชัดเจนครับว่า พระมหากษัตริย์จะทรงตรา พระราชกําหนดให้ใช้บังคับ เช่น พระราชบัญญัติก็ได้แปลว่ารัฐบาลจะออกพระราชกําหนด ก็ได้พูดง่าย ๆ ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นต่อ รัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า แต่ว่าในการประชุมวันพุธที่กําลังจะถึงนี้ถ้าเป็นการประชุม สภาผู้แทนราษฎรปกติ สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต้องพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ พระราชกําหนดที่รัฐบาลออกไปครับ ชักช้ากว่านั้นไม่ได้แต่โอกาสที่จะพิจารณาพระราชบัญญัติ กําหนดนี้ไม่มีแล้ว เพราะท่านประธานไปนัดประชุมแก้รัฐธรรมนูญอีกแล้ว กฎหมายสําคัญ อีกบางฉบับ เช่น การแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งที่จะมาตรวจการใช้เงินของ หน่วยราชการ รัฐสภาและรัฐบาลจนวันนี้ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดินยังไม่มี เพราะ กฎหมายรอค้างวาระอยู่ในวันพุธเราหมดไปหลายวันพุธแล้วครับ ไม่มีโอกาสพิจารณา กฎหมายฉบับนี้เพื่อผ่านไปตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพราะเอาเวลานี้ไปแก้รัฐธรรมนูญ สําคัญอีกอันหนึ่งเพิ่งผ่านวุฒิสภาไปเมื่อสักครู่พระราชบัญญัติวิชาชีพ การสาธารณสุขชุมชน ที่เขารอมานาน ถ้าวันพุธนี้ประชุมกฎหมายนี้ก็จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรและจะบังคับใช้ ให้กับพี่น้องประชาชนที่เขาทําหน้าที่วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนได้

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจุรินทร์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านผู้กําลังอภิปรายตามข้อ ๕ ข้อ ๕ มันเป็นอํานาจของประธานในการที่จะ ดําเนินการประชุม นัดประชุมอะไรต่าง ๆ มันไม่ใช่หน้าที่ของท่านแต่ละท่านขึ้นมาล้วนแต่เก่ง กว่าประธานหมด ถ้าอย่างนี้ประธานก็ทําอะไรไม่ได้ไม่ถูกสักอย่างหรอกครับ ท่านไม่มีหน้าที่ มาตีความกฎหมาย เพราะฉะนั้นการดําเนินการประชุมดําเนินการความสําคัญของรัฐสภา ใครยืนยันว่าน้อยกว่าแต่ละสภา เขามีความจําเป็นของรัฐสภาว่ามีหน้าที่อะไร ๆ ถึงนัด ท่านประธานก็มีวิจารณญาณมีข้อบังคับให้ปฏิบัติมีอํานาจหน้าที่ด้วย เพราะฉะนั้นคนที่ลุกขึ้น ไม่มีอํานาจหน้าที่โดยตรงถือว่าผิดข้อบังคับข้อนี้ทั้งนั้น ขอประท้วงท่านประธานได้โปรด วินิจฉัยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็ไม่เป็นไร ให้ท่านได้หารือใช้เวลาพอสมควร ท่านจุรินทร์จะจบแล้วกระมังครับ เชิญต่อเลยครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมมี อีก ๒ ประเด็นสั้น ๆ เพื่อความเข้าใจครับ สั้นจริง ๆ ครับ

ประเด็นที่ ๑ เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ลุกขึ้นอภิปรายก่อนหน้าท่านที่ประท้วง เมื่อสักครู่นะครับแต่ผมไม่ประสงค์เอ่ยนามเพื่อไม่ต้องการให้พาดพิงแต่ต้องการทํา ความเข้าใจเท่านั้นเอง ท่านบอกว่าฝ่ายค้านค้านทุกเรื่อง ไม่เป็นประโยชน์ ขนาดเป็น ประโยชน์กับประชาชนก็ค้าน ขออนุญาตกราบเรียนทําความเข้าใจในฐานะประธานวิป ฝ่ายค้านครับว่าสิ่งที่ท่านพูดตรงข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง คือไม่จริง ไม่จริงเพราะว่า ผมมีหลักฐานที่จะกราบเรียนยืนยันกับท่านประธาน สภานี้จะเป็นพยานได้แม้นี่จะเป็น ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา แต่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมร่วมกันของ รัฐสภาเอง ยืนยันหลักฐานได้ กฎหมายของรัฐบาลครับ เสนอเข้ามาในช่วง ๒ ปี ประมาณ ๖๐ ฉบับ ฝ่ายค้านยกมือเห็นชอบให้กับกฎหมายรัฐบาล ๕๐ กว่าฉบับครับ ที่ค้าน ๑ แก้รัฐธรรมนูญนี่ละครับ เพราะพวกผมไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนตรงไหน นอกจากจะเป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองบางพรรคที่จะส่ง ส.ส. สอบตกไปลงสมัคร ส.ว. เที่ยวหน้าได้กับเปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งลงเลือกตั้งซ้ําได้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันไม่ให้ลงซ้ําเพราะกลัวยึดโยงการเมือง และกลัวว่าการทําหน้าที่ในสภาจะไม่เป็นกลาง เดี๋ยวจะห่วงแต่การเลือกตั้งครั้งถัดไป ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่พวกกระผมไม่เห็นด้วย ค้านแก้ รัฐธรรมนูญกับ ๒. ค้านการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม หรือพระราชบัญญัติล้างผิดที่ พวกกระผมพูดกัน นี่ละครับที่เป็นกฎหมายที่ค้านจริง ๆ กับพระราชบัญญัติกู้เงิน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาพอสมควรครับ ท่านจุรินทร์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ก็จะได้ทําความเข้าใจครับ ท่านประธานครับ เพื่อเกิดความชัดเจน ประการที่ ๒ ครับที่กระผมคิดว่าที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภายืนยันได้ก็คือว่าเวลารัฐบาลเขามาขอความเห็นชอบการไปลงนามสัญญา ต่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ชัดเจนเลยครับ ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาขอความ เห็นชอบมาแล้ว ๔๙ เรื่อง ที่จะไปลงนามในสัญญาระหว่างประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ พวกกระผมฝ่ายค้านยกมือเห็นชอบ ๔๙ เรื่องครับ จาก ๔๙ เรื่อง มีเรื่องเดียว แต่ไม่ได้ค้านครับ งดออกเสียงเท่านั้นละครับ เพราะฉะนั้นท่านบอกพวกผมค้านทุกเรื่องมัน ไม่จริง ประการสุดท้ายครับ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนผมกราบเรียน พวกผมยินดี ร่วมมือและสนับสนุน ท่านบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ ๙ วันแล้วยังไปไม่ถึงไหน สูญเสียเวลาประชาชนไปมหาศาล ผมขออนุญาตกราบเรียนครับ พวกกระผมเห็นว่าไม่ควร ไปถึงไหนครับ ที่คิดว่าไม่ควรไปถึงไหนเพราะแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้มันเป็นประโยชน์กับ คนบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น มันไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชน พวกผมก็มีวิจารณญาณ เพราะฉะนั้นไม่จําเป็นเมื่อกระผมไม่เห็นด้วย พวกกระผมคิดว่ามันไม่เป็นประโยชน์กับ ประชาชนก็ไม่จําเป็นต้องไปเร่งรัดมันครับ ถ้าท่านกลัวเสียเวลาประชาชนท่านก็ถอนออกไปครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

(นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอตอบเลยดีไหมครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาครับ ขออนุญาตตอบเลยนะครับ ท่านประท้วงอะไร ท่านประท้วง ท่านจุรินทร์หรือ ฝั่งนี้ยืนรอประท้วงตั้งนานผมยังไม่อนุญาตเลย ท่านขจิตรพูด ท่านจุรินทร์ ก็ชี้แจงแล้ว ยังมีประเด็นอีกใช่ไหมครับ ประเด็นนิดเดียวนะ ผมตอบเลยดีไหม ท่านพรศักดิ์ สักนิดหนึ่งครับ

นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมยกมือเกือบเป็นชั่วโมง นึกว่ามองไม่เห็น ผม พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็สงสัย เหมือนกันท่านประธาน บางคนบอกว่าแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม แต่ที่พักการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ ผมเองได้ลงพื้นที่อบรมสัมมนา คณะกรรมาธิการการแรงงาน อบรมสัมมนา กกต. คนเป็นพันคนครับท่านประธาน แล้วยังไป ร่วมทําบุญมหาสังฆทานอีก ๒ วัด ผมก็ได้ถามประเด็นนี้ละครับ ถามพี่น้องบอกว่า พี่น้อง ถามผมก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นในรัฐสภา ผมก็บอกว่าแก้รัฐธรรมนูญ อยากจะให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ประชาชนเป็นพันครับท่านประธาน เรียกร้องทั้งนั้น อยากให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คน ในเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ทําไมบอกว่าไม่เร่งด่วน แล้วเป็นการเรียกร้องของประชาชนขอสิทธิเขาคืน เขาเคยเลือกตั้ง ส.ว. ศรีสะเกษเคยมี ๕ คน วันนี้เหลือคนเดียว ท่านจิตติพจน์ แต่ท่านจิตติพจน์ลงพื้นที่เจอกับผมตลอด คนเดียวไปดูแล ประชาชนได้อย่างไรทั้งจังหวัด เขาก็อยากได้ ๕ ท่านเหมือนกัน ทําไมบอกว่าไม่เร่งด่วน วันก่อน สมาชิกฝั่งโน้นเคยถามผมบอกพี่พรศักดิ์เร่งไปทําไม ผมบอกที่เร่งไม่ได้เห็นแก่ ส.ว. อยากเลือกตั้งนะ เห็นแก่ประชาชนเรียกร้องให้ผมมาว่า ให้มาบอกว่าให้รีบแก้ไข แต่ละมาตรา นิดเดียว แต่ลากกันเป็น ๒ วัน ๓ วัน เขาก็เห็นเขาก็เอือมระอา เขาก็บอกว่าให้รีบเถอะครับ กฎหมายรออีกหลายฉบับแต่เขาอยากให้ตัวนี้ให้เสร็จทันเดือนมีนาคม ผมเองต้องกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาว่าเอาให้ตามเสียงประชาชนเรียกร้องมาครับ ไม่ใช่จะมาเถียงกันอยู่ ตรงนี้ หารือ ๒ ชั่วโมง ประท้วง ๔ ชั่วโมง เอาเข้าเนื้อเรื่อง ๒ ชั่วโมงแค่นั้นเอง ขอบคุณมากครับ

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านกุลเดช เอาสักหน่อยเอา พาดพิงท่านขจิตรใช่ไหม

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ผมไม่รบกวนเวลาท่านมากหรอกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอประท้วงท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ ท่านบอกว่า ท่านประท้วงตาม ข้อ ๕ ประธานมีอํานาจกําหนดการประชุม ถูกต้องครับ แต่ข้อบังคับ ข้อ ๑๒ ท่านก็ละเลยไม่ได้ครับ ท่านประธานวิปได้ตั้งข้อสังเกตไว้นั้นถูกต้อง แล้วครับ ถ้าการนัดในที่ประชุมต้องนัดอย่างน้อยล่วงหน้า ๑ วันครับ เพราะฉะนั้น การกําหนดตาม ข้อ ๕ ก็ต้องปฏิบัติตาม ข้อ ๑๒ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมชี้แจงได้กระมังครับ ผมตอบได้แล้วกระมังครับ จะได้เข้าวาระครับ ผมว่าผมตอบแล้วเข้าวาระดีกว่า มันไม่มี ประเด็นอะไรยุ่งยาก เอาอีกคนละนิดคนละหน่อยใช่ไหม เอา แต่อย่านิดแล้วมานิดอีกนะ เอาเป็นนิดสุดท้ายดีไหม แล้วผมจะตอบ หรือจะนิดไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นไม่ไหวครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ขอว่าให้ผมพูดต่อ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือผมทราบดีครับว่าท่านประธาน ท่านเข้าใจเรื่องข้อบังคับดี แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือว่าทําไมท่านประธานต้องจงใจที่จะหลีกเลี่ยง ข้อบังคับด้วยนะครับ อย่างกรณีของเมื่อวันเสาร์ หลังจากที่ได้มีการเสนอให้นับองค์ประชุม แล้วก็มีการถกเถียงกัน ในที่สุดท่านก็ตัดสินว่าให้นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ พวกผมก็นั่งรอ ขานชื่อเสร็จแล้วก็นั่งรอกันอยู่ในห้องประชุมนี่ครับ ออกไปข้างนอกบ้าง แต่แล้วพอนับ องค์ประชุมเสร็จ นับเสร็จเขาส่งผลมา ท่านไม่ได้อ่านผลเลยนะครับ แล้วท่านก็บอกนัด การประชุมครั้งใหม่นะครับ อันนี้คือท่านทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๕๘ นะครับ ที่เขาบอกว่า เมื่อได้นับคะแนนเสียงเสร็จแล้วให้ประธานประกาศมติต่อที่ประชุมรัฐสภาทันที ถ้าเรื่องใด รัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับนี้กําหนดไว้ว่า มติจะต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงถึงจํานวนเท่าใด ก็ให้ประกาศด้วยว่าคะแนนเสียงถึงจํานวนที่กําหนดไว้นั้นหรือไม่ ท่านประธานไม่ได้ปฏิบัติ ตามข้อบังคับข้อนี้ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่ามันเป็นความลับอะไรครับ เดี๋ยวท่านต้องตอบนะครับ ว่าทําไม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เดี๋ยวครับ ซึ่งผม สันนิษฐานว่า เป็นเพราะว่าองค์ประชุมไม่ครบใช่ไหมครับ ท่านถึงไม่ดําเนินการประชุมต่อ แล้วท่านก็มานัดการประชุมครั้งต่อไป อันนี้ก็จะไปผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๒ อีกครับ ดังที่เพื่อน สมาชิกได้พูดกันมาหลายคนแล้ว ผมก็คงไม่พูดซ้ํา แต่ว่าในเมื่อไม่ครบองค์ประชุมท่านไม่มี สิทธินัดการประชุมครั้งต่อไป ไม่เหมือนกับที่ทางฝ่ายโน้นได้พูดว่าถ้ามีการลงชื่อครบแล้ว ท่านมีสิทธิ ไม่จริงครับ เพราะว่าตัวเขาเองก็บอกว่าถ้าเป็นการพิจารณาในเรื่องที่ใหญ่ ๆ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ซ้ําแล้วครับ เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมตอบครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานทําไม ท่านต้องขัดผมตลอดเวลาครับ ท่านให้ผมพูดให้จบไม่ได้หรือครับ ท่านขัดผมตลอดเวลาเลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ซ้ําครับ ท่านก็บอกว่าซ้ํา

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่ซ้ําผมเพียงแต่ บอกว่าประเด็นที่เขาบอกว่าพิจารณาเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องนั้นเรื่องนี้พิจารณาไม่ได้ถ้าองค์ประชุม ในขณะนั้นไม่ครบ ก็องค์ประชุมในขณะนั้นไม่ครบ แล้วท่านมาให้เป็นการนัดการประชุม มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องสําคัญหรือครับเรื่องการนัดองค์ประชุมแล้วทําได้หรือครับ เอาครับ แค่นี้ก็ได้ครับ ท่านประธานก็ตอบก็แล้วกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สรุปแล้ว ไม่สบายใจที่ไม่ขานคะแนนใช่ไหม มันไม่ผิดหรอกครับ ไม่ใช่การลงมติ เป็นการตรวจสอบ องค์ประชุมไม่ขัดครับ แต่ถ้าไม่สบายใจก็จะประกาศให้ทราบครับ ทั้งหมด ๓๑๙ ท่าน เมื่อวาน ท่านอย่าแย้งเลยครับผมไม่ได้ใช้ญัตติ ผมใช้อํานาจของผม วันนั้นผมใช้อํานาจของผม ไม่ได้รับญัตติอะไรทั้งนั้น ผมใช้อํานาจของผม นั่งเถอะครับแล้วที่บอกในเมื่อองค์ประชุม ไม่ครบแล้วมาเรียกประชุมได้อย่างไรวันนี้ ก็ตอบง่าย ๆ ครับ ก็ปฏิบัติกันมาหลังจากประธาน ขึ้นมาทําหน้าที่ก็ประกาศจํานวนผู้ที่ไปลงชื่อเข้าประชุมเกินกว่ากึ่งหนึ่งก็ถือว่าครบ องค์ประชุม ประธานก็จะบอกว่า ผมขออนุญาตดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระเลย นะครับ ซึ่งก็เป็นสูตรปกติก็ถือว่าเข้าสู่การประชุมแล้ว พอเริ่มประชุมแล้วก็มีการตรวจสอบ องค์ประชุม องค์ประชุมไม่ครบก็เท่านั้นเอง ก็นัดประชุมวันใหม่ แล้วก็สั่งปิดประชุม ก็ไม่มี อะไรสลับซับซ้อนปฏิบัติกันมาหลายสิบปีแล้วครับ สรุปแล้วถามผมจะไม่ให้ตอบใช่ไหม หรือ ตอบแล้วจะประท้วงคําตอบใช่ไหม แล้วผมตอบยังไม่ครบไม่ใช่หรือ ก็ให้ผมตอบให้ครบก่อน ไม่ได้หรือครับ แล้วการนัดประชุมเขาก็นัดกันอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรครับ นัดประชุมเลิก ประชุมคืนนี้นัดประชุมต่อวันพรุ่งนี้ก็ถือเป็นปกติ ทํากันมาไม่รู้กี่ ๑๐ ปีแล้วก็เพิ่งจะมาผิด วันนี้หรือครับ หรืออย่างไรครับ ก็เป็นเรื่องปกติ ก็ถือปฏิบัติกันมาอย่างนี้แล้วก็สอดคล้องตาม ข้อบังคับด้วยครับ แล้ววิธีนับวันท่านก็เพิ่งกําหนด ผมก็เพิ่งได้ยินวันนี้ ผมก็ปฏิบัติมาอย่างนี้ ผมนั่งอยู่บนนี้หลายปีแล้วครับ ๓ รอบแล้วก็ยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างนี้ตลอด สรุปไม่ให้ผม ตอบใช่ไหม ถามมาเป็นชั่วโมงไม่ให้ตอบเลยใช่ไหม ประเด็นอะไรเชิญ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมคงไม่ได้ขัดจังหวะ ท่านประธานนัก ขอเวลาผมสักครู่ ใช้เวลาไม่มากครับ ท่านประธานตอบอ้างว่าธรรมเนียม ปฏิบัติก็ปฏิบัติกันมาอย่างนี้เป็นประจํา ผมเองไม่ทราบได้ครับ ผมเพิ่งเป็นสมาชิกใหม่แต่ผม เห็นว่าการปฏิบัติโดยธรรมเนียมปฏิบัติหรือใดก็ตามขัดข้อบังคับกระทํามิได้ครับ ข้อบังคับ ข้อ ๑๒

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็อันเดิมครับ เขาพูดมา หลายคนแล้วครับ แล้วผมก็ตอบที่เขาพูดหลายคนนั่นละครับ ที่จริงอํานาจในการให้หารือ เป็นอํานาจของประธาน ประธานไม่อนุญาตให้หารือก็ได้ แต่นี่ให้เกียรติ แต่พอให้เกียรติ ไปแล้วสมาชิกก็ต้องให้เกียรติผมด้วย คําพูดคุ้นเคยครับ เอาพอสมควรครับ พอให้เกียรติแล้ว ก็เลยเถิดกันอย่างนี้ครับ เป็นอํานาจของประธานที่จะให้หารือ แล้วก็ถามผม ผมก็จะตอบ ผมขออนุญาตตอบได้ไหมครับ ตอบยังไม่ครบครับ นั่งลงเถอะครับ ประเด็นเดิมครับ ก็ผมตอบไปแล้วข้อที่ท่านจะอ่าน ผมตอบไปแล้ว คนอื่นพูดมาหลายคนแล้ว ท่านกุลเดช นั่งเถอะครับ ผมขออนุญาตตอบให้จบจะได้เข้าวาระ เหลือประเด็นเดียวนะครับที่ท่านถาม ประเด็นว่าทําไม เหตุผลอะไรเรียกประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญซึ่งไม่มี ความสําคัญ ไม่มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ท่านพูดอย่างนี้นะครับ แล้วท่านก็บอกว่า เรื่องอื่น ๆ มีประโยชน์ตั้งเยอะแยะ ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มีหลายเรื่องที่มีประโยชน์ ทําไมไม่เรียกประชุมอะไรทํานองนี้ เรื่องอย่างนี้ถ้าเอามาถกเถียงกันทั้งวันทั้งคืนก็หาข้อสรุป ไม่ได้หรอกครับ ฝั่งนี้ท่านก็บอกว่ามีประโยชน์ ผมก็ฟังฝั่งนี้มาโดยตลอด ท่านก็บอกว่าการแก้ รัฐธรรมนูญเพื่อแก้กรณีที่มอบอํานาจให้คน ๗ คนเลือก ส.ว. ฝั่งนี้ก็เห็นว่าในเมื่อปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยก็อยากจะมอบอํานาจตรงนี้ไปให้กับประชาชน คืนอํานาจให้กับ ประชาชน ตรงนั้นเขามองว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แต่ฝั่งนี้จะมองว่าไม่เป็น ประโยชน์ ไม่เร่งด่วนก็เป็นความเห็นนะครับ ก็มองต่างมุม ก็ถกเถียงกันได้ทั้งคืน สรุปแล้ว อํานาจในการกําหนดวันนัดประชุมเป็นอํานาจของประธาน ผมได้ใช้ดุลยพินิจผม แล้วก็ นัดประชุมไปแล้ว ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับทุกประการ ก็สมควรจบแล้วกระมังครับ อย่ามาถก มันเสียเวลาครับ ผมขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระ เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการ ไม่ได้ปิดหูปิดตานะครับ ปล่อยมาหารือเป็นชั่วโมง ซึ่งอํานาจประธานไม่อนุญาตให้หารือก็ได้ แต่อันนี้ให้เกียรติไปพอสมควรแล้วครับ เชิญท่านเลขาธิการเถอะครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๗ แก้ไขมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติ มาตรา ๑๑๗ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคําแปรญัตติ มาตรา ๑๑๘ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคําแปรญัตติครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านบอกว่า ท่านประท้วง แต่ผมไม่ทราบว่าใครทําผิดข้อบังคับ ถ้าจะประท้วงคําวินิจฉัยของประธาน ท่านก็ผิดข้อบังคับเสียเอง ก็พูดอย่างนี้มาตลอดละครับ ท่านก็ไม่ฟังก่อน ฟังมาเป็นชั่วโมง แล้วครับ เชิญประท้วงใคร ใครผิดข้อบังคับข้อไหน เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมว่าท่านน่าจะต้องใจเย็น ๆ ครับ เพราะผมก็คิดว่าเราก็จะพยายามปฏิบัติตาม ข้อบังคับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมโคตรใจเย็น แล้วนะ ผมขออนุญาตใช้คําว่า โคตรใจเย็นเลย แต่ผมเกรงใจประชาชน ผมเกรงว่าประชาชน จะไม่ใจเย็น เขาบ่นมากับผมเยอะแล้วครับ ท่านจะถามก่อนหรือจะให้หมอก่อน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ผมขอ อนุญาต ผมขอประเด็นของผมที่ไม่ได้ซ้อนกับเพื่อน ๆ นะครับ แล้วที่จะต้องเรียนถาม ท่านประธานเพราะว่าคําชี้แจงของท่านประธานมันฟังไม่ขึ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วคําวินิจฉัย ของประธานฟังไม่ขึ้น ท่านเขียนบอกว่าให้เป็นที่สุด แล้วท่านก็มาเถียงอยู่อย่างนี้

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ฟังให้ จบก่อน เข้าใจไหม ฟังให้จบครับท่านประธานครับ ผมจะชี้แจงช้า ๆ นะท่านประธาน แล้วท่านค่อยชี้แจงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พ่อคุณทูนหัวเชิญ เชิญ ๆ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ เราใช้สติร่วมกันดีกว่าท่านประธาน ท่านตั้งใจฟังผมนิดหนึ่งนะครับ ท่านชี้แจงฟังดูแล้วผมรับได้ แต่มันไม่จบครับท่านประธาน เพราะว่าผมฟังดูแล้วมันยังไม่ครบ องค์ประกอบ ท่านชี้แจงเพื่อนสมาชิกของผม คือท่านกุลเดช คือแบบว่าทุกครั้งเวลาเรานัด ประชุม ท่านใช้อํานาจตามข้อ ๑๒ ก็คือบอกนัดในที่ประชุม แต่ทุกครั้งนั้นองค์ประชุม มันครบ ไม่มีใครติดใจครับ เวลามีการประชุมไปเรื่อย ๆ เวลาจะปิดการประชุม ท่านก็บอกว่า ขอนัดประชุมวันโน้นวันนี้ องค์ประชุมมันครบ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์นั้น องค์ประชุมไม่ครบ เมื่อองค์ประชุมไม่ครบและท่านมานัดการประชุม มันจึงไม่ชอบ ประเด็น อยู่ตรงนี้มากกว่าท่านประธาน เท่ากับว่าการนัดประชุมครั้งนี้ท่านนัดหลังจากตรวจสอบ องค์ประชุมไปแล้ว และผลการตรวจสอบไปแล้วองค์ประชุมไม่ครบ มันจึงไม่ชอบในการนัด ของครั้งนี้ครับ นี่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอใจหรือยัง จบนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านก็ชี้แจง นะครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นผมจะชี้แจง ประเด็นนี้ผมชี้แจงไปแล้วครับและจะชี้แจงซ้ําไปอีก หลังจากที่คุณหมอก็ได้ชี้แจง ไปทีหนึ่งแล้วนะครับ ผมก็จะชี้แจงเป็นรอบที่ ๓ ฟังนะครับ ปกติเราธรรมเนียมปฏิบัติมา ปฏิบัติกันมานะครับ โดยตลอดเลยตามข้อบังคับนั่นละ ก็ประชุมคืนนี้ จะประชุมต่อวันพรุ่งนี้ เราก็นัดหมาย

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านฟังก่อนสิครับ ท่านฟังก่อน ท่านฟังก่อนครับ นั่งเถอะครับ ผมจะตอบให้ครอบประเด็นทั้งหมด ถามผม และให้ผมตอบ พอผมจะตอบ พาดพิงครับ ประท้วงครับ ผมงง ท่านนั่งครับ ผมจะตอบครับ ท่านนั่งครับ ตอบ ผมจะตอบครับ ท่านนั่งเถอะครับ ถามผมมาชั่วโมงหนึ่งแล้วครับ ให้ผม ตอบได้ไหมครับ เชิญ ๆ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านจะได้ตอบทีเดียว ขอผมอีกคําถามหนึ่งสั้น ๆ ท่านประธานที่เคารพ ผม นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอถามท่านคําเดียวสั้น ๆ ว่าการนัดประชุมเมื่อวันศุกร์ขัดต่อ ข้อบังคับ ข้อ ๑๒ หรือไม่ ในวรรคท้าย ที่ว่าถ้าประธานรัฐสภาเห็นสมควรจะนัดเร็วกว่านั้น ก็ได้ในกรณีเร่งด่วน แต่ทั้งนี้ต้องไม่น้อยกว่า ๑ วันครับ ตอบผมหน่อยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คําถามเดิมนะครับ แล้วผมก็ขอตอบเป็นรอบที่ ๔ รอบที่ ๔ นะครับ ว่าไม่ผิด ถูกต้องตามข้อบังคับและปฏิบัติมา ถูกต้องตามข้อบังคับและถูกต้องตามแนวปฏิบัติที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่นานแล้วนะครับ แล้วก็ ยืนยันในสิ่งที่วันเสาร์ที่ท่านได้พูดถึงและนัดประชุมวันนี้ เอาว่าที่ท่านแย้งนี่วันนั้นองค์ประชุม ไม่ครบ แต่ผมได้ชี้แจงไปแล้วว่าเราเปิดประชุมแล้ว มีการประชุมแล้ว องค์ประชุมไม่ครบ เราก็ปิด แล้วก็นัดประชุมใหม่ แต่ถ้าท่านไม่พอใจ ผมตอบอีกก็ได้ ไม่ใช่แค่นัดประชุม ในที่ประชุมนะครับ ว่าให้ไปวันจันทร์บ่ายสองโมง ผมมีหนังสือออกแจ้งไปหาท่านในคืนนั้น นัดประชุมอีกรอบหนึ่ง อย่างนี้พอใจไหมครับ ผมออกหนังสือไปแล้วครับ แล้วก็แจ้งไป ตามนั้น ก็ถือว่าทั้งแจ้งด้วยหนังสือแล้วก็แจ้งในที่ประชุม ก็ขออนุญาตครับ ดําเนินการต่อเลย นะครับ เชิญคุณหมอเจตน์ครับ ที่จะอภิปราย มาตรา ๗ ท่านแรกครับ เชิญเลยครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านประธานครับ มีผู้ประท้วง

(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ เชิญ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นครับ ผมต้องขอกราบ ประทานอภัยท่านคุณหมอเจตน์ด้วยนะครับ พอดีเมื่อสักครู่นี้ผมใช้สิทธิยกมือนานแล้วครับ เพราะว่าผมขอใช้สิทธิพาดพิง เพราะเมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ท่านประธานรัฐสภาได้ชี้แจงกรณี เหตุที่เกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าการนับองค์ประชุมนั้น เพราะท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจ อํานาจของประธานในการสั่งนับ แต่ข้อเท็จจริงนั้นวันเสาร์กระผมเป็นผู้เสนอขอให้มีการนับ องค์ประชุม

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเกียรติ์อุดม ผมเข้าใจ ท่านไม่ต้องประท้วงครับ ท่านนั่งฟังเฉย ๆ ไม่เป็นไรท่านอดทนนิดหนึ่ง ท่านจะเอาคะแนน ต้องอดทนหน่อย นั่งเฉย ๆ ดีกว่า นั่งเถอะครับ เอาปล่อยท่านเถอะไม่เป็นไรครับ ผมดูแลอยู่ ปล่อยท่านเถอะ ท่านคงอีกนิดเดียวก็จบแล้ว ไม่เป็นไร

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ท่านประธานครับ แล้วการเสนอนับองค์ประชุมของผมในวันนั้น ผมก็ยึดตามข้อบังคับ ด้วยเหตุและผล เนื่องจากท่านประธานได้นัดประชุมตอนเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา แต่กระผม ก็ได้มารอ เสียงข้างน้อยมารอเสียงข้างมากประมาณ ๑ ชั่วโมง ๑๕ นาที ผมก็ใช้บังคับ ข้อ ๑๗ เสนอให้ประธานได้เลื่อนการประชุมตามข้อบังคับ เพราะเห็นว่าเป็นการประชุม ในเรื่องที่สําคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการที่ท่านประธานชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ ผมถือว่า ประธานบิดเบือนข้อเท็จจริง ผมไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมครับ แต่ก็อยากจะขอท่านประธาน ท่านต้อง ทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๘๙ ประธานรัฐสภาและผู้ทําหน้าที่แทนประธาน รัฐสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านไม่มีสิทธิที่จะชี้แจงบิดเบือนข้อเท็จจริง ท่านไม่มีสิทธิที่จะใช้เล่ห์กลทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สบายใจนะครับ ต้องตอบ หรือเปล่าครับ ข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจนท่านก็อ่านให้ผมฟังเองครับ ผมก็อ่านครั้งที่หมื่นแล้ว นะครับ ก็จะเลื่อนหรือเปล่าก็ได้เขาเขียนนะ มันก็อ่านง่าย ๆ นะครับ เมื่อสักครู่ก็หลายคน ก็อธิบายทําความเข้าใจไปแล้ว ผมก็ไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น ผมว่าคุณหมอต่อดีกว่า คุณหมอเจตน์ครับ เชิญครับ ไม่ขอแล้วครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญคุณหมอเจตน์เถอะครับ มันหลายนิดแล้วครับ ผมเกรงใจประชาชน ผมไม่กล้าอนุญาตครับ ผมไม่กล้าอนุญาตครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมว่าท่านนั่งดีกว่า นั่งเถอะครับ เชิญคุณหมอเจตน์ครับ เชิญครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การที่พวกเราทุกคนต้องมาลําบากลําบนนั่งอยู่ในที่นี้ ๙ วัน ก็เพราะว่าการต้องการที่จะแก้มาตรา ๗ ร่างมาตรา ๗ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๗ นี่เอง ท่านประธานครับ ในมาตรา ๗ มีการเขียนขึ้นมาโดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งยึดตามร่างที่ผ่านรัฐสภาในวาระหนึ่ง ในวาระแรกมา เขียนสั้น ๆ ว่า สมาชิกภาพของ สมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้วาระของวุฒิสภามีกําหนดคราวละหกปี นับแต่วันเลือกตั้ง เขียนสั้น ๆ ครับท่านประธาน แต่ว่าแก้เยอะ เพราะว่าในมาตรา ๑๑๗ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ขออภัย นิดเดียวครับ เพื่อการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ ผมอยากเอาสิ่งที่ผมได้หารือกับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเห็นตรงกันว่าน่าจะต้องใช้ข้อบังคับ ยึดข้อบังคับ เป็นหลัก เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยขึ้นจอด้วยคําแปรญัตติของ ท่านสมาชิกว่าท่านแปรญัตติอะไรไว้ แล้วก็การอภิปรายก็ต้องอภิปรายตามนั้น ตามที่ท่านได้ สงวนเอาไว้หรือมีการแก้ไข ก็ขอเจ้าหน้าที่ขึ้นจอด้วย คุณหมอได้แปรญัตติหลักระยะเวลา ๖ ปีเหลือ ๔ ปีนะครับ อายุของสมาชิกวุฒิสภา ๖ ปีเหลือ ๔ ปีที่ท่านได้ขอสงวนเอาไว้ แล้วก็ มีการแก้ไขการเลือกตั้งซ่อม ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วัน ก็ประเด็นนั้น เชิญคุณหมอต่อครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับอะไรครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา ขอใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียวครับ เพื่อทบทวนให้การประชุมมันเดินหน้าไปได้ด้วยความราบรื่น ท่านประธานได้แจ้ง ให้ที่ประชุมทราบว่าขอให้ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงไว้กับท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าผมขอใช้เวลาตรงนี้ว่ามันมีประเด็นที่ผมกังวลก็คือการประชุมในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีการปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้ตกลงไว้กับผู้นําฝ่ายค้าน และได้แจ้งให้ ที่ประชุมนี้ทราบอยู่ ๑ ประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ประเด็นนั้นก็คือ ประเด็นที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าท่านได้ไปหารือกับท่านรองประธาน รัฐสภา นิคม ไวยรัชพานิช มาแล้วถึงการทําหน้าที่ประธานในที่ประชุม แล้วท่านก็แจ้งให้ ที่ประชุมทราบว่า จะเปิดให้สมาชิกที่สงวนคําแปรญัตติไว้ได้พูดครอบคลุมทุกประเด็น แต่กรณีสงวนเป็นกลุ่มประเด็นเดียวกัน ถ้าพูดทุกคนจะซ้ําช่วยให้ฝ่ายค้านได้บริหารด้วย ซึ่งพวกกระผมรับไป และในบรรดาผู้ที่จะอภิปรายมาตรา ๖ มีผู้อภิปรายจํานวนมาก แต่พวกกระผมก็ไปตัดปรับปรุงตามแนวที่ท่านประธานร้องขอเหลือแค่ไม่กี่สิบท่านครับ แต่พวกกระผมใช้สิทธิยังไม่ทันกี่ท่านมีผู้เสนอปิดการอภิปราย ขณะที่ท่านประธานนิคม ทําหน้าที่ ในขณะที่ประธานแจ้งให้ผมทราบก็คือทุกท่านควรได้สิทธิพูดให้ครบทุกประเด็น ยกเว้นประเด็นซ้ํา ผมเกรงว่าสิ่งที่ท่านประธานพูดไว้นั้นจะไม่รับการปฏิบัติอีกเมื่อ ท่านประธานสมศักดิ์ลงจากบัลลังก์และท่านประธานนิคมขึ้นมา และมีผู้เสนอปิดอภิปราย แล้วสุดท้ายก็กลับไปเหมือนเดิม นั่นก็คือพวกที่สงวนความเห็นคําแปรญัตติก็ถูกตัดสิทธิ เหมือนกับมาตราย้อนหลังกลับไปที่ผ่านมา ขอความกรุณาให้พวกกระผมเสียงข้างน้อยได้รับ หลักประกันตามที่ท่านประธานได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบด้วยครับ และตกลงไว้กับผู้นํา ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ๒ ประเด็น นะครับ ประเด็นแรก ผมอยากให้สมาชิกได้มีเวลาในการอภิปรายกันเยอะ ๆ ผมถึงขอความ กรุณาครับ ถ้าอยากอภิปรายเยอะ ๆ ก็หารือน้อย ๆ หน่อยนะครับ มันควรได้เข้าประเด็น ไม่ใช่กว่าจะเข้าประเด็นได้ก็เอาไปตั้งหลายชั่วโมง มันก็ไปกินเวลาการอภิปรายของสมาชิก เพราะฉะนั้นถ้ามีเจตนาตรงกันที่จะอภิปราย อยากอภิปรายมาก ๆ ก็ขอความร่วมมือครับ ขอความกรุณาหารือให้น้อย ๆ ประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องที่ท่านพูดข้อตกลงผมกับท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านยังไม่ครบประเด็นครับ ตกไปประเด็นหนึ่ง คือนอกจากให้ครบทุกประเด็น แล้วก็ครอบคลุม ทุกประเด็นแล้ว ก็อยากจะให้กลุ่มที่สงวนเอาไว้ที่ท่านว่า อาจจะส่งตัวแทนมาเพราะประเด็น มันซ้ํา ๆ กัน ตรงนั้นใช่ครับ แต่ยังมีอีกข้อครับ คือการพูดต้องอภิปรายตามข้อบังคับ คือต้อง ไม่วกเวียนซ้ําซากแล้วไปซ้ํากับคนอื่นนะครับถ้าประเด็นครบแล้วมันก็วนอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็ผิดข้อบังคับ เพราะฉะนั้นต้องขอความร่วมมือว่าเราตกลงว่าจะยึดข้อบังคับ เป็นหลัก ก็ต้องยึดข้อบังคับเป็นหลักครับ ไม่ใช่ประธานท้วงว่าซ้ําแล้ว ก็มาแย้งคําวินิจฉัยของ ท่านประธานว่าซ้ําตรงไหนนี่มันไม่จบครับ มันก็ไม่จบครับ ผมถึงให้เจ้าหน้าที่ขึ้นจอไว้เพื่อจะ ได้มีประเด็นครับ นอกจากขึ้นประเด็นที่สมาชิกสงวนเอาไว้แล้ว แล้วก็จะให้โน้ต (Note) ด้วยครับว่าสมาชิกแต่ละท่านพูดประเด็นไหนบ้างเพื่อจะได้มาชี้ว่าซ้ํา ไม่ซ้ําอย่างไร ก็จะ ขออนุญาตดําเนินการตามนี้นะครับ เชิญคุณหมอเจตน์ต่อเลยกระมังครับ เชิญคุณหมอ เชิญครับ คุณหมอเจตน์ครับ เชิญเถอะครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ นายแพทย์เจตน์ ศิรธนานนท์ สมาชิกรัฐสภาในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๑๗ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมันมีอยู่ ๓ วรรค ในร่างที่ผ่านกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เขียนหดให้เหลือวรรคเดียว ก็เลยกลายเป็น ว่าในวรรคแรกนะครับ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านตัดคําว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ออกไปเพื่อเขียนใหม่ ตรงนี้อธิบายได้เพราะว่าไม่มี ส.ว. สรรหาอีกต่อไป แต่ว่าการที่ท่านเขียนว่า เริ่มตั้งแต่ วันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตัดคําว่า ที่มีการ คือรัฐธรรมนูญเดิมมีคําว่า เริ่มตั้งแต่วันที่มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านไปตัดให้สั้นลง เหลือเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขออภัยท่านประธาน ตรงนี้ผมใช้สิทธิที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ ทางประธานสามารถกับกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านช่วยชี้แจงให้ทางสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ทราบด้วยว่า ท่านตัดประโยคนี้ออกไปด้วยความหมายอะไร เพราะว่าประโยคที่ยาวมันล้อ มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่าการตัดออกก็ไม่เหมือนคําเดิมในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นประเด็นแรกก็คือว่าท่านตัดออกด้วยสาเหตุใด แล้วก็ท่านคิดว่าคําที่ท่านตัดออก แล้วนี้ดีกว่าคําที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ดีกว่าอย่างไร ผมไม่เข้าใจ เพราะว่า กว่าจะเกิดพยางค์นี้ออกมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันก็เป็นสิ่งที่ผ่านการระดมสมอง ผ่านการไตร่ตรอง ผ่านการตรวจตราอย่างรอบคอบของหลาย ๆ ฝ่ายมาแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือว่าท่านตัดออกด้วยสาเหตุใด แต่ทีนี้ในวรรคที่สอง อันนี้คือหัวใจ นะครับ หัวใจก็อยู่ในประโยคท้ายของวรรคสองก็คือ โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันเกินหนึ่งวาระไม่ได้ อันนี้ละครับ อันนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราทนลําบากมา เป้าหมายก็คือตรงนี้ละครับ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน หนึ่งวาระไม่ได้ ท่านตัดทิ้งไป ก็แสดงว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งถ้าเอาตามร่างที่เราพิจารณามาแล้ว มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ๒๐๐ คน แล้วก็ท่านตัดตรงนี้ออกไปก็คือสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขแล้วก็สามารถที่จะดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันเกิน ๑ วาระได้ ตรงนี้คือหัวใจ ท่านประธานครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องการให้ ส.ว. มีวาระเดียว ๖ ปี แตกต่างจาก ส.ส. ที่มีวาระเพียง ๔ ปี และไม่ต้องเว้นวรรค การที่กําหนดวาระ ๖ ปี สมัยเดียวต้องการให้ ส.ว. ทํางานเต็มที่ เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ส.ว. เวลาทํางานไปเทอม (Term) ละ ๖ ปี เขาต้องคิด อยู่ตลอดเวลาว่าจะทําอย่างไรถึงจะกลับไปสมัครลงรับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ก็ปูทาง หาเสียงทําทุกอย่างเพื่อให้ได้เสียงจากประชาชนในพื้นที่ เพราะต่อไปการเลือกตั้ง ส.ว. ก็แบ่งไปตามเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการปูทางหาเสียง การใช้ทรัพยากร ของรัฐในขณะที่ดํารงตําแหน่งอยู่ ไม่ว่ารถราหรือว่าค่าเครื่องบินที่บินไปพบปะกับประชาชน ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อการปูทางหาเสียงเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในรอบที่ ๒ กลับมาใหม่ ตรงนี้ละครับที่ผมเห็นว่ามันจะเป็นปัญหาทําให้ ส.ว. เราที่จะเกิดขึ้นทํางาน ไม่เต็มที่ แล้วความเป็นกลางก็จะหายไป ซึ่งความเป็นกลางนี้มันไม่ได้เป็นแค่คําพูด แต่ว่าความเป็นกลางก็เกิดขึ้นมาจากการที่ไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง เวลาที่ลงสมัคร รับการเลือกตั้งก็ไม่ต้องใช้ฐานเสียงของ ส.ส. ไม่ต้องใช้หัวคะแนนของ ส.ส. แต่ว่า ในร่างรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขมาจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะในร่างมาตรา ๕ แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ท่านก็ได้แก้ไขไปเสียแล้วว่า ส.ว. เมื่อหมดสมัยแล้ว ลาออกวันนี้วันพรุ่งนี้ ก็ไปสมัครใหม่ได้ รวมทั้งสมาชิกพรรคการเมือง แม้กระทั่ง ส.ส. หรือรัฐมนตรี ซึ่งการที่ สามารถลาออกวันนี้ แล้ววันพรุ่งนี้ไปลงสมัครรับการเลือกตั้งได้ ผมเห็นว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรม มันไม่เป็นธรรมกับผู้ที่สมัครเข้ามาแข่งขันกับท่าน เพราะว่าขณะที่ท่านยังดํารงตําแหน่งอยู่ ท่านสามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐ ใช้งบประมาณของรัฐไปหาเสียงได้ แล้วเวลา ท่านลาออกวันนี้ วันพรุ่งนี้ก็ไปสมัคร ผมคิดว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรม ผมไม่ทราบว่า ทางกรรมาธิการคิดเรื่องนี้อย่างไร เพราะว่าผมเห็นว่าเรื่องนี้คือปัญหานะครับ ถ้าหากว่า รัฐธรรมนูญเดิมนี้ ส.ว. ๖ ปีเขาไม่ต้องหาเสียงเพราะว่ามันเป็นแค่สมัยเดียว แล้วต้อง เว้นวรรค ๑ สมัย การไม่ต้องหาเสียงก็จะทําให้ ส.ว. เลือกตั้งทํางานได้เต็มที่เพราะว่า ไม่จําเป็นที่จะต้องปูทางหาเสียงอีกต่อไป ซึ่งตรงนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันก็คือปัญหา ท่านประธานครับสมาชิกวุฒิสภานี้มีหน้าที่แตกต่างออกไปจาก ส.ส. มีทั้งการกลั่นกรอง กฎหมาย การตรวจสอบการบริหารของรัฐบาล การแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ ในองค์กรอิสระ ท่านประธานครับเราพูดกันมามากมาย ๗-๘ วันก็พูดกันแต่เรื่องนี้ละ ผมก็จะไม่พูดซ้ําอีกให้เสียเวลาท่านประธาน ผมจะไม่พูดให้ท่านประธานหงุดหงิด แต่ว่า การตรวจสอบรัฐบาล ส.ว. โดยที่มากับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาจะทําได้ดี เพราะไม่ได้ สังกัดพรรคการเมือง แต่ว่า ส.ว. ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้อิงพื้นฐาน ทางการเมือง ตรงนี้ครับ อาจจะไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองที่ชัดเจน แต่ว่าใช้ฐานของการเมือง ในการหาเสียง เพราะฉะนั้นผมก็เป็นห่วงว่าการตรวจสอบรัฐบาลนี้มันก็จะมีปัญหา มันก็ ไม่สามารถทําได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่สามารถทําได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานในการแก้ไข มาตรา ๕ เพื่อไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๑๕ นี้ เรารู้อยู่แล้วว่า ส.ว. เลือกตั้งให้บุพการี สามี ภรรยา หรือบุตรของ ส.ส. หรือนักการเมือง สมาชิกหรือนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ต้องปลอดการเมืองอีกต่อไป ตรงนี้มันมีความหมาย ค่อนข้างมาก เพราะเราแก้ไขมาแล้วว่าผู้สมัครสามารถยึดโยงกับการเมืองได้จนถึงนาที สุดท้าย เมื่อมันมีความยึดโยงกับการเมืองแล้ว การแต่งตั้ง การถอดถอนกรรมการในองค์กร อิสระ แล้วมันจะเป็นกลางได้อย่างไร ตรงนี้ก็น่าเป็นห่วงนะครับท่านประธาน ผมจึงเห็นว่า ในกรณีนี้สมาชิกหลายคนพูดว่าไม่ต้องมี ส.ว. ก็ได้ มีสภาเดียวก็ได้ เพราะว่าเอาจํานวน ทั้งหมด ๒๐๐ คน ไปบวกกับ ๕๐๐ คน เป็น ๗๐๐ คน แล้วมีสภาเดียวไปเลย แก้กฎหมาย มาตราอื่น ๆ ให้มันไม่ต้องตรวจสอบ ตรงนี้ครับ ผมเห็นว่าในกรณีนี้มันจะเกิดปัญหา เพราะว่าการตรวจสอบมันมีปัญหา แล้วเมื่อการตรวจสอบมีปัญหามันก็จะนํามาสู่ การคอร์รัปชั่น ซึ่งก็จะมากขึ้นเพราะว่าไม่มีคนตรวจสอบ หรือคนตรวจสอบเป็นพวกเดียว กับพรรคเสียงข้างมากหรือพรรครัฐบาล ท่านประธานครับ ในวาระเดียว ๖ ปี แล้วต้อง เว้นวรรค ผมคิดว่าวาระของสมาชิกภาพมันจะสอดคล้องกับภาระหน้าที่ ความจริงวาระ สมาชิกภาพ ๖ ปีผมเห็นด้วย ผมทํางานกับเพื่อน ส.ว. เลือกตั้งปีนี้กําลังจะเข้าปีที่ ๖ ผมเห็นว่าเขาทํางาน มันก็แน่นอนครับ ส.ว. สรรหาก็เช่นเดียวกันมันมีทั้งผู้ที่ทํางานดี มันมีผู้ที่ทํางานไม่ดี คืออยู่เฉย ๆ ซึ่งมันมีทั้ง ส.ว. เลือกตั้งและสรรหา ถ้าจะบอกว่าคุณภาพ ใครดีกว่ากัน ในความคิดส่วนตัวผมเห็นว่ามันเท่ากัน เมื่อมันเท่ากันแล้ว ในกรณี ๖ ปีนั้น เป็นวาระที่ผมเห็นว่ามันเหมาะสม มันเป็นระยะเวลาที่ดี ผมมีหลักฐานที่ยืนยัน ท่านประธาน ครับ ในการอภิปรายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี มี ส.ว. ที่ลงชื่อในปีนี้ ๘๙ คน มากที่สุดในช่วงที่ผมทํางานมา ๖ ปี เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมีนัยสําคัญ แต่ในปีก่อน ๆ ที่ผ่านมานี้ ส.ว. โดยเฉพาะ ส.ว. เลือกตั้งบางท่านลงชื่อแล้วก็งดอภิปราย แต่ปีนี้ไม่ ปีนี้ ท่านลงชื่อแล้วท่านก็พูด ระยะเวลา ๖ ปีนี้ จริง ๆ มันนานพอ มันนานพอที่จะพัฒนา นักการเมือง จากนักการเมืองที่ด้อยคุณภาพให้เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพได้ ๖ ปีนี้ จริง ๆ ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ท่านต้องเว้นวรรค เพื่อจะได้ไม่ต้องวางแผน ในการหาเสียงอย่างที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น แต่ในกรณีนี้เมื่อท่านไม่ต้องเว้นวรรคผมจึง แปรญัตติให้ลดวาระจาก ๖ ปี เหลือ ๔ ปี อันนั้นก็เป็นที่มาที่ไปนะครับ เพราะว่าในการที่ เราออกแบบในลักษณะอย่างนี้มันก็มีการยึดโยงกับฐานการเมืองอย่างที่กล่าวไว้แล้ว แล้วก็ ในกรณีที่เราต้องการให้ ส.ว. ปลอดจากการครอบงําทางการเมือง เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องการให้ ส.ว. ทําหน้าที่เป็นสภาตรวจสอบ สภาตรวจสอบนี้มันเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นมาใหม่นอกเหนือจากหน้าที่ของ ส.ว. ในยุคเก่า ๆ ในเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย การตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลและมีหน้าที่ เรื่องของการตรวจสอบนะครับ เมื่อจะเป็นสภาตรวจสอบมันก็ต้องเป็นอิสระในการแต่งตั้ง ถอดถอนกรรมการในองค์กรอิสระ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลต่าง ๆ ถ้าหากว่าท่านไม่เป็นอิสระ การแต่งตั้งนี้ก็จะเป็นไปตามใบสั่ง เมื่อเป็นไปตามใบสั่งแล้ว กรรมการในองค์กรต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วก็จะได้คนที่ท่านสั่งได้ พอสั่งได้เวลามีปัญหา ท่านจะถอดถอนใครหรือว่าจะให้พ้นไปจากตําแหน่ง ท่านก็ทําไม่ได้ เพราะว่ามีใบสั่งเสียแล้ว มันก็ไม่เป็นกลาง มันก็ไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่เป็นนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่า ในกรณีที่ถ้าหากว่าท่านออกแบบให้ ส.ว. เลือกตั้งมีอายุ ๔ ปี ท่านจะเป็นกี่สมัยผมก็ไม่ว่า ท่านไม่จําเป็นต้องเป็น ๒ สมัย ท่านจะเป็นอยู่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ สมัยหรือเป็นชั่วนิจนิรันดร์ก็ได้ เพราะว่ามันขึ้นกับประชาชนที่จะเลือก แต่ถ้าหากว่าท่านยังยึดโยงว่าไม่ต้องเว้นวรรค อันนั้นก็ ๖ ปี ถ้าหากท่านบอกว่าในกรณีที่สามารถที่จะเป็นต่อกันได้ มันก็ควรจะเป็น ๔ ปี แต่ถ้าหากว่า เว้นวรรคได้มันก็คงจะเป็น ๖ ปี เพราะฉะนั้นก็เป็นที่มาที่ไปอย่างนี้

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญมากท่านประธาน ส.ส. นี่เขาเลือกตั้งเหมือนกัน ท่านแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มีการเลือกตั้ง เหมือนกัน แบบเดียวกัน แล้ว ส.ส. มีวาระ ๔ ปี แล้วเหตุไฉน ส.ว. จึงมีวาระ ๖ ปีตามกรรมาธิการ ส.ว. ก็ต้องมีวาระ ๔ ปี เหมือนกับ ส.ส. เขาเรียกว่า เสมอภาค เพราะฉะนั้นผมก็ไม่มีเหตุผลแล้วก็ความจําเป็นใด ๆ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากและท่านประธานจะต้องขยายระยะเวลาสมาชิกภาพเป็น ๖ ปี เพราะฉะนั้นการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่คงวาระเป็น ๖ ปี ผมจึงยอมรับไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเล่าเหตุการณ์ให้ท่านประธานฟังว่าในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการ ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานทราบไหมครับว่า ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมันพิจารณาผ่านเรียบร้อยไปแล้วนะครับ ลงมติ เรียบร้อยไปแล้ว มีมติลดวาระจาก ๖ ปี เหลือ ๔ ปี มันสอดคล้องกับที่ผมแปรญัตติ แต่ท่านประธานครับ มันมีการขอทบทวนในวันสุดท้าย เขาเรียกว่า ทบทวนทั้งร่าง ซึ่งการ พิจารณาก่อนนี้มันเป็นการพิจารณาตั้งแต่เริ่มสนทนาธรรม แล้วก็พิจารณาในร่าง แล้วก็ พิจารณาทีละมาตราก็เรียงมาตราไป ก็มีการพิจารณากันโดยในรายละเอียด ลงกัน ในรายละเอียด แล้วก็มีที่ปรึกษามากมาย มีกรรมาธิการเข้าประชุม ร่วมประชุม แล้วก็มีการ ถกเถียงพิจารณาเยอะแยะ ผลสุดท้ายกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้วก็ท่านประธานบอกว่า แก้จาก ๖ ปี เป็น ๔ ปี แต่พอทบทวนในวันสุดท้ายก็มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้น มีกรรมาธิการ ท่านหนึ่งก็เสนอบอกว่า ๔ ปีนี้ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ทั้ง ๆ ที่พิจารณามาแล้วนะครับ ท่านบอกว่าควรจะแก้เป็น ๖ ปี แล้วก็ในวันที่ทบทวนทั้งร่างนั้นเอง มันก็มี ส.ส. หลายท่าน ส่วนใหญ่เป็นรัฐบาล ให้เหตุผลเยอะแยะไปหมด ไม่รู้ความคิดมาจากไหน บอกว่า ๔ ปี มันไม่ดี ไม่ถูกต้อง ควรจะแก้เป็น ๖ ปี แล้วก็เหตุผลที่ผมรวบรวมมาได้นะครับ เขาบอกว่า ในอดีต ตั้งแต่อดีตกาลมา ส.ว. มีวาระ ๖ ปีเป็นส่วนใหญ่จึงควรเหมือนอดีต บางท่าน ก็บอกว่ามาจากการเลือกตั้งก็ต้องการความต่อเนื่อง บางท่านก็บอกว่า ร่างมาตรา ๑๐ นี้ บัญญัติให้ ส.ว. ที่มีสมาชิกภาพอยู่ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ผมไม่เห็นว่า มันเกี่ยวกันเลยนะครับ และก็กรรมาธิการบางคนอ้างว่าต้องการให้เกิดการเหลื่อมปีกับ ส.ส. ผมไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกันอีกเช่นเดียวกัน เพราะ ส.ส. กับ ส.ว. มันไม่ได้เลือกตั้งพร้อมกันแล้วก็ วุฒิสภามันไม่มีการยุบสภา จํานวนปีของวุฒิสภานี้มันก็ไม่มีผลต่อการทํางานร่วมกับ ส.ส. ถึงแม้ว่าจะไม่มี ส.ว. เพียงพอต่อการเปิดประชุมวุฒิสภาส.ส.ก็ปฏิบัติงานแทนได้ในบางส่วน เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นว่าเหตุผลของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะเปลี่ยนในวันที่ทบทวน ทั้งร่างมันเป็นเหตุผลที่เพียงพอและท่านประธานครับ โดยปกติหลักการในการพิจารณา ร่างกฎหมายต่าง ๆ ในวาระสอง ถ้าหากว่ามีการประชุมในลักษณะนี้ถ้าหากว่ามีการประชุม แบบนี้ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใด ๆ ก็ตาม เวลาแก้ไขเวลาทบทวนเขาจะทบทวนในหลักการ หรือใจความที่สําคัญไม่ได้ เขาจะแก้ไขเฉพาะถ้อยคําให้สอดคล้อหรือถูกต้อง แต่ผมเห็นว่า การแก้ไข ๔ ปี เป็น ๖ ปี ผมเห็นว่ามันเป็นหลักการที่สําคัญ แล้วท่านแก้ไขให้กับ ส.ว. เลือกตั้งที่จะหมดวาระในต้นเดือนมีนาคมนี้ลงสมัครต่อได้ ท่านประธานครับ ผมนี่ยืนยัน ความคิดมาตั้งนานแล้วว่าผมเห็นว่า ส.ว. ไม่ควรถูกจํากัด ส.ว. เลือกตั้งไม่ควรถูกจํากัด ด้วยวาระ แต่ท่านต้องแก้องค์ประกอบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการยึดโยงทางการเมือง ใจจริง ผมอยากจะให้ขยาย ๕ ปี เป็น ๑๐ ปีด้วยซ้ํา แต่ว่าที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นที่มันไม่ควรจะเป็น ก็คือว่าท่านแก้ให้เขาสมัครต่อได้ยึดฐานทางการเมืองของ ส.ส. แล้วท่านยังขยายให้เขามี วาระ ๖ ปีอีก จะเอากันไปถึงไหนครับ แล้วก็อย่างที่กล่าวมาแล้วถ้าหากว่าเราต้องการ ส.ว. เลือกตั้งในหลักการที่สวยหรู แต่ว่าเราลืมเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลของอํานาจ และหน้าที่ของ ส.ว. เราลืมเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ การตรวจสอบถ่วงดุลจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเป็น ส.ว. ที่เป็นกลางไม่ได้เป็นพรรคหรือพวกเดียวกับรัฐบาลหรือพรรคเสียงข้างมาก ถ้าหากว่าเป็นพวกหรือพรรคเดียวกับรัฐบาลหรือเสียงข้างมากการตรวจสอบถ่วงดุลจะเกิด ขึ้นมาได้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในกรณีนี้ผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากช่วยทบทวนอีกสักครั้งด้วยนะครับ ท่านช่วยแก้กลับได้ไหมครับ จาก ๖ ปี เป็น ๔ ปี ทั้งหมดที่แก้มาแล้วนี้ผมก็ไม่ค่อยพอใจนักหรอก แต่ว่าประเด็นนี้มันเป็น อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันเป็นประเด็นที่สําคัญ ท่านช่วยแก้ ๖ ปี เหลือ ๔ ปี แล้วผมก็ คิดว่าในกรณีนี้มันก็จะเข้าสู่ในช่องทางที่หมายถึงว่ามันก็ยังพอรับได้บ้างเฉพาะช่วงวาระ แต่ว่าในประเด็นสภาผัวสภาเมียเราก็จะไม่พูดถึงแล้ว แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่เราก็ได้พูดกันมา ตลอดเวลา ผมเองก็ได้อภิปรายและผมก็เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ผมขอยืนยันว่าผมแปรญัตติให้วาระของ ส.ว. เลือกตั้งจาก ๖ ปี เหลือแค่ ๔ ปี อันนั้นเป็นข้อสรุปของผม และผมขอแถมท้ายอีกนิดหนึ่งก็คือในวรรคท้าย ท่านประธานครับ ในวรรคท้ายของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๗ ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวาระ อยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ ตรงนี้ในร่าง มันตัดออกทั้งวรรคแล้วก็เชื่อว่าจะไปเขียนขึ้นมาในบทเฉพาะกาลนะครับ ท่านประธานฝากไปถึงท่านประธานกรรมาธิการท่านช่วยชี้แจงตรงนี้ว่าในกรณีนี้ท่านต้อง การเขียนให้มันเป็นอย่างไร เพราะว่าในมาตราข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งก็จะเป็นในเรื่องของ การที่จะอยู่ในตําแหน่งการที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเป็นอย่างไร แล้วก็เป็นใน ส.ว. กลุ่มไหน ชุดไหน รายละเอียดตรงนี้ช่วยชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ครับ ท่านสงวนไว้ให้อายุของ ส.ว. ๖ ปีเหลือ ๔ ปี

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถูกต้อง ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ขอตั้งเวลาหน่อย นะครับจะได้รู้ว่าใช้เวลาสักเท่าไร เชิญท่านครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านพูด อะไรครับเมื่อสักครู่จับเวลาหรืออะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมสั่งเจ้าหน้าที่เขาช่วยจับ เวลาจะได้รู้ว่าใช้เวลาเท่าไรครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมต้องใช้ เวลาท่านประธานครับ เดี๋ยวผมจะอภิรายให้ท่านฟังครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ขอให้กระชับด้วย นะครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กระผม กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกรัฐสภาในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นในมาตรา ๗ ผมสงวนความเห็นไว้ดังนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๗ ในข้อความที่กําหนดให้เป็นมาตรา ๑๑๗ ข้อความในมาตรานี้ ได้กําหนดไว้อย่างนี้ครับ กําหนดไว้ให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันที่มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้วาระของวุฒิสภามีกําหนดคราวละหกปีนับแต่วันเลือกตั้ง คําแปรญัตติของผมก็คือแก้ไขข้อความที่กําหนดไว้ในคราวละหกปีให้เหลือเวลาสี่ปี ผมต้อง กราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมนั้นเป็นคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วผม สงวนความเห็นน้อยมาก ผมสงวนความเห็นไว้เพียงในมาตรา ๕ ถึงเรื่องการกําหนดวาระ การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็มาแก้ไขในมาตรา ๗ ในมาตรา ๑๑๗ ซึ่งกําหนด ระยะเวลาให้เหลือสี่ปี เรื่องที่ผมได้เสนอแปรญัตตินี้ไม่ใช่เรื่องสั้น ๆ หรือเรื่องยาว ๆ ท่านประธานครับ แต่มันเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องของระบบการมีหรือไม่มีวุฒิสภา ท่านประธานครับ เราได้อภิปรายเรื่องนี้กันอย่างยืดยาวมาในหลายมาตรานั้นก็เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ทุกเรื่องที่เรานํามาสู่ในฉบับนี้มันเป็นเรื่องของระบบสมาชิกวุฒิสภา การที่เรา กําหนดให้มีหรือไม่มีวุฒิสภานั้นเราไม่ได้กําหนดมาจากความรู้สึกเพียงแต่ว่าโดยทั่วไปแล้ว ระบบรัฐสภาเราต้องมีวุฒิสภาหรือเราอยากหรือไม่อยากให้มีวุฒิสภา แต่ว่าวุฒิสภานั้น ถูกกําหนดให้มีหรือไม่มีขึ้นจาก ๖ เรื่องด้วยกันท่านประธานครับ กําหนดขึ้นมาจากการว่า อํานาจหน้าที่ของสภาเป็นอย่างไร อํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาเป็นอย่างไร คุณสมบัติ ของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเป็นอย่างไร ที่มาของสมาชิกวุฒิสภามาอย่างไร จํานวน ของสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนเท่าใด วาระในการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภามีกี่วาระ สมัยเดียวหรือเป็นหลายสมัยได้ ๖. ระบบระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งเป็นเวลาเท่าใด ทั้ง ๔ ประการนี้ที่ผมเคยได้กราบเรียนกับท่านประธานไว้ในการอภิปรายในรอบแรก ผมเรียก สิ่งนี้ว่าเป็นชุดความคิดมันจึงไม่ใช่เรื่องที่ผมชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องที่สภานี้อยากได้ หรือไม่อยากได้ แต่เมื่อมันเป็นระบบการเมืองสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาก็คือว่าเราได้แก้ไขอะไร ลงไป ๖ ประการนี้ท่านประธานครับ วุฒิสภายังต้องการคงไว้ซึ่งอํานาจเหมือนเดิม การมีหรือไม่มีวุฒิสภาอยู่การที่มีอํานาจหน้าที่และอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาในปัจจุบัน ไม่เหมือนกับวุฒิสภาในอดีต เขาจึงกําหนดให้มีลักษณะเฉพาะของการดํารงตําแหน่งหน้าที่ การดํารงตําแหน่งหน้าที่เขากําหนดให้เป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เขากําหนดให้ ส.ว. ชุดนี้ทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย แน่นอนนั่นเป็นสิ่งที่เขาจะต้องปลอดจากอิทธิพล ของเสียงข้างมากของรัฐบาล และแน่นอนการกลั่นกรองกฎหมายเขามีส่วนที่จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เขามีสิทธิที่จะยับยั้งหรือไม่ยับยั้ง เขามีสิทธิที่จะแก้ไขหรือไม่แก้ไข เขาจึง จําเป็นต้องมีเสียงข้างมากในวุฒิสภาเพื่อทําหน้าที่ในการตัดสินใจเหล่านี้ การกลั่นกรอง จึงเป็นบทบาทที่สําคัญ ท่านประธานครับผมไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ยืดเยื้ออะไรเลย แต่ผมต้อง กราบเรียนกับท่านประธานว่าในชุดของระบบนี้มันถูกกําหนดมาอย่างมีขั้นตอนและมีเหตุผล และผมจะเล่าให้ท่านประธานฟังเป็นตัวระบบสุดท้ายว่าทําไมมันจึงต้อง ๔ ปี เราแก้ไข อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ๑. เราไม่ได้แก้ไขเรื่องอํานาจหน้าที่ แต่เราไปแก้ไขเรื่องคุณสมบัติ เรายกเว้นข้อห้ามที่ไม่ให้ ส.ว. ลง ยกเว้นข้อที่ไม่ให้บุคคลอื่นลง เราแก้ไข การเลือกตั้ง ส.ว. ที่มาจาก ๒ แบบ มาจากการเลือกตั้ง มาจากการสรรหา เราแก้ไขให้มาจากการเลือกตั้ง เราเปลี่ยนที่มาของทั้งหมด จํานวน ส.ว. เดิมซึ่งมี ๑๕๐ คน เราแก้ไขให้มี ๒๐๐ คน แล้วเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านประธานฟังว่า ๑๕๐ กับ ๒๐๐ มันทําลายดุลยภาพของระบบ รัฐสภาอย่างไร แล้วมันขัดต่อเจตนารมณ์ของการแก้ไขในระบบวุฒิสภาอย่างไร วาระในการ ดํารงตําแหน่ง ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชํานิครับ ต้องขออภัย ไม่อยากขัดนะครับ เราตกลงกันไว้จะปฏิบัติโดยยึดข้อบังคับ ทีนี้ผมเห็นว่าท่าน เท่าที่เกริ่นมา มันจะไกลไปนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่านสงวนไว้อายุของวุฒิจาก ๖ ปี เหลือ ๔ ปี แต่ท่านรู้สึกว่าจะอภิปราย ถ้าเกริ่นเฉย ๆ ดูแล้วก็คงยาวครับ มันฟุ่มเฟือย เพราะฉะนั้นขอให้ กระชับเข้าประเด็นครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าท่านสงวนเหมือนกับสงวนทั้งเล่มเลย มันเหมือนวาระที่หนึ่ง ขอความกรุณานะครับ ท่านก็ทราบข้อบังคับเป็นอย่างไรก็ขอให้ กระชับอยู่ในประเด็นเถอะครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็น ผมไม่ตั้งใจที่จะโต้เถียงกับท่านประธานครับ แต่ผมกําลัง กราบเรียนกับท่านประธานว่าผมแปรญัตตินี้ท่านประธานคิดเอาเองว่ามันเรื่องเล็ก ๆ ท่านประธานคิดเอาว่าแค่ ๖ ปี กับ ๔ ปี มันควรจะจบเท่านั้น เพราะท่านประธานมีความคิด แค่นั้นท่านครับ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมตั้งใจแปรญัตตินี้ด้วยความคาดหวังที่ จะให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเปลี่ยนใจ และด้วยความคาดหวังว่าจะให้สมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ลงมติคะแนนให้กับผม เป็นไปอย่างที่คุณหมอเจตน์ได้เล่าให้ท่านประธานฟังครับว่า ผมได้เสนอเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผมชนะโหวตในคณะกรรมาธิการ มาแล้ว แต่ในที่สุดก็ไปวิ่งกันนอกระบบกรรมาธิการพากลับมาทบทวนใหม่แล้วมีมติหักมติที่ ผมเคยชนะมาแล้วกลับมาสู่อันนี้ แล้วที่ผมบอกกับท่านประธานว่าท่านประธานดูเหมือนว่า ผมจะพูดย้อนไปทุกมาตรา ผมกําลังบอกกับท่านประธานว่า ระบบวุฒิสภา ๖ ประการนี้ มันต้องสอดรับซึ่งกันและกัน เรากําลังแก้ไขอะไรครับท่านประธานครับ เรามี ๖ เรื่องที่เป็น ระบบวุฒิตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรามีเรื่องอํานาจหน้าที่ถ้าไม่มีอํานาจท่าทีอย่างนี้เขาไม่ ออกแบบวุฒิอย่างนี้ วุฒิอย่างนี้เขาออกแบบอย่างไร เขาออกแบบให้คุณสมบัติมีเฉพาะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขออภัย อีกรอบหนึ่งครับ ที่จริงไม่ได้หมายถึงว่าผมคิดนะครับ ไม่ได้หมายความว่าผมคิด แต่เป็น เรื่องที่ท่านได้สงวนมา เพราะฉะนั้นท่านสงวนมาในประเด็นกรณี ๖ ปี เหลือ ๔ ปี เพราะฉะนั้นประเด็นของท่านมันอยู่ตรงนี้นะครับ แต่ทีนี้เห็นท่านพูดเท่าที่เกริ่นมาก็ดูมันจะ ยืดยาวฟุ่มเฟือยเกินไป ก็ไม่ทราบว่าท่านจะใช้เวลาสักเท่าไรครับ น่าจะคุมประเด็นที่ท่าน จะอภิปราย

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมไม่อาจกําหนดเวลากับท่านประธานอย่างนั้นได้ แต่ผมจะใช้เวลา เท่าที่จําเป็น ผมบอกกับท่านประธานว่าผมแก้ ผมปรับจาก ๖ ปี มาเป็น ๔ ปีจริง แต่ทําไม ต้อง ๔ ปี เพราะระบบของเรามันถ้าแก้ต้องแก้ด้วยกันทั้งชุด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ทราบครับ ทีนี้ประเด็น ของท่านที่จะพูดมันน่าจะใช้เวลาสักเท่าไร

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมยัง ไม่ทราบครับ ผมอาจจะ ๒๐ นาที อาจจะ ๓๐ นาที อาจจะชั่วโมงก็ได้ แต่ผมไม่ฟุ่มเฟือย ผมไม่ทิ้งเปล่า และผมไม่ได้กลั่นแกล้งท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทีนี้ฟุ่มเฟือยหรือไม่ มันเป็นอํานาจของประธานจะวินิจฉัย ไม่ใช่ท่านวินิจฉัยตัวเองนะครับ แต่เท่าที่พูดมา ก็ฟุ่มเฟือยมามากแล้วครับ จะ ๘ นาทีแล้วครับ ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ อย่าไปยืดยาว ขนาดนั้นเลยครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านประธานชี้แจงกับผมอย่างนี้ไม่ได้ เพราะประการแรกผมไม่ได้ทํา อย่างนั้น และ ๒. ผมไม่ใช่คนเหลวไหลที่จะพูดอะไรก็ได้ในสภานี้ ผมเสนอคําแปรญัตติ ของผมด้วยความคาดหวังจริง ๆ และท่านประธานอ่านบ้างหรือเปล่าที่เขาเสนอแก้กันมา ก็ลงมติกันอย่างไร ท่านรับงานมาแบบไหนหรือ ท่านประธานต้องฟังสิครับ ผมบอกกับ ท่านประธานว่าญัตตินี้วิธีในเรื่องนี้ผมถือเป็นสาระสําคัญ เป็นหนึ่งในระบบของวุฒิสภา ถ้าแก้มันต้องแก้ทั้ง ๖ ประเด็น แต่วันนี้มันมี ๖ ประเด็น แต่ว่าเราแอบแก้กันจริง ๆ ๔ ประเด็น เราไม่แก้ ๒ ประเด็น มันทําให้ส่วนที่เหลือมันขัดกับระบบ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยากจะ กราบเรียนท่านประธาน ๒ ประเด็น ครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือท่านประธานเคยพูดไว้ตามชวเลขว่าที่ท่านพูดว่า ได้หารือ กับท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านได้หารือแล้วมีข้อสรุปตรงกันว่าจะ ดําเนินการดังนี้ครับ จะเปิดให้สมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ได้พูดครอบคลุมทุกประเด็น นะครับ คือท่านชํานิประเด็นแรกก็คือเพิ่งได้ลุกขึ้นพูดคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา ๗ เพราะคิดว่าเรื่องประเด็นซ้ําคงไม่มีแน่นอน ประการที่ ๒ ก็คือคงไม่มีการ วนเวียนซ้ําซาก เพราะเพิ่งได้นับหนึ่งเริ่มพูดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจะไม่มีทางวนเวียน ซ้ําซาก

ประการที่ ๒ ครับ กรณีที่ท่านประธานมีดําริให้เอาคําแปรญัตติขึ้นจอ ความเป็นจริงคนที่บ้านโทรศัพท์มา เขาอ่านไม่เห็นครับคํานี้ มันไม่มีประโยชน์อะไร เพราะทุกคนทราบว่าคําแปรญัตติอยู่ในเล่มและอยู่ในหน้าไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่ในสภาก็ทราบ เป็นอย่างดีว่าในกรณีของท่านชํานิยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ ท่านก็จะเขียนไว้ว่าอยู่ใน หน้าไหน เขียนไว้ว่าอย่างไร ผมคิดว่าคําแปรญัตติไม่มีความจําเป็นต้องทําเป็นประเพณีใหม่ เที่ยวขึ้นไปในจอให้เสียเวลาเปล่า ๆ เพราะคนทางบ้านอยากจะดูว่าใครเป็นคนพูด พูดแล้ว มีสาระสําคัญอย่างไร เพราะผมว่าการแก้รัฐธรรมนูญความเป็นจริงมันก็ถกเถียงกันเยอะครับ แบบที่ท่านประธานดําริไว้ตั้งแต่ต้น ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นอย่างนี้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นอย่างนั้น แต่ผมคิดว่าประเด็นที่สําคัญที่สุดก็คือขอให้ฝ่ายค้านได้ทําหน้าที่ได้ครอบคลุมตามที่ ท่านประธานเคยดําริไว้เช่นนั้นก็เพียงพอครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมกําลังนึกถึงท่านจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ผมชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษของท่าน ผมมีโอกาสได้ไปนั่งสังเกตการณ์ ที่วิปคุยกัน แล้วก็ท่านจุรินทร์ออกมาก็มาอภิปรายครับ อภิปรายโดยยึดแนวทางที่วิป ได้พูดคุยกันคือจะอยู่ในประเด็นแล้วไม่เยิ่นเย้อนะครับ แล้วท่านจุฤทธิ์ก็ปฏิบัติตามนั้นจริง ๆ ผมยังชื่นชมวันนั้น ชื่นชมด้วยใจครับ ทีนี้ท่านประเสริฐประท้วงเมื่อกี้ จะประท้วงหรือหารือ ก็แล้วแต่ ท่านอ้างคําพูดของผมที่หารือกับท่านผู้นําฝ่ายค้านบอกว่าผมจะเปิดโอกาส ให้อภิปรายครอบคลุมทุกประเด็น แต่ทุกประเด็นในที่นี้หมายถึงทุกประเด็นที่ท่านสงวน เอาไว้ เพราะเรื่องนี้อยู่ในวาระที่สองท่านก็รู้ทุกคนก็รู้ใครก็รู้กันทั้งนั้นที่นั่งอยู่ว่ากรอบ การอภิปรายในวาระที่สองให้อภิปรายได้เฉพาะในสิ่งที่ตัวเองสงวนเอาไว้ไม่ใช่อยากพูดอะไร ก็พูดหรืออารัมภบทอย่างกับพูดในวาระที่หนึ่ง ท่านใช้เวลาเกือบ ๘ นาทีแล้วยังไม่เข้าสู่ ประเด็นเลย ยังไม่เข้าสู่กรอบเลย ท่านจะบอกว่าเกริ่นนํา ๆ ถามว่าท่านจะใช้เวลาเกริ่นนํา สักเท่าไร ท่านก็บอกไม่ได้ จะ ๒๐ นาที ๓๐ นาที หรือชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ซึ่งมันไม่ใช่ครับ แล้วท่านก็แย้งว่าท่านไม่ได้ซ้ําประเด็น ไม่ได้ซ้ําประเด็นครับแต่มันฟุ่มเฟือยครับ ผิดข้อ ๔๓ ท่านก็อ่านสิครับ ข้อ ๔๓ มันฟุ่มเฟือยแล้วยังไม่เข้าประเด็นเลย แล้วเวลาประธานวินิจฉัย ท่านก็โต้แย้งอยู่อย่างนี้ แล้วจะดําเนินการอย่างไร ท่านบอกให้ผมปฏิบัติตามข้อบังคับ ท่านก็ ต้องยึดตามข้อบังคับด้วยเหมือนกันครับ ไม่ใช่พอประธานวินิจฉัยท่านก็โต้เถียงคําวินิจฉัยของ ประธานซึ่งมันไม่จบ ขอความกรุณาเถอะครับอยู่สภามาด้วยกันนานแล้วครับ อะไรเป็นอะไร รู้อยู่แก่ใจครับ ท่านชํานิครับขอความกรุณาเถอะครับ เข้าประเด็นเถอะครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็เพราะ อยู่มานานแล้วถึงกล้าเถียง มันเยิ่นเย้อตรงไหนครับ มันเกริ่นนําตรงไหน ที่อภิปรายเป็น ประเด็นทั้งสิ้น ก็ท่านประธานไปคิดเอาเองว่าระหว่าง ๖ ปี กับ ๔ ปี มีแค่นี้หรือ ก็ผมกําลังจะ บอกให้สภานี้เขาทราบว่าระยะเวลาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และระบบมี ๖ เรื่อง แต่ไปแก้ไข ๔ เรื่อง ไม่แก้ไข ๒ เรื่อง คือไม่แก้ไขเรื่องอํานาจหน้าที่ และไม่แก้ไขในระยะเวลาในการดํารง ตําแหน่งมันขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มันขัดต่อเจตนารมณ์ของระบบการเมืองไทย ขัดต่อระบบของวุฒิสภาไทย จึงเป็นการแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองต้องการมันจึงเป็นการแก้ไขเพื่อ ประโยชน์ของผู้แก้ และมันจึงแก้ที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานฟังสิครับ ผมไม่เหลวไหลแน่นอน ผมอยู่สภานี้พอจะมีความรู้อยู่บ้าง แต่ผมบอกตรง ๆ ว่าผมไม่เคยเจอ ประธานแบบนี้ ท่านประธานต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างนี้เสีย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนคําพูดครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถอนเรื่อง อะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เคยเจอประธานแบบนี้ ท่านถอนครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นี่คือ ข้อเท็จจริงว่าไม่เจอประธานแบบนี้ ผมอภิปรายในสภามา ๒๐ ปี ไม่เคยมีประธานท้วงติงผม แบบนี้ แล้วจะให้ผมบอกว่าอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ข้อบังคับระบุไว้ชัดเจนมาก การอภิปรายในวาระที่สองให้พูดในประเด็นที่สงวนเอาไว้เท่านั้น

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็นี่อย่างไร อยู่ในประเด็นที่สงวน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสงวนเอาไว้ว่าอายุของ วุฒิสภา ๖ ปีให้เหลือ ๔ ปี ประเด็นแค่นี้ ท่านใช้เวลามา ๘ นาทีแล้วครับ เข้าประเด็นได้แล้วครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่มีทาง ท่านประธานจะมายับยังผมอย่างนี้ไม่ได้ ท่านประธานทําอย่างนี้กับผมไม่ได้ ผมไม่คาดคิด เลยว่าจะมาเจอแบบนี้กับท่านประธาน ผมเตรียมเรื่องนี้ กางอย่างนี้มา ๗ วันแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานนั่งลงเงียบ ๆ แล้วผมจะอภิปรายของผมต่อไป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช้เวลาสักประมาณเท่าไร

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รู้อาจจะ เป็นชั่วโมงก็ได้ อาจจะ ๓๐ นาทีก็ได้ อภิปรายจบผมก็นั่งลง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญ ๆ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นแปรญัตติในมาตรา ๗ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะต้อง กราบเรียนกับท่านประธานดังต่อไปนี้ เพื่อที่จะยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีประเด็น ๖ ประเด็น คือเรื่องอํานาจหน้าที่ เรื่องคุณสมบัติ เรื่องที่มาของการเลือกตั้ง เรื่องของจํานวนสมาชิกวุฒิสภา เรื่องของวาระการดํารงตําแหน่ง และเรื่องของระยะเวลา ในการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๖ ประเด็นนี้เราได้มีการแก้ไขไป ๔ เรื่อง และไม่มี การแก้ไข ๒ เรื่อง ทําให้ปัญหานี้มีความขัดแย้งในเชิงระบบของวุฒิสภา ขัดแย้งอย่างไรครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ผมกราบเรียนกับท่านประธานแล้วว่าเราได้ถูกออกแบบมาในชุด ความคิดที่เป็นเรื่องของระบบการเมือง ระบบการเมืองของประเทศ นอกจากที่เราจะต้อง คํานึงความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว เรายังต้องออกแบบให้มันสอดคล้องกับสภาพ ความเป็นจริงในทางการเมืองของประเทศนั้น ๆ เราต้องออกแบบให้มันสอดคล้องกับระบบ รัฐสภาที่เราดํารงอยู่ด้วย ไม่ใช่แก้หรือไม่แก้ไปตามใจชอบของตัวเอง และในที่สุดมันจะเป็น ปัญหา มันเป็นปัญหาอย่างไรครับท่านประธานครับ ปัญหาแรกก็คือว่า มันจะมีปัญหาต่อการ ใช้อํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันไม่ได้มีเพียงอํานาจหน้าที่สั้น ๆ เท่านั้น แต่มีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งได้กราบเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่า การกลั่นกรองกฎหมายเป็นบทบาทที่สําคัญในการใช้เสียงข้างน้อย และกฎหมายนั้นเป็นของ รัฐสภา ซึ่งเสนอโดยรัฐบาล ในที่สุดท่านประธานครับ วันหนึ่งรัฐบาลจะต้องไปหาเสียงข้างมาก ในวุฒิสภา เพื่อที่จะให้สนับสนุนงานของตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่สําคัญในการทําอํานาจหน้าที่

เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ส.ว. มีหน้าที่ ตรวจสอบ มีหน้าที่ติดตาม เพราะฉะนั้นคุณสมบัติก็ดี วาระในการดํารงตําแหน่งก็ดี เป็นเงื่อนไขที่สําคัญให้คนเหล่านี้ไปทําหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องใหญ่สําคัญก็คือว่าดุลยภาพของสภา ถ้ามันขัดจากจํานวนแล้วจะมีปัญหาเช่นเดียวกัน ให้ความสําคัญ เห็นชอบในเรื่องสําคัญตามที่กฎหมายกําหนด ท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาเป็นหนึ่งในรัฐสภา ให้ความเห็นชอบในกฎหมาย ให้การประชุมร่วมรัฐสภา ให้อํานาจรัฐบาลไปดําเนินการ แม้กระทั่งเป็นผู้แต่งตั้งองค์ประมุขของรัฐสภา นี่เป็นบทบาท ที่สําคัญที่ต้องมีความสอดคล้องและสอดรับกัน พิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง การดํารงตําแหน่งของบุคคลองค์กรอิสระ เป็นการให้ความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก ของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ความเชี่ยวชาญของวุฒิสภา จํานวนของวุฒิสภา วาระการดํารงตําแหน่งของวุฒิสภา ระยะเวลาของผู้ดํารงตําแหน่งรัฐสภา เป็นผู้ทรงอิทธิพล ต่อการควบรวมอํานาจ ต่อการใช้อํานาจเหนือระบบ และต่อการที่จะทําหน้าที่เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบด้วยอํานาจของตัวเอง สิ่งนี้เป็นบทบาทและเป็นเงื่อนไขที่สําคัญ การถอดถอน บุคคลที่ที่ดํารงตําแหน่งในทางการเมือง นี่ก็เป็นหน้าที่หนึ่ง ถ้าคนเหล่านี้ไม่เป็นกลางในทาง การเมือง ถ้าคนเหล่านี้มีส่วนที่มาจากเป็นเสียงข้างมากของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทําให้ความ ขัดแย้งและความเสียหายของระบบในรัฐสภาก็เกิดขึ้น หัวใจสําคัญคือการทําหน้าที่ของ รัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐสภานี้ไม่ใช่มีเพียงแต่เราสองฝ่าย ส.ส. กับ ส.ว. เท่านั้น วันหนึ่ง ต้องยุบสภา เหลือ ส.ว. ไว้ทําหน้าที่รัฐสภา ท่านประธานครับ วันนั้นเขากําลังทําหน้าที่ของ ปวงชนชาวไทย ถ้าเขามีวาระการดํารงตําแหน่งเท่าไรก็ได้ เขามีระยะเวลาเท่าไรก็ได้ เป็นเงื่อนไขที่สําคัญ ทําให้การดํารงอยู่ของเขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือระบบของการเมืองไทย นี่คือที่มาที่ผมต้อง กราบเรียนกับท่านประธานว่าเราจําเป็นที่จะต้องทบทวน ต้องหาเรื่องเหล่านี้เข้ามา ไม่ได้ ตั้งใจที่จะพูดให้มาก ไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดให้มันยาว แต่ผมกําลังกราบเรียนกับท่านประธาน ต่อไปว่าการแก้เพียงบางส่วน เอาอํานาจไว้เหมือนเดิม เอาระยะเวลาไว้เท่าเดิม แต่ว่า แก้ที่มาใหม่ แก้จํานวนใหม่ แก้คุณสมบัติใหม่ ล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ของผู้แก้ การแก้ แบบนี้นักทฤษฎีการเมืองของจีนเขาเรียกว่าตัดตีนให้เข้ากับเกือกครับท่านประธานครับ นี่เป็นภาษารัฐศาสตร์ ตัดตีนให้เข้ากับเกือกเป็นเรื่องของระบบการเมืองที่ถูกแก้ไข แก้ไข ในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าเราจะมีหรือไม่มีวุฒิสภา ผมยืนยันว่าสําหรับผมต้องมีวุฒิสภา เมื่อมี วุฒิสภา ชุดความคิดของระบบรัฐสภา ถ้าจะแก้ไขต้องแก้ไขทั้งชุด ใช้ระบบชุดความคิดอื่น มาใส่ ไม่ใช่เอาชุดความคิดเดิมและแก้ไขเพียงบางส่วนให้ตามที่ตัวเองต้องการ นี่คือสิ่งที่ ผมจึงไม่อาจเห็นด้วยได้กับการแก้ไข ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างไรครับท่านประธานครับ ผลที่จะต้องเกิดขึ้นก็คือว่าการเพิ่มให้มี ส.ว. ๒๐๐ คน มันเดิมทีมันมี ๑๕๐ คน สัดส่วน ของรัฐสภามันเปลี่ยน เมื่อสัดส่วนของรัฐสภามันเปลี่ยนมันทําให้เกิดอะไรขึ้นครับ และผมจะ อธิบายให้ท่านประธานฟังว่าทําไมต้องเป็น ๔ ปี การเพิ่ม ส.ว. ๒ คนทําให้ดุลยภาพเปลี่ยน เดิมทีเรามี ส.ว. ๑๕๐ คน มีสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน มันเป็นสัดส่วน ๕ ต่อ ๑.๕ แล้วถ้า มันเปลี่ยนตามนี้มันจะมีเป็น ๒๐๐ คน สภาผู้แทนราษฎรมี ๕๐๐ คน สภา ส.ว. มี ๒๐๐ คน เป็น ๗๐๐ คน เท่ากับ ๕ ต่อ ๒ สัดส่วนเปลี่ยนอย่างไรครับ ครึ่งหนึ่งของรัฐสภา จาก ๓๒๕ ต้องเป็น ๓๕๐ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้น ดุลยภาพการเปลี่ยนอย่างนี้ แล้ว ส.ว. ต้องดํารง ตําแหน่งอยู่ยาวอย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นกับสภานี้ครับ คนที่เป็นรัฐบาลต้องไปหาเสียงข้างมาก ในวุฒิสภา ท่านประธานครับ ถ้าวันหนึ่งรัฐบาลไปมีเสียงข้างมากในวุฒิสภา ไปจัดหา เสียงข้างมากในวุฒิสภา ไปควบรวมให้เกินครึ่งหนึ่งของรัฐสภา นี่คือการมีอํานาจเหนือระบบ นี่คือการใช้อํานาจที่ควบรวมระบบการเมือง และในที่สุดปัญหาอื่นก็จะตามมา ซึ่งผมจะได้ กราบเรียนกับท่านประธานต่อไปว่าการเพิ่มจํานวนเป็น ๒๐๐ จึงไม่ใช่เรื่องเลือกตั้ง หรือไม่เลือกตั้ง ประเทศไทยมี ส.ว. จากการเลือกตั้งอยู่แล้ว ประเทศไทยออกแบบให้ทํา หน้าที่อย่างนี้ เขาบอกต้องการผู้เชี่ยวชาญ เขาก็ไปสรรหามาให้ได้จํานวนเท่านี้ เอาละ นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดจาตรงนี้ แต่ผมบอกประธานว่า ๒๐๐ คน ต่อ ๕๐๐ คน กับ ๑๕๐ คน ต่อ ๕๐๐ คน ทําให้ดุลยภาพของรัฐสภาเปลี่ยนไปแน่นอน และขัดต่อ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กําหนดให้มีหรือไม่มีวุฒิสภาด้วยคุณสมบัติอย่างนี้แน่นอน ทําให้เกิดการควบรวมอํานาจโดยรัฐบาลหาเสียงข้างมาก เมื่อกี้ผมพูดไปชุดหนึ่ง ผมกําลัง บอกท่านประธานว่าการที่เขาไม่ให้ ส.ว. สังกัดพรรคการเมือง การเลือกตั้งในประเทศนี้มันมี เลือกตั้งหลายชุด มีเลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เลือกแล้วไปเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๖๐ ปี เขาเกษียณ เขาเลือก อบต. เขาเลือก อบจ. เขาเลือกเทศบาล เขาเลือกเมืองพัทยา เขาเลือก กรุงเทพมหานคร ผู้ว่า กทม. เขาเลือก ส.ส. เขาให้วาระ ๔ ปี ทั่วโลกระบบการเมือง เขาเป็น อย่างนี้ ถ้าเราเปลี่ยนให้สมาชิกวุฒิสภามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง มาเป็นส่วนหนึ่ง ของเสียงข้างมาก คือเป็นแล้วให้เป็นอีก ตัดคุณสมบัติต้องห้ามบางประการที่ทําให้ ไม่เป็นกลางออกไปเสีย ก็เท่ากับเราทําให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง ที่ไม่ต้องเป็นกลางในทางการเมือง และนั่นคือจุดอันตรายของการมีวุฒิสภา อย่างน้อยที่สุด มันก็จะต้องเกิดการควบรวมอํานาจให้ได้ใครได้เสียงข้างมากจะต้องทําให้เสียงข้างมาก ในวุฒิสภามามีด้วย การเลือกตั้งของวุฒิสภาไม่เป็นกลางแน่นอน พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยว แน่นอน และในที่สุดนี่คือปัญหาของระบบของการเมืองของประเทศ ท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าการเป็นแล้วเป็นอีก นี่ถือว่าเป็นการสืบทอดอํานาจ เขาไม่ได้รังเกียจว่า ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีกนี้มันไม่ได้ แต่เขาที่ให้เป็นไม่ได้นี้ เพราะเขา ไม่ต้องการให้ ส.ว. เสพติดกับอํานาจ ยึดครองอํานาจ เขาไม่ต้องการให้ ส.ว. ไปสืบทอด อํานาจ ถ้า ส.ว. ต้องการเป็นอีกก็ไปสมัคร ส.ส. สิครับ ไปสมัครผู้ว่า กทม. สิครับ สมัคร อบจ. สิครับ เขามีระบบให้เป็น เพราะการเมืองที่ต้องสังกัดพรรคการเมืองมันเป็นระบบของ พรรคการเมือง คือรัฐบาลต้องเป็นเสียงข้างมาก การเป็นผู้แทนปวงชนด้วยระบบนี้ เขาถึง แยกแยะไว้ให้ชัดเจน วาระในการดํารงตําแหน่ง ท่านประธานที่เคารพครับ มันไม่ใช่สิ่งที่ สมมุติขึ้น ไม่ใช่ชํานิคิดเอาเอง ว่าถ้าผู้แทน ๔ ปี ส.ว. ก็ ๔ ปีด้วย ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ประเทศนี้ ได้แบ่งวาระการดํารงตําแหน่งมาหลายชุด เรามีทั้งรัฐสภา มีทั้ง ส.ว. เรามีทั้งองค์กรอิสระ ทําไมเขาถึงกําหนดวาระในการดํารงตําแหน่งนี้มันไม่เท่ากัน ศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ปีครับ ถามว่าทําไมศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ปี เขาต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญมีเสถียรภาพวินิจฉัย ข้อเท็จจริงของกฎหมาย แล้วก็เป็นได้ครั้งเดียว เพราะอะไร เขาต้องรับงานจากหลายฝ่าย รับงานจาก ส.ส. รับงานจากรัฐสภา รับงานไปจาก ป.ป.ช. รับงานไปจาก กกต. รับงานไปจาก ผู้ตรวจการแผ่นดินรับงานไปจากคนไหนก็ได้ที่อยู่ ท่านมีอํานาจหน้าที่ เขาไปทําอย่างไรครับ คนที่ทําหน้าที่กับ ป.ป.ช. เขาก็ให้เวลา ๙ ปี เหมือนกัน เพราะเรื่องราวที่ ป.ป.ช. สอบ บางเรื่องหลายปี บางเรื่องปีเดียวเสร็จ บางเรื่อง ๒ ปี บางเรื่อง ๕ ปี ระยะเวลาอย่างนี้ เขาถึง ไปกําหนดเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญกับ ป.ป.ช. ๙ ปี ถามว่าทําไมเขาไม่กําหนดเหมือนคนอื่น เพราะเขามีภารกิจไม่เหมือนกับคนอื่นอย่างไรครับ แล้วอย่างไรอีก กกต. อันนี้ก็มาแปลก กกต. ก็ไม่เหมือนใครครับ กกต.เป็นองค์กรอิสระทําหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง เขาให้เวลา ๗ ปี ทําไมไม่ ๘ ปี ทําไมไม่ ๙ ปี ทําไมไม่ ๖ ปี เขาต้องการให้ ส.ว. ตรวจสอบติดตาม การเลือกตั้ง และตรวจสอบหลังเลือกตั้ง และอย่างน้อยให้คร่อมเวลาของการทําหน้าที่ได้ ในการเลือกตั้งใหญ่อย่างน้อย ๒ ครั้งและมีเวลาดําเนินการต่อเวลาที่ขาดอยู่ให้สมารถมี กกต. ชุดใหม่เข้ามาสวมแทนได้ทันเวลา แล้วก็เป็นแล้วไม่ให้เป็นอีก ผู้ตรวจการแผ่นดินของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เขาให้เวลา ๖ ปีท่านเห็นไหมว่ามันไม่เหมือน มี ๓ คน ศาลรัฐธรรมนูญ มี ๙ คน ป.ป.ช. มี ๙ คน กกต. มี ๕ คน ผู้ตรวจการแผ่นดิน มี ๓ คน เขาเป็นแล้วไม่ให้เป็นอีก คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเมื่อสักครู่ตรวจการแผ่นดิน ตรวจเงินแผ่นดิน ๖ ปี แล้วก็มี ๗ คน ส.ว. เขาให้ ๖ ปี มี ๑๕๐ คนนี่คือชุดความคิดที่เขาจัดเป็นระบบ แล้วให้เป็นได้ครั้งเดียว เขาไม่ ต้องการให้วงจรเหล่านี้ผูกพันกับการเมืองมีส่วนได้เสียกับการเมือง เขาไม่ให้คนเหล่านี้ สืบทอดอํานาจ เขาไม่ให้คนเหล่านี้ยืดระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งออกไปเพื่อแสวงหา อิทธิพลเพิ่มเติมหลังจากการดํารงตําแหน่งแล้วเป็นอีก นี่ก็คือการกําหนดอย่างนี้ มันไม่ใช่ ผมคิดขึ้นเอง ไม่ใช่คณะกรรมการคิดขึ้นเอง ท่านประธานครับ ผมต้องยืนยันกับท่านประธาน เป็นมั่นเป็นเหมาะก็เพราะว่า วันนี้ในการแก้ไขกี่ปี ๔ ปี หรือ ๖ ปี เราอ้างความเป็นหรือไม่ เป็นประชาธิปไตย เราอ้างการสรรหา หรือไม่สรรหา เป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านประธานครับระบบการเมืองของประเทศนี้ เราได้เดินทางมาไกลครับ คนรุ่นเราไม่เคย เชื่อว่ารัฐประหารจะมีเกิดขึ้น เรื่องนี้ผมพูดกับประธานกรรมาธิการมาแต่ไหนแต่ไร แต่ว่า ในที่สุดคนรุ่นเราก็ได้พบ คนรุ่นเราก็ได้เห็น ทั้ง ๆ ที่เราน่าจะผ่านเวลานั้นมาแล้ว ประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ มาวันนี้ ๘๐ ปี ท่านประธานครับ เป็นเวลาที่เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีความขัดแย้งทางการเมืองยาวนานที่สุด มีความขัดแย้ง ทางการเมืองเป็นระยะเวลา เป็นเงื่อนไขมากที่สุด บางประเทศมีปัญหาสงคราม สงครามจบ บางประเทศมีปัญหาชนชั้นสงครามจบ บางประเทศมีปัญหาระบบการเมืองเปลี่ยนเป็น ประชาธิปไตยจบ บางครั้งเปลี่ยนเป็นสังคมนิยม เปลี่ยนแปลงเสร็จจบ แต่ถามว่าทําไม ประเทศไทย ๘๐ ปีมีความขัดแย้งที่เราต้องอยู่มันไม่จบ มันเป็น ๒ ช่วงเวลา ท่านประธานครับ ปี ๒๔๗๕ มาถึงปี ๒๕๕๖ ประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าประชาธิปไตยของประเทศนี้ ล้มลุกคลุกคลานเพราะเผด็จการมีอิทธิพลเหนือประชาธิปไตยเสมอ แต่หลัง ๑๔ ตุลาคม จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๐ ท่านประธานประหลาดใจไหมครับ แม้มีรัฐประหารคั่นบางครั้ง บางเวลา แต่นั่นคือช่วงเวลาที่เผด็จการล้มลุกคลุกคลาน ประเทศไทยได้เดินผ่านความเป็น หรือไม่เป็นประชาธิปไตยมาแล้ว ประเทศไทยได้ผ่านการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งมาแล้ว เราเดินบนหนทางประชาธิปไตยมาจนถึงกระทั่งถึงทุกวันนี้ เราข้ามผ่านประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาธิปไตย เราข้ามผ่านเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง สิ่งที่เรากําลังพูดเป็นวาทกรรมอําพราง ที่สร้างขึ้นเพื่อที่จะเป็นกลลวงประชาธิปไตยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วปัจจุบันประเทศไทย เราเป็นอะไรท่านประธานครับ ปัจจุบันประเทศไทยเราแม้จะหลุดความเป็นประชาธิปไตย และเลือกตั้งมาแล้ว แต่เราก็มาติดกับดัก วันนี้ที่สภาเราเดินไปไม่ได้ เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มันติดหลายวันท่านประธานครับ เรากําลังติดกับดักชุดใหม่ ชุดใหม่ของประเทศไทยวันนี้ ก็คือว่าเรามีปัญหาการควบรวมอํานาจ เรามีปัญหาการใช้อํานาจเหนือระบบ เรามีการ แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง เรามีการทุจริตคอร์รัปชั่นและเรากําลังล้างผิด ให้คนโกง นี่คือความขัดแย้งหลักของประเทศ นี่คือปัญหาระบบการเมืองของประเทศ มันไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตย ไม่ใช่เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ผมยืนยันกับ ท่านประธานที่ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่าการแก้ไขที่ผ่านมาทั้งชุดทั้ง ๖ เรื่องนั้น เราแก้ไขบางเรื่องที่ต้องการ ซึ่งตรงนี้สร้างความเสียหายให้กับรัฐสภาแน่

และประการสุดท้าย ที่ผมต้องแก้ไขนั่นก็คือว่า ๖ ปีเหลือ ๔ ปี ผมอธิบายให้ ท่านประธานฟังทั้งชุด ทั้งตัวแบบ หลายตัวที่มาแสดงกับท่านประธานแล้ว ให้เห็นว่า ๔ ปี หรือ ๖ ปีนั้นมีความหมายอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าเราจะต้องแก้ไขอย่างนี้ เรากําลังทําให้ ส.ว. เป็นระบบการเมืองของประเทศนี้ ถ้าต้องการให้เป็นระบบการเมืองของประเทศนี้และไม่ต้อง ดํารงความเป็นกลางต่อไปอีกแล้ว เราจําเป็นต้องมีสมาชิกวุฒิสภาซึ่งอยู่ในวาระ ๖ ปี แม้กระทั่งผู้บริหารท้องถิ่นเราก็เคยแก้ไขให้กฎหมายอยู่ ๔ ปี แม้กระทั่งท้องถิ่นเราก็ทํามา ๒ ปี ในที่สุดก็แก้กลับไป มาวันนี้เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าเราจะต้องทําให้ ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ถ้าเราจะต้องทําให้คุณสมบัติของวุฒิสภาเปลี่ยนแปลงไปเป็นแล้ว เป็นอีกบุคคลที่เคยถูกห้ามไม่ให้ห้ามอีกแล้ว ระยะเวลาของการดํารงตําแหน่งเขาต้อง ไม่เท่ากับองค์กรอิสระ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีกแล้ว เขาจึงจะต้องอยู่ในวาระที่ไม่ควร เกิน ๔ ปี แท้จริงแล้วท่านประธานครับ ๒๐๐ คน ที่แก้ให้ไปเลือกตั้งมันไม่ใช่ประชาธิปไตย เผด็จการอะไรหรอกครับ มันเพิ่มจํานวน ส.ว. มีหลักประกันว่าไปลงเลือกตั้งแล้วได้ แต่สิ่งที่ มันมาทําลายระบบของเราในวันนี้ก็คือดุลยภาพในสภานี้มันเปลี่ยนไป ถ้าอย่างนี้สมาชิก วุฒิสภาและรัฐสภาเราก็จะมีปัญหาในระบบนี้ ผมยืนยันกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานกรรมาธิการครับ เราโหวตเรื่องนี้กันด้วยเหตุผล และอย่างที่ กราบเรียนอย่างที่คุณหมอเจตน์ได้กราบเรียนถึงท่านประธานว่า ผมโหวตแล้วเราชนะไปแล้ว คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยกับเราแล้ว แต่บทสุดท้ายท่านครับ ผมเรียกสิ่งนี้ว่า เป็นการเกาหลังกันอีกครั้ง เพราะเจ้าของปัญหาไปวิ่งเต้นใหม่ให้ท่านประธานทบทวน และในที่สุดผมแพ้มติ ผมคาดหวังว่าท่านประธานจะแก้ไขเป็น ๔ ปีตามที่ผมให้ความเห็น ผมคาดหวังว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะลงคะแนนให้กับผมเพื่อจะเปลี่ยนแปลงเวลานี้ซึ่งเป็น สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ของ ๖ อย่างนี้ให้สอดคล้องและสอดรับกันนั่นก็คือเปลี่ยนเวลาการดํารง ตําแหน่งของ ส.ว. ๖ ปี เป็น ๔ ปีครับท่านประธาน

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดประท้วงหรือ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้นะครับ ท่านประธาน ระหว่างที่ท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ได้อภิปรายอยู่มีข้อความที่ขึ้นมาในระหว่าง การอภิปราย ผมเข้าใจว่านั่นคงจะเป็นการสรุปหรือว่าเป็นการที่จะบอกว่าคําอภิปรายนั้น ไปซ้ําซ้อนกับคนอื่น คําที่ขึ้นมาเร็ว ๆ นะครับ ผมจดอาจจะผิดพลาดนิดหน่อย สมาชิกวุฒิสภาควรปราศจากการครอบงําทางการเมือง มีชื่อของ ขออภัยต้องเอ่ยนาม ท่านนายแพทย์เจตน์ แล้วก็มีชื่อของนายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ขึ้นมา ผมประท้วงตรงนี้นะครับว่า สมาชิกอภิปรายกับท่านเพียงคนเดียว สมาชิกทุกคนต้องพูดกับประธานถูกไหมครับ และผู้ที่ จะมีอํานาจในการตัดสินว่าคําพูดนั้น คําอภิปรายนั้นซ้ําซ้อน ซ้ําซากกับคนอื่นหรือไม่เป็น อํานาจของท่านประธานครับ คําถามผมจึงต้องถามท่านว่าใครเป็นคนตัดสินใจที่จะบอกว่า คําอภิปรายของสมาชิกมีความซ้ําซ้อนกับคนอื่น แล้วขึ้นมาในภาพที่เป็นตัวหนังสือที่ว่านั้น ใครเป็นคนตัดสินใจ ใครเป็นคนพิมพ์ขึ้นมา เพราะผมเชื่อว่าไม่ใช่ท่านประธาน ถ้าอย่างนั้น ก็เท่ากับว่าเรากําลังอภิปรายกับบุคคล ๒ คน ถ้าคน ๆ นั้นเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของสภาแห่งนี้ เท่ากับว่าเรากําลังให้อํานาจเจ้าหน้าที่ของสภาแห่งนี้ซึ่งผมไม่ทราบว่าเป็นใครมีอํานาจเหนือ ต่อสมาชิก ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องนี้ทําไม่ได้ กรุณาวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นแรกชัดเจนนะครับ การใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยว่าวกเวียน ซ้ําซากหรือไม่ คือไปซ้ํากับคนอื่น ฟุ่มเฟือยหรือเปล่า เป็นอํานาจของผม เป็นอํานาจของผู้ทําหน้าที่ประธาน ผมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่รวบรวม ประเด็นให้เท่านั้นเอง ให้เขารวบรวมประเด็นว่าใครพูดประเด็นไหนเพื่อเป็นการยืนยันอีกที ประกอบการตัดสินใจ ไม่มีอะไรมาก เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธาน บุญยอด สุขถิ่นไทย อีกครั้งครับ ผมคิดว่าการที่จะนําเอาประเด็นทํานองนั้น มันจะนําไปสู่ความขัดแย้งนะครับท่านประธาน แต่ละคนฟังคิดไม่เหมือนกัน รายละเอียด ต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกันในคําอภิปราย อาจมีคําที่ซ้ํากัน เช่น ๖ ปี ๔ ปี ถ้าอย่างนั้นคนอื่นก็พูด ไม่ได้เลยสิครับ ถ้าคนแรกพูดแล้วว่า ๖ ปี เป็น ๔ ปี ผมคงพูดคําว่า ๖ ปี เป็น ๔ ไม่ได้ แต่มันต้องพูดได้เพราะผมอธิบายแตกต่างกันถูกไหมครับ ดังนั้นผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ต่อท่านว่าผมอยากให้ท่านใช้วิจารณญาณจริง ๆ เพราะว่าอันนี้เป็นเรื่องที่เราทํากันใหม่ ที่จะต้องขึ้นตัวของประเด็นต่าง ๆ ที่ว่านี้ ซึ่งท่านประธานสามารถใช้วิธีอื่นได้ แต่จริง ๆ ท่านประธานควรจะฟังเองด้วยซ้ําว่าประเด็นนั้นซ้ําจริงหรือไม่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ ผมฟังเอง อยู่แล้วครับ แต่ทีนี้ถ้าฟังเองแล้วผมวินิจฉัยก็จะมาโต้เถียง อย่างผมเตือนว่ามันซ้ําก็จะมาเถียง ว่าซ้ําตรงไหน ผมก็จะได้มีเอกสารตัวนี้ประกอบ เป็นข้อมูลที่ชวเลขเขาจด เขามีหน้าที่จดอยู่แล้ว ก็เอาตรงนั้นมาเป็นตัวประกอบในการวินิจฉัยเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านก็พูด ทํานองนี้ว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ไม่เป็นไรครับ ผมเป็นสมาชิกผมก็เรียนต่อท่านด้วยความเคารพ ให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่ทํานี้จะนําไปสู่ความวุ่นวายในการประชุมต่อไป เพราะการตีความไม่เหมือนกัน และเราควรจะมีประธานเพียงคนเดียวที่จะต้องตัดสินใจ ชี้ขาด ขอบพระคุณครับ แล้วแต่ท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เป็นข้อมูลประกอบในการ ใช้ดุลยพินิจของประธานเท่านั้นเองครับ เชิญ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ผมจะเป็นผู้อภิปรายในคิวต่อไปของ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมเรียนหารือท่านประธานว่าคือผมอยากให้ท่านประธาน ใช้วิจารณญาณด้วยการให้เหตุให้ผลนะครับ เพราะว่าในการแปรญัตติในวาระที่สอง ผมจําเป็นให้สภาแห่งนี้ได้รับฟังเหตุผล แต่ว่าถ้าเกิดท่านไม่อนุญาตให้พูดถึงที่มาวิธีคิด หรือการอธิบายว่าทําไมเราให้เหตุผลเชื่อมโยง ผมคิดว่าสภาแห่งนี้จะขาดเหตุผลเป็นอย่างมากนะครับ เพราะฉะนั้นอยากฝากประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าได้ให้โอกาสเถอะครับในการทําหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกแต่ละท่าน ส่วนประเด็นที่เป็นอํานาจของท่านประธานในการวินิจฉัยว่าซ้ําซากวนเวียนหรือไม่นะครับ ผมก็คิดว่าท่านประธานก็ควรที่จะได้ใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุมีผลเช่นกันนะครับ เช่นการอภิปรายที่พยายามชี้ให้เห็นถึงเหตุผลว่าทําไมถึงสงวนความเห็นไว้เช่นนี้ ทําไมถึง แปรญัตติไว้เช่นนี้ เป็นสิทธิของสมาชิกที่จะนําเสนอนะครับ ส่วนมันจะถ่วงเวลา ตามที่ประธานวินิจฉัยหรือไม่ อันนั้นท่านประธานจะวินิจฉัยได้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมขอหารือท่านประธานควรจะให้พวกเราได้ทําหน้าที่ตามสิทธินะครับ แล้วก็การให้เหตุผล ที่ถูกต้องครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมให้ท่านได้ใช้สิทธิเต็มที่ อยู่แล้วครับ แต่ต้องอยู่ในกรอบวาระที่สองเท่านั้นเอง ผมขอความร่วมมือเท่านี้นะครับ อาจจะนอกกรอบวาระที่สองไปบ้างก็เอาพอสมควร เอาหลักการตรงนี้นะครับ ซึ่งเราก็ทราบดีอยู่แล้ว วาระที่สองต้องอภิปรายในประเด็นที่ตัวเองสงวนไว้เท่านั้นนะครับ แต่จะมีเหตุผลอื่น ๆ มาประกอบอาจจะนอกประเด็นไปบ้างก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่ใช่นอกประเด็นเสียจนไม่อยู่ ในประเด็นเลยก็ไม่ได้นะครับ สมมุติท่านใช้เวลาสัก ๑๐ นาที ท่านเกริ่นนําไปสัก ๒-๓ นาที ก็คงไม่เป็นไรครับ แต่ไม่ใช่ใช้เวลา ๑๐ นาทีก็เกริ่นนอกประเด็นไปสัก ๙ นาทีอย่างนี้ มันก็เกินสมควร ก็เอาว่าอยู่ในกรอบ เราก็ทราบอยู่แล้วกรอบวาระที่สองเป็นอย่างไรนะครับ ขอภัยเจ้าหน้าที่ที่ให้ขึ้นนะ หมายถึงขึ้นคําสงวน คําแปรญัตติเท่านั้นนะครับ ส่วนประเด็น ในการอภิปราย ใครอภิปรายประเด็นไหน อย่างไรไม่ต้องขึ้นจอครับ เอาไว้เป็นข้อมูลให้ผม ประกอบในการพิจารณาเท่านั้นเอง เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการครับ ก็กราบเรียน ท่านประธานว่าในมาตรา ๗ นี้จะเป็นการยกเลิกมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สาระสําคัญก็มีอยู่ ๓ ประเด็น ประเด็นแรกก็คือ จะพูดถึง วันเริ่มสมาชิกภาพของ ส.ว. เลือกตั้งว่าจะเริ่มเมื่อไรนะครับ ประเด็นที่ ๒ พูดถึงวาระ การดํารงตําแหน่งของ ส.ว. ว่ามี ๖ ปี และประเด็นที่ ๓ ก็คือพูดถึงวันกําหนดการเลือกตั้ง กรณี ส.ว. สิ้นวาระ ก็ให้ กกต. ไปดําเนินการกําหนดวันเลือกตั้งภายใน ๔๕ วัน ก็มีอยู่ ๓ เรื่องนี้นะครับ ทีนี้ประเด็นที่พูดกันมากนี้ ผมขออนุญาตตอบไปเลยนะครับ อย่างเรื่องแรกนี้ ทําไมกรรมาธิการไปแก้ถ้อยคํา ก็กราบเรียนว่า ถ้อยคําที่ไปบัญญัติไว้ว่าให้มีสมาชิกภาพเริ่ม วันเลือกตั้งก็เพื่อให้มันสอดคล้องกับถ้อยคําที่ใช้กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสมาชิกภาพ แล้วก็มีการเลือกตั้งใหม่ก็จะใช้ถ้อยคําเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๐๕ ของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ให้สอดคล้องต้องกันทั้ง ส.ว. ทั้ง ส.ส. นะครับ ก็ไม่มีอะไรก็แก้ให้ สอดคล้องกันเท่านั้นนะครับ ส่วนที่กําหนดให้ กกต. กําหนดวันเลือกตั้ง ๔๕ วันนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เวลา ส.ส. สิ้นวาระ เราก็ให้ กกต. มีเวลา ๔๕ วัน และขณะเดียวกัน ขณะที่เรามีการประชุมกรรมาธิการ ทางฝ่ายคณะกรรมการการเลือกตั้งเขาก็ส่งคนมานั่งด้วย ก็มาแสดงความคิดเห็นว่าก็ขอเวลา แต่แก้ไขจากร่างเดิม เดิมนี้ให้เวลาเขา ๓๐ วันนะครับ ก็เปลี่ยนเป็น ๔๕ วัน ก็สอดคล้องกับ ส.ส. ในมาตรา ๑๐๗ เช่นกันนะครับ ทีนี้ประเด็นที่ท่าน อภิปรายกันมาก ผมก็เคารพความคิดเห็นของทุกท่านนะครับ ว่าทําไมถึง ๖ ปี แล้วก็ไม่มี เว้นวรรค ก็กราบเรียนอย่างนี้นะครับ เนื่องจากเราวางหลักว่าสมาชิกวุฒิสภานี้ให้มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะให้ประชาชน ซึ่งเป็นผู้เลือกเขาเป็นผู้ กําหนดเองว่าจะเว้นวรรคหรือไม่เว้นวรรคสมาชิกวุฒิสภาท่านนั้น ถ้าเขาทํางานได้ดีนะครับ มีองค์ความรู้ทําหน้าที่ทั้งกลั่นกรอง ทั้งตรวจสอบ ทั้งถอดถอนแต่งตั้งได้ดี ประชาชนเขาเห็นครับ พอเขาสิ้นวาระเขาไปลงสมัคร ประชาชนก็จะเลือกเขากลับเข้ามาอีก แล้วท่านทั้งหลายก็ไม่ต้องห่วงนะครับว่าอยู่นานไปแล้วจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะ ประชาชนจะเป็นคนช่วยดู ช่วยกลั่นกรอง แล้วขณะเดียวกันฝ่ายบริหารเองท่านจะเห็นว่า เราอยู่กันแค่ ๔ ปี ส.ส. ๔ ปี รัฐบาลก็นายกรัฐมนตรีมาจากสภาผู้แทนราษฎรก็อยู่แค่ไปตาม ผู้แทนราษฎรนะครับ แต่ ส.ว. เขาอยู่ ๖ ปี มันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอํานาจ เปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร ฉะนั้นในการจะไปครอบงําวุฒิสมาชิกอย่างที่ท่านเป็นห่วงมันก็ เป็นไปได้ยาก และที่สําคัญหัวใจสําคัญก็อยู่ที่ประชาชนเขาจับจ้องการทํางานของสมาชิก วุฒิสภาอยู่นะครับ ทีนี้ท่านไปเปรียบเทียบว่าองค์กรอิสระทั้งหลายหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เขามีวาระยาว เช่นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. อยู่ ๙ ปีแล้วห้ามเป็นต่อ ทําไมอย่างนี้ยังให้เป็นต่อ อยู่ตั้ง ๖ ปีไม่น่าจะให้เป็นต่อ ก็กราบเรียนว่าองค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญเหล่านั้น ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนนะครับ มาจากการสรรหา นี่คณะกรรมการสรรหา เพราะฉะนั้น พอเขาเป็นเสร็จเขาก็หมดภารกิจ บางท่านอายุ ๗๐ ปีก็ไปตามวาระ บางท่านก็ไปตามวาระ ที่กําหนดไว้จาก ๙ ปี ๕ ปี ๗ ปีอะไรก็แล้วแต่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาก็ได้ยึดโยงอยู่กับประชาชน เราถือว่าสมาชิกวุฒิสภายึดโยงอยู่กับประชาชน ฉะนั้นไม่ได้กําหนดว่าต้องเว้นวรรค ถ้าจะ เว้นวรรคก็ขอให้ประชาชนเป็นคนเว้นวรรคเขาเองนะครับ ก็กราบเรียนเพื่อนสมาชิกว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากก็มีเหตุผล ว่าในเมื่อเราจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนแล้ว ก็ขอให้ประชาชนเขาเป็นคนใช้วิจารณญาณของเขา ใช้วินิจฉัยของเขา จะเลือกหรือไม่เลือกบุคคลนั้นกลับเข้ามาหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ครับ

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา สรรหาภาครัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขออนุญาตอภิปราย ในมาตรา ๗ ซึ่งผมได้แปรญัตติที่จะตัด มาตรา ๗ ออกทั้งมาตรา ซึ่งก่อนที่ผมจะเข้าไปสู่ประเด็นที่จะอภิปรายนั้น ผมขออนุญาตที่จะ กราบเรียนประธานว่า ผมจะใช้เวลาในการอภิปรายไม่มากนัก และบางประเด็นอาจจะ ออกนอกประเด็นกรอบเวลาไปบ้างเพียงเล็กน้อย ซึ่งก็ทั้งหมด คิดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน ๕-๖ นาทีครับ ก็เรียนขออนุญาตประธานไว้ ณ ที่นี้ด้วย กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผมนั้นได้เตรียมการที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ เพื่อต้องการที่จะชี้ให้สังคมได้รับทราบถึงความเห็นและเหตุผลของผมนั้น ว่ามีความเห็นเช่นไร ซึ่งผมก็เชื่อว่าเหตุผลที่ผมจะแสดงนั้นมันไม่เหมือนใครนะครับ แต่แล้ว ผมก็หมดโอกาสที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลนั้นด้วยมติเสียงข้างมากของสภา ผมอยากขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่า ผมถูกประชาธิปไตยเสียงข้างมากข่มขืนจิตใจ อย่างรุนแรง ผมเจ็บปวดครับท่านประธานครับ แต่เมื่อท่านอ้างว่าเป็นกติกา ผมก็ยอมรับ กติกานั้นด้วยความเจ็บปวด สิ่งที่ผมพูดนั้นผมไม่ต้องการที่จะมาขอแสดงความเห็นใจ จากท่านประการใด ไม่ต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อต่อ ที่จะขอให้ท่านนั้นได้เปลี่ยนใจ ที่จะยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ผมต้องการที่จะพูดเพื่อให้บันทึกไว้ในที่ประชุมนี้ ว่าการใช้เสียงประชาธิปไตยเสียงข้างมากกระทําการบางอย่างที่ไม่เหมาะสมนั้น มันจะเป็น ต้นเหตุอันหนึ่งที่จะทําให้ประชาธิปไตยนั้นมันหยุดชะงักลง แล้ววันนั้นเราไม่สามารถ ที่จะโทษใครได้ เราจะต้องกลับมาโทษพวกเราเองนะครับ ผมเรียนว่าวันนี้ผมถูกข่มขืนจิตใจ ไม่เป็นไรครับ แต่ในวันข้างหน้าท่านต้องระมัดระวัง ท่านจะต้องถูกข่มขืนจิตใจด้วยกติกา ที่คนอื่นเขาสร้างไว้นะครับ สําหรับ มาตรา ๗ ที่ผมขอแปรญัตติแก้ไขไว้เพื่อที่จะรองรับ สมาชิกวุฒิสภาสรรหานั้น แต่เมื่อรัฐสภาเสียงข้างมากได้เห็นชอบในมาตรา ๓ ที่จะให้มี สมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งเพียงประเภทเดียวนั้น ผมขออนุญาตที่จะสละสิทธิ์ที่จะอภิปรายในมาตรานี้ แต่ก่อนที่จะจบผมจะขออนุญาตใช้เวลา อีกไม่เกิน ๒ นาทีที่อยากจะพูดถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไว้สักเล็กน้อย เพื่อติติงแล้วก็ ให้ข้อคิดสําหรับสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นั้น ได้มีวาทกรรมที่ ตําหนิติเตียนให้สมญารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาอย่างมากมายว่าเป็นผลไม้พิษ เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับเผด็จการ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิวัติรัฐประหารหรือคํา อื่น ๆ อีกมากมาย แล้วก็แสดงเหตุผลถึงการแก้รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ มาตรานี้ว่า เพื่อนําไปสู่ รัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นการแก้ไขตามเสียงเรียกร้องของประชาชน แต่อยากเรียน ณ ที่นี้นะครับว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ถึงแม้จะเป็นฉบับเผด็จการ ฉบับ คมช. ฉบับปฏิวัติรัฐประหาร แต่ก็เป็นเผด็จการที่ฟังเสียงประชาชน รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นําไป ลงประชามติครับ แต่เหตุใดในขณะที่พวกท่านอ้างว่าท่านเป็นประชาธิปไตย ท่านอ้างว่าแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อคําเรียกร้องของประชาชน ท่านอ้างว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย อย่างแท้จริง เหตุใดท่านจึงไม่ฟังเสียงประชาชน เหตุใดท่านจึงไม่ทําร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดนี้ เมื่อจะแก้ไขไปให้ประชาชนลงประชามติ ถ้าท่านไม่นํารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขไปให้ประชาชน ลงประชามติ ผมก็ขอเรียนว่าคํากล่าวอ้างของท่านที่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย ที่แท้จริงหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคําเรียกร้องของประชาชนนั้นมันเป็นเพียงคํากล่าวอ้าง หามีข้อเท็จจริงประการใดไม่ ก็ฝากความเห็น ณ ที่นี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ไปที่ ส.ว. อีกสักท่านนะครับ ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เชิญครับ ท่านสาธิตมาแล้ว เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานได้ทําหน้าที่ตามที่ พี่น้องประชาชนได้มอบหมายให้ดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผลประโยชน์ในเรื่องของการครอบงําอํานาจทางการเมือง หรือว่าจะเป็น การดูแลผลประโยชน์ในส่วนของการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน การทําหน้าที่ ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ก็เป็นการทําหน้าที่อีกส่วนหนึ่งในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ในส่วนของที่มาของ ส.ว. ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๗ ของร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งแก้ในส่วนของที่มาของ ส.ว. มาตรา ๗ ได้มีการกําหนดการยกเลิก เนื้อหาในมาตรา ๑๑๗ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และมาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ผมจะเรียนท่านประธานเพื่อจะให้ทราบเนื้อหาของมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ ดังนี้ครับ มาตรา ๑๑๗ นั้นเป็นการกําหนดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา เป็นการเริ่มต้น สมาชิกภาพ โดยแบ่งไว้ ๒ ส่วนก็คือ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งและที่มาจาก การสรรหา มาตรา ๑๑๗ เดิมกําหนดไว้ชัดว่า สมาชิกภาพเริ่มต้นในส่วนของเลือกตั้งก็คือวันที่มีการเลือกตั้ง และสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากสรรหาก็กําหนดไว้ชัดว่าเริ่มต้นตั้งแต่การประกาศผลของการสรรหา ในวรรคสอง พูดเรื่องการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาคืออันนี้เป็นหัวใจครับท่านประธาน วรรคสองของมาตรา ๑๑๗ เดิมพูดชัดว่าให้ดํารงตําแหน่งคราวละ ๖ ปี และจะดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันเกิน ๑ วาระมิได้ สาเหตุที่เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ได้กําหนดวาระเป็น ๖ ปี และดํารงตําแหน่งเกิน ๑ วาระไม่ได้มันมีที่มาครับและก็มีเหตุผล เหตุผลสําคัญก็คือว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น มีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาในส่วนของ การทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น มีหน้าที่สําคัญก็คือต้องมีหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือมีอํานาจแต่งตั้งถอดถอนบุคคลในศาล องค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นอํานาจหน้าที่มีความจําเป็นอย่างที่สุดคือต้องมีความเป็นกลางครับ ความเป็นกลางที่พูดถึงนั้นก็มีทั้งกําหนดไว้ในเรื่องของคุณสมบัติในมาตรา ๕ เป็นการตัด ความเชื่อมโยงความผูกพันในลักษณะที่เป็นครอบครัวหรือความผูกพันเชิงธุรกิจหรือ ความผูกพันในเชิงพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภาที่มีอํานาจหน้าที่แบบนี้ จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าต้องมีความเป็นกลางและต้องปฏิบัติตาม คุณสมบัติเช่นนั้น ส่วนในวรรคสามที่ผมเรียนในมาตรา ๑๑๗ เดิมนั้นก็พูดถึงเรื่องการที่ให้ สมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นวุฒิสมาชิกที่รักษาการ ก็กําหนดง่าย ๆ ครับ ก็คือว่าให้วุฒิสมาชิก ที่สิ้นสุดสมาชิกภาพตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งหน้าที่และทําหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา รักษาการ ส่วนมาตรา ๑๑๘ ครับ มาตรา ๑๑๘ ก็พูดถึงกรณีวาระของ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งสิ้นสุดลงนั้น ก็กําหนดชัดครับว่าให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งภายใน ๓๐ วันนับจากวันสิ้นสุดการดํารงตําแหน่ง ที่สําคัญก็คือว่าให้กําหนดมีการเลือกตั้งวันที่ ประกาศนั้นมีการประกาศเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร นี่เป็นเนื้อหาของ มาตรา ๑๑๗ และ มาตรา ๑๑๘ ส่วนในวรรคสองของมาตรา ๑๑๘ นั้น ก็พูดถึง กรณีวาระของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาสิ้นสุดลงนะครับ อันนี้ก็ต้องมีการสรรหาใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ในกรรมาธิการชุดนี้ที่มาการแก้ไขในส่วนที่มาของ ส.ว. นั้น ในมาตรา ๗ กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ได้แก้ไขโดยการตัดมาตรา ๑๑๗ ทั้งหมดและเขียนขึ้นมาใหม่ เพียงวรรคเดียวครับ เขียนในมาตรา ๑๑๗ ว่าสมาชิกสภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่ ตัดคําว่า ที่มีการ ออก และให้คงคําว่า เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและให้วาระของวุฒิสภา มีกําหนดคราวละ ๖ ปีนับแต่วันเลือกตั้ง อันนี้คือเจตนารมณ์ของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็คือว่าให้คงวาระของสมาชิกวุฒิสภาคือให้ยังคง ๖ ปีเช่นเดิมนับแต่วันเลือกตั้ง ในวรรคสองในมาตรา ๗ ในมาตรา ๑๑๘ นั้น กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ไข อะไรมากครับ เพียงแก้ไขกําหนดวันเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ให้เป็น ๔๕ วัน คือขยายวันที่ตราพระราชกฤษฎีกาที่มีกําหนดให้เลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วัน นัยของทั้ง ๒ มาตรา ที่กรรมาธิการแก้นั้นมีแค่นี้ครับ ผมสรุปที่กรรมาธิการแก้ว่าเจตนารมณ์ ก็คืออย่างนี้ครับ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แก้ก็คือ ๒ มาตรานี้ก็คือว่าให้ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พูดง่าย ๆ ครับ มีวาระ ๖ ปี และดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เห็นด้วยครับ ที่ผมไม่เห็นด้วย ก็เพราะว่ามันขัดกับ เจตนารมณ์และหลักการความเป็นกลางครับ ผมต้องฟ้องท่านประธานรัฐสภาด้วยครับว่า การทําหน้าที่ของกรรมาธิการนั้น ผมอยากจะตั้งชื่อ ผมจะตั้งชื่อ มาตรา ๗ ซึ่งผมเคยตั้งชื่อ การแก้ไขของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ว่า เป็นการกินรวบ ประเทศไทย แต่มาตรา ๗ นี้ผมขออนุญาตตั้งชื่อว่า ได้คืบจะเอาศอก และเป็นการเห็นแก่ได้ ผมจะอธิบายคําว่า ได้คืบจะเอาศอกและเห็นแก่ได้อย่างนี้ครับ เพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการได้ ประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ได้นําเหตุและผลมาพิจารณาร่วมกัน กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ในเบื้องต้นสรุปว่า เมื่อสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เมื่อมาโดยตรงจากพี่น้อง ประชาชน ไม่ได้มาจากการสรรหา พวกเราพูดถึงเหตุถึงผลกันว่าวาระควรจะดํารงตําแหน่ง ภายใน ๔ ปีเท่านั้นครับ คําว่า ๔ ปี มีที่มาอย่างไรครับ มีหลากหลายเหตุผลครับ หลากหลาย เหตุผลก็เพราะว่า ๔ ปีนี้ ท่านประธานจะเห็นว่าวาระการดํารงตําแหน่งเลือกตั้ง ทุกการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะให้การดํารงตําแหน่งวาระละ ๔ ปี ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกสภาท้องถิ่นต่าง ๆ ก็มีวาระเพียง ๔ ปีเท่านั้น ที่ประชุมส่วนใหญ่ ลงมติแล้วครับว่าเห็นด้วยว่าต้องแก้เป็น ๔ ปี แต่ที่ประชุมกรรมาธิการทํางานไปทํางานมา กลับนัดประชุมเพื่อทบทวนสิ่งที่ลงมติไปแล้ว เหมือนเพื่อนสมาชิกท่านวุฒิสภา ท่านหมอเจตน์ และท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ได้พูดไปเราต้องพูดตรงกัน เพราะว่ามันเกิดเหตุการณ์จริงขึ้น ในการทําหน้าที่ของกรรมาธิการ ผมก็ต้องมาฟ้องท่านประธานครับว่านี่คือ ได้คืบจะเอาศอก เพราะได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่เคยดํารงก่อนหน้านี้ที่มีข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ลงได้ใหม่อีก มีวาระ ๔ ปี สรุปกันเรียบร้อย มีคนมาขอบอกว่า เมื่อมาจากการเลือกตั้งขอเป็น ๖ ปี กรรมาธิการก็มาแก้ให้เป็น ๖ ปีอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เถียงเลยครับว่า การยึดโยงวาระประชาธิปไตยที่บอกว่าต้องมาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ปกติ วาระท้องถิ่นหรือ ส.ส. มีวาระ ๔ ปีดํารงตําแหน่งติดต่อกันได้ครับ ติดต่อกันได้ เพราะ ทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมันยึดโยงกับ ประชาชน ในการที่เขาพอได้รับการเลือกตั้งเสร็จ เขาเป็นผู้บริหารครับ เขาต้องรับผิดชอบต่อ พี่น้องประชาชนครับ นายก อบจ. เลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน มีวาระ ๔ ปี ทําไมถึง ๔ ปีแล้วเป็นติดต่อกันได้เพราะถ้าเขาเป็นผู้บริหารแล้ว เขาไม่สามารถบริหารราชการ หรือทําให้ถูกใจพี่น้องประชาชนได้ ๔ ปีพี่น้องประชาชนก็ไม่ต้องมาตัดสินโดยการเลือกตั้ง ใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่บทบาทหน้าที่ของ ส.ว. มันไม่เหมือนกันนี่ครับ ส.ว. ไม่ได้มีหน้าที่ ไปบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้สามารถเลือกใครไปเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ ส.ว. เขามีหน้าที่ ที่จะมาตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน มีความเป็นกลาง ที่สําคัญมีอํานาจแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลดํารงตําแหน่งทางการเมือง เขาจึงไม่จําเป็นต้องยึดโยงกับพี่น้องประชาชน หลักสําคัญคือว่าเขาต้องเป็นกลางให้ได้ครับ ใครทําผิดว่าไปตามผิด สมาชิกวุฒิสภาจึงมี ความจําเป็นที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากการยึดโยงจากพี่น้องประชาชน เรามีการพูดกัน ในมาตรา ๕ มาตรา ๖ ซึ่งผมจะไม่พูดซ้ําว่าเราไม่เห็นด้วย เราบอกว่าที่มาจากการเลือกตั้ง จริง แต่เราไปแก้คุณสมบัติ ตามมาตรา ๕ และแก้มาตรา ๖ ให้ดํารงติดต่อกันได้ติดต่อกัน ไม่ต้องเว้นวาระ อันนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนว่า ผมถาม กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่หลายครั้งว่าทําไมเราลงมติไปแล้ว ๔ ปี แล้วทําไมจําเป็นต้องมาแก้ และถามหาเหตุผล ๖ ปี เมื่อสักครู่นี้ฟังจากท่านสามารถ แก้วมีชัย ซึ่งเป็นประธานกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านเป็นประธานกรรมาธิการในส่วนของ การแก้ไข ท่านอุตส่าห์ไปหาเหตุผลว่าที่จําเป็นต้องมีการเลือกตั้ง ที่จําเป็นต้องมีวาระ ๖ ปี นั้นเพราะว่ามีพี่น้องประชาชนเลือก พอเลือกแล้ว ๖ ปี ก็ให้พี่น้องประชาชนตัดสิน แต่ท่าน ไม่ได้พูดถึงอํานาจหน้าที่เลยครับ ท่านแยกอํานาจหน้าที่กับที่มา ๒ เรื่องนี้แยกกันไม่ได้ ท่านประธานทราบดีครับ ผมยังยืนยันที่จะต้องให้วาระการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ตามกฎหมายฉบับนี้ต้องดํารงตําแหน่งติดต่อกันไม่ได้ครับ ซึ่งก็สอดคล้องกันกับที่ผมแปร ญัตติไว้ในมาตรา ๕ ครับ ผมตัดมาตรา ๕ เรื่องคุณสมบัติไว้ในหลายประเด็น เช่น ประเด็น สภาผัว สภาเมีย ก็ชัดเจนครับ เพราะผมอภิปรายไปแล้วว่าเป็นความเชื่อมโยง ตัดความ เชื่อมโยงของครอบครัว ตัดความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อไม่ให้มีส่วนได้เสีย ผมตัดเรื่องสมาชิก พรรคการเมืองว่าไม่ควรที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วลาออกปั๊บพรุ่งนี้ก็สมัครได้ ผมให้ มีโอกาสเว้นว่างไว้สําหรับที่จะให้ตัดความเชื่อมโยงให้ห่าง ใช้เวลาในการตัดความเชื่อมโยง ให้ได้ อันที่ ๓ คือผมแก้ในมาตรา ๖ ว่า ให้ดํารงตําแหน่งติดต่อกันไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออะไร ครับ เพื่อคุณสมบัติของความเป็นกลาง แล้วเราก็มาสอดคล้องกับมาตรานี้ละครับ มาตรา ๗ ก็มีความชัดเจนครับ ๖ ปี ผมเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ ในส่วนนี้ผมได้แปรญัตติไว้ ผมแปรญัตติในมาตรา ๑๑๗ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภานั้น ผมเติมคําว่า ที่มาจากการ เลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งคล้ายกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ แต่ผมตัดคําว่า วาระวุฒิสภาออกว่าให้มีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่วันเลือกตั้งออก ผมแปร เพิ่ม สงวนความเห็นเพิ่มว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาต้องมีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระ ไม่ได้ ก็เรียน ท่านประธานนะครับที่ผมไม่ได้แก้เป็น ๔ ปี ก็เพราะว่าผมเห็นว่าในคณะกรรมาธิการมีการ ถกเถียงกันแล้ว แล้วก็เห็นชอบว่าเป็น ๔ ปี แต่กลับมา ๖ ปี ผมก็ให้เกียรตินะครับว่า อันนี้ เป็นชุดความคิดของผมว่าถ้าสมมุติว่ามีการเลือกตั้ง มีที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ไม่แก้ คุณสมบัติในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ หมายความว่าคุณสมบัติสภาผัว สภาเมีย ไม่มี ลาออก สมาชิกพรรคการเมืองต้องเว้นว่างไว้ หรือดํารงตําแหน่งติดต่อกันไม่ได้ ผมก็ให้โอกาสครับ ผมให้โอกาสกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นผมให้ ๖ ปีก็ได้ แต่ดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันไม่ได้ อันนี้เป็นความเห็นที่ถกเถียงกันในกรรมาธิการและผมก็ให้ความสําคัญของ การได้มาจากการเลือกตั้ง ผมเห็นว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าผมจะ เห็นด้วยกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ ก็คือท่านโทนี่ แบลร์ ก็ตามว่า ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เสียงข้างมากที่จะกอบโกยทุกอย่างได้แต่ฝ่ายเดียว แต่ต้องคํานึงถึง ผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยให้อยู่ร่วมกันให้ได้ และทําอย่างไรต้องรักษากฎหมายบ้านเมือง หลักจริยธรรม รักษาคุณธรรมของการเคารพถึงหลักกฎหมายบ้านเมือง ไม่ปฏิบัติ ๒ มาตรฐาน ปฏิบัติต่ออีกกลุ่มหนึ่งอย่างหนึ่ง ปฏิบัติต่อกลุ่มหนึ่งอีกอย่างหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๑๑๗ เพิ่มในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามวาระอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นมาใหม่ อันนี้ ก็หมายความว่าในเรื่องของการรักษาการในตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ผมยังโยงในเรื่องของ การปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาไปยังมาตรา ๑๒ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ไปเขียนตัด อํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ไม่ให้มีหน้าที่ไปแต่งตั้งถอดถอน ซึ่งอันนั้นก็เดี๋ยวค่อยไปว่ากันในมาตรา ๑๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าผมจําเป็นต้องอธิบายถึงความเชื่อมโยงที่ผมแปรญัตติในมาตรา ๑๑๗ ว่า ผมแปรญัตติไว้ ๖ ปี แต่ว่าดํารงตําแหน่งติดต่อกันไม่ได้ เชื่อมโยงกับมาตรา ๕ ว่า ผมตัดคุณสมบัติความเป็นกลางของสมาชิกวุฒิสภาใน (๕) (๙) และ (๑๐) ถ้าสมมุติผมชนะ โหวตเสียงข้างมากชนะในสภา ผมก็ยึดโยงมาแปรญัตติในมาตรานี้ว่าให้มี ๖ ปีได้ แต่ห้ามดํารงตําแหน่งเกิน ๑ วาระ ผมก็ยังยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ไม่ควรดํารงตําแหน่งเกิน ๑ วาระ เหตุผลที่ผมย้ําเรื่องเกิน ๑ วาระไม่ได้ ก็เพราะว่าผมเห็นว่า เวลาท้องถิ่น สมัยก่อนเรายึดโยงการแก้ไขว่า ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมี ความเป็นประชาธิปไตยสูง เขาอย่างมากก็ดํารงตําแหน่งไม่เกิน ๒ วาระครับ ผมคิดว่า ๘ ปี ในการใช้อํานาจบริหารบริหารประเทศนั้น ๆ ประชาชนตัดสินได้แล้วครับว่าเขาทําประสบ ความสําเร็จหรือไม่ แล้วก็เพียงพอในการที่จะไม่ต้องผูกขาดอํานาจ แต่อันนี้ถ้าจะให้ดํารง ตําแหน่งติดต่อกันได้ ถ้า ๔ ปี ก็อาจจะพอรับได้ แต่ว่าแก้จาก ๔ ปีเป็น ๖ ปี แถมยังดํารง ตําแหน่งติดต่อกัน ๒ วาระได้ หรือติดต่อกันไปทั้งหมดได้ มันตอบคําถามไม่ได้ครับ ท่านประธาน มันตอบคําถามไม่ได้ว่าเหตุผลอะไร จําเป็นอย่างไร ถึงจะต้องให้มีการผูกขาด อํานาจ ทําไมล่ะครับเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพื่อความทรงเกียรติและปฏิบัติหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมาไม่ได้หรือครับท่านประธาน อยากเห็นภาพนี้ว่าขณะนี้ผมเรียนเป็นข้อมูลว่า สมาชิกวุฒิสภาเดินทางไปตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ แล้วไปของบประมาณไปพัฒนา พื้นที่ตัวเอง กรรมาธิการก็ถกเถียงกันส่วนใหญ่ว่าการหาเสียงในมาตราที่พูดถึงการหาเสียง ของสมาชิกวุฒิสภาเขียนไว้ชัดนะครับว่า หาเสียงได้เฉพาะในอํานาจหน้าที่ของตัวเอง บางคน ถึงกับบอกว่าเปิดหาเสียงไปหมดเลย ใครจะหาเสียงอย่างไรก็ได้ มันจะได้หาเสียงได้สะดวก สุดท้ายก็ถกเถียงกันก็จบว่าเฉพาะอํานาจหน้าที่ตัวเอง แต่ขณะนี้ ส.ว. บางท่านจะพูดถึงว่า จะทํารถไฟฟ้า จะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง พูดถึงนโยบายครับ เหมือนกับจะไปเป็นรัฐบาลครับ ท่านประธานจะให้มีสภาพอย่างนั้นหรือเปล่าครับ ขณะนี้สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนไปวิ่ง งบประมาณเข้าพื้นที่ตัวเอง ถามว่ามันเป็นอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ครับ มันใช่อํานาจหน้าที่เขาไหมครับ แล้วถ้าบ้านเมืองหลักมันบิดเบี้ยวแบบนี้ เรายัง จะเขียนเพื่อให้เป็นการครอบครองอํานาจติดต่อกัน แล้วหลักของประเทศมันจะเสียหาย กันขนาดไหนท่านประธานที่เคารพ ผมอยากให้ท่านประธานได้คิดถึงหลัก ไม่อยากพูด ภาษาอังกฤษนะครับ ลู ออฟ ลอว์ (Role of Law) หลักกฎหมายที่มีความชอบธรรม ปฏิบัติต่อกลุ่มหนึ่งอย่างหนึ่ง แต่วันนี้วุฒิสมาชิกซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า มีหน้าที่เป็นกลาง ทําหน้าที่ตรวจสอบ กลายเป็นไปวิ่งงบประมาณ แล้วเวลามีการถกเถียงกัน ในที่ประชุมเปิดเผยนะครับท่านประธาน ท่านประธานต้องฟังผมนะครับ กลายเป็นว่าอย่างนี้ บางท่านบอกว่าต้องยอมรับความจริงว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้ ผมก็ถามว่ายอมรับความจริง เรื่องอะไร ยอมรับความจริงว่าประชาชนเขาเรียกร้องว่าเขาต้องการพัฒนาพื้นที่ ผมก็บอกว่า มันผิดอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราจะไปทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้อย่างไร เขาก็บอกว่ามันเป็นความจริงเราอย่าไปปฏิเสธความจริงเลย ผมก็เลยเรียนถามกลับไปว่า แล้วเราจะให้ความจริงที่มันผิดหลักกฎหมาย แทนที่เราจะให้มันน้อยลงเรื่อย ๆ กลับมาสู่หลัก แต่กลับจะยอมรับความจริงให้ประเทศมันไม่มีหลักไปเลยหรือครับ ก็ตอบไม่ได้กันครับ แล้ววันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็นําไปสู่เรื่องแบบนี้ละครับ ถ้าเป็น ๖ ปี เป็นติดต่อกันได้ นะครับท่านประธาน แน่นอนที่สุดครับ ผมจะเห็น ส.ว. ไปงานศพครับ ไปแข่งกับผมครับ ผมจะเห็น ส.ว. ไปงานแต่งครับ ผมจะเห็น ส.ว. ไปรับปากว่าจะทําโน่นทํานี่ แล้วก็ไปวิ่งงบประมาณ จากรัฐบาลมาหาเสียงกับพี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอํานาจหน้าที่ที่กําหนดไว้รัฐธรรมนูญ แต่หวังเพียงว่าอีก ๖ ปีจะไปเลือกตั้งแล้วชนะเลือกตั้ง กลับมาใช้อํานาจ นี่ละครับที่ผมแปร ๖ ปีติดต่อกันไม่ได้ แต่ถ้าเป็น ๖ ปีก็คือว่าเป็นแล้วเลิกไปเลยครับ สมมุติเลือกตั้งจาก พี่น้องประชาชนเป็น ส.ว. แล้ว พอเป็นครบ ๖ ปีแล้ว ไม่ต้องเป็นแล้ว ไม่ต้องไปงานบวช ไม่ต้องไปงานศพ ใช้เวลาที่มีอยู่ไปศึกษาสิว่าแท็กซี่ที่เขาขอขึ้นราคานี่มันสมเหตุสมผลไหม ชาวสวนยางพารามาเรียกร้อง ผู้แทนมาพูดในสภาแล้วไปพบนายกรัฐมนตรีก็แล้ว นายกรัฐมนตรีไม่มีอาการตอบสนอง ไปหลายครั้งก็แล้ว ก็ไม่สมเหตุผลที่ไปเรียกร้อง สมาชิก วุฒิสภาก็มีหน้าที่ที่จะไปศึกษาว่าเราจะหาทางออกของปัญหานี้อย่างไร เช่น จะแทรกแซง ไหม หรือจะไปลดต้นทุนการผลิต แต่การลดต้นทุนการผลิตโดยการเอาเงินไปให้ชาวสวน ในความเห็นส่วนตัวผม ผมก็คิดว่ายังไม่น่าจะทําได้ เอาละครับ ผมอาจจะนอกเรื่องไปแต่ผม กลับมาที่ว่าผมพูดตรงนี้ให้ท่านประธานเห็นว่าเรากําลังจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ ที่ผมตั้งชื่อว่า มาตรา ๗ ได้คืบจะเอาศอกมาตราที่เห็นแก่ได้ ลงวาระติดต่อไม่ได้พอลงได้จาก ๔ ปี จะขอ ๖ ปี จาก ๖ ปี เอาติดต่อกันได้อีก ถ้ากฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ผมฟ้อง ท่านประธานว่าท่านประธานจะเห็น ส.ว. มาทําหน้าที่แข่งกับท่านประธานที่จังหวัดขอนแก่น แน่นอนที่สุดครับ ท่านประธานจะมาดูว่าพี่น้องประชาชนจะให้ท่านประธาน ซึ่งเป็นประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติขึ้นเป็นประธานทอดผ้างานศพ แต่มี ส.ว. บางคนมาแย่งกับท่านประธานที่จะ ขอเป็นประธานมาบอกว่าถนนเส้นนี้เดี๋ยวผมจัดการให้ เพื่อไปชนะเลือกตั้งในครั้งหน้าเพราะ มาตรานี้มาตรา ๗ เขียนว่า ไปลงใหม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าบ้านเมืองนี้ต้อง ช่วยกันนะครับ

ผมมีประเด็นสุดท้ายครับ ผมถามท่านประธานจริง ๆ ครับว่า คนที่ดีทําไม ต้องกลัวการตรวจสอบครับ สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ตรวจสอบ มีหน้าที่แต่งตั้งถอดถอน มีความเป็นกลาง ท่านประธานคิดสิครับ ว่าคนที่กลัวการตรวจสอบเป็นคนอย่างไร คิดแต่ จะโกงใช่ไหมครับ หรือไม่สุจริตใจ ผู้บริหารที่ดี ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพนั้น เกิดจาก การตรวจสอบที่เข้มแข็งครับ ผมสงสัยว่าทําไม ต้องขออนุญาตพาดพิงว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ถึงกลัวการตรวจสอบนัก มันเป็นพฤติกรรมใกล้เคียงกันนะครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่พาดพิงได้ก็ดีนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมขออนุญาต ท่านประธานก่อนแล้วครับว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ไม่น่าจะอนุญาตครับ ไม่พาดพิงได้ก็จะดี เชิญต่อครับ เชิญเถอะ เชิญท่านครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมอภิปราย ในหลักการทั่วไปว่า การบริหารที่ดีต้องอย่ากลัวการตรวจสอบครับ เมื่อไรก็ตามที่ผู้บริหาร กลัวการตรวจสอบแสดงว่าไม่สุจริตใจ มีความประสงค์แอบคิดที่จะคิดไม่ดีในการบริหาร ราชการ หรือในการคิดบริหารองค์กร การออกแบบมาตรานี้ก็เหมือนกัน การออกแบบ การแก้ไขที่มาของ ส.ว. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๕ มาตรา ๖ ผมรับไม่ได้ อย่างสิ้นเชิง ถึงแม้จะไปพูดกับพี่น้องประชาชนว่า การได้มาของสมาชิกวุฒิสภาจะเป็น การได้มาจากการเลือกตั้งที่มีความสมบูรณ์แบบตามระบอบประชาธิปไตยก็ตาม แต่ผมเชื่อ นะครับว่าถ้าได้อธิบายบทบาทหน้าที่ให้พี่น้องประชาชนฟังแบบที่ผมพูด พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วยครับ แต่อย่าเลือกพูดเฉพาะที่มาอย่างเดียว แล้วไม่พูดบทบาทหน้าที่ ถ้าพูด ๒ เรื่องรวมกัน ผมท้าเลยครับ ไปลงประชามติก็ได้ หรือไม่อย่างนั้นต้องเป็นไปตาม หลักคิด ชุดความคิดที่ว่าเป็นสภาเดียวไปเลย เป็นสภาเดียวก็หมายความว่าไม่ต้องมีวุฒิสภา แล้วก็ให้องค์กรอิสระกับศาลเขามาตรวจสอบ ให้มีจํานวน ๗๐๐ คน หรือเท่าไรก็ว่าไป ให้เป็นสภาเดียว ผมติดใจคําพูดของท่านชํานิว่าเป็นวาทะกรรมอําพรางของการบอกว่า เป็นประชาธิปไตยที่ได้จากการเลือกตั้ง ผมเชื่อในวุฒิภาวะท่านประธาน ท่านประธานบอก ท่านประธานรู้ดีทั้งหมด ท่านประธานกรรมาธิการผมไม่ทราบไปไหนนะครับ ยังมีโอกาส แก้ตัวทันนะครับ ท่านแก้ไขได้ครับมาตรานี้ ถึงแม้มาตรา ๖ มาตรา ๕ ท่านลงมติไปแล้ว ท่านไม่แก้ ซึ่งตอนแรกมีสัญญาณว่าท่านจะไปแก้ท่านไม่ทํา แต่มาตรานี้ครับ ท่านแก้เถอะครับ ถ้า ๔ ปี ก็เอาสัก ๒ วาระ อันนี้ความเห็นผมนะครับ ถ้ากรรมาธิการจะไปแก้ แต่ถ้า ๖ ปี อย่าให้ดํารงตําแหน่งติดต่อกันเลยครับ ไม่อย่างนั้นสภาพหลักของประเทศมันก็จะเสียหาย ไปอย่างนี้ไปตลอด ผมก็เรียนว่าที่ผมแปรญัตติไว้ทั้งหมดผมไม่เห็นด้วยกับการให้ดํารง ๖ ปี และดํารงตําแหน่งติดต่อกันได้ ผมยังยืนยันในส่วนการสงวนความเห็นของการเป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไว้ อยากให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้รับฟัง และไปคิดพิจารณาว่า ท่านจะเลือกให้ประเทศนี้เดินแบบหลักผิดหลักต่อไปเรื่อย ๆ ให้มีมากขึ้น หรือท่านจะดํารงไว้ ซึ่งหลักของประเทศนี้ครับ ผมขอยืนยันตามที่ผมแปรญัตติไว้ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. นฤมล ศิริวัฒน์ ครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ต้องขอบพระคุณนะคะ ที่ได้เลื่อนดิฉันขึ้นมานิดหน่อยนะคะ เนื่องมาจากว่ามีสมาชิกบางท่าน เช่น ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ท่านป่วย ก็เลยมีโอกาสได้อภิปรายเร็วขึ้นนิดหนึ่ง เกรงว่า จะไม่มีโอกาสอภิปรายเช่นเคย ท่านประธานดิฉันแปรญัตติในมาตรา ๑๑๗ เรื่องของวาระ ของวุฒิสมาชิก ว่าอยู่ในตําแหน่งคราวละ ๖ ปี ถามว่า ๖ ปี นั้นนานไหมค่ะท่านประธานค่ะ ดิฉันแปรว่า ให้โดยเพิ่มคําว่า โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อเกิน ๒ วาระ ไม่ได้เป็นคนแรกค่ะที่พูดว่าเราควรจะเปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่ในตําแหน่งเกินกว่า ๒ วาระไม่ได้ ดิฉันมีเหตุผลค่ะท่านประธานที่เคารพคะ เพื่อนดิฉันอยู่ในห้องนี้มีหลายท่าน ที่มีความชัดเจนในเรื่องของการที่จะไม่เดินหน้าอยู่ในสนามนี้ต่อไป แล้วก็ได้มีความเห็นว่า ๑๒ ปี นั้นมีมุมดีค่ะ ท่านประธานที่เคารพค่ะ ๑๒ ปี นั้น มันสร้างโอกาสที่จะสร้างคนได้ ที่จะมีองค์ความรู้ เรียนท่านค่ะว่าวันนี้ดิฉันอยู่ในตําแหน่งมา ๕ ปี เศษแล้ว ทุกครั้งที่จะ ลุกขึ้นอภิปรายดิฉันดูรู้สึกตื่นเต้น ดิฉันรู้สึกว่ามันช่างเป็นสภาที่มีเกียรติมีความน่าที่จะรู้สึก ตื่นเต้นทุกครั้งค่ะ ใช้เวลาเป็นปี ๆ หลาย ๆ ปีที่จะทําให้เกิดความมั่นใจ เวลา ๒ ปีแรก ต้องเรียนท่านเลยค่ะ ไม่ว่าจะเก่งมาจากที่ไหนก็ต้องเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่ในสภา ที่จะทํางาน ในสภาให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแปรญัตติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งกระทู้ หรือการตรวจสอบวิธีการอื่น ๆ ท่านประธานค่ะ ๒ ปี หมดไป ๔ ปี เราเริ่มที่จะมั่นใจในองค์ความรู้ และนั่นละค่ะ เมื่อครบเวลา ๖ ปี เรารู้อยู่แล้ว ค่ะว่า ๖ ปี นั้น เป็นวาระที่เราจะต้องไปตามรัฐธรรมนูญ ถามว่าวันนี้ดิฉันให้โอกาสที่จะมี การเลือกตั้ง ส.ว. ขึ้นมา โดยที่เราพูดกันว่าโดยกลุ่มอาชีพ ก็โดยหวังประสงค์ว่าจะให้มีโอกาส ได้มีการเลือกคนหลากหลายเข้ามา แล้วก็ได้เข้ามาโดยเอาความหลากหลายของอายุ เอาความหลากหลายของความชํานาญการต่าง ๆ นั้นมาเลือกตั้งกันใหม่เป็นสมัยที่ ๒ ถามว่า ใครเป็นคนเลือก ท่านประธานที่เคารพค่ะ ประชาชนอย่างไรค่ะ ประชาชนที่เขาเห็นว่า ในโอกาสที่ผ่านมา ๖ ปี นั้น คนซึ่งมาโดยไม่มีฐานทางการเมืองมากเท่าไร ดิฉันโชคดีค่ะ ยังมาจากครอบครัวที่ทํางานทางการเมือง แต่มีเพื่อนสมาชิกอีกจํานวนเยอะทีเดียวค่ะ ที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มาทางการเมือง และถ้าไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ คงไม่มี โอกาสหรอกค่ะ ที่จะได้เข้ามาอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ วันนี้ท่านแก้ไขมาตราข้อ ๕ ข้อ ๖ ออกไป ซึ่งดิฉันก็คิดว่ามันไม่ได้เป็นการที่จะช่วยเหลือสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งจริง ๆ เลยนะคะ ทว่าจริง ๆ แล้วอาจจะช่วยคนอื่นมากกว่า แต่สมาชิกวุฒิสภาถูกเป็นแพะให้กับที่ประชุม แห่งนี้ที่จะอภิปรายกันว่าช่วยกันเกาหลัง ผลัดกันเกาที่คันอะไรประมาณนั้นนะคะ ซึ่งดิฉัน คิดว่าอันนี้ไม่เป็นความจริงเลย วันนี้นะคะถ้าว่ากันจริง ๆ ท่านปล่อยเสือ ท่านปลดล็อก คนที่มีความรู้ มีความชํานาญทางการเลือกตั้งจริง ๆ เข้ามาสู่สภาอีกเยอะ และถ้าท่านไม่มี ความโดดเด่น ไม่มีความเป็นตัวของท่านเองในสภาแห่งนี้ โอกาสจะเข้ามาคงจะยากทีเดียวค่ะ ในโอกาสหน้าท่านคะ สมาชิกวุฒิสภาที่เราบอกว่าเป็นคนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งและน่าชื่นชม ดิฉันชื่นชมจริง ๆ นะคะว่าอาจารย์สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ เป็น ๑ ท่านค่ะที่เป็นคนที่มาจาก การเลือกตั้ง เป็นอาจารย์ฝ่ายบริหาร ซึ่งถามว่าธรรมดาไหม ธรรมดาค่ะ จากจังหวัดเพชรบุรี แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นท่านได้พิสูจน์ตัวท่านเองว่าท่านมีความชัดเจนในประการใด ถามว่า ๔ ปี ๕ ปี ๖ ปี ท่านมีแฟนคลับ (Fan Club) เกิดขึ้นมามากไหม ดิฉันเรียนท่านเลยค่ะ ว่าวันนี้ท่านอาจารย์สุมลมีฐานเสียงทางการเมืองเกิดขึ้นเยอะทีเดียวค่ะ เพราะความชัดเจน ในการทํางานของท่าน ดิฉันก็ต้องเรียนท่านว่าอย่างที่ดิฉันอยากจะขอโอกาส มองในแง่ดีค่ะ อย่ามองในแง่ร้ายไปหมดว่าคนที่มันจะขออยู่นาน ๆ นั้นไม่ได้รู้จักพอ ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาเมตร ได้ศอกจะเอาวา ไม่ใช่ค่ะ เราต้องมองโลกในแง่ที่เป็นบวก และเราก็คิด ให้โอกาสคนที่เขาจะได้เข้ามาทํางานที่เป็นประโยชน์จริง ๆ ได้ ดิฉันเรียนท่านค่ะ ไม่เคยพูด นะคะว่าแล้วทําไม ส.ส. ถึงจะเลือกได้หลายสมัย ทําไม ส.ส. ถึงจะอยู่ในสภาด้วยกันได้ ไม่ว่า จะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก เป็นพ่อ หรือว่าแม้กระทั่งเป็นสามี ภรรยา แต่ดิฉันคิดว่าความ เป็นคนที่มีวุฒิภาวะของแต่ละท่านนั้นต่างหากที่เป็นตัวชี้ว่าเขาจะทําหน้าที่ใดที่เหมาะสม ไม่ต้องมาบอกค่ะว่าจะต้องมีการแก้วัตถุประสงค์ของการเข้ามาเป็นสมาชิก ดิฉันคิดว่าไม่ต้อง แก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ให้รู้จักว่าใครมีหน้าที่อย่างไรและทําหน้าที่ตรงนั้น ดีที่สุดค่ะ และดิฉัน ก็คิดว่าการปิดกั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้เกิดดีขึ้นมาในสภาที่บอกว่าเป็นสภาตรวจสอบ ถ้าคนคิด ไม่ดีก็ย่อมหาหนทางที่จะทําได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนท่านค่ะว่าเราถึงเวลาที่จะ เปิดโอกาสและทําให้มันเป็นระบบที่เป็นสากล เห็นว่าการให้โอกาสคนทําในสิ่งที่ดี ๆ โดยใช้ วุฒิภาวะของแต่ละคนนั้นเป็นตัวตั้ง และให้อํานาจ ให้สิทธิที่เป็นสิทธิของประชาชนในการ ที่จะเลือกตั้งนั้นได้ทําหน้าที่เลือกคนของเขาเข้ามานะคะ น่าจะเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ในสังคม ของเรามากกว่าการที่จะไปดําเนินการและมองในแง่ลบตลอดเวลา ดิฉันขออนุญาตค่ะว่าดิฉัน เห็นว่าจําเป็นที่จะต้องให้เวลาให้เพิ่มมากขึ้น

ส่วนในส่วนที่ ๒ ที่ดิฉันได้มีการแปรญัตติไว้ก็คือ ดิฉันให้เวลา ๙๐ วันในการ ที่จะเลือกตั้ง ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะว่าสมาชิกซึ่งอยู่ในตําแหน่งนั้นควรที่จะให้มีโอกาส ในการที่จะไปเลือกตั้งโดยที่อยู่ในตําแหน่ง โดยบอกว่าให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามวาระ อยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ เว้นแต่ผู้ที่ ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องลาออกจากตําแหน่งก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง ดิฉันคิดว่ามันเป็นการเอาเปรียบเพื่อนที่เป็นคนใหม่ ๆ แล้วก็เป็นความไม่ถูกต้องอย่างยิ่งที่จะ อยู่ในตําแหน่งแล้วไปเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นดิฉันก็ปฏิเสธตรงนั้น มันไม่ถูกต้องก็ไม่ควรจะทํา ให้เกิดขึ้น

ส่วนมาตรา ๑๑๘ นะคะ ดิฉันได้มีการแปรญัตติเอาไว้ เรื่องของ ๓๐ วัน ที่มีการบัญญัติเอาไว้เป็น ๙๐ วัน โดยประมาณแล้วนะคะถ้าจะว่าจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเลยค่ะ ดิฉันเป็นคนอภิปรายอะไรที่ตรงไปตรงมา เป็นคนที่อภิปรายสั้น ๆ และไม่มีวาระซ่อนเร้น ใด ๆ ทั้งสิ้นตลอดเวลา ๕ ปีกว่าที่อยู่ในสภาแห่งนี้ แล้วก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเรา ควรจะต้องให้โอกาสและส่งเสริมนะคะให้สมาชิกซึ่งมีวุฒิภาวะและมีโอกาสได้แสดงให้ ประชาชนได้เห็นโดยตลอดเวลาได้เลือกเข้ามาทํางานในสภาต่อไป ไม่ต้องไปปิดกั้นหรอกค่ะ ท่านคะว่าครั้งหนึ่งจะต้อง ๖ ปี และ ๖ ปีแล้วตลอดไป ท่านลองคิดดูสิคะว่าถ้าคนที่ อายุ ๔๕ ปีโดยเฉลี่ยนะคะเป็น ส.ว. เข้ามาทํางาน ๑ ครั้ง และต่อไปก็ไม่มีโอกาสที่จะทําเลย ท่านบอกว่าให้ไปเลย ซึ่งดิฉันก็คิดว่ามันเป็นการสูญเสียโอกาสที่จะเห็นคนที่เติบโตงอกงาม แล้ว ได้มีโอกาสทําผลผลิตที่ดี ๆ ให้กับวุฒิสภาของเราหรือว่าสภาของเราแห่งนี้ ถ้าเปรียบ เป็นต้นไม้ ท่านประธานคะ อายุ ๑๐ ปีเป็นต้นไม้ซึ่งกําลังออกผล ออกสิ่งที่ดี ๆ งาม ๆ ให้กับ สังคมได้ เพราะฉะนั้นให้มองตรงนั้นเป็นเกณฑ์ค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมขอไปที่ ส.ว. อีก ๒ ท่าน นะครับ พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ และท่านสมชาย แสวงการ แล้วก็กลับไปที่ท่านอานิก อัมระนันทน์ เชิญท่านสาธิตครับ เชิญครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านสุรศักดิ์ครับ สักพักหนึ่ง ให้ท่านสาธิตก่อนครับ เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ต้องกราบขออภัย ท่านพลเรือเอก สุรศักดิ์ ด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมมีเรื่องหารือท่านประธานนิดเดียวครับ คือเพื่อให้การทําหน้าที่ได้สอดคล้องกับที่ ท่านประธานได้ดําเนินการไว้ในเรื่องของการขึ้นจอนะครับ แล้วก็จะได้เป็นการอภิปราย ได้ถูกหลักและในการควบคุมการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิก ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายว่าเห็นด้วยให้กับดํารงตําแหน่ง ๒ วาระ ติดต่อกันได้ แต่ปรากฏว่าจอที่ขึ้นนี้เป็นข้อความที่ท่านบอกว่า ห้ามดํารงตําแหน่งเกิน ๒ วาระ ติดต่อกัน ผมไม่ทราบว่าอันไหนผิดอันไหนถูกนะครับ ท่านประธานต้องดูนิดหนึ่ง นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมจะดู เพิ่งมาแทน เดี๋ยวผมขอดูนิดหนึ่งนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

เพราะว่า ไม่อย่างนั้น ถ้าข้อความที่เพื่อนสมาชิกแปรญัตติไว้ ห้ามดํารงตําแหน่งเกิน ๒ วาระ แต่ปรากฏว่าเนื้อหาที่ท่านอภิปรายนี่กลายเป็นว่าขัดกับสิ่งที่แปรญัตติไว้นะครับ ก็ให้เลือก อย่างใดอย่างหนึ่งครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านคงหมายถึง ๒ วาระ นะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรศักดิ์นะครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติ มาตรา ๔ มาตรา ๗ ที่แก้ไข มาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ ผมขอให้ตัด มาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ ออกทั้ง ๒ มาตรา ผมมีเหตุผลครับท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๑๗ นะครับ ที่ท่านกรรมาธิการตัดออก นี้นะครับ ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ข้อความเดิม ผมอ่านเฉพาะวรรคที่เกี่ยวข้อง และข้อความ ที่เกี่ยวข้องไม่อ่านทั้งหมดหรอกครับ เพื่อประหยัดเวลานะครับ มาตรา ๑๑๗ ของเดิม วรรคสองนะครับ ท่านกรรมาธิการฟังชัด ๆ นะครับ วรรคสอง มีความว่า สมาชิกภาพ ของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกภาพนะครับ ของสมาชิกวุฒิสภา ผมเน้นนะครับ มีกําหนด คราวละ ๖ ปีนับจากวันเลือกตั้ง โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระ ไม้ได้ นะครับ อันนี้คือข้อความซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๗ นะครับ ท่านกรรมาธิการได้ไปแก้ไขว่าให้ตัดตัวนี้ออกนะครับ แล้วใช้ข้อความว่า มาตรา ๑๑๗ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้วาระของวุฒิสภา ให้วาระของวุฒิสภานะครับ มีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง มันมีอยู่ ๒-๓ จุด นะครับ จุดแรก ข้อความเดิมเขาใช้คําว่า วันที่มีการเลือกตั้ง เมื่อสักครู่ผมไม่ได้อ่านต้องขอ อภัยนะครับ แต่ท่านไปแก้ว่า วันเลือกตั้ง มันมีความแตกต่างครับท่านประธานครับ เพราะว่า วันเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศนั้น บางพื้นที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นะครับ วันนั้นก็อาจจะไม่มีการเลือกตั้งก็ได้ เพราะฉะนั้นในการปฏิบัตินั้นอาจจะเกิดปัญหา ในการนับวาระ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ให้วาระของวุฒิสภา วาระวุฒิสภานะครับ ท่านกรรมาธิการ ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างวาระของสมาชิกวุฒิสภา กับวาระของวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กลไกในการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ วุฒิสภา จะมีวาระไม่ได้ เพราะจะต้องเป็นองค์กรที่คงอยู่ สภาผู้แทนราษฎรมีวาระได้ครับ เพราะว่า อาจจะมีการยุบสภา สมาชิกวุฒิสภาก็มีวาระได้ เพราะฉะนั้นมันมีความแตกต่างกันตรงนี้ เดี๋ยวผมจะวิเคราะห์ว่าเหตุไรกรรมาธิการจึงไม่ได้ ใส่ใจของความแตกต่างระหว่างคําว่า วาระของสมาชิกวุฒิสภา กับ วาระของวุฒิสภา ข้อความที่ ๓ เกี่ยวกับที่กําหนดไว้ว่า มีคราวละ ๖ ปีนับจากวันเลือกตั้ง เพื่อนสมาชิกรัฐสภา หลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าปกติการเลือกตั้งนั้นเขาก็ให้ครั้งละ ๔ ปี ถ้าสมมุติว่า ๖ ปี แล้วยังไม่เว้นวรรคมันจะทําให้ยึดติดกับอํานาจ แล้วก็จะไม่ยอมลงออกไป ก็จะสร้าง ความเสื่อมเสีย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าที่ท่านกรรมาธิการตัดออกไปนั้นไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสม เดี๋ยวผมจะอภิปรายซ้ําอีกครั้งหนึ่งครับ อภิปรายมาตรา ๑๑๘ ที่ท่านกรรมาธิการตัดออก ข้อความเดิมของมาตรา ๑๑๘ นั้นก็จะพูดว่า เมื่อวาระของสมาชิก วุฒิสภาไม่ใช่วาระของวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ความแตกต่างก็ยังอยู่ที่เดิม คือท่านกรรมาธิการไม่ได้ให้ความใส่ใจ หรือท่านอาจจะตั้งใจก็ได้ ท่านไม่ได้ให้ความใส่ใจว่า วาระของวุฒิสภา กับ วาระของสมาชิก วุฒิสภานั้นอาจแตกต่างกันอย่างไร ประเด็นนี้เป็นประเด็นซึ่งผมคิดว่าท่านกรรมาธิการ อาจจะจงใจกระทําการเพื่อให้ขัดรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ท่านประธานเปิดไปดู รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙ ฉบับนี้นะครับ มาตรา ๑๙ ผมอ่านข้อความในวรรคท้ายเลย ที่เกี่ยวข้องนะครับว่า ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคสอง วรรคสองก็เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไข เพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ หมายความ ว่าในกรณี ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบนั้น ที่รัฐสภานี้จะต้องดํารงคงอยู่ แล้วก็จะต้องมีสมาชิก วุฒิสภาบางส่วนอยู่ แต่วุฒิสภานั้นจะต้องไม่มีวาระนะครับ อันนี้เป็นกลไกลตามกําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ทีนี้เมื่อท่านกรรมาธิการไปตัดออก ท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะไม่เกิดสุญญากาศ จริงอยู่ในเดือนมีนาคมปีหน้าท่านอาจจะไม่ยุบสภา ท่านอาจจะให้มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น ผมถามว่าถ้าเผื่อเกิดเหตุการณ์ตามที่ รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙ เขียนไว้เราจะแก้ปัญหาอย่างไร ท่านกรรมาธิการอยากจะกรุณา ชี้แจงว่าไม่มีปัญหาเพราะว่าโอกาสที่จะเลือกตั้งนั้นสภาผู้แทนราษฎรเลือกทุก ๔ ปี สมาชิก วุฒิสภาเลือกทุก ๖ ปี มันไม่มีโอกาสที่จะเกิดพร้อมกัน ท่านทําอย่างนี้ไม่ได้นะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วผมคิดว่าท่านมีความรอบคอบมาก ท่านเขียนรัฐธรรมนูญมา และผ่านประชามติมาเรียบร้อยแล้ว ไม่ให้มีช่องโหว่ ไม่ให้เกิดสุญญากาศ เพราะว่าถ้าเผื่อ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนี้อันตรายต่อประเทศชาตินั้นมันเกินที่จะคณานับนะครับ ท่านกรรมาธิการและท่านประธานรัฐสภาก็ได้พูดไว้ตลอดว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะไม่แก้ไขหมวดที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ท่านพูดอย่างนี้นะครับ จะไม่แก้ไขหมวดที่จะทํา ให้การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น เปลี่ยนแปลงไป ท่านพูด เพราะฉะนั้นเมื่อพูดอย่างนี้จริงอยู่ถ้าไม่ได้แก้หมวด ๓ ที่ผมอ่าน มาตรา ๑๙ วรรคท้าย แต่ท่านเขียนสิ่งนี้มันล่อแหลมที่จะทําให้เกิดความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ผมขอกราบ ท่านประธานและท่านกรรมาธิการนะครับ จุดนี้ท่านอย่าโต้แย้งผมโดยไม่มีเหตุผล ท่านต้อง คํานึงนะครับว่าสิ่งที่ท่านทําอยู่วันนี้อาจจะเกิดความเสียหายแล้วท่านจะไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ผมข้ามไปอีกนิดนะครับ กําหนดวันเลือกตั้งภายใน ๔๕ วัน ของเดิมเขากําหนดไว้ ๓๐ วันก็เหมาะสมอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะกําหนดให้ไปเลือก ๔๕ วัน ท่านกลัวว่าจะไม่ทัน ใช่ไหมครับ ท่านกลัวว่าผู้ที่ไปเข้าร่วมลงชื่อสลับกันให้ท่านจะไปไม่ทันใช่ไหมครับ ท่านอย่าลืมว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอยู่ตั้ง ๕๐๐ ท่านก็ใช้เวลา ๔๕ วัน การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านไปเขียนตั้ง ๒๐๐ คนทําไมถึงต้องใช้เวลาเท่ากับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านต้องตอบนะครับ ตอบโดยใช้ตัวเลข แล้วก็ อย่าตอบโดยคิดว่าพี่น้องประชาชนที่เขาฟังอยู่นั้นจะไม่เข้าใจ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมได้ เรียนไปแล้ว ผมก็พยายามที่จะมองทุกคนในสิ่งที่ดี แต่จากการที่กรรมาธิการได้ชี้แจง หลายครั้งและจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทําให้ผมย้อนคิดว่าหลักพุทธศาสนานั้นเขาเขียนชัด นะครับ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา นี่ประการที่ ๑ นะครับ

ประการที่ ๒ หลักของคาร์ล มาร์กซ ที่เขียนว่า ชนชั้นใดออกกฎหมายก็เพื่อ ชนชั้นนั้น ถ้าเผื่อสมมุติท่านย่อยตัวนี้ออกไปตีความ ก็หมายความว่าคนกลุ่มใดออกกฎหมาย ก็เพื่อคนกลุ่มนั้น ท่านคิดว่ามันถูกไหมครับในหลักการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเราต้องการที่จะให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม และเราต้องการทําสภาแห่งนี้ให้เป็น ตัวอย่างที่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมได้บอกว่าผมไม่มั่นใจว่าท่านกรรมาธิการได้แก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขฉบับเพิ่มเติมฉบับนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ประการที่ ๑ เพราะว่า ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ก่อนจะรับหน้าที่ท่านก็ได้ปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ ว่าท่านจะปฏิบัติตามและรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกประการ สิ่งที่ท่านทําอยู่ขณะนี้ท่านไม่ได้ ทําอย่างนั้นครับ ต่างประเทศที่เจริญแล้วในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเขาจะต้องกลับไป ถามประชาชน รัฐธรรมนูญเรามีหลายฉบับนะครับ บ้านเมืองเกิดปัญหาเราไปโทษ รัฐธรรมนูญ เราไม่เคยโทษตัวเองเลยว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นมันเกิดจากรัฐธรรมนูญหรือว่าเกิด จากตัวเอง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าในฐานะซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เปิดโอกาสให้มีสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากการสรรหา เราอยู่กันมา ๕ ปีกว่า ท่านกรรมาธิการ ชี้ประเด็นสิว่าพวกเราทํางานบกพร่องตรงไหนในเรื่องความเป็นกลาง บกพร่องตรงไหน ในเรื่องการตราพระราชบัญญัติ บกพร่องตรงไหนในการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง บกพร่องตรงไหนในการแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง ท่านชี้นะครับ ถ้าเผื่อท่านยังไม่ได้ชี้ ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลครับที่ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางท่าน บางกลุ่มที่ไป แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ ความชัดเจนนะครับว่าสมาชิกรัฐสภา จะต้องไม่อยู่ภายในอาณัติมอบหมายหรือยู่ในความครอบงําใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นนั้นทําให้ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้ทําอยู่นี้ท่านได้ทําตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ หรือไม่ ท่านประธานครับ

ท่านประธานครับ ผมก็จะจบ แต่ผมขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งครับ เนื่องจากว่าผมถูกตัดสิทธิในการอภิปรายมาตรา ๕ มาตรา ๖ ผมขออนุญาตชี้แจงเพียงแค่ ๕ นาที เพราะว่ามันมีสิ่งที่พาดพิงแล้วผมไม่มีโอกาสชี้แจง ประเด็นแรก

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอา ๓ นาทีได้ไหมครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ได้ครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ประเด็นแรก กรรมาธิการชี้หลายครั้ง และผมก็เคยท้วงติงแล้วว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาไม่ได้ ยึดโยงกับประชาชน ผมก็บอกแล้วมันไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาจากการแต่งตั้งเหมือนรัฐธรรมนูญอื่น อาจจะต้องให้สมาคมเขาส่ง สมาคมทนายความมีอยู่ตั้งเป็นหมื่น ๆ คนนะครับ มาจากภาครัฐ ภาคอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่คนเดียวจะเดินเข้าไปได้นะครับ เพราะฉะนั้นเป็นข้อกล่าวหา ซึ่งไม่ให้ ความเป็นธรรมแก่ผมนะครับ

ข้อ ๒ ครับ กรรมาธิการชี้ว่าการเลือกตั้งนี้จะเป็นการคืนสิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ให้แก่พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนอยากได้ อันนี้ไม่จริงนะครับ ผมเอานําสถิติ การลงคะแนนเสียงผู้ที่ไปเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๑ จํานวนลดลงนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะอ้างว่าภาระที่ท่านไปสร้างให้พี่น้องประชาชนนั้น มันถูกหรือไม่นะครับ แล้วการเลือกตั้งผมก็บอกแล้วว่าโลกสมัยใหม่นั้น มันต้องใช้มิติทาง ด้านสังคม ทางด้านเศรษฐกิจเข้าไปด้วยไม่ใช่เอาแต่พื้นที่เป็นตัวเกณฑ์นะครับ ผมไม่ซ้ําแล้ว นะครับ ก็หมายความว่ามีผู้บอกว่าจะแก้เรื่องใหญ่ ๆ อย่างนี้ทําไมไม่ไปทําประชามติ คําตอบ ก็คือว่า ท่านกลัวว่าทําแล้วประชาชนเขาจะไม่เอาด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ส.ว. สรรหา มีผู้อภิปรายว่าอยู่ไปได้อย่างไรตั้ง ๙ ปี อันนี้ก็ไม่ถูกนะครับ เฉพาะวาระแรกเท่านั้นเอง เนื่องจากว่าผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าต้องการให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง และมาจากการสรรหามีการสลับนะครับ เพราะฉะนั้นในวาระแรกมันจะต้อง มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่เพียงแค่ ๓ ปี จะให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ ๓ ปี แล้วก็ ให้มาเลือกตั้งใหม่ เป็นธรรมไหมครับ เขาต้องเหนื่อยเดินหาเสียงทั้งจังหวัด เขาก็ให้สมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการสรรหาวาระแรกอยู่แค่ ๓ ปี แต่ไม่ตัดสิทธิ โดยเฉพาะบางคนต้องไป ลาออกจากราชการตําแหน่งก็สูง ๆ มาได้บ้าง ไม่ได้บ้างนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อนคืนสิทธิ อันนี้มันเฉพาะครั้งแรกเท่านั้นเอง ต่อไปไม่มีแล้วครับ ต่อไปถ้าเกิดสมมุติว่ายังดํารงคงอยู่ ลักษณะนี้มันจะมีการสลับและจะไม่มีช่องว่าง จะไม่เกิดปัญหาในเรื่องสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบนะครับ สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมก็ขอให้กรรมาธิการถอนร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ออกไปนะครับ ถ้าเผื่อท่านรักประเทศชาติ ท่านรักพี่น้องประชาชน และท่านรักประชาธิปไตย ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมาก รักษาเวลา ดีมากเลยครับ ท่านสุรศักดิ์ครับ ต่อไปท่านสมชาย แสวงการครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ผม นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนคําแปรญัตติ ไว้ในมาตรา ๗ ตามที่ท่านกรรมาธิการได้แก้ไขในมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนะครับ แล้วก็กรรมาธิการไม่เห็นด้วย ซึ่งผมได้สงวนไว้ ประเด็นของผมอยู่เพียงประเด็นสั้น ๆ ครับ ท่านประธาน ประเด็นก็คือมาตรา ๑๑๗ ซึ่งมีเรื่องของสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา เริ่มตั้งแต่วันที่กรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา ซึ่งประเด็นนี้ก็คงตัดไป เพราะว่ากรรมาธิการได้ตัดเรื่อง ส.ว. สรรหาลงไปแล้ว ก็จะเหลือแต่ประเด็นที่แตกต่างกัน ก็คือ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ประเด็นสําคัญก็คือ ในวรรคสองครับ ท่านประธานกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่ วันเลือกตั้ง หรือวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหาแล้วแต่กรณีนะครับ โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ อันนี้คือประเด็นที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๗ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ตรงนี้ละครับเป็นสิ่งที่เราต้องพูดคุยกัน แล้วต้องกราบเรียนให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ได้รับทราบรับฟังด้วย รวมถึงสมาชิกรัฐสภาได้เข้าใจ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น ไม่ได้แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เดิมเลยแม้แต่น้อยในประเด็นตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่า เป็นประเด็นสําคัญครับ ในคราวร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มีประเด็นถกเถียงกันมากมายครับ ผมขอย้อนไปนิดหนึ่งครับว่า หลายท่านเคยเป็นกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งประกอบด้วย กรรมาธิการที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ ขณะเดียวกันมีอีก ๒๒-๒๓ คน มาจากการแต่งตั้ง จํานวนนี้ครับที่มีปัญหาว่า ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นท่านเห็น มาจากการแต่งตั้ง จํานวนนี้ที่มีปัญหาครับว่า ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นท่านเห็นว่า ควรจะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด อันนั้นก็ว่าไปเพราะว่าท่านชนะมติ ในที่ประชุม แต่ในท้ายที่สุดมันมีการกําหนดไว้ชัดเจนครับว่า มีแค่ ๑ วาระเท่านั้น เพราะประเด็นถกเถียงคือสมาชิกวุฒิสภาควรมีวาระการดํารงตําแหน่งเท่าไร ที่ประชุม ส.ส.ร. ปี ๒๕๔๐ ก็บอกว่าควรจะมี ๖ ปี แล้วก็ให้เป็น ๑ วาระมากกว่า ส.ส. ส.ว. มีวาระการดํารง ตําแหน่ง ๖ ปีไม่พอครับ ยังไม่ถูกยุบสภาอีกด้วย เพื่อทําหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นการประกาศ สงคราม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งองค์รัชทายาทหรือหน้าที่อื่นใดที่มีความจําเป็นในขณะที่ไม่มี สภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บัญญัติไว้ แล้วก็รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาบัญญัติต่อ มีความหมายไปในทางเดียวกันครับ ท่านประธานครับ นั่นคือ ให้ ส.ว. ยังคงทําหน้าที่ ๖ ปี มากกว่า ส.ส. เพราะต้องการให้ทําหน้าที่ต่อเนื่องและเป็นครั้งเดียว แล้วก็มีวาระเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดสิทธิในการที่ท่านจะกลับมาสมัครใหม่ หรือไปทําหน้าที่อื่น การที่ให้มาสมัครใหม่นั้นก็เพื่อป้องกันการเสพติดอํานาจ หลายท่าน ได้พูดแล้ว เพื่อต้องการการผูกขาดและมีอํานาจต่อเนื่องยาวนาน เพราะสมาชิกวุฒิสภานั้น จะมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ในการตรวจสอบในการบริหาร และมีหน้าที่แต่งตั้ง หรือถอดถอนบุคคล ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้ต่างประเด็นกันมากมาย เพียงแต่ว่ามีการปรับแต่งในส่วนที่เป็นข้ออ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดํารงเหมือนกันคือ ส.ว. เป็นได้ ๖ ปี เป็นยาวกว่า ส.ส. ๒. มีวาระเดียว หากจะเป็นต้องเว้น ๑ วาระ ทําไมเจตนา จึงเป็นเช่นนั้นครับท่านประธาน แล้วทําไมสภาแห่งนี้จึงคิดอาจที่จะแก้ไขวาระตรงนี้ล่ะครับ ถ้าเราไม่ได้ทําเพื่อประโยชน์ของตัวเราเองแล้ว เราทําเพื่อใครกันแน่ ผมเองอาจจะเป็นผู้ที่ ได้รับประโยชน์เสียด้วยซ้ําครับ ท่านประธานครับ มี ส.ว. หลายคนในรุ่นราวคราวเดียวกับผม อาจจะอยู่ในวัยอายุประมาณ ๕๐ ปีต้น ๆ ถ้านับอายุในสมัยคนปัจจุบัน ถ้าท่านไปลงเลือกตั้ง เอาละครับสมมุติว่าลงเลือกตั้งครั้งละ ๖ ปี อย่างน้อยที่สุดคนสมัยนี้ถ้ามีคนเลือกท่านก็ได้อีก ๕ สมัยต่อเนื่องกัน แล้วถามครับว่าถ้ามีวาระ ๕-๖ สมัยต่อเนื่องกันยาวนาน ท่านจะเป็นอะไรครับ ผมอาจจะมีบุญวาสนาน้อยกว่าท่านประธาน ไม่สามารถเป็นประธานวุฒิสภาได้ แต่รับรองว่า ผมอาจจะมีบุญวาสนาในการมีอํานาจในการแต่งตั้งบุคคลเยอะแยะไปหมดเลยครับ ท่านประธาน ผมลองยกตัวอย่างให้ท่านประธานและท่านผู้ฟังได้ทราบกันนะครับ กลับมา ย้อนนิดเดียวครับ วุฒิสภามีหน้าที่เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ดํารงตําแหน่งกรรมการ ตุลาการศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๒๑ ท่านประธานครับ ถ้าผมมีอํานาจได้รับการเลือกตั้ง ติดต่อกัน ๖ สมัย จนถึงอายุประมาณ ๘๐ ปีเศษ ๆ เอาเป็นว่าสมัยที่ ๒ สมัยที่ ๓ สมัยที่ ๔ นะครับ ผมจะเลือกกรรมการตุลาการอย่างมีพาวเวอร์ (Power) ได้เลยไหมครับท่านประธาน ลองนึกดูสิครับ ถ้ากรรมการตุลาการ ๒ คน ที่ผมสามารถคอนโทรล (Control) เสียงในวุฒิสภา ผมบันดาลความยุติธรรมได้ครับท่านประธาน นี่อันตรายมากเลยครับท่านประธาน เขาจึงไม่ อยากให้ผูกติดอํานาจและเป็น ไม่อยากใช้คําว่า มาเฟียทางการเมือง แต่สิ่งนี้รัฐสภาแห่งนี้ กําลังจะบัญญัติมาเฟียทางการเมืองขึ้นมาในวุฒิสภาใหม่ กลุ่มที่ ๒ ท่านประธานครับ ท่านต้อง เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ดํารงตําแหน่งกรรมการตุลาการศาลปกครอง เมื่อกี้ศาลยุติธรรม อันนี้ศาลปกครอง ท่านลองวิ่งเต้นกับผมได้เลยครับ ถ้าวุฒิสภาคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งที่มี อิทธิพลสามารถต่อเนื่องยาวนาน ท่านลองนึกภาพตุลาการศาลปกครองที่วุฒิสภาจะเลือก แล้วท่านลองนึกถึงภาพคดีที่ฟ้องร้องกันในศาลปกครองอยู่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคดีที่พี่น้อง ประชาชนร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องมาบตาพุด เรื่องที่ต่าง ๆ เรื่องโรงเหล็ก จะเกิดอะไรขึ้น จากการวิ่งเต้นผลประโยชน์ไปที่ข้าราชการหรือนักการเมืองอื่น ก็จะวิ่งเต้นกลับมาที่สมาชิก วุฒิสภาผู้ทรงอํานาจ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นครับ แม้แค่เคยเกิดขึ้นในสมัย ปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ ซึ่งผมกราบเรียนว่าผมอยู่ในที่เกิดเหตุและผมยืนยันได้ ว่ามีบุคคลท่านหนึ่ง เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาผู้สามารถกุมชะตาสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า ๘๐-๑๒๐ คนอยู่ในมือ แต่ผมจะไม่เอ่ยในที่นี้ครับ เพราะว่าเป็นการเอ่ยถึงบุคคลที่ ๓ โดยไม่บังควร แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนั้นสมาชิกวุฒิสภาที่ผมกล่าวแล้วต้องให้ความเห็นชอบ ในการแต่งตั้งให้อัยการสูงสุดพ้นจากตําแหน่ง และแต่งตั้งกรรมการอัยการอีก ๒ คน ซึ่งในวันนี้ วุฒิสภาก็เลือกให้ความเห็นชอบท่านอัยการสูงสุดไปแล้ว แสดงว่าจะมีพลังมากใช่ไหมครับ ท่านประธาน เพราะการดํารงตําแหน่งวาระที่ให้มี ๖ ปีแล้วเป็นได้หลายวาระต่อเนื่องกัน ยาวนาน นั่นละครับท่านประธาน นอกจากนั้นยังมีการให้ความเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็น กรรมการการเลือกตั้ง ท่าน ส.ส. ท่านมีวาระ ๔ ปี อาจจะอยู่ ๒ ปียุบสภาบ้าง ๓ ปียุบสภาบ้าง หรืออยู่ครบ ๔ ปีบ้างก็ตาม แต่ถามว่าใครครับที่จะมีอํานาจเหนือกรรมการการเลือกตั้ง ท่านอาจจะต้องยุบสภาหรือไปลงเลือกตั้งบ่อย ๆ แต่วุฒิสภาที่อยู่ ๖ ปีต่อเนื่อง ๕ สมัย สามารถบันดาลให้กรรมการการเลือกตั้ง ๕ คนเสกใบเหลือง ใบแดงให้ท่านได้ไหม ผมคิดว่า มีพลังมากจริง ๆ นะครับ ท่านลองพิจารณาดูนะครับ นอกจากนั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้อง การให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการคัดเลือกจากกรรมการสรรหาให้ดํารงตําแหน่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านลองนึกดูสิครับ ในส่วนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ ได้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์เข้ามาแล้ว และด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์จํานวน ๒ คนครับท่านประธาน สมาชิกวุฒิสภาวาระ ๖ ปี ๔-๕ สมัย มีอิทธิพลต่อสมาชิกวุฒิสภา มีอิทธิพลต่อการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ท่านประธาน เห็นอยู่แล้วคือการที่ผมและคณะบางส่วนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไปผมก็สามารถ ควบคุมศาลรัฐธรรมนูญได้เช่นกันใช่หรือไม่ นี่ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น กับบ้านนี้เมืองนี้ แล้วมันอันตรายขนาดไหนครับท่านประธาน ให้ความเห็นชอบกับบุคคล เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินในประเทศนี้มี ๓ คน ใน ๓ คนนี้รับเรื่องราว ร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเยอะแยะมากมาย ยังมีเรื่องค้างอยู่หลายที่ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็โดนเรื่องพาสปอร์ต (Passport) ของอดีตนายกรัฐมนตรี กระทรวง การต่างประเทศก็โดนเรื่องนี้อยู่ หลายเรื่องก็มีครับ ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมก็มีปัญหาถูกร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินในเรื่องของคดีแต่งตั้ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านประธานเห็นไหมครับว่าถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินถูกเลือกโดยสมาชิก วุฒิสภาที่ทรงอํานาจต่อเนื่องยาวนาน ๔-๕ สมัย ท่านประธานคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่สมาชิกวุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบ เรื่องราว บ้านเมืองนี้ที่มันเกิดปัญหาอยู่ แล้วกําลังตรวจสอบอยู่ ก็คือสิ่งที่เรียกว่าทุจริตคอร์รัปชั่น ประเทศไทยเราถอยอันดับลงเรื่อย ๆ ครับ ติดอันดับโลกอยู่ในอันดับ ๘๐ กว่า ๆ ต่อเนื่องยาวนาน คณะกรรมการที่เรามีความมุ่งหวังให้ทําหน้าที่ในการเป็นองค์กรอิสระ ในการติดตามปราบปรามและป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบก็ต้องถูกเลือกจากสมาชิก วุฒิสภาทั้ง ๙ ท่าน ถ้าสมาชิกวุฒิสภากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือ หลาย ๆ คนรวมกันแล้วมีพลังที่ต่อเนื่องยาวนาน สมัยละ ๖ ปี ๔-๕ สมัยต่อเนื่องกัน ท่านประธาน จะเกิดอะไรขึ้นครับกับการเลือกคณะกรรมการ ป.ป.ช. นี่ยังไม่รวมถึงการ ถอดถอนนะครับ เราสามารถรวบรวมกันไปถอดถอนได้ เราหาแค่บุคคลนอมินี (Nominee) คน ๒ คนไปยื่นเรื่อง แล้วเราก็ถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. สนใจมาติดตามเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นของเรา นี่คือจินตนาการ แต่ผมว่ามันไม่ได้ไกลเกินความจริง แล้วมันเป็นจริงได้หลังจากที่ท่านแก้รัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เอง ผมกราบเรียน ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เริ่มทยอยหมดอายุตามการเกษียณของท่านในอายุ ๗๐ เราจะต้อง เลือกกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่ไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นกับบ้านกับเมือง ท่านประธานครับ เรารับผิดชอบไหวหรือไม่ในอนาคตต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเรา สมาชิกวุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ตรวจเงินแผ่นดินอีก กรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ดูแลเงินของแผ่นดินนะครับ ตรงไปตรงมา เคยมีปัญหาตั้งแต่ สมัยตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกบางท่านก็บอกว่าเรามีปัญหาเรื่องผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดินกับกฎหมายซึ่งยังไม่สามารถผ่านสภาได้ เพราะเราเอาเวลามาใช้ในการ แก้รัฐธรรมนูญเสีย จนกระทั่งยังไม่ได้ทํากฎหมายเรื่องตรวจเงินแผ่นดินให้สําเร็จ นี่ก็เป็น ปัญหาครับ เพราะว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยหลักในการตรวจสอบความถูกต้องการใช้เงิน ของแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ๗ คน ก็ผ่านจากวุฒิสภาอีก ท่านประธานครับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นที่พึ่งหวังของความมีสิทธิเสรีภาพสิทธิและศักดิ์ศรี ของพี่น้องประชาชนในทุกกรณี ท่านประธานครับ แล้วท่านก็ทําหน้าที่ได้ดีพอสมควรในขณะนี้ ถ้าสมาชิกวุฒิสภา อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วต้องเรียนย้ํานะครับ ว่ามีวาระ ๖ ปีต่อเนื่องยาวนาน ๒ ๓ ๔ ๕ สมัย ถามว่าเลือกกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เป็นคนของตัวเองได้หรือไม่ ได้ครับ ถอดถอนได้ไหม ควบคุมได้ไหม ทําได้ครับ อีกหน่วยหนึ่งครับ ผ่านจากสมาชิกวุฒิสภา กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือเรียกว่า กสทช. คณะกรรมการชุดนี้ ๑๑ ท่านครับ ไปจากที่ประชุมของวุฒิสภา ในการเลือกทั้งสิ้น ทรงพลังมากครับในการกําหนดคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ ท่านกําลัง จะได้รับการประมูลโทรทัศน์ดิจิตอล (Digital) ท่านกําลังจะได้รับการประมูลสถานีวิทยุ ทั่วประเทศเป็นร้อยเป็นพันสถานี คณะกรรมการชุดนี้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ตรงนี้ทั้งสิ้น เกี่ยวข้องกับการประมูล ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) ไปจนถึงดาวเทียม ท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มีอายุ ๖ ปีต่อเนื่องยาวนาน เป็นผู้ทรงอิทธิพลแน่เลยครับ เมื่อสักครู่ ผมออกไปข้างนอกมา ผมได้ยินเสียงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านครับ ท่านบอกว่าไปลง ส.ว. ดีกว่า อันที่ ๑ ต่อเนื่องยาวนานได้ อันที่ ๒ ไม่ต้องยุบสภาครับ อันที่ ๓ ไม่ต้องสังกัดพรรคโดยนิตินัย มันง่ายมากเลยครับ ท่านประธานครับ ผมก็ยินดี กับท่านที่ท่านจะมาสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา เชิญได้ตามสบาย เพราะกฎหมายได้เอื้อ ให้กับท่านแล้ว แต่ผมกําลังบอกกับท่านประธานและคณะกรรมาธิการว่าสิ่งที่มันจะเกิดขึ้น มันไปเลยเถิดกว่าการแก้เรื่องวาระการดํารงตําแหน่ง มันไปไกลเลยกว่าการที่เราให้มี วาระเดียวหรือไม่ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ ภาควิชาชีพ

ครับท่านประธาน

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ความจริงท่านประสิทธิ์ครับ ท่านสมชายเดี๋ยวจบแล้วเขาอธิบายก็ได้ความรู้ดีครับ ท่านมีอะไรประท้วง เอาท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น ที่เราอภิปรายอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องมาตรา ๗ ครับ แต่ผู้อภิปรายไปอภิปรายในมาตรา ๕ ซึ่งมันผ่านมาแล้ว เมื่อสักครู่ขอ ๕ นาที นี่ก็เลยไป หลายนาทีแล้วนะครับ บางทีต้องเกรงใจสมาชิกที่รออภิปรายอยู่หลายท่าน ขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ ก็มีผู้ประท้วงท่าน อํานาจหน้าที่ที่เราไปเลือกองค์กรอิสระต่าง ๆ เราก็ทราบกันอยู่แล้ว นะครับ ท่านเอาประเด็นของท่านแล้วกันนะครับ

นายสมชาย แสวงการ ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมอยู่ในประเด็นตลอดเวลาครับ สมาชิกบางท่านอาจจะฟังไม่เข้าใจ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอรวบรัดครับ เพราะท่านใช้เวลาไปเกือบ ๑๕ นาทีแล้วนะครับ

นายสมชาย แสวงการ ภาควิชาชีพ

ก็เป็นสิทธิที่ท่านประธานกรุณา นะครับ และผมก็จะใช้สิทธิในการอภิปรายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจครับ เราต้องรับผิดชอบร่วมกันครับ ท่านประธานกับผมจะอยู่ได้อีก ๓๐ ปี ๕๐ ปีหรือไม่ มันเป็นเรื่องที่ลูกหลานต้องอยู่ต่อครับท่านประธานครับ เราแก้กฎหมายแล้ว มันส่งผลกระทบยาวนาน เราต้องรับผิดชอบร่วมกันครับท่านประธานครับ ผมจําเป็น ที่จะต้องพูดถึงว่า สิ่งที่ทําไมผมพูดมาตราเดียวนี่ แก้ไขเรื่องของวาระการดํารงตําแหน่ง ๖ ปี แล้วเป็นได้วาระเดียวสําคัญมากขนาดไหน มันเป็นหัวใจเลยครับท่านประธานครับ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๑๓ มาตราฉบับนี้ จริงอยู่ครับ ผมอาจจะชื่นชอบท่านประธาน ชื่นชอบสมาชิกเลือกตั้ง ส.ว. หลายท่านเยอะแยะมากมายนะครับ เรียนกับท่านหลายคนว่า เราทํางานอาจจะมีความเห็นแตกต่างกันบ้าง แต่เราก็สนุกสนานในการแบ่งปันกันครับ เราเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการสรรหา ท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกตั้ง แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราครับ ไม่ใช่ว่ามีงานเลี้ยงแล้วเราไม่มีวันเลิกรา เราเห็นว่า เออ มาเป็น ส.ว. ก็ดีนะ แบบเดียวกับที่เราบวชเป็นพระแล้วดีนะ สุดท้ายเราก็แก้กฎหมายเพื่อให้ เราได้กลับมาเป็น ส.ว. เลือกตั้งใหม่ อันนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาเรื่องประโยชน์ทับซ้อนนะครับ แต่ผมก็กราบเรียนครับว่าอันนั้นก็ไปว่าอีกกรณีหนึ่ง แต่ผมเรียนว่ามันมีความสําคัญที่เมื่อการปล่อยให้สมาชิกวุฒิสภามีวาระยาวถึง ๖ ปี แล้วก็ มีวาระได้ต่อเนื่องหลายสมัยโดยไม่มีขอบจํากัดอันนี้เป็นประเด็นปัญหาครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรียังสามารถเป็นได้แค่ ๒ สมัยไม่เกิน ๘ ปี ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ว่า สําคัญที่สุดในโลกสามารถสั่งบุกซีเรียสามารถทําอะไรได้ในโลกนี้ขณะนี้ก็เป็นได้ไม่เกิน ๒ สมัยท่านประธานครับ แต่เรากําลังจะทําให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่ง ๑. ไม่ต้องถูกยุบสภา ไปกับเขาด้วย ยกเว้นถูกปฏิวัติไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองโดยนิตินัยนะครับ สามารถ มีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระทั้งหมดทั้งการแต่งตั้งและการถอดถอนกลับมีอายุที่ยาวนาน ไม่แปลกครับท่านประธานถ้ากรรมาธิการและที่ประชุมแห่งนี้จะแก้เรื่องอํานาจหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภาเสียก่อน แล้วไปกําหนดวาระให้มีบทบาทอํานาจหน้าที่น้อยลงนะครับ แล้วทําให้วาระเป็นอย่างนี้ผมก็ไม่ว่ากระไร แต่ท่านยังคงเรื่องบทบาทอํานาจหน้าที่ไว้ ๔ ประการ โดยเฉพาะผมได้ยินเพื่อนสมาชิกรัฐสภาพูดถึงการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย วันนี้ท่านอาจจะเป็นรัฐบาลวันหน้าคนอื่นอาจจะ เป็นรัฐบาล แต่ถ้าปล่อยให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งแล้วมีวาระยาวนานต่อเนื่อง ๔-๕ สมัย ดังที่ผมยกตัวอย่างขึ้นจะเกิดปัญหามากมายท่านประธานครับ เขาจะกลายเป็น ผู้ทรงอิทธิพลกลุ่มใหม่ยิ่งใหญ่กว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยิ่งกว่าฝ่ายค้านในการตรวจสอบ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเสียอีกเพราะเขาเป็นผู้ที่มีความต่อเนื่องของการดํารงตําแหน่ง และมีอิทธิพลอย่างสูงในการควบคุมองค์กรอิสระ ที่ผมต้องกล่าวล่วงไปถึงหน้าที่ขององค์กร อิสระที่เกี่ยวข้องกับอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นมันสัมพันธ์กันจริง ๆ ท่านประธาน ครับ เลยมีความจําเป็นที่ต้องอธิบายความ ผมกราบเรียนท่านประธานครับในเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ซึ่งบันทึกไว้ชัดเจนตอนยกร่าง ขออนุญาตอ่านสักนิดเดียวนะครับ ท่านประธานครับ เจตนารมณ์ของมาตรานี้นะครับระบุให้สมาชิกวุฒิสภาที่พ้นสมาชิกภาพ แล้วจะไม่สามารถดํารงตําแหน่งติดต่อกัน ๒ วาระได้ เพื่อให้วุฒิสภามีความเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่และไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยมุ่งหวังจะได้รับ การสนับสนุนให้ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในวาระต่อไป นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ย้อนกลับไปดูที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนถึงการห้ามวาระ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชาย โทษนะครับ ท่านสรุปได้แล้วครับท่านใช้เวลายาวนานมากนะครับ พยายามกระชับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน มีกําหนดเวลาด้วยหรือครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ครับ ก็คือผมดูจากเวลา

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมพยายามควบคุม อยู่ในวาระอยู่ในประเด็นครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านช่วยสรุป

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ก็พยายามอธิบายความที่ท่านสมาชิกต้องเข้าใจก่อนที่ท่านจะลงมติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลกที่ไม่ถูกฉีกเลยมีการแก้ไข ๒๗ ครั้งครับ ทําไม ๒๗ ครั้งนั้น ไม่ถูกปฏิวัติรัฐประหารเลย เพราะเขาใช้เวลาครับเขาใช้ข้อมูลในการศึกษาครับ บางมาตรา แก้ไขกันเป็น ๑๐ ปี บางมาตราก็แก้ไขกันหลายปีครับท่านประธาน ท่านประธานอย่าใช้เวลา เพียงสั้น ๆ เท่านี้ทําการแก้ไขแล้วมันเกิดผลในอนาคต ส่วนท่านประธานจะใช้เสียงในสภา แห่งนี้โหวตผมก็ไม่ได้ว่ากระไร แต่ผมก็อยากให้บันทึกไว้ว่าผมได้เตือนแล้ว ผมได้บอกแล้วว่า มันจะเกิดปัญหาในอนาคต แล้วลูกหลานเราต้องรับผิดชอบร่วมกันพี่น้องประชาชน ๖๕ ล้านคน ได้รับผลกระทบครับ เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศที่บังคับใช้กับทุกผู้ทุกคน ท่านประธานครับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ระบุไว้ครับในมาตรา ๑๒๖ ผมย้อนไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าห้ามไว้แบบเดียวกันครับท่านประธานครับ บุคคลผู้มี ลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๑. เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นของพรรคการเมือง ๒. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาแล้วยังไม่เกินหนึ่งปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ท่านประธานกับที่ประชุมได้แก้ไข ไปแล้ว รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ก็กําหนดไว้ ๕ ปี ตอนนี้เราแก้เป็นไม่ต้องเว้นวรรคเลยนะครับ ตรงนั้นไม่สําคัญมันผ่านไปแล้วแต่ก็ให้ได้รับทราบว่าเราแก้ให้ไม่มีเรื่องของสมาชิกพรรค หรือสภาผู้แทนราษฎรเลยนะครับ แต่สิ่งสําคัญก็คือ (๓) ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒๖ (๓) นี่สําคัญมากครับ เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ในอายุของวุฒิสภา คราวก่อนการรับสมัคร สมัครรับเลือกตั้ง กฎหมายเขียนไว้ไม่ต้องตีความเป็นอย่างอื่นครับ หมายความว่าเป็นสมาชิกวุฒิสภาขณะนี้แล้วพอมีการประกาศให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ใหม่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนเลยนะครับ ท่านประธานครับ ไม่มีสรรหาอย่างพวกผมด้วย เขาไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาก่อนหน้านั้นหรือในขณะเป็นมาสมัครอีก ท่านประธานครับ ต้องพูดกัน ตรงไปตรงมา เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ๗๖ ท่านผมก็รักชอบพอกันหลายคน ผมก็อยากเห็น ท่านกลับมาครับ แต่การแก้รัฐธรรมนูญแล้วเป็นงานเลี้ยงที่ไม่มีวันเลิกรามันทําให้เกิดปัญหา ครับท่านประธาน เพราะกําลังทําให้กฎต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนไป แม้กระทั่งเราอ้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นตัวตั้งหลายท่านบอกอยากแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ ให้ยกเลิกไปแล้ว กลับมาใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วอย่างไรครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ชัดเจนว่า สมาชิกวุฒิสภาเป็นได้วาระเดียว แล้วต้องเว้น ๑ วาระ มีหลายท่านครับ ที่เคยมาสมัคร ส.ว. แล้วสมัครไม่ได้ หลายท่านไม่ลงสมัคร ส.ว. ในปี ๒๕๔๙ และสมัยที่ผ่านมา เพราะท่านติดวาระที่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็แบบเดียวกัน ท่านก็ต้องเว้น ๑ วาระ ผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเป็นห่วงครับว่าสิ่งที่กังวลใจ ของผมก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อแก้ไปแล้วเราเหนื่อยมา ๙ วัน ๙ คืน อาจจะเหนื่อยต่อไป อีก ๙ วัน ๙ คืน เป็น ๑๘ วัน ๑๘ คืนก็ตาม หรือแม้เรามีเสียงข้างมากในการที่จะยกมือโหวต ไปอย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเราผ่านไปได้ยากครับ ไม่ว่าจะผ่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งก็มี ความจําเป็นที่ต้องส่งไปวินิจฉัยตีความเพราะ ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีผู้ใดตีความการแก้ไข กฎหมายที่ถูกต้องแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นผู้ตีความอยู่ดี ประเด็นถัดมาครับ อาจมี ผู้ร้องไปยังคณะกรรมการองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ อาจมีผู้ร้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพราะ ท่านได้กระทําต่อการขัดต่อกฎหมายหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อํานาจหน้าที่ในการแก้ไข กฎหมายเพื่อให้ได้ประโยชน์กับตัวเอง ผมกราบเรียนครับว่ามาตรานี้สําคัญจริง ๆ ใน ๑๓ มาตรา และสําคัญที่สุดครับ เพราะมันแก้แล้วมันไปปลดล็อกให้กับสมาชิกวุฒิสภาที่ท่าน ต้องลงคะแนน ท่านได้ประโยชน์ ความจริงผมก็ได้ประโยชน์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมสามารถลงได้อีก ๕ สมัย ถ้าเขาเลือกผมนะครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับท่านประธาน ความต่อเนื่องนะครับที่มีปัญหา ความต่อเนื่องและการเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอนาคต ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่ามีความจําเป็นที่จะต้องพูดกันให้ชัด มีความจําเป็นที่ กรรมาธิการจะได้พิจารณาเรื่องนี้ว่าจะทบทวนหรือไม่ และมีความจําเป็นที่สมาชิกรัฐสภา ต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อการลงคะแนนในมาตรานี้ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้การแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งท่านก็เดินไปแล้ว ผมก็ไม่ติดใจ พอเดินไปกลุ่มที่ ๑ ทําให้มี ส.ว. เลือกตั้งแล้ว ทําให้เรื่องของสภาไม่ตัดสิทธิของพ่อแม่บุพการีลูกเมียได้แล้ว ไม่ตัดสิทธิในเรื่องของสมาชิก พรรคและสมาชิก ส.ส. ได้แล้ว ไม่ต้องมี ๕ ปี แล้ว อันนั้นก็ว่าไป แต่สิ่งสําคัญมาตรงนี้ละครับ เรื่องวาระ เพราะเราไม่ได้แก้วาระการดํารงตําแหน่งให้เหลือ ๔ ปี อย่างที่คุณหมอเจตน์ หรือหลายท่านเสนอ หรือเราแก้เป็น ๓ ปี เหมือนบางประเทศ แล้วก็รวมถึงไม่แก้เรื่องบทบาท อํานาจหน้าที่ให้ลดลง ไม่แปลกครับถ้าท่านจะทําให้อํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาลดลง ผมจะไม่ติดใจเลย เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ ๒ สภา แต่ท่านเอาอํานาจหน้าที่ไว้อย่างเดิม ไม่ได้แก้ แล้วไปต่อวาระให้เป็นต่อเนื่องยาวนานได้ อันนี้เป็นประเด็นนะครับท่านประธาน ผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพแล้วก็คิดว่าคงจะจบแล้ว เพียงแต่อยากจะฝาก ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพียงสั้น ๆ ครับ ท่านประธานครับ

ท่านคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเป็นความเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ นะครับ ท่านระบุว่า ดังนี้ย่อมจะเป็นการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกัน ในระหว่างข้อห้ามของการสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิก วุฒิสภา ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งป้องกันมิให้สมาชิกวุฒิสภา อยู่ภายใต้อํานาจทางการเมือง หรือป้องกันการตอบแทนด้วยตําแหน่งหลังจากที่สมาชิก วุฒิสภาพ้นสมาชิกภาพหรือในการที่จะสมัครสมาชิกวุฒิสภาต่อ คณะกรรมการปฏิรูป การเมืองยังมีความเห็นอีกหลายประเด็นนะครับซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญก็คือท่านยืนยันว่า การที่จะต้องดํารงให้เกิดดุลยภาพระหว่างอํานาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้ระบบรัฐสภาของไทยย่อมเป็นไปอย่างมีดุลยภาพนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแก้ไขที่มาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิก วุฒิสภาครั้งนี้ ผมย้ํานะครับ ท่านกําลังแก้ในเรื่องของลักษณะต้องห้ามคุณสมบัติของสมาชิก วุฒิสภาครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของระบบรัฐสภาที่มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรในการถ่วงดุลยภาพอย่างมีนัยสําคัญยิ่ง เพราะ การบัญญัติให้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภามีความเหมือนกัน ตลอดจนปราศจากข้อห้ามการดํารงตําแหน่งหลังพ้นการเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง ย่อมส่งผลทําให้อิทธิพล ของพรรคการเมืองเข้ามามีบทบาทต่ออํานาจวุฒิสภามากขึ้นจนไม่อาจแยกความแตกต่าง ระหว่างที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ในที่สุดนะครับ และอาจ ส่งผล ๓ ข้อครับท่านประธาน จบแล้วครับ

ก. อาจส่งผลกระทบต่อการทําหน้าที่อย่างอิสระของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพราะตุลาการและกรรมการขององค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญย่อมมีฐานมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาทั้งสิ้น

ข. ระบบการถ่วงดุลการตรวจสอบที่กําหนดให้วุฒิสภาทําหน้าที่ ในการตรวจสอบถอดถอนหรือแต่งตั้งบุคคลไม่อาจจะดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกต่อไป เพราะอํานาจของฝ่ายการเมืองย่อมไม่สามารถตรวจสอบหรือถอดถอนบุคคล ที่มาจากอํานาจฐานเดียวกัน

ค. ระบบการพิจารณากลั่นกรองกระบวนการในการพิจารณาร่างกฎหมาย ของสมาชิกวุฒิสภาย่อมสูญเสียความมุ่งหมายที่จะช่วยในการกลั่นกรอง ยับยั้ง หรือถ่วงดุล ในกระบวนการร่างกฎหมาย

ทั้งหมดครับท่านประธานครับ ในหัวใจสําคัญของมาตรานี้ ผมไม่พูดถึง เรื่องเวลาที่ท่านแก้ในมาตรา ๑๑๘ ผมขอพูดประเด็นเดียว ท่านกําลังทําให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีอายุ วาระ ยาวนานกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือ ๖ ปี ส.ส. มี ๔ ปี และมีวาระ ต่อเนื่องยาวนานได้ ท่านกําลังสร้างเสือตัวใหม่ทางการเมือง แล้วท่านกําลังจะปล่อยเสือ เข้าป่าซึ่งอันตรายอย่างยิ่งต่อระบบการเมืองการปกครองของไทย ผมฝากท่านประธาน และที่ประชุมแห่งนี้พิจารณาทบทวนให้รอบคอบถึงการที่จะแก้ไขในวาระการดํารงตําแหน่ง ของสมาชิกวุฒิสภาตามมาตราดังกล่าว ถ้าเป็นไปได้ท่านเปลี่ยนใจเถอะครับ เพราะมัน อันตรายอย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

หมอสุกิจก่อนครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ คือผมหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ ผมสังเกตมาหลายวันแล้ว เพราะว่าจะนั่งอยู่ในห้องประชุมตลอดนะครับ คือชื่อของผู้อภิปรายนะครับ คือชื่อของผู้ที่ กําลังอภิปรายแล้วชื่อที่ขึ้นอยู่ในจอนี้ขึ้นมาน้อยมากเลยครับ ทําให้ทางบ้านบางทีเขาไม่ทราบ ว่าใครเป็นคนที่กําลังพูดอยู่นะครับ พวกเราอยู่ในสภานี่เราก็รู้จักกันดี ผมจึงอยากให้ นั่นละครับขึ้นมาอย่างนี้ดีแล้วครับ ผมจึงอยากให้คือไม่ทราบว่าจะขอร้องเกินความจําเป็น ไปหรือเปล่า ก็คืออยากจะให้ขึ้นตลอดเวลาเลย ผมว่าก็คงไม่ลําบากอะไรนะครับ เป็นไปได้ ไหมครับท่านประธาน ตลอดเวลาที่เขาพูดนี่ ขึ้นไว้ตลอดเลย เขาจะได้รู้ว่าใครกําลัง พูดอยู่นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ยากคุณหมอสุกิจครับ ขึ้นครับ แต่ขึ้นผมบ้างนะครับ ขึ้นตลอดนะครับ ทีนี้มันจะไปบังหน้าท่านที่นั่งหน้าบัง หรือเปล่าครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่ครับ ผมดูแล้ว คือนั่งดูมาตลอดครับ ไม่บังครับ แต่อ้ายแถบที่เป็นจํานวนสมาชิกผมว่าเอาออกก็ได้นะครับ ความจริง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ตรงนั้นไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่าตรงนี้หน้าชื่อท่านที่อภิปรายผมอยากให้ขึ้นตลอด ตกลงนะครับ ผมจะให้ขึ้นตลอดเลย ไม่มีปัญหาครับ ไม่มีปัญหา

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมว่าท่านลองดูครับ จะไม่บังครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมลองดูก่อนนะ ถ้าเกิด ไปบังหน้าท่านผมอาจจะเอาออกมานะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ถ้าบังหน้าผม เอาออกครับ บังหน้าคนอื่นไม่เป็นอะไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ โอเคนะครับ ผมขออย่างนี้นะผมขอเป็น ส.ว. สัก ๔ ท่าน แล้วก็มาที่ท่าน ๑ ท่าน นะครับ เพราะยังมีเยอะ เหลือเกินครับ ท่านสาธิตครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภาครับ สืบเนื่องจากที่ผมหารือท่านประธานเมื่อสักครู่ครับ คือมันจะเป็นปัญหาตอนที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ท่านประธานท่านก่อนมีดําริให้เอา ข้อความที่พวกเราแปรญัตติขึ้น ทีนี้เวลาขึ้นก็มีข้อผิดพลาดอย่างไรครับ ผมเสนอว่า ท่านประธานไม่ต้องเอาขึ้นดีกว่าครับ ผมเสนอว่าท่านประธานไม่ต้องเอาขึ้นดีกว่าครับ แล้วก็ ให้เป็นภาพของการอภิปรายของท่านสมาชิกผมว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะไม่อย่างนี้ ก็จะเป็นปัญหาทั้งคนที่ชมทีวีอยู่ทางบ้านก็ไม่ได้ดูการอภิปรายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แถมบางทีอภิปรายอย่างข้อความขึ้นอีกอย่างก็จะเป็นปัญหาของสภาเราครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ความจริง แล้วมันดีนะครับ เพราะว่าชาวบ้านจะได้รู้ว่าที่เราขอแปรญัตติว่าอย่างไรแล้วท่านอภิปราย อะไรอยู่ เดี๋ยวท่านพิเชษฐ์มีอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าการที่ขึ้น คําแปรญัตติที่หน้าจอเป็นสิ่งที่ดีมากวันนี้พี่น้องประชาชนได้โทรมาหาผมว่าดีมากเข้าใจว่า ที่เขาแปรญัตติเรื่องอะไร แล้วเขาควรจะพูดเรื่องอะไรอันนี้ดีมากครับไม่อยากให้ท่านเอาออก หรือว่าจะโหวตครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ไม่ต้อง นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาตามคําแปรญัตติ เป็นข้อเท็จจริง ท่านนฤมลมีอะไรครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อสักครู่นี้ท่านสาธิต ขออนุญาตเอ่ยนามได้ให้ความเห็นว่าสิ่งที่ขึ้นบนจอนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่ดิฉันอภิปราย ดิฉันเรียน ท่านประธานนะคะ ดิฉันได้มีการแปรญัตติไว้ว่า โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกัน เกินสองวาระไม่ได้ ดิฉันอภิปรายสอดคล้องกับสิ่งที่ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้แน่นอน แล้วก็สิ่งที่ พิมพ์อยู่ในคือสิ่งที่ถูกต้อง ต้องเรียนว่าดิฉันจะไม่อภิปรายในสิ่งที่ดิฉันไม่ได้แปรญัตติไว้ เป็นเด็ดขาดจะไม่มีอะไรซึ่งตุกติกแล้วก็ไม่สะอาดอย่างนั้นแน่นอนคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ผมไม่ต้องอธิบาย นะครับ เชิญครับ ท่านอรรถพร

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

เรียน ท่านประธานรัฐสภา ผมอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอท่านประธานเพื่อประโยชน์ของกิจการสภา และเพื่อประโยชน์ของผู้อภิปรายและผู้ที่ติดตามรับชมการถ่ายสดอยู่ทางบ้าน ผมอยากให้ ท่านประธานได้ขานชื่อผู้ที่จะอภิปรายต่อเนื่องกันสัก ๔ ท่านทุกครั้งไป เพื่อที่ผู้อภิปรายก็จะ ได้เตรียมข้อมูลให้พร้อม ผู้รับชมทางบ้านในแต่ละจังหวัดก็รู้ว่าผู้แทนของเขากําลังทําหน้าที่ เสนอท่านประธานอย่างนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ตอนนี้ผมจะ ขานทีละ ๕ ชื่อ เมื่อกี้ผมขานท่านอานิกไปแล้วผมไม่เปลี่ยนคํา พอหลังจากท่านอานิกเสร็จ ผมจะมา ส.ว. ๔ ท่าน เพราะ ส.ว. บัญชียาวเหยียดเลยครับ แล้วก็กลับมาที่ พรรคประชาธิปัตย์ก็คือท่านดอกเตอร์ประกอบ ท่านกรุณาส่งชื่อให้ผมด้วยครับ เดี๋ยว ท่านอานิกก่อนครับ หรือว่าจะให้ ส.ว. ๔ ท่านครับท่านอานิก ขอ ส.ว. อีกท่านนะ เดี๋ยว ไม่เป็นไรคราวหน้าแล้วกัน คราวนี้ผมประกาศชื่อไปแล้ว เดี๋ยวก็ถึงท่าน ผมประกาศนะ พอจากท่านอานิกจบ ไปท่านประสงค์ นุรักษ์ ท่านเพ็ญพักตร์ ศรีทอง ท่านศาสตราจารย์ เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ และท่านวันชัย สอนศิริ เอาอย่างนั้นนะครับ เตรียมตัวได้ครับ เชิญท่านอานิกครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย มาตรา ๑๑๗ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ มีข้อความที่สั้น ๆ เพียงแค่ไม่ถึง ๒ บรรทัด แต่ผลกระทบนั้นใหญ่หลวงนักค่ะ ดิฉันขออนุญาตอ่านนะคะ มาตราตามที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากผ่านมาก็คือ สมาชิก ภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้วาระของวุฒิสภา มีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง สิ่งที่ดิฉันได้สงวนความเห็นไว้ก็คือเพิ่มเติมว่า โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ ท่านประธานคะข้อความ เพียง ๒ ๓ บรรทัด โดยเฉพาะที่เหลือแค่ ๒ บรรทัดตามที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ผ่านมานั้นมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง เพราะว่าเป็นเหมือนภาพต่อชิ้นสุดท้ายในสิ่งที่ทําให้เราเห็นว่าเห็นความชัดเจนของภาพใหญ่ ของการออกแบบสร้างระบบเผด็จการผ่านการเลือกตั้งที่ได้กําหนดองค์ประกอบไว้ในมาตรา ต่าง ๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง ส.ว. ฉบับนี้ มาตรา ๑๑๗ จึงเป็น เสมือนตะปูที่ตอกปิดฝาโลงศพของประชาชนคนไทย ซึ่งดิฉันกําลังจะอธิบายว่าเพราะเหตุใด จึงเปรียบเปรยถึงขนาดนี้ ท่านประธานคะ แม้ดิฉันจะได้คัดค้านการแก้ไขในวาระที่หนึ่ง แต่ดิฉันยอมรับมติเสียงข้างมาก และในวาระที่สอง ก็ได้พยายามเสนอวิธีการเลือกตั้งที่เป็น ประชาธิปไตยที่สุด คือในมาตรา ๑๒ ให้มีการเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพและสถานภาพ แต่ข้อเสนอนี้ก็ตกไปแล้ว เสียงข้างมากได้กําหนดให้เราต้องมีการเลือกตั้งตามจังหวัด ซึ่งดิฉัน เห็นว่าเป็นระบบที่อันตราย เพราะว่าบางจังหวัดมีแนวโน้มว่าจะได้คนที่ไม่เหมาะสมกับการ ทําหน้าที่ของวุฒิสภา วุฒิสภามีอํานาจที่เป็นกึ่งตุลาการ นอกจากตรวจสอบกฎหมาย ตรวจสอบการทํางาน ของฝ่ายบริหารแล้ว ยังต้องตรวจสอบคนด้วย แต่งตั้งถอดถอน ตําแหน่งสําคัญ ๆ ในบ้านเมือง เช่น ตุลาการศาลปกครอง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ อย่างเช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน กกต. หรือ ป.ป.ช. เป็นต้น แล้วก็สามารถถอดถอนได้แม้กระทั่งประธานศาลฎีกา แม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น หัวหน้าของฝ่ายเสียงข้างมากที่เป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง อํานาจมากจริง ๆ ค่ะ เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นวุฒิสมาชิกควรจะต้องมีความเป็นอิสระสูง มีความเป็นกลาง ทางการเมือง ใครดีก็ต้องว่าดี ปกป้องส่งเสริม แม้จะไม่ได้รู้จักชอบพอกัน หรือไม่ได้เป็น พวกเดียวกันก็ตาม ใครผิดก็ต้องว่าผิด ไม่เกรงใจ แม้จะรู้จักหรือชอบพอกัน ไม่เกรงใจ แม้ว่าจะมีคนที่รู้จักมาขอให้ช่วย คนผิดก็ต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกติกาตามกฎหมาย ในวัฒนธรรมไทยการมีบุญคุณเป็นสิ่งที่ควรจะตอบแทน แต่คนที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา จะต้องหนักแน่นในแก่นของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติของไทยด้วย ต้องหนักแน่น เข้าใจว่าการตอบแทนบุญคุณนั้นต้องมีความพอดี สมควรแก่ฐานะ สมควร แก่หน้าที่ ต้องสอดคล้องกับหลักจริยธรรมด้วย คือต้องซื่อสัตย์กับการทําหน้าที่ ทั้งหน้าที่ ที่จะต้องเป็นกลางและหน้าที่ในการตอบแทนทดแทนบุญคุณของแผ่นดิน ท่านประธานคะ ส.ว. จากระบบการเลือกตั้งตามจังหวัดนั้น ในความเป็นจริงแล้วจะทําตัวให้เป็นอิสระ เป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็นได้ยากมาก เพราะว่าต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลในระบบเลือกตั้งของ พรรคการเมือง ดิฉันเดินเข้ามาอาสาตัวช่วยในพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๘ เพราะทนดูการใช้อํานาจของนักธุรกิจการเมืองที่คุมเสียงข้างมากไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายมาตรานี้ก็คือเรื่องของการเลือกตั้ง ว่าเป็นการแข่งขันที่รุนแรงเข้มข้นที่สุด ถ้าเปรียบเทียบกับการแข่งขันในภาคธุรกิจเอกชน ที่ดิฉันคุ้นเคยแล้ว การแข่งขันในภาคเอกชนแม้จะดุเดือดอย่างไรก็ยังเบากว่าการเลือกตั้ง การแข่งขันเลือกตั้งแบบเขตใหญ่หรือรวมเขตก็ว่าหนักแล้ว แต่การเลือกตั้งเขตเล็กหรือเลือก ตามจังหวัดนี้ เรียกได้ว่าเอาเป็นเอาตายกันเลย ขนาดหัวคะแนนถูกฆ่าตายหลังการเลือกตั้ง ก็ยังมีเกิดขึ้นบ่อย ๆ ฉะนั้นการให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งตามจังหวัดนั้น และให้ลง เลือกตั้งได้อีกเรื่อย ๆ ตามที่กําหนดในมาตรา ๑๑๗ นี้ จะทําให้ผู้สมัครที่อยากชนะต้องเข้าไป อาศัยพึ่งพายึดโยงระบบอุปถัมภ์ที่เข้มแข็งที่สุดในจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งก็จะเป็นระบบฐานเสียง ของการเลือกตั้ง ส.ส. ของพรรคการเมืองนั่นเอง บุคคลที่จะมาเป็น ส.ว. ที่เป็นคนที่มี คุณภาพดีมีตัวตน เข้มแข็ง เป็นกลาง เป็นอิสระ ไม่เล่นพวก เขาก็จะไม่ลงแข่งขัน เพราะ ไม่อยากจะพึ่งพาอิทธิพล ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร หรือแม้เขามาลงแข่ง โอกาสที่จะสอบตก ก็จะสูงมาก ระบบการเลือกตั้งตามจังหวัดจึงมีอันตรายต่อความเป็นอิสระของวุฒิสภา อันตราย ต่อประชาธิปไตยที่ต้องให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะว่าเราจะได้ ส.ว. ที่มีแนวโน้มสูง ว่าจะอยู่ในอาณัติของพรรคการเมืองเสียงข้างมากที่เป็นฝ่ายบริหาร ระบบนี้จึงมีความเสี่ยง ที่จะกลายเป็นเผด็จการจากการเลือกตั้ง เปรียบเสมือนการเอาคนไทย เอาประชาธิปไตย ของประเทศไทยมาใส่ลงในกล่อง กล่องที่บีบบังคับให้เสียงส่วนน้อยในสภา เสียงส่วนน้อย ในหมู่ประชาชนในสังคมต้องจํายอมถูกเสียงข้างมากลากไป แล้วก็มักจะลากไปในทิศทาง ที่เสียหาย เพราะความเป็นธุรกิจการเมืองที่ไม่ได้ทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ในมาตรา ๑๑๕ ที่ผู้แปรญัตติและสงวนความเห็นหลายท่าน รวมทั้ง ตัวดิฉันเองได้ถูกตัดสิทธิอภิปรายไปนั้น มาตรานั้นมีเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ว. ในมาตรานั้นได้มีการเปิดทางและส่งเสริมให้ ส.ว. ที่จะชนะเลือกตั้งเป็นบุคคล ที่มีความใกล้ชิดหรืออยู่ในสังกัดของพรรคการเมืองอย่างแน่นอน การกําหนดคุณสมบัติ ของวุฒิสมาชิกจึงเป็นเสมือนฝาที่ปิดกล่องที่จับประเทศไทยยัดใส่ลงไป ท่านประธานคะ รัฐธรรมนูญได้ออกแบบให้ตัววุฒิสภา วุฒิสมาชิกนั้นต้องทิ้งระยะห่างจากพรรคการเมือง คือคุณต้องไม่เป็นหรือพ้นจากการเป็นสมาชิก หรือการดํารงตําแหน่งในพรรค หรือการเป็น ส.ส. ไปแล้วอย่างน้อย ๕ ปี แต่ท่านได้ตัดระยะห่างนี้เหลือศูนย์ ทําให้โอกาสที่จะได้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งที่เป็นกลาง เป็นอิสระนั้นน้อยลงไปอีก วันนี้คุณเป็นสมาชิกหรือมีตําแหน่ง ในพรรค พรุ่งนี้ลาออกเสียก็สามารถลงสมัคร ส.ว. ได้ หรือวันนี้เป็น ส.ส. พรุ่งนี้ลาออก ก็ลงสมัคร ส.ว. ได้ แล้วระบบอุปถัมภ์หรืออิทธิพลของครอบครัวหรือของพรรคก็จะทําให้ คุณชนะการเลือกตั้งได้ ส่วนการทิ้งระยะห่างของการเป็นรัฐมนตรีหรือการดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ ๕ ปี ระยะห่างก็ได้ถูกตัดเหลือศูนย์ โดยการแก้ไข ข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้ไว้เฉพาะกับนักการเมืองท้องถิ่น ให้มีการยกเว้นให้กับ วุฒิสมาชิกด้วย จะทําให้ ส.ว. ในชุดปัจจุบันสามารถลงเลือกตั้งได้อีกในทันที ลักษณะของ บุคคลที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาจะเปลี่ยนจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณธรรม มีความหนักแน่น เป็นกลาง เป็นอิสระ กลายพันธุ์

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวคุณอานิกครับ นิดเดียวครับ มีผู้ประท้วง เชิญจ่าประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาต ประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น ไปพูดถึงในวาระก่อน ที่มาของ วุฒิสภา ความเป็นมาของวุฒิสภา แล้วก็พูดถึงเสียงข้างมากลากไป ตอนนี้เราอยู่ในวาระ เกี่ยวกับในการดํารงตําแหน่งของวุฒิสภา ซึ่งสั้น ๆ คุณจะให้เขาอยู่สักกี่ปีก็แค่นั้นเองนะครับ มันจะได้ไม่เสียเวลาสภาครับท่านครับ แค่นี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัย นะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอประท้วงท่านผู้ประท้วง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัย ไม่ต้องครับ ท่านอานิกครับ นาน ๆ ได้อภิปราย ให้อภิปรายเถอะครับ เชิญครับ ผมก็อยากฟังเสียงสตรี บ้างแล้ว ฟังแต่บุรุษ เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบพระคุณค่ะ ถ้าท่านสมาชิกได้ฟังนะคะก็จะเห็นความเกี่ยวโยงค่ะ เพราะดิฉันได้เปิด ประเด็นแล้วว่ามาตรา ๑๑๗ เป็นภาพตัดต่อชิ้นสุดท้ายที่เราจะเห็นภาพรวม เพราะฉะนั้น ดิฉันก็กําลังอธิบายว่าภาพตัดต่อกับภาพรวมนี้คืออะไรนะคะ ลักษณะของบุคคลที่จะมาเป็น สมาชิกวุฒิสภาจะเปลี่ยนจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณธรรมที่มีความหนักแน่น เป็นกลาง เป็นอิสระ กลายพันธุ์เป็นนักการเมือง นักเลือกตั้งที่รังแต่จะต้องพึ่งพาและตกอยู่ในอาณัติ ของพรรคการเมือง ดิฉันจึงเห็นว่าเงื่อนไขเหล่านี้เป็นเสมือนฝาทึบที่ปิดทับไปบนกล่อง กล่องที่ท่านเอาประชาธิปไตยของคนไทยไปยัดใส่ไว้ ในกล่องนี้มีการบริหารบ้านเมือง แบบธุรกิจที่เอาแต่ได้ ให้ก็แต่ประชานิยม ให้ก็แต่พวกพ้อง ฐานเสียงของพวกตน มีการ เลือกปฏิบัติ มี ๒ มาตรฐาน จํากัดสิทธิเสรีภาพ มีการสร้างความแตกแยก ความเกลียดชังและความกลัว ทําให้เป็นกล่องมืดที่คับแคบ อึดอัด แคบจนจะไม่มีพื้นที่เหลือสําหรับนิติรัฐ นิติธรรม ความถูกต้อง กล่องนี้จึงเป็นเสมือนโลงศพ ของประชาธิปไตย และเป็นโลงศพของประชาชนคนไทยด้วย ที่ดิฉันกล้าเปรียบเปรยถึงขนาดนี้ เพราะอะไรคะท่านประธาน อย่างที่ได้เรียนแล้วว่าพรรคการเมืองจะเข้ามาครอบงําวุฒิสภา จากการกําหนดจังหวัดให้เป็นเขตเลือกตั้ง และด้วยการกําหนดคุณสมบัติในมาตรา ๑๑๕ ที่ผู้สมัครที่มีโอกาสชนะเลือกตั้งมากที่สุดจะสามารถเป็นคนในสังกัดพรรคการเมือง โดยเฉพาะคนใกล้ชิดพ่อแม่ลูกเมียของ ส.ส. หรืออดีต ส.ส. หรือแม้กระทั่งตัวอดีต ส.ส. เอง ส.ว. ก็จะกลายเป็นคนแบบเดียวกับ ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา จะกลายเป็น เนื้อเดียวกัน การเมืองและพรรคการเมืองจะมาครอบงําทั้งรัฐสภาเสียงข้างมากของพรรค ที่เป็นรัฐบาล ซึ่งมีน้ําหนักมากที่สุดอยู่แล้วก็จะมีน้ําหนักมากยิ่งขึ้นไปอีก จะมีการเล่นพวก เล่นพรรค ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลพวกเดียวกัน ฝ่ายบริหารจะมีอํานาจเบ็ดเสร็จทั้งในรัฐสภา และในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยผ่านการครอบงําวุฒิสภาที่มีอํานาจในการแต่งตั้ง ถอดถอนตําแหน่งสําคัญ สําคัญในบ้านเมือง ท่านประธานคะ หากวุฒิสภาไม่เป็นอิสระก็จะมี ผลต่อตัวบุคคลหรือการปฏิบัติงานขององค์กรอิสระ ยกตัวอย่าง เช่น กกต. อาจจะไม่จัด การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะกรรมการอยู่ใต้อาณัติอิทธิพลของนักการเมืองผู้มี อํานาจ เหมือนอย่างเกิดขึ้นแล้วในอดีตที่ กกต. ๓ คน เคยถูกศาลตัดสินว่าทุจริตเลือกตั้ง ต้องติดคุก ถึงแม้ล่าสุดจะหลุดแล้ว แต่ก็เพียงเพราะเหตุผลทางเทคนิคว่าผู้ฟ้องร้องนั้น ไม่ใช่ เจ้าทุกข์โดยตรง ไม่ได้มีการเปลี่ยนคําตัดสินว่า การกระทําผิดต่าง ๆ นั้น ไม่ผิดแล้ว หากวุฒิสภา ไม่เป็นอิสระก็จะมีผลต่อตัวบุคคล หรือการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญ การชี้ขาดว่าอะไรชอบ อะไรขัดต่อรัฐธรรมนูญก็อาจจะผิดเพี้ยน ไม่จําเป็นต้องส่งคนเสื้อแดง หรือม็อบอะไรไปกดดัน ก็ได้ เพียงอํานาจการแต่งตั้ง ถอดถอนตุลาการของวุฒิสภาที่ไม่เป็นกลางก็สามารถทํา ทําลายนิติรัฐ นิติธรรมของประเทศไทยได้ หากวุฒิสภาไม่เป็นอิสระจะมีผลต่อตัวบุคคลและ การปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. เพราะมาจากการแต่งตั้งของ ส.ว. ที่อยู่ในสังกัดพรรคการเมืองที่มี อํานาจ การทุจริตคอร์รัปชั่นจะเฟื่องฟู เพราะ ป.ป.ช. อาจจะไม่เป็นอิสระไม่เป็นธรรม อีกต่อไป เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้น ที่การบริหาร ราชการแผ่นดินจะขาดซึ่งการตรวจสอบถ่วงดุล การใช้อํานาจจะไม่มีขอบเขต ธุรกิจการเมือง จะแพร่ระบาดมากกว่าเดิม ผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์พวกพ้องจะเป็นใหญ่ โอกาส การทุจริตคอร์รัปชั่นจะสูงยิ่งกว่าทุกวันนี้ คอร์รัปชั่นทางนโยบายก็จะมีมากขึ้นไปอีก โอกาส ของการมีนโยบายสาธารณะที่ยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็จะน้อยเต็มที นโยบายเศรษฐกิจดี ๆ ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ สร้างงานที่ยั่งยืนให้ผลตอบแทน ดี ๆ กับประชาชนก็จะไม่เกิด ประเทศชาติจะล้มละลายด้วยนโยบายประชานิยมกับ การลงทุนทําอภิมหาโครงการ หรือเมกะโปรเจค (Mega project) ที่ให้ประโยชน์เพียงแค่คน กลุ่มเล็ก ๆ แล้วก็จะมีการกู้เงินอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก เงินภาษีอากรที่จะต้องใช้สําหรับดูแล สวัสดิการพื้นฐานของประชาชนก็จะไม่มีเหลือพอ ขนาดเงินทําศพที่ควรจะให้กับคนยากคนจน ครอบครัวละ ๒,๐๐๐ บาท ในวันนี้ท่านก็ยังไม่ได้จัดสรรให้ เพราะว่างบประมาณไม่พอ ยังค้างถึง ๓๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ได้มีนักวิชาการออกมาเสนอให้เก็บภาษีคนโสดเพื่อช่วย รัฐบาลที่จะรีบหาเงินเข้าระบบมาจุนเจือการรั่วไหล และการไหลออกอย่างรวดเร็วของ เงินแผ่นดินที่เป็นไปอย่างไม่คุ้มค่าไม่เป็นธรรม ถึงแม้วันนี้จะยังไม่มีมาตรการที่พิลึกพิลั่น แบบนั้น แต่เมื่อประเทศของเรากู้เงินจนหมดเครดิต (Credit) หรือเมื่อกู้ ๒ ล้านล้านบาท สําเร็จไปแล้ว ของแบบนี้ย่อมจะเกิดขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีเงินมาใช้ในการดูแลพี่น้อง ประชาชน

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอานิกครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านเกียรติ์อุดมครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้กําลังอภิปราย ในข้อ ๔๓ แล้วก็ประท้วงข้อ ๕ ด้วย ท่านกล่าวร้ายเสียดสีให้ร้ายพรรคการเมืองบอกว่า เป็นสมาชิกพรรคการเมืองทั้งที่ตัวผู้อภิปรายก็เป็นสมาชิกพรรคการเมือง มองว่า พรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองเลวร้ายท่านประธาน เพราะฉะนั้นใส่ร้ายเสียดสี ผมก็ไม่ให้ถอนหรอกครับท่านประธาน แต่ว่าท่านต้องอภิปรายประเด็นที่ท่านได้แปรญัตติ ในมาตรา ๗ ครับท่านประธาน อย่าซ้ําซากและวกวนเวียนซ้ําประเด็นนะครับท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วย ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านอานิก พยายามเข้าสู่ประเด็น ท่านเอาที่ท่านแปรญัตติไว้เอาเข้าประเด็น แต่มันจะออกนอกไม่เป็นไร

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มันเกี่ยวพันกันเลยคะ ท่านประธานค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือถือโอกาสได้ฟังท่าน แนวคิดท่านด้วย ขอให้อยู่ในประเด็นแล้วกัน เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อยู่ในประเด็นเลยค่ะ เพราะดิฉันกําลังอธิบายว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยเฉพาะ มาตรา ๑๑๗ จะมีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสาธารณะที่จะเกิดขึ้น กับประเทศไทย กับประชาชนคนไทยอย่างไร

(นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงผู้อภิปรายค่ะ เนื่องจากว่าจากที่เรื่องของการเก็บภาษีคนโสด ก็มีนักวิชาการออกมายืนยันแล้วว่าไม่ได้ออกมาจากความคิดรัฐบาลเลย ถือเป็นการใส่ร้ายค่ะ ขอให้ถอนด้วยค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรกระมัง เขายัง ไม่เก็บคนโสด ยังไม่ได้เก็บไม่เป็นไรไม่ต้องถอน คือเขาจะสร้างภาพเป็นอนาคตว่าถ้าเงิน ไม่พอก็จะเก็บภาษีคนโสด ไม่ต้องครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แล้วก็บอกว่าเป็นนักวิชาการเสนอค่ะ ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลเสนอค่ะ เปิดเทปดูได้ค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาที่เป็นไปได้นะครับ ผมก็ คนโสดเหมือนกันเดี๋ยวถูกเก็บสตางค์ครับ เอาละครับ เชิญท่านอานิกครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าอย่างนั้นต่อนะคะ เมื่อสักครู่นี้ดิฉันได้อธิบายถึงสถานการณ์บ้านเมือง สถานการณ์ ทางนโยบายที่จะเกิดขึ้นหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในรูปแบบนี้ผ่านรัฐสภา เพราะว่า เราจะได้ลักษณะของการบริหารราชการแผ่นดินแบบที่เป็นความเบ็ดเสร็จ แล้วก็ส่งเสริม ให้ธุรกิจการเมืองได้ทํางานอย่างเต็มที่นะคะ เพราะฉะนั้นกล่องทึบที่ดิฉันกล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ จึงไม่ใช่เพียงโลงศพของนักการเมืองเสียงข้างน้อย หรือของระบบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เป็นโลงศพของประชาชนคนไทยทั้งหมดด้วย และเมื่อมาตรา ๑๑๗ ที่อนุญาตให้ ส.ว. ลงสมัครซ้ําแล้วซ้ําอีกได้นี่ เพราะท่านไม่รับการสงวนความเห็นของดิฉันที่ขอให้ ส.ว. ดํารง ตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ กรณีนี้จึงทําให้เขากลายเป็นนักการเมืองอาชีพที่ต้อง คํานึงถึงฐานเสียง ต้องยึดโยง พึ่งพาอิทธิพลของพรรคการเมือง จะเป็นเสมือนตะปูที่ตอกย้ํา ปิดฝาโลงศพของประชาชนให้แน่นสนิท ให้อยู่ในกรอบของเผด็จการรัฐสภาที่จะกินรวบ ประเทศไทยไม่ให้ดิ้นหลุดออกมาได้ นี่เป็น ๑ ใน ๒ ของเหตุผลใหญ่ที่ดิฉันต้องสงวน ความเห็นในมาตรานี้ และหลาย ๆ มาตรา เป็นเหตุผลที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องของ กฎหมาย ดิฉันเห็นว่ามาตรา ๑๑๗ แล้วก็หลาย ๆ ส่วนของร่างแก้ไขนี้ผิดกฎหมายใน ๔ ประเด็น ๑. การแก้ไขทั้งหมดนี้ไม่สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลของร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ผ่านวาระที่หนึ่ง อาจจะเข้าหลักการบ้างในส่วนที่ต้องให้ ส.ว. ทั้งหมดมาจาก การเลือกตั้ง แต่ก็ขัดกับเหตุผลที่อ้างถึงคําปรารภอยู่ในคําปรารภของร่างแก้ไขว่าจะเป็น การแก้ไขเพื่อส่งเสริมหลักประชาธิปไตย เพราะว่าการแก้ไขมาตรการต่าง ๆ การแก้ไข ตามมาตราต่าง ๆ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอานิกครับ ท่านจ่าประสิทธิ์คือจะจบอยู่แล้ว เหลือแผ่นสุดท้ายแล้ว พอแล้วไม่ต้องประท้วงครับ นั่งเถอะครับ ผมจะให้ท่านอานิกได้พูดต่อผมกําลังเพลิน ผมกําลังเพลินครับ ไม่เป็นไรครับ แผ่นสุดท้ายแล้ว เห็นแล้วครับ ท่านกรุณาสรุปได้แล้ว ๔ ข้อของคุณ

นางอานิก อัมระนันทน์ บัญชีรายชื่อ

ไม่เกิน ๓๐ นาทีค่ะท่าน แล้วก็ ไม่วนเวียนซ้ําซากด้วยค่ะ เพราะดิฉันเข้าประเด็นกฎหมายแล้วค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอา ๔ ข้อเมื่อกี้ที่บอก ที่สรุปนี้ท่านสรุปได้แล้วครับ วันนี้ผมใจดีมากเลย สังเกตหรือเปล่าครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ บัญชีรายชื่อ

ดิฉันเตรียมประเด็นมา ซึ่งสอดคล้องกับการสงวนความเห็นของดิฉัน ดิฉันมีสิทธิ มีหน้าที่จะอภิปรายให้ประชาชน ได้รับทราบ แล้วก็พยายามโน้มน้าวท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้ค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ เพียงแค่ วาระของ ส.ว. จาก ๖ ปีเหลือ ๔ ปี แค่นี้ละครับ ท่านอธิบายอย่างไรเราทุกคนก็ทราบแล้ว ในที่ประชุมก็ทราบแล้วว่า ๔ ปีดีหรือ ๖ ปีดี ท่านไม่ต้องซักอะไรนะครับ ขอความกรุณา ได้สรุปด้วยความรวดเร็วหน่อยครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เหตุผล ทางด้านกฎหมายมี ๔ ประเด็นนะคะ ๑. คือขัดกับหลักการ เหตุผล โดยเฉพาะในส่วนที่เป็น เหตุผล เพราะบอกว่าจะส่งเสริมหลักประชาธิปไตย แต่การแก้ไขตามมาตราต่าง ๆ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๑๗ นี้จะทําให้พรรคเสียงข้างมากนั้นครอบงํารัฐสภา นําไปสู่เผด็จการ รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็ตาม ถึงแม้พรรคประชาธิปัตย์จะเป็น เสียงข้างมากในตอนนี้ดิฉันก็จะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทําลายประชาธิปไตย ทําลายนิติรัฐ นิติธรรมอย่างที่ได้อภิปรายไปแล้ว ประการที่ ๒ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ได้ผ่านประชามติแล้ว และในคําปรารภที่ทรง ลงพระปรมาภิไธยนั้นได้ระบุไว้ว่าการกําหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารนั้นต้องให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่น ๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม ท่านประธานคะ ดิฉันได้อภิปรายให้เห็นภาพแล้วจะไม่พูดซ้ําอีกนะคะเพราะไม่อย่างนั้น เดี๋ยวจะวกวนจริงค่ะ ดิฉันได้อภิปรายให้เห็นภาพแล้วว่าการบริหารราชการแผ่นดินจะขาด การตรวจสอบถ่วงดุล ทุจริตคอร์รัปชั่นจะเฟื่องฟู นิติรัฐ นิติธรรมจะหดหายได้อย่างไรบ้าง ประเด็นที่ ๓ มาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายให้ ความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของ ปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดิฉันเน้นวลีสุดท้ายนะคะ การแก้ไขถ้าเผื่อ ส.ว. ที่ลงมติรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของวุฒิสภาฉบับนี้จะเป็นการ กระทําที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ตนเองได้ลงสมัคร ส.ว. อีกครั้ง โดยติดต่อกัน ทุกคนจะไปลงจริงหรือไม่ ท่านลงแล้วจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น และความจริงก็มีโอกาสเหมือนกันที่ท่านจะพ่ายแพ้ โดยเฉพาะหากเขตของท่านมีบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรืออดีต ส.ส. หรือแม้แต่ตัวอดีต ส.ส. มาลงแข่งด้วย เพียง เปิดทางให้ตัวเองได้ลงสมัคร

(นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภาภาคเอกชน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ส.ว. ประท้วงครับ เชิญท่านสุนันท์ครับ

นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานค่ะ ดิฉัน สุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาคเอกชน ก็อยากจะขอ ประท้วงท่านประธาน คือผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ การอภิปรายของเขาเปิดประเด็น คือเป็นแค่ผู้อภิปรายแปรญัตติไว้ในเรื่องวาระแล้วบอกการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ก็วนไปวกวนมาอยู่นี่ ดิฉันเห็นถือกระดาษประมาณปึกหนึ่งไม่ทราบว่าจะจบเมื่อไร เพราะว่า ขอให้ท่านช่วยควบคุมตรงนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ นาน ๆ ส.ว. จะลุกขึ้นที ท่านกรุณาเย็บเป็นเล่มได้ไหมครับ ผมจะได้เป็นตํารา พยายามจบให้เร็วหน่อยครับ เพราะว่ามันซ้ําประเด็น หมุนไปหมุนมาแล้วนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ซ้ํานะคะ เมื่อกี้กําลังถึงข้อ ๓ ค่ะ

(นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ ใครจะประท้วงก่อน ท่านจุฤทธิ์ครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามข้อ ๕ ครับ สําคัญที่สุด ท่านต้องไม่ผิดข้อบังคับข้อ ๔๓ ท่านเสียดสีผู้กําลังอภิปราย คือท่านอานิก ครั้งที่ ๒ แล้วครับ ครั้งแรกท่านบอกว่าอ่านเอกสารเหลือแผ่นสุดท้าย ครั้งที่ ๒ ท่านเสียดสีว่าจะต้องเย็บมา ทั้งเล่มมาส่งท่าน ท่านเป็นประธานนะครับ ท่านมีหน้าที่ฟังคําอภิปรายครับ ไม่ใช่มาเสียดสี ผู้อภิปราย อีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านต้องบอก จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ว่าเลิกนั่งวนในสภาไปยุให้ คนโน้นคนนี้ประท้วงได้แล้วครับ นี่คนที่ ๓ แล้วครับที่เขายุให้คนอื่นประท้วงครับ ท่านต้อง ควบคุมการประชุมครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัย นะครับ ผมพยายามจะควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แล้ววันนี้ผมให้ เกียรติท่านอานิกมากเลยนะครับ เชิญท่านว่าไปเถอะครับ ผมให้เกียรติ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพียงแต่ว่าคือท่านพยายาม ที่จะเอาให้จบประเด็นที่ว่าทําไมท่านเห็นว่า ส.ว. จาก ๖ ปี เหลือ ๔ ปีนี้ท่านมีเหตุ และผลอย่างไร เพียงแค่นี้ผมไม่ได้ว่าอะไรท่านเลยครับ เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประเด็นของดิฉันไม่ได้เปลี่ยนเรื่องจํานวนปีนะคะ แต่เป็นเรื่องของการไม่เว้นวรรค

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านหยุดก่อนครับ พอดีมันไกลผมก็มองไม่ค่อยเห็นครับ เชิญครับ

นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ท่านประธานคะ สุนันท์ สิงห์สมบุญ ขอนิดหนึ่งค่ะ ไม่มีใครมานั่นนะคะ ดิฉันเองนั่งฟังตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็น เข้าสู่ในเรื่องสักทีวกไปวนมา ไม่มีใครที่ว่าจะมาครอบงํา หรือมาสั่งดิฉันได้ ดิฉันเป็นตัว ของตัวเองค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมเชื่อครับ เพราะนาน ๆ ท่านไม่เคยประท้วงเลย ท่านจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เดี๋ยวต่อไปนี้ผมจะให้ท่านมานั่งข้างล่าง คนเดียวนะครับ ท่านเสียหายตรงไหนครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใช้สิทธิในการพาดพิง ไม่อย่างนั้น ผมเสียหาย เหตุที่ผมนั่งอยู่ตรง โน้น นั่งอยู่ตรงนี้และก็มีภาพเห็นบ่อย ๆ เพราะผมเป็นคน มาทํางานครับ ผมไม่ได้หนีสภาครับ ดังนั้นบางทีผมอาจจะตั้งใจทํางานภาพเลยจับบ่อย แค่นั้นเองครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละ ท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมไม่สามารถไปสั่งการควบคุมใครได้ครับท่านประธาน

(นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ เชิญคุณมาลินี หรือเปล่าใช่ไหม เชิญครับ

นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องขอประท้วงผู้ที่ประท้วงเมื่อกี้นะคะ ดิฉันเองยืนขึ้นประท้วงผู้อภิปราย จริง ๆ ด้วยความตั้งใจจริงไม่อยากให้คําที่ท่านพูดออกไปว่าเก็บภาษีคนโสดจะเป็นที่ วิพากษ์วิจารณ์ไปอีกว่ารัฐบาลเราออกนโยบายนี้ จริง ๆ แล้วนักวิชาการออกมาให้ข่าว มากมายแล้วว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาลทั้งสิ้น เป็นนักวิชาการเขาออกมาคิดเอง แล้วรัฐบาลก็ ไม่เห็นด้วยกับข้อนี้ ดิฉันเองประท้วงด้วยตัวเอง คิดเองค่ะ ไม่ได้มีใครมาสั่งการ ขอบคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างที่ท่านบอกว่า เป็นผลงานนักวิชาการนะคะ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใช่ค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

แต่อะไรที่มันยังไม่เป็น เรื่องจริงที่สังคมรับรองนี้ ท่านอย่าเอามาใช้นะครับ เอาท่านยุคลครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ผมไม่ค่อยได้พูดนานท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ นะครับ ขอโทษด้วยที่เอ่ยนาม ท่านพูดจาเสียดสี ท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อกี้ครับ ข้อหาที่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีหนีประชุมครับท่านประธาน เสียดสีขอให้ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ถอนคําพูดด้วย ทําไมชอบเสียดสีท่านนายกรัฐมนตรี ของผมครับ ถอนคําพูดครับ ท่าน จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวถึง จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เอาท่านพายัพนิดหนึ่ง

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ถอนคําพูดก่อนครับ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เสียดสีท่านนายกรัฐมนตรีผมครับ ถอนก่อนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเขาไม่ได้หนีไปไหนละครับ เขามาประจําครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ไม่ได้หนี ไปไหนครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมไม่ได้พูดถึงนายกรัฐมนตรีครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

หาว่า ท่านนายกรัฐมนตรีหนีประชุมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ถอนคําพูดเถอะ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ถอนคําพูดก่อนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนคําพูดครับจ่าประสิทธิ์ครับ ถอนคําพูดไป

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้พูดถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลยครับ ผมพูดว่าตัวผมนี่มาทํางานไม่ได้หนีสภา ผมพูดแค่นี้ แล้วไม่ได้พาดพิงถึงใครเลย จะให้ผมถอนเรื่องอะไรครับ ถ้าผมผิดผมกราบก็ได้ ไม่จําเป็น ต้องถอน แต่ตอนนี้ผมไม่ผิด

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่หนีสภาค่ะ ที่หนีสภาเป็นอีกท่านหนึ่งค่ะ ท่านปัจจุบันค่ะ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมไม่ได้พูดเลยครับ ไม่เกี่ยวกับนายอภิสิทธิ์เลย ไม่ได้พูดเลยครับท่าน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมจําได้แล้ว ถ้าข้องใจ ความจริงเอาชวเลขมาดูนะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เอามาดูครับ ผมไม่ถอนหรอก ผมจะออกจากห้องประชุมไปเลย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตปิดไมค์หน่อย นะครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผมจะฟังไม่ได้ศัพท์ ถ้าจ่าประสิทธิ์พูดถึงนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์จริง ๆ ท่านถอนนะครับ แต่ท่านอ้างว่าท่านมาประชุมที่สภาทุกวันนี่ไม่ต้องถอน ความจริงชวเลขผมมี จดเร็วด้วยนะครับ เอาอย่างนี้ก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งครับ ผมรอดู ชวเลขก่อน เชิญท่านพายัพก่อนครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา จันทบุรี

พูดถึงท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จริง ๆ เลยครับ ผมเลยต้องให้ถอนเพราะอะไร แค่นั้นเองครับ ผมไม่ได้ขออะไรมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวขอผมดูชวเลข ขอให้ ท่านพายัพครับ เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ถ้าท่านประธานพร้อมจะรับฟังผมขออนุญาตพูดต่อ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับการประชุม ในการทําหน้าที่ของประธานรัฐสภา ข้อ ๕ บรรยากาศการประชุมรัฐสภาแห่งนี้ดีมาตั้งแต่ต้น แล้วก็เพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แล้วก็เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาได้ทําหน้าที่ด้วยดี มาโดยตลอด ถ้าเมื่อใดก็ตามรู้สึกว่าเพื่อนสมาชิกเริ่มออกนอกประเด็น เริ่มที่จะมีการเสียดสีกัน ผิดตามข้อบังคับ แสดงว่าที่ประชุมแห่งนี้อาจจะหมดประเด็นในการอภิปรายได้ ท่านประธานครับ เนื้อหาประเด็นในการแก้ไข มาตรา ๗ นั้นมีอยู่เพียง ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง คือประเด็น เรื่องวาระการดํารงตําแหน่งวุฒิสภาและการหมดวาระแล้วจะต้องเลือกตั้งภายในกี่วัน มีอยู่ ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกระผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า กระผมขอความ กรุณาท่านประธานเถอะครับ ว่าขอให้เป็นไปตามประเด็นตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๑๓ และมาตรา ๙๙ เพราะฉะนั้นต้องขออนุญาตทักท้วงท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ และทักท้วงเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่งด้วยเช่นกันครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านพายัพครับ ในข้อบังคับการประชุมนี้ก็คือให้ผู้ที่แปรญัตตินะครับ ถ้าแปรญัตติแล้วก็ให้ ผู้แปรญัตติอภิปรายก่อนนะครับ โดยทั้งนี้ถ้ามีหลายคน ก็คํานึงถึงคนที่ไม่ค่อยได้อภิปราย ได้อภิปรายนะครับ อันนี้เป็นหลักข้อบังคับการประชุมเลย ฉะนั้นท่านอานิกไม่ค่อย ได้อภิปรายนะครับ ผมก็จะให้ท่านอภิปราย แต่ว่าเพียงแต่ว่าท่านเอาเข้าประเด็นนะครับว่า ท่านแก้จาก ๖ ปี หรือ ๔ ปี ท่านกรุณาเข้าเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็ประท้วง หรือไม่อย่างนั้น ก็จะสรุปว่ามันหมดประเด็นที่จะพิจารณาแล้ว อย่างนี้ได้ไหมครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันไม่ได้แก้ ๖ ปีค่ะ ท่านประธานคะ แต่ดิฉันเสนอสงวนความเห็นให้เพิ่มข้อกําหนดว่าไม่ให้ เป็นติดต่อกันเกิน ๑ วาระค่ะ คือต้องให้เว้นวรรค

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอธิบายอย่างนั้น พออธิบายอย่างนี้ก็ฟังเข้าใจแล้วนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อย่างนั้นดิฉันจะต่อไหมคะ เดี๋ยวจะได้ให้จบเร็ว ๆ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอให้ท่านได้สรุปลงได้ ภายใน ๓ นาทีนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

๓ นาทีคงไม่ได้ค่ะ เพราะว่ามีประเด็นต่อเนื่อง มีประเด็นกฎหมาย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมให้ ๓ นาที เมื่อกี้ท่านสุรศักดิ์ ขอผม ๕ นาที ผมให้ ๓ นาที ท่านยังอยู่ในประเด็นเลยถูกไหมครับ ขอให้ท่านอีก ๓ นาที

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ดิฉันพูดอยู่ในประเด็นในเนื้อหา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นักวิชาการต้องสามารถ สรุปได้ นักวิชาการต้องสามารถที่จะหาลานบินที่จะลงได้

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ดิฉันมีหน้าที่พูดวิเคราะห์ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการ แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตที่จะ เสียมารยาทนะครับ ท่านต้องฟังผม ในเมื่อผมเป็นคนที่ควบคุมการประชุม เมื่อมีผู้ประท้วงว่า ท่านนั้นไม่ได้อยู่ในประเด็นที่จะอภิปราย ฉะนั้นผมให้เกียรติท่านหลายครั้งแล้ว ในฐานะ ที่เป็นสตรีและเป็น ส.ส. ที่ผมอยากจะฟังด้วยนะครับ แต่ท่านต้องให้เกียรติผมด้วย ผมบอก ให้ท่าน ๓ นาที ท่านก็สามารถใช้ ๓ นาทีได้ กรุณาเถอะนะครับ เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

แต่ท่านประธานคะ ๓ นาทีนี่จะไม่เพียงพอ เพราะว่าประเด็นที่ดิฉันเตรียมมาจะใช้เวลา มากกว่านั้นอีกสักหน่อยนะคะ เดี๋ยวขอให้ท่านประธานลองฟังดู ดิฉันกําลังเข้าประเด็นเรื่อง ของผลประโยชน์ขัดกัน เพียงแค่ท่าน ส.ว. ที่ลงมติสนับสนุนให้ตัวเองได้ลงสมัครเลือกตั้ง อีกนั้นก็ผิด เพราะว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ท่านเป็นได้เพียงครั้งเดียวหรือ ถ้าจะเป็นอีกก็ต้องเว้นวรรคนะคะ เพื่อที่จะได้ทําหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่งตั้ง ถอดถอน องค์กรอิสระต่าง ๆ ได้อย่างอิสระชอบธรรมจริง ๆ เขาถึงได้ออกแบบเอาไว้ให้วาระการเป็น วุฒิสมาชิกนั้นยาวนานถึง ๖ ปี ในขณะที่ ส.ส. เป็นแค่ ๔ ปี โดยไม่มีอํานาจแต่งตั้งถอดถอน แล้วตัวดิฉันเองก็ไม่ได้คิดจะไปแก้ตรง ๖ ปีนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วจึงสําคัญมากที่จะต้องมี การเพิ่มเรื่องการเว้นวรรค ทางเดียวที่จะรอดข้อหาเรื่องการกระทําที่ขัดกันต่อผลประโยชน์ ก็คือการกําหนดไม่ให้มีผลบังคับใช้กับพวกท่าน คือให้เริ่มใช้กับ ส.ว. ชุดใหม่ ชุดถัดไปนะคะ แต่ก็ไม่มีตรงนี้ เพราะฉะนั้นการปลดล็อกให้ลงสมัคร ส.ว. ได้อีกโดยไม่ต้องทิ้งระยะห่าง และการเปิดประตูให้สามารถที่จะเป็น ส.ว. ได้ต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่เกิดขึ้นจาก มาตรา ๑๑๖ และมาตรา ๑๑๗ ที่กําลังอภิปรายอยู่นี้ จึงเป็นการให้ต่างตอบแทนและการรับ ร่างแก้ไขนี้ก็เป็นการกระทําที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ เป็นการกระทําที่ต้องห้ามตาม มาตรา ๑๒๒ แห่งรัฐธรรมนูญ นอกจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างชัดเจนแล้ว ดิฉัน ไม่ทราบว่าท่านมีแรงจูงใจอะไรอื่นอีกไหม เพราะว่าในการพิจารณาที่ผ่านมาก็มีความรวบรัด เร่งรีบมาก ประชุมสัปดาห์ละหลายวัน ดึก ๆ ดื่น ๆ แต่ว่าในขณะเดียวกันปัญหาเร่งด่วนของ ประชาชน ข้าวยากหมากแพง ปัญหาต่าง ๆ ที่ประท้วงกันอยู่ในท้องถนน กฎหมายสําคัญ ๆ ที่รออยู่กลับต้องถูกให้รอก่อน นอกจากเร่งรีบให้ทันเวลาที่วาระของ ส.ว. ชุดปัจจุบัน ใกล้จะหมดแล้ว ดิฉันจะไม่แปลกใจหากมีแรงจูงใจพิเศษอื่น ๆ จากผู้กุมอํานาจ ซึ่งอันนี้ดิฉัน ก็จะไม่ขอวิจารณ์ต่อนะคะ จะเข้าสู่ประเด็นที่ ๔ ของด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายที่ดิฉัน จะต้องสงวนความเห็นในมาตรา ๑๑๗ นี้ว่าสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ ก็คือเรื่องของมาตรา ๖๘ ค่ะ ที่ห้ามการกระทําเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการ ปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ การปลดล็อก ให้ลงสมัคร ส.ว. ได้อีกโดยไม่ต้องทิ้งระยะห่าง การเปิดประตูให้สามารถเป็น ส.ว. ได้ต่อเนื่อง ประกอบกับการกําหนดคุณสมบัติที่ทั้งอนุญาตแล้วก็ทั้งส่งเสริมบุคคลที่ใกล้ชิดกับ พรรคการเมืองให้ลงสมัคร ส.ว. ได้จะนําไปสู่การได้มาซึ่งวุฒิสภาที่จะอยู่ในสังกัดของ พรรคการเมืองเสียงข้างมากที่จะเป็นรัฐบาล ทําให้สามารถขยายขอบเขตของการใช้อํานาจ เพราะว่าจะไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แล้วยังจะ สามารถสืบทอดอํานาจได้อย่างง่ายดาย ด้วยการผูกขาดกินรวบประเทศไทย เพราะฉะนั้น หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผ่านรัฐสภาได้ นอกจากท่าน ส.ว. ที่ลงมติสนับสนุนการแก้ไข จะผิดตามมาตรา ๑๒๒ แล้ว ดิฉันคิดว่า ส.ส. พรรครัฐบาลที่ลงมติสนับสนุนทุกท่านก็จะมี ความผิดตามมาตรา ๖๘ ด้วย วันนี้ยังไม่มีใครรู้หรอกค่ะว่าการฟ้องร้องในประเด็นกฎหมาย ต่าง ๆ นั้นจะมีผลอย่างไร ไม่มีใครรู้ว่าธุรกิจการเมืองจะเข้าไปแทรกแซงในตุลาการมากน้อย แค่ไหน แต่ตามที่ดิฉันได้อภิปรายในช่วงต้น การแก้ไขมาตรา ๑๑๗ ของรัฐธรรมนูญนั้น เปรียบเสมือนการลงตะปูตอกปิดผนึกโลงศพที่ประชาชนคนไทยถูกบีบบังคับยัดเยียดเข้าไป ข้างในภายใต้ระบอบเผด็จการรัฐสภาที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเผด็จการทหาร เพราะดูเผิน ๆ แล้ว จะดูดี เหมือนมีความเป็นประชาธิปไตยด้วยภาพลักษณ์ที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยผู้นํา ที่ลอยตัวเหนือความขัดแย้งที่สร้างขึ้น แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้วค่ะ อันนี้ เพราะว่าควรจะต้องมีนิติรัฐ นิติธรรม มีการรับฟังเสียงข้างน้อย มีการปฏิบัติต่อ ประชาชนด้วยความเสมอภาค ไม่เป็น ๒ มาตรฐานอย่างที่เห็นอยู่ ท่านประธานคะ เผด็จการ ที่กินรวบประเทศไทยจะมีผลต่อเศรษฐกิจต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่กําลังรอวัน แห่งการล่มสลาย เหมือนทําให้คนไทยตายทั้งเป็นแล้วจับใส่โลงศพปิดฝาตอกตะปู แต่คนไทย ที่เป็นเสรีชนยังไม่ตายจะต้องมีการต่อสู้เพื่อแหกทะลายโลงศพนี้ออกมา

(นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเป็นสุภาพสตรีคนแรก ที่มีประท้วงเยอะเหลือเกินนะครับ เดี๋ยวผมเอาคุณชมภูดีกว่าครับ

นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด หนองคาย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะที่จริงแล้วตัวดิฉันเองก็ให้เกียรติท่าน ส.ส. คนนี้มาตลอดนะคะ แต่ว่าก็เห็นหลายท่านประท้วงท่านก็ยังออกนอกประเด็น เหมือนเดิม ดิฉันขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ค่ะ ท่านประธานต้องควบคุม ให้ผู้อภิปรายนั้นอยู่ในประเด็น และดิฉันก็ประท้วงผู้กําลังอภิปรายเหมือนกันนะคะ ให้ท่าน อภิปรายอยู่ในประเด็นที่ท่านแปรญัตติไว้ว่าท่านแปรญัตติอะไรบ้าง พี่น้องประชาชนที่บ้าน ก็คอยฟังอยู่ แต่ว่าท่านพูดออกนอกประเด็นมากเกินไป ขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ประเด็นของท่านอานิกเพียง แค่ ส.ว. เป็นเกินกว่าหนึ่งวาระไม่ได้เพียงแค่นี้ละครับ ผมว่าผู้ฟังทางบ้านที่ติดตามทางทีวี ทราบนะครับ เพราะฉะนั้นท่านข้อที่ ๔ จะจบแล้วถูกไหมครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จะจบแล้วค่ะ ใกล้แล้วค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ใกล้จบแล้ว ท่านจบ เถอะครับ จบเลยนะครับ คราวนี้นะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อีกแป๊บเดียวค่ะ ท่านประธานคะ ถ้าไม่ประท้วงก็เสร็จไปนานแล้วค่ะ

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะว่า ส.ว. ผมรออีกตั้ง ๔-๕ คนนะครับ ขอให้ ส.ว. ผมได้พูดบ้างเถอะครับ เสียดสีตรงไหนท่านเกียรติ์อุดมครับ เอาเสียดสีว่าอย่างไรครับ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุดรธานี สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วง ผู้กําลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ให้ร้ายเสียดสีต้องให้ถอนคําว่า กินรวบประเทศไทย พรรครัฐบาล กินรวบประเทศไทยผูกขาดข่มขู่นะครับท่านประธาน การฟ้องร้องผิดกฎหมายพรรครัฐบาลนี่ สมาชิกพรรครัฐบาลที่สนับสนุนอาจจะผิดครับ ต้องให้ถอนนะครับ ถ้าอย่างนั้นอภิปราย ไปไม่ได้ก็เกินไปอีกตั้ง ๕-๖ นาทีละครับ ท่านประธานให้ ๓ นาทีก็ยังไม่ฟังนะครับ ก็ยังพูด เรื่อยไปเข้าวาระที่ ๑ มาอีกย้อนมาอีกกินรวบประเทศไทยอยู่นี่ ๒-๓ ครั้งแล้วครับ ผมนั่งฟัง อยู่นี่ ครับท่านประธานต้องให้ถอนนะครับ ถ้าอย่างนั้นไม่ได้นะครับท่านประธาน ต้องให้ถอน คํานี้นะครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าให้ถอนผมถอนตั้งแต่ วันแรกแล้วครับ วันแรกจนถึงวันนี้วันที่ ๗ วันที่ ๘ แล้วครับ ไม่ต้องละครับ เขาจะจบอยู่แล้ว ทนฟังนิดเดียวนะท่านเกียรติ์อุดม ขอบคุณมาก ท่านเกินมาหลายนาทีแล้ว เชิญท่านจะได้ จบเร็ว ๆ นะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพคะ มาตรา ๑๑๗ ที่อนุญาตให้ ส.ว. เป็นได้ต่อเนื่องไม่เว้นวรรคนี่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ท่านจุลพันธ์ ไม่ต้องถอนแล้วครับ เชิญครับ ท่านจะจบอยู่แล้วครับ ผมมี ส.ว. รอเป็นแถว เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มาตรา ๑๑๗ ที่ปล่อยให้ ส.ว. สามารถเป็นสมัครได้แล้วต่อเนื่องกันได้หรือไม่ได้ ไม่สําคัญ แต่มีโอกาสได้อย่างต่อเนื่องนี่นะคะ จะทําให้ระบบของเราขาดการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะว่าจะมีการยึดโยงกับการเมืองมากขึ้นนะคะ แล้วก็ดิฉันได้อภิปรายถึงผลของระบบ เศรษฐกิจ ระบบที่จะมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน นโยบายสาธารณะต่าง ๆ แล้วก็ เมื่อสักครู่จึงได้บอกว่าเหมือนกับทําให้คนไทยตายทั้งเป็นแล้วก็จับยัดใส่โลงศพปิดฝาตอก ตะปู แต่ว่าเสรีชนคนไทยยังไม่ตายจะต้องมีการต่อสู้เพื่อแหกทะลายโลงศพนี้ออกมาให้ได้ ในที่สุด แต่ดิฉันเกรงว่าจะหลุดออกมาได้กว่าจะหลุดได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านอานิกครับ คําพูดนี้ท่านพูดมาแต่ต้นแล้วนะครับ ปิดฝาโลงผมก็จะถูกปิดฝาโลงแล้วทุกวัน พอแล้วครับ ท่านพูดซ้ําแล้วนะครับ ท่านหยุดเถอะครับ ถ้าไม่หยุดเดี๋ยวผมใช้อํานาจของประธาน ปกติผมไม่ค่อยใช้อํานาจครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านค่ะ ดิฉันจะถึงบทสรุปแล้วค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

สรุปได้เลยครับ กรุณา เถอะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เพราะดิฉันพยายามอภิปรายว่าการแก้ไขอันนี้มันจะเสียหายกับประเทศอย่างไรนะคะ แล้วก็ กว่าจะแก้ได้ก็อาจจะต้องเสียเลือดเสียเนื้อ เพราะฉะนั้นในบทสรุปดิฉันจึงขอวิงวอนผ่าน ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาและ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลให้ท่านได้ใคร่ครวญว่า หากสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ท่านกําลังจะทําผิดมาก ๆ ถ้าไม่กลัวผิดกฎหมาย อย่างน้อยก็น่าคิดว่าท่านจะกลัวบาปกรรมไหมคิดเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง การแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้อาจจะทําให้หลาย ๆ ท่านได้เป็นนักการเมืองได้เป็น ส.ว. ต่อกันหลายสมัย ในระบบธุรกิจการเมืองอาจจะทําให้ท่านได้ประโยชน์มีความร่ํารวยได้มากมาย แต่ว่า ท่านเสวยสุขชีวิตนี้มันจะคุ้มกันหรือไม่ เพราะว่าดิฉันได้อภิปรายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ว่า เป็นการจับคนไทยใส่โล่งศพจะไม่พูดซ้ําอีกนะคะ เป็นการเปรียบเปรย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ หยุดได้แล้วครับ ท่านหยุด ผมไม่อนุญาตให้ท่านพูดแล้วนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กําลังจบท่านค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมเตือนท่านมาหลายครั้ง แล้วครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับเพราะนี่เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ แล้ว ผมรักษาข้อบังคับ การประชุม ผมให้เกียรติสุภาพสตรีครับ ผมให้เกียรติอย่างมากแล้วแต่ท่านพูดมันซ้ํา เอาอย่างนี้ไม่ประท้วงเพราะว่าท่านอานิกบอกว่าจะจบแล้วถูกไหม จบแล้ว เดี๋ยวคนประท้วง ท่านนั่งลงครับ จบเถอะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ในความเป็นจริงเมื่อสักครู่เป็นการเปรียบเปรยนะคะ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราทุกคน จะต้องเข้าไปอยู่ในโลงศพจริง ๆ สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วนะคะ วาระสุดท้ายเราทุกคนจะตกอยู่ ในความกลัวสยองขวัญเหมือนกับปุถุชนทั่ว ๆ ไป ในขณะที่ท่านกําลังตกอยู่ในความกลัวตาย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เวลาอ่านท่านสรุปท่านข้าม ไปก็ได้

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันกําลังโน้มน้าวท่านประธานค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่อย่างนั้นจะมีประท้วง เยอะเลยครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อภิปรายว่าทําไมถึงสงวนความเห็น ผลกระทบเป็นอย่างไร

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ประท้วง ก่อนครับ ท่านพิเชษฐ์ประท้วง

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแสดงว่ามีเจตนาผมไม่อยากกระทําการใด ๆ นะครับ ผมให้ท่านพูดมาท่านพูดกระดาษแผ่นเดิมหรือไม่ ผมไม่อยากจะมีเจตนาจะทําอะไร ขอเถอะ ท่านหยุดพูดได้แล้วมันนอกประเด็นซ้ําซากและใส่ร้าย เสียดสี ส.ส. ที่เขาจะรับร่างมันเป็น เอกสิทธิ์ของผม ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ถ้าท่านประธานไม่ดําเนินการ ต่อผู้อภิปราย ผมจะลุกประท้วงขึ้นอีกครั้งหนึ่งท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ผมยังไม่อยาก ให้ทุกคนอภิปรายนะครับ เชิญท่านอานิกถ้าท่านจะจบได้ผมจะไหว้ท่านจริง ๆ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กําลังจะจบเลยท่านค่ะ ประเด็นก็คือว่าเราทุกคนจะต้องตายในที่สุด แล้วในวาระสุดท้าย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เลิกพูดคํานี้ได้ไหม ผมอุตส่าห์

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นการโน้มน้าวท่านประธานค่ะ ท่านยังไม่ได้ฟังเลยค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นี่ท่านไม่ฟัง ถ้าท่านไม่ฟัง ผมไม่อนุญาตจริง ๆ นะครับ ถ้าใครจะประท้วงผมไม่สนใจด้วยผมบอกให้ นี่ผมให้เกียรติ สุภาพสตรีที่ชื่อ อานิก อัมระนันทน์ นะครับ เมื่อผมให้เกียรติท่านต้องให้เกียรติให้ผมด้วย ท่านกรุณาเถอะครับ เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ในวาระสุดท้ายของชีวิตเราจะรู้สึกว่าลาภ ยศ ทรัพย์สิน เงินทองที่ได้มา สะสมมาทั้งหลายมันไม่มีความหมายอะไร เราจะเต็มไปด้วยความกลัวแต่เราสามารถจะ น้อมจิตให้มีความรู้สึกดี ๆ ได้ในวาระสุดท้ายนั้น หากใช้สติระลึกถึงสิ่งที่ทําดีที่ผ่านมาในชีวิต แล้วท่านก็อาจจะเป็นสุขได้อย่างแท้จริง หากท่านทําคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ที่ระลึกถึงได้ด้วย ความภาคภูมิใจ ดิฉันจึงขอเชิญชวนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน ให้สนับสนุนการสงวนความเห็นในมาตรา ๑๑๗ ของดิฉันให้มีการเว้นวรรคของการเป็น ส.ว. และมาร่วมกันคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ขอบพระคุณค่ะ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอได้รับความขอบพระคุณ จากผม นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่ต้องแล้วครับ ผมจะให้ ส.ว. เดี๋ยวผมอ่านรายชื่อนะครับ ท่านประท้วงผมนะครับ ท่านประท้วงผมก็เชิญ นะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานข้อ ๕ ท่านประธานครับ ท่านประธานมีหน้าที่ในการควบคุมการประชุม ที่ผมไม่ลุกขึ้นประท้วง ท่านผู้อภิปราย ไม่อยากไปขัดจังหวะเขา แต่ผมคิดว่าสถานการณ์อย่างนี้เราก็เดินมาดี โดยตลอด อยากจะให้มีการอภิปรายต่อไปครับ แต่มีการวกวนกลับไปสู่วาระที่หนึ่งใหม่ มีการใส่ร้ายเหมือนการเขียนนิยายซ้ําแล้วซ้ําอีก ขอประทานโทษเถอะครับท่านประธาน การเอาหนังสือมาเขียนมาอ่านโดยปกติต้องขออนุญาตท่านประธานครับ แต่ท่านประธาน ก็ให้ความกรุณา ดังนั้นท่านประธานก็ถูกกล่าวหาอีก หาว่าไปแซวเขา ไม่ใช่ครับ ท่านประธานให้ความกรุณาแล้วผมอยากให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับข้อ ๕ กับการประชุม ที่จะเกิดขึ้นต่อไปครับ ที่ผ่านมาแล้วก็แล้วกันครับ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ขอให้เข้าสู่กระบวนการ ตามข้อบังคับเถอะครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัย ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านสมาชิกสามารถที่จะเขียนแล้วก็มาอ่านเขียนด้วยตัวเองนะครับ แต่ไปเอาเอกสารที่อื่นมา อ่านไม่ได้ต้องขออนุญาตผมก่อน แต่ถ้าท่านเขียนมาเองท่านอ่านไป แต่เวลาท่านอ่านไปอะไร ที่มันซ้ําท่านก็หลบบ้างก็ไม่เป็นไรนะครับ เอาอย่างนี้ครับ ผมขานชื่อของท่านสมาชิกนะครับ ท่านประสงค์ นุรักษ์ ท่านเพ็ญพักตร์ ถอนตัว ท่านตรึงใจ ถอนตัว ก็มาถึงท่านวันชัย ผมต่อไป อีก ๒ ท่าน ก็คือท่านชรินทร์ หาญสืบสาย และท่านสุพจน์ เลียดประถม เชิญท่านประสงค์ครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมกราบขอบคุณไปถึงท่านประธานคนก่อนหน้านะครับที่ท่านบอกว่า ท่านอนุญาตให้เกริ่นนําได้สัก ๒-๓ นาที ก็ไม่เป็นไรและประกอบกับท่านประธานคนปัจจุบันนี้ ท่านบอกว่าท่านใจเย็นมากในระหว่างนี้ คิดว่าการอภิปรายของกระผมคงจะไม่ทําให้ท่านใจร้อน นะครับ ท่านประธานครับผมเองมีความตั้งใจที่จะอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนี้ มาหลายมาตราแต่พลาดโอกาสไปเพราะว่าถูกเสนอยุติหรือว่าปิดการอภิปรายไปก่อน แต่นั่นไม่เป็นไรครับ อาจจะกระทบกระเทือนใจผมบ้างที่ว่านักประชาธิปไตยแต่ไม่อยากฟัง ใครเขาพูดก็ไม่เป็นไรครับนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในประชาธิปไตยของเมืองไทย แล้วก็ ในลักษณะเดียวกันครับท่านประธานครับ การที่จะยึดมั่นว่าคําว่า ประชาธิปไตย นั้นก็คือ การเลือกตั้งก็คงจะต้องเจ็บปวดอีกครั้งหนึ่งครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ผ่านมาไม่กี่วัน ไม่ถึง ๑๐ กว่าวันดี มีผู้มีเกียรติจากต่างประเทศมาบอกว่า คําว่า ประชาธิปไตย นั้นไม่ได้อยู่ที่ การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวครับท่านประธานที่เคารพ ผมจะนําเรื่องให้เข้ากับเรื่องที่ผม แปรญัตติในวันนี้ แต่จะขอใช้เวลาสัก ๒-๓ นาที ในการที่จะเกริ่นให้เข้าประเด็นนะครับ ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษาเกี่ยวกับการเป็นประชาธิปไตยในอเมริกามาพอสมควร ผมไม่ได้อ้างอเมริกามาเป็นมาตรฐานนะครับแต่ผมจะขอยกมาพูดถึงสิ่งที่เป็นวิชาการ ด้านความรู้ที่เขามีการวิจัยกันมา เขาบอกว่าประชาชน ๑ คน ที่มีการติดต่อกับนักการเมือง แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ติดต่อกับนักการเมืองนั้นทําหน้าที่แทนประชาชนประมาณ ๒,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ นี่เป็นวิธีการอันหนึ่งที่แสดงถึงความยึดโยง ยึดเหนี่ยวระหว่างนักการเมือง กับประชาชน ท่านประธานครับผมใคร่ขอถือโอกาสนี้พิสูจน์ตัวเองครับ ผมเป็นสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่มาจาก การเลือกตั้งทางอ้อมซึ่งประชาชนอนุญาตให้คณะกรรมการ ๗ ท่าน เป็นผู้สรรหาสมาชิก วุฒิสภา ด้วยวิธีการที่ท่านเห็นสมควรนะครับตามหลักการที่มีอยู่ ผมอยากจะขอถือโอกาสนี้ ครับท่านประธาน ขออนุญาตสื่อไปถึงพี่น้องประชาชนผ่านทางท่านประธานครับว่าผมมี ความประสงค์ มีความต้องการที่จะผูกยึดเหนี่ยวโยงกับพี่น้องประชาชนอยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง เบอร์โทรศัพท์ของผมครับ หลังจากผมพูดจบเสร็จแล้ว ผมอยากให้พี่น้องประชาชน แสดงความเห็นมาที่ผมหน่อยครับว่าการอภิปรายของรัฐสภาในวันนี้ในประเด็นเกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร ถ้าหากว่าหลักการของ ๑ ต่อ ๒,๐๐๐ เป็นจริง ที่ผ่านมาแล้วในช่วงเวลาประมาณ ๒ อาทิตย์ผมได้รับการติดต่อ จากประชาชนเกือบเป็นแสนจริง ๆ ครับ จากตัวเลขที่มีอยู่ ตรวจสอบได้จากทางโทรศัพท์ ท่านประธานครับ เบอร์โทรศัพท์ของผมครับ ขอให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วย หลังจาก การอภิปรายเสร็จแล้วโปรดครับ ๐๘๓ ๑๓๑ ๑๐๒๔ ครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานครับ ผมไม่ประท้วงท่านผู้อภิปรายครับ ตามข้อบังคับข้อ ๕ ท่านปล่อยให้เขาพูดได้อย่างไรครับ แจกเบอร์โทรศัพท์ทางทีวีได้อย่างไรครับท่านประธาน ดูศักยภาพหน่อยครับท่านประธานว่า ถ้ามันอภิปรายไม่ได้ก็อย่าให้อภิปรายนะครับ เลอะเทอะ ท่านประธานครับ ท่านประธานต้อง ให้อยู่ในประเด็นนะครับท่านประธาน ผมไม่อยากทําการใด ๆ ที่มัน ไม่อยากจะทํา ท่านประธานครับ ขอเถอะครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือท่านพิเชษฐ์นั่งลงครับ ผมขอวินิจฉัยนะครับ ท่านประสงค์ครับท่านอย่ากรุณาให้เลขโทรศัพท์นะครับ แล้วท่านก็ ไปบอกคอล เซ็นเตอร์ (Call Center) ผมว่าให้รับโทรศัพท์ด้วย อ้ายลูกน้องผมจะตายอยู่แล้ว นะครับท่าน กรุณาเถอะครับ ท่านอย่าได้ให้เบอร์โทรศัพท์นะครับ ถ้าเขามาเขารู้คอล เซ็นเตอร์ของวุฒิสภา เพียงแต่ว่าเมื่อท่านให้เลขท่านรับไม่ไหวท่านไปบอกเจ้าหน้าที่ที่คอล เซ็นเตอร์ เพราะผมคุมคอล เซ็นเตอร์อยู่ ท่านอย่าได้ให้เลขอีกนะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ผมต้องขอประทานโทษ ที่ผมเข้าใจผิดมาตลอดชีวิตผมครับท่านประธาน ว่าการผูกพันการเชื่อมโยงกับประชาชนนั้น ต้องมีช่องทางในการติดต่อระหว่างประชาชนกับสมาชิกรัฐสภา ผมพยายามที่จะเปิดเผย ตัวเอง ผมยืนอยู่ต่อที่ประชุมอย่างเปิดเผย ต่อหน้าประชาชนอย่างเปิดเผยแล้ว ถ้าวิธีทาง การประสานงานกับประชาชนเป็นวิธีที่กักขฬะน่าเกลียดแล้วผมว่าเรากําลังเดินทางไป ในทางผิดในระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าบุคคลที่ประท้วง ผมเมื่อกี้นี้ยึดมั่นเหลือเกินในหลักประชาธิปไตย กลัวอะไรกับการที่จะรับฟังความคิดจาก ประชาชนครับ นี่คือหลักการครับท่านประธานครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาประท้วงต่อ ท่านพิเชษฐ์ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านวุฒิสมาชิกครับท่านได้แปรญัตติอย่างไร เอาขึ้นจอ ครับท่านประธาน ยังไม่เข้าเรื่องเลยครับ ๔ ปี หรือ ๖ ปี พูดมา ไปพูดเรื่องอะไรละครับ ท่านประธาน ปล่อยเขาพูดเรื่องอะไรครับท่านประธาน ผมประท้วงเท่านี้ ท่านประธาน วินิจฉัยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ นี่เวลา ๓ นาที ๓๙ วินาที ท่านประสงค์บอกว่าประธานคนก่อนคือท่านสมศักดิ์นั้นให้เวลาท่าน นอกเรื่อง ๒ นาที ตอนนี้ท่านนอกเรื่องไป ๑ นาที ๓๙ วินาที เข้าเรื่องได้แล้วครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ครับท่านประธาน ผมก็ เห็นด้วยกับการขึ้นจอ แต่ไม่มีประโยชน์ครับ ผมตาไม่ค่อยดีเท่าไรครับ อ่านไม่เห็นหรอกครับ และผมคิดว่าประชาชนที่บ้านก็คงจะอ่านไม่ออกหรอกครับจอที่ขึ้นนี้ครับ แต่ไม่เป็นอะไรครับ นั่นเป็นความเข้าใจของบุคคลเพียงคนเดียว เป็นการแสดงความเห็น ผมขอกราบเคารพ ในการแสดงความเห็นของท่านครับ ผมเป็นผู้ซึ่งยืนยันว่าผมจะเคารพและยึดมั่นในหลัก ประชาธิปไตยที่ผมศึกษาเรียนมาครับท่านประธาน

ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมขอแปรญัตติ ผมจะไม่ขออภิปรายมากมาย ไปกว่าหลักการซึ่งผมขอแปรไว้ใน มาตรา ๑๑๗ ซึ่งเป็น มาตรา ๗ ของการแปรญัตตินะครับ ในประเด็นเดียวครับ ผมสงสัยครับว่าการแปรญัตติของผมนี้คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วย ผมไม่ทราบว่าไม่เห็นด้วยเรื่องอะไร ผมแปรญัตติอย่างนี้นะครับว่าส่วนหนึ่ง ของการแปรญัตติของกระผมคือ แปรญัตติขอให้สมาชิกวุฒิสภาดํารงตําแหน่งติดต่อกัน เกินกว่า ๑ วาระไม่ได้ ผมไม่ทราบประเด็นที่ผมแปรญัตตินี้มันขัดกับหลักการของการเสนอ ร่างนี้อย่างไรครับ ผมจะขอทําความเข้าใจก่อนเป็นอันดับแรกถ้าหากว่าอธิบายได้ครับ อ่านได้เลยครับ ส่วนหนึ่งของการแปรญัตติของกระผม แล้วแต่กรณีโดยสมาชิกวุฒิสภาจะ ดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกินกว่า ๑ วาระไม่ได้ ขัดตรงไหนครับว่าหลักการของท่านที่เสนอมา ขอทราบหน่อยครับ อย่าหักเวลาผมนะครับ ผมขอทราบความชัดเจนกับพี่น้องประชาชน ว่าผมถูกกีดกันจากการอภิปรายว่าผมขัดหลักการ การขัดนั้นจะขัดได้ ๒ ประการคือขัดบางส่วนและทั้งหมด ต้องพูดให้ชัดเจนครับว่าอาจจะ ขัดเป็นบางส่วน แต่ส่วนที่ไม่ขัดนั้นผมก็สามารถที่จะอภิปรายได้ ไม่ใช่เป็นความคิดของ ท่านประธานกรรมาธิการที่บอกว่าผมหมดสิทธิ ผิดหลักการ อภิปรายไม่ได้ อย่างนี้หรือครับ ประชาธิปไตยในประเทศไทยครับท่านประธานที่เคารพ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ต้องการจะให้ มีการประท้วงเกิดขึ้นอีก พี่น้องประชาชนอาจจะไม่สบายใจที่เห็นการทะเลาะเบาะแว้งกัน ในสภา การขัดแย้งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการครับท่านประธาน เราต้องการการประนีประนอม ต้องการความปรองดอง ต้องการสมานฉันท์ แต่นั่นไม่ใช่หมายความว่าจะไม่ฟังคนอื่น จะต้อง ได้ในสิ่งที่เราต้องการอย่างเดียวโดยเร็ว วิธีการนั้นไม่ใช่วิธีการประชาธิปไตยครับ เป็นวิธีการ โจรปล้นร้านทองครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่าใช้คําพูดที่รุนแรง นะครับ ท่านอภิปรายของท่านนะครับ เดี๋ยวจะหาว่า ส.ว. ส.ส. ไปปล้นร้านทอง ท่านอย่าพูด เอาที่ท่านแปรญัตติครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ผมขอพูดต่อครับ คือผมขอ แสดงความเห็นให้เห็นถึงความสําคัญและความที่ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย ในการที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภาดํารงตําแหน่งโดยไม่มีวาระยกเว้นคือจะไม่มีการเว้นวรรคผมขออภิปราย อย่างนี้นะครับ มีอยู่ ๓ ด้านครับ ด้านแรก คือ สิ่งที่เป็นความดีครับ ไม่มีสิ่งอะไรที่เลวทั้งหมด และดีทั้งหมด การที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาดํารงวาระติดต่อกันโดยไม่ต้องยกเว้นนั้นมีข้อดี อยู่บ้างครับ มีอยู่พอสมควรซึ่งผมก็ยอมรับ คือเขาจะได้มีโอกาสทําสิ่งที่ดี ๆ อย่างต่อเนื่อง ถ้าหากว่าบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาท่านนั้นเป็นคนดีและมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นสมาชิก วุฒิสภาได้ทํางานอย่างต่อเนื่องตลอดไป ข้อที่ไม่ดีครับ ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนได้มี โอกาสรู้ด้วยว่าอะไรบ้างคือสิ่งที่ผมได้เป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้ว ๕ ปีครึ่งและผมจะไม่ขอรับ ตําแหน่งอันนี้ต่อไปอีกไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรทั้งสิ้นผมได้ประกาศมาแล้ว แต่ผมจะชี้แจงให้ พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าการที่ผมเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๕ ปีกว่านั้น ผมได้ประโยชน์ อะไรบ้างสิ่งหนึ่งที่ผมคิดนะครับว่า ถ้าผมเป็นคนที่ไม่มีสติ ผมอาจจะหลงใหลหลงลืมอยากจะ อยู่ในตําแหน่งนี้นาน ๆ นั่นล่ะครับเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงครับ การติดพันอยู่กับสิ่งที่เราคิดว่า จะเป็นสิ่งที่จะให้ประโยชน์กับเราได้ อยากจะอยู่นาน ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่คุณงามความดีไม่ใช่ สิ่งที่ดีงามเลยครับท่านประธาน อะไรบ้างครับซึ่งได้ประโยชน์ การเดินทางไปต่างประเทศ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภามา ๕ ปีครึ่ง เดินทางไปต่างประเทศไม่ต่ํากว่า ๑๐ ครั้งด้วยเงินภาษี ของประชาชนผมยังไม่เคยนึกเลยครับว่าผมกลับมาจากเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ผมได้นํา สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อศึกษาดูงานนั้นมาให้กับประชาชนเพื่อให้ สมกับเงินที่พี่น้องประชาชนออกให้ผมในการเดินทาง ท่านประธานครับนั่งเครื่องบินครับ ในประเทศผมสามารถจะนั่งโดยไม่ต้องเสียเงิน บางครั้งผมนั่งเดินทางไปงานแต่งงานลูกสาว เพื่อนผมก็ไม่ต้องเสียเงินถ้าผมคิดจะทําอย่างนั้นท่านประธานครับ

(นายสุนัย จุลพงศธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับเชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ขออนุญาตเช่นเดียวกับท่านพิเชษฐ์ครับ ผมไม่ประท้วง คนอภิปรายครับเพราะท่านมีลักษณะพิเศษของท่าน แต่ว่าอยากจะขอประท้วงท่านประธาน เกี่ยวกับเรื่องการควบคุมในข้อ ๕ ครับ ท่านประธานดูหนังสือรายงานของคณะกรรมาธิการ หน้า ๑๓๑ ท่านประธานอ่านเองก็ได้ครับ ไม่มีการอภิปรายใด ๆ เกี่ยวกับที่แปรญัตติไว้เลยครับ ตกลงจะให้พูดอย่างนี้นะครับ ผมเข้าใจว่าตอนนี้เนื้อหาหมดแล้วครับท่านประธานครับ การอภิปรายจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะอภิปรายเป็นเรื่องเป็นราวแล้วครับ นี่คือรูปธรรมที่เป็นจริง สะท้อนออกที่ตัวบุคคลท่านนี้ครับ เดี๋ยวต่อไปก็เจอแบบนี้อีกท่านประธานครับ ผมอยากให้ ท่านประธานช่วยดูครับ ผมไม่ได้คิดว่าท่านประธานเป็นอย่างอื่นครับ เพียงแต่ว่าพอดึกก็คง จะเริ่มตาลายครับ ท่านดูหน้า ๑๓๑ ที่ท่านแปรญัตติไว้ที่ขีดเส้นไว้ไม่มีเลยครับ ไม่มีพูดถึง เรื่องอะไรที่จะมาสนับสนุนเรื่องเหล่านี้เลยครับไม่มีเลยครับ ขอกราบเรียนครับท่านประธาน ประธานช่วยวินิจฉัยครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ครับ ท่านไม่ต้องพูดเลยเถิดไปว่าท่านได้ลงนิวยอร์กไทม์หน้า ๑ ไม่ต้องบอกแล้วนะครับ ผมจําได้ หมดแล้วครับ ท่านเข้าประเด็นท่านเลยครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ความจํา ท่านประธานดีมากเลยครับ คือผมก็มีความจําเหมือนกันท่านประธานครับ ท่านสมาชิกที่ ลุกขึ้นประท้วงผมเมื่อสักครู่นี้ เมื่อวันที่ ๒๑ ที่ผ่านมาท่านพูดในสภาแห่งนี้ครับ ผมอยากจะ นํามาสู่ที่ประชุมแห่งนี้ว่า บุคคลผู้นี้เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถืออย่างไรในการอภิปราย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ เอาประเด็นของ ท่านนะครับ ถ้าท่านพาดพิงเดี๋ยวก็มีประท้วงอีก เอาที่ท่านตัดคําว่า ให้วุฒิสภา มองไม่เห็น ท่านตัดแล้วไม่ทราบแล้วครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

โดยให้สมาชิกวุฒิสภาจะ ดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกินกว่า ๑ วาระ ไม่ได้ ถูกต้องไหมครับ ถ้าใช่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อธิบายตรงนี้ครับ เพราะว่า มีคนรอท่านอีก ท่าน ส.ว. รออีก

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

คือผมพยายามยกตัวอย่าง ให้เห็นว่าทําไมผมถึงไม่เห็นด้วย และทําไมผมถึงเห็นด้วยกับการที่จะไม่ให้มีวาระ ผมต้องการ ที่จะให้มีการเว้นวรรคครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงอธิบายเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างให้เห็นว่าผมเห็นว่าการที่ไม่เว้นวรรคนั้นมีโทษอย่างไรบ้าง นี่ละครับ ผมพยายาม พูดอยู่ครับ เพื่อให้คนอื่นอาจจะได้คิด เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เราต้องอย่ากลัวสิทธิรับรู้ของ ประชาชนครับท่านประธาน ประชาชนมีสิทธิรับรู้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในการทํางานของเรา ทุกคนในสภาแห่งนี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งถึงแม้จะมาจากการสรรหา แต่ผมถูกสรรหาให้มาทํางาน ให้กับประชาชนครับ ท่านประธานที่เคารพ ให้โอกาสผมเถอะครับ

(นายประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีคนข้างหลังท่านประท้วงครับ จ่าประสิทธิ์ เดี๋ยวผมจะอ่านสิ่งที่ท่านยุคลให้ท่านถอนคําพูด แต่ให้ท่านประสงค์จบก่อน เชิญท่านจ่าประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพ ผู้อภิปราย ผมต้องประท้วงตามข้อ ๔๓ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ส่วนผู้อภิปรายเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากสรรหา แต่คําก็ประชาชน ๒ คํา ก็ประชาชน คนนี้ละที่นําคนเสื้อเหลืองไปประท้วงท่านทักษิณที่อเมริกาครับ ขอให้ท่าน วินิจฉัยด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจ่าประสิทธิ์ท่านอย่าได้ พูดอย่างนี้อีกนะครับ เพราะผมก็จะอ่านชวเลขนะครับ ท่านประสงค์อธิบายให้เข้าประเด็นท่าน คือท่านไม่เห็นด้วยกับการที่ ส.ว. จะเป็นว่ากัน ๑ สมัย ท่านอธิบายแค่นั้นนะครับ ท่านไม่ต้อง ไปยกน้ํายกฟ้ามาละครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ผม ประสงค์ นุรักษ์ คือท่านประธานแนะให้ผมพูดอย่างไรดีไหมครับ ผมจะได้ไม่พูดขัดใจท่าน ผู้หนึ่งผู้ใดในสภาแห่งนี้ ผมจะพูดตามท่านประธานครับ ผมมีวัตถุประสงค์ที่จะชี้แจงให้ ประชาชนได้เห็นว่าการที่มีสมาชิกวุฒิสภามีอายุต่อเนื่องกันหลายปีหลายสมัยนั้น มันมีผลเสีย ต่อสังคมต่อประชาชน ผมมีตัวอย่างที่ชัดเจนที่จะอ้างให้ประชาชนได้รับรู้ครับพี่น้องครับ ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะให้ท่านผู้หนึ่งผู้ใดที่ชอบประท้วงแนะนําผมให้พูดหน่อยว่าผมจะ พูดอย่างไร เพราะจะได้ไม่ต้องประท้วงกันครับ ผมยินดีที่จะรับฟังความเห็นของเขาครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ครับ เอาอย่างนี้ครับ ท่านเป็นคนที่มีพื้นฐาน ท่านอยู่อเมริกามานาน ท่านเป็นคนที่จบมีพื้นฐาน ทั้งความรู้ ผมเชื่อว่า ผมเชื่อในศักดิ์ศรีของท่านว่าท่านสามารถที่จะอธิบายได้ ถ้าท่านเป็น นักคิดนักเขียน ไม่ใช่นักหาเสียงนะครับ ท่านสามารถที่จะอภิปรายได้ครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เดี๋ยวท่านพิเชษฐ์ ผมกําลังจะให้ท่านประสงค์ได้อภิปราย ท่านจะแนะนําท่านประสงค์หรือครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่าน ผู้อภิปรายตามข้อบังคับข้อที่ ๔๓ คือท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ ผมขอร้องท่านนะครับว่า อย่าเห็นแก่ตัว เพื่อ สว ยังรออภิปรายอีกหลายท่าน ถ้าท่านเห็นแก่ตัวแบบนี้เพื่อนท่านจะ ไม่ได้พูด ท่านเข้าใจหรือยังครับ ผมประท้วงท่านนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

วินิจฉัยครับ ท่านประสงค์ครับ เอาประเด็น ผมเชื่อในศักยภาพของท่านนะครับ ท่านสามารถอภิปรายได้ครับ เหตุและผลได้ เพราะเดี๋ยวหมอความผมท่านวันชัยรออยู่ เชิญท่านประสงค์

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน สรุปสั้น ๆ ดีกว่าท่านประธานครับ เพื่อให้ทุกคนสบายใจ

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมาประท้วง เชิญครับ ให้เกียรติสตรี วันนี้ผมวันสตรีสากลครับ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันประท้วงท่านประธาน นะคะ แล้วก็ประท้วงไปถึงท่านที่ประท้วงเมื่อกี้นี้ด้วย ว่าไม่มีสิทธิที่จะมาบังคับผู้อภิปรายว่า ยังมีคิวคนอื่นอีก ท่านประธานนั่งเป็นประธาน ท่านเป็นคนที่วินิจฉัยว่าเขาสมควรที่พอ หรือยัง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาสอนท่านประธาน ไม่อย่างนั้นท่านประธานก็ลงมาให้เขาขึ้นไป เป็นแทน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ที่ช่วย แนะนําผม ช่วยเตือนสติผมนะครับ ขอบคุณมากครับท่านรังสิมาครับ ท่านประสงค์ครับ ท่านกรุณาให้อยู่ในประเด็นของท่านนะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ผมขอ กราบเรียนชี้แจงท่านประธานว่าผมไม่มีเจตนาอันหนึ่งอันใดที่จะหน่วงเหนี่ยวเวลา ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้เลยครับ ผมมีเจตนาอย่างเดียวครับท่านประธาน อยากจะให้ ท่านประธานได้มีความเข้าใจผมให้ถูกต้องด้วยครับว่า ผมอยากที่จะให้ประชาชนซึ่งเขา ไม่มีโอกาสที่จะได้รับรู้เลยครับ ถ้าหากว่าเราไม่พูดให้เขาฟังว่าอะไรอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมพยายามครับ แต่ไม่เป็นไรครับ ถ้าการรับรู้ของประชาชนคือความเจ็บปวดของสมาชิก รัฐสภาผมจะขอเปลี่ยนใจและผมขอยอมทนเจ็บปวดอยู่ที่ตัวของผมเองครับท่านประธานครับ

ท่านประธานสรุปเลยนะครับว่า หัวข้อที่ผมแปรญัตติไปนั้นในการที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภาอยู่ในตําแหน่งได้โดยไม่ต้องเว้นวรรคนั้นผมก็ขอยืนยันที่จะให้พี่น้องประชาชน ได้คิดเอาเองเถอะครับ เอาประสบการณ์ในอดีตของสมาชิกวุฒิสภาครั้งหนึ่งที่ถูกขนานนาม นานาชนิด นานาประการ ทําให้วุฒิสภามีความเสื่อมเสียมากพอสมควร ทางผู้แปรญัตติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ พยายามที่จะพัฒนาการเมืองใหม่ให้มีแนวทางใหม่เพื่อจะ หลีกเลี่ยงการผิดพลาดที่เกิดขึ้น เขาพยายามที่จะแก้ครับ โบราณเขาบอกไว้แล้วว่า การป้องกันนั้นดีกว่าการแก้ไข เราพยายามที่จะป้องกันไม่ให้มีสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นอย่างนั้นอีก ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานเห็นว่าการพยายามที่จะป้องกันสิ่งเลวร้ายไม่ให้เกิดขึ้น อีกนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร หรือท่านสมาชิกเห็นเช่นนั้น ผมเองผมก็คงจะไม่มีทางที่จะวิ่งไปชน กําแพงได้หรอกครับ ผมไม่มีทางที่จะสู้ได้ แต่อย่างน้อยผมได้แสดงเจตนารมณ์ แสดงความคิดเห็น แสดงแนวทางการศึกษาและความรู้ที่ผมได้ศึกษาร่ําเรียนมาด้วยเงินส่วนหนึ่งของพี่น้อง ประชาชนที่ผมเรียนธรรมศาสตร์เพื่อจะศึกษากฎหมาย ผมก็รู้กฎหมายเหมือนกันนะครับ เป็นสมาชิกสภาทนายความตลอดชีวิตเหมือนกันนะครับ พอจะรู้บ้าง แต่ไม่เป็นไรครับ การรู้ของผม ผมพยายามที่จะทําให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้ผมได้แสดงออกแล้ว ผมได้รับการขอจากท่านประธานว่าให้ใช้เวลาน้อย ๆ หน่อย ผมใช้น้อยแล้วครับ และผมขอยุติในส่วนที่เป็นความคิดของผมไว้แค่นี้ ขอขอบคุณ ท่านประธานที่เคารพครับ สวัสดีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านวันชัย อย่าเพิ่งนะครับ อย่างนี้ครับท่านยุคล เมื่อกี้ท่านบอกให้จ่าประสิทธิ์ถอนคําพูดนะครับ ผมจะอ่านชวเลขให้ฟังนะครับ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดสุรินทร์ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใช้สิทธิ ในการพาดพิง ไม่อย่างนั้นผมเสียหาย เหตุที่ผมนั่งอยู่ตรงโน้น นั่งอยู่ตรงนี้ แล้วก็มีภาพบ่อย ๆ เพราะผมเป็นคนทํางานครับ ผมไม่ได้หนีสภาครับ ดังนั้นบางทีผมอาจจะตั้งใจทํางาน ภาพก็ จับบ่อยแค่นั้นเอง ไม่ได้พาดพิงใครนะครับ ไม่ต้องถอนนะครับ เชิญท่านวันชัยครับ มีอะไร ผมก็อ่านจากชวเลข หรือว่าพาดพิง

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

จ่าประสิทธิ์ไม่ต้องแล้วครับ ให้ท่านวันชัยครับ เชิญครับท่านวันชัย ใครประท้วงอีกละ เดี๋ยวผมให้สิทธิจ่าประสิทธิ์ ก่อนนะครับ แล้วก็ท่านอรรถพรครับ ทางนี้เดี๋ยว

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบ ขอบพระคุณท่านประธานและเจ้าหน้าที่ที่จดชวเลขด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ส่วนผมนี้ถูกฝ่ายค้านกล่าวหา ใส่ร้าย เสียดสีอย่างนี้ผมเสียหาย ท่านประธานควรจะให้ เขาถอนในกรณีที่เขาใส่ร้ายผมว่า ผมไปเสียดสีนายกรัฐมนตรีของเขาตรงไหนครับ ผมไม่ได้ พูดถึงนายอภิสิทธิ์เลย มันคนละเรื่องเลย ประเด็นอย่างนี้มันให้ผ่านไปไม่ได้หรอกครับ นี่คือ ข้อเท็จจริง สภานี้ต้องพูดความจริง ไม่ใช่อยู่ ๆ คนฟังกันทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทั้งประเทศ และมา ใส่ร้ายผมว่าไปใส่ร้ายนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไม่ได้พูดเลยครับ ผมไม่อยากพูดถึงหรอก ท่านอภิสิทธิ์ คนเขาเกลียดกันทั้งเมือง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เป็นเรื่องอีกอย่างนี้ จ่าประสิทธิ์ลุกขึ้นก่อน ถอนคําพูดดีกว่า ถอนคําพูดเลยครับ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เชิญถอน คําพูดนี้ก่อน ถอนคําพูดก่อน ผมให้เขาถอนอยู่

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นลูกผู้ชาย ถ้าผมพูดผิดผมขอถอนครับ แค่นี้เองครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เขาถอนเรียบร้อย เอาแล้วครับ ถอนแล้วนั่งเลยนะครับ เดี่ยวท่านยุคลครับ เมื่อสักครู่ที่ท่านบอกให้เขาถอน ท่านยุคลก่อน ไม่ใช่ ท่านยุคล เอาท่านยุคลให้เสร็จก่อนครับ เสร็จทีละรายก่อน เชิญ ท่านยุคลก่อนครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียนกับท่านประธานว่า จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เสียดสีท่านนายกรัฐมนตรีของผมคือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ ไม่ใช่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แล้วก็รู้ ๆ กันทั่วว่าใครหนีประชุมสภาหรือไม่หนีประชุมสภา ท่านประธานท่านทราบ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ก็เป็นประเด็นอีก ไม่ต้องแล้วครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

แล้วก็ อีกส่วนหนึ่ง ผมยังพูดไม่จบ ท่านประธาน ผมยังพูดไม่จบว่า นี่คือการเสียดสีตรง ๆ แต่ก็ ผมดีใจที่เขาลูกผู้ชายบอกว่าถอนคําพูด ผมดีใจ แต่ต่อจากนี้ไปอย่าพูดต่อไปมันเสียดสีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ คือพอพูดอย่างนี้ปั๊บ ทางพรรคเพื่อไทยเขาก็ต้องประท้วงครับ คือท่านสุนัยก็ต้องประท้วง เดี๋ยวเก็บไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเอาทางคู่กรณีก่อนครับ ไม่ใช่ เอาทางนี้ก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากันนะครับ เอาทางนี้ คือเวลา พูดปั๊บไปเสียดสีเขานะครับ ผมก็ต้องให้สิทธิเขา เขาเสียดสีอะไรคุณครับ ไม่ใช่ เอาเฉพาะ เรื่องที่เกี่ยวเนื่องก่อน ผมจบเป็นราย ๆ ไปก่อน เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขอประทานโทษเถอะครับ ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ก็กราบขอบพระคุณที่ชวเลข ออกมาตรง นั่นก็คือจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไม่ได้พูดในเบื้องต้นนะครับ แต่เพื่อนท่าน ส.ส. ยุคล ท่านได้จะกล่าวด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ แต่ใช้ชื่อว่านางสาวยิ่งลักษณ์นี้ครับ อันนี้มันถ้า จะดูกันง่าย ๆ นะครับ เท่ากับกล่าวเท็จ แล้วไปยัดเข้าปากของจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ดังนั้น กรณีนี้ท่านต้องถอนก่อนครับ ท่านครับ แล้วท่านจะประท้วงใครก็ว่าไปเถอะครับแต่เมื่อการ กล่าวเท็จให้ร้าย แล้วป้ายสีสองชั้นอย่างนี้มันไม่ถูกเรื่องนะครับท่านประธาน ขอความกรุณา เถอะครับ แล้วท่านจะประท้วงอย่างอื่น ค่อยว่าประเด็นอื่นต่อไปครับ ขอให้ท่านยุคล ถอนสิ่งที่ท่านกล่าวหา โดยที่คุณประสิทธิ์ไม่ได้พูด แต่ท่านไปพูดถึงท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์อะไรต่าง ๆ นี้ ซึ่งผมไม่ขอทบทวนนั้นนะ ขอให้ท่านถอนเถอะครับ ด้วยความ เป็นลูกผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ เอาเป็นคู่กรณีก่อนนะครับ ท่านยุคลครับ เราคนภาคตะวันออกด้วยกันนะครับ เชิญครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยังจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ผ่านไปยัง ท่านสุนัยว่า ผมไม่ได้เสียดสีท่าน จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เสียดสีก่อนว่าหนีประชุมสภา เดี๋ยวผม ให้หลักการและเหตุผล ท่านประธานรัฐสภาได้รับทราบว่าเสียดสีแบบไหน รู้ ๆ กันอยู่ว่าใครหนี ประชุมสภา ไม่หนีประชุมสภา ผมเป็นคนที่โกรธแทนกับพี่น้องประชาชนทั้งชาติ ทั้งประเทศ ว่าการประชุมสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วล้มการประชุมหรือประชุมสภาที่ไม่เป็นท่านะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ท่านยุคล ขออนุญาต ครับ ขนาดผมเอาชวเลข ซึ่งเจ้าหน้าที่จดนะครับ แล้วเซ็นรับรองมาให้อ่านให้ฟัง ท่านยัง อย่างนี้ก็คือผมเอาหลักฐาน ผมมีชวเลขนะ ท่านยุคลพูดต่อ เอาพูดต่อเลย แต่ว่าอย่าให้ นอกเหนือจากนี้นะครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ท่านประธานครับ ผมเลยบอกกับท่าน จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ว่าเสียดสี แต่ถ้าผมเสียดสี ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมก็ขอโทษด้วย แล้วก็ถอนคําพูด แต่ผมไม่ได้เสียดสี ผมพูด เรื่องจริงทั้งสิ้น และที่เสียดสีท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับ ท่านต้องขอโทษด้วย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ปรากฏในรายงาน การประชุม

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ถอนแล้ว ต้องขอโทษด้วย

(นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ปรากฏ แต่เมื่อสักครู่ เขาถอนแล้ว เขาถอนคําหลังถูกไหมครับ ท่านอย่าให้มันนาน ท่านอรรถพร ผมไม่อยากให้ ท่านยืนจนเมื่อยครับ ท่านอรรถพรมีอะไรครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ในข้อ ๔๓ และผมขอใช้สิทธิประท้วง ท่านประธานในข้อที่ ๕ เพื่อปกป้องการกล่าวร้ายท่าน ส.ส. ยุคลที่ถูกกล่าวหาว่ากล่าวเท็จ และให้ถอนคําพูด ผมอธิบายท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวว่าในความเข้าใจของพวกเรา ฝ่ายค้าน ณ เวลานั้นจ่าประสิทธิ์ได้อภิปรายใช้คําว่า ที่เขาปรากฏตัวเป็นวอลเปเปอร์ (Wallpaper) อยู่ตรงโน้นตรงนี้เพราะเขาทําหน้าที่ เขาไม่มีพฤติการณ์หนีประชุม ความเข้าใจของพวกเราก็มีความเข้าใจต้องตรงกันว่าพฤติการณ์หนีประชุมเป็นพฤติการณ์ ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ครับ เราก็มีความรู้สึกว่าท่านประสิทธิ์ ไม่ควรจะเสียดสีนายกรัฐมนตรีของตนเอง ซึ่งเป็นพรรคเดียวกัน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่าได้กล่าวถึงบุคคลที่ ๓

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

คือจริง ๆ ในความเข้าใจที่สุจริตผมพยายามอธิบายว่าท่านยุคลคิดอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ของพวกผมด้วยครับ

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ผมให้อภิปรายไม่ได้ เพราะอย่างนี้เป็นประเด็นขึ้นมาทันทีครับ ผมไม่ให้ อย่างนี้ไม่ให้ ผมจะให้ท่าน พลเอก สมเจตน์ นะครับ ว่าอย่างไรครับ ประท้วงผมหรือครับ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๕ คือว่าดิฉันจดเอาไว้ว่าที่จ่าประสิทธิ์พูดแล้วก็ถอนไปแล้ว ดิฉันคิดว่า ท่านประธานต้องฟังแล้วตั้งสติให้ดี ถ้าเขาพูดแล้ว เขาพูดว่า คนเขาเกลียดกันทั้งเมือง ที่เกลียดกันทั้งเมืองนี่ท่านมาบอกว่าเกลียดท่านอภิสิทธิ์ แต่ถ้าดิฉันพูดบ้างล่ะค่ะ ว่าคนที่ เกลียดกันทั้งเมืองนี่คือจ่าประสิทธิ์ อย่างนี้แล้วดิฉันก็บอกว่าดิฉันถอน ก็เหมือนกันอันนี้ พอพูดแล้วก็บอกว่าผมเป็นลูกผู้ชาย แล้วผมก็ถอน ท่านประธานต้องระงับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เขาถอนไปแล้ว

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

เข้าใจดิฉันสอนท่านประธานบ้างว่าถ้าเขาทําอย่างนี้ไม่ได้ ท่านอย่าปล่อยให้เขาพูด พูดพล่าม ไปตลอดเลย แล้วพอเสร็จแล้วท่านบอกถอน เขาก็ยินดีถอน อย่างนี้ท่านต้องตักเตือน ในฐานะที่ท่านเป็นประธาน ท่านต้องเด็ดขาดบางสิค่ะ ปล่อยให้นิวแซน (Nuisance) อยู่อย่างนี้ตลอด ดิฉันรออภิปรายมา ๓ มาตราแล้ว เดี๋ยวพอวุ่นวายอย่างนี้ท่านปิดอีกน่าดู เจอกัน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรหรอกท่านรังสิมา ผมไปที่ร้านอาหารท่านบ่อยนะครับ ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเจอ เอาท่านมุกดาครับ เชิญครับ เดี๋ยวท่านมุกดาก่อน เดี๋ยวผมจะให้ท่านสมเจตน์

นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานข้อ ๕ ค่ะ ท่านประธานปล่อยให้ผู้ประท้วง ขอโทษที่เอ่ยนาม ท่านรังสิมา พูดได้อย่างไร จะสอนท่านประธาน นี่เขตพระราชฐานนะคะ ขอประท้วง ถามว่า ต่อพระบรมฉายาลักษณ์ที่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์วาจาของท่านแต่ละทีทั้งชี้ ทั้งพูด ท่านประธานค่ะ ดูถูกดูแคลนข้อ ๔๓ และขอประท้วงท่านอรรถพรที่กล่าวหาว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ไม่รับผิดชอบในสภาผู้แทนราษฎร ท่านเป็นประมุขฝ่ายบริหาร ท่านต้องไปทํา ภาระหน้าที่ ท่านไม่ได้หนีสภา ท่านกล่าวหาใส่ร้ายในข้อ ๔๓ ขอให้ท่านถอนค่ะ ที่พาดพิงถึง บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ขออนุญาตท่านประธาน

(พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ อย่างนี้ผมไม่ให้แล้วครับ ผมขออนุญาตให้ทาง ส.ว. บ้างครับ ท่านสมเจตต์เชิญครับ เพราะ พอผมใจดีเกินไปท่านก็บอกว่าผมทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านสมเจตต์ครับ เชิญครับ

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาครัฐ ผมขออนุญาตประท้วงท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส. จังหวัดเชียงราย ในช่วงที่ท่านได้ ประท้วงท่านประสงค์ นุรักษ์ ถึง ๒ ช่วง ท่านได้กล่าววาจาที่ไม่สุภาพนะครับ ซึ่งผมคิดว่า เป็นการใส่ร้ายท่านประสงค์ นุรักษ์ ๒ ตอน ตอนแรกในตอนช่วงอภิปรายตอนแรก ซึ่งผม คิดว่ามันเป็นการใส่ร้ายท่านประสงค์ นุรักษ์ ๒ ตอน ในช่วงอภิปรายตอนแรกท่านได้พูดว่า ท่านประสงค์ นุรักษ์ เลอะเทอะ ในประการที่ ๒ หลังจากตอนนั้นอีกช่วงหนึ่งท่านได้บอกว่า ท่านประสงค์ นุรักษ์ เห็นแก่ตัว ซึ่งผมคิดว่า ๒ คํานี้ไม่น่าจะใช้กับสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้น ผมเรียนว่าอยากที่จะให้ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ถอนคําพูดทั้ง ๒ คําพูดนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ถูกพาดพิง เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมกล่าวว่า ท่านประสงค์เลอะเทอะ แล้วครั้งที่ ๒ บอกว่าท่านเห็นแก่ตัว กลัวว่าเพื่อนของท่านจะไม่ได้ อภิปราย ด้วยความหวังดีครับท่านประธาน ด้วยความหวังดีเป็นที่สุด ถ้าคิดว่าความหวังดี ของผมนี้มันไปกระทบกระทั่ง กระทบกระเทือนจิตใจของใคร ผมขอถอนทั้ง ๒ ประเด็นครับ

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณที่ถอน ท่านสมเจตน์ พอใจนะครับ ท่านสมาชิกครับ ความจริงมาตรานี้ไม่มีอะไรเลย มีเพียงแค่ว่าจาก ๖ ปีเหลือ ๔ ปี จริง ๆ ครับ ท่านอย่าประท้วงกันมากเลยครับ ท่านกุลเดชประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธาน ถอนคําพูดเมื่อสักครู่ กรณีว่ามาตรา ๗ ไม่มีอะไรเลย ก็เพราะท่านให้ท้ายอย่างนี้ครับ มาตรา ๕ มาตรา ๖ ผมถึงถูกปิดปากไม่ได้อภิปราย วันนี้ผมเตรียมอภิปราย มาตรา ๗ กําลังรออยู่ ท่านพูดอย่างนี้ ไม่มีอะไรเลย เดี๋ยวทางโน้นก็เสนอปิดประชุมหรอกครับ นี่ชี้โพรงให้กระรอกครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมเป็นประธานที่ประชุม ผมฟังมาตลอด เพราะหลายท่านที่อภิปรายไม่เข้าประเด็นผมยังยอม ผมก็ให้ วันนี้ผมใจดีมาก นะครับ แล้วจริง ๆ ก็คือถ้าถือบังคับข้อประชุม ข้อ ๙๙ โดยเคร่งครัด ท่านอธิบายสิ่งที่ท่าน ได้สงวนคําแปรญัตติแค่นี้ เชิญท่านกุลเดชครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านครับ ท่านอนุโลมให้ใครผมก็ไม่ได้ ว่าหรอกครับ นั่นเป็นอํานาจของท่าน แต่ท่านอย่าบอกว่าอนุโลมให้อีกคนหนึ่ง อีกคนหนึ่ง ต้องพูดสั้น ๆ เพราะเวลาไม่พอ มันไม่ได้ครับ เอกสิทธิ์ของสมาชิกแต่ละท่าน มุมมองของ แต่ละคนที่จะสะท้อนปัญหาให้ท่านฟัง ให้สมาชิกทั้งหลายฟังท่านต้องเห็นใจครับ เดี๋ยวนี้ ประชาชนไม่ได้โง่ครับ เขาดูอภิปรายไปเขาก็จะโทรมาบอก ส.ส. ของเขาตลอดว่าประเด็นไหน จะให้ ส.ส. พูดให้หน่อย ประเด็นไหนพูดให้หน่อย ไม่ใช่ว่าฟังคนเสนอญัตติเสร็จก็กลับไป หลับครับ เขาฟังทุกคนพูดครับ ใครมีเหตุมีผล เขาดูตาม แล้วเขาก็โทรบอกผม เดี๋ยวท่านจะ พูดไหม ถ้าพูดเสนอประเด็นนี้ให้หน่อย ประเด็นนั้นให้หน่อย แล้วท่านก็มาชี้โพรงให้กระรอก เดี๋ยวพอปิดอภิปรายผมก็ไม่ได้อภิปรายอีก ๓ มาตราแล้วครับ ประชาชนรอฟังผมอยู่ ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่มก็ยังรออยู่

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านกุลเดช ผมในฐานะ ประธานที่ประชุมผมต้องคอยพูดตลอดเวลาว่ามาตรานี้ว่าอย่างไร เพื่อชาวบ้านจะได้รู้ว่า เรากําลังพิจารณามาตราไหน ถูกไหมครับ ผมยังชอบท่านชํานิเลยครับ เพราะว่าชุดความคิดท่าน ผมฟังแล้วผมชอบมาก ถ้าท่านเขียนตําราได้ผมยิ่งชอบเลย นี่คือความเป็นอาจารย์ครับ ผมชอบ เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธาน เพราะว่าประโยคที่ท่านประธานพูดว่ามาตรานี้ไม่มีอะไรฟังแล้วไม่สบายใจ ผมถือว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่สําคัญมากทานประธาน เพราะว่าเนื่องจากพวกผมส่วนใหญ่ จะแปรญัตติว่าไม่ให้ต่อวาระ ก็คือให้อยู่ได้แค่วาระเดียว การที่ให้ ส.ว. มาลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้ต่อเนื่องนั่นมันเป็นปัญหา มันคือหัวใจในการหมกเม็ดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธาน แล้วผมก็ย้ําท่านประธานว่า ส.ว. คือผู้ทรงคุณธรรมในการแต่งตั้งและถอดถอน นี่คือหัวใจครับท่านประธาน แล้วคนที่จะแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือให้ความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. กกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญพวกนี้จะอยู่ต่อเนื่อง ไม่ได้เพราะว่าท่านเหล่านี้มีโอกาสถูกแทรกแซงทางการเมือง เราถึงถือว่าถ้าให้ ส.ว. มาลง สมัครรับเลือกตั้งได้อีกจะมีโอกาสถูกแทรกแซงจากพรรคการเมือง อันนี้เป็นอันตรายต่อ ประเทศ เราจึงรับไม่ได้ที่ท่านบอกว่าไม่มีอะไร ท่านต้องถอนประโยคนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือในมาตรา ๗ ไปแก้ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ ถูกไหมครับ ๑. ก็คือเรื่องเทอมของ ส.ว. จาก ๖ ปี เหลือ ๕ ปี อันที่ ๒ ก็คือวันเลือกตั้งที่มีกติกาก็คือเรื่องของจาก ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วันแค่นั้น ก็แค่นี้ครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คือเพื่อให้คนฟังได้เข้าใจว่ามาตรานี้ถึงแม้ว่าจะเป็นประเด็นสําคัญนะครับ แต่ว่าที่ท่านแปรญัตตินี้นะครับ เชิญต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมนายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สมาชิกรัฐสภา คือขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการแปรญัตติท่านประธาน พวกผมทุกคนก็จะแสดงความเห็นครับ อย่างผมนี้ตั้งใจไว้ว่าจะชี้ให้กับท่านกรรมาธิการได้เห็นโครงสร้างทางองค์ประกอบ ที่มีการออกแบบระบอบประชาธิปไตยของประเทศ ผมก็ต้องการที่จะชี้ให้กับท่านกรรมาธิการ ได้เห็นว่ารัฐสภาถูกออกแบบมี ส.ส. ส.ว. แล้ว ส.ว. มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ส.ส. มีหน้าที่อย่างหนึ่ง มันจึงเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดการออกแบบเพื่อให้เกิดสมดุล ดุลยภาพของสถาบัน ทางการเมืองมันมีความจําเป็นเป็นอย่างยิ่ง การที่ท่านประธานชี้โพรงบอกว่าไม่มีอะไร มันจึงเป็นนัย เพราะมันเป็นผลประโยชน์ของท่านประธานด้วย ผมว่าเรื่องนี้สําคัญนะครับ ขณะนี้ยังไม่มีการลงมติท่านประธานครับ ดังนั้นท่านต้องทําหน้าที่ให้เป็นกลางท่านประธาน ท่านต้องถอนประโยคนี้ว่า ไม่มีอะไรครับ มาตรานี้ไม่มีอะไร ท่านพูดไม่ได้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็ใช่ครับ นี่ผมจะถอน ได้อย่างไรในเมื่อมันเป็นข้อเท็จจริง ปกติผมเป็นลูกผู้ชายนะครับ ถ้าเกิดผมผิดปั๊บ ผมอธิบาย ผมขอโทษทันที ผมขอโทษทันทีครับ ผมนี้เป็นลูกผู้ชายแสดงเหตุผลอย่างนี้มาตลอดชีวิต ผมบอกว่ามาตรานี้มาตรา ๗ ไปแก้มาตรานี้ ว่าด้วยเรื่องของอายุ ของเทอมของ ส.ว. แล้วก็ วันที่มีประกาศราชกิจจานุเบกษาจาก ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วัน ก็แค่นั้นละ ไม่ได้ชี้โพรงอะไร เลยครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกครับ จริงอยู่ในมาตรานี้ ในร่างที่คณะกรรมาธิการได้พูดถึงวาระ ๖ ปี ซึ่งวาระ ๖ ปีมันเป็นวาระที่เหมาะสมสําหรับ การดํารงตําแหน่งวาระแค่สมัยเดียว อย่างกรอบความคิดของท่านชํานิ ท่านอธิบายชัดเจน ครับ ถ้าจะลงแล้วลงอีกควรจะ ๔ ปี ถ้าอย่างนั้นการที่ท่านบอกว่าไม่มีอะไรเลยท่านต้อง ดํารงตนให้เป็นกลางท่านประธาน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการแปรญัตติทุกคนมีมุมมอง มีวิธีคิดที่แตกต่างกัน ถ้าอย่างนั้นท่านจะไม่มีสิทธิที่จะแสดงความเห็นเลยว่าอันนี้ไม่มีอะไร อันนี้มีอะไร เพราะว่าท่านต้องดํารงตําแหน่งเป็นกลาง แล้วท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงนี้ อยู่ ผมคิดว่าท่านต้องถอนครับท่านประธาน เพราะไม่อย่างนั้นคําพูดผมก็จะมีปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ไม่ต้องหรอกครับ มาตรา ๗ ไปแก้มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านต้อง ถอนว่ามาตรานี้ไม่มีอะไรนะครับ ท่านต้องดํารงตําแหน่งเป็นกลางทางการเมือง แล้วก็ เป็นกลางในที่ประชุมครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้คุณหมอ ผมจะลง ไม่ลงอีกเรื่องหนึ่งนะ ผมแก่มากแล้วนะ ผมไม่อยากยุ่งแล้วผมเบื่อนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

คือผมขอให้ ท่านถอนครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ คือถ้ามาตรานี้ ถ้าคิดว่าผมบอกว่ามาตรานี้มีการแก้ไขจาก ๖ ปีเหลือ ๔ ปี ถ้าอย่างนี้ถ้าท่านบอกว่าผม พูดแล้วเป็นนัย ผมก็ถอน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

มันคนละ ประเด็นครับท่านประธาน ท่านประธานบอกว่ามาตรานี้ไม่มีอะไร อันนี้คือสําคัญ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คําว่า ไม่มีอะไร นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านถอน ประโยคนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมถอนคําว่า ไม่มีอะไร นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

แต่ ๖ ปีเป็น ๔ ปี ถูกต้อง นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

อันนั้น เป็นเรื่องถกเถียงของเพื่อนสมาชิกไม่เป็นไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเคไม่มีอะไร ผมถอน คําพูดนะครับ เชิญนั่งได้ เอาใครล่ะ ท่านสหรัฐ กุลศรี

นายสหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็นั่งฟังตั้งแต่ ๖ โมงเย็น อาจจะออกจากห้อง ไปเข้าห้องน้ําบางเป็นบางครั้งบางคราว ผมก็เห็นมาตรา ๗ มีแก้มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ เรื่องการดํารงวาระจะต่อเนื่องหรือไม่ พอพูดกันระยะหนึ่งก็มีการเถียงกันทะเลาะกัน ท่านประธานครับ ผมก็นั่งฟัง ผมก็พอเข้าใจครับว่า ๒ มาตรานี้เขาต้องการอะไร เพราะฉะนั้น วันนี้ผมฟังแล้วเชื่อว่าคนฟังนะเขาเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงขอเสนอปิดการอภิปราย ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสหรัฐครับ ให้เพื่อนผม ได้อภิปรายก่อนไหมครับ อย่างเพิ่งปิดเลยครับ ขอเถอะ คุณหมอสุกิจก่อน

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านผู้เสนอปิดอภิปรายเมื่อสักครู่ตามข้อ ๓๓ นะครับ ตามข้อ ๓๓ นี้ ท่านไม่มีสิทธิที่จะเสนอปิดอภิปรายครับ เพราะว่าได้กําหนดไว้ว่า ญัตติตาม ข้อ ๓๒ (๕) ก็คือญัตติขอให้ปิดอภิปราย ห้ามผู้ใดเสนอในคราวเดียวกับการอภิปรายข้างต้น ท่านผู้เสนอเมื่อกี้ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายยืดยาวนะครับ แล้วก็จึงเสนอปิด เพราะฉะนั้นถือว่า ผิดข้อบังคับข้อนี้ กระทํามิได้ครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือท่านสหรัฐ เมื่อกี้ก็ไม่ได้ อภิปรายนะครับ บอกมานะครับ จะเอาท่านวีรวิทก่อนแล้วก็ท่านวรชัย

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ จริง ๆ แล้ว บรรยากาศการประชุมของเราก็เป็นไปด้วยดีมาตลอดนะครับ ทีนี้บางครั้งถ้าเผื่อเราจะมอง กันเฉพาะ มาตรา ๗ นี้ก็คงจะไม่เป็นธรรมกับเพื่อนสมาชิกหลายคน เพราะว่าในช่วง ที่ผ่านมานั้นมีสมาชิกวุฒิสภาที่ขอสงวนคําแปรญัตติไว้หลายท่าน ในมาตรา ๕ มาตรา ๖ แล้วไม่มีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นในบางส่วนที่เขามีโอกาสที่จะพูด ในมาตรา ๗ นั้น อาจจะพาดพิงหรือเหลื่อมเข้าไปในมาตรา ๕ มาตรา ๖ บ้าง ผมอยากจะ ขอความกรุณาท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า ถ้าเป็นไปได้ยอม ๆ กันเล็กน้อย แต่เป็นแต่เพียงว่าอย่าให้มันออกนอกประเด็นมากมายนัก อันนี้การประชุมก็คงเป็นไปได้ แล้วประเด็นที่ผมอยากจะขอความกรุณาท่านสมาชิกเสียงข้างมากในสภานะครับว่า อย่าใช้ วิธีการบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นผมจะข่มขู่ ผมไม่อยากจะให้มีบรรยากาศของการข่มขู่กันในสภา ถ้าเป็นอย่างนี้ผมจะปิดอภิปราย อย่างนี้ฟังแล้วบรรยากาศมันไม่ดีครับ อย่างไรเราน่าจะมี วิธีการพูดกันด้วยเป็นกัลยาณมิตรที่พูดจากัน แล้วก็สามารถที่จะผ่อนผันกันบ้าง ขอให้เห็นใจ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านแปรญัตติไว้ ซึ่งการทํางานของวุฒิสภานั้นไม่เหมือนกับ สภาผู้แทนราษฎรนะครับ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทํามา จะเห็นว่าในบางเรื่องนั้นการแก้ไข เหมือนกัน แต่มุมมองอาจจะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นขอความกรุณาอดใจฟังสมาชิกวุฒิสภา ได้ให้ข้อคิดเห็นบ้างก็จะเป็นประโยชน์ในการที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสหรัฐครับ ขอให้ ท่าน ส.ว. ได้อภิปรายเสียก่อนนะครับ แล้วท่านถอน

นายสหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองนั่งในห้องประชุมฝ่ายค้าน ก็เคยเห็น ผมเป็นคนขยัน ไม่ใช่ว่ายอตัวเอง แต่ผมนี่มองดูตลอด ท่านก็อภิปรายกัน พักเดียว ก็ทะเลาะกัน คัดค้านกัน เถียงกัน ถามว่ามาตรา ๗ สําคัญไหม สําคัญ แต่ผมฟังเข้าใจ แล้วครับ แต่คนอื่นจะเข้าใจหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ถามหลาย ๆ คนบอกว่าเข้าใจแล้วว่าจะต่อ วาระหรือไม่ ผมก็เห็นสมควรแล้วครับที่จะต้องมีการปิดอภิปรายเสีย แล้วผมก็เห็นว่า พออภิปรายไปก็วนเหมือนอย่างที่เก่า บางครั้งก็ออกไปโน่นนอกทะเล จะไปไหนกันละครับ มาอยู่ในสภาก่อน กลับสุพรรณบุรีก็ไม่ไกล ผมก็ไม่ได้อยากกลับบ้านหรอก แต่ผมก็อยากนั่งนี่ ถึงจะอภิปรายถึงตีสาม ตีสี่ แต่ถ้าอภิปรายด้วยเหตุผลไม่วกวน ผมก็จะฟัง แต่วันนี้ฟังแล้ว มันเหมือนหมดวาระแล้วก็หมดการอภิปราย ไม่มีคําพูดจะพูดกันแล้ว เนื้อหาสาระ มันเหมือนเดิมแล้วครับท่านประธาน ผมจึงยืนยันว่าตรงนี้ ผมยังยืนยันว่าขอให้ปิด การอภิปราย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือท่านสหรัฐได้เสนอ ปิดอภิปรายโดยมีการอภิปรายบอกเหตุและผลในการขอปิดอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้น มีท่านเห็นเป็นอื่นไหมครับ ขอแล้วนะครับ พยายามที่จะขอนะครับ เดี๋ยวให้คุณหมอสุกิจ ก่อนนะครับ แล้วก็ไปที่ พันตํารวจโท จิตต์ เอาท่านคุณหมอสุกิจหน่อยครับ แล้วก็ไปที่ท่าน พันตํารวจโท จิตต์

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรผมก็ยังเห็นว่าเขาเสนอไม่ได้ครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๓ ท่านผู้เสนอปิดอภิปราย ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายว่า มาตรา ๗ มีการแก้ไขอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้ท่านประธาน ไม่เรียกว่าเป็นการอภิปรายได้อย่างไร แล้วในที่สุดก็เสนอปิดอภิปราย ซึ่งมันเป็นข้อห้าม ตามข้อ ๓๓ ท่านประธานต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเราครับ ตีความข้อบังคับให้มัน ชัดเจนครับ ผมว่าญัตตินี้ไม่ชอบ ไม่สามารถที่จะเสนอได้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ คุณหมอครับ ในการที่จะขอปิดอภิปรายนั้นเขาสามารถที่บอกเหตุและผล แต่ไม่ใช่อภิปราย ในส่วนของตัวเองแล้วเสนอปิดอภิปราย อย่างนั้นไม่ได้ แต่ถ้าอภิปรายเพื่อประกอบ การปิดอภิปรายนั้นชอบแล้วนะครับ พันตํารวจโท จิตต์ ครับ

พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร วันนี้ต้องพูดตามตรงนะครับว่าการอภิปรายในช่วงนี้ เป็นไปด้วยดี ผมชื่นชมสมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านนะครับ เพราะฉะนั้น คนที่แปรญัตติผมก็เห็นใจมาก แล้วผมก็นั่งฟังมาตลอด ตามที่มีผู้เสนอปิดอภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ การอภิปรายเป็นอันยุติเมื่อไม่มีผู้อภิปราย ๒. ที่ประชุมรัฐสภาลงมติ ให้ปิดอภิปราย แต่ผมขอเสนอญัตติให้เปิดอภิปรายต่อครับ ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ คืออย่างนี้ครับ มีผู้เสนอทั้งเปิดอภิปรายและปิดอภิปราย เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธานครับ ไม่ว่าท่านจะมีคําวินิจฉัย อย่างไร ๒ มาตราที่ผ่านมาที่พรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์พยายามบอกท่านว่า คําวินิจฉัยของท่านนั้นผิด มาตรา ๗ ครับ พรรคประชาธิปัตย์มีผู้เสนอคําแปรญัตติไว้ ๑๐๘ ท่าน ตอนนี้เพิ่งได้อภิปราย ๓ ท่านครับ เพิ่งได้อภิปราย ๓ ท่าน ท่านประธานก็บอก ซ้ําซาก วนเวียน ฟุ่มเฟือย ซ้ําซาก วนเวียน ฟุ่มเฟือย ตอนนี้ท่านประธานเริ่มซ้ําซากแล้วครับ ท่านเริ่มฟุ่มเฟือยแล้วครับกับคําพูดนี้ เพราะนี่เป็นมาตรา ๓ แล้วที่ท่านยอมให้มี การปิดอภิปราย ผมคิดว่าท่านต้องวินิจฉัยคําวินิจฉัยของตัวท่านเองด้วยครับ ที่มันไม่ตรงกับ ที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้วินิจฉัยไว้ว่าญัตติอย่างนี้มิชอบด้วยข้อบังคับและมิชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ขอให้ท่านวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยถูกต้องนะครับ คือในบัญชีผมขณะนี้มี ส.ว. ๕ ท่าน มีประชาธิปัตย์อีก ๑ ท่าน ในมือผมนะครับ เมื่อมี ผู้ขอเสนอปิดอภิปรายและขอเปิดอภิปรายตามมาตรา ๓๒ ผมก็ต้องดําเนินการตามนั้น เพราะฉะนั้นผมคงวิเคราะห์เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอกครับ ท่านจุรินทร์ เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานไว้เป็นหลักฐานอีกครั้งหนึ่งครับ แม้ว่าท่าน ส.ส. จุฤทธิ์จะได้พูด ไปบ้างแล้วเมื่อสักครู่ ขอกราบเรียนท่านประธาน

ประการที่ ๑ ที่ท่านประธานบอกว่าในมือของท่านมีรายชื่อสมาชิกจาก พรรคประชาธิปัตย์จะอภิปราย ๑ ท่าน อาจจะใช่ แต่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะเหตุว่า พวกกระผมไม่ได้ส่งชื่อให้ท่านประธานทั้งหมด แต่ทยอยส่งชื่อเป็นชุด เนื่องจากเบื้องต้น ตกลงกันว่าวุฒิสมาชิกอาจจะพูด ๓ ท่าน แล้วพวกกระผมพูด ๑ ท่าน แล้วก็สลับกันไป นี่เป็น หนึ่งในหลาย ๆ ชุดที่เตรียมไว้เท่านั้น ถัดจากนั้นขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า เฉพาะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่รวมท่านวุฒิสมาชิก ได้มีการแปรญัตติและขอสงวน ความเห็นไว้ในมาตรา ๗ นี้จํานวน ๑๐๗ ท่าน พวกกระผมมีความประสงค์ที่จะอภิปราย ๓๐ ท่านครับ แม้จะไม่อภิปรายทั้ง ๑๐๗ ท่านก็ตาม อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน ให้ท่านประธานทราบ

ประการที่ ๒ ท่านประธานรับการเสนอการปิดการอภิปรายหรือญัตติ เปิดอภิปราย กระผมไม่กราบเรียนกล่าวหาว่าท่านไปตกลงกันหรืออย่างไร คนหนึ่งเสนอเปิด คนหนึ่งเสนอปิดเพื่อที่จะให้มีฝ่ายปิด ฝ่ายเปิด แล้วลงมติอย่างไรผมไม่กราบเรียนว่ามันจะมี การฮั้วหรือไม่อย่างไร แต่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าท่านประธานรับญัตติ เสนอปิดการอภิปรายไม่ได้ ที่ไม่ได้เพราะ ๑. ขัดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ประการที่ ๒ ท่านประธานสมศักดิ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าถ้ามีผู้เสนอปิดอภิปรายขณะที่ผู้สงวนความเห็น และผู้ขอแปรญัตติยังมีความประสงค์ที่จะอภิปรายและอภิปรายไม่ครบถ้วน ไม่สามารถ รับญัตตินั้นได้ ประการที่ ๓ ท่านประธานสมศักดิ์ได้แจ้งให้พวกเราทราบในที่ประชุม อีกครั้งหนึ่งหลังจากวินิจฉัยไปแล้ว ในวันต่อมาว่าท่านได้หารือกับท่านประธานนิคมแล้วว่า ต่อจากนี้ไปสามารถใช้สิทธิอภิปรายได้และต้องอภิปรายได้ครบถ้วนถ้ามีความประสงค์ จะอภิปราย เพียงแต่ขอให้ประเด็นนั้นไม่ซ้ําซากวกวนและไม่ผิดข้อบังคับเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสมาชิกที่ยังไม่ได้อภิปรายเพิ่งอภิปรายไปได้แค่ ๓ ท่าน เหลืออีกจํานวนมาก ย่อมสามารถทรงสิทธิที่จะอภิปรายต่อไปได้ อย่างไรก็ตามถ้าสมมุติว่าท่านประธาน ยังจะดําเนินการรับให้มีการพิจารณาญัตติปิดการอภิปราย พวกกระผมจะไม่ร่วมลงมติด้วย เพราะถือว่าญัตตินี้ไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญและท่านประธานจะต้องรับผลจากการดําเนินการ ครั้งนี้ต่อไปในอนาคต ถ้ามีการกระทําผิดรัฐธรรมนูญโดยองค์กรที่เขามีหน้าที่เขาวินิจฉัย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านนะครับ ผมพยายามที่จะควบคุมการอภิปรายเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ แม้กระทั่ง ผมเตือนท่านอานิกหลายครั้งแล้วบอกว่าให้อยู่ในประเด็น ซึ่งเวลานี้ก็คืออยู่นอกประเด็น แล้วก็ท่านส่งชื่อผมเพียงแค่นี้นะครับ เดี๋ยวเอาฝั่ง ส.ว. บ้างครับ เอาท่านประสาร เชิญท่าน ไม่ใช่ประสาร ท่านสมชายครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

วันชัยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาสมชายครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

วันชัยก่อนดีกว่าท่าน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาวันชัย

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ตกลงกันแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกําลังอยู่ในคิวที่จะต้องอภิปรายต่อไปพอดี พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศนี้ อยากฟังทนายวันชัยอยู่นะครับ แม้แต่ ส.ส. พรรคเพื่อไทยหลายท่านนะครับนั่งอยู่ข้าง ๆ ถามว่าอาจารย์วันชัยเมื่อไรจะพูด อ้าวถามได้เลยนี่ครับตรงนี้รวมทั้งคุณสุนัยด้วย โอ.เค.ครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนต่อประธานอย่างนี้นะครับ ผมขออนุญาต เริ่มด้วยเหตุด้วยผลสักนิดหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพ ผมว่าอย่างไร ๆ ช้าสักนิด แต่ช้าแล้วอย่างไรก็ต้องชนะ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเมื่อพิจารณา การจัดทํากฎหมายรวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ขออนุญาตเพิ่มเติมคําอธิบายนิดหนึ่ง นะครับว่าในข้อบังคับผมกําลังพูดถึงข้อบังคับครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงผม ผมบอกข้อบังคับประท้วง

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ในข้อ ๓๘ ข้อ ๔๐ รวมทั้งข้อ ๔๗ และข้อ ๙๙ ครับท่านประธาน ท่านประธานครับผมขออนุญาตกราบเรียน ต่อท่านประธานว่ากระบวนการจัดทํากฎหมายนั้นเขาวางระบบไว้เป็นขั้นเป็นตอน อย่างครบถ้วนรอบด้านแล้ว ท่านประธานจะเห็นได้ว่าในข้อ ๓๘ นั้น เขาเขียนไว้ชัดเจนเลย ครับว่าถ้าถึงวาระพิจารณาผู้แปรญัตติไม่อยู่หรือไม่ชี้แจงแปลว่าคําแปรญัตติของผม เป็นอันตกไปเสมือนถึงว่าเวลาที่นัดที่จะต้องขึ้นศาลแล้ววันนัดแล้วผมไม่มาก็แปลว่า ทิ้งฟ้องหรือทิ้งที่จะนําพยานหลักฐานมาเสนอ นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ นั้นผู้ที่มีสิทธิอภิปรายก่อนคือผู้แปรญัตติในข้อ ๔๐ และใน หลักการที่ท่านประธานพูดมาตั้งแต่ต้นตอนขึ้นมานั่งบัลลังก์ท่านประธานย้ําอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องคํานึงถึงผู้แปรญัตติ อันนี้เป็นไปตามข้อบังคับที่ ๔๐ นั่นหมายความว่าคนแปรญัตติ ซึ่งเป็นเจ้าของญัตติแต่ละญัตตินั้นมีสิทธิที่ผมจะต้องมาชี้แจงถกแถลง ขออภัยนะครับโต้แย้ง กับท่านสามารถซึ่งเป็นประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการเพื่อให้ที่ประชุมนั้น ได้วินิจฉัยว่าสิ่งที่ผมนํามาชี้แจงโต้แย้งนั้น

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะท่านวันชัย มีคนประท้วงท่านนะครับ มีครูมานิตย์เดียวนะ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานครับ แล้วก็ท่านทนายที่มีผู้จะฟังกัน จํานวนมากทั้งประเทศไทย ท่านประธานครับ พวกผมมีข้อบังคับกันทุกคนนะ แล้วข้อบังคับนี้ เกิดจากสมาชิกทั้งสภานี่ละครับยกร่างกันมา ผมบอกท่านประธานตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า ถ้ากระบวนการการประชุมถ้าขี่รถอยู่บนถนนไม่เคารพกฎจราจรมันมีแต่ผิดกฎหมาย แล้วมัน มีแต่ปัญหาบนถนน ในสภาก็เหมือนกันถ้าไม่เคารพข้อบังคับ ไม่เคารพรัฐธรรมนูญแล้วมัน เดินไปไม่ได้ ขณะนี้ท่านประธานไม่มีสิทธิให้คนอื่นทําแล้วยกเว้นอย่างเดียวเพราะญัตติมันคา ว่าเปิดหรือไม่เปิด ฝ่าย ส.ส. สหรัฐ กุลศรี เสนอขอปิดอภิปราย ฝ่าย พันตํารวจโท จิตต์ ขอเสนอเปิด ท่านประธานครับผมเห็นใจ ส.ว. ที่นั่งฟังไม่ใช่เฉพาะท่านทนายที่เก่ง ผมก็อยาก ฟังท่านทนายเหมือนกันครับ เพราะว่าแกพูดเมื่อไรขนาดขับรถต้องจอดฟังผมชอบ แต่ว่าบังเอิญกระบวนการข้อบังคับมันเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว นี่ ส.ว. อีกหลายท่านอยากคุย ผมชอบฟัง ส.ว. ครับเพราะฟังแล้วมันชื่นใจ แต่ว่ากระบวนการในการอภิปรายของมาตรา ๗ มันครบจบกระบวนทุกเรื่องแล้วครับเข้าใจหมดแล้ว ถ้าอย่างนั้นท่านประธานต้องปฏิบัติ ไปตามข้อบังคับเท่านั้นตามที่ทั้งสองฝ่ายเสนอ อย่างอื่นค่อยมาว่ากันในมาตราต่อไปอีกครับ ท่านประธานครับ อย่าให้ผมต้องลุกขึ้นประท้วงท่านอีกนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยเดี๋ยวให้ท่าน วันชัยได้จบ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

นิดเดียว จบแล้วครับ ท่านประธานครับ ที่ประชุมนั้นจะต้องลงมติว่าจะเอาตามที่ผมแปรญัตติไว้หรือเอาตามที่ คณะกรรมาธิการ แปลว่าที่ประชุม ๖๕๐ ท่านนั้นจะต้องเป็นผู้วินิจฉัยว่าเอาตามคําแปรญัตติ ของผมหรือไม่ แต่ผมยังไม่ได้ชี้แจงเลยว่าญัตติของผมเป็นอย่างไร แล้วที่ประชุมจะตัดสิน ได้อย่างไรครับท่านประธาน โดยไม่ฟังคําแปรญัตติของผม เพราะฉะนั้นกระบวนการ ตามกฎหมายเขาเขียนไว้ชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าปิดได้ไหม ผมยืนยันว่าปิดได้ แต่ต้องให้ผู้แปรญัตตินั้นเขาได้ชี้แจงก่อนจนสิ้นกระแสความนะครับ ไม่อย่างนั้นท่านจะลงมติ ไปโดยไม่รู้ว่าผมชี้แจงแถลงโต้แย้งกับกรรมาธิการว่าอย่างไร กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมพยายามจะขอให้เขาถอน นะครับ เอาท่านจิตต์ก่อนครับ

พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ที่ผมเสนอญัตติคือหมายความว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่สังกัดพรรคการเมือง มาโดยน้ําพักน้ําแรง ของผมเอง พร้อมกับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารเลือกผมมานะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นที่ท่านจุรินทร์ขออนุญาตเอ่ยนามพาดพิงหาว่าผมไปบีบไปตกลงกันอะไรหรือไม่ กับพรรคเพื่อไทยผู้เสนอญัตติให้ปิดอภิปราย ผมไม่ได้เกี่ยวข้องนะครับผมนั่งอยู่ในนี้ตลอด ไม่ได้ไปหาใครเลยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเสนอญัตติให้เปิดอภิปรายต่อไปก็เนื่องจากว่าในวันนี้ตั้งแต่ ๑๘.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นมาผมนั่งฟังตลอดว่า ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลหรือสมาชิก วุฒิสภา ได้ประชุม ได้อภิปรายอยู่ในกรอบตลอดนะครับ ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องสง่างาม เป็นเรื่องงดงามมากวันนี้ ประท้วงก็นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ธรรมดาผมก็ทนได้ เพราะฉะนั้น เพื่อนสมาชิกที่รอที่จะอภิปรายเรื่องนี้อยู่มาก ผมก็เห็นใจนะครับอยากให้ท่านอภิปราย แล้วก็ ทนายเมื่อสักครู่นี้ ทนายวันชัยนะครับ ก็อยากให้ท่านอภิปราย หลาย ๆ คนก็อยากฟัง เพราะฉะนั้นการที่ท่านสหรัฐได้เสนอปิดอภิปรายผมไม่เห็นด้วย ผมก็ขอเสนอญัตติ เปิดอภิปรายต่อไปนะครับ ที่ท่านจุรินทร์บอกว่าผมไปพูดอะไรหรือตกลงอะไรกับท่านสหรัฐ ก็ขอความกรุณาท่านได้ถอนได้ไหมครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับท่าน ถอนออกไปว่า ผมไม่ได้มีอะไรหรือว่าไปคุยกับท่านสหรัฐนะครับ นั่งอยู่คนละจุดนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้อง หรอกครับ

พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอเสนอญัตติให้เปิดอภิปรายต่อนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะพูดคือในเรื่อง การเสนอปิดอภิปรายนั้นตามข้อบังคับข้อ ๓๒ (๕) มันไปพ่วงกับข้อบังคับ ข้อ ๓๓ คือจะมี การอภิปรายและมาเสนอปิดทําไม่ได้ ท่านสหรัฐได้อภิปรายไปยืดยาวเลยครับ แล้วมาเสนอปิด ตอนนี้ต้องห้ามเด็ดขาดครับว่า ๑. ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นการเสนอญัตติครั้งนี้ไม่ชอบด้วย ข้อบังคับ ข้อ ๓๓ ประการแรกนะครับ อันนี้ผมยืนยันว่าไม่ชอบครับ เพราะฉะนั้นท่านประธาน จะวินิจฉัยไปในทางว่าเขาเสนอชอบแล้วและไม่มีการอภิปรายนั้นไม่ใช่นะครับ จะอภิปราย เหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ได้ทั้งสิ้น อันนี้ก็เพียงแต่ว่าถ้าจะเสนอปิดต้องเสนอเลยห้ามอภิปราย ในคราวเดียวกับการเสนอปิด

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าการที่ผู้สงวนความเห็นกับผู้แปรญัตติยังไม่ได้อภิปรายนั้น ยังไม่ได้ใช้สิทธิในการอภิปรายญัตติของตัวเองนั้นไม่สามารถทําได้เพราะเป็นขั้นตอนกระบวนการ พิจารณา ในการพิจารณารับหลักการครั้งแรกทําไมให้มีการแปรญัตติภายในกําหนดกี่วัน นี่ความสําคัญของขบวนการร่างกฎหมาย การพิจารณากฎหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านประธานได้ทําไปแล้วนั้นที่รับญัตติปิดอภิปรายหลายครั้ง และมีการลงมติตัดสิทธิของ ผู้สงวนคําแปรญัตตินั้นอันนี้เป็นปัญหาที่ประธานจะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ครับ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าทําผิดหรือถูก ซึ่งคงจะปรากฏผลในไม่ช้านี้จากการยื่นถอดถอนท่านแล้วก็ จะร้องศาลรัฐธรรมนูญต่อไปอันนั้นเป็นประเด็นหนึ่ง แต่ผมไม่อยากเห็นท่านประธานทําผิด ซ้ําซาก เรียนด้วยความเคารพส่วนตัวด้วยนะครับ ไม่อยากเห็นทําผิดซ้ําซากจริง ๆ เพราะฉะนั้น ท่านประธานใช้ดุลยพินิจในทางที่ถูกสักครั้งหนึ่งนะครับ ขอบคุณมากครับ

(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ผมเคารพ ท่านจริง ๆ นะครับ เพราะท่านสาธิตเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างระเบียบข้อบังคับ ประชุมรัฐสภา แล้วท่านนิพนธ์ครับ ผมเชื่อว่าทั้งหมดตั้งมา ๘๑ ปี ผมว่าผมเป็นประธาน ในที่ประชุมมายาวนานมากนะครับ ปีนี้เป็นปีที่ ๖ ติดต่อกันไม่เคยขาดตอน เพราะฉะนั้น ผมเป็นคนที่แม่นข้อบังคับประชุม เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านสหรัฐพูดนะครับคืออธิบายประกอบ การที่ขอปิด ผมวินิจฉัยเป็นอย่างนี้นะครับ ถูกต้องนะครับ ขอความกรุณาครับ ผมจําได้ ทุกอันเลยเหมือนเป็นพระที่บวชแล้วสามารถสวดปาฏิโมกข์ได้ ผมให้คนประท้วงนะครับ ท่านสมชายก่อนครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานครับว่าจากข้อเสนอของท่านผู้อาวุโส นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ขออภัย ที่เอ่ยนามนั้น ท่านประธานน่ารับฟังนะครับ ผมก็ตรวจข้อบังคับซึ่งก็แม่นไม่น้อยกว่า ท่านประธาน รับรองว่าท่านประธานมีปัญหาจริง ๆ ครับ ผมเป็นห่วงท่านประธานทั้งในแง่ ของขัดต่อหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขัดต่อข้อบังคับครับท่านประธาน ซึ่งผมก็ไม่อยากเห็นท่านประธานถูกยื่นถอดถอนซ้ําซาก ผมก็แล้วแต่ท่านประธานนะครับ เพราะว่าข้อเสนอของท่านนิพนธ์นั้นผมคิดว่ามันสามารถรอมชอมไปได้ เพราะที่ผ่านมา วุฒิสภาก็อภิปรายไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วก็เหลืออีกนะครับ ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียน รายชื่อดังนี้เพื่อบันทึกไว้ ๑. นายวันชัย สอนศิริ ๒. นายชรินทร์ หาญสืบสาย ๓. นายสุพจน์ เลียดประถม ๔. นายศิริวัฒน์ ไกรศิลป์ ๕. นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ๖. นายคํานูณ สิทธิสมาน ๗. นายประสาน มฤคพิทักษ์ ๘. นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ มีสมาชิกวุฒิสภาที่ยังคงค้าง สงวนคําแปรญัตติไว้และรอคําอภิปรายในคืนนี้ ๘ ท่าน บันทึกไว้ในสภาครับท่านประธาน เพราะว่าอย่างไรก็ต้องไปแก้ตัวที่ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี ถ้าท่านประธานตัดสินวินิจฉัยแบบนี้ จะเป็นปัญหาในภายหน้า ก็ฝากไว้ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ระหว่างว่าง ผมก็นั่งคํานวณนะครับว่าถ้าฟ้องถอดถอนผม รวมแล้วอย่างน้อย ๗๐ ปีครับ เพราะผมตั้งใจ ว่าอีก ๒๕ ปีผมก็ตายแล้วครับ ผมตั้งความหวังสูงนะครับ อาจารย์รัชฎาภรณ์หน่อยครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันก็งง ๆ แล้วก็แปลกใจนะคะ ที่มีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมา ๓-๔ วัน ซ้อน ๆ แล้ว ดิฉันไม่ได้แปรญัตติมาตราใดเลยนะคะ ดิฉันแปลอยู่มาตราเดียวคือ มาตรา ๗ นี่ละ แล้วก็จะรอจะอภิปราย ปรากฏว่าท่าน ส.ส. สหรัฐก็ทําให้ดิฉันผิดหวังที่จะไม่ได้อภิปรายนะคะ ก็เสียดาย เพียงแต่ว่าการที่จะบอกว่าฟังมาแล้ว ๓-๔ ชั่วโมง ทําให้เข้าใจหมดแล้ว ดิฉันว่า พูดอย่างนั้นก็ดูแคลนคนที่ยังไม่ได้อภิปรายเกินไป เพราะว่าแต่ละคนแปรญัตติเอาไว้มันก็มี เหตุผลของแต่ละคน ดิฉันกะว่าอภิปรายดิฉันแปรญัตติมาตรานี้ละที่ดิฉันจะต้องได้เจรจากับ ท่านประธานกรรมาธิการนะคะ เพราะว่าคุยประเด็นนี้มาหลายรอบแล้วแต่ก็น่าเสียดาย ดิฉันก็ไม่อยากจะให้ใครต้องขู่ท่านประธานมากนะคะ ก็ไม่ทราบว่าเราจะมีทางที่แก้ไข ได้อย่างไรไหม ทั้งท่าน ส.ส. สหรัฐด้วยนะคะ ที่เห็นลุกขึ้นยืน ขอให้ดิฉันได้พูดสักมาตราหนึ่ง ไม่อย่างนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดิฉันไม่ได้พูดสักมาตราเลยนะคะ ก็หวังว่าเราจะมีทางที่จะ คลี่คลายกันได้ดีกว่านี้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสหรัฐเชิญครับ

นายสหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็น ส.ส. สมัยแรกต้องนําเรียนด้วยความเคารพ ผมขึ้นมาที่จะขอปิดการอภิปราย ผมก็ต้อง บอกว่ามีเหตุผลอย่างไร ผมไม่อภิปรายครับตรงนั้น เพียงแต่บอกว่าไม่ใช่พอลุกยืนบอก ท่านประธานครับปิดอภิปรายเถอะ เขาคงจะงงว่า ส.ส. ใหม่มันไม่กึ๋นหรืออย่างไร ไม่มีเหตุผล พอที่จะพูดได้หรือ ผมก็ต้องให้เหตุผลท่านประธานว่าผมต้องการจะให้ปิดเพื่ออะไรเท่านั้นเอง หลายท่านก็บอกว่า ส.ส. สหรัฐอภิปราย ผมบอกไม่ได้อภิปรายครับ ผมเพียงแต่บอกว่า ผมฟังแล้วเข้าใจนะครับว่าท่านต้องการอะไร มาตรา ๑๑๗ กับ มาตรา ๑๑๘ แล้วต้องขอโทษ ท่าน ส.ว. วันชัยอันนี้เป็นอาจารย์ผมและท่าน ส.ส. รัชฎาภรณ์ครับ เพราะว่าผมฟังแล้ว พอสมควรแล้วครับ ผมจึงยืนยันว่ายังขอให้มีการปิดอภิปรายครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นผมคงปฏิบัติ อย่างอื่นไม่ได้นะครับ ผมต้องทําหน้าที่ตามข้อบังคับประชุมนะครับ ก็ยอมครับว่าพรุ่งนี้ รับหนังสือถอดถอนอีกใบหนึ่งครับ ยอมครับ เพราะว่าผมต้องทําตามข้อ ๓๒ นะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ แล้วก็แสดงตนครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ไม่ละครับ เพราะว่ารายชื่อ ยืนยันเขายืนยันแล้วครับ ทั้งคู่ยืนยันเรียบร้อย เพราะฉะนั้นแสดงตนครับ มีท่านใดที่ ยังไม่แสดงตนครับ ขอผมตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ ท่านใดยังไม่แสดงตนครับ แสดงตนเรียบร้อยแล้ว ส่งผลการแสดงตนครับ ขอให้ท่านได้แสดงตนไว้ในบันทึกในรายงาน ประชุมนะครับ เพราะมีอาจารย์จุฬาลงกรณ์เขาประเมินทําสมุดพกว่าใครทํางานเป็นอย่างไร นะครับ สมาชิก ๓๕๕ คน

เพราะฉะนั้นผมจะเอาญัตติหลังขึ้นก่อนนะครับ ท่านสมาชิกครับ มีผู้ที่ขอเปิด อภิปรายนะครับ คือ ท่านพันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ขอเปิดอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้อง และมีผู้ขอปิดอภิปราย ท่านสหรัฐ กุลศรี ขอปิดอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมจะขอมติ ถ้าท่านเห็นด้วยกับท่านจิตต์ ก็คือขอเปิดอภิปรายท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านใดที่เห็นด้วยกับท่านสหรัฐ กุลศรี ก็คือปิดอภิปรายท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านไม่ประสงค์จะลงคะแนน เชิญลงมติครับ

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ไม่ละครับ เพราะเป็นมติ ผมต้องทํา ๓๕๕ คน จะไม่ครบได้อย่างไรครับ ไม่หรอกครับ เชิญลงมติ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ท่านใดยังไม่ลงมติบ้างครับ ส่งผลการลงมติครับ สมาชิก ๓๕๙ คน เห็นด้วยคือให้เปิดประชุม ๑๑ คน ไม่เห็นด้วย ก็คือให้ปิดประชุม ๓๓๖ คน งดออกเสียง ๗ คน ไม่ลงคะแนน ๕ คน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ ผ่านมาตรา ๗ นะครับ มติขอปิดอภิปราย โทษทีครับ

ถ้าอย่างนั้นผมขอลงมติต่อเลย

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ให้รังสิมาสักคนนะครับ ก่อนที่ผมจะขอมติ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันบอกท่านประธานแล้ว อย่างไรว่าอย่าปิดอภิปรายก่อนนะเจอกัน ดิฉันนั่งนับแล้วว่าองค์ประชุมไม่ครบ ท่านลองดูนะ เดี๋ยวดิฉันจะให้ฝ่ายค้านยืนทุกแถวเลย ทุกแถวแล้วนับเลยว่าครบจริงไหม ส.ว. นะคะ ดิฉันอยากจะบอก ส.ว. ท่านฟังก่อนยืนต่อแถวเลย ส.ว. ที่ไม่เห็นด้วยท่านออกไปเลยค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านตรวจสอบ องค์ประชุมครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ส.ว. ที่ไม่เห็นด้วยนะคะ ท่านออกไปเลยค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอให้ทุกท่านได้ลงชื่อกดปุ่ม แสดงตนนะครับ ผมตรวจสอบองค์ประชุม ถ้ามีผู้เสนอ เดี๋ยวจะมีผู้เสนออย่างอื่น ไม่ครับ คืออย่างนี้ ผมสั่งตรวจสอบองค์ประชุมแล้ว ขอเชิญท่านสมาชิกได้แสดงตนครับ

แสดงตนเรียบร้อยแล้ว ส่งผลครับ เป็นเอกสิทธิ์ของประธานครับ นี่คืออํานาจของประธาน แสดงตนแล้ว ๓๕๒ ท่าน ครบองค์ประชุม

ไม่ละครับ เพราะผมตรวจสอบองค์ประชุมเรียบร้อยแล้ว อํานาจของผมจะใช้ วิธีไหนอํานาจผมนะครับ เชิญท่านสมาชิก ถ้าท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่มีการแก้ไขจาก ระยะเวลา ๖ ปี และแก้ไขวันประกาศราชกิจจานุเบกษาเลือกตั้งจาก ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วัน ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่าน งดออกเสียงท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เป็นอํานาจของประธาน ในการที่จะใช้วิธีใดนะครับ มีท่านใดที่ยังไม่ลงมติ ถ้าลงมติเรียบร้อยแล้วปิดการลงมติ ส่งผลครับ ผู้เข้าประชุม ๓๕๓ คน เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๓๓๔ คน ไม่เห็นด้วย ๓ คน งดออกเสียง ๑๓ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ คน เป็นอันว่าที่ประชุมผ่านมาตรา ๗

เพราะฉะนั้นผมจะขอต่อ ถ้าไม่หยุดผมจะขอมาตรา ๘ ต่อ เชิญเลขาธิการ อ่านมาตรา ๘ ครับ

นางนรรัตน์ พิมเสน รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๘ แก้ไขมาตรา ๑๒๐ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคําแปรญัตติ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอรายชื่อครับ ผมจะไล่ตาม คําแปรญัตติ ถ้าท่านไม่อยู่ ผมใช้อํานาจตามข้อ ๓๘ ก็คือท่านไม่ประสงค์จะอภิปราย เวลาผม จะใช้ตามข้อบังคับท่านก็ว่าผม ผมไม่ใช้ข้อบังคับท่านก็ว่าผม เพราะฉะนั้นผมขอยึดหลัก ดีกว่า คือข้อบังคับ ท่านแรกนะครับ ถ้าเกิดผมอ่านไปก็จะหาว่าผม เพราะมีท่านไม่อยู่เยอะ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอนัดประชุมวันพรุ่งนี้ ๑๐ โมง จากเวลาเดิม ๙ โมง เป็น ๑๐ โมง ผมพยายามจะอยู่สี่ทุ่ม แต่ท่านอย่าประท้วงผมมาก ขอท่านส่งชื่อมาท่านได้อภิปรายหมด พรุ่งนี้ ๑๐ โมงเช้า วันนี้ขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๓.๐๙ นาฬิกา