รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๙ กันยายน ๒๕๕๖

นฤมล ศิริวัฒน์ เสนอการแก้ไขมาตรา 117-118/1 เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องลาออกจากตำแหน่ง และเพิ่มเวลาการเลือกตั้งจาก 30 วันเป็น 90 วัน เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามีโอกาสในการลงสมัครรับเลือกตั้งมากขึ้น

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ต้องขอบพระคุณนะคะ ที่ได้เลื่อนดิฉันขึ้นมานิดหน่อยนะคะ เนื่องมาจากว่ามีสมาชิกบางท่าน เช่น ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ท่านป่วย ก็เลยมีโอกาสได้อภิปรายเร็วขึ้นนิดหนึ่ง เกรงว่า จะไม่มีโอกาสอภิปรายเช่นเคย ท่านประธานดิฉันแปรญัตติในมาตรา ๑๑๗ เรื่องของวาระ ของวุฒิสมาชิก ว่าอยู่ในตําแหน่งคราวละ ๖ ปี ถามว่า ๖ ปี นั้นนานไหมค่ะท่านประธานค่ะ ดิฉันแปรว่า ให้โดยเพิ่มคําว่า โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อเกิน ๒ วาระ ไม่ได้เป็นคนแรกค่ะที่พูดว่าเราควรจะเปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่ในตําแหน่งเกินกว่า ๒ วาระไม่ได้ ดิฉันมีเหตุผลค่ะท่านประธานที่เคารพคะ เพื่อนดิฉันอยู่ในห้องนี้มีหลายท่าน ที่มีความชัดเจนในเรื่องของการที่จะไม่เดินหน้าอยู่ในสนามนี้ต่อไป แล้วก็ได้มีความเห็นว่า ๑๒ ปี นั้นมีมุมดีค่ะ ท่านประธานที่เคารพค่ะ ๑๒ ปี นั้น มันสร้างโอกาสที่จะสร้างคนได้ ที่จะมีองค์ความรู้ เรียนท่านค่ะว่าวันนี้ดิฉันอยู่ในตําแหน่งมา ๕ ปี เศษแล้ว ทุกครั้งที่จะ ลุกขึ้นอภิปรายดิฉันดูรู้สึกตื่นเต้น ดิฉันรู้สึกว่ามันช่างเป็นสภาที่มีเกียรติมีความน่าที่จะรู้สึก ตื่นเต้นทุกครั้งค่ะ ใช้เวลาเป็นปี ๆ หลาย ๆ ปีที่จะทําให้เกิดความมั่นใจ เวลา ๒ ปีแรก ต้องเรียนท่านเลยค่ะ ไม่ว่าจะเก่งมาจากที่ไหนก็ต้องเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่ในสภา ที่จะทํางาน ในสภาให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแปรญัตติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งกระทู้ หรือการตรวจสอบวิธีการอื่น ๆ ท่านประธานค่ะ ๒ ปี หมดไป ๔ ปี เราเริ่มที่จะมั่นใจในองค์ความรู้ และนั่นละค่ะ เมื่อครบเวลา ๖ ปี เรารู้อยู่แล้ว ค่ะว่า ๖ ปี นั้น เป็นวาระที่เราจะต้องไปตามรัฐธรรมนูญ ถามว่าวันนี้ดิฉันให้โอกาสที่จะมี การเลือกตั้ง ส.ว. ขึ้นมา โดยที่เราพูดกันว่าโดยกลุ่มอาชีพ ก็โดยหวังประสงค์ว่าจะให้มีโอกาส ได้มีการเลือกคนหลากหลายเข้ามา แล้วก็ได้เข้ามาโดยเอาความหลากหลายของอายุ เอาความหลากหลายของความชํานาญการต่าง ๆ นั้นมาเลือกตั้งกันใหม่เป็นสมัยที่ ๒ ถามว่า ใครเป็นคนเลือก ท่านประธานที่เคารพค่ะ ประชาชนอย่างไรค่ะ ประชาชนที่เขาเห็นว่า ในโอกาสที่ผ่านมา ๖ ปี นั้น คนซึ่งมาโดยไม่มีฐานทางการเมืองมากเท่าไร ดิฉันโชคดีค่ะ ยังมาจากครอบครัวที่ทํางานทางการเมือง