รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๙ กันยายน ๒๕๕๖

สาธิต ปิตุเตชะ แสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 117 และ 118 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลที่ว่าการจัดให้สมาชิกวุฒิสภามีวาระ 6 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ จะขัดกับเจตนารมณ์และหลักการของความเป็นกลางของสมาชิกวุฒิสภา นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการตรวจสอบผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ โดยสงสัยว่าผู้ที่กลัวการตรวจสอบอาจมีสุจริตใจ และกล่าวถึงพฤติกรรมที่คล้ายกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานได้ทําหน้าที่ตามที่ พี่น้องประชาชนได้มอบหมายให้ดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผลประโยชน์ในเรื่องของการครอบงําอํานาจทางการเมือง หรือว่าจะเป็น การดูแลผลประโยชน์ในส่วนของการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน การทําหน้าที่ ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ก็เป็นการทําหน้าที่อีกส่วนหนึ่งในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ในส่วนของที่มาของ ส.ว. ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๗ ของร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งแก้ในส่วนของที่มาของ ส.ว. มาตรา ๗ ได้มีการกําหนดการยกเลิก เนื้อหาในมาตรา ๑๑๗ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และมาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ผมจะเรียนท่านประธานเพื่อจะให้ทราบเนื้อหาของมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ ดังนี้ครับ มาตรา ๑๑๗ นั้นเป็นการกําหนดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา เป็นการเริ่มต้น สมาชิกภาพ โดยแบ่งไว้ ๒ ส่วนก็คือ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งและที่มาจาก การสรรหา มาตรา ๑๑๗ เดิมกําหนดไว้ชัดว่า สมาชิกภาพเริ่มต้นในส่วนของเลือกตั้งก็คือวันที่มีการเลือกตั้ง และสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากสรรหาก็กําหนดไว้ชัดว่าเริ่มต้นตั้งแต่การประกาศผลของการสรรหา ในวรรคสอง พูดเรื่องการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาคืออันนี้เป็นหัวใจครับท่านประธาน วรรคสองของมาตรา ๑๑๗ เดิมพูดชัดว่าให้ดํารงตําแหน่งคราวละ ๖ ปี และจะดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันเกิน ๑ วาระมิได้ สาเหตุที่เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ได้กําหนดวาระเป็น ๖ ปี และดํารงตําแหน่งเกิน ๑ วาระไม่ได้มันมีที่มาครับและก็มีเหตุผล เหตุผลสําคัญก็คือว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น มีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาในส่วนของ การทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น มีหน้าที่สําคัญก็คือต้องมีหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือมีอํานาจแต่งตั้งถอดถอนบุคคลในศาล องค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นอํานาจหน้าที่มีความจําเป็นอย่างที่สุดคือต้องมีความเป็นกลางครับ ความเป็นกลางที่พูดถึงนั้นก็มีทั้งกําหนดไว้ในเรื่องของคุณสมบัติในมาตรา ๕ เป็นการตัด ความเชื่อมโยงความผูกพันในลักษณะที่เป็นครอบครัวหรือความผูกพันเชิงธุรกิจหรือ ความผูกพันในเชิงพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภาที่มีอํานาจหน้าที่แบบนี้ จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าต้องมีความเป็นกลางและต้องปฏิบัติตาม คุณสมบัติเช่นนั้น ส่วนในวรรคสามที่ผมเรียนในมาตรา ๑๑๗ เดิมนั้นก็พูดถึงเรื่องการที่ให้ สมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นวุฒิสมาชิกที่รักษาการ ก็กําหนดง่าย ๆ ครับ ก็คือว่าให้วุฒิสมาชิก ที่สิ้นสุดสมาชิกภาพตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งหน้าที่และทําหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา รักษาการ ส่วนมาตรา ๑๑๘ ครับ มาตรา ๑๑๘ ก็พูดถึงกรณีวาระของ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งสิ้นสุดลงนั้น ก็กําหนดชัดครับว่าให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งภายใน ๓๐ วันนับจากวันสิ้นสุดการดํารงตําแหน่ง ที่สําคัญก็คือว่าให้กําหนดมีการเลือกตั้งวันที่ ประกาศนั้นมีการประกาศเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร นี่เป็นเนื้อหาของ มาตรา ๑๑๗ และ มาตรา ๑๑๘ ส่วนในวรรคสองของมาตรา ๑๑๘ นั้น ก็พูดถึง กรณีวาระของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาสิ้นสุดลงนะครับ อันนี้ก็ต้องมีการสรรหาใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ในกรรมาธิการชุดนี้ที่มาการแก้ไขในส่วนที่มาของ ส.ว. นั้น ในมาตรา ๗ กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ได้แก้ไขโดยการตัดมาตรา ๑๑๗ ทั้งหมดและเขียนขึ้นมาใหม่ เพียงวรรคเดียวครับ เขียนในมาตรา ๑๑๗ ว่าสมาชิกสภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่ ตัดคําว่า ที่มีการ ออก และให้คงคําว่า เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและให้วาระของวุฒิสภา มีกําหนดคราวละ ๖ ปีนับแต่วันเลือกตั้ง อันนี้คือเจตนารมณ์ของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็คือว่าให้คงวาระของสมาชิกวุฒิสภาคือให้ยังคง ๖ ปีเช่นเดิมนับแต่วันเลือกตั้ง ในวรรคสองในมาตรา ๗ ในมาตรา ๑๑๘ นั้น กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ไข อะไรมากครับ เพียงแก้ไขกําหนดวันเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ให้เป็น ๔๕ วัน คือขยายวันที่ตราพระราชกฤษฎีกาที่มีกําหนดให้เลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วัน นัยของทั้ง ๒ มาตรา ที่กรรมาธิการแก้นั้นมีแค่นี้ครับ ผมสรุปที่กรรมาธิการแก้ว่าเจตนารมณ์ ก็คืออย่างนี้ครับ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แก้ก็คือ ๒ มาตรานี้ก็คือว่าให้ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พูดง่าย ๆ ครับ มีวาระ ๖ ปี และดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เห็นด้วยครับ ที่ผมไม่เห็นด้วย ก็เพราะว่ามันขัดกับ เจตนารมณ์และหลักการความเป็นกลางครับ ผมต้องฟ้องท่านประธานรัฐสภาด้วยครับว่า การทําหน้าที่ของกรรมาธิการนั้น ผมอยากจะตั้งชื่อ ผมจะตั้งชื่อ มาตรา ๗ ซึ่งผมเคยตั้งชื่อ การแก้ไขของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ว่า เป็นการกินรวบ ประเทศไทย แต่มาตรา ๗ นี้ผมขออนุญาตตั้งชื่อว่า ได้คืบจะเอาศอก และเป็นการเห็นแก่ได้ ผมจะอธิบายคําว่า ได้คืบจะเอาศอกและเห็นแก่ได้อย่างนี้ครับ เพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการได้ ประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ได้นําเหตุและผลมาพิจารณาร่วมกัน กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ในเบื้องต้นสรุปว่า เมื่อสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เมื่อมาโดยตรงจากพี่น้อง ประชาชน ไม่ได้มาจากการสรรหา พวกเราพูดถึงเหตุถึงผลกันว่าวาระควรจะดํารงตําแหน่ง ภายใน ๔ ปีเท่านั้นครับ คําว่า ๔ ปี มีที่มาอย่างไรครับ มีหลากหลายเหตุผลครับ หลากหลาย เหตุผลก็เพราะว่า ๔ ปีนี้ ท่านประธานจะเห็นว่าวาระการดํารงตําแหน่งเลือกตั้ง ทุกการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะให้การดํารงตําแหน่งวาระละ ๔ ปี ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกสภาท้องถิ่นต่าง ๆ ก็มีวาระเพียง ๔ ปีเท่านั้น ที่ประชุมส่วนใหญ่ ลงมติแล้วครับว่าเห็นด้วยว่าต้องแก้เป็น ๔ ปี แต่ที่ประชุมกรรมาธิการทํางานไปทํางานมา กลับนัดประชุมเพื่อทบทวนสิ่งที่ลงมติไปแล้ว เหมือนเพื่อนสมาชิกท่านวุฒิสภา ท่านหมอเจตน์ และท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ได้พูดไปเราต้องพูดตรงกัน เพราะว่ามันเกิดเหตุการณ์จริงขึ้น ในการทําหน้าที่ของกรรมาธิการ ผมก็ต้องมาฟ้องท่านประธานครับว่านี่คือ ได้คืบจะเอาศอก เพราะได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่เคยดํารงก่อนหน้านี้ที่มีข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ลงได้ใหม่อีก มีวาระ ๔ ปี สรุปกันเรียบร้อย มีคนมาขอบอกว่า เมื่อมาจากการเลือกตั้งขอเป็น ๖ ปี กรรมาธิการก็มาแก้ให้เป็น ๖ ปีอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เถียงเลยครับว่า การยึดโยงวาระประชาธิปไตยที่บอกว่าต้องมาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ปกติ วาระท้องถิ่นหรือ ส.ส. มีวาระ ๔ ปีดํารงตําแหน่งติดต่อกันได้ครับ ติดต่อกันได้ เพราะ ทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมันยึดโยงกับ ประชาชน ในการที่เขาพอได้รับการเลือกตั้งเสร็จ เขาเป็นผู้บริหารครับ เขาต้องรับผิดชอบต่อ พี่น้องประชาชนครับ นายก อบจ. เลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน มีวาระ ๔ ปี ทําไมถึง ๔ ปีแล้วเป็นติดต่อกันได้เพราะถ้าเขาเป็นผู้บริหารแล้ว เขาไม่สามารถบริหารราชการ หรือทําให้ถูกใจพี่น้องประชาชนได้ ๔ ปีพี่น้องประชาชนก็ไม่ต้องมาตัดสินโดยการเลือกตั้ง ใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่บทบาทหน้าที่ของ ส.ว. มันไม่เหมือนกันนี่ครับ ส.ว. ไม่ได้มีหน้าที่ ไปบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้สามารถเลือกใครไปเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ ส.ว. เขามีหน้าที่ ที่จะมาตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน มีความเป็นกลาง ที่สําคัญมีอํานาจแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลดํารงตําแหน่งทางการเมือง เขาจึงไม่จําเป็นต้องยึดโยงกับพี่น้องประชาชน หลักสําคัญคือว่าเขาต้องเป็นกลางให้ได้ครับ ใครทําผิดว่าไปตามผิด สมาชิกวุฒิสภาจึงมี ความจําเป็นที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากการยึดโยงจากพี่น้องประชาชน เรามีการพูดกัน ในมาตรา ๕ มาตรา ๖ ซึ่งผมจะไม่พูดซ้ําว่าเราไม่เห็นด้วย เราบอกว่าที่มาจากการเลือกตั้ง จริง แต่เราไปแก้คุณสมบัติ ตามมาตรา ๕ และแก้มาตรา ๖ ให้ดํารงติดต่อกันได้ติดต่อกัน ไม่ต้องเว้นวาระ อันนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนว่า ผมถาม กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่หลายครั้งว่าทําไมเราลงมติไปแล้ว ๔ ปี แล้วทําไมจําเป็นต้องมาแก้ และถามหาเหตุผล ๖ ปี เมื่อสักครู่นี้ฟังจากท่านสามารถ แก้วมีชัย ซึ่งเป็นประธานกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านเป็นประธานกรรมาธิการในส่วนของ การแก้ไข ท่านอุตส่าห์ไปหาเหตุผลว่าที่จําเป็นต้องมีการเลือกตั้ง ที่จําเป็นต้องมีวาระ ๖ ปี นั้นเพราะว่ามีพี่น้องประชาชนเลือก พอเลือกแล้ว ๖ ปี ก็ให้พี่น้องประชาชนตัดสิน แต่ท่าน ไม่ได้พูดถึงอํานาจหน้าที่เลยครับ ท่านแยกอํานาจหน้าที่กับที่มา ๒ เรื่องนี้แยกกันไม่ได้ ท่านประธานทราบดีครับ ผมยังยืนยันที่จะต้องให้วาระการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ตามกฎหมายฉบับนี้ต้องดํารงตําแหน่งติดต่อกันไม่ได้ครับ ซึ่งก็สอดคล้องกันกับที่ผมแปร ญัตติไว้ในมาตรา ๕ ครับ ผมตัดมาตรา ๕ เรื่องคุณสมบัติไว้ในหลายประเด็น เช่น ประเด็น สภาผัว สภาเมีย ก็ชัดเจนครับ เพราะผมอภิปรายไปแล้วว่าเป็นความเชื่อมโยง ตัดความ เชื่อมโยงของครอบครัว ตัดความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อไม่ให้มีส่วนได้เสีย ผมตัดเรื่องสมาชิก พรรคการเมืองว่าไม่ควรที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วลาออกปั๊บพรุ่งนี้ก็สมัครได้ ผมให้ มีโอกาสเว้นว่างไว้สําหรับที่จะให้ตัดความเชื่อมโยงให้ห่าง ใช้เวลาในการตัดความเชื่อมโยง ให้ได้ อันที่ ๓ คือผมแก้ในมาตรา ๖ ว่า ให้ดํารงตําแหน่งติดต่อกันไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออะไร ครับ เพื่อคุณสมบัติของความเป็นกลาง แล้วเราก็มาสอดคล้องกับมาตรานี้ละครับ มาตรา ๗ ก็มีความชัดเจนครับ ๖ ปี ผมเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ ในส่วนนี้ผมได้แปรญัตติไว้ ผมแปรญัตติในมาตรา ๑๑๗ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภานั้น ผมเติมคําว่า ที่มาจากการ เลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งคล้ายกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ แต่ผมตัดคําว่า วาระวุฒิสภาออกว่าให้มีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่วันเลือกตั้งออก ผมแปร เพิ่ม สงวนความเห็นเพิ่มว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาต้องมีกําหนดคราวละ ๖ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระ ไม่ได้ ก็เรียน ท่านประธานนะครับที่ผมไม่ได้แก้เป็น ๔ ปี ก็เพราะว่าผมเห็นว่าในคณะกรรมาธิการมีการ ถกเถียงกันแล้ว แล้วก็เห็นชอบว่าเป็น ๔ ปี แต่กลับมา ๖ ปี ผมก็ให้เกียรตินะครับว่า อันนี้ เป็นชุดความคิดของผมว่าถ้าสมมุติว่ามีการเลือกตั้ง มีที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ไม่แก้ คุณสมบัติในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ หมายความว่าคุณสมบัติสภาผัว สภาเมีย ไม่มี ลาออก สมาชิกพรรคการเมืองต้องเว้นว่างไว้ หรือดํารงตําแหน่งติดต่อกันไม่ได้ ผมก็ให้โอกาสครับ ผมให้โอกาสกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นผมให้ ๖ ปีก็ได้ แต่ดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันไม่ได้ อันนี้เป็นความเห็นที่ถกเถียงกันในกรรมาธิการและผมก็ให้ความสําคัญของ การได้มาจากการเลือกตั้ง ผมเห็นว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าผมจะ เห็นด้วยกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ ก็คือท่านโทนี่ แบลร์ ก็ตามว่า ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เสียงข้างมากที่จะกอบโกยทุกอย่างได้แต่ฝ่ายเดียว แต่ต้องคํานึงถึง ผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยให้อยู่ร่วมกันให้ได้ และทําอย่างไรต้องรักษากฎหมายบ้านเมือง หลักจริยธรรม รักษาคุณธรรมของการเคารพถึงหลักกฎหมายบ้านเมือง ไม่ปฏิบัติ ๒ มาตรฐาน ปฏิบัติต่ออีกกลุ่มหนึ่งอย่างหนึ่ง ปฏิบัติต่อกลุ่มหนึ่งอีกอย่างหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๑๑๗ เพิ่มในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามวาระอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นมาใหม่ อันนี้ ก็หมายความว่าในเรื่องของการรักษาการในตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ผมยังโยงในเรื่องของ การปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาไปยังมาตรา ๑๒ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ไปเขียนตัด อํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ไม่ให้มีหน้าที่ไปแต่งตั้งถอดถอน ซึ่งอันนั้นก็เดี๋ยวค่อยไปว่ากันในมาตรา ๑๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าผมจําเป็นต้องอธิบายถึงความเชื่อมโยงที่ผมแปรญัตติในมาตรา ๑๑๗ ว่า ผมแปรญัตติไว้ ๖ ปี แต่ว่าดํารงตําแหน่งติดต่อกันไม่ได้ เชื่อมโยงกับมาตรา ๕ ว่า ผมตัดคุณสมบัติความเป็นกลางของสมาชิกวุฒิสภาใน (๕) (๙) และ (๑๐) ถ้าสมมุติผมชนะ โหวตเสียงข้างมากชนะในสภา ผมก็ยึดโยงมาแปรญัตติในมาตรานี้ว่าให้มี ๖ ปีได้ แต่ห้ามดํารงตําแหน่งเกิน ๑ วาระ ผมก็ยังยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ไม่ควรดํารงตําแหน่งเกิน ๑ วาระ เหตุผลที่ผมย้ําเรื่องเกิน ๑ วาระไม่ได้ ก็เพราะว่าผมเห็นว่า เวลาท้องถิ่น สมัยก่อนเรายึดโยงการแก้ไขว่า ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมี ความเป็นประชาธิปไตยสูง เขาอย่างมากก็ดํารงตําแหน่งไม่เกิน ๒ วาระครับ ผมคิดว่า ๘ ปี ในการใช้อํานาจบริหารบริหารประเทศนั้น ๆ ประชาชนตัดสินได้แล้วครับว่าเขาทําประสบ ความสําเร็จหรือไม่ แล้วก็เพียงพอในการที่จะไม่ต้องผูกขาดอํานาจ แต่อันนี้ถ้าจะให้ดํารง ตําแหน่งติดต่อกันได้ ถ้า ๔ ปี ก็อาจจะพอรับได้ แต่ว่าแก้จาก ๔ ปีเป็น ๖ ปี แถมยังดํารง ตําแหน่งติดต่อกัน ๒ วาระได้ หรือติดต่อกันไปทั้งหมดได้ มันตอบคําถามไม่ได้ครับ ท่านประธาน มันตอบคําถามไม่ได้ว่าเหตุผลอะไร จําเป็นอย่างไร ถึงจะต้องให้มีการผูกขาด อํานาจ ทําไมล่ะครับเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพื่อความทรงเกียรติและปฏิบัติหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมาไม่ได้หรือครับท่านประธาน อยากเห็นภาพนี้ว่าขณะนี้ผมเรียนเป็นข้อมูลว่า สมาชิกวุฒิสภาเดินทางไปตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ แล้วไปของบประมาณไปพัฒนา พื้นที่ตัวเอง กรรมาธิการก็ถกเถียงกันส่วนใหญ่ว่าการหาเสียงในมาตราที่พูดถึงการหาเสียง ของสมาชิกวุฒิสภาเขียนไว้ชัดนะครับว่า หาเสียงได้เฉพาะในอํานาจหน้าที่ของตัวเอง บางคน ถึงกับบอกว่าเปิดหาเสียงไปหมดเลย ใครจะหาเสียงอย่างไรก็ได้ มันจะได้หาเสียงได้สะดวก สุดท้ายก็ถกเถียงกันก็จบว่าเฉพาะอํานาจหน้าที่ตัวเอง แต่ขณะนี้ ส.ว. บางท่านจะพูดถึงว่า จะทํารถไฟฟ้า จะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง พูดถึงนโยบายครับ เหมือนกับจะไปเป็นรัฐบาลครับ ท่านประธานจะให้มีสภาพอย่างนั้นหรือเปล่าครับ ขณะนี้สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนไปวิ่ง งบประมาณเข้าพื้นที่ตัวเอง ถามว่ามันเป็นอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือไม่ครับ มันใช่อํานาจหน้าที่เขาไหมครับ แล้วถ้าบ้านเมืองหลักมันบิดเบี้ยวแบบนี้ เรายัง จะเขียนเพื่อให้เป็นการครอบครองอํานาจติดต่อกัน แล้วหลักของประเทศมันจะเสียหาย กันขนาดไหนท่านประธานที่เคารพ ผมอยากให้ท่านประธานได้คิดถึงหลัก ไม่อยากพูด ภาษาอังกฤษนะครับ ลู ออฟ ลอว์ (Role of Law) หลักกฎหมายที่มีความชอบธรรม ปฏิบัติต่อกลุ่มหนึ่งอย่างหนึ่ง แต่วันนี้วุฒิสมาชิกซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า มีหน้าที่เป็นกลาง ทําหน้าที่ตรวจสอบ กลายเป็นไปวิ่งงบประมาณ แล้วเวลามีการถกเถียงกัน ในที่ประชุมเปิดเผยนะครับท่านประธาน ท่านประธานต้องฟังผมนะครับ กลายเป็นว่าอย่างนี้ บางท่านบอกว่าต้องยอมรับความจริงว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้ ผมก็ถามว่ายอมรับความจริง เรื่องอะไร ยอมรับความจริงว่าประชาชนเขาเรียกร้องว่าเขาต้องการพัฒนาพื้นที่ ผมก็บอกว่า มันผิดอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราจะไปทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้อย่างไร เขาก็บอกว่ามันเป็นความจริงเราอย่าไปปฏิเสธความจริงเลย ผมก็เลยเรียนถามกลับไปว่า แล้วเราจะให้ความจริงที่มันผิดหลักกฎหมาย แทนที่เราจะให้มันน้อยลงเรื่อย ๆ กลับมาสู่หลัก แต่กลับจะยอมรับความจริงให้ประเทศมันไม่มีหลักไปเลยหรือครับ ก็ตอบไม่ได้กันครับ แล้ววันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็นําไปสู่เรื่องแบบนี้ละครับ ถ้าเป็น ๖ ปี เป็นติดต่อกันได้ นะครับท่านประธาน แน่นอนที่สุดครับ ผมจะเห็น ส.ว. ไปงานศพครับ ไปแข่งกับผมครับ ผมจะเห็น ส.ว. ไปงานแต่งครับ ผมจะเห็น ส.ว. ไปรับปากว่าจะทําโน่นทํานี่ แล้วก็ไปวิ่งงบประมาณ จากรัฐบาลมาหาเสียงกับพี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอํานาจหน้าที่ที่กําหนดไว้รัฐธรรมนูญ แต่หวังเพียงว่าอีก ๖ ปีจะไปเลือกตั้งแล้วชนะเลือกตั้ง กลับมาใช้อํานาจ นี่ละครับที่ผมแปร ๖ ปีติดต่อกันไม่ได้ แต่ถ้าเป็น ๖ ปีก็คือว่าเป็นแล้วเลิกไปเลยครับ สมมุติเลือกตั้งจาก พี่น้องประชาชนเป็น ส.ว. แล้ว พอเป็นครบ ๖ ปีแล้ว ไม่ต้องเป็นแล้ว ไม่ต้องไปงานบวช ไม่ต้องไปงานศพ ใช้เวลาที่มีอยู่ไปศึกษาสิว่าแท็กซี่ที่เขาขอขึ้นราคานี่มันสมเหตุสมผลไหม ชาวสวนยางพารามาเรียกร้อง ผู้แทนมาพูดในสภาแล้วไปพบนายกรัฐมนตรีก็แล้ว นายกรัฐมนตรีไม่มีอาการตอบสนอง ไปหลายครั้งก็แล้ว ก็ไม่สมเหตุผลที่ไปเรียกร้อง สมาชิก วุฒิสภาก็มีหน้าที่ที่จะไปศึกษาว่าเราจะหาทางออกของปัญหานี้อย่างไร เช่น จะแทรกแซง ไหม หรือจะไปลดต้นทุนการผลิต แต่การลดต้นทุนการผลิตโดยการเอาเงินไปให้ชาวสวน ในความเห็นส่วนตัวผม ผมก็คิดว่ายังไม่น่าจะทําได้ เอาละครับ ผมอาจจะนอกเรื่องไปแต่ผม กลับมาที่ว่าผมพูดตรงนี้ให้ท่านประธานเห็นว่าเรากําลังจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ ที่ผมตั้งชื่อว่า มาตรา ๗ ได้คืบจะเอาศอกมาตราที่เห็นแก่ได้ ลงวาระติดต่อไม่ได้พอลงได้จาก ๔ ปี จะขอ ๖ ปี จาก ๖ ปี เอาติดต่อกันได้อีก ถ้ากฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ผมฟ้อง ท่านประธานว่าท่านประธานจะเห็น ส.ว. มาทําหน้าที่แข่งกับท่านประธานที่จังหวัดขอนแก่น แน่นอนที่สุดครับ ท่านประธานจะมาดูว่าพี่น้องประชาชนจะให้ท่านประธาน ซึ่งเป็นประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติขึ้นเป็นประธานทอดผ้างานศพ แต่มี ส.ว. บางคนมาแย่งกับท่านประธานที่จะ ขอเป็นประธานมาบอกว่าถนนเส้นนี้เดี๋ยวผมจัดการให้ เพื่อไปชนะเลือกตั้งในครั้งหน้าเพราะ มาตรานี้มาตรา ๗ เขียนว่า ไปลงใหม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าบ้านเมืองนี้ต้อง ช่วยกันนะครับ

ผมมีประเด็นสุดท้ายครับ ผมถามท่านประธานจริง ๆ ครับว่า คนที่ดีทําไม ต้องกลัวการตรวจสอบครับ สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ตรวจสอบ มีหน้าที่แต่งตั้งถอดถอน มีความเป็นกลาง ท่านประธานคิดสิครับ ว่าคนที่กลัวการตรวจสอบเป็นคนอย่างไร คิดแต่ จะโกงใช่ไหมครับ หรือไม่สุจริตใจ ผู้บริหารที่ดี ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพนั้น เกิดจาก การตรวจสอบที่เข้มแข็งครับ ผมสงสัยว่าทําไม ต้องขออนุญาตพาดพิงว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ถึงกลัวการตรวจสอบนัก มันเป็นพฤติกรรมใกล้เคียงกันนะครับท่านประธาน