รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๙ กันยายน ๒๕๕๖

อานิก อัมระนันทน์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยวุฒิสภาเลือกตั้งตามจังหวัด ไม่เหมาะสม เนื่องจากอาจนำไปสู่การก่อระบบเผด็จการ และเสนอการแก้ไขมาตรา 115 เพื่อให้การเมืองมีความเป็นกลางและอิสระ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย มาตรา ๑๑๗ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ มีข้อความที่สั้น ๆ เพียงแค่ไม่ถึง ๒ บรรทัด แต่ผลกระทบนั้นใหญ่หลวงนักค่ะ ดิฉันขออนุญาตอ่านนะคะ มาตราตามที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากผ่านมาก็คือ สมาชิก ภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้วาระของวุฒิสภา มีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง สิ่งที่ดิฉันได้สงวนความเห็นไว้ก็คือเพิ่มเติมว่า โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ ท่านประธานคะข้อความ เพียง ๒ ๓ บรรทัด โดยเฉพาะที่เหลือแค่ ๒ บรรทัดตามที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ผ่านมานั้นมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง เพราะว่าเป็นเหมือนภาพต่อชิ้นสุดท้ายในสิ่งที่ทําให้เราเห็นว่าเห็นความชัดเจนของภาพใหญ่ ของการออกแบบสร้างระบบเผด็จการผ่านการเลือกตั้งที่ได้กําหนดองค์ประกอบไว้ในมาตรา ต่าง ๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง ส.ว. ฉบับนี้ มาตรา ๑๑๗ จึงเป็น เสมือนตะปูที่ตอกปิดฝาโลงศพของประชาชนคนไทย ซึ่งดิฉันกําลังจะอธิบายว่าเพราะเหตุใด จึงเปรียบเปรยถึงขนาดนี้ ท่านประธานคะ แม้ดิฉันจะได้คัดค้านการแก้ไขในวาระที่หนึ่ง แต่ดิฉันยอมรับมติเสียงข้างมาก และในวาระที่สอง ก็ได้พยายามเสนอวิธีการเลือกตั้งที่เป็น ประชาธิปไตยที่สุด คือในมาตรา ๑๒ ให้มีการเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพและสถานภาพ แต่ข้อเสนอนี้ก็ตกไปแล้ว เสียงข้างมากได้กําหนดให้เราต้องมีการเลือกตั้งตามจังหวัด ซึ่งดิฉัน เห็นว่าเป็นระบบที่อันตราย เพราะว่าบางจังหวัดมีแนวโน้มว่าจะได้คนที่ไม่เหมาะสมกับการ ทําหน้าที่ของวุฒิสภา วุฒิสภามีอํานาจที่เป็นกึ่งตุลาการ นอกจากตรวจสอบกฎหมาย ตรวจสอบการทํางาน ของฝ่ายบริหารแล้ว ยังต้องตรวจสอบคนด้วย แต่งตั้งถอดถอน ตําแหน่งสําคัญ ๆ ในบ้านเมือง เช่น ตุลาการศาลปกครอง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ อย่างเช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน กกต. หรือ ป.ป.ช. เป็นต้น แล้วก็สามารถถอดถอนได้แม้กระทั่งประธานศาลฎีกา แม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น หัวหน้าของฝ่ายเสียงข้างมากที่เป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง อํานาจมากจริง ๆ ค่ะ เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นวุฒิสมาชิกควรจะต้องมีความเป็นอิสระสูง มีความเป็นกลาง ทางการเมือง ใครดีก็ต้องว่าดี ปกป้องส่งเสริม แม้จะไม่ได้รู้จักชอบพอกัน หรือไม่ได้เป็น พวกเดียวกันก็ตาม ใครผิดก็ต้องว่าผิด ไม่เกรงใจ แม้จะรู้จักหรือชอบพอกัน ไม่เกรงใจ แม้ว่าจะมีคนที่รู้จักมาขอให้ช่วย คนผิดก็ต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกติกาตามกฎหมาย ในวัฒนธรรมไทยการมีบุญคุณเป็นสิ่งที่ควรจะตอบแทน แต่คนที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา จะต้องหนักแน่นในแก่นของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติของไทยด้วย ต้องหนักแน่น เข้าใจว่าการตอบแทนบุญคุณนั้นต้องมีความพอดี สมควรแก่ฐานะ สมควร แก่หน้าที่ ต้องสอดคล้องกับหลักจริยธรรมด้วย คือต้องซื่อสัตย์กับการทําหน้าที่ ทั้งหน้าที่ ที่จะต้องเป็นกลางและหน้าที่ในการตอบแทนทดแทนบุญคุณของแผ่นดิน ท่านประธานคะ ส.ว. จากระบบการเลือกตั้งตามจังหวัดนั้น ในความเป็นจริงแล้วจะทําตัวให้เป็นอิสระ เป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็นได้ยากมาก เพราะว่าต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลในระบบเลือกตั้งของ พรรคการเมือง ดิฉันเดินเข้ามาอาสาตัวช่วยในพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๘ เพราะทนดูการใช้อํานาจของนักธุรกิจการเมืองที่คุมเสียงข้างมากไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายมาตรานี้ก็คือเรื่องของการเลือกตั้ง ว่าเป็นการแข่งขันที่รุนแรงเข้มข้นที่สุด ถ้าเปรียบเทียบกับการแข่งขันในภาคธุรกิจเอกชน ที่ดิฉันคุ้นเคยแล้ว การแข่งขันในภาคเอกชนแม้จะดุเดือดอย่างไรก็ยังเบากว่าการเลือกตั้ง การแข่งขันเลือกตั้งแบบเขตใหญ่หรือรวมเขตก็ว่าหนักแล้ว แต่การเลือกตั้งเขตเล็กหรือเลือก ตามจังหวัดนี้ เรียกได้ว่าเอาเป็นเอาตายกันเลย ขนาดหัวคะแนนถูกฆ่าตายหลังการเลือกตั้ง ก็ยังมีเกิดขึ้นบ่อย ๆ ฉะนั้นการให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งตามจังหวัดนั้น และให้ลง เลือกตั้งได้อีกเรื่อย ๆ ตามที่กําหนดในมาตรา ๑๑๗ นี้ จะทําให้ผู้สมัครที่อยากชนะต้องเข้าไป อาศัยพึ่งพายึดโยงระบบอุปถัมภ์ที่เข้มแข็งที่สุดในจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งก็จะเป็นระบบฐานเสียง ของการเลือกตั้ง ส.ส. ของพรรคการเมืองนั่นเอง บุคคลที่จะมาเป็น ส.ว. ที่เป็นคนที่มี คุณภาพดีมีตัวตน เข้มแข็ง เป็นกลาง เป็นอิสระ ไม่เล่นพวก เขาก็จะไม่ลงแข่งขัน เพราะ ไม่อยากจะพึ่งพาอิทธิพล ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร หรือแม้เขามาลงแข่ง โอกาสที่จะสอบตก ก็จะสูงมาก ระบบการเลือกตั้งตามจังหวัดจึงมีอันตรายต่อความเป็นอิสระของวุฒิสภา อันตราย ต่อประชาธิปไตยที่ต้องให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะว่าเราจะได้ ส.ว. ที่มีแนวโน้มสูง ว่าจะอยู่ในอาณัติของพรรคการเมืองเสียงข้างมากที่เป็นฝ่ายบริหาร ระบบนี้จึงมีความเสี่ยง ที่จะกลายเป็นเผด็จการจากการเลือกตั้ง เปรียบเสมือนการเอาคนไทย เอาประชาธิปไตย ของประเทศไทยมาใส่ลงในกล่อง กล่องที่บีบบังคับให้เสียงส่วนน้อยในสภา เสียงส่วนน้อย ในหมู่ประชาชนในสังคมต้องจํายอมถูกเสียงข้างมากลากไป แล้วก็มักจะลากไปในทิศทาง ที่เสียหาย เพราะความเป็นธุรกิจการเมืองที่ไม่ได้ทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ในมาตรา ๑๑๕ ที่ผู้แปรญัตติและสงวนความเห็นหลายท่าน รวมทั้ง ตัวดิฉันเองได้ถูกตัดสิทธิอภิปรายไปนั้น มาตรานั้นมีเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ว. ในมาตรานั้นได้มีการเปิดทางและส่งเสริมให้ ส.ว. ที่จะชนะเลือกตั้งเป็นบุคคล ที่มีความใกล้ชิดหรืออยู่ในสังกัดของพรรคการเมืองอย่างแน่นอน การกําหนดคุณสมบัติ ของวุฒิสมาชิกจึงเป็นเสมือนฝาที่ปิดกล่องที่จับประเทศไทยยัดใส่ลงไป ท่านประธานคะ รัฐธรรมนูญได้ออกแบบให้ตัววุฒิสภา วุฒิสมาชิกนั้นต้องทิ้งระยะห่างจากพรรคการเมือง คือคุณต้องไม่เป็นหรือพ้นจากการเป็นสมาชิก หรือการดํารงตําแหน่งในพรรค หรือการเป็น ส.ส. ไปแล้วอย่างน้อย ๕ ปี แต่ท่านได้ตัดระยะห่างนี้เหลือศูนย์ ทําให้โอกาสที่จะได้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งที่เป็นกลาง เป็นอิสระนั้นน้อยลงไปอีก วันนี้คุณเป็นสมาชิกหรือมีตําแหน่ง ในพรรค พรุ่งนี้ลาออกเสียก็สามารถลงสมัคร ส.ว. ได้ หรือวันนี้เป็น ส.ส. พรุ่งนี้ลาออก ก็ลงสมัคร ส.ว. ได้ แล้วระบบอุปถัมภ์หรืออิทธิพลของครอบครัวหรือของพรรคก็จะทําให้ คุณชนะการเลือกตั้งได้ ส่วนการทิ้งระยะห่างของการเป็นรัฐมนตรีหรือการดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ ๕ ปี ระยะห่างก็ได้ถูกตัดเหลือศูนย์ โดยการแก้ไข ข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้ไว้เฉพาะกับนักการเมืองท้องถิ่น ให้มีการยกเว้นให้กับ วุฒิสมาชิกด้วย จะทําให้ ส.ว. ในชุดปัจจุบันสามารถลงเลือกตั้งได้อีกในทันที ลักษณะของ บุคคลที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาจะเปลี่ยนจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณธรรม มีความหนักแน่น เป็นกลาง เป็นอิสระ กลายพันธุ์