แต่มีเพื่อนสมาชิกอีกจํานวนเยอะทีเดียวค่ะ ที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มาทางการเมือง และถ้าไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ คงไม่มี โอกาสหรอกค่ะ ที่จะได้เข้ามาอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ วันนี้ท่านแก้ไขมาตราข้อ ๕ ข้อ ๖ ออกไป ซึ่งดิฉันก็คิดว่ามันไม่ได้เป็นการที่จะช่วยเหลือสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งจริง ๆ เลยนะคะ ทว่าจริง ๆ แล้วอาจจะช่วยคนอื่นมากกว่า แต่สมาชิกวุฒิสภาถูกเป็นแพะให้กับที่ประชุม แห่งนี้ที่จะอภิปรายกันว่าช่วยกันเกาหลัง ผลัดกันเกาที่คันอะไรประมาณนั้นนะคะ ซึ่งดิฉัน คิดว่าอันนี้ไม่เป็นความจริงเลย วันนี้นะคะถ้าว่ากันจริง ๆ ท่านปล่อยเสือ ท่านปลดล็อก คนที่มีความรู้ มีความชํานาญทางการเลือกตั้งจริง ๆ เข้ามาสู่สภาอีกเยอะ และถ้าท่านไม่มี ความโดดเด่น ไม่มีความเป็นตัวของท่านเองในสภาแห่งนี้ โอกาสจะเข้ามาคงจะยากทีเดียวค่ะ ในโอกาสหน้าท่านคะ สมาชิกวุฒิสภาที่เราบอกว่าเป็นคนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้งและน่าชื่นชม ดิฉันชื่นชมจริง ๆ นะคะว่าอาจารย์สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ เป็น ๑ ท่านค่ะที่เป็นคนที่มาจาก การเลือกตั้ง เป็นอาจารย์ฝ่ายบริหาร ซึ่งถามว่าธรรมดาไหม ธรรมดาค่ะ จากจังหวัดเพชรบุรี แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นท่านได้พิสูจน์ตัวท่านเองว่าท่านมีความชัดเจนในประการใด ถามว่า ๔ ปี ๕ ปี ๖ ปี ท่านมีแฟนคลับ (Fan Club) เกิดขึ้นมามากไหม ดิฉันเรียนท่านเลยค่ะ ว่าวันนี้ท่านอาจารย์สุมลมีฐานเสียงทางการเมืองเกิดขึ้นเยอะทีเดียวค่ะ เพราะความชัดเจน ในการทํางานของท่าน ดิฉันก็ต้องเรียนท่านว่าอย่างที่ดิฉันอยากจะขอโอกาส มองในแง่ดีค่ะ อย่ามองในแง่ร้ายไปหมดว่าคนที่มันจะขออยู่นาน ๆ นั้นไม่ได้รู้จักพอ ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาเมตร ได้ศอกจะเอาวา ไม่ใช่ค่ะ เราต้องมองโลกในแง่ที่เป็นบวก และเราก็คิด ให้โอกาสคนที่เขาจะได้เข้ามาทํางานที่เป็นประโยชน์จริง ๆ ได้ ดิฉันเรียนท่านค่ะ ไม่เคยพูด นะคะว่าแล้วทําไม ส.ส. ถึงจะเลือกได้หลายสมัย ทําไม ส.ส. ถึงจะอยู่ในสภาด้วยกันได้ ไม่ว่า จะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก เป็นพ่อ หรือว่าแม้กระทั่งเป็นสามี ภรรยา แต่ดิฉันคิดว่าความ เป็นคนที่มีวุฒิภาวะของแต่ละท่านนั้นต่างหากที่เป็นตัวชี้ว่าเขาจะทําหน้าที่ใดที่เหมาะสม ไม่ต้องมาบอกค่ะว่าจะต้องมีการแก้วัตถุประสงค์ของการเข้ามาเป็นสมาชิก ดิฉันคิดว่าไม่ต้อง แก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ให้รู้จักว่าใครมีหน้าที่อย่างไรและทําหน้าที่ตรงนั้น ดีที่สุดค่ะ และดิฉัน ก็คิดว่าการปิดกั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้เกิดดีขึ้นมาในสภาที่บอกว่าเป็นสภาตรวจสอบ ถ้าคนคิด ไม่ดีก็ย่อมหาหนทางที่จะทําได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนท่านค่ะว่าเราถึงเวลาที่จะ เปิดโอกาสและทําให้มันเป็นระบบที่เป็นสากล เห็นว่าการให้โอกาสคนทําในสิ่งที่ดี ๆ โดยใช้ วุฒิภาวะของแต่ละคนนั้นเป็นตัวตั้ง และให้อํานาจ ให้สิทธิที่เป็นสิทธิของประชาชนในการ ที่จะเลือกตั้งนั้นได้ทําหน้าที่เลือกคนของเขาเข้ามานะคะ น่าจะเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ในสังคม ของเรามากกว่าการที่จะไปดําเนินการและมองในแง่ลบตลอดเวลา ดิฉันขออนุญาตค่ะว่าดิฉัน เห็นว่าจําเป็นที่จะต้องให้เวลาให้เพิ่มมากขึ้น

ส่วนในส่วนที่ ๒ ที่ดิฉันได้มีการแปรญัตติไว้ก็คือ ดิฉันให้เวลา ๙๐ วันในการ ที่จะเลือกตั้ง ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะว่าสมาชิกซึ่งอยู่ในตําแหน่งนั้นควรที่จะให้มีโอกาส ในการที่จะไปเลือกตั้งโดยที่อยู่ในตําแหน่ง โดยบอกว่าให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามวาระ อยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ เว้นแต่ผู้ที่ ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องลาออกจากตําแหน่งก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง ดิฉันคิดว่ามันเป็นการเอาเปรียบเพื่อนที่เป็นคนใหม่ ๆ แล้วก็เป็นความไม่ถูกต้องอย่างยิ่งที่จะ อยู่ในตําแหน่งแล้วไปเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นดิฉันก็ปฏิเสธตรงนั้น มันไม่ถูกต้องก็ไม่ควรจะทํา ให้เกิดขึ้น

ส่วนมาตรา ๑๑๘ นะคะ ดิฉันได้มีการแปรญัตติเอาไว้ เรื่องของ ๓๐ วัน ที่มีการบัญญัติเอาไว้เป็น ๙๐ วัน โดยประมาณแล้วนะคะถ้าจะว่าจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเลยค่ะ ดิฉันเป็นคนอภิปรายอะไรที่ตรงไปตรงมา เป็นคนที่อภิปรายสั้น ๆ และไม่มีวาระซ่อนเร้น ใด ๆ ทั้งสิ้นตลอดเวลา ๕ ปีกว่าที่อยู่ในสภาแห่งนี้ แล้วก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเรา ควรจะต้องให้โอกาสและส่งเสริมนะคะให้สมาชิกซึ่งมีวุฒิภาวะและมีโอกาสได้แสดงให้ ประชาชนได้เห็นโดยตลอดเวลาได้เลือกเข้ามาทํางานในสภาต่อไป ไม่ต้องไปปิดกั้นหรอกค่ะ ท่านคะว่าครั้งหนึ่งจะต้อง ๖ ปี และ ๖ ปีแล้วตลอดไป ท่านลองคิดดูสิคะว่าถ้าคนที่ อายุ ๔๕ ปีโดยเฉลี่ยนะคะเป็น ส.ว. เข้ามาทํางาน ๑ ครั้ง และต่อไปก็ไม่มีโอกาสที่จะทําเลย ท่านบอกว่าให้ไปเลย ซึ่งดิฉันก็คิดว่ามันเป็นการสูญเสียโอกาสที่จะเห็นคนที่เติบโตงอกงาม แล้ว ได้มีโอกาสทําผลผลิตที่ดี ๆ ให้กับวุฒิสภาของเราหรือว่าสภาของเราแห่งนี้ ถ้าเปรียบ เป็นต้นไม้ ท่านประธานคะ อายุ ๑๐ ปีเป็นต้นไม้ซึ่งกําลังออกผล ออกสิ่งที่ดี ๆ งาม ๆ ให้กับ สังคมได้ เพราะฉะนั้นให้มองตรงนั้นเป็นเกณฑ์ค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